ผลศึกษาปลาหมอคางดำจากกานา-โกตดิวัวร์ ชี้ชัดว่าปลานำเข้าหลายครั้ง

แม้ว่าคณะอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ (อนุ กมธ. อว.) จะแถลงข่าวสรุปผลการศึกษาฯ ไปแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าประชาชนที่ติดตามข่าวนี้อีกจำนวนมากยังคลุมเครือกับผลที่ออกมา เหมือนความจริงไม่ได้ถูกเปิดเผยทั้งหมดเพียงแต่ต้องการชี้ว่าปลาหมอคางดำที่ระบาดอยู่ในประเทศไทยมีต้นทางมาจากกานาประเทศเดียวเท่านั้น ซึ่งย้อนแย้งกับผลการรายงานล่าสุดที่กรมประมงได้ทำการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของปลาชนิดนี้ กับดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำจากแอฟริกาและผลการศึกษายืนยันชัดเจนว่า DNA ของปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในไทยมาจาก 2 ประเทศ คือ กานาและโกตดิวัวร์ (ไอวอรี่โคสต์)

เมื่อมีโอกาสได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำ จึงได้สอบถามถึงผลการศึกษาของกรมประมงล่าสุดว่าหมายความว่าอย่างไร ก็ได้คำตอบที่แปลผลตามหลักวิชาการทำให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งขึ้นว่า การพบว่า DNA ของปลามาจาก 2 ประเทศ ทั้งกานาและโกตดิวัวร์ ขณะที่บริษัทเอกชนที่ขออนุญาตนำเข้าเพียงรายเดียวยืนยันว่านำเข้ามาจากประเทศกานา แสดงว่ามีการนำเข้าปลามากกว่า 1 ราย และนำเข้ามากกว่า 1 ครั้ง แต่ไม่มีการขออนุญาต โดยมีความเป็นไปได้ว่ามีการลักลอบนำปลาเข้ามา

ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงหลักการของ neutral theory ว่าการเปลี่ยนแปลงของ DNA หนึ่งตำแหน่งจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกๆ ประมาณ 100,000 – 200,000 ปี ดังนั้นเครื่องหมายจาก Mitochondrial DNA (mtDNA) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ศึกษาเปรียบเทียบพันธุกรรมของปลาหมอคางดำในครั้งนี้ จึงสามารถนำมาใช้ระบุแหล่งที่มาของปลาที่กำลังถกเถียงกันในปัจจุบันได้ เพราะปลาหมอคางดำที่มีการนำเข้ามาภายในราชอาณาจักรไทยเมื่อประมาณ 14-15 ปีที่ผ่านมา จึงไม่เกิดการกลายพันธุ์ (mutation) ใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง DNA ของปลาที่นำเข้ามาได้

การศึกษาวิจัยโครงสร้างพันธุกรรมปลาหมอคางดำของกรมประมงในปี 2565 เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ DNA ของประชากรปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทยเท่านั้น แต่ไม่ได้นำไปเปรียบเทียบกับ DNA ของปลาหมอคางดำจากประเทศต่างๆในแอฟริกา ทำให้การแปลผลไม่ครอบคลุมและอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

จากการศึกษาก่อนหน้านี้ของ Thomas M. Folk และคณะ (2003) ได้ใช้ลำดับดีเอ็นเอของส่วน control region (D-loop) พบรูปแบบของลำดับดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำ S. melanotheron ของตัวอย่างในแอฟริกาจากสาธารณรัฐเซเนกัลจนถึงสาธารณรัฐเบนิน จำนวน 58 แบบ โดยไม่ปะปนกันระหว่างแหล่งน้ำต่างๆ ดังนั้นปลาหมอคางดำจึงมีวิวัฒนาการที่รูปแบบของ mtDNA สามารถระบุแหล่งภูมิศาสตร์กำเนิด (phylogeographic patterns) จากประเทศต่างๆได้ ดังนั้นหากลำดับดีเอ็นเอของปลาที่ระบาดในราชอาณาจักรไทย ตรงกับลำดับดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำจากแอฟริกา100% เราก็จะสามารถระบุแหล่งที่มาในระดับประเทศของปลาได้อย่างมั่นใจ

การวิเคราะห์แผนภูมิวิวัฒนาการจะช่วยบ่งชี้รูปแบบของดีเอ็นเอที่มีลำดับดีเอ็นเอน้อยกว่า100% โดยแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับรูปแบบดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำจากแอฟริกาแบบใด และรูปแบบดีเอ็นเอนั้นมาจากแหล่งน้ำของประเทศใด เนื่องจากรูปแบบดีเอ็นเอที่กรมประมงรายงานในปี 2565 ไม่อยู่ในฐานข้อมูล GenBank จึงควรมีการศึกษาพันธุกรรมของปลาหมอคางดำที่ระบาดในปัจจุบันจากแหล่งระบาดต่างๆให้ครอบคลุม ก็จะเป็นการทดแทนการศึกษาพันธุกรรมปลาหมอคางดำที่บริษัทเอกชนที่นำเข้ามาเมื่อปี 2553 ในระดับที่สามารถยอมรับได้ในวงการวิทยาศาสตร์

ผลการพิสูจน์ DNA ปลาหมอคางดำมาจากกานาและโกตดิวัวร์ ประกอบกับคำอธิบายของผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรม จึงเป็นไปได้ว่า ปลาหมอคางดำที่พบในประเทศไทยมีการนำเข้ามามากกว่า 1 ครั้ง และมีการนำเข้ามามากกว่า 1 บริษัท นั่นหมายถึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจากโจทย์ดังกล่าวว่าบริษัทอื่นๆ ที่มีการลักลอบนำเข้าปลาหมอคางดำมาในราชอาณาจักรไทยคือใครและนำเข้ามากี่ครั้ง เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการลงโทษผู้กระทำผิด และยุติกรณีนี้อย่างโปร่งใส รวมถึงเดินหน้าแผนลดปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เหลือน้อยที่สุด ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพกลับสู่ธรรมชาติ คืนความมั่นคงทางอาหารให้คนไทย และควบคุมปลาให้อยู่ในวงจำกัดและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ปาจรีย์ เนินสำราญ นักวิชาการอิสระ

เอกสารอ้างอิง
Falk, T.M., Teugels, G.G., Abban, E.K., Villwock, W., Renwrantz, L., 2003. Phylogeographic patterns in populations of the blackchinned Tilapia complex (Teleostei, Cichlidae) from coastal areas in West Africa: support for the refuge zone theory. Mol. Phylog. Evol. 27, 81–92. https://doi.org/10.1016/S1055-7903(02)00369-X.

หลากสาเหตุน้ำท่วมภาคเหนือ:ความท้าทายที่รัฐต้องรับมือ (ไม่ใช่แค่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)

เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือของประเทศไทยครั้งนี้นับว่ารุนแรง และสร้างผลกระทบมหาศาลต่อพี่น้องประชาชน  ความช่วยเหลือต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่เพื่อร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาและเยียวยา  ทั้งกองทัพไทย มูลนิธิกู้ภัย ห้างร้านเอกชน สื่อมวลชน คนดัง-เซเลป ล้วนระดมกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ อาหาร-น้ำดื่ม-เครื่องใช้ไม้สอยกันเต็มที่  จนถึงวันนี้ก็เรียกได้ว่าเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลาย บางจังหวัดเจอน้ำท่วมซ้ำสอง บางพื้นที่ปริมาณดินโคลนมากมายยังทับถมบ้านเรือนรอการฟื้นฟูให้เข้าสู่ภาวะปกติ  และแม้จะมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การวิเคราะห์และหาสาเหตุเชิงลึกเพื่อป้องกันภัยพิบัติในอนาคตก็เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเช่นกัน

สาเหตุของเภทภัยเหล่านี้เกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลักที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ กรณีน้ำท่วมครั้งนี้ก็เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุยางิ ที่ส่งผลให้ฝนตกหนักมากและเกิดน้ำท่วมฉับพลัน  สาเหตุต่อมาหนีไม่พ้น การทำลายป่า ในพื้นที่ภูเขาและลาดชันเพื่อทำเกษตรกรรมและสร้างรีสอร์ทที่พักตากอากาศ เมื่อพื้นที่ที่เคยดูดซับน้ำตามธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างและมีทางระบายน้ำที่ไม่เหมาะสม ทำให้น้ำไหลบ่าลงสู่ลุ่มน้ำเร็วและแรงขึ้น  ถ้าสังเกตน้ำที่ไหลลงมาตามลำน้ำสาย มีขอนไม้เศษไม้ สิ่งปฏิกูล ไหลลงมาด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณต้นน้ำแม่น้ำสายซึ่งอยู่ในประเทศเมียนมา โดยเปลี่ยนจากป่ากลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมรวมถึงเหมืองแร่จำนวนหลายจุด

เมื่อพูดถึงการเกษตรในพื้นที่ลาดชันก็มักจะคิดถึงการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่าง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ซึ่งเป็นจำเลยสำคัญเสมอ เนื่องจากพืชเชิงเดี่ยวมีระบบรากที่ไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะยึดหน้าดิน จึงทำให้เกิดดินถล่มและโคลนไหลลงสู่แหล่งน้ำได้ง่าย  อันที่จริงการแก้ปัญหานี้มีการพูดถึงกันมาอย่างต่อเนื่อง กดดันผู้ประกอบการที่รับซื้อข้าวโพดจนกระทั่งผู้รับซื้อรายใหญ่ได้ดำเนินนโยบายไม่รับซื้อข้าวโพดรุกป่าหรือผ่านการเผาตอซังไปแล้ว อาจจะเหลือเพียงผู้รับซื้อรายอื่นๆ ที่ทำให้ผู้บุกรุกป่ายังคงปลูกข้าวโพดบนภูเขาได้อยู่ เพราะยังมีตลาดรองรับ ดังนั้น หากจะแก้ปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนภูเขาให้ได้ 100%  รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ราบแทน เพื่อไม่ให้กระทบห่วงโซ่อุปทาน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด รวมถึง ต้องมีความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งคือ การขยายตัวของเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง การก่อสร้างที่ขาดการวางแผน ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ถนน และสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นเส้นทางน้ำธรรมชาติ ล้วนส่งผลให้การไหลของน้ำธรรมชาติถูกขวางทาง การพัฒนาเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการระบายน้ำ เกิดการสะสมของน้ำและเกิดน้ำท่วมในพื้นที่  นอกจากนี้ การจัดการน้ำที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เพราะแม้ว่าภาคเหนือจะมีระบบชลประทานและเขื่อนหลายแห่ง แต่หากการจัดการน้ำไม่เหมาะสม เช่น การเก็บน้ำในเขื่อนมากเกินไปในฤดูฝน หรือการระบายน้ำออกจากเขื่อนเมื่อระดับน้ำสูงเกิน ก็ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำที่อยู่ใต้เขื่อนเช่นกัน

จากสาเหตุมากมายที่กล่าวมา แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือจำเป็นต้องมีการดำเนินการที่เป็นระบบและบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่า การส่งเสริมการทำเกษตรแบบยั่งยืน การปรับปรุงระบบชลประทาน การบำรุงรักษาเขื่อน และการวางแผนการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงการไหลของน้ำธรรมชาติ  หากภาครัฐสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะเป็นการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติน้ำท่วมในอนาคต และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับทั้งประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

โดย….มุกดา รติรัตน์

อาชีพใหม่ เพาะพันธุ์เลี้ยงไก่หางยาวสาายพันธุ์ญี่ปุ่นส่งออก สร้างรายได้งาม

เกษตรกรพื้นที่ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น แหล่งเพาะพันธุ์ไก่หางยาวที่สุดในประเทศไทย  ส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาชีพใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับ นายเฉลิมชัย มณีบุญ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 122 ม.9 บ้านหนองกุงโนนทัน ต.ดอนดั่ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น โดยใช้สนามหญ้า ด้านข้างบ้านพัก ทำการเพาะเลี้ยง ไก่รุ่นเล็กสายพันธุ์ญี่ปุ่น ขนยังไม่ยาวเอาไว้อีกประมาณ 50 ตัว ส่วนไก่ที่มีหางยาว และมีขนระย้า ผู้เลี้ยงจะนำไปวางไว้บนที่บริเวณหน้าบ้าน เพื่อปล่อยให้หางยาวเป็นธรรมชาติและหางไม่พันกัน

ทั้งนี้โดยเฉพาะเจ้าไก่เพศผู้ที่ชื่อว่า ณเดชน์ อายุ 3 ปี 8 เดือนที่มีหางยาววัดได้ 3 เมตร 40 ซม.เกาะอยู่แบบสบายๆ ไม่ตื่นตกใจกับคนแปลกหน้า ส่วนขนระย้าก็ยาวเมตรกว่า อีกตัวชื่อเจ้าทองคำ เพศผู้เช่นกัน มีหางยาวเกือบ 2 เมตร ทั้งคู่เกราะอยู่บนคอน ส่งเสียงขันเป็นระยะๆ

นายเฉลิมชัย  กล่าวว่า  เคยเป็นทำงานอยู่ต่างประเทศ เมื่อกลับมาอยู่ที่บ้าน สร้างบ้านและแต่งงานอยู่กินกับภรรยา ยังไม่มีงานทำ คิดอยากเลี้ยงสัตว์สวยงามที่ไม่ต้องมีความยุ่งยากมาก และบังเอิญว่าได้รู้จักกับชาวญี่ปุ่น ที่มาทำงานในประเทศไทย จึงพูดคุยกันในเรื่องความสนใจเลี้ยงไก่หางยาวโบราณญี่ปุ่น จึงบอกเพื่อนว่า ถ้ากลับไปประเทศญี่ปุ่น หิ้วไข่ไก่หางยาวโบราณญี่ปุ่นมาให้ด้วย  เมื่อเพื่อนกลับมาที่ประเทศไทย เพื่อนจึงนำไข่ไก่หางยาวโบราณญี่ปุ่นมาให้ 12 ฟอง เป็นเงิน 30,000 บาท ตนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้เพื่อนทั้งหมด นำมาฟักที่บ้าน ได้ลูกไก่ทั้งหมด 7 ตัว เป็นตัวผู้ 2 ตัว ตัวเมีย 5 ตัว จากนั้นก็ซื้อหัวอาหารไก่ ชนิดเม็ดมาเลี้ยง จนมีไก่หางยาวเพิ่มขึ้นมาหลายตัว

“จากนั้นก็นำภาพไก่หางยาวโพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว  ซึ่งก็มีคนมาคอมเม้นต่างๆนานา โดยเฉพาะจะถูกกล่าวหาว่า นำไก่บ้านมาต่อหาง และบางคนก็เตือนว่า อวดอ้างเกินความจริง ระวังมีความผิดทางกฏหมาย ลักษณะวิจารณ์ว่าหลอกลวง แต่ไม่เคยตอบโต้ ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงมาตลอด จนกระทั่งมีนักธุรกิจชาว สปป.ลาว มาติดต่อขอซื้อได้ พ่อ แม่ ลูก รวม 3 ตัวในราคา 50,000 กว่าบาท นำกลับไปเลี้ยงที่ประเทศลาว นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนของนักธุรกิจรายดังกล่าว ติดต่อมาขอซื้อและจองไข่และลูกไก่อีก”

นายเฉลิมชัย  กล่าวอีกว่า ในประเทศไทยยังมีการเลี้ยงไก่หางยาวโบราณญี่ปุ่น น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เลี้ยง ไก่บ้าน ไก่ชน อาจจะเป็นเพราะทุกคนคิดว่า ยุงยาก ซึ่งในความเป็นจริงไก่หางยาวโบราณญี่ปุ่น เลี้ยงง่าย เหมือนเลี้ยงไก่บ้านทั่วไป และเมื่อขายก็มีราคาสูง ซึ่งนอกจากการให้อาหารเม็ดแล้ว ก็อาจจะต้องหา แตงโม แตงกวา รวทั้งข้าวคลุกกับน้ำแกงน้ำต้ม ที่มีปลาร้ามาให้ไก่กินบ้าง เพราะไก่จะชอบกินข้าวคลุกน้ำแกงที่มีปลาร้ามาก

นอกจากนี้ยังต้องคอยดูแลขนที่ยาวออกมาประมาณปีละ 1 เมตร ถ้าไม่คอยดูแล ขนจะหลุดและไม่สวยงาม โดยส่วนตัวแล้ว ตนจะอาบน้ำให้ไก่ทุกตัว 3 เดือน 1 ครั้ง โดยเฉพาะเจ้าณเดช ที่มีขนยาวที่สุด อาบน้ำแล้ว ต้องเช็ดขนให้แห้ง ไม่เช่นนั้นขนจะพันกัน ส่วนการเลี้ยงก็จะให้ให้อาหารเช้าเย็นในปริมาณที่พอดี น้ำไก่ควรเปลี่ยนทุก 1-2 วันส่วนสุ่มที่ครอบไก่ก็เป็นลวดตาข่าย เพื่อป้องกันนก หนู และงูที่อาจจะมากินไก่ได้

“ผู้ที่สนใจเลี้ยงไก่พันดังกล่าวนั้น สามารถติดต่อซื้อได้ที่คุณเฉลิมชัย ซึ่งจะขายลูกไก่ อายุ 1 เดือนราคา 1000-2000 บาท ไก่อายุ 5 เดือนจะขายอยู่ที่ประมาณตัวละ 5,000-7,000 บาท แต่ถ้าเป็นไต่ตัวโต อายุ 1 ปี จะเห็นหางที่สวยงาม ก็จะมีราคาสูงขึ้น ถึงหลักแสนบาท ส่วนไข่ฟองละ 1,000 บาท

อย่างไรก็ตามขณะนี้ไก่ที่เลี้ยงอยู่นั้น เป็นลูกของณเดชน์ และญาญ่า รวม 17 ตัว เป็นไก่หนุ่มเพศผู้ 5 ตัว มีหางยาวแล้ว 2 ตัว ตัวเมียพร้อมไข่ 10 ตัวและมีไข่ที่กำลังฟักอีก 10 กว่าฟอง ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อซื้อไก่หางยาวโบราณญี่ปุ่นได้ที่  061-041-9412 โดย ยืนยันว่า ได้สอบถามทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่า เลี้ยงได้ ไม่ผิดกฏหมาย”

โดย…จักรพันธ์  นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

สสว.ลุยยกระดับศักยภาพ SMEsนำร่องพื้นที EECเพิ่มโอกาสการค้าทั้งในและต่างประเทศทุกมิติ

สสว. เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการ จัดกิจกรรมฝึกอบรมหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ ให้ความรู้ Entrepreneurship เปิดประตูสู่ความเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม ตลอดเดือนกันยายน 2567 ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง และจันทบุรี ภายใต้ กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่ EEC และพื้นที่ต่อเนื่อง ปีงบประมาณ 2567 หวังช่วยยกระดับนวัตกรรมในธุรกิจ พร้อมเพิ่มโอกาสทางการค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า ในปี 2567 นี้ สสว.ได้จัดให้มี กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่ EEC และพื้นที่ต่อเนื่อง เป็นการส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อยกระดับนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เกิดการลงทุนหรือสามารถก่อตั้งธุรกิจได้ พร้อมช่วยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการที่ยกระดับนวัตกรรมในธุรกิจได้ และยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการในเขตพื้นที่อีกด้วย

รักษาการแทน ผอ.สสว. กล่าวต่อไปว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ EEC เป็นโครงการของรัฐบาลที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเล็งเห็นว่าเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สสว. มีแนวความคิดว่า นอกจาก EEC จะเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญแล้ว ทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์ในมิติเชิงสังคมด้วย โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดพื้นที่ต่อเนื่องที่มีความพร้อม ทั้งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว และอยู่ในกรอบที่ สสว.จะส่งเสริม พร้อมพัฒนาให้จันทบุรีเป็น Blue Zone ของประเทศ โดย สสว. จะเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการ ในจังหวัดจันทบุรีมากขึ้น

ด้าน นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานร่วม เปิดการอบรมฯ ที่จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า เมื่อมีโครงการพื้นที่เศรษฐกิจ EEC เกิดขึ้น และล่าสุดจันทบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับการส่งเสริม ซึ่งที่ผ่านมาตลาดอัญมณีและผลไม้หรือผลผลิตทางการเกษตรของจังหวัด เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะสามารถเติบโตได้อีกมาก

“เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ สสว.ได้เข้ามาให้ความสนับสนุนผู้ประกอบการของจังหวัด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งจันทบุรีเป็นจังหวัดท่องเที่ยวติดอันดับ 20 ของประเทศ ทั้งยังมีความแตกต่างจากกลุ่มพื้นที่ EEC จังหวัดอื่น นั่นคือ ธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ จึงเชื่อมั่นว่าจะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่สามารถส่งเสริมให้ภาพรวมของพื้นที่เศรษฐกิจเติบโตยิ่งขึ้น” ผวจ. จันทบุรีกล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้น เป็นการฝึกอบรมหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ Entrepreneurship เปิดประตูสู่ความ เป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้ถึงหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ การสร้างแรงจูงใจ สร้างแนวคิดการทาธุรกิจเพื่อให้เกิดกระบวนการทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ และสิ่งที่ควรรู้สำหรับการเป็นผู้ประกอบการ, Entrepreneur ความหมาย ข้อดี และข้อจำกัด, ทัศนคติแบบผู้ประกอบการที่พนักงานควรมี (Intrapreneur), ข้อดีและประโยชน์ที่จะได้รับ, เทคนิคการสร้างสรรค์ไอเดีย, ทักษะสำคัญในการมีความเป็นเจ้าของในองค์กร, การอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้ Entrepreneurship เพื่อใช้ในการทำธุรกิจ ขั้นตอนแนวคิดการพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการ, ข้อมูลวิสัยทัศน์ขององค์กรและสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ, ข้อมูล trend ของผู้บริโภคและอุตสาหกรรม ตลอดจนการนำเสนอตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

การขับเคลื่อนโครงการฯ ผู้ประกอบการจะได้รับฝึกอบรมพัฒนาและยกระดับให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ, จัดกิจกรรมสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาดในประเทศและต่างประเทศ, เชื่อมแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการ ขณะที่ส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/องค์กรมหาชน/องค์กรเอกชน จะสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ และประสานกับผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ส่วนสถาบันการเงินจะสนับสนุนในฐานะแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับนวัตกรรม

กรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำท่วมเมืองลำพูน ลงสู่แม่น้ำปิง

กรมชลประทาน เร่งระบายน้ำเมืองลำพูน ลงสู่แม่น้ำกวงและแม่น้ำปิงตามลำดับ พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำติดตั้งตามจุดต่าง ๆ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำ หวังลดผลกระทบประชาชนให้ได้มากที่สุด

สถานการณ์น้ำท่วมเมืองลำพูน หลังปริมาณน้ำจากแม่น้ำปิงได้เอ่อล้นไหลไปตามเส้นทางต้นยาง – เลียบรางรถไฟจาก อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เข้าสู่พื้นที่ จ.ลำพูน ส่งผลให้ ต.อุโมงค์ ต.หนองช้างคืน ต.ประตูป่า และ ต.เหมืองง่า อ.เมืองลำพูน มีน้ำท่วมขัง บางจุดสูงมากกว่า 1 เมตร สำนักงานชลประทานที่ 1 โดยโครงการชลประทานลำพูน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ด้วยการนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เข้าไปติดตั้งตามประตูระบายน้ำ (ปตร.) ต่าง ๆ ในตัวเมืองลำพูน อาทิ ปตร.ปิงห่าง ปตร.ร่องกาศ ปตร.ปลายเหมือง ฝายชลขันธ์พินิจ (แม่ปิงเก่า) และ ปตร.ล้องพระปวน พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่ ปตร.สบทา เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ลงสู่แม่น้ำปิงให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยทั้งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่และลำพูน

ส่วนปริมาณน้ำที่เข้ามาในพื้นที่ จ.ลำพูน เป็นปริมาณน้ำในระดับสูงสุดแล้ว โดยหลังจากนี้ระดับน้ำจะเริ่มทรงตัว คาดว่าอีก 1-2 วัน ระดับน้ำจะค่อย ๆ ลดลง โดยระดับน้ำในแม่น้ำปิง มีแนวโน้มลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีฝนตกหนักและไม่มีน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงมาเพิ่ม คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์ สถานการณ์ในภาพรวมจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

สำหรับแม่น้ำกวงในเขตจังหวัดลำพูน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นพื้นที่รับน้ำ แต่เป็นพื้นที่ให้น้ำไหลผ่านลงไปสู่แม่น้ำปิง ซึ่งจะรักษาระดับน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ในขณะนี้จังหวัดลำพูน มีเครื่องสูบน้ำจากทุกหน่วยงานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ที่เตรียมพร้อมไว้เร่งระบายน้ำให้ไหลลงสู่แม่น้ำปิงโดยเร็วที่สุด ตามข้อสั่งการของรัฐบาล และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประมงจังหวัดยืนยันปลาหมอคางดำในสมุทรสงคราม –สมุทรสาครลดลง

ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม และประมงจังหวัดสมุทรสาคร ยืนยันว่ามาตรการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเกิดผลดี ส่งผลให้ทั้งสองจังหวัดพบปลาลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ยังเดินหน้าสนับสนุนกรมประมงดำเนิน 5 มาตรการในการจัดการปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสนับสนุนปลาผู้ล่าเพื่อปล่อยลงในแหล่งน้ำตามแนวทางของกรมประมง

นายเผดิม รอดอินทร์ประมงจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า  จากการดำเนินมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง จังหวัดสมุทรสาครสาครสามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้ว 1,662,879 กิโลกรัม จนถึงวันนี้ชาวประมงจับปลาหมอคางดำได้ลดลง จากเดิมเรืออวนรุนเคยจับปลาหมอคางดำได้เที่ยวละ 1-2 ตันแต่มาวันนี้จับได้เพียงเที่ยวละ 300 กิโลกรัม บางทีเหลือเพียง 100 กิโลกรัม ดังนั้น ประเมินได้ว่าแหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดสามารถกำจัดปลาหมอคางดำแล้ว 70-80% ของปลาหมอคางดำที่อยู่ในแหล่งน้ำ   

 ขณะที่ นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม อธิบายว่า จังหวัดสมุทรสงครามร่วมมือกับทุกภาคส่วนจับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทุกวันนี้ปลาหมอคางดำที่จับได้จำนวนลดลง และปลาที่จับได้ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปลาที่เป็นพ่อแม่พันธุ์หายไปจากแหล่งน้ำ ขณะนี้ จังหวัดสมุทรสงครามจะเน้นส่งเสริมการลดจำนวนปลาในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร และส่งเสริมการนำปลามาใช้ประโยชน์และการบริโภคให้มากขึ้น เป็นแนวทางที่จะช่วยควบคุมจำนวนปลาได้ผลลัพธ์ที่ดี 

ด้าน นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า นับตั้งแต่ ซีพีเอฟ โดยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร  ได้ประกาศแผนปฏิบัติการเชิงรุก 5 โครงการเร่งด่วนลดปริมาณปลาหมอคางดำตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา  ซีพีเอฟ เดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับกรมประมงและภาคีเครือข่ายทั้งโรงงานปลาป่น สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำชุมชน ชาวประมง และชุมชน ช่วยกันกำจัดปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่ จนถึงวันนี้ บริษัทได้ร่วมกับโรงงานศิริแสงอารำพี จังหวัดสมุทรสาครรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อผลิตปลาป่นแล้วมากกว่า 1,845,000 กิโลกรัมและยังรับซื้อต่อเนื่องตามเป้าหมายที่ 2,000,000 กิโลกรัม  การสนับสนุนกรมประมงจับปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติใน 18 จังหวัดรวม 52 ครั้ง สามารถช่วยกำจัดปลาออกจากแหล่งน้ำได้กว่า 30,000 กิโลกรัม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดกิจกรรมจับปลาออกจากแหล่งน้ำในทุกพื้นที่ จากการดำเนินมาตรการอย่างจริงจังส่งผลให้หลายพื้นที่พบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำมีจำนวนลดลง

 สำหรับในเดือนตุลาคมนี้ บริษัทยังเดินหน้าบูรณาการภาคีเครือข่ายในการกำจัดปลาหมอคางดำต่อเนื่อง นอกจากสนับสนุนการจับปลาออกจากแหล่งน้ำแล้ว ยังเน้นสนับสนุนปลาผู้ล่าเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำที่จับปลาขนาดใหญ่ออกตามแนวทางของกรมประมง สำหรับในเดือนตุลาคมมีแผนสนับสนุนปลาผู้ล่าอีก 10,000 ตัวแก่เขตบางขุนเทียนเพื่อช่วยกำจัดปลาหมอคางดำขนาดเล็กในแหล่งน้ำ  ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้มอบปลากะพงขาวขนาด 4-5 นิ้วเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร ระยอง จันทบุรี ชลบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา รวม 90,000 ตัว ซึ่งกรมประมงจะมีการเก็บข้อมูลเพื่อติดตามผลหลังจากปล่อยปลาผู้ล่า 

 นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังมุ่งเน้นบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ หาแนวทางการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำ สนับสนุนให้มีการจับปลาออกจากแหล่งอย่างเป็นระบบ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ และกรมประมง  สนับสนุนให้เรือนจำกลางสมุทรสงครามนำปลาหมอคางดำที่จับได้มาหมักทำเป็นน้ำปลาตรา “หับเผย แม่กลอง” ทำน้ำหมักชีวภาพ และสับละเอียดทำเป็นอาหารเลี้ยงเป็ดและเลี้ยงปลา รวมทั้งฝึกเป็นทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ซึ่งตั้งเป้าจะช่วยนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ได้ 5,000 กิโลกรัม 

 ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร  นำนวัตกรรม “กล้าเชื้อปลาร้า” ไปใช้ในการหมักปลาร้าช่วยลดระยะเวลาในการหมักปลาได้มากกว่า 50% ไม่ต้องรอนาน 1-2 ปี ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำพัฒนาเมนูอาหาร ร่วมทั้งร่วมมือกับโรงแรมในจังหวัดนครศรีธรรมราชพัฒนาเมนูอาหารเพื่อ เพิ่มการบริโภคปลาหมอคางดำมากขึ้นตามแนวทางของกรมประมงที่จะส่งเสริมให้เกิดการจับปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน.

ประธานองคมนตรีประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ครู-นักเรียน แห่ร่วมอาลัยแน่น

เมื่อวันที่ 8 ต.ค.67 เวลา 12.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในการพระราชทานเพลิงศพ ผู้เสียชีวิต จำนวน 23 ราย จากอุบัติเหตุรถบัสทัศนศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม โดยพิธีเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลา 12.30 น.

โดย พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีทอดผ้าไตรพระราชทาน จำนวน 5 ไตร วางกระทงข้าวตรอก ดอกไม้ หน้าหีบศพ หยิบธูปเทียนดอกไม้จันทน์จากเจ้าพนักงาน จุดไฟที่โคมจากเจ้าพนักงาน วางดอกไม้จันทน์พระราชทานเพลิง แล้ววางธูปเทียนดอกไม้จันทน์ของพระบรมวงศานุวงศ์ วางที่หน้าหีบศพ ตามด้วย พระสงฆ์ ข้าราชการ ประชาชน ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ตามลำดับ ซึ่งพิธีการดังกล่าวนี้จัดขึ้นภายในอาคารอเนกประสงค์โรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม


โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา พันตำรวจเอก ประทีป เจริญกัลป์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 18 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พร้อมด้วยนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายสนธิชัย จันทร์พานิช ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุทัยธานี นางเอมอร แดงบรรจง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุทัยธานี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.จังหวัดอุทัยธานี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.จังหวัดอุทัยธานี และนางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ


ทั้งนี้ เวลาประมาณ 13.30 น. ได้มีการเคลื่อนขบวนศพของครูและนักเรียน มาประกอบพิธีฯ ณ สถานที่ประกอบพิธี ครั้งละ 7 ร่าง จนครบทั้ง 23 ร่าง โดยมีจะครอบครัวของผู้เสียชีวิตอยู่ในขบวน ส่วนระยะเวลาในการเผานั้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที ต่อ 1 ร่าง พร้อมทำการเก็บเถ้ากระดูก เพื่อส่งมอบให้กับครอบครัวผู้วายชนม์ ทันที โดยหลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงแล้วนั้น พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่อจากนี้ จะเป็นการทำบุญของครอบครัวและญาติ แยกย้ายกันไปประกอบพิธีกันตามวัตถุประสงค์

20 องค์กรเครือข่ายรวมพลังช่วยฟื้นฟูเร่งด่วน เพื่อสวัสดิภาพสัตว์ประสบอุทกภัย ภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยการตำรวจ ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร มีการปล่อยคาราวานรถสิ่งของ อาหาร เวชภัณฑ์ ฉีดวัคซีนที่จำเป็นต่อสัตว์และอื่นๆ จากผู้สนับสนุนองค์กรเครือข่ายภาคเอกชน กว่า 20 องค์กรชั้นนำและประชาชน เพื่อช่วยฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ประสบอุทกภัยที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย 

พลตำรวจตรีอังกูร  คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา ประธานในพิธีกล่าวว่า เนื่องจากเดือนสิงหาคม จนถึงตุลาคม 2567 ประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ เนื่องจากอิทธิพลพายุยางิ ซึ่งลดระดับจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นเป็นพายุดีเปรสชัน จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ที่ได้รับผลกระทบ คนและสัตว์มีความเดือดร้อนทุกข์ยากลำบากกับการใช้ชีวิตตามปกติ   จึงได้หารือคณะทำงาน โดยเฉพาะสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ว่าจะร่วมกันดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมทั้งสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่เดือดร้อน อีกทั้งสมาคมฯ ก็มีแนวคิดเดิมที่จะดำเนินการ จึงร่วมกับองค์กรเครือข่าย ร่วมกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์หลังประสบอุทกภัย  เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ในการซื้ออาหาร ยา และเวชภัณฑ์ ในการดูแลสัตว์แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในฐานะเจ้าของสัตว์เลี้ยง  เพื่อร่วมกันในการดูแลจัดสวัสดิภาพสัตว์ ป้องกันโรคที่เกิดจากสัตว์ หลังประสบอุทกภัย  กลุ่มเป้าหมาย  สัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ผลที่คาดว่าจะได้รับ สัตว์ได้รับการจัดสวัสดิภาพที่ดี หลังประสบอุทกภัย และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ปานเทพ รัตนากร อุปนายกสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กล่าวว่า ในส่วนของสมาคมนำโดย นายธีระพงศ์  ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA และคณะกรรมการและที่ปรึกษา มีความห่วงใยและได้ตระหนักถึงปัญหาสถานการณ์มหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบ คนและสัตว์ ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จาก สถานการณ์เร่งด่วนดังกล่าว จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมในการช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ประสบอุทกภัยขึ้นในครั้งนี้ด้วย นับว่าเป็นความร่วมมือ ร่วมใจของเครือข่าย องค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ ชั้นนำกว่า 20 องค์กร ประกอบด้วย 

สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA)  ชมรมน้องใหม่ จุฬา 2517 บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยดร.เดวิด ไลแมน สมาคมชาวเชียงรายรวมใจ สมาคมสงเคราะห์สัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย  ล้านนาด็อกเวลแฟร์ มูลนิธิเพื่อนช้าง มูลนิธิเอิร์ธ อะเจนด้า  ชมรมคนรักลิงหัวใจแกร่ง สมาคมออฟโรดไทยช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง บริษัทเพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป โรงพยาบาลเมดพาร์ค วัดพระรามเก้า กาญจนา
ภิเษก บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ SURVIVAL TOGETHER ช่องทางธรรมชาติ นำโดย หมอล๊อต นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน และพันธมิตร ศิลปินดารา สมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ เอส เอ็มอี บริษัท พาวเวอร์ เฮลท์ จำกัด  เพจอีจัน องค์กรเครือข่าย พร้อมประชาชนผู้รักสัตว์  

ในนามของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) และองค์กรเครือข่าย ขอขอบคุณทุกคนทุกองค์กร โดยเฉพาะ พลตำรวจตรีอังกูร  คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา  นายสัตวแพทย์ธีระวุฒิ  สุวัธนะเชาว์ ที่ปรึกษา           กรมปศุสัตว์ นายพืชผล  น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย พลตำรวจโท วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการศึกษา วิทยาลัยการตำรวจ วัดพระรามเก้า กาญจนาภิเษก สื่อมวลชน ศิลปินดารา และประชาชนที่ร่วมกัน ขอให้ทุกความดีงาม ที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์ครั้งนี้ ส่งผลในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างมีเมตตาธรรม ให้โลกใบนี้ สังคมประเทศชาติมีความสงบสุขร่มเย็นตลอดไป  

#ช่วยสัตว์น้ำท่วม  #น้ำท่วมภาคเหนือ  #TSPCA #สวัสดิภาพสัตว์  #สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย  

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยการตำรวจ ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร มีการปล่อยคาราวานรถสิ่งของ อาหาร เวชภัณฑ์ ฉีดวัคซีนที่จำเป็นต่อสัตว์และอื่นๆ จากผู้สนับสนุนองค์กรเครือข่ายภาคเอกชน กว่า 20 องค์กรชั้นนำและประชาชน เพื่อช่วยฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ประสบอุทกภัยที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย 

พลตำรวจตรีอังกูร  คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา ประธานในพิธีกล่าวว่า เนื่องจากเดือนสิงหาคม จนถึงตุลาคม 2567 ประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ เนื่องจากอิทธิพลพายุยางิ ซึ่งลดระดับจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นเป็นพายุดีเปรสชัน จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ที่ได้รับผลกระทบ คนและสัตว์มีความเดือดร้อนทุกข์ยากลำบากกับการใช้ชีวิตตามปกติ   จึงได้หารือคณะทำงาน โดยเฉพาะสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ว่าจะร่วมกันดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมทั้งสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่เดือดร้อน อีกทั้งสมาคมฯ ก็มีแนวคิดเดิมที่จะดำเนินการ จึงร่วมกับองค์กรเครือข่าย ร่วมกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น

วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์หลังประสบอุทกภัย  เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ในการซื้ออาหาร ยา และเวชภัณฑ์ ในการดูแลสัตว์แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในฐานะเจ้าของสัตว์เลี้ยง  เพื่อร่วมกันในการดูแลจัดสวัสดิภาพสัตว์ ป้องกันโรคที่เกิดจากสัตว์ หลังประสบอุทกภัย  กลุ่มเป้าหมาย  สัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ผลที่คาดว่าจะได้รับ สัตว์ได้รับการจัดสวัสดิภาพที่ดี หลังประสบอุทกภัย และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ปานเทพ รัตนากร อุปนายกสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กล่าวว่า ในส่วนของสมาคมนำโดย นายธีระพงศ์  ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA และคณะกรรมการและที่ปรึกษา มีความห่วงใยและได้ตระหนักถึงปัญหาสถานการณ์มหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบ คนและสัตว์ ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จาก สถานการณ์เร่งด่วนดังกล่าว จึงได้ร่วมกันจัดกิจกรรมในการช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ประสบอุทกภัยขึ้นในครั้งนี้ด้วย นับว่าเป็นความร่วมมือ ร่วมใจของเครือข่าย องค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ ชั้นนำกว่า 20 องค์กร ประกอบด้วย 

สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA)  ชมรมน้องใหม่ จุฬา 2517 บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยดร.เดวิด ไลแมน สมาคมชาวเชียงรายรวมใจ สมาคมสงเคราะห์สัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย  ล้านนาด็อกเวลแฟร์ มูลนิธิเพื่อนช้าง มูลนิธิเอิร์ธ อะเจนด้า  ชมรมคนรักลิงหัวใจแกร่ง สมาคมออฟโรดไทยช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง บริษัทเพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป โรงพยาบาลเมดพาร์ค วัดพระรามเก้า กาญจนา
ภิเษก บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ SURVIVAL TOGETHER ช่องทางธรรมชาติ นำโดย หมอล๊อต นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน และพันธมิตร ศิลปินดารา สมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ เอส เอ็มอี บริษัท พาวเวอร์ เฮลท์ จำกัด  เพจอีจัน องค์กรเครือข่าย พร้อมประชาชนผู้รักสัตว์  

ในนามของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) และองค์กรเครือข่าย ขอขอบคุณทุกคนทุกองค์กร โดยเฉพาะ พลตำรวจตรีอังกูร  คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา  นายสัตวแพทย์ธีระวุฒิ  สุวัธนะเชาว์ ที่ปรึกษา           กรมปศุสัตว์ นายพืชผล  น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย พลตำรวจโท วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการศึกษา วิทยาลัยการตำรวจ วัดพระรามเก้า กาญจนาภิเษก สื่อมวลชน ศิลปินดารา และประชาชนที่ร่วมกัน ขอให้ทุกความดีงาม ที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์ครั้งนี้ ส่งผลในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างมีเมตตาธรรม ให้โลกใบนี้ สังคมประเทศชาติมีความสงบสุขร่มเย็นตลอดไป  

#ช่วยสัตว์น้ำท่วม  #น้ำท่วมภาคเหนือ  #TSPCA #สวัสดิภาพสัตว์  #สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย  

พิจิตรอ่วม!แม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งท่วมแล้ว 4,393 หลังคาเรือน

น้ำเหนือไหลหลากบางระกำโมเดลรับน้ำกว่า 500 ล้าน ลบ.ม. จัดว่าเต็มพิกัดแล้ว แต่มวลน้ำจากสุโขทัยยังไหลมาอย่างต่อเนื่องจึงต้องระบายน้ำส่งต่อเข้าแม่น้ำยมสายหลัก ส่งผลมวลน้ำจำนวนมากมุ่งหน้าพุ่งตรงสู่จังหวัดพิจิตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมมีสูงขึ้นเอ่อล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎรแล้ว 4,393 หลังคาเรือน

เมื่อวันที่  8 ตุลาคม 2567 นายสุภโชค ศิลปะคุณ นายอำเภอสามง่าม , นายแพทย์สุธี เชิดชูตระกูลศักดิ์  ผอ.รพ.สามง่าม , นายสุรพล ศิริปิยานนท์ สาธารณสุขอำเภอสามง่าม  ร่วมกันลงพื้นที่แจกสิ่งของและช่วยเหลือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่บ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำยมของ ต.กำแพงดิน อ.สามง่าม  จากนั้น  นายสุภโชค นายอำเภอสามง่าม ได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้ในพื้นที่ 3 ตำบล ของ อ.สามง่าม ที่ประกอบด้วย ต.กำแพงดิน ต.สามง่าม  ต.รังนก น้ำจากแม่น้ำยมได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรที่มีวิถีชีวิตอยู่ริมแม่น้ำยมแล้ว 4,393 หลังคาเรือน 

นอกจากนี้ยังพบว่าถนนเส้นทางสามง่าม-กำแพงดิน ฝั่งตะวันตกน้ำจากแม่น้ำยมได้เอ่อล้นตลิ่งท่วมข้ามถนน แต่รถยังคงสามารถสัญจรไปมาได้ นอกจากนี้ในส่วนของถนนสามง่าม-รังนก ฝั่งตะวันตก น้ำจากแม่น้ำยมได้เอ่อล้นตลิ่งท่วมข้ามถนน น้ำไหลแรงมาก ซึ่งอาจต้องจับตาดูสถานการณ์ว่าวันนี้ปริมาณน้ำจะมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งถ้าหากมีปริมาณน้ำสูงและไหลแรงอาจต้องประกาศงดใช้เส้นทางจุดที่น้ำท่วมสูง คือ ที่หมู่ 9 บ้านกระทุ่มน้ำเดือด ต.สามง่าม 

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมข้อมูลบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำยมมีข้อมูลว่าถูกน้ำท่วมแล้วดังนี้ คือ อ.สามง่าม 1,400 หลังคาเรือน , อ.โพธิ์ประทับช้าง 1,271 หลังคาเรือน , อ.โพทะเล 700  หลังคาเรือน , อ.บึงนาราง (เฉพาะที่ ต.บางลาย 10 หมู่บ้าน) 1,022 หลังคาเรือน รวม 4,393 หลังคาเรือน ส่วนอำเภออื่นๆ ของลุ่มน้ำน่านผู้สื่อข่าวจะได้รายงานให้ทราบต่อไป

นายฉัตรชัย ทองปอนด์  ผอ.โครงการชลประทานพิจิตร  ให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำในแม่น้ำยม-แม่น้ำน่าน ที่ไหลผ่าน จ.พิจิตร ว่า สถานการณ์ของแม่น้ำยมเรียกได้ว่าอยู่ในจุดวิกฤต การวัดระดับที่จุดวัดน้ำ Y17 พบว่าระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าตลิ่ง 50 ซม. ซึ่งจุดดังกล่าวอยู่ที่สะพานข้ามแม่น้ำยมหน้าที่ว่าการอำเภอสามง่าม ซึ่งเป็นที่สูงส่วนที่ลุ่มต่ำจึงเกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งตามภาพข่าวที่ปรากฏ ส่วนปริมาณน้ำจาก จ.สุโขทัย ที่ไหลเข้าบางระกำโมเดลก็รับน้ำไว้กว่า 500 ล้าน ล.บม. จึงทำให้ต้องผันน้ำลงสู่แม่น้ำยมสายหลักที่ไหลมา อ.สามง่าม อยู่ในขณะนี้

ส่วนแม่น้ำน่านระดับน้ำยังสามารถควบคุมบริหารจัดการได้ จึงยังไม่เกิดน้ำท่วมในเขตเศรษฐกิจและย่านชุมชนของเทศบาลเมืองพิจิตร , เทศบาลเมืองตะพานหิน , เทศบาลบางมูลนาก ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายได้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดน้ำท่วมแล้วดังกล่าว

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

ครม. เคาะเยียวยาน้ำท่วมเหมาจ่าย 9,000 ต่อครัวเรือน นายกฯ ย้ำ กทม. ไม่ซ้ำรอยปี’54

ครม. ไฟเขียวเงินเยียวยาน้ำท่วมแบบเหมาจ่าย 9,000 บาทต่อครัวเรือน ขอชาวลำปาง-ลำพูนสบายใจ น้ำลงจากเชียงใหม่ท่วมไม่เยอะ ย้ำ กทม. ไม่ซ้ำรอยปี 54 แน่นอน เล็งถกวางระบบน้ำทั้งระบบของทั้งประเทศ

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอหลักเกณฑ์การเยียวยาจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายอัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงินเดิมตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 คือวงเงิน 3,045 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า วันนี้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานเรื่องของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ส่วนหน้า ว่า จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่วางกรอบไทม์ไลน์ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่รับผิดชอบ ทุกหน่วยงานได้รายงานผลว่าทุกอย่างที่ลงไปในพื้นที่จะเสร็จตามกรอบเป้าหมายที่วางไว้ รวมถึงในตัวพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ส่วนที่อำเภอเมือง และอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ปางช้าง ที่มีช้างล้ม (ช้างเสียชีวิต) กำลังพลทหารได้เคลื่อนย้ายช้าง 2 เชือก ออกจากพื้นที่แล้ว รวมถึงเคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังพื้นที่ปลอดภัย เตรียมอาหารสัตว์ และมีการเตรียมเครื่องนุ่งห่มอย่างเตรียมพร้อม

สำหรับข้อกังวลเรื่องน้ำจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มลดลงแล้ว ทั้งจากจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ภายใน 4-5 วันนี้ คิดว่าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ โดยที่จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน น้ำจากจังหวัดเชียงใหม่จะลงไปแต่ก็ไม่ได้ท่วมเยอะ เพราะน้ำเคลื่อนตัวไปลงที่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และแม่น้ำโขงด้วย ฉะนั้น เราได้ส่งกำลังไปดูแล เตรียมพร้อมไว้แล้ว ขอให้ชาวจังหวัดลำปางและจังหวัดลำพูนสบายใจ มีทีมงานไปคอยช่วยเหลือแล้ว

ในส่วนของกรุงเทพมหานคร นายกรัฐมนตรีระบุว่า อย่างที่เคยแจ้งไปครั้งที่แล้ว น้ำจะไม่ท่วมรุนแรงเหมือนปี 2554 แน่นอน ตอนนี้แม่น้ำเจ้าพระยายังสามารถรับน้ำได้อีกเยอะ ซึ่งเมื่อปี 2554 เหลือพื้นที่แค่ 1,000 กว่าลูกบาศก์เมตร แต่ปีนี้เหลือ 6,000 กว่าลูกบาศก์เมตร ฉะนั้นยังไม่ต้องกังวล เรามีการวางแผนจัดการน้ำอย่างเป็นระบบแล้ว ได้คุยกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รวมถึงในพื้นที่ท้ายเขื่อนด้วย การปล่อยน้ำจะพยายามไม่ให้กระทบกับประชาชน ซึ่งเราได้มอนิเตอร์เรื่องนี้ตลอด และต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในด้านของอุปกรณ์ อาหาร ยานพาหนะต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งพร้อมหมด

หลังจากนี้ จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (คอส.) เพื่อติดตามความคืบหน้า แล้ววางแผนในการป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งระบบ ซึ่งจะมีระยะเร่งด่วนและระยะยาวด้วย โดยในวันที่ 15 ตุลาคม 2567 หลังกลับจากการประชุมที่ สปป.ลาว จะวางเรื่องของคณะกรรมการและคนที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาเรื่องการวางระบบน้ำทั้งระบบของทั้งประเทศ 

เมื่อถามว่ากรณีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากโคลน นอกจากการเยียวยาเหมาจ่ายแล้วจะมีการเยียวยากรณีพิเศษเพิ่มเติมหรือไม่ น.ส.แพทองธารตอบว่า กรณีที่หนักจริงๆ แล้วเราช่วยอะไรเพิ่มเติมได้ จริงๆ มีกรอบที่เคยขยายไปแล้ว ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยก็ได้เสนอในที่ประชุม ครม. วันนี้ ฉะนั้นกรณีต่างๆ อาจต้องมีการพิจารณาเป็นรายบุคคลอีกทีหนึ่ง ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะช่วยดูในพื้นที่

ทางด้านคำถามว่าการช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท สามารถจ่ายได้ทันทีหรือจะมีหลักเกณฑ์อื่นใดบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวตอบว่า ตอนนี้หลายครัวเรือนจ่ายไปแล้ว 5,000 บาท ทางพร้อมเพย์ และส่วนนี้จะมีการทยอยจ่ายต่อเนื่อง โดยจะมีการพิสูจน์ว่าเป็นผู้ประสบภัยหรือไม่.