มติรัฐคุมเข้มเกินเหตุนำเข้าข้าวโพด-วัตถุดิบ ส่งผลไม่พอเลี้ยงไก่ทั้งประเทศกระทบหนักเกษตรกรและผู้บริโภค

ผู้เลี้ยงไก่เนื้อเชื่อราคาข้าวโพดมีโอกาสสูงขึ้นแบบไม่จำกัด หลังมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1 ส่วน เข้มงวดมากขึ้น กดดันอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่อย่างหนัก ขณะที่มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปก็ทำให้ไม่สามารถนำ ข้าวโพดรุกป่า หรือข้าวโพดที่ผ่านการเผามาใช้ได้อีก ไทยส่อขาดแคลนข้าวโพดปีละ 2 ล้านตัน นับเป็นสัญญาณความเสี่ยงทุกทิศทางที่บ่งบอกว่าจากนี้ไป ผู้เลี้ยงไก่จะไม่มีทางนำเข้าวัตถุดิบมาใช้ได้อย่างเพียงพอ กระทบอุตสาหกรรมไก่ส่งออกและกระทบผู้บริโภคในประเทศแน่นอน

นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดครั้งที่ 1/2567 ว่ามีเงื่อนไขคุมเข้มการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์มากขึ้นกว่าเดิมจนเกินกว่าเหตุ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่กังวลว่าในช่วงปลายฤดูจะมีวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาใช้เลี้ยงไก่หรือไม่ ทั้งๆที่มาตรการ 3:1 แบบเดิมก็ทำให้ราคาข้าวโพดสูงอยู่แล้วตลอดช่วงที่ผ่านมา เพราะตั้งแต่เลี้ยงไก่มา ก็เพิ่งเคยพบราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แพงที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ราคา กก.ละ 13-14 บาท จากปกติที่เคยซื้ออยู่ที่ กก.ละ 8-9 บาท ขณะที่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ กก.ละ 10.50 บาท ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่งอยู่ดี

“มติที่ประชุมล่าสุด จะทำให้ข้าวโพดขาดแคลน เอื้อประโยชน์ให้พ่อค้าพืชไร่เรียกราคาข้าวโพดให้สูงขึ้นไปอีกเท่าไหร่ก็ได้ เพราะรัฐยังไม่ตั้งเพดานราคา ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเลี้ยงไก่เนื้อ มีความเสี่ยงสูงที่เกษตรกรจะขาดทุน และราคาขายไก่ก็จะสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สุดท้ายย่อมกระทบค่าครองชีพของผู้บริโภค … ถ้ารัฐมีมาตรการเน้นควบคุมปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งเสริมให้เกิดความขาดแคลน ดันราคาให้แพงขึ้นเช่นนี้ ก็เป็นการยากที่จะเกษตรกรจะทำฟาร์มเลี้ยงไก่กันต่อได้ ตอนนี้ได้แต่เห็นใจเพื่อนร่วมอาชีพ ทุกคนต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน และสุดท้ายก็จะมาเสียหายขาดทุน เพราะมาตรการนี้” นายสมบูรณ์กล่าว

นายสมบูรณ์ยังให้ความเห็นอีกว่า มาตรการรัฐมีมากมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด แต่ล้วนเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ไม่พยายามแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพการผลิต นับเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดไทยยังต่ำมองไม่เห็นหนทางที่จะเพิ่มปริมาณข้าวโพดให้เพียงพอได้ สะท้อนว่ารัฐไม่มีนโยบายและความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า มตินี้เป็นการคุมเข้มการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์มากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคของการเลี้ยงไก่เพื่อการส่งออกของไทย เตรียมแจ้งสมาชิกสมาคมฯ เพื่อทบทวนเป้าการส่งออกเนื้อไก่ เนื่องจากจะมีความเสี่ยงที่จะไม่มีวัตถุดิบข้าวโพดและข้าวสาลีเพียงพอที่จะใช้เลี้ยงไก่ และอาจจะประสบกับปัญหาราคาวัตถุดิบข้าวโพดที่แพงเกินกว่าจะแข่งขันในตลาดโลกได้ คาดอาจประสบปัญหาขาดทุนได้เหมือนปี 2566 ที่ผ่านมา

“ต่อไปอุตสาหกรรมไก่เพื่อส่งออกของไทย คงจะไม่เติบโตเหมือนที่ผ่านมา และโอกาสที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศให้เพิ่มขึ้นคงเป็นไปได้ลำบากแล้ว และผู้ที่จะลงทุนใหม่หรือขยายการเลี้ยงไก่ ขอให้ทบทวนให้ดี เพราะปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ต้นทางมีโอกาสขาดแคลนมากขึ้น ทั้งการจำกัดการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อทดแทนข้าวโพดที่ไม่พอ และข้าวโพดจากเพื่อนบ้านก็พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการเผาหรือรุกป่าหรือไม่ ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก เป็นการซ้ำเติมให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ต้นทางขาดแคลนมากยิ่งขึ้น และหากอีก 2-3 ปี ทางสหภาพยุโรป นำภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) มาใช้กับสินค้าปศุสัตว์ จะยิ่งกระทบต่อการส่งออกเนื้อไก่ของไทยมากยิ่งขึ้น” นายคึกฤทธิ์กล่าว และฝากถึงรัฐบาลว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่ภาครัฐต้องเข้าใจและต้องดูแลทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตให้เดินหน้าไปด้วยกันให้ได้ ทั้งการผลิตข้าวโพดต้นทาง การเลี้ยงไก่ และการส่งออกเนื้อไก่ ถ้าเห็นว่ามีโอกาสที่จะขยายตลาดส่งออก ก็ควรให้มีการจัดหาและบริหารวัตถุดิบอาหารสัตว์ต้นทางให้มีอย่างเพียงพอ สำหรับการผลิตเนื้อไก่เพื่อการส่งออก เพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย

ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เข้มงวดขึ้นในลักษณะนี้ ถือเป็นการคุมกำเนิดวงการปศุสัตว์ไทย เพราะหากไม่มีวัตถุดิบเพียงพอที่จะนำมาผลิตอาหารสัตว์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด การเลี้ยงสัตว์ก็ต้องปรับลดขนาดลง ราคาปศุสัตว์ก็จะแพงขึ้น เพราะมีผลผลิตน้อยลง ถือเป็นการเปลี่ยนจากหลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งมีการวางแผนการผลิตอาหารสัตว์จากความต้องการเลี้ยงสัตว์ โดยความต้องการเลี้ยงสัตว์มาจากการความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ มาเป็นการที่รัฐเป็นผู้กำหนดแผนการผลิตปศุสัตว์ หรือเรียกว่า “การวางแผนธุรกิจปศุสัตว์จากส่วนกลาง (Central Planning)” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งจำกัดจำนวนวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตอาหารสัตว์อย่างเข้มงวด

“มาตรการจำกัดจำนวนวัตถุดิบอาหารสัตว์ เป็นการล้มล้างหลักการตลาดนำการผลิต และล้มเลิกนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก การส่งออกภาคปศุสัตว์กว่า 2 แสนล้านบาทจะหดหาย และถึงคราวที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเนื้อสัตว์มาบริโภคแทนการผลิตเอง สวนทางความมั่นคงทางอาหารที่ประเทศควรจะมี” นายพรศิลป์กล่าว

เชียงใหม่วิกฤต “ไนท์บาซาร์” น้ำท่วมซ้ำ รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้

เชียงใหม่วิกฤต “ไนท์บาซาร์” น้ำท่วมครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ระดับน้ำสูงกว่า 60 เซนติเมตร ร้านค้ามากกว่า 300 แห่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง น้ำปิงล้นตลิ่งเข้าท่วมย่านการค้าไนท์บาซาร์ พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในอำเภอเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในรอบสัปดาห์ ระดับน้ำสูงกว่า 60 เซนติเมตร รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ร้านค้าในย่านนี้ที่มีมากกว่า 300 แห่ง ได้รับผลกระทบอย่างหนักต้องปิดกิจการอีกครั้งทั้งที่เพิ่งฟื้นฟูทำความสะอาดได้เพียง 5 วัน

ทั้งนี้ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมาน้ำปิงเพิ่มสูงสุดที่ 4.81 เมตร ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งในครั้งนี้พบว่าพื้นที่น้ำท่วมขยายวงกว้างมากกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา จุดลึกสุดยังคงเป็นชุมชนป่าพร้าวนอก ตำบลป่าแดด ที่มีน้ำท่วมขังเกือบ 2 เมตร ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก

นอกจากในตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว ยังมีรายงานว่าหลายอำเภอเกิดน้ำป่าหลากท่วม ทั้งอำเภอแม่ริม อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว โดยมีน้ำท่วมขังถนนสายหลักระหว่างอำเภอจนทำให้รถเล็กไม่สามารถผ่านได้หลายจุด นอกจากนี้ยังมีดินภูเขาสไลด์ปิดเส้นทางหลายเส้นทางด้วยเช่นกัน มีทั้งเส้นทางระหว่างอำเภอแม่แตงไปอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอแม่ริมไปสู่อำเภอแม่แตง

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากตลอดทั้งคืนที่ผ่านมามีฝนตกหนักในพื้นที่ทางตอนเหนือ อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตง ทำให้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คาดการณ์ว่ามวลน้ำก้อนใหม่จะเคลื่อนตัวถึงตัวเมืองเชียงใหม่ในอีกประมาณ 8 ชั่วโมงข้างหน้า ทำให้มีโอกาสสูงที่จะทำให้แม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมในเขตตัวเมืองวิกฤตมากขึ้นกว่านี้.

พิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บัญชาการกองกองกำลังสุรนารี “พลตรี ณัฐฎ์” เลื่อนชั้นไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2

กองกำลังสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้จัดพิธีรับ – ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา ระหว่าง พลตรี ณัฐฎ์ ศรีอินทร์ (ท่านเดิม) กับ พลตรี สมภพ ภาระเวช (ท่านใหม่) โดยมีหน่วยขึ้นตรง และหน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง 

พลตรี ณัฐฎ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวว่า “นับตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 และได้ปฏิบัติหน้าที่ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีนั้น ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจทั้งปวง เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของกำลังพลทุกนาย ทุกระดับ ซึ่งได้ช่วยกันอุทิศกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ด้วยความเสียสละ อดทน ในการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้สามารถบรรลุภารกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกประการ ผมต้องขอขอบคุณทุกท่าน ด้วยความจริงใจเป็นอย่างยิ่ง”

พลตรี ณัฐฎ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2

ด้าน พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บังคับบัญชาการกองกำลังสุรนารี ได้กล่าวว่า “สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของกระผมในตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ส่วนแยก 2 กระผมจะปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม และมีคุณธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพบก ประชาชน และประเทศชาติ สืบไป”

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

บสย.เติมทุนเสริมสภาพคล่องช่วย SMEs พลิกฟื้นธุรกิจหลังเจอน้ำท่วมหนัก

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นขยายวงกว้าง บสย. เดินหน้าช่วยเหลือต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูกิจการหลังน้ำท่วม ใน โครงการ SMEs ฟื้นฟู No One Left Behind วงเงิน 1,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบอุทกภัย สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. (สำหรับผู้ประกอบการ SMES ผู้ประสบอุทกภัย และมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ 37 จังหวัด ตามประกาศของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2567 หรือที่ ปภ. ได้มีประกาศเพิ่มเติมต่อไป)

สำหรับ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ฟื้นฟู No One Left Behind ค้ำประกันต่อรายตั้งแต่ 1 หมื่น – 2 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียม 1.25% ต่อปี ฟรี! ค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก โดย บสย. ยกเว้นค่าดำเนินการค้ำประกันตลอดโครงการ เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินให้กับ SMEs ผู้ประสบภัยอุทกภัย เพื่อเติมทุน เสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ กลับมาฟื้นฟูกิจการได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น โดยเปิดรับคำขอค้ำประกันตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เม.ย. 2568

ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในวงกว้างทั่วประเทศ บสย. ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย พร้อมส่งมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน พักชำระค่าธรรมเนียม 6 เดือนสำหรับลูกค้า บสย. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน และค่าจัดการค้ำประกัน ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. – 31 ต.ค. 2567 และพักชำระค่างวดจ่ายหนี้ 6 งวดสำหรับลูกหนี้ บสย. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้

นอกจากนี้ บสย. ยังได้เฝ้าติดตามสถานการณ์และผลกระทบอย่างใกล้ชิดในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่มีแนวโน้มเป็นพื้นที่ประสบภัย พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศเร่งสำรวจตรวจสอบและสื่อสารประชาสัมพันธ์มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ตลอดจนระดมทีมงานลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลืออื่นๆเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังได้ส่งทีมงานศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน ของสำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้คำแนะนำในการพลิกฟื้นธุรกิจหลังน้ำลดอีกด้วย

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยตามประกาศดังกล่าว สามารถปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดการเข้าร่วมมาตรการ ได้ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ หรือ ช่องทาง LINE OA TCG First: @tcgfirst และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

“ชาดา”เตรียเตาเผา 5 เครื่องไว้พร้อมเผยอยากได้อีก 10 เครื่อง

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย อดีตรมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพิธีพระราชทานเพลิงศพ (กรณีพิเศษ) นักเรียนและครูที่ถูกไฟไหม้ในรถบัสว่า เบื้องต้นได้ปรับพื้นที่บริเวณสนามกีฬาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี โดยตอนนี้มีเตาเผาเคลื่อนที่จำนวน 5 เครื่อง จะใช้เวลาในการเผาประมาณ 3 ชั่วโมง ความเป็นจริงต้องการ 10 เครื่อง โดยจำนวน 5 เครื่องที่ได้มาเป็นผู้สนับสนุนมอบให้จากกรุงเทพฯ โดยไม่มีคิดค่าใช้จ่าย แต่ให้เราดำเนินการเตรียมการความพร้อมดูแลเรื่องค่าน้ำมันและพื้นที่เพียงอย่างเดียว คาดว่า เตาเผาเคลื่อนที่จะมาถึงในวันอาทิตย์นี้ ที่ผ่านมามีคนบริจาคสิ่งของเข้ามาจำนวนมากตัวเองต้องขอบคุณทุกคนที่เข้ามาช่วยงานในครั้งนี้

นายชาดา กล่าวว่า ตอนนี้เนื่องจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จึงต้องมีการปรับหน้าดินเพื่อจัดเตรียมพื้นที่สำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้ามาร่วมงาน ยืนยันว่าตอนนี้มีความพร้อมเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดจัดแบ่งหน้าที่ไว้ชัดเจน ตนยังมีความเป็นห่วงเด็ก 3 คนที่ยังรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล มี 2 คนยังอาการหนัก เบื้องต้นเจ้าของบริษัทรถบัสติดต่อมาว่าจะขอเข้ามาร่วมงานศพ รวมถึงได้รับแจ้งว่าจะมีการดูแลเยียวยาเบื้องต้นด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวกับวงเงินประกันภัยของรถ โดยส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงเจตนาที่ดี

นายชาดา กล่าวถึงการเยียวยาในส่วนของตนเอง ว่า คนที่บาดเจ็บ ตนเองมอบให้แล้วรายละ 100,000 บาท และครอบครัวผู้เสียชีวิตได้มอบให้แล้วรายละ 50,000 บาท

นายชาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับรายงานว่าในวันนี้ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมงาน รวมถึงตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย คือนายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาร่วมงานด้วย

ส.มวยตั้ง”วิจารณ์”เฮดโค้ชกำปั้นไทย ตั้งเป้าหมายเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ปีหน้า

สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย แต่งตั้ง พ.ต.ท.วิจารณ์ พลฤทธิ์ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทั้งทีมชายและหญิง นำทีมสู่เป้าหมายทั้งเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปีหน้าและ เหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ปี2026ที่ญี่ปุ่น

เมื่อวานนี้ ( 3 ต.ค.)ที่ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ มวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พล.อ.อ.ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิคสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย พล.ท.อุชุกร สาครนาวิน และ นายวินัย รอดจ่าย กรรมการบริหารสมาคมฯ เดินทางมาปฐมนิเทศทีมผู้ฝึกสอนมวยและนักมวยชายหญิงที่เพิ่งเข้าแคมป์ฝึกซ้อมหลังจากจบภาระกิจแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ฝรั่งเศสด้วย 1 เหรียญทองแดง จากจันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง

สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย แต่งตั้ง พ.ต.ท. วิจารณ์ พลฤทธิ์  เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทั้งมวยชายและหญิง พร้อมกันนี้ ได้มีมอบนโยบายและเป้าหมายในการแข่งขันรายการสำคัญเช่น ซีเกมส์ปีหน้าที่ไทยเป็นเจ้าภาพช่วงปลายปี ต้องได้ 9 เหรียญทอง ขณะที่เอเชี่ยนเกมส์ที่ญี่ปุ่นปี2026 และโอลิมปิกเกมส์ปี 2028ที่สหรัฐ ต้องมีเหรียญทอง

นอกจากนี้สมาคมฯยืนยันจะส่งนักมวยแข่งขันทั้ง2องค์กรไม่ว่าจะเป็นไอบีเอ หรือเวิล์ดบ็อกซิ่ง ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของโอลิมปิคไทย

ด้านพ.ต.ท. วิจารณ์  พลฤทธิ์ หัวหน้าสต๊าฟโค้ชทีมชาติไทยป้ายแดง เผยว่าการควบมวยชายและหญิง ตัวเองได้ปรับเปลี่ยนนักมวยและผู้ฝึกสอน เพื่อให้เหมาะสม ส่วนการทำมวย จะเน้นนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาสร้างสมรรถภาพร่างกายนักมวยควบคู่กับทักษะมวยสากล  และจะประเดิมส่งนักมวยไปชกต่างประเทศปลายปีนี้คือรายการชิงแชมป์เอเชียที่จอร์แดน และมวยสากลเยาวชนชิงแชมป์โลก ที่จัดโดยเวิล์ด บ็อกซิ่ง ที่โคโลราโด สหรัฐ

ขณะที่ พล.อ.อ.ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิคสมาคมกีฬามวยสากลเผยว่า มวยสากล ในยุคที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า องค์กรไหน ระหว่าง ไอบีเอ หรือ ไอบ้า กับ เวิล์ด บ็อกซิ่ง องค์กรใหม่ ใครจะได้รับไฟเขียวจาก คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ ไอโอซี เข้ามาจัดมวยสากลในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์

โดยขณะนี้ สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย มีแผนจะส่งนักมวยชกคู่ขนานกับ 2 องค์กรในปีนี้คือ มวยสากลชิงแชมป์เอเชีย ที่จอร์แดน และมวยสากลเยาวชนชิงแชมป์โลก ที่จัดโดยเวิล์ด บ็อกซิ่ง ที่โคโลราโด สหรัฐอเมริกา

งานมหกรรม “สัตว์เลี้ยง”สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี 2567 เริ่มแล้ว! วันนี้ ที่อิมแพ็คฯ เมืองทองธานี

อิมแพ็ค ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ปและพันธมิตรจากจีน (PSC) เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยง เปิดงานมหกรรมสัตว์เลี้ยง สุดยิ่งใหญ่แห่งปี SmartHeart presents Thailand International Pet Variety Exhibition 2024 ครั้งที่14 ณ อาคาร7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2567

นางสาวกุลวดี จินตวร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย และบริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป และเครือข่ายพันธมิตรจากประเทศจีน หรือ Pet Sourcing China (PSC)จัดงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงครั้งที่14 ซึ่งเป็นมหกรรมสัตว์เลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงให้มีโอกาสพบปะผู้บริโภคที่เลี้ยงสัตว์ในรูปแบบการจัดแสดงสินค้า ในลักษณะงานวาไรตี้ ภายใต้ธีม PET RACING สื่อถึงการแข่งขันในแง่มุมของธุรกิจ B2B2Cที่เปิดโอกาสทางธุรกิจผ่านโปรแกรมการเจจาจับคู่ ธุรกิจ(Business Matching)และ พบกับความสนุกสนาน ความหลากหลายของสัตว์เลี้ยง ตลอดจนกิจกรรมภายในงาน พร้อมนิทรรศการต่าง ๆ และแบรนด์สัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับนานาชาติที่มาร่วมจัดแสดงจำนวนกว่า 300 บูธ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ของเล่น ของใช้ อาหาร ขนมขบเคี้ยว ที่จับมือกันจัดโปรโมชั่นพิเศษ เฉพาะงานนี้ รวมถึงการให้บริการตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

“ปีนี้ Objective ในการจัดงานคือเน้นเป็นผู้จัดงานได้แสดงสินค้าสัตว์เลี้ยงหลากหลายสายพันธุ์ในรูปแบบ B2B2C ซึ่งเป็นครั้งแรกของงาน SmartHeart presents Thailand International Pet Variety Exhibition 2024 ในพื้นที่จัดงาน 1 หมื่นตารางเมตร และยังมี Exclusive Partner จากประเทศจีน ได้แก่ Pet Sourcing China (PSC) ร่วมเป็นพันธมิตรในการร่วมออกบูธแสดงสินค้าในงานครั้งนี้ด้วย พร้อมทั้งฟอรั่มแลกเปลี่ยนความเห็นในหัวข้อการพัฒนาร่วมกันของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย-จีน สามารถลงทะเบียน เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยคาดว่าปีนี้จะมียอดผู้เข้าชมงานไม่ต่ำกว่าปีที่แล้วประมาณ 1.5 แสนคน สร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท ”นางสาวกุลวดี กล่าว

นางสาวกุลวดี ยังกล่าวถึงกิจกรรมอีกมากมายภายในงาน ที่พร้อมให้เข้าร่วมฟรี! เช่น กิจกรรมปันน้ำใจ ใส่ใจเพื่อนสี่ขา ครั้งแรกที่เปิดโอกาสพิเศษให้คุณและสัตว์เลี้ยงของคุณได้ “ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน” พร้อมชวนบริจาคอาหาร หรือเงิน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนตัวน้อยที่ยากไร้ พร้อมสานต่อโครงการ “1 บาทเพื่อเจ้าตูบที่หิวโหย” การแข่งขันกินขนม”หมาเลีย” และ ”แมวเลีย” การวิ่งแข่ง”มาหาแม่มา” ที่ทั้งเจ้าตูบและเจ้าเหมียวทุกสายพันธุ์จะได้โชว์ความสามารถกันอย่างเต็มที่ การประกวดแฟชั่นน้องแมว & น้องหมา

กับรายการ Fashion Show ใน Theme ” Yummy Land Cat & Dog Show” นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันในระดับนานาชาติ อาทิ การแข่งขันตัดขนสุนัขครั้งแรกจากสมาคม ISCC การแข่งขันตัดแต่งขนน้องแมว จากสมาคม SCFC การประกวดแมวสายพันธุ์มาตรฐานCFA จากสมาคม SCFC การประกวดกระต่าย จากสมาคม RBA การสัมมนาให้ความรู้ พูดคุยกับฟาร์มกระต่ายชั้นนำตรวจและประกวดสุขภาพกระต่ายฟรี! จาก BunnyThailand Club การประกวดแข่งขันกรูมมิ่งหนูจาก Cavy Thailand Club กิจกรรม ‘Ready to Race’ :: ศึกการแข่งขันครั้งใหญ่ ของ กระต่าย vs เควี่ vs แฮมสเตอร์ และแขกรับเชิญพิเศษ เต่า!!! และยังมี โซนสัตว์แปลก Exotic Zone พบกับหนูย่น หรือ หนูสฟิงซ์ ที่เพาะได้รายแรกของโลกจากฝีมือคนไทย และ สัตว์แปลกหาชมได้ยากอีกมากมาย

งานใหญ่แห่งปีมีครั้งเดียว ห้ามพลาด! บรรดาเพื่อนรักสัตว์เลี้ยงและผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชมงานมหกรรมสัตว์เลี้ยง ครั้งที่14 ประจำปี 2567 หรือ SmartHeart presents Thailand International Pet Variety Exhibition 2024 ครั้งที่ 14 ได้ ณ อาคาร 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.(บัตรเข้าชมงาน 20 บาท) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปบริจาคเข้าโครงการ 1 บาทเพื่อเจ้าตูบที่หิวโหย

สนใจสมัครเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจ และสัมนาแลกเปลี่ยนความเห็นในหัวข้อการพัฒนาร่วมกันของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย-จีน (ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย) คลิก www.pet-variety.com หรือ Facbook.com/PetVariety

ประธานองคมนตรี เชิญพวงมาลาพระราชทาน วางหน้าหีบศพ 23 ชีวิตไฟไหม้รถบัส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประธานองคมนตรี เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และพวงมาลาของพระบรมวงศานุวงศ์ วางหน้าหีบศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถบัสทัศนศึกษาเกิดเพลิงไหม้

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 3 ต.ค.67 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และพวงมาลาของพระบรมวงศานุวงศ์ ไปวางหน้าหีบศพครูและนักเรียนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถบัสทัศนศึกษาเกิดเพลิงไหม้บนถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 และตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ หอประชุมโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี

ในการนี้ ประธานองคมนตรีได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ด้วยทรงเข้าพระทัยในความรู้สึก เศร้าโศกเสียใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไปแจ้งกับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งพระราชทานกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานเพลิงศพแก่ผู้เสียชีวิตเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งพระราชทานถุงพระราชทาน พระราชทานเงินสงเคราะห์ในการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และพระราชทานทุนการศึกษาแก่บุตรของครูที่เสียชีวิตโดยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์


ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ประธานองคมนตรี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบให้แก่ นายอานันท์ เสาวมาลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม เพื่อพระราชทานให้กับครูและนักเรียนของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ


การได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ในครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

บุกค้นบ้าน”แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์”ยึดรถยนต์และทรัพย์สินอีกกว่า 70 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ.,พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.ชัฏฐ นากแก้ว รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ., โดยได้บูรณาการกับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ภายใต้การอำนวยการของ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้สั่งการให้นายวรเศรษฐ์ สุรพนานนท์ชัย ผอ.กองข่าวกรองทางการเงิน ,เจ้าหน้าที่ชุดตรวจต้น นำโดย พ.ต.ท.กิตติพศ คงสูงเนิน และ พ.ต.ท.กฤษณ์ พิพัฒน์พูนสิริ สว.กก1 บก.ปคบ. พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นำโดย พ.ต.ท.ประวิทย์ แช่มมั่นคง ผอ.สสง.1,น.ส.พรรณจิรา ระดมกิจ ,พ.ต.ท.บริสุทธิ์ จันทร และ น.ส.จีรญาดา สำนวนกลาง นสส.ชก.
นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรี เข้าตรวจค้น จำนวน 2 จุด ดังนี้

1.บ้านหลังหนึ่งใน ซอยรามอินทรา 65 แยก 2-4 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

2.บริษัท เคทูเอ็น โกลด์ จำกัด และ บริษัท ขายทุกอย่าง บายป๋าเบียร์ จำกัด ถ.หทัยราษฎร์
แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร​

ตรวจยึดทรัพย์สินจำนวนหลายรายการ ดังนี้​​​​​
​​​1. รถยนต์ยี่ห้อ PORSCHE รุ่น CAYENNE E-HYBRID COUPE สีส้ม จำนวน 1 คัน
​​​2. รถยนต์ยี่ห้อ MC LAREN สีส้ม จำนวน 1 คัน
​​​3. รถยนต์ยี่ห้อ LEXUS สีดำ จำนวน 1 คัน
​​​4. รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น TR TRANSFOMER สีเหลือง ดำ จำนวน 1 คัน
​​​5.รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น ALPHARD สีขาว จำนวน 1 คัน
​​​6.อายัดบัญชีเงินฝาก และทรัพย์สินรายการอื่นๆ
​​​​รวมทรัพย์สิน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท


วัน เวลา ที่ตรวตค้น วันที่ 3 ตุลาคม 2567 เวลาประมาณ 11.00 น.พฤติการณ์ในการตรวจค้น สืบเนื่องจากกรณีมีผู้เสียหายหลายคนได้เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ บจก.เคทูเอ็น โกลด์ (ห้างเพชรทองเคทูเอ็น) โดยมีนายกานต์พล ฯ หรือป๋าเบียร์ กรรมการผู้มีอำนาจ กับพวก หลังผู้เสียหายหลายคนเป็นลูกค้าที่ซื้อทองรูปพรรณพร้อมของแถมผ่านการไลฟ์สดในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมมีการอ้างว่าทองที่ขายดังกล่าว เป็นทองแท้ 99.99 % แต่เมื่อได้รับสินค้าแล้วทองเหล่านั้นไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ และยังเป็นทองที่ไม่ได้คุณภาพอีกด้วย ทำให้ได้รับความเสียหาย ต่อมาพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. ได้รวบรวมพยานหลักฐาน และได้ยื่นคำร้องขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา ก่อนจะสามารถจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา พร้อมนำตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวนไปแล้วก่อนหน้านี้

ล่าสุดวันนี้ (3 ต.ค.67) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ได้นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรีเข้าตรวจค้น จำนวน 2 จุด พร้อมกับทำการตรวจยึดทรัพย์สินจำนวนหลายรายการตามบัญชีของกลางข้างต้น รวมทรัพย์สิน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท โดยเป็นการปฏิบัติการร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ง. ตรวจยึดไว้เพื่อทำการตรวจสอบว่าทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้น เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องหรือได้มาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือไม่

สืบนครบาลรวบอดีตพระครูสร้างเพจปลอมหลอกให้ร่วมทำบุญ อ้างหาเงินใช้หนี้พนันออนไลน์

สืบเนื่องจากชุดลาดตระเวนออนไลน์สืบนครบาลได้ตรวจพบการกระทำความผิดทางออนไลน์ จากเพจ Drama-addict ได้แจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับมิจฉาชีพ ที่สร้างเพจปลอมใช้ชื่อว่า “พระครูวินัยธรธรรมวงศ์ วชิระโมลี ฯ.” โพสต์หลอกให้ร่วมทำบุญต่างๆ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.อดุลย์ ดอกพวง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น.ทำการสืบสวนจนทราบว่าคนร้ายเป็นใครและได้ส่งทีมออกไล่ล่า

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 พล.ต.ท..ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ,พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.อดุลย์ ดอกพวง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น.,พ.ต.ท.ปกรณ์ ทองช่วง,พ.ต.ท.รัฐนันท์ สมวงศ์ รอง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.4 บก.สส.ฯ นำโดย พ.ต.ต.นิทัสน์ มีทอง สว.กก.สส.4ฯ, ด.ต.ชาญฤทธิ์ นิลทการ, ด.ต.ธีรพันธ์ โพยนอก, จ.ส.ต.สรายุทธ ยศสกุล, จ.ส.ต.กานต์ สรรพกิจจำนง ผบ.หมู่ กก.สส.4ฯได้ร่วมกันจับกุมตัว

นายดวงดี (ระบุตามบัตรประชาชนว่าพระครูปลัด ดวงดี ) อายุ 24 ปี ภูมิลำเนา ถ.บางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “แต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น และ ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

โดยสถานที่จับกุม หน้าธนาคารกรุงไทย สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม.พฤติการณ์แห่งคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบนครบาลได้ทำการตรวจสอบผ่านสื่อออนไลน์ พบว่า มีการเปิดรับบริจาคในชื่อบัญชี กองทุนอุปถัมภ์วัดในชนบท ซึ่งจากตรวจสอบทราบว่า บัญชีดังกล่าว เปิดบัญชีโดยชื่อ พระครูปลัด ดวงดี ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่า พระครูปลัด ดวงดี หรือ นายดวงดี นั้นได้ลาสิขาจากการเป็นพระสงฆ์ตั้งแต่ประมาณปี 2563 โดยไม่ทราบว่าปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่ใด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการสืบสวนมาโดยตลอดจนทราบว่า พระครูปลัด ดวงดี หรือ นายดวงดี จะมาปรากฏตัวที่บริเวณห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว จึงไปตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบชายลักษณะคล้ายพระครูปลัด ดวงดี หรือ นายดวงดี แต่งกายห่มจีวร และสะพายย่ามมาจริง จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากการซักถามผู้ต้องหารับว่า ตนไม่ใช่พระภิกษุสามเณรแต่อย่างใด โดยได้ลาสิกขาตั้งแต่ประมาณปี 2563 อีกทั้งพบว่า มีการทำตราประทับต่างๆ และ ตราตั้งฐานานุกรม พระครูปลัดรัตนวรเมธี ปลอมขึ้นมาอีกหลายรายการ เพื่อใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินและรับบริจาคจากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจับกุมตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนไม่ได้เป็นพระสงฆ์จริง แต่เดิมเคยบวชเรียนจริง ต่อมาติดพนันออนไลน์จนเป็นหนี้ และได้หลบหนีหนี้สินจากวัดและลาสิกขาตั้งแต่ปี 2563 ต่อมามีครอบครัว ได้เห็นช่องทางจากแอดโฆษณารับบริจาค จึงได้ทำการเปิดบัญชีธนาคารต่าง ๆในชื่อพระครูปลัด ดวงดี ,กองทุนสาธารณะสงเคราะห์ และ กองทุนอุปถัมภ์วัดในชนบท โดยในการเปิดบัญชีนั้นใช้ตราตั้งฐานานุกรม พระครูปลัดรัตนวรเมธี ซึ่งตนได้ทำปลอมขึ้นมาในการยืนยันตัวตนกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ฝากเตือนประชาชนที่ชอบทำบุญ บริจาคเงินเพราะคนไทยใจบุญทำให้มิจฉาชีพสร้างเพจปลอมอ้างเป็นพระ/เป็นวัด ชักชวนให้ทำบุญหรือรับบริจาคเงิน จะอ้างตัวเป็นพระ,เณร เปิดเพจหลอกคนทำบุญ โดยขโมยภาพหมาแมวเจ็บป่วยมาขอเงิน อ้างทำบุญบวชพระ ทำบุญโลงศพ สร้างโบสถ์ สร้างเมรุ บวชหมู่ นำเงินไปช่วยเหลือต่างๆ ฯลฯ ฉะนั้น จึงควรมี “สติ” ก่อนทำบุญ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเพจของวัด พระ หรือหน่วยงานจริงซื้อของทำบุญกับร้านค้าที่มีตัวตนและน่าเชื่อถือ ตรวจสอบบัญชีผู้รับเงินให้ถี่ถ้วน กรณีรับบริจาคในนามบัญชีส่วนตัว ไม่คลิกลิงก์ ไม่แอดไลน์คนไม่รู้จัก ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว สุดท้ายขอให้ทุกท่านมีสติ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ”หากตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพให้รีบโทรแจ้ง AOC 1441 ทันที