เทศบาลเมืองสิงห์บุรีเตรียมพร้อมรับมือน้ำเหนือล้นเจ้าพระยาเต็มที่

นายณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เทศบาลเมืองสิงห์บุรี เร่งเตรียมความพร้อมรับมือปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลมาจังหวัดสิงห์บุรีเพิ่มมากขึ้น โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ป.71 พัน 711 จำนวน 20 นาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เทศบาล มาช่วยกันกรอกกระสอบทราย เพื่อนำไปอุดท่อและปิดช่องโหว่คันกั้นน้ำ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ หากเขื่อนปล่อยน้ำมาที่ระดับ 2,100 ลบ.ม/วินาที ก็จะส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งในบางจุด

ทั้งนี้ ปัจจุบันระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,899 ลบ.ม./วินาที (บ่ายวันที่ 29 กันยายน ) เริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่จุดเสี่ยงตามชุมชนที่มีพื้นที่ลุ่มต่ำแล้ว เช่น ชุมชนบ้านบางแคนอก ชุมชนบ้านบางกระบือ และชุมชนนอกคันกั้นน้ำฝั่งตะวันออก เทศบาลเมืองสิงห์บุรี กำลังดำเนินการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมทั้ง 3 ชุมชนในฝั่งตะวันตก แต่ยังไม่แล้วเสร็จ

สำหรับ การวางแผนในการป้องกันอุทกภัยในปีนี้ ได้ให้บริษัทผู้รับจ้างนำดินมาทำคันกั้นตรงจุดช่องว่าง บริเวณกรมเจ้าท่า ชุมชนบ้านบางกระบือ เรียบร้อยแล้ว ทำให้เทศบาลลดภาระในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงน้ำท่วมจากเดิม 4 กม.เหลือเพียง 1 กม.เท่านั้น จึงมั่นใจว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำหลากในปีนี้ได้

นอกจากนั้น ได้ดำเนินการปิดท่อระบายน้ำ จากการสำรวจพบว่ามีน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลซึมผ่านท่อเข้าพื้นที่ชุมชนบางจุด จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกปิดท่อทั้งหมด และจัดเจ้าหน้าที่คอยสูบน้ำระบายออกหากมีน้ำซึมเข้าหรือมีฝนตก นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อม ปิดช่องว่างของเขื่อนหรือรอยฟันหลอ โดยใช้แผ่นปูนซีเมนต์และกระสอบทรายปิดกั้น หากบริเวณช่องว่างใดมีบ้านเรือนประชาชนอยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ก็จะทำขั้นบันไดให้ประชาชนสามารถเข้าออกได้อย่างสะดวกอีกด้วย

กลาโหม ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์เร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมให้กลับมาปกติเร็วที่สุด

กลาโหมยังระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์สนับสนุน ศปช.ส่วนหน้า เร่งฟื้นฟู กำจัดดินโคลน ฉีดล้างทำความสะอาดพื้นที่น้ำท่วม เดินหน้าต่อเนื่องให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จ.เชียงราย ของนายกรัฐมนตรีและคณะวานนี้ (28 กันยายน 2567) ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าการบูรณาการแผนฟื้นฟูและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนในการฟื้นฟูเยียวยา พร้อมให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ส่วนหน้า โดยให้นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นที่ปรึกษา เพื่อเป็นศูนย์สั่งการและประสานงานในภาพรวม โดยให้ประจำที่หน้างานอย่างน้อย 30 วัน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยให้มีการระดมพลผ่านทางกระทรวงกลาโหม และกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับอาสาสมัคร และหน่วยงานเอกชนต่างๆ

โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุต่อไปว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน ศปช. สั่งการให้เหล่าทัพเตรียมความพร้อมในการระดมสรรพกำลัง เจ้าหน้าที่ ยุทโธปกรณ์ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ให้พร้อมเพื่อเข้าให้การช่วยเหลือสนับสนุนได้อย่างทันท่วงที ในขณะเดียวกัน พล.อ.ณัฐพล ได้กระชับกำลังทหาร พลเรือน ประชาชนจิตอาสา และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนร่วมเร่งบูรณาการช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัย จ.เชียงราย และพื้นที่ภาคเหนือตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ เหล่าทัพได้มีการระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ อาทิ รถยนต์บรรทุก รถเกรด รถตักดิน รถบรรทุกขนาด 10 ตัน รถฉีดล้างน้ำ อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องมือเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ พร้อมนำเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงและอุปกรณ์ 100 ชุด ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระราชทานมาช่วยเหลือฟื้นฟูบ้านเรือนราษฎรที่ประสบอุทกภัย ใน จ.เชียงราย และพื้นที่อื่นๆ โดยขณะนี้กำลังพลได้เร่งเข้าพื้นที่ทำความสะอาด ฉีดล้าง ขุดตักดินโคลน รวมทั้งกำจัดเศษขยะและสิ่งของที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วมตามถนนหนทาง เส้นทางสัญจร แหล่งชุมชน บ้านเรือนประชาชน ซึ่งจะให้การช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ล่าสุด นายภูมิธรรม พร้อมด้วยคณะ เดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานลำปาง จากนั้นเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังเขื่อนกิ่วคอหมา ต.ปงดอน อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เพื่อบินตรวจสถานการณ์น้ำบริเวณแม่น้ำวัง เขื่อนกิ่วลม และเขื่อนกิ่วคอหมา อย่างใกล้ชิด โดยมีนางสาวนิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้การต้อนรับ จากนั้นรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำจากรองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน และการช่วยเหลือจากศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 32 กองทัพภาคที่ 3

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ปริมาณน้ำยังไหลลงเขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนกิ่วลม แต่มีปริมาณลดลงเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ปล่อย ทำให้อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ไม่รุนแรงเท่าปี 2554 แต่ยังคงมีน้ำบริเวณลุ่มน้ำวังท้ายเขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา น้ำวังเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร และพื้นที่ลุ่มต่ำแม่น้ำวัง ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนของราษฎร และพื้นที่เกษตรกรรม ได้รับผลกระทบ จำนวน 12 อำเภอ 55 ตำบล 273 หมู่บ้าน 4,951 หลังคาเรือน

โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 32 ได้บูรณาการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัยเพื่อติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และศูนย์รับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.ลำปาง พร้อมระดมกำลังพลกว่า 600 นาย ในการจัดชุดออกปฏิบัติการเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ ชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย ชุดจิตอาสา ทหารสารวัตร เสนารักษ์ รถครัวสนาม กิจการพลเรือน รด.จิตอาสา และชุดปฏิบัติการจิตอาสาช่วยเหลือในการฟื้นฟูภายหลังจากเข้าสู่ภาวะปกติในภารกิจต่างๆ

โดยมีการแบ่งมอบพื้นที่ให้กับมณฑลทหารบกที่ 32 รับผิดชอบ 7 อำเภอ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 17 รับผิดชอบ 4 อำเภอ และกองร้อยฝึกการรบพิเศษที่ 3 ค่ายประตูผา รับผิดชอบ 2 อำเภอ ซึ่งขณะนี้ได้ระดมกำลังพล ยุทโธปกรณ์เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว.

อร่อยพุงกาง!ชาวครบุรีแห่เก็บเห็ดตับเต่าปรุเมนูเด็ด “ก้อยตับเต่า”ทาน ที่เหลือขายทำรายได้งาม

นครราชสีมา – ชาวอำเภอครบุรีโคราชออกหา “เห็ดตับเต่า”ขายดีกิโลกรัมละ 80-100 บาทแถมไม่พอขาย ยิ่งนำมาทำลาบก้อยตับเต่าแซ่บอย่าบอกใคร

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกชุกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา ในช่วงนี้ ทำให้หลายพื้นที่ยังมีเห็ดนานาชนิดงอกออกมาให้ชาวบ้านได้เก็บไปประกอบอาหารรับประทานและจำหน่ายสร้างรายได้เสริมกันแทบทุกวัน อย่างเช่นชาวบ้านหนองโบสถ์ ต..โคกกระชาย อ.ครบุรี ตอนนี้กำลังพากันได้หาได้เห็ดตับเต่า ที่ค่อนข้างหาได้ยากแล้วทุกวันนี้ ซึ่งแตะละปีจะสามารถหาเห็ดชนิดนี้ได้เฉพาะในช่วงที่ฝนตกชุกต่อเนื่องมากเท่านั้น และแต่ละปีจะงอกออกมาให้เก็บเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

นางเฉลิม ฉิมครบุรี ผู้ใหญ่บ้านหนองโบสถ์ บอกว่า ในช่วงนี้ฝนตกชุกต่อเนื่องชาวบ้านในพื้นที่ต่างพากันออกไปหาเก็บเห็ดป่าเพื่อนำมารับประทานและจำหน่ายสร้างรายได้เสริมกันแทบทุกบ้าน ซึ่งก็จะตระเวนออกเก็บตามบริเวณป่าท้ายหมู่บ้านที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ตอนนี้ก็จะมีเห็ดมากมายหลายชนิดให้ได้เลือกเก็บแล้วแต่ว่าสภาพอากาศจะเหมาะสมต่อการงอกของเห็ดชนิดใด อย่างเช่นตอนนี้ฝนชุกความชื้นสูง ประกอบกับมีอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้เห็ดที่หาได้ยากมากอย่างเห็ดตับเต่า พากันงอกออกมาจำนวนมาก

โดยเห็ดตับเต่านั้นเป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างมาก เพราะมีรสชาติดี นุ่มลื่นคอ จะมีมากในป่าดิบชื้น อย่างป่าชุมชนบ้านหนองโบสถ์แห่งนี้ ส่วนใหญ่นิยมนำไปลาบ หรือก้อย เพราะเนื้อมีลักษณะเหมือนตับ จึงได้ชื่อว่าเห็ดตับเต่า รสชาติดี หากทำลาบจะให้ความรู้สึกเหมือนกับตับหวานไม่ผิดเพี้ยนรวมถึงเมนูง่ายๆอย่าง ผัดกระเพราที่ให้รสชาติดีและมีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น แต่ต้องนำไปต้มเอาน้ำเมือกออกจากตัวเห็ดเสียก่อน

สำหรับเห็ดชนิดนี้ถือเป็นเห็ดที่มีราคาค่อนข้างสูง หากไปหาซื้อตามภาคกลางราคาจะอยู่ที่ประมาณ กิโลกรัมละ 300 บาท แต่ที่บ้านหนองโบสถ์แห่งนี้ขายกันเอง ในท้องถิ่นจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 – 100 บาท ตอนนี้มีเท่าไรก็ไม่พอขาย เพราะหาได้ยาก นานๆปีมีครั้ง ช่วงนี้อากาศเหมาะสม บางคนหาได้วันละหลายสิบกิโลกรัม ก็ทำให้มีรายได้เสริมมาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างดีเลยทีเดียว

สำหรับเห็ดตับเต่า จัดเป็นเห็ดขนาดใหญ่ที่พบได้ในทุกภาค และนิยมนำมารับประทาน เนื่องจาก ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่ เนื้อเห็ดมีความนุ่ม และลื่น ใช้ทำอาหารได้ทั้งดอกเห็ดอ่อน และดอกเห็ดแก่ เพราะถึงแม้ดอกเห็ดจะแก่ แต่ยังให้เนื้อเห็ดที่นุ่มลื่นเหมือนดอกเห็ดอ่อน.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

น้ำลดถนนพหลโยธิน สายนครสวรรค์-เชียงรายที่พะเยาพังทรุดหนัก

พะเยา- เกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณถนนพหลโยธิน สายนครสวรรค์-เชียงราย บ้านแม่กานาไร่เดียว เตือนผู้ใช้เส้นทางโปรดใช้ความระมัดระวัง ชาวบ้านเล่านาทีเกิดเหตุ ก่อนรีบวิ่งไปดักรถไม่ให้ขับผ่านเส้นทางนี้ เจ้าหน้าที่คาดใช้เวลาซ่อมอีกหลายวัน

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ที่ จ.พะเยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุถนนทรุดตัว บริเวณถนนพหลโยธิน สายนครสวรรค์-เชียงราย บ้านแม่กานาไร่เดียว หมู่ 14 ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา เขตติดต่อระหว่างบ้านชนแดน อ.งาว จ.ลำปาง และบ้านแม่กานาไร่เดียว ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา หลักกิโลเมตรที่ 85-86 ขาขึ้น ก่อนถึงมหาวิทยาลัยพะเยา 6 กิโลเมตร

ถนนได้ทรุดตัวลึกลง 10 เมตร ความยาวร่วม 100 เมตร ซึ่งจากการทรุดตัวของถนนทำให้ดินสไลด์ลงไป 10 เมตร สร้างความเสียหายให้แก่ถนนมีรอยแตกร้าว ยานพาหนะต้องวิ่งได้เลนเดียว ชาวบ้านต่างตกใจหลังจากที่ได้ยินเสียงถนนทรุดตัวลง

จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่แขวงการทางพะเยาและเจ้าหน้าที่มูลนิธิลือชา และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงแม่กา ทำการปิดถนนขาขึ้นที่ทรุดตัว เปิดทางการจราจรให้เหลือเลนเดียว รถที่สัญจรไปมา โปรดใช้ความระมัดระวังเส้นทางดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่แขวงการทางจะได้ทำการตรวจสอบและซ่อมแซมถนน เส้นทางดังกล่าวคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกหลายวัน

จ่าสิบเอก อรรถพล สมบูรณ์ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเล่าว่า ถนนดังกล่าวบริเวณบ้านแม่กานาไร่เดียว หมู่ 14 เกิดทรุดตัว ประมาณ 9.30 น. หลังจากที่ได้เกิดเหตุชาวบ้านได้เห็นก็เลยรีบออกไปดักรถฝั่งตรงข้ามเพื่อไม่ให้รถสัญจรและได้แจ้งทางเจ้าหน้าที่แขวงการทางและมูลนิธิลือชาให้ช่วยปิดกั้นถนนและให้รถยนต์วิ่งอีกเลน เพื่อไม่ให้วิ่งเส้นทางดังกล่าวที่ถนนทรุดตัว

สาเหตุของการเกิดถนนทรุดตัวในครั้งนี้ คาดว่าน่าจะเกิดจากฝนที่ตกหนักบริเวณดังกล่าวในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาทำให้ดินอุ้มน้ำและทำให้ถนนทรุดตัวลงดังกล่าว และในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่แขวงการทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิลือชา ร่วมกันปิดเส้นทางเพื่อไม่ให้รถสัญจรผ่านจุดบริเวณดังกล่าว โดยบังคับให้รถวิ่งสวนเลนฝั่งตรงข้าม เพื่อรอเจ้าหน้าที่มาทำการตรวจสอบและซ่อมแซม เพื่อให้รถสัญจรผ่านไปมาได้

มาแล้วไม่ผิดหวัง!เที่ยวสันเขื่อนลำแชะ จุดอันซีนชมอาทิตย์ตกสุดโรแมนติกหน้าฝน

นักท่องเที่ยวตลอดทั้งประชาชนชาวอำเภอครบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงใช้เวลาว่างยามเย็นพาครอบครัว และญาติสนิทมิตรสหาย ไปนั่งรับลมชมวิวที่บริเวณสันเขื่อนลำแชะอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา รวมถึงพื้นที่ริมเขื่อนที่ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อเตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็นการมาติดต่อราชการ ออกกำลังกาย หรือพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมกับได้จัดสร้างห้องน้ำไว้ให้บริการอีกด้วย

ทั้งนี้บริเวณจุดที่ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้จัดเตรียมเอาไว้นั้น อยู่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำข้างสันเขื่อน ปรับเป็นลานสำหรับให้ประชาชนได้นั่งรับลมพร้อมกับชมวิวทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกและสีของท้องฟ้าที่สุดแสนจะโรแมนติก ในขณะที่ด้านบนสันเขื่อนก็สามารถเป็นลู่วิ่งออกกำลังกายและรับลมชมวิวถ่ายภาพได้อย่างสวยงาม และตอนนี้ทางเขื่อนยังได้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับทั่วบริเวณ เพื่อเตรียมไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

นายพงศ์ฤทธิ์ ชื่นอารมณ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ กล่าวว่า ทางเขื่อนสามารถเปิดให้ประชาชนสามารถเข้ามาเที่ยวชมบรรยากาศและวิวทิวทัศน์บริเวณสันเขื่อนได้ตลอดทั้งวันไปจนถึงเวลา 19.00 น. โดยสามารถที่จะมาวิ่งออกกำลังกาย ปิกนิก ได้กันตามอัธยาศัย และหลังจากนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวจะมีการนำไม้ดอกนานาชนิด มาปลูกเพื่อเพิ่มความสวยงามมากขึ้นไปอีก เพราะจุดนี้จะเป็นจุดชมวิวที่สามารถดูพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอำเภอครบุรี และหากหลังจากนี้มีการแก้ไขกฎระเบียบให้สามารถเปิดบริการด้านการท่องเที่ยวได้แล้ว ทางเขื่อนก็พร้อมที่จะเปิดให้มีกิจกรรมแคมป์ปิ้ง พักแรมที่เขื่อนทันทีอย่างแน่นอน.

เปิดคำอาลัย “ดาเรีย” กล่าวลาสามี “อ๋อม อรรคพันธ์” ทั้งน้ำตาครั้งสุดท้าย

เต็มไปด้วยหยดน้ำตา และความเศร้าโศกกับพิธีฌาปนกิจพระเอกดังผู้ล่วงลับ อ๋อม อรรคพันธ์ ณ วัดธาตุทอง โดยมีผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อนพ้องคนสนิททั้งในวงการนอกวงการ และบรรดาแฟนคลับไปร่วมอาลัยส่งอ๋อมเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนมาก

 ดาเรีย เชฟรุก ผู้เป็นภรรยาได้ขึ้นกล่าวไว้อาลัยสามีเป็นครั้งสุดท้าย มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย โดยมีเนื้อหาดังกล่าวที่แปลได้ว่า 

“ความจริงที่ว่าเธอไม่อยู่ที่นี่กับฉันอีกต่อไป ทำให้หัวใจของฉันแตกสลาย และคงไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ฉันปรารถนาให้เธออยู่ในชีวิตของฉัน เธอเป็นความฝันของฉัน ความรักและความคิดถึงเธอจะไม่มีวันเลือนหายไป การมีเธออยู่เคียงข้างทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก หากฉันสัญญา เธอจะมาหาฉันทุกวันใช่ไหม?

เธออยู่ในใจของฉันไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราจะอยู่ด้วยกันเสมอ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำทุกคำที่เธอให้กับฉัน สำหรับทุกสิ่งที่เธอสอนฉัน สำหรับทุกช่วงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกัน และสำหรับทุกอย่างที่เธอทำเพื่อฉัน อย่างที่เธอพูด ตอนนี้เธอได้ยินเสียงฉันแล้ว และฉันจะอยู่ใกล้เธอตลอดไป ฉันเชื่อมั่นว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง และจะอยู่ด้วยกันในชาติหน้า จากภรรยาที่รักของเธอ ดาเรีย”

และปิดจบด้วยข้อความว่า “..ฉันคิดถึงคุณ และจะรักคุณตลอดไปค่ะ..” ทั้งนี้เธอยังได้เขียนข้อความไว้บนพวงหรีดด้วยว่า “Love You Forever Your Beloved Wife Daria”

พิษ‘ไต้ฝุ่นยางิ’ถล่มเวียดนามทำเศรษฐกิจเสียหายหนักกว่า 107,000 ล้านบาท

สื่อทางการเวียดนาม รายงานเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2567 ระบุว่า ไต้ฝุ่นยางิ ซึ่งเป็นพายุรุนแรงที่สุดที่ซัดถล่มภูมิภาคเอเชีย สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเวียดนามคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 81.5 ล้านล้านด่ง หรือประมาณ 3,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 107,100 ล้านบาท) สูงกว่าที่ทางการเคยออกมาประเมินไว้เท่าตัว

ทั้งนี้ไต้ฝุ่นยางิยังได้คร่าชีวิตประชาชนในเวียดนามไป 299 คน และมีผู้สูญหายอีก 34 คน ไม่เพียงแค่นั้นยังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก โรงงานผลิตสินค้า รวมไปถึงพื้นที่การเกษตร บ้านเรือนประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

“มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในเบื้องต้นประเมินเอาไว้ที่ 81.5 ล้านล้านด่ง โดยส่วนใหญ่เป็นความเสียหายที่เกิดจากดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน” สำนักข่าว Vietnam News Agency อ้างข้อมูลจากรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร เลห์ มิน ฮว่าน (Le Minh Hoan)

มูลค่าความเสียหายนี้ถือว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากตัวเลข 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่กระทรวงวางแผนและการลงทุนแห่งเวียดนามเคยออกมาประเมินไว้เมื่อต้นเดือน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ตัวเลขการเติบโตของ GDP เวียดนามปี 2024 ลดลง 0.15% จากที่ประเมินไว้ว่าจะโตราว 6.8-7%

นาย ฮว่าน ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจให้กลับมาเดินหน้าผลิตสินค้าได้โดยเร็ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องป้องกันไม่ให้สินค้าขาดแคลน และควบคุมราคาในท้องตลาดด้วย เนื่องจากภาคการเกษตรนั้นได้รับผลกระทบหนักที่สุด นอกจากนี้ราคาเนื้อหมูในเวียดนามพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไต้ฝุ่นยางิซัดถล่มและทำให้เกิดน้ำท่วมฟาร์มสุกรหลายแห่ง

นายกฯแพทองธารขึ้นเหนือลุยโคลนให้กำลังใจชาวแม่สายย้ำรัฐบาลไม่ทอดทิ้ง

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ขึ้นรถบรรทุกทหาร (FTS) เข้าพื้นที่สำรวจและประเมินสถานการณ์พร้อมติดตามการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลังเหตุการณ์อุทกภัย ณ บ้านเกาะทราย และบ้านผาจม ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

นายกรัฐมนตรีได้รับฟังรายงานสถานการณ์  ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย จากเจ้าหน้าที่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม พื้นที่ส่วนกลาง ถนนใหญ่ 24 สายจะเสร็จหมด แต่อาจจะต้องกลับมาเคลียร์อีกครั้งหนึ่ง ส่วนพื้นที่อำเภอแม่สายทั้งหมด ขอเวลาอีก 45 วัน จะกลับสู่สภาพปกติ รัฐบาลช่วยเยียวยาความเสียหาย ซึ่งอาจจะมีบางบ้านที่หายไปทั้งหลัง ถือว่าเสียหายหนักมาก โดยหากดูตามกฎหมายจะได้รับการชดเชยมากพอสมควร ตอนนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือในอำเภอเมือง โดยจากนี้จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเครื่องมือ อุปกรณ์ในการช่วยเหลือว่าเพียงพอหรือไม่ 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นรถบรรทุกทหาร (GMC) เพื่อเข้าไปพื้นที่บ้านเกาะทรายซอย 1 รับฟังแผนการดำเนินงานการฟื้นฟู กำจัดดินโคลนจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพไทย ที่รับผิดชอบประมาณ 145 ไร่ กว่า 1,000 ครัวเรือน ซึ่งการดำเนินการภารกิจแรกคือ การเปิดเส้นทางการจราจรให้ประชาชนสามารถสัญจรเข้าบ้านได้ ซึ่งกว่า 90% ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว 

ส่วนภารกิจที่ 2 คือ การเข้าฟื้นฟูบ้านประชาชน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วกว่า 65%  ภารกิจที่ 3 คือ การเข้าช่วยเหลือจากนักเรียนช่างฝีมือทหารในการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ ภารกิจที่ 4 สารวัตรทหาร ร่วมกับตำรวจในพื้นที่ในการควบคุมการจราจร และดูแลความปลอดภัยในช่วงยามวิกาล และภารกิจที่ 5 คือการดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล

 ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้รับฟังรายงานสรุปแผนการดำเนินงาน นายกรัฐมนตรีเดินเท้าลุยโคลนเพื่อเยี่ยมเยียน พบปะชาวบ้านเกาะทราย ซอย 1 เพื่อให้กำลังใจ ขณะที่นายกฯ ได้เข้าไปเยี่ยมบ้านประชาชน คุณยายเจ้าของบ้านคนหนึ่งได้เข้าไปสวมกอดนายกฯ พร้อมกับร้องไห้ เล่าถึงความทุกข์ยากที่พบเจอ ทำให้ช่วงนี้นายกรัฐมนตรีถึงกับน้ำตาคลอ พร้อมกับเอามือไปปลอบเจ้าของบ้าน

นอกจากนี้ มีคุณลุงเดินมาหานายกฯ ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถทหาร (GMC) โดยคุณลุงถึงกับน้ำตาคลอ นายกรัฐมนตรีจึงได้เข้าไปจับมือให้กำลังใจ พร้อมระบุว่า เป็นกำลังใจให้ทุกคน ขอให้สู้ ๆ ขณะนี้กองทัพและอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรทุกอย่างยังอยู่ในพื้นที่ช่วยเหลือ จนกว่าเข้าสู่ภาวะปกติ ยืนยันว่า ไม่ต้องห่วง

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้พบกับ “โค้ชเอก” นายเอกพล จันทะวงษ์ ของทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี ที่ต้องการให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ และฟื้นฟูจิตใจเด็กและเยาวชนในชุมชนผู้ประสบภัย และช่วงปิดภาคเรียนนี้ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนเยาวชนได้เป็นจิตอาสา หรือมีรายได้พิเศษจากการทำงาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางไปยังวัดพรหมวิหาร อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกราบนมัสการพระครูวิบูลธรรมวิมล เจ้าคณะตำบลวัดโพธิ์วิหารพระครูวิบูลย์ธรรมวิมล เจ้าคณะตำบลแม่สาย เจ้าอาวาสวัดพรหมวิหาร ต่อจากนั้นได้มอบเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ดังนี้ 

1.มอบเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิต จำนวน 4 ราย ๆ ละ 29,700 บาท และหัวหน้าครอบครัว จำนวน 1 ราย  จำนวนเงิน 59,400บาท
2.มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอำเภอแม่สาย บ้านเสียหายจำนวน 50 ครอบครัว เป็นเงิน 2,475,000 บาท
3.มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 อำเภอแม่สายจำนวน 222 ครัวเรือนเป็นเงิน 1,110,000 บาทถ้วน
4.มอบชุดอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านเรือนให้กับผู้ประสบภัย
5.มอบผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก จำนวน 102 ห่อใหญ่  จากเงินส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี

สำหรับ ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยในเขตชุมชน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยในเขตชุมชน ณ สถานีวัดระดับน้ำ P1 เชิงสะพานนวรัฐ รับฟังรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ แนวทางการฟื้นฟู และติดตามสถานการณ์น้ำ ณ สำนักงานแขวงกาวิละ พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ พบปะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและให้กําลังใจเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย และจิตอาสา ณ วัดเมืองสาตรน้อย ต่อไป

คุณลุงวัย 66 ปีนำเงินหมื่นต่อยอดชีวิตลงทุนเปิดร้านขายปลาหมึกย่างไม้ละ 10 บาท

หลังจากรัฐบาลจ่ายเงินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จำนวน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการเป็นเฟสแรก โดยโอนเงินให้กับผู้มีสิทธิทั้งหมด 14.5 ล้านคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 – 30 ก.ย.กันยายน โดยจะเป็นการโอนเงินเข้าผ่านระบบพร้อมเพย์ที่เชื่อมเลขบัตรประชาชนโดยตรง

นายสุวิทย์ อินทร์รัตน์ อายุ 66 ปี หรือ ลุงอ๊อด ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับเงินหมื่นโอนผ่านเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตนได้วางแผนไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า หากได้เงิน10,000 บาท จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนทำธุรกิจเปิดร้านเล็กๆ ไว้ขายขายปลาหมึกย่าง

ลุงอ๊อด บอกว่า หลังจากเงินเข้าช่วงเช้าที่ผ่านมาได้ออกไปซื้อของเตรียมขายปลาหมึกย่าง น้ำจิ้มรสเด็ด ในราคาไม้ละ 10 บาท โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 400 บาท เพราะว่าเตาย่าง ถังแช่ ข้าวของในการขายได้มีการเตรียมไว้ก่อนแล้ว หลังจากเปิดร้านขายเป็นวันแรกรู้สึกดีใจ มีลูกค้ามาช่วยอุดหนุนจนของหมดตั้งพระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดิน

สำหรับ เงินหมื่นที่ได้จะแบ่งเอาเงินมาหมุนในธุรกิจร้านปลาหมึกอย่างรอบครอบ และเก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว จึงอยากฝากขอบคุณทางรัฐบาลให้คนได้ลืมตาอ้าปากในการนำเงินไปลงทุนต่อยอดทางธุรกิจและใช้ในชีวิตประจำวันได้

ข่าว/ภาพ : ธีรวัฒน์ ทองมา ผู้สื่อข่าวจังหวัดชลบุรี

สสว. ชูความสำเร็จ “SME Privilege Club”เดินหน้าผนึกพันธมิตร เสริมแกร่งผู้ประกอบการ

สสว. เผยความสำเร็จงานพัฒนาสิทธิประโยชน์ “SME Privilege Club คลับพิเศษสำหรับ SME” โครงการที่เพิ่มความร่วมมือพันธมิตร 3 ด้าน ทั้งเพิ่มผลิตภาพ/ลดต้นทุน ขยายช่องทางการตลาด เชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เสริมแกร่งผู้ประกอบการให้แข่งขันได้ในระดับสากล คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 254 ล้านบาท

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวภายหลังร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ กับผู้แทนหน่วยงานพันธมิตร ที่ร่วมทำงานภายใต้งานเผยแพร่และพัฒนาความร่วมมือด้านสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ MSME ของ สสว. ประกอบด้วย Line /บริษัทโอวีวา คอร์ป จำกัด และบริษัท เดอะเกรท โออีเอ็ม จำกัด

โดยผู้แทนหน่วยงานที่ได้ร่วมเสวนา ประกอบด้วยนางสาวนันทิศา อัครเกษมพร Strategy and Partnerships Team Lead, LINE Thailand และผู้ประกอบการ นางสาวอภัสนันท์ อภิธนาบุญเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอวีวา คอร์ป จำกัด และนางสาวแวววรรณ วัฒนสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะเกรท โออีเอ็ม จำกัด พร้อมทั้งตอบคำถามผู้เข้าร่วมงานในประเด็นเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาสิทธิประโยชน์ SME ของ สสว.

รักษาการ ผอ.สสว. เปิดเผยว่า “SME Privilege Club คลับพิเศษสำหรับ SME” คืองานพัฒนาสิทธิประโยชน์ SME ของ สสว. ซึ่งใช้แนวทางการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้รับบริการภาครัฐ (SME One ID) โดยมุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ/ลดต้นทุน เน้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การยกระดับมาตรฐาน เน้นลดต้นทุน อาทิ ค่าใช้งานบริการ การวิเคราะห์วัตถุดิบ ฯลฯ การขยายช่องทางการตลาด เน้นการเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ๆ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขาย อาทิ พื้นที่จำหน่ายสินค้าร่วมกับโมเดิร์นเทรดชั้นนำ พร้อมส่วนลดสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น ค่า GP/ Entry Fee ไปจนถึงสิทธิพิเศษด้านระยะเวลา หรือ Credit Term และการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เน้นสิทธิพิเศษจากสถาบันการเงิน หรือการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ อาทิ เงินกู้เสริมสภาพคล่อง และบริการให้คำปรึกษาทางการเงิน

รักษาการ ผอ.สสว. กล่าวต่อว่า ในปีที่ผ่านมามีหน่วยงานพันธมิตรที่ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ สสว. ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการ รวม 25 หน่วยงาน ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ/ลดต้นทุน ได้แก่ สถาบันการสร้างชาติ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ทรูสเปซ จำกัด บริษัท โฟโนไรท์ จำกัด กรมทรัพย์สินทางปัญญา บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท โอเพน เอเชีย จำกัด บริษัท ดิจิลิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council หรือ HKTDC) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สถาบันอนุญาโตตุลาการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโนโลยี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรูดิทริบิวชั่น แอนด์ เซลล์ จำกัด มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

การขยายช่องทางการตลาด ได้แก่ บริษัท เทลสกอร์ จำกัด บริษัท ลาซาด้า จำกัด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เฟเวอรี่ จำกัด บริษัท แอสเสทเวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) – เออีซี เทรดเซ็นเตอร์ พันธุ์ทิพย์ (ประตูน้ำ) Bank of China (Thai) Public Company Limited บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน ได้แก่ ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย บริษัท มีท่ีมีเงิน จำกัด และกองทุนการออมแห่งชาติ

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมหรือใช้สิทธิพิเศษ อาทิ ส่วนลดค่าบริการ หรือการให้คำปรึกษาจากหน่วยงานพันธมิตร ของ สสว. ตามเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละแห่ง ขณะเดียวกัน สสว. ก็มีการจัดกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อร่วมมือส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการควบคู่กันไปด้วย อาทิ การจัดสัมมนา – UPSKILL SME “ยอดขายโตทั่วไทย ด้วยโซลูชันจาก LINE” ในจังหวัดชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ การจัดแคมเปญ “SUPER SME MARKET” จำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Shopee การจัดกิจกรรม “SME Privilege Club Business Matching: The Exclusive Match” กิจกรรมเจรจาธุรกิจด้านเงินทุนและการตลาด กับหน่วยงานพันธมิตร ของ สสว. การนำผู้ประกอบการร่วมงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ HKTDC Food Expo Pro 2024 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

“ผู้ประกอบการสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรม ใช้บริการหรือส่วนลดจากพันธมิตรของ สสว. ได้โดยตรงตามความต้องการและขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือระยะเวลา แต่ขณะเดียวกันก็สามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมที่ สสว. ร่วมมือกันจัดพันธมิตรได้ด้วย ตัวอย่างในปีที่ผ่านมา การจัดสัมมนา – UPSKILL SME “ยอดขายโตทั่วไทย ด้วยโซลูชันจาก LINE” ได้รับความสนใจมากจากผู้ประกอบการในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่ไปจัดงาน เพราะเป็นแอปพลิเคชันที่ทุกคนคุ้นชินกันอยู่แล้ว เมื่อนำมาเสริมการทำธุรกิจได้ก็ยิ่งช่วยให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาส่งเสริมสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการพาผู้ประกอบการไปจำหน่ายสินค้าและเจรจาธุรกิจที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ก็ช่วยทั้งในเรื่องการหาช่องทางตลาดใหม่ๆ และเสริมประสบการณ์ด้านการจัดการต่างๆ อาทิ การผลิต การนำเข้า/ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ การขนส่ง และอื่นๆ รวมถึงเรายังจัด “SME Privilege Club Business Matching” อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานพันธมิตรและผู้ประกอบการได้พบปะกัน เกิดการต่อยอดของหน่วยงานพันธมิตรได้ร่วมมือกันเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้วย

สำหรับภาพรวมในปีนี้ถือว่าน่าพอใจ คาดว่าจะเกิดมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 254 ล้านบาท โดยกิจกรรมที่มีเสียงตอบรับจากผู้ประกอบการดีก็จะหาช่องทางจัดเพิ่มขึ้น รวมทั้งหาแนวทางสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ก้าวสู่เศรษกิจสีเขียว GREEN TRANSFORMATION ด้วย โดยผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปที่สนใจสิทธิประโยชน์ต่างๆ สามารถลงทะเบียนเข้ารับบริการกับ สสว. ผ่านช่องทาง SME CONNEXT ซึ่งใช้การยืนยันตัวตนด้วย SME ONE ID โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรม ภายใต้ความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรทั้งหมดของ สสว.” รักษาการแทน ผอ.สสว. กล่าว