Dongfeng Motor เปิดตัว Forthing Friday รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ราคาเริ่มต้น 6.xx-8.xx แสนบาท

Dongfeng Forthing แบรนด์รถยนต์นั่งภายใต้ Dongfeng Motor Corporation ประกาศการเข้าสู่ตลาดประเทศไทย Forthing Friday ( โฟร์ติงไฟร-‘เดย์- วันศุกร์ ที่สี่) คือรถยนต์ SUV ไฟฟ้า (BEV) 5 ที่นั่ง สไตล์ล้ำสมัย ที่เน้นความคุ้มค่าและดีไซน์ Mecha, ขับขี่นุ่มนวล พร้อมพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง เหมาะสำหรับครอบครัว  เตรียมเปิดตัวใน งานมอเตอร์โชว์ อย่างเป็นทางการ สำหรับรุ่นนี้ Friday ก็ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถครอบครัวซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านภาพลักษณ์ที่มีความเป็นมืออาชีพ เชื่อถือได้  ไว้วางใจได้

คุณพิมพรรณ  อัตภูมิ Marketing  Director Forthing Thailand ได้กล่าวถึง  Forthing Friday สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดจาก DONGFENG FORTHING โดยวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นรถ SUV ไฟฟ้าไฮเทคที่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน เทคโนโลยีขั้นสูง และความปลอดภัยสูง

Forthing Friday  สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลถึง 480 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) มาพร้อมระบบจัดการปั๊มความร้อนอัจฉริยะและ ระบบเบรกอัจฉริยะ Bosch EHB เพื่อให้การขับขี่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น  หลังคาแบบพาโนรามาขนาดใหญ่; ไฟต้อนรับแบบโต้ตอบที่สร้างอารมณ์; คันเกียร์คริสตัล; เบาะนั่งสปอร์ตแบบชิ้นเดียว และยางสปอร์ตขนาด 235/55 R19 พร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ Future Link 4.0; หน้าจอ LCD ขนาด 10.25 นิ้ว + หน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 10.25 นิ้ว; กล้องพาโนรามา 360 องศา; บลูทูธ; ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC)  มาพร้อมกับความเพลิดเพลินอย่างสะดวกสบาย

ระบบเสียงดิจิทัล Dolby คุณภาพสูง, ที่ปัดน้ำฝนแบบเซ็นเซอร์, ปิดกระจกอัตโนมัติเมื่อฝนตก, ปรับกระจกด้วยไฟฟ้า, พับกระจกอัตโนมัติ, ระบบจดจำตำแหน่งกระจกมองหลัง, เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ, ระบบกรองอากาศ PM 2.5
โดยรุ่นที่นำมาจัดจำหน่ายในไทยจะมี 2 ขุมพลัง

– EV ล้วน มาพร้อมกับแบตขนาด 64.4kWh ระยะทางวิ่งรวมได้ 480km (NEDC)

– Reev มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 31.9 kWh แบะเครื่องยนต์เบนซิล 1.5L ขนาด43L ระยะทางรวมสูงสุด 1100km

โดยทั้ง2รุ่นนี้BEV REEV

– มิติตัวถัง 4600 x 1860 x 1680 ระยะฐานล้อ 2715

– น้ำหนักตัวรถทั้ง2รุ่น 2195 

– มี2รุ่นย่อยคือ Luxury กับ Exclusive ซึ่งจะต่างกันในเรื่อง Panaromic Glassroof , มีม่านหลังคาไฟฟ้า , เบาะคนขับปรับ 10 ทิศทาง , จำนวนAirbagที่เยอะกว่า , กล้องมองหลังเป็นHD , มีมุมมอง360องศา , มีเรดาร์ด้านหน้าอีก4 ตำแหน่ง , มีระบบความปลอดภัยหรือช่วยขับมาจัดเต็มกว่า เป็นต้น

ในส่วนเรื่องความปลอดภัยพื้นฐาน

– มาตรฐานการชนระดับ5ดาว

– โครงสร้างตัวรถใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงมากกว่า 60% และในส่วนสำคัญก็ไม่น้อยกว่า90%

– ระบบปกป้องแบตเตอรี่4ระดับ Armor Battery

 มีการทดลองด้วยความเร็ว30km/h โดยให้มีแท่งเหล็กอยู่บริเวณด้านล่างแบต ,ลองวิ่งถอยหลัง ให้ตัวแบตกระแทกเข้ากับตัวเหล็ก , ใช้เครื่องมือในการเจาะแบตเตอรี่ , และสุดท้ายการทดสอบการชนด้านข้าง ภายในงานเปิดตัวได้รับเกียรติจากนักแสดงชื่อดังของไทย “ดีเจพุฒ พุฒิชัย  เกษตรสิน” มาร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการเดินทางของครอบครัว ในฐานะคุณพ่อของลูกสอง

พุฒ กล่าวว่า “การเป็นคุณพ่อทำให้มุมมองในการเลือกรถเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย พื้นที่ภายในรถ และความเงียบของห้องโดยสารมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องเดินทางกับลูก ๆ”

“หลังจากที่ผมเป็นคุณพ่อ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องความสบาย พื้นที่ และความปลอดภัยมากขึ้น เมื่อเดินทางกับเด็ก ๆ การขับขี่ที่นุ่มนวลและห้องโดยสารที่เงียบจะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวเดินทางได้อย่างสบายมากขึ้น”

หลังจากได้ทดลองสัมผัส Forthing Friday พุฒยังกล่าวชื่นชมถึงพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและการออกแบบที่เหมาะกับครอบครัว โดยระบุว่าฟังก์ชันด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยของรถรุ่นนี้ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

Dongfeng Forthing มีแผนวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการพัฒนาธุรกิจในต่างประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนผลักดันการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้น โดยมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาระยะยาว Dongfeng Forthing จะมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า เสริมสร้างศักยภาพด้านการบริการ และสร้างความร่วมมือทางธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมยึดมั่นในแนวคิด “Serving the people of Thailand in Thailand”

พบกับ Forthing Friday กับราคาพรีเซลช่วงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026)  ตั้งแต่ วันที่ 25 มี.ค. – 5 เม.ย. 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

รวบแม่เล้าหลอกด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ค้าประเวณีประเทศเพื่อนบ้าน

ตำรวจบุกรวบหญิงแม่เล้าหลอกเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ค้าประเวณีประเทศเพื่อนบ้าน คาห้องพักกลางเมืองแม่สอด

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส.บช.น. ว่า พ.ต.ท.หญิง ชาดา เสสะเวช พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกันจับน.ส.อิง (นามสมมติ) อายุ 51 ปี ตามหมายหมายจับที่ 4391/2568 ลงวันที่ 28 ก.ค.2568 และหมายจับหมายจับศาลอาญา ที่ 5166/2568 ลงวันที่ 5 ก.ย.2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ” ร่วมกันตั้งแต่สามคนข้นไปเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกังขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ผู้นั้นกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ , ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ซึ่งบุคคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และไม่ว่าการกระทำต่างๆ อันประกอบเป็นความผิดนั้นจะได้กระทำภายในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักร โดยเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี

ร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี , ร่วมกันโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ” โดยจับที่ห้องพักแห่งหนึ่ง อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2569

การจับตามหมายจับครั้งนี้สืบเนื่องจากชุดสืบสวน กก.ดส. ได้สืบสวนขยายผลหมายจับค้างเก่าคดีค้ามนุษย์ จากการตรวจสอบ น.ส.อิง เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาขบวนการค้ามนุษย์โดยหลอกเด็กไทยอายุ 13 ปี และ อายุ 15 ปี ไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่ทราบว่าไปค้าประเวณี ปัจจุบันมีเหยื่อ 2 รายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ กก.4 บก.ปคม. กระทั่งรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ ต่อมาชุดสืบสวนทราบว่า น.ส.อิง เดินทางไปประเทศพม่า และอยู่ที่หอพัก จึงเข้าจับตามหมายจับนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบถามผู้ถูกจับให้การปฏิเสธ อ้างว่าเป็นเพียงล่ามภาษาจีนทำงานตามร้านนวด ร้านอาหาร ได้เงินเดือนรวมโอทีประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน. 

รวบหนุ่มบัญชีม้า หลอกเหยื่อให้กู้เงินผ่านแอปฯ ธนาคารปลอม สร้างแอปฯ เหมือนของจริง

ตำรวจสอบสวนกลางรวบหนุ่มบัญชีม้า หลอกเหยื่อให้กู้เงินผ่านแอปฯ ธนาคารปลอม สร้างแอปฯ เหมือนของจริง สุดท้ายหลงกลเหลี่ยมมิจฉาชีพ โอน สูญเงินหลายบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ.เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย  พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ.  ร่วมกันจับกุม นายนนทนันหรือหวาย เรืองสวัสดิ์ อายุ 30 ปี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ จ.122/2569 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569

สถานที่จับกุมได้ที่ บริเวณหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ ถนนกำแพงเพชร แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงปลายปี 2568 ผู้เสียหายได้พบแอพพลิเคชั่นไลน์ธนาคารแห่งหนึ่ง มีความน่าเชื่อถือ (ไม่ทราบว่าเป็นแอปฯ ปลอม) จากการดูรายละเอียดพบว่าทางแอปฯ ดังกล่าว สามารถทำธุรกรรมกู้เงินได้มากถึง 50,000 บาท ให้กับประชาชนทั่วไป ผู้เสียหายได้กดเข้าไปพบลิ้งค์ให้ดาวน์โหลด หลังจากดาวน์โหลดลิ้งค์แอปฯ ธนาคารมาแล้ว ให้ผู้เสียหายกรอกรายละเอียดของตนเอง หลังจากสมัครแล้วแอปฯ จะแจ้งว่าท่านสามารถกู้เงินได้จำนวนกี่บาทในห้องแชทระบบแอปฯ ต่อมาคนร้ายจะให้ผู้เสียหายใส่รหัสถอนเงินที่คนร้ายได้ส่งมาให้ทางแอปฯ เมื่อใส่รหัสไปแล้ว ระบบได้ทำการล๊อคไม่สามารถถอนเงินได้ ได้ใช้อุบายหลอกผู้เสียหายโอนเงินเพื่อปลดล๊อคบัญชีภายในแอปฯ จึงจะถอนเงินได้ ผู้เสียหายได้โอนเงินยอดแรกไปยังบัญชีของนายนนทนัน เรืองสวัสดิ์ จำนวน 18,000 บาท แต่ก็ยังไม่สามารถถอนเงินได้ ทางคนร้ายแจ้งว่าระบบยังล๊อคอยู่ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้ามาอีก ผู้เสียหายไม่หลงเชื่อ คิดว่าตนเองน่าจะโดนมิจฉาชีพหลอก จึงได้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

พฤติการณ์มิจฉาชีพคนร้ายหรือพวกแก้งสแกมเมอร์ จะสร้างแอปฯ ที่มีความน่าเชื่อถือลักษณะคล้ายของจริง ประชาชนทั่วไปไม่สามารถแยกแยะได้ โดยสร้างขึ้นมาหลอกลวงให้ประชาชนคนทั่วไปสามารถกูเงินผ่านแอปฯ ได้ โดยมีวิธีหลอกลวงหลายรูปแบบ เช่น หลอกให้โอนเงินเพื่อปลดรหัส หรือหรือใส่เลขบัตรประชาชนผิด หรือกรอกรายละเอียดอย่างอื่นผิด ทำให้ระบบล๊อคไม่สามารถกู้เงินได้ หากต้องการกู้เงินต้องโอนเงินเข้ามาเพื่อทำการปลดล๊อคบัญชีก่อน  เหล่านี้เป็นพฤติกรรมของมิจฉาชียทั้งสิน 

ทั้งนี้ก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบทราบนายนนทนันหรือหวาย เรืองสวัสดิ์ ได้หลบหนีอยู่ทางภาคเหนือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนหาข่าวและทำการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้และจากการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาจะเดินทางเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณย่านบางซื่อ พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบทราบว่าบุคคลดังกล่าวชื่อนายนนทนันฯ โดยนำบัตรประจำตัวประชาชามาตรวจสอบยืนยันพบว่ามีชื่อตรงกันกับบุคคลตามหมายจับและมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ถูกจับกุม/ผู้ต้องหาทราบ

จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามายัง บก.ปพ.จัดทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการพูดคุยกับผู้ต้องหา ให้การว่าตนได้ทำกระเป๋าสะพายหายไปรวมถึงสมุดบัญชีธนาคารกับบัตรกดเงินไว้ในกระเป๋าสะพายไว้ด้วยและตนได้จดรหัสกดเงินไว้ในซองสมุดบัญชีธนาคาร หลังจากที่กระเป๋าสะพายหาย ตนได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน แต่ตนไม่ได้แจ้งอายัดบัญชีธนาคารแต่อย่างใด ตนคิดว่าบัญชีของตนน่าจะถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ได้นำบัญชีไปให้ใครหรือผู้ใดใช้และไม่เคยรับจ้างเปิดบัญชีแต่อย่างใด

เร่งสอบปม “กู้ภัย–ตำรวจ” ประเมินพลาด ปล่อยหญิงบาดเจ็บเสียชีวิตคาโรงพัก

ตำรวจนครบาล เร่งสอบปม “กู้ภัย–ตำรวจ” ประเมินพลาด ปล่อยหญิงบาดเจ็บเสียชีวิตคาโรงพัก อ้างนึกว่าเมา – แค่แผลถลอก

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 จากกรณีดราม่าร้อนในโลกโซเชียล หลังครอบครัวของหญิงผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม ออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน เนื่องจากคดีผ่านมานานเกือบ 1 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในโรงพัก เผยให้เห็นช่วงเวลาที่หญิงผู้บาดเจ็บนอนหมดสติอยู่ภายในสถานีตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนเดินผ่านไปมา จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ความคืบหน้าล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการด่วนให้กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ดึงสำนวนคดีออกจากการดูแลของ สน.พหลโยธิน มาดำเนินการสอบสวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม หลังถูกตั้งคำถามว่าการดำเนินคดีล่าช้า

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา มีพลเมืองดีแจ้งเหตุหญิงประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม บริเวณถนนลาดพร้าว เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจเข้าตรวจสอบ พบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงบาดแผลถลอกภายนอก และมีอาการพูดจาไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่จึงประเมินเบื้องต้นว่าอาจอยู่ในอาการมึนเมา

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กลับพาหญิงคนดังกล่าวไปพักรอที่ สน.พหลโยธิน เพื่อรอติดต่อญาติ กระทั่งเวลาผ่านไป ผู้บาดเจ็บมีอาการนิ่งลงและชีพจรอ่อนลง ก่อนเจ้าหน้าที่จะพยายามช่วยปั๊มหัวใจ (CPR) แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ทำให้หญิงรายดังกล่าวเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจ

สำหรับแนวทางการตรวจสอบ ขณะนี้กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมุ่งตรวจสอบ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

•การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจ ว่าเป็นไปตามมาตรฐานการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหรือไม่

•การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด กรณีมีเจ้าหน้าที่เดินผ่านผู้บาดเจ็บที่นอนหมดสติ โดยไม่เข้าช่วยเหลือ ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

•การทบทวนแนวทางปฏิบัติในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เตรียมเสนอปรับแนวปฏิบัติใหม่ โดยกำหนดหลักการว่า หากพบผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุไม่ว่าจะอยู่ในอาการมึนเมา หรือมีภาวะผิดปกติทางจิตเวช ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์เป็นผู้ประเมินอาการ ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตภายในสถานีตำรวจอีกในอนาคต.

สำเร็จยิ่งใหญ่! นทท.ต่างชาติ-ไทย แห่ชมเทศกาลภาพยนตร์รัสเซีย2026 ครั้งที่4 ที่เกาะภูเก็ต

สำเร็จยิ่งใหญ่! นักท่องเที่ยวต่างชาติ-ชาวไทย แห่ชมเทศกาลภาพยนตร์รัสเซีย2026 ครั้งที่4 ที่เกาะภูเก็ต ประทับใจผลงานผู้กำกับชั้นนำ สะท้อนภาพยนตร์ที่ดีไม่มีพรมแดน จัดโดย กระทรวงวัฒนธรรมรัสเซีย ROSKINO และสถานทูตฯรัสเซีย

การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์รัสเซียในประเทศไทย โดยองค์กรส่งเสริมภาพยนตร์รัสเซีย (Roskino) ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมของแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 ที่เกาะภูเก็ต โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ระดับนานาชาติ “รัสเซียนซีซัน” (Russian Seasons) ของรัฐบาลรัสเซียและกระทรวงวัฒนธรรมรัสเซีย ซึ่งมีการดำเนินงานในราชอาณาจักรไทยตลอดปี พ.ศ. 2569  นี้

ทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวบนเกาะภูเก็ตได้มีโอกาสทำความรู้จักกับภาพยนตร์รัสเซียเรื่องใหม่ ๆ ซึ่งเป็นผลงานของผู้กำกับระดับแนวหน้า และได้พูดคุยกับคณะตัวแทนผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างใกล้ชิด โดยภาพยนตร์ที่นำมาฉายมีหลากหลายแนว ตั้งแต่หนังสงคราม ดราม่า ไซไฟ ไปจนถึงแอนิเมชันสำหรับครอบครัว ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างมากให้กับผู้ชมชาวไทย

เอลซา อันโตโนวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ รอสกีโน กล่าวเน้นย้ำว่า ประเทศไทยให้การต้อนรับภาพยนตร์รัสเซียอย่างอบอุ่นอีกครั้ง ถึงแม้จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่คุณค่าพื้นฐานเหมือนกัน ทั้งเรื่องครอบครัว ประเพณี ความเคารพ และความเชื่อมั่นในความดี ซึ่งหนังของเราได้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เทศกาลภาพยนตร์รัสเซียในประเทศไทยได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 แล้ว และสิ่งนี้ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า ภาพยนตร์ที่ดีนั้นไม่มีพรมแดน

สำหรับบรรยากาศที่โรงภาพยนตร์เต็มไปด้วยผู้ชมในทุกการฉาย โดยภาพยนตร์ที่นำมาฉายในเทศกาลครั้งนี้ ได้แก่ ภาพยนตร์เปิดเทศกาล ดราม่ากีฬา “ที่หนึ่งในโอลิมปัส” (First on Olympus)  กำกับโดย อาร์ตยอม มิคัลคอฟ ภาพยนตร์สงคราม “สิงหาเดือด” (August) 2026 กำกับโดย นิกิตา วิซอตสกี และ อิลยา เลเบเดฟ ภาพยนตร์คอมเมดีสำหรับครอบครัว “เพื่อนขนปุย 2” (Cheburashka 2)  กำกับโดย ดมิตรี ดยาเชนโก. ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนิทานชื่อดัง “บูราติโน” (Buratino) 2025กำกับโดย อิกอร์ โวโลชิน. และภาพยนตร์แอนิเมชันน่าตื่นเต้น “ฟินนิก 2” (Finnick 2) 2025 กำกับโดย เดนิส เชียร์นอฟ

ขณะที่ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของงานครั้งนี้คือ นิทรรศการจากพิพิธภัณฑ์บาครูชิน (Bakhrushin Museum) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการนานาชาติ “คิโน | เตียเตอร์” (ภาพยนตร์ | โรงละคร) ที่ดำเนินการร่วมกับ รอสกีโน พิธีเปิดนิทรรศการโดย คริสตินา ตรูบินโนวา ผู้อำนวยการใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ เทศกาลภาพยนตร์รัสเซีย ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญของ รอสกีโน ในการส่งเสริมและสร้างความสนใจอย่างต่อเนื่องต่อ วัฒนธรรมรัสเซียและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัสเซีย ในระดับนานาชาติ

นิทรรศการดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์สงคราม “อาฟกุสต์” ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่อยู่ในโปรแกรมของเทศกาล โดยนำเสนอแนวคิดเรื่อง การสืบทอดทางศิลปะระหว่างรุ่น พร้อมทั้งจัดแสดงภาพถ่ายของสมาชิกจากตระกูลนักแสดงชื่อดังทั้งในวงการภาพยนตร์และโรงละคร

.

DITP เชิญชวนผู้ประกอบการส่งออกไทยสมัครรางวัล “PM’s Export Award 2026” เพื่อยกระดับผู้ส่งออกไทยสู่สากล

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)  กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการส่งออกไทยเข้าร่วมสมัครรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 2569 รางวัล  “PM’s Export Award 2026” รางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดสำหรับผู้ส่งออกไทย ภายใต้แนวคิด “Transformation with Trust” เพื่อยกระดับผู้ส่งออกไทยสู่สากล

โดยผู้ประกอบการส่งออกไทย สามารถสมัครรางวัล “PM’s Export Award 2026” ใน 7 ประเภทรางวัล รวม 11 สาขารางวัล ได้แก่

1.รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม

2.รางวัลผู้ส่งออกยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืน

3.รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม

4.รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม

5.รางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม

oสาขาโรงพยาบาล/คลินิก

oสาขาดิจิทัลคอนเทนต์และซอฟต์แวร์

oสาขาธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

oสาขาโลจิสติกส์การค้า

oสาขาธุรกิจสถานบริการเวลเนส

6.รางวัลสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ยอดเยี่ยม

7.รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม

สำหรับผู้ประกอบการส่งออกไทยที่ได้รับรางวัล PM’s Export Award 2026 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้ 

1. ได้รับโล่รางวัลและเกียรติบัตร ในพิธีมอบรางวัล PM’s Export Award  

2. การเข้าร่วมกิจกรรมของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทั้งในและต่างประเทศ  
  
 (*ตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ) 

  -ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศที่กรมจัด

  -ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศที่กรมจัด เช่น งาน Top Thai Brands /Thailand Week โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

   -การจัดแสดงผลงานในนิทรรศการพิเศษ เช่น งานนิทรรศการ PM’s Export Award และ T-mark งาน Top Thai Brands /Thailand Week หรือ กิจกรรมการนำคณะผู้แทนการค้าเยือนต่างประเทศ 

   -ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศที่กรมเข้าร่วม    

3. การประชาสัมพันธ์

 3.1 ได้รับการเผยแพร่ในเอกสารเผยแพร่ PM’s Export Award Directory และสื่อต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
     
3.2 การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ และการตลาด
    
3.3 การใช้ตราสัญลักษณ์ PM’s Export Award โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

4. การเข้าร่วมกิจกรรม SMEs Pro-Active จำนวน 8 สิทธิ์ต่อกิจกรรม (รวมเป็น 32 สิทธิ์ต่อ 4 กิจกรรมในปีงบประมาณ 2570) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของโครงการ SMEs Pro-Active

5. สิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการ การสนับสนุนการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ ให้กับผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือก (โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา)
 ผู้ประกอบการและผู้สนใจสมัครขอรับรางวัล Prime Minister Export Award 2026 ได้ที่เว็บไซต์ :pmaward.ditp.go.th ตั้งแต่บัดนี้ – 12 มีนาคม 2569

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ : 0 2507 8279 และ 061- 4241139 E-mail: pmaward@ditp.go.th และFacebook: PM’s Export Award

พลิกผืนนา!ปลูกแตงโมอ่อน พืชผัก ใช้น้ำน้อย สร้างรายได้ช่วงหน้าแล้ง

ในช่วงฤดูแล้งทุกปีเป็นช่วงที่เกษตรกรมักประสบปัญหาว่างงานขาดรายได้ เนื่องจากไม่มีน้ำทำการเกษตร แต่ที่บ้านดอนโป่ง อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เกษตรกรไม่ย่อท้อ ลงมือขุดสระน้ำขนาด 2 งาน กักเก็บน้ำที่มีล้นเหลือช่วงฤดูฝน แล้วใช้ปลูกพืชฤดูแล้งใช้น้ำน้อยหลังจากการทำนา สร้างรายได้เลี้ยงชีพงอกงาม

คุณปรีชา อายุ 49 ปี เกษตรกรบ้านดอนโป่ง ต.หนองยายดา อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี กำลังไล่เก็บผลแตงโมอ่อนในพื้นที่ 4 ไร่เศษ เพื่อเตรียมคัดแยกนำส่งขายให้ผู้รับซื้อนำไปขายส่งยังตลาดไทย เป็นการสร้างอาชีพรายได้ช่วงฤดูแล้ง ที่ว่างเว้นจากการทำนา เผย ขั้นตอนการเตรียมแปลง จะไถพรวน 2 รอบ จากนั้นยกร่อง หยอดเมล็ดพันธุ์กลบเมล็ด คุลมแปลงด้วยฟ้างข้าว และเดินระบบน้ำหยดสูบน้ำจากแหล่งน้ำในสระใช้ปลูกแตงโมอ่อนตลอดช่วงฤดูแล้งได้ถึง 3 รุ่น

แต่ละรุ่นใช้เวลาประมาณ 35 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตส่งขายให้ผู้รับซื้อได้ทุกวันไปจนถึง 50วัน จึงเริ่มปลูกรอบใหม่ ราคาขายส่งช่วงนี้ได้ราคากิโลกรัมละ 5-7 บาท หรือถ้าจังหวะดีผลผลิตออกน้อยราคาก็จะพุ่งไปถึง 10 บาท มีรายได้นับพันบาทต่อวัน เป็นรายได้ที่ดีกว่าการทำนาข้าว ซึ่งปัจจุบันราคาตกต่ำมากแทบไม่คุ้มทุน และการปลูกพืชผักอย่างแตงโมยังช่วยให้ชาวไร่มีรายได้

นอกจากปลูกแตงโมอ่อนแล้ว คุณปรีชา ยังได้ปลูกฟักทอง และมะเขือ ออกขายเหลือแจกเพื่อนบ้านควบคู่กับไปด้วย

.

ตระการตา!เทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะกระตุ้นเศรษฐกิจ

พ่อเมืองดอกลำดวนหอม ตีฆ้องชิมข้าวโพด เปิดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ ตระการตา!กระตุ้นเศรษฐกิจสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหวาน

นายอนุรัตน์  ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธานเปิดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ ประจำปี 2569  ในระหว่างวันที่ 4-10 มีนาคม 2569 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีรัตนะ  จังหวัดศรีสะเกษ  โดยมีนายสุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ  และนายฤติเดช ดารารัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอศรีรัตนะ

อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

นำหัวหน้าส่วนราชการ  ผู้บริหาร อปท. ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการ  กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนชาวอำเภอศรีรัตนะ ร่วมในพิธีเปิดงานเป็นจำนวนมาก  มีกิจกรรมประกอบด้วยการประกวดผลผลิตทางการเกษตร  การประกวดด้านปศุสัตว์  การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ผลไม้ ข้าวโพดหวาน และผลผลิตทางการเกษตร  การประกวดธิดาข้าวโพดหวาน  การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง  การประกวดนางฟ้าจำแลง  การแข่งขันส้มตำลีลา  และกิจกรรมรำวงย้อนยุค  ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีความสนใจในการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด

สุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ

ตลอดทั้งเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างผลผลิตโดยอาศัยตลาดนำการผลิตกระตุ้นให้เกิดการผลิต การตลาดหมุนเวียนอย่างครบวงจร ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า  เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลผลิค ผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ปรากฎแก่สายตา และความรับรู้ของมหาชน เป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ให้มีศักยภาพมากขึ้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นต่อไป

 นายสุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ กล่าวว่า อำเภอศรีรัตนะ มี 7 ตำบล 90 หมู่บ้าน 8 องค์กรปกรปกครองส่วนท้องถิ่น มีพื้นที่ทั้งหมด 144,439 ไร่  มีพื้นที่การเกษตร 130,343 ไร่ พื้นที่อื่นๆ 13,007 ไร่ และอำเภอศรีรัตนะเป็นหนึ่งในกลุ่มอำเภอที่มีศักยภาพ การผลิตข้าว พืชสวน พืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดหวาน เป็นพืชที่สำคัญและคิดเป็นมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรรวมของอำเภอศรีรัตนะประมาณกว่า 60,000,000 บาท

โดยมีผลผลิตออกสู่ตลาดดลอดปี สร้างเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอศรีรัตนะเป็นอย่างดี  อำเภอศรีรัตนะ จึงได้จัดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะประจำปี  2569  ในครั้งนี้ และขอให้ประชาชนแต่งกายชุดพื้นถิ่นมาเที่ยวงาน โดยเน้นใส่เสื้อไหม เสื้อผ้าฝ้าย สวมผ้าถุง นุ่งโสร่ง เพื่อเป็นการอนุรักษ์การแต่งกายให้เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของจังหวัดศรีสะเกษ  จึงขอเชิญชวนข้าราชการ  พ่อค้าและประชาชนทั่วไป  เที่ยวชมงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ ประจำปี 2569 ในระหว่างวันที่ 4-10 มีนาคม 2569 ด้วย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมครอบครัว ” พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ ” วีรบุรุษผู้เสียสละฯ

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมครอบครัว ” พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ ” วีรบุรุษผู้เสียสละฯ เพราะคำว่า ” ทหาร ” ไม่ได้หมายถึงเพียงผู้ที่ยืนอยู่แนวหน้าในสนามรบ แต่ยังหมายถึงครอบครัวของผู้เสียสละที่กองทัพจะดูแลตลอดไป

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางเข้าเยี่ยมเยียนครอบครัวของ พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ สังกัด ร.3 พัน.3 ณ ตำบลนาม่อง อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ ให้กำลังใจ และติดตามการดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด การพบกันในครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความจริงใจ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พูดคุยกับครอบครัวอย่างใกล้ชิด รับฟังเรื่องราว ความเป็นอยู่ และความห่วงใยของครอบครัว พร้อมย้ำว่า ” การเสียสละของทหารทุกนาย กองทัพจะจดจำเสมอ และจะดูแลครอบครัวของผู้เสียสละอย่างดีที่สุด “

กองทัพบกยังคงมุ่งมั่นดูแลครอบครัวของวีรชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ ความเป็นอยู่ การศึกษา และคุณภาพชีวิต เพื่อให้ครอบครัวของผู้เสียสละสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงและภาคภูมิใจในเกียรติยศของผู้ที่ได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ วีรชนอาจจากไปแต่ความเสียสละของพวกเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำของกองทัพและแผ่นดินไทย เพราะสำหรับครอบครัวทหารแล้วเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ปรางค์กู่ลุยกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมาย! จับน้ำกระท่อม–บุหรี่เถื่อน ยึดของกลางเพียบ

อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ สนธิกำลังหลายหน่วยงานลงพื้นที่ปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 2 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก ทั้งน้ำกระท่อมและบุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ได้เสียภาษี

จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้การอำนวยการของ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายสะอาด วงศ์รักษ์ ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ นายมะสักรี ขาลี นายอำเภอปรางค์กู่ พ.ต.อ.ขวัญเมือง โกสุมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปรางค์กู่ และฝ่ายปกครองในพื้นที่

ได้มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการ 238 พิทักษ์นครลำดวน จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอปรางค์กู่ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปรางค์กู่ และเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่ศรีสะเกษ สาขาขุขันธ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนของประชาชน ตามนโยบายของกรมการปกครองด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้”

ผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายกาณ์ชนก ทองละมูล อายุ 23 ปี ได้บริเวณร้านค้าบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. พื้นที่ตำบลพิมายเหนือ อำเภอปรางค์กู่ ในข้อหา ผลิตหรือจำหน่ายอาหารที่ห้ามผลิตหรือนำมาจำหน่ายตามกฎหมาย กรณี น้ำกระท่อม ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522

พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่
 • น้ำกระท่อมขนาด 1,500 มิลลิลิตร จำนวน 30 ขวด
 • น้ำกระท่อมขนาด 1,000 มิลลิลิตร จำนวน 25 ขวด
 • หม้อต้ม 2 ใบ
 • น้ำหวาน 8 ขวด
 • ใบกระท่อม 10 ถุง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นางสาวทยิดา พระครอง อายุ 46 ปี ในข้อหา มีไว้เพื่อขายสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 พร้อมตรวจยึดบุหรี่ต่างประเทศหลายยี่ห้อ รวมกว่า 300 ซอง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรปรางค์กู่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดศรีสะเกษ ในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ ปราบปรามสิ่งผิดกฎหมาย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย “อำเภอพึ่งได้” ของกรมการปกครอง.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน