เร่งฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ “ทุ่งบางระกำ”พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ปล่อยพันธุ์ปลาพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ประจำปี 2567” แปลงพื้นที่รับน้ำหลากให้เป็นแหล่งทำมาหากิน ด้วยการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องถิ่นของตนเองอย่างยั่งยืน โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายพชรเสฏฐ์ บุญสิริสาริศา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายวิบูลย์ บุตตะพรม ประมงจังหวัดพิษณุโลก นายวรัณยู ขุนเจริญรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด หน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วม ณ วัดแม่ระหัน บ้านแม่ระหัน ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ทุ่งบางระกำ” จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีที่มีการบริหารจัดการน้ำภายใต้โครงการบางระกำโมเดล ซึ่งจะมีการผันน้ำเพื่อเป็นการหน่วงน้ำและป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กรมประมงได้มีการดำเนิน “กิจกรรมฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำสำคัญ” เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำเป็นแหล่งอาหารโปรตีน แหล่งสร้างอาชีพ และสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่นาข้าวถูกน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน โดยเริ่มดำเนินกิจกรรมในช่วงที่กรมประมงมีการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำจืดในฤดูปลาน้ำจืดมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน (ฤดูน้ำแดง)

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากระดับน้ำมีการเพิ่มสูงขึ้นและปลามีการอพยพเพื่อสืบพันธุ์วางไข่ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะพันธุ์ปลาแบบง่ายด้วยชุดเพาะฟักไข่ปลาแบบเคลื่อนที่ (Mobile hatchery) การอนุบาลลูกปลาเบื้องต้น และร่วมกันปล่อยลูกปลาที่เพาะฟักได้ลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลกได้ดำเนินการเพาะพันธุ์และปล่อยลูกปลาวัยอ่อนลงสู่ทุ่งบางระกำไปแล้วกว่า 31,230,000 ตัว

สำหรับกิจกรรมในวันนี้มีการปล่อยลูกพันธุ์ปลา ประกอบด้วย ปลาตะเพียนทอง ปลาตะเพียนขาว ปลาบ้า ปลากระแห ปลากาดำ ปลาแดง และปลาเค้าดำ จำนวนทั้งสิ้น 5,500,600 ตัว เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในทุ่งบางระกำ และมีการจัดทรรศการนำเสนอการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน นิทรรศการด้านการประมง โดยหน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ และนิทรรศการนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการประมงจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ในพื้นที่ทุ่งบางระกำ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสัตว์น้ำที่ปล่อยในวันนี้จะสามารถเจริญเติบโต แพร่พันธุ์ วางไข่ เกิดเป็นแหล่งอาหารโปรตีนให้กับพี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ชุมชนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ รักษ์ และหวงแหนในคุณค่าของสัตว์น้ำท้องถิ่นของตน สานต่อแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรประมงท้องถิ่นจากชุมชนสู่ชุมชนอื่น ๆ ในอนาคตต่อไป

สุดทน!ลูกค้าทอง “แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์”แห่แจ้งตำรวจปคบ.เอาผิดฐานฉ้อโกง

เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ ดีเจเคนโด้ พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ อะสุระพงษ์ หรือ ทนายพัฒน์ พาตัวแทนผู้เสียหาย 20 คน จากผู้เสียหายทั้งหมด 155 คน ที่ซื้อทองคำออนไลน์จาก น.ส.กรกนก สุวรรณบุตร หรือ แม่ตั๊ก และ นายกานต์พล เรืองอร่าม หรือ ป๋าเบียร์ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ. เพื่อเข้าแจ้งความเอาผิดในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” โดยนำหลักฐานการซื้อขาย และ ผลตรวจปริมาณทองคำ มามอบให้กับพนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณา

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้สามารถรวมกลุ่มผู้เสียหายที่ซื้อทองจากร้านดังกล่าวได้แล้ว 155 คน รวมมูลค่าความเสียหาย 2 ล้านบาท แต่ปัญหาที่เจอตอนนี้ผู้เสียหายส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศ ทำให้การรวมตัวผู้เสียหายเข้าแจ้งความเป็นไปได้ยาก ส่วนหลักฐานที่นำมาเข้าแจ้งความในวันนี้ มี หลักฐานการซื้อขาย และ ของแถมที่แม่ตั๊กมอบให้ รวมถึงคลิปไลฟ์สดขายทองทางออนไลน์ ส่วนข้อหาที่จะแจ้งความในวันนี้คือความผิดฐานฉ้อโกงและข้อหาฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ส่วนผู้เสียหายบางคนที่มีการเซ็นยินยอมเมื่อดำเนินคดีเพื่อแลกกับการได้เงินคืนนั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ผู้เสียหายกลุ่มนี้ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและไม่มีการยอมความแต่อย่างใด

หนึ่งในตัวแทนผู้เสียหาย บอกว่า ก่อนหน้านี้เคยไปแจ้งความไว้ที่สภ.บ่อวิน จังหวัดชลบุรี แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้เข้าข่ายความผิดฉ้อโกง เพราะผู้เสียหายได้รับสินค้าแต่ไม่ตรวจสอบน้ำหนักทองก่อนรับสินค้า สอดคล้องกับข้อมูลของผู้เสียหายอีกราย ที่ยอมรับว่า ตัวเองเก็บเรื่องนี้มานานเกือบสองปีไม่กล้าออกมาให้ข้อมูลเพราะกลัวถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาท กระทั่งสังคมเริ่มให้ความสนใจ และมีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับเริ่มมีความรู้ทางด้านกฎหมาย จึงกล้าออกมาเปิดหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม และต้องการให้แม่ตั๊กได้รับโทษตามกฎหมาย

ด้าน พ.ต.อ.ไกรวิศท์ กล่าวว่า จากการประสานข้อมูลร่วมกับ ทาง สคบ. นั้น ทราบว่าทางกลุ่มผู้ชายอาจมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายเจตนาหรือจงให้ให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดเรื่องปริมาณ หรือ การโฆษณาเท็จ ส่วนการดำเนินดคีในส่วนของข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” นั้น ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ

น้ำยมซัดคันดินพังทะลักท่วม “ศรีสำโรง-สวรรค์”เมืองสุโขทัยอ่วม

สุโขทัย – น้ำยมยังไหลบ่า “คลองกระจง-สวรรคโลก” เจอท่วมซ้ำสอง ขณะที่“ศรีสำโรง” ยังท่วมหนักกระจายวงกว้าง คนเดือดร้อนนับพันหลังคาเรือน ถนนหลวง 101 (สายหลัก) ปิดจารจร 2 ช่วง

วันนี้(26 ก.ย.) สถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย ได้กลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้ง หลังน้ำเหนือไหลลงมาสมทบแม่น้ำยมที่สุโขทัย ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น และกระแสน้ำที่ไหลแรงยังได้กัดเซาะแนวคันดินพังอีกหลายจุด โดยที่หมู่ 6 ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง คันดินพังจุดเดิมบริเวณใต้สะพานสิริปัญญารัต ทำให้น้ำทะลักท่วมบ้านเรือน หมู่ 4 และหมู่ 6 ต.วังใหญ่ จำนวน 72 หลังคาเรือน และต้องปิดการจราจรทางหลวงหมายเลข 1195 เส้นเตว็ดใน-วังไม้ขอน ช่วงหมู่ 6 ต.วังใหญ่ เนื่องจากน้ำกัดเซาะถนนขาด

ขณะที่หมู่ 6 บ้านท่าช้าง และหมู่ 9 บ้านเตว็ดนอก ต.ทับผึ้ง อ.ศรีสำโรง ก็เกิดเหตุการณ์ระทึก โดยไม่มีใครคาดคิดหรือทันตั้งตัว หลังกระแสน้ำยมเจาะทะลวงใต้คันดินจนพังทลาย เมื่อช่วงหัวค่ำ (24 ก.ย.) ที่ผ่านมา ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนทั้ง 2 หมู่บ้าน จำนวน 294 หลังคาเรือน เดือดร้อน 944 คน

และน้ำยังได้ไหลท่วมถนนเส้นหลัก 101 สายสุโขทัย-ศรีสำโรง ช่วงแยกท่าช้าง ต.ทับผึ้ง จนต้องปิดการจราจร ถึง 2 ช่วง เพราะน้ำท่วมถนนทั้งสองฝั่งจนกลายเป็นทะเล ค่ำคืนอันตรายเป็นอย่างยิ่ง การเดินทางจาก อ.ศรีสำโรง เข้าเมืองสุโขทัย ต้องใช้ทางหลวง หมายเลข 101 ถึงอู่ช่างไก่ แล้วกลับรถ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานเกาะวงษ์เกียรติ์ แยก อบต.ทับผึ้ง ใช้เส้นทาง 1195 – แยกเตว็ต ตรงไป – แยกสถานีวิทยุ เข้า อ.เมืองสุโขทัยแทน

นายสนอง อินทิม นายก อบต.ทับผึ้ง บอกว่า สถานการณ์น้ำขณะนี้ยังทรงอยู่ เพราะคันดินพังที่หมู่ 6 น้ำทะลักเข้ามาตอน 1 ทุ่ม เพียงแค่ 30 นาทีก็ท่วมสูงถึงเอว ชาวบ้านขนของหนีไม่ทัน ทำให้รถยนต์ เครื่องมือเกษตร ทรัพย์สินต่างๆได้รับความเสียหาย และนับเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่หนักสุดในรอบ 25 ปี คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อไปอีกเกือบ 10 วัน เพราะยังมีน้ำจากแพร่ไหลลงมาสุโขทัย

สภาพบ้านเรือนแถบ อ. ศรีสำโรง ส่วนใหญ่พบว่า อยู่ต่ำกว่าถนน บางหลังถูกท่วมเกือบ 2 เมตร บางคนต้องใช้ถังผูกแทนทุ่นพยุงตัวว่ายน้ำ เข้าบ้าน กู้ภัยสุโขทัยต้องลุยน้ำและว่ายน้ำ นำน้ำดื่มมาแจกให้กับผู้ประสบภัยที่อยู่ในบ้าน ไม่สามารถเดินทางออกมาได้โดยเฉพาะ ม.6 และ ม.9 ต.ทับผึ้ง ล่าสุด สะพานรักษ์น้ำยมหรือสะสะพานวัดศรีปิดการเดินรถโดยสิ้นเชิงอีกแห่ง

ขณะที่ อ.สวรรคโลก พบว่าพนังกันน้ำแม่น้ำยมแตก น้ำไหลล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ม.2 ต.คลองกระจง และม.6 ต.ท่าทอง อ.สวรรคโลก บางจุดสูงกว่า 2 เมตร นอกจากนี้มวลน้ำยังได้ไหลข้ามถนนสายหลังสวรรคโลก-ศรีสำโรง ทางหลวงหมายเลข 1195 ช่วง กม. 25+500 – กม. 27+700(บริเวณทางเข้าสนามบินสุโขทัย) ทำให้จนท.ต้องปิดการจราจรทั้งสองฝั่งตั้งแต่แยกทางเข้าสนามบินสุโขทัย ไปจนถึงบริเวณสามแยกทางข้ามสะพานคลองกระจง เนื่องจากบางจุดน้ำท่วมหลังถนนสูงกว่า 60 เซนติเมตร

น้ำท่วมสวรรคโลกรอบนี้ ถือเป็นรอบที่ 2 เนื่องจากพนังกั้นน้ำแตก ความแรงของน้ำเท่ากับครั้งที่ผ่านมา บ้านบางหลังอยู่บริเวณทางน้ำไหลผ่าน พบว่า ระดับน้ำท่วมสูงเกือบ 1 เมตร หลายคนลำบาก ต้องเดินลุยน้ำออกมาเพื่อมาหาซื้ออาหารประทังชีพ

พืชศก.ตัวใหม่ “เมล่อน”3 สายพันธุ์สีทองจากธิเบต ต้องรีบปลูก ยอดขายดีมาก

เกษตรกรเจ้าของฟาร์มผักไฮโดรโปรนิกส์ใน จ.สมุทรสงคราม ปลูกเมล่อน 3 สายพันธุ์สีเหลืองทองจากทิเบต ให้ผลผลิตและรสชาติดี ลูกค้าสั่งจองเพียบ เตรียมปลูกรุ่นต่อไปพร้อมขยายพื้นที่เพิ่ม

คุณวงศ์อนันต์ สุขเจริญคณา อายุ 48 ปี เจ้าของโชคอนันต์ฟาร์ม เลขที่ 49 หมู่ 4 ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า จ.สมุทรสงคราม หรือแม่กลองได้ชื่อว่าเป็น “เมืองสามน้ำ” มีทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย เนื่องจากอยู่ติดทะเลปากอ่าวแม่กลอง ดินจึงมีคุณสมบัติพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ส่งผลทำให้ผลไม้ที่นี่มีรสชาติดีไม่ว่าลิ้นจี่ หรือส้มโอ

คุณวงศ์อนันต์ กล่าวว่า ปกติตนทำฟาร์มผักไฮโดรโปรนิกส์ เมื่อ 3 เดือนก่อนได้ทดลองปลูกเมล่อน จำนวน 3 สายพันธุ์ ในโรงเรือนขนาด 6 คูณ 20 เมตร รวม 200 ต้น แยกเป็นพันธุ์ไทเฮา 100 ต้น พันธุ์ไข่ทองคำ 50 ต้น และพันธุ์จันทร์ฉาย 50 ต้น โดยซื้อเมล็ดพันธุ์ไทเฮามาจากทิเบต ส่วนพันธุ์ไข่ทองคำและพันธุ์จันทร์ฉาย มีผู้พัฒนาให้สามารถปลูกในเมืองไทยซึ่งทนร้อนทนฝนได้ดีแล้ว ผลการปลูกรุ่นแรกถือว่าประสบความสำเร็จ เนื่องจากให้ผลผลิตกว่า 150 ลูก ขนาดลูกละ 1.5 -2 กิโลกรัมเศษ ความหวานอยู่ในเกณฑ์พอดีที่ประมาณ 14-15 องศาบริกซ์

เมล่อนทั้ง 3 สายพันธุ์ เปลือกสีเหลืองทองอร่ามสวยงาม เนื้อในออกสีส้มอมเหลือง แต่เนื้อสัมผัสและรสชาติต่างกัน โดย “พันธุ์ไทเฮา” ผลรูปวงกลมรี ผิวสีเหลืองทองลายตาข่าย เนื้อหวานกรอบอร่อยกำลังดี “พันธุ์ไข่ทองคํา” ลักษณะผลกลมเหมือนไข่มีเปลือกสีเหลืองจึงเรียกว่า “ไข่ทองคำ” ลักษณะผิวเรียบ เนื้อแน่นหวานกรอบคล้ายแอปเปิล และ “พันธุ์จันทร์ฉาย” ลักษณะคล้ายกับพันธุ์ไข่ทองคํา คือผลกลมแต่ผิวสีเหลืองอร่ามคล้ายพระจันทร์ส่องแสงยามค่ำคืน เนื้อแน่นหวานฉ่ำ กรอบ คล้ายกับสาลี่ ขณะนี้ตนเริ่มตัดขายแล้วมีประมาณ 150 ลูก ประเดิมรุ่นแรกกิโลกรัมละ 80 บาทเท่านั้น

ส่วนการปลูกเมล่อนทั้ง 3 สายพันธุ์ นายวงศ์อนันต์ บอกว่าค่อนข้างจะยุ่งยากสักหน่อยสำหรับมือใหม่ เริ่มจากเพาะเมล็ดเป็นต้นกล้า แล้วย้ายลงกระถางปลูกในโรงเรือนปิดด้วยตาข่ายมิดชิดป้องกันโรคและแมลงรบกวน เมื่อต้นเริ่มเลื้อยขึ้นเชือก ออกดอกจะต้องผสมเกสรตัวผู้ตัวเมียให้เนื่องจากเป็นการปลูกในโรงเรือนแบบปิด จึงไม่มีแมลงมาช่วยผสมเกสร แต่ต้องระวังแมลงศัตรูของเมล่อนที่อาจเล็ดลอดเข้ามาในโรงเรือน เช่น เพลี้ยไฟ เพลียแป้ง และแมลงหวี่ขาว และจะต้องตัดกิ่งใบให้เหลือข้อที่ 9-15 เท่านั้น เพื่อให้ติดผลที่มีความสมบูรณ์ กับตัดผลทิ้งให้เหลือผลที่ดีที่สุดต้นละ 1 ผล และเมื่อใกล้เก็บผลผลิตจะปล่อยให้ต้นมีสภาวะใกล้ตาย เพื่อให้ต้นส่งสารอาหารทั้งหมดไปเลี้ยงลูกจะทำให้ผลเมล่อนมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมล่อนรุ่นแรกมีผู้สนใจสั่งจองแล้วมากกว่าครึ่ง อีกทั้งตลาดและราคาน่าจะไปได้ดี ตนจึงจะปลูกรุ่นต่อไปทันทีและเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกอีกเท่าตัว หรืออีก 1 โรงเรือน จึงขอเชิญผู้สนใจสั่งจองพรีออเดอร์ผลผลิตรุ่นต่อไปล่วงหน้า โดยติดตามได้ทางเฟซบุ๊ก “โชคอนันต์ไฮโดรโปรนิกส์” Tiktok ช่อง “วงคงผัก” หรือสอบถามทางโทรศัพท์ 08-4659-8797

เชียงใหม่วิกฤต! น้ำท่วมเพิ่มสูงไม่หยุด ผวจ.สั่งเตรียมรับมือ 24 ชม.

ฝนยังถล่มหนัก เชียงใหม่น้ำท่วมสูง ผู้ว่าฯเผย หากน้ำเต็มเขื่อนแม่งัด จะปล่อยให้น้ำค่อยๆล้นสปิลเวย์ แทนการระบายน้ำออกท้ายเขื่อน

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ล่าสุดขณะนี้มวลน้ำในแม่น้ำปิงได้เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ร้านค้า และพื้นที่ในย่านตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่บางส่วน โดยก่อนหน้านี้จังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับทุกภาคส่วนในการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย พร้อมทั้งแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนถึงสถานการณ์ให้ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถขนย้ายสิ่งของมีค่า หรืออพยพไปยังสถานที่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที

ซึ่งจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในรายชั่วโมงนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้เพิ่มมาตรการดูแลพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งการอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางสัญจร การดูแลผู้ป่วยติดเตียง คนชรา เด็กและสตรีมีครรภ์ รวมถึงอาหารและน้ำดื่ม โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนจัดรถบรรทุกคันใหญ่ไว้คอยบริการรับส่งพี่น้องประชาชนในเส้นทางที่น้ำท่วมสูงและรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงจัดทีมแพทย์ไว้คอยบริการพี่น้องประชาชนตามจุดต่าง ๆ ส่วนเรื่องของอาหารได้มีทีมจัดเตรียมอาหารแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้ทานครบทั้ง 3 มื้อ

ส่วนความกังวลของพี่น้องประชาชนในเรื่องความจุเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ที่ขณะนี้ปริมาณน้ำใกล้จะเกินจำนวนความจุของเขื่อนนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เผยว่า ที่ผ่านมาเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลได้ทำหน้าที่ในการถ่วงความสมดุลของน้ำ ไม่ให้น้ำที่ไหลมาจากอำเภอพร้าว อำเภอแม่แตง ไหลมาสมทบน้ำในแม่น้ำปิงทั้งหมด โดยตลอดสองวันที่ผ่านมา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลได้กักเก็บน้ำในส่วนนี้ไว้ในเขื่อนเพื่อให้เหลือปริมาณน้ำจำนวนน้อยที่สุดไหลผ่านแม่น้ำปิง

อย่างไรก็ตาม หากยังมีฝนตกสะสมในพื้นที่ต่อเนื่อง ปริมาณน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลอาจมีความจุเต็มจำนวนและมีน้ำส่วนเกินล้นออกจากเขื่อนได้ โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมในการรับมือโดยจะปล่อยให้น้ำค่อย ๆ ล้นออกจากสปิลเวย์ แทนการระบายน้ำออกท้ายเขื่อน ควบคู่กับเร่งระบายน้ำในแม่น้ำปิงออกโดยเร็วที่สุด ด้วยวิธีการกำจัดสิ่งกีดขวางตามฝายกั้นน้ำ สะพาน ตลอดลำน้ำปิง เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งประกาศแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวัง ยกของขึ้นที่สูง หรืออพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อน

แห่ขายทองคืน “แม่ตั๊ก”หลังดราม่าถล่มขายทองปลอม

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 67 บรรยากาศที่บริเวณหน้าร้านทองของ “แม่ตั๊ก” บนถนนหทัยราษฎร์ ภายหลังจากที่ร้านเปิดให้บริการเมื่อเวลา 10.00 น. พบว่ามีลูกค้าที่เคยซื้อทองจากที่ร้านไปเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อนําทองมาขายคืนเป็นวันที่ 2

โดยวันนี้ทางร้านมีการนําเต้นท์ผ้าใบมาตั้งบริเวณหน้าร้านเพื่อให้ลูกค้านั่งรอคิว ภายหลังจากที่เมื่อวานนี้ที่ผ่านมา(24 ก.ย.) มีลูกค้าแห่หอบทองมาขายคืนจนคิวทะลุไปถึง 200 คิว ซึ่งในวันนี้ทางร้านจะขยายคิวเพิ่มเป็น 300 คิว โดยจะแจกไปจนถึงเวลา 16.00 น. และคาดว่าสามารถจะเคลียร์ลูกค้าเสร็จประมาณ 1 ทุ่ม

ขณะที่การจราจรบริเวณถนนหทัยราษฎร์ก่อนถึงซอยหทัยราษฎร์ 33 เริ่มติดขัดเป็นระยะทางยาวประมาณ 500 เมตร เนื่องจากช่องการจราจรซ้ายสุดมีรถจอดจํานวนมาก

กลุ่มเปราะบางโคราชเฮโล่กดเงินหมื่น หลายรายเศร้าชวดเงินแต่หวังงวดหน้า

นครราชสีมา-ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการโคราช ดีใจได้เงินหมื่นไปใช้จ่าย ขณะที่หลายรายงง..เงินยังไม่เข้า แต่ยังมีหวัง ต่อคิวรอกดเงินจนกว่าจะได้

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 ที่ ธนาคารออมสิน สาขาพิมาย และ ธกส.สาขาพิมาย จ.นครราชสีมา พบประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการในพื้นที่ อ.พิมาย ต่างมายืนรอกดเงิน 10,000 บาท ที่กระทรวงการคลังโอนมาให้ผ่านบัญชีธนาคาร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจและช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชน

นายประสิทธิ์ อาจทราย อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 106 ม.9 บ้านบ่อสาม ต.นิคม อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บอกว่า หลังจากตรวจดูบัญชีธนาคารแล้วพบว่า ภาครัฐโอนเงินเข้าบัญชีให้แล้ว 10,000 บาท ตนรู้สึกดีใจอย่างมาก จึงรีบมากดเงินก้อนนี้ไปใช้จ่าย เพราะตนเป็นผู้พิการขาลีบ อาศัยอยู่กับน้อง จะทำงานหาเงินก็ลำบาก อาศัยเบี้ยคนพิการก็ได้น้อย ค่าครองชีพก็สูงมาก ข้าวของแพง ได้เงินก้อนนี้มาก็จะเอาไปซื้อกับข้าว ซื้อเสื้อผ้าใหม่ และจะเอามาไว้ใช้จ่ายในครัวเรือนช่วยน้อง ต้องขอขอบคุณรัฐบาลเป็นอย่างมากที่ช่วยเหลือผู้พิการ

ด้านนายอดุลย์ นิยมญาติ อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 30/6 ม.19 บ้านตะเคียนงาม ต.โบสถ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ผู้พิการอีกราย บอกว่า เงินยังไม่โอนเข้าบัญชีของตน จึงมายืนคอยอยู่ตู้เอทีเอ็มเพื่อรอตรวจสอบเงินในบัญชีธนาคาร ก็รู้สึกสงสัยเหมือนกันว่า ผู้พิการรายอื่นก็มีเงินโอนเช้าบัญชีให้แล้ว แต่ทำไมของตนจึงยังไม่ได้ทั้งๆ ที่ไปทำเรื่องลงทะเบียนต่างๆ ไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว และผูกพร้อมเพย์ไว้เรียบร้อยแล้ว คนอื่นมากดเงินก็ได้กันหมด แต่ตนยังไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไงต่อ

ด้านนางรัชฏา หนองบุญ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/3 ม.9 บ้านดอนแซะ ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เป็นผู้พิการเช่นกัน บอกว่า ตนลงทะเบียนร่วมโครงการฯ และยืนยันสิทธิ์ ผูกบัญชีไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้จึงมาต่อคิวรอกดเงิน 10,000 บาทเพื่อจะนำไปใช้จ่ายซื้อสิ่งของยังชีพที่จำเป็น มากดเงินดูแล้วรอบหนึ่ง ยังไม่มีเงิน 10,000 บาทโอนเข้าบัญชี แต่ก็ไม่หมดหวัง คาดว่าเงินก้อนนี้น่าจะกำลังทยอยโอนเข้าบัญชีผู้พิการและผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตนก็จะต่อคิวรอกดเงินอีกเรื่อยๆ จนกว่าได้เงิน 10,000 บาทมาใช้ .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นคราชสีมา

สสว. เดินหน้าจับมือ ช้อปปี้ ผลักดันสิทธิประโยชน์ SMEเน้นเสริมตลาดออนไลน์ ติดอาวุธองค์ความรู้สู่ตลาดสากล

สสว. เดินหน้าประสานความร่วมกับช้อปปี้ เสริมแกร่ง SME ภายใต้แนวคิด “SME Privilege Club คลับพิเศษสำหรับ SME” มุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ การเพิ่มผลิตภาพ/ลดต้นทุน การขยายช่องทางการตลาด และการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตลาดออนไลน์แข่งขันในระดับสากล

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า สสว. ได้ดำเนินงานพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้รับบริการภาครัฐ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2562 โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และ ภาคเอกชน ด้วยรูปแบบการลงนาม MOU เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ MSME มุ่งเน้นการส่งเสริมใน 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ/ลดต้นทุน เน้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การยกระดับมาตรฐาน เน้นลดต้นทุน อาทิ คูปองส่วนลดค่าบริการต่าง ๆ เช่น ค่าขนส่งสินค้า ค่าใช้งานบริการ การวิเคราะห์วัตถุดิบ ฯลฯ การขยายช่องทางการตลาด เน้นการเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ๆ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆ เพื่อเพิ่มยอดขาย อาทิ พื้นที่จำหน่ายสินค้าร่วมกับ Modern Trade ชั้นนำ พร้อมส่วนลดสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น ค่าGP/ Entry Fee ไปจนถึงสิทธิพิเศษด้านระยะเวลา หรือ Credit Term และการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เน้นสิทธิพิเศษจากสถาบันการเงิน หรือการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ อาทิ เงินกู้อัตราดอกเบี้ยพิเศษเสริมสภาพคล่อง และบริการให้คำปรึกษาทางการเงิน

รักษาการแทน ผอ.สสว. กล่าวต่อว่า ในปีนี้ สสว. ได้เดินหน้างานพัฒนาสิทธิประโยชน์ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU กับหน่วยงานพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ซึ่งในปีนี้ ได้ร่วมกันจัดแคมเปญอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม ช้อปปี้ จัดแคมเปญออนไลน์ “SUPER SMEs SELECT” ระหว่างวันที่ 4 เมษายน 2567 – 19 พฤษภาคม 2567 และ “SUPER SME MARKET” ระหว่าง 16 สิงหาคม 2567 – 19 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ด้วยการคัดสรรสินค้าเอสเอ็มอี ร่วมจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้ารับบริการกับ สสว. ได้พัฒนาศักยภาพและเพิ่มช่องทางการตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดย สสว. สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์โปรโมตแคมเปญผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ในเครือข่ายของ สสว. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการให้คำแนะนำในการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ รวมทั้งการใช้เครื่องมือต่างๆ ของแพลตฟอร์มที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้กว่า 1,000 ราย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้ารับบริการกับ สสว. สามารถสมัครเข้าร่วมแคมเปญนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

“สสว. ได้เปิดให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปที่สนใจ ลงทะเบียนเข้ารับบริการกับ สสว. ผ่านช่องทาง SME CONNEXT ซึ่งใช้การยืนยันตัวตนด้วย SME ONE ID โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งการเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน ขยายช่องทางตลาด และเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร โดยในส่วนของช้อปปี้ยังคงมีความร่วมมือที่เข้มแข็ง ทั้งการจัดแคมเปญออนไลน์ส่งเสริมการตลาด การฝึกทักษะประสบการณ์ขายออนไลน์ด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ของแพลตฟอร์ม รวมถึงการสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงเพื่อให้ผู้ประกอบการมีช่องทางการส่งออก และแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป” รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. กล่าว 

ด้านผู้บริหาร ช้อปปี้ (ประเทศไทย)  เปิดเผยว่า ช้อปปี้ได้ร่วมมือกับ สสว. อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดจัดทำแคมเปญ “SUPER SME MARKET” ระหว่าง 16 สิงหาคม – 19 กันยายน 2567 ที่ผ่านมาบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการที่สมัครเข้ารับบริการกับ สสว. รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้นวัตกรรมต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และด้วยศักยภาพของช้อปปี้ ซึ่งถือเป็นอีคอมเมิร์ซเบอร์ 1 ครองใจผู้ใช้งานชาวไทย มั่นใจว่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความมุ่งมั่นและตั้งใจของ สสว. ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ด้วยพันธกิจองค์กรของช้อปปี้ ยังมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการชาวไทยผ่านเทคโนโลยี  เราจึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยผลักดันและเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

เกษตรกร เฮ! ใช้โฉนดเพื่อการเกษตร ค้ำประกันสหกรณ์ได้แล้ว

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ลงนามข้อตกลง ให้ “เกษตรกร” ใช้โฉนดเพื่อการเกษตร ค้ำประกันสหกรณ์ได้แล้ว ส.ป.ก. คาด 10 สหกรณ์นําร่อง เพิ่มมูลค่าได้ 2,000 ล้านบาท

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การใช้โฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันสินเชื่อกับสหกรณ์ที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นสมาชิก ระหว่าง สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน  ที่ ศูนย์ส่งเสริม และพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

ตามที่รัฐบาลมีนโนบายที่ต้องการให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสในการมีอาชีพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิต โดยการยกระดับเอกสารสิทธิที่ดินจากหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมขยายสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นที่ยอมรับเพื่อเพิ่มมูลค่าและใช้ค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ส.ป.ก. จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ยกร่างต้นแบบบันทึกข้อตกลง พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนสหกรณ์ที่มีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นสมาชิกมาร่วมลงนาม

นายเศรษฐเกียรติ เปิดเผยว่า วันนี้มีสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน จํานวน 10 แห่ง จากทุกภาคของประเทศ มาร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ ส.ป.ก. ซึ่งสหกรณ์ทั้ง 10 แห่งนี้ มีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นสมาชิก จํานวน 4,380 ราย คิดเป็นวงเงินกู้สูงสุด 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ รมว.กษ. ได้มอบนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ให้ ส.ป.ก. เร่งดําเนินการขยายสิทธิและการใช้ประโยชน์ การเพิ่มมูลค่าให้กับโฉนดเพื่อการเกษตร ตลอดจนการใช้โฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินอื่น ทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มเติมอีก

สําหรับสาระสําคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ คือ “ส.ป.ก. ยินยอมให้เกษตรกรใช้เอกสาร ส.ป.ก. 4-01 และโฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันหนี้ของตนเองหรือคู่สมรสกับสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิ พร้อมประเมินวงเงินหลักประกันให้สหกรณ์จากประเมินกรมธนารักษ์ หากเป็น ส.ป.ก. 4-01 ได้วงเงินอยู่ที่ร้อยละ 60 และร้อยละ 80 สําหรับโฉนดเพื่อการเกษตร และถ้าเกษตรกรไม่ชําระหนี้โดยไม่มีเหตุผลสมควรหรือมีเหตุจําเป็น ส.ป.ก. จะดําเนินการให้เกษตรกรชําระหนี้แก่สหกรณ์ภายใน 90 วัน พร้อมร่วมมือกับสหกรณ์ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ให้แก่เกษตรกรลูกหนี้” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเสริม

ปัจจุบัน ส.ป.ก. ได้ดําเนินการขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องเกษตรกร เพื่อขยายสิทธิและเพิ่มมูลค่าให้กับโฉนดเพื่อการเกษตร อาทิ การเจรจากับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานอัยการสูงสุด ศาลฎีกา และศาลยุติธรรม เพื่อขอใช้โฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันตัวบุคคลในชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ และชั้นศาล การเจรจากับการยางแห่งประเทศไทย กองทุน/ทุนหมุนเวียนในหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารในกํากับของรัฐบาล (SFls) ในการใช้โฉนดเพื่อการเกษตรเป็นหลักประกันเงินกู้ ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาวต่อไป

“เขื่อนเจ้าพระยา” ปรับเพิ่มการระบายน้ำ เตือนพื้นที่เสี่ยงระวังระดับน้ำเพิ่มสูง

กรมชลประทาน ประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่าน “เขื่อนเจ้าพระยา” เตือนพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และพื้นที่เสี่ยงบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ระวังน้ำเพิ่มขึ้นสูง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 มีรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก กรมชลประทาน ได้ประกาศแจ้งว่า เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มการระบายอีกครั้ง ให้สอดคล้องกับน้ำเหนือ ในอัตรา 1,333 ลบ.ม./วินาที

สถานี C2 อ.เมืองนครสวรรค์
ปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,766 ลบ.ม./วินาที
แนวโน้ม : เพิ่มขึ้น
ระดับน้ำ : เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 78 ซม. แต่ยังต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 3.50 ม.
สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท
ปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,333 ลบ.ม./วินาที
แนวโน้ม : เพิ่มขึ้น
ระดับน้ำท้ายเขื่อน : ต่ำกว่าตลิ่ง 4.12 ม.
ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบนบริเวณภาคเหนือ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานได้ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบนและฝนที่ตกในระยะนี้ อาจส่งผลกระทบกับพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา/แม่น้ำน้อย รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ได้แก่

คลองโผงเผง จ.อ่างทอง
คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
ต.หัวเวียง อ.เสนา, ต.ลาดชิด, ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย)
ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ เฝ้าระวังระดับน้ำจากฝนที่ตกสะสมในพื้นที่ และปริมาณน้ำจากทางตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น และมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา กรมชลประทานจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป.