สวนสัตว์ขอนแก่นก็มีเด้อ!“หมูด้วง”หลาน “หมูเด้ง” ลูกฮิปโปแคระสุดน่ารักอายุ 5 เดือน

สวนสัตว์ขอนแก่น ก็มี ลูกฮิปโปแคระชื่อ “หมูด้วง” ฮิปโปแคระเพศผู้ เกิดเมื่อ 15 เม.ย.67 รูปร่างอวบคล้ายหมู คอและลำตัวตัวจะมีลักษณะย่นๆ เป็นปล้อง ล่าสุดสวนสัตว์เตรียมจัดฉลองอายุครบ 5 เดือน นำผักสดสับ ต้นผักบุ้ง มะพร้าวแก่และอ่างจากุชชี่ ให้กับ “หมูด้วง”

นางทิพาวดี กิตติคุณ ผู้อำนวยการสวนสัตว์ขอนแก่น ได้นำอ่างจากกุชซี่ มาทำการติดตั้งไว้ที่บริเวณส่วนจัดฮิโปโปเตมัสแคระ เพื่อให้ “หมูด้วง” หลาน “หมูเด้ง” ได้เล่นสนุก ทั้งยังคงเสริมพฤติกรรมสัตว์ด้วยการมำมะพร้าวแก่มาให้หมูด้วงเล่นอีกด้วย

นางทิพาวดี กล่าวว่า หลังจากที่หมูด้วง ลูกฮิปโปโปเตมัสแคระ เพศผู้ เกิดเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งตอนแรกเกิดจะมีรูปร่างอวบคล้ายหมู คอและลำตัวตัวจะมีลักษณะย่นๆ เป็นปล้อง ทางเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์จึงเรียกมากินอาหารว่า “ด้วงมะพร้าว” หรือ “หมูด้วง” ปัจจุบันมีอายุครบ 5 เดือน ในวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ทางงานส่งเสริมพฤติกรรมและสวัสดิภาพสัตว์ ฝ่ายบำรุงสัตว์ สวนสัตว์ขอนแก่น ได้จัดเตรียมผักสดสับ ต้นผักบุ้ง มะพร้าวแก่ และอ่างจากุชชี่ ให้กับ “หมูด้วง”

” สำหรับกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ที่จัดขึ้นในวันนี้ จึงได้ลงไปในส่วนจัดแสดงฮิปโปโปเตมัสแคระ จึงได้นำต้นผักบุ้งสด มะพร้าวแก่ และอ่างจากุชชี่ ไปให้“หมูด้วง” หรือ “ด้วงมะพร้าว” ได้กินอย่างเอร็ดอร่อย และเล่นของเล่นอย่างสนุกสนาน โดยอยู่กับแม่ภายในส่วนจัดแสดง เพื่อเป็นการมอบของขวัญอายุครบ 5 เดือน”

นางทิพาวดี กล่าวต่ออีกว่า สำหรับ “หมูด้วง” เกิดเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา เกิดจากพ่อพันธุ์ชื่อ ณเดช อายุ 14 ปี และแม่พันธุ์ชื่อ ญาญ่า อายุ 19 ปี โดย “หมูด้วง” มีศักดิ์เป็นหลานของ “หมูเด้ง” ซึ่งพ่อพันธุ์ ณเดช เกิดจากแม่พันธุ์ชื่อ “โจวน่า” เป็นแม่พันธุ์เดียวกันกับ “หมูเด้ง” จึงอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับจังหวัดขอนแก่น สามารถมาชมความน่ารักของ “หมูด้วง” หรือ “ด้วงมะพร้าว” ลูกฮิปโปโปเตมัสแคระ ได้ที่สวนสัตว์ขอนแก่น ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

“สุวัจน์”ส่องกล้อง “แพทองธาร”นายกฯสุดปังจุดเปลี่ยนฉากทัศน์การเมืองไทยตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

นครราชสีมา -“สุวัจน์”โวสนั่น”แพทองธาร” ปังสุดเป็นนายกฯสุภาพสตรีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นใหม่ เปลี่ยนฉากทัศน์ของการเมืองไทยต้องการคนรุ่นใหม่ นักการเมืองเลือดใหม่ เผยนักร้องเป็นเรื่องปรกติ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้กติกา รัฐบาลต้องระมัดระวังให้มาก

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนา และแกนนำของพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หัวหน้าเพื่อไทย หลังแถงนโนบายจะต้องรีบดำเนินการนั้นว่า วันนี้น้ำท่วมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ รวมทั้งเรื่องน้ำแล้ง อุทกภัย แผ่นดินถล่มสร้างความเสียหายต่างๆ และความถี่ของการเกิดก็บ่อยขึ้น พื้นที่ก็หลากหลาย มีความสูญเสียและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก เช่น ที่ จ.ภูเก็ต , จ.เชียงราย , จ.หนองคาย สถานการณ์จากภาคใต้สู่ภาคเหนือไปสู่ภาคอีสาน ตนคิดว่าสัญญารต่างๆเหล่านี้มีความถี่มากขึ้น ฉะนั้นมันมีความเสียหายทั้งชีวิตผู้คน ทรัพย์สินและความเสียหายทางเศรษฐกิจนับหมื่นนับแสนล้าน ตนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรที่จะมีมาตรการหรือมีโครงการใหญ่ๆเป็นแบบแผนแม่บทในการวางโครงสร้างพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง อุทกภัยหรือวาตภัยต่างๆที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศและลดความสูญเสีย

จุดแข็งของประเทศไทยก็คือเกษตร และเกษตรก็ต้องการน้ำ เกษตรต้องน้ำไม่ท่วมและน้ำไม่แล้ง ฉะนั้นถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้และมีแผนแม่บทจัดทำเป็นวาระแห่งชาติในการป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง อุทกภัย วาตภัยต่างๆ ด้วยการมีแผนเหล่านี้ว่า เราจะบริหารจัดการน้ำอย่างไร จะมีการสร้างระบบระบายน้ำไปถึงมือเกษตรอย่างไร ระบบขนส่งน้ำหรือเขื่อน อ่างเก็บน้ำที่จะสามารถรับน้ำไว้ป้องกันปัญหาน้ำแล้ง หรือการระบายน้ำต่างๆไปตามแม่น้ำ ลำคลอง เขื่อนต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ตนคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการทำอย่างจริงจัง ตนคิดว่าถ้ารัฐบาลได้หยิบยกเรื่องนี้มาทำมันจะเป็นการสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาและยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ ตอนนี้เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าพอเกิดขึ้นมาก็ไปช่วยกัน ไปแจกสิ่งของ ไปช่วยกันให้กำลังใจ แต่ถ้าจะถาวรตนคิดว่ารัฐบาลจะต้องทำเรื่องนี้

ส่วนเรื่องเร่งด่วนมากๆที่จะต้องทำคือเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้น นายสุวัจน์ฯกล่าวว่า วันนี้เราอยู่ในห้วงระยะเวลาของการที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และก็มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีรัฐบาลใหม่ และเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ วันนี้ได้ดำเนินการหลายๆอย่างที่กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้ อาทิ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 10,000 บาทให้กลีมเปราะบาง หรือกลุ่มคนพิการ อันนี้เป็นเรื่องที่สามารถมากระตุ้นได้หรือในส่วนที่เกี่ยวกับตลาดทุนในตลาดหลักทรัพย์กับการจัดตั้งกองทุนวายุภักษ์ 150,000 ล้านมันจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่มากขึ้นและทำให้มีเสถียรภาพมากขึ้น หรืองบประมาณปี 2568 ตอนนี้ผ่านรัฐสภาไปแล้ว 3 ล้านล้าน ตนคิดว่าเม็ดเงินตรงนี้ที่กำลังจะใช้และเม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แจก 1 แสน 4 หมื่นล้าน และกองทุนวายุภักษ์ในตลาดกหลักทรัพย์อีกประมาณ 1 แสน 5 หมื่นล้าน เหมือนกับแม่น้ำ 3 สายที่จะนำเม็ดเงินมหาศาลเข้าไปสู่พี่น้องประชาชนละเข้าไปสู่การจ้างงาน เข้าไปสู่ภาคธุรกิจ ฉะนั้น 3 ส่วนนี้จะเป็นช่วงที่ทำให้เกิดการกระเตื้องขึ้นของภาวะเศรษฐกิจในช่วงปลายปี และตนคิดว่าวันนี้ผลที่ทางธนาคารกลางสหรัฐหรือ (เฟด) เขาประกาศลดดอกเบี้ย 0.5% อันนี้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกและเป็นสัญญาณที่บวกต่อภาวะเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาหลังโควิดเกิดปัญหาหนี้สินเยอะมากและเกิดปัญหาเงินเฟ้อเยอะ

ฉะนั้นเพื่อเป็นการควบคุมของเขาก็เลยขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตั้ง 4 ปีไม่เคยลด ฉะนั้นการลดจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของคนทำธุรกิจถูกลง และเป็นการกระตุ้นการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจของโลกให้กลับมาฟื้นตัวและให้กลับมาเข้มแข็งถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ฉะนั้นเศรษฐกิจไทยก็ไปผูกกับเศรษฐกิจโลกก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ตนถือว่าเป็นเรื่องที่ดี จากนี้ไปคงจะเห็นความเคลื่อนไหวของตลาดทุน ตลาดเงินต่างๆ การลงทุนต่างๆประเทศไทยก็จะได้อานิงสงค์ และจะเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ประกอบการต่างๆ รวมทั้งเรื่องการท่องเที่ยวว่าเราสามารถกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยวก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวได้ผลเร็ว รวดเร็ว ไม่ช้า มีมาตรการดีๆก็เที่ยวกันแล้ว เงินก็กระจาย การท่องเที่ยวไปทุกหมู่บ้าน ไปทุกอาชีพ สร้างความเสมอภาคด้วย เรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะได้ผลที่เร็วมาก ตนคิดว่าการที่เราจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องนี้หรือการที่เร่าจะมีนโยบาย ไทยเที่ยวไทย ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวเมืองไทย เป็นการรักษาการไหลออกของเงินไปต่างประเทศด้วย และแสดงออกถึงความรักชาติ ความชาตินิยม ไทยนิยม วันนี้ต้องเอาความไทยนิยม ชาตินิยม มาช่วยเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนที่เสียงสะท้อนเกรงว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆของรัฐบาลระยะยาวจะถังแตกหรือเปล่านั้น นายสุวัจน์ฯกล่าวว่า อันนี้เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น มีการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสม ขยายฐานภาษีต่างๆที่เหมาะสมมันก็จะเป็นรายได้ของประเทศ ฉะนั้นเราก็ต้องพยายามที่จะคิดหานโยบายใหม่ๆ สมมุตินโยบายเร่งด่วนของประเทศ 10 เรื่องก็จะมีอยู่ข้อหนึ่งที่ดีมากคือนโนบายในการที่จะนำภาษีจากระบบธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีคือพวกที่อยู่ใต้ดินต่างๆขึ้นมา ซึ่งส่วนนี้มาอีกมากมายที่เราไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ อันนี้จะเป็นรายได้ใหม่ให้กับประเทศ นายสุวัจน์ฯ กล่าวถึงทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หรือบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ตนเชื่อว่าประสบการณ์ต่างๆที่แต่ละคนมีคงจะเป็นประโยคในการนำเสนอในเชิงนโยบายต่างๆให้กับรัฐบาลให้กับนายกรัฐมนตรี

ต่อข้อถามถึงอยากให้นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ทำงานอย่างเต็มที่ และพรรคชาติพัฒนาพร้อมให้กำลังใจให้ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ อย่างไร นายสุวัจน์ฯกล่าวว่า ตนก็ให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี เพราะว่า 1.ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีสุภาพสตรีด้วย และ 2.อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เราเองก็พูดกันมานานว่า อยากเห็นคนรุ่นใหม่เล่นการเมือง อยากเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ อยากเห็นผู้นำทางการเมืองรุ่นใหม่ ฉะนั้นตนว่าท่านนายกฯ แพทองธารฯ ถือว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ได้เลย เพราะว่าไม่เคยอยู่ในวงการการเมืองมาก่อนแล้วก็เข้าสู่การเมือง และเป็นคนรุ่นใหม่มาจากภาคธุรกิจ อายุก็น้อยมาก เพียง 38 ปี ฉะนั้นตนถือว่าท่านนนายกฯ แพทองธารฯ เป็นตัวแทน เป็นภาพลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นใหม่ นักการเมืองรุ่นใหม่ที่จะมาทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ฉะนั้นตนก็อยากให้ท่านประสบความสำเร็จ เพราะถ้าท่านนายกฯ แพทองธารฯประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหรือในการทำงานมันก็จะเป็นโอกาสที่เราจะได้เห็นภาพการเมืองใหม่ๆ เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ เห็นคนใหม่ๆเข้าสู่ระบบการเมือง นี่คือสิ่งที่เราจะเปลี่ยนฉากทัศน์ของการเมืองไทยว่าเราต้องการคนรุ่นใหม่

นักการเมืองเลือดใหม่ ฉะนั้นตนคิดว่าท่านนายกฯ แพทองธารฯ ถ้าเกิดสามารถที่จะบริหารประเทศแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆได้ลุล่วงก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของการเมืองหรือความหวังของการเมืองไทยกับคนรุ่นใหม่มีมากขึ้นก็จะเป็นการเปิดประตูตอนรับฉากทัศน์การเมืองใหม่ๆจากนักกการเมืองรุ่นใหม่ ฉะนั้นตนก็เป็นกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี อยากให้ท่านได้ทุ่มเทการทำงานและประสบความสำเร็จในการทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ แต่ว่าวันนี้ก็ต้องยอมรับว่า สภาวะการณ์ต่างๆหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจก็คงจะต้องมีความร่วมมือช่วยกันทำงานกันอย่างเต็มที่ แล้วก็ในการที่ท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ก็มีการปรับโครงสร้างรัฐบาลด้วย มีการจัดทัพพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลใหม่ก็นำไปสู่เสถียรภาพของการเมืองที่เพิ่มขึ้น อย่างเคยมี 310 เสียงก็เป็น 320 กว่าเสียง ฉะนั้นด้วยหลักสนับสนุนของพรรคการเมืองรวมกันแล้วกว่า 10 พรรคกับเสียวของรัฐบาลที่มีมากขึ้นอย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลได้ว่าเสถียรภาพในรัฐบาลไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วงเสียงในสภา ไม่ต้องห่วงองค์ประชุม ขอให้รัฐบาลมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้เต็มที่ โดยเฉพาะในนโยบายเร่งด่วน 10 ข้อเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ฉะนั้นทั้ง 10 ข้อต้องผลักดันให้ได้โดยใช้เสถียรภาพทางการเมืองตนว่าพี่น้องประชาชนก็จะพึงพอใจ

ตอบข้อถามถึงปัญหานักร้องต่างๆจะทำให้รัฐบาลสั่นคลอนหรือไม่ นายสุวัจน์ฯ ตอบว่า ก็เป็นเรื่องปรกติ เนื่องจากว่ามันเป็นไปตามกติกา ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะใช้กติกา เพียงแต่ว่ารัฐบาลก็จะต้องระมัดระวังให้มาก เหมือนกับมีคนตรวจสอบในเรื่องของการตรสจสอบที่มีมากขึ้น นักร้องก็เป็นหนึ่งในกระบวนการของการตรวจสอบ ฉะนั้นในการทานทุกอย่างก็ต้องมีความระมัดระวัง แต่ว่าตนยังเชื่อว่าเราก็มีเสถียรภาพที่เข้มแข็งแล้วและก็มีนโยบายที่ดีที่เหมาะสม ตอนนี้เป็นเรื่องของการปฏิบัติ เราต้องพยายามร่วมมือกันเพื่อให้การปฏิบัตินำไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายร่วมกัน ส่วนรัฐบาลนี้ครบเทอมแน่นั้น นายสุวัจน์ฯกล่าวว่า รถออกจากบ้านไม่มีใครรู้หรอกจะมีอุบัติเหตุหรือเปล่า แต่ตามฟอร์มรถดี สภาพดี นายสุวัจน์ฯกล่าว.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ// นครราชสีมา

กัมพูชาตั้งเป้ามีรถยนต์ไฟฟ้า 40% มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 70% ในปี 2593

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า นาย เพิง โพเนีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและการขนส่งของกัมพูชา เปิดเผยว่า กัมพูชาตั้งเป้าหมายมีรถยนต์ไฟฟ้าร้อยละ 40 และจักรยานยนต์ไฟฟ้าร้อยละ 70 ภายในปี 2593 เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามีส่วนส่งเสริมการลดผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากยานยนต์ใช้น้ำมัน

นายโพเนีย ได้ข้าร่วมการประชุมเผยแพร่นโยบายแห่งชาติเพื่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ปี 2567-2573 กล่าวอีกว่า ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง นอกจากช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมและสาธารณสุขให้ดียิ่งขึ้น ยังมีส่วนส่งเสริมการกระจายฐานเศรษฐกิจและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอีกด้วย

ปัจจุบันกัมพูชามียานยนต์ใช้น้ำมันกว่า 7 ล้านคัน ซึ่งร้อยละ 85 เป็นจักรยานยนต์ ร้อยละ 10 เป็นรถยนต์ และร้อยละ 5 เป็นรถบัส รถบรรทุก และเครื่องจักรกลหนัก ขณะเดียวกันมียานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนรวม 3,676 คัน และสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า 21 แห่ง โดยแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมในกัมพูชา ได้แก่ บีวายดีของจีน โตโยต้าของญี่ปุ่น และเทสลาของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ นโยบายแห่งชาติเพื่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าของกัมพูชา ระบุว่า การใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายเพียง 9,633 เรียล (ราว 79 บาท) ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ส่วนยานยนต์ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 35,723 เรียล (ราว 293 บาท) ต่อระยะทางเดียวกัน

ด้านนายอุดม พิเซ ผู้จัดการแผนกยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัท คาร์4ยู จำกัด ซึ่งนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าเลติน เมนโก (Letin Mengo) จากจีน กล่าวว่า ยานยนต์ไฟฟ้ามีค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมถูกกว่ายานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งประหยัดค่าเชื้อเพลิงและช่วยลดมลพิษทางอากาศ.

จีนเตรียมนำเข้าอาหารทะเลอีกครั้งหลังแบนเหตุน้ำเสียโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้หารือกับกระทรวงต่างประเทศของจีนโดยระบุว่าจีนจะทบทวนการห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นอีกครั้ง และดำเนินการเพื่อกลับมานำเข้าอีกครั้ง หลังจากขยายขอบเขตการเฝ้าระวังน้ำเสียจากกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

จีนได้ห้ามการซื้ออาหารทะเลจากญี่ปุ่น โดยอ้างถึงความเสี่ยงของการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี หลังจากที่บริษัทโตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ หรือ เทปโก เริ่มปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่พังถล่มลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อปีที่แล้ว

“เราพร้อมที่จะดำเนินการเฝ้าระวังน้ำที่ผ่านการบำบัดเพิ่มเติม และจีนกล่าวว่าจะเริ่มทบทวนข้อจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของญี่ปุ่นอีกครั้ง และจะเพิ่มปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามมาตรฐานของจีนอย่างต่อเนื่อง”

นายคิชิดะ กล่าวว่า เกณฑ์ของจีนที่ผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นต้องปฏิบัติตามนั้น ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ใช้กับการนำเข้าทั้งหมด ญี่ปุ่นยืนยันว่าการปล่อยน้ำดังกล่าวมีความปลอดภัย โดยสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ได้สรุปว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ร้ายแรง

ด้านกระทรวงต่างประเทศของจีน กล่าวว่า จะยังคงหารือกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับการจัดการการปล่อยน้ำกัมมันตภาพรังสีดังกล่าวต่อไป โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวในการแถลงข่าวว่า จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นจัดการกับความกังวลอย่างเหมาะสม และการคัดค้านการปล่อยน้ำปนเปื้อนของญี่ปุ่นยังคงเหมือนเดิม

ก่อนคำสั่งแบน จีนเป็นตลาดการส่งออกอาหารทะเลของญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุด การส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสั่งห้ามของจีน

ด้านนายฮิโรยูกิ นามาสึ เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประกาศของนายคิชิดะว่า ญี่ปุ่นยังคงยืนกรานว่าจะต้องยกเลิกการแบนในทันที เขากล่าวเสริมว่า ยังไม่มีการกำหนดวันหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าข้อจำกัดเหล่านี้จะถูกยกเลิกเมื่อใด หรือจะมีขั้นตอนใดบ้างที่จะดำเนินการดังกล่าวได้

ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วมากกว่าหนึ่งล้านเมตริกตันจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ในปี 2566 ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานหลายสิบปีจึงจะแล้วเสร็จ ส่งผลให้เกิดข้อโต้แย้งทางการทูตกับจีน น้ำดังกล่าวถูกนำไปกลั่น หลังจากปนเปื้อนจากการสัมผัสกับแท่งเชื้อเพลิงในเครื่องปฏิกรณ์ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักในเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิในปี 25

มทภ.4รุดเยี่ยมทพ.บาด4นายเจ็บขจากเหตุบึ้มบันนังสตาร์ สั่งยกระดับดูแลเข้มข้นเมืองยะลา

แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมให้กำลังใจทหารพรานได้รับบาดเจ็บ จากเหตุระเบิดในพื้นที่ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 เวลา 08.30 น. ณ โรงพยาบาลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เข้าเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบระเบิด เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เหตุเกิดในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 4 นาย เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลยะลา 3 นาย ประกอบด้วย อาสาสมัครทหารพราน ประชา บุญดวง อายุ 25 ปี , อาสาสมัครทหารพราน วีระศักดิ์ บัวเมืองเก่า อายุ 31 ปี และอาสาสมัครทหารพราน วรเดช สมเมือง อายุ 35 ปี

ซึ่งทั้ง 3 นาย เป็นเจ้าหน้าที่ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทางด้วยรถยนต์หุ้มเกราะ เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านบาเจาะ ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา คนร้ายได้จุดชนวนระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 4 นาย และรถยนต์หุ้มเกราะของทางราชการได้รับความเสียหาย ปัจจุบันอาการดีขึ้นตามลำดับ และอยู่ในความดูแลของแพทยอย่างใกล้ชิด

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สอบถามอาการ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งนำความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชามายังกำลังพลเจ้าหน้าที่ และครอบครัว พร้อมได้มอบกระเช้าเยี่ยม และเงินช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นให้กับกำลังพลอีกด้วย โดยได้เน้นย้ำเรื่องสวัสดิการ ด้านการรักษาพยาบาลอย่างดีที่สุด ส่วนการบังคับใช้กฎหมายนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำกำชับไปยังเจ้าหน้าที่ทุกนายถึงการปฏิบัติงาน ให้เพิ่มความระมัดระวัง และทุกภารกิจให้มีความพร้อมตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ต้องไม่ประมาทให้เตรียมพร้อมรับมือทุสถานการณ์ เพื่อป้องกัน และลดการสูญเสียทุกรูปแบบ

โดย…แวดาโอ๊ะ. หะไร. จ.นราธิวาส

หมอแท้จริงขอ “อุ๊งอิ๊ง”ตามรอยพ่อ “ทักษิณ”ผลักนโยบายลดโศกนาฏกรรมบนท้องถนน

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2567 นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ พร้อมด้วยนายสุรสิทธิ์ ศืลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ พร้อมด้วยแกนนำเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับได้เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อนยื่นหนังสือให้กับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เนื้องหาในหนังสือระบุว่า มูลนิธิเมาไม่ขับในฐานะองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ทำงานรณรงค์และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน จึงมีหนังสือมายังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้พิจารณากำหนดการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อช่วยลดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐต่อรัฐสภาก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้าบริการประเทศ

​ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยอยู่ในขั้นวิกฤตจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมบนท้องถนนที่คนไทยต้องเผชิญ โดยในแต่ละวันจะมีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยวันละ 40 คน ย้อนหลังไป 10 ปี
( 2556-2566 ) คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 200,000 คนเท่ากับประชากรในจังหวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งสูญหายไปหมดทั้งจังหวัด สำคัญที่สุดคนที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานอายุเฉลี่ย 15-35 ปี ซี่งเป็นวัยที่เป็นกำลังสำคัญของชาติในการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทสเติบโตทัดเทียมนานาอารยประเทศ

​ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญและมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมจริงจังในการลดอุบัติเหตุทางถนน ต่างกับสมัยดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในยุคนั้น มีการกำหนดนโยบายลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนเป้นรูปธรรมที่ชัดเจนนำไปสู่การปฏิบัติ รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาคงดำเนินนโยบายหมือนๆ เดิมที่เคยปฏิบัติมาไม่มีการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด เพื่อนำไปสู่การลดการเสียชีวิตของคนไทยบนท้องถนน โศกนาฏกรรมบนท้องถนนในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนไทยต้องเผชิญชะตากรรมอยู่ทุก ๆ วันกับพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผผู้อื่น ซึ่งการจัดการปัญหาผู้กระทำผิดกฎหมายบนท้องถนน ประชาชนจะถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่ปัจจุบันประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการปัญหาดังกล่าวร่วมกับรัฐบาลในฐานะอาสาตาจราจร ประกอบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยได้เข้ามามีส่วนช่วยในการเฝ้าจับตาผู้กระทำความผิดบนท้องถนน อาทิเช่น กล้องหน้ารถ กล้องจากโทรศัพท์มือถือ กล้อง CCTV โดรนเคลื่อนที่ ฯลฯ ส่งผลให้ผู้กระทำความผิด แม้จะรอดจากบทลงโทษทางกฎหมาย แต่การลงโทษทางสังคม Social sanction) มีบทลงโทษที่รุนแรงกว่า

มูลนิธิเมาไม่ขับจึงมีหนังสือมายังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้กำหนดนโยบายการมีส่วนร่วมของประชานเพื่อช่วยดลโศกนาฏกรรมบนท้องถนน ดังนี้

  1. ขอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อช่วยลดโศกนาฏกรรมบนท้องถนน เป็นนโยบายสำคัญ
    ที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งทางตรง ทางอ้อม และรัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุนเพื่อหยุดยั้งโศกนาฏกรรมบนท้องถนนในประเทศไทย

มูลนิธิเมาไม่ขับหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอของมูลนิธิเมาไม่ขับจะได้รับการพิจารณาจากท่านนายกรัฐมนตรี กำหนดนโยบายแถลงต่อรัฐสภา โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการให้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมในการหยุดยั้งโศกนาฏกรรมบนท้องถนน เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยสืบไป

ส.อาหารสัตว์ชี้สัญญานอันตราย “บอนไซภาคปศุสัตว์ทั้งระบบ”ย้ำรัฐต้องแก้นโยบายวัตถุดิบทันที

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ชี้เกิดภาวะบอนไซภาคปศุสัตว์ไทยทั้งระบบ ไม่มีทางเติบโตไปกว่าที่เป็นอยู่ หลังถูกจำกัดปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ทุกทิศทาง ซ้ำเติมด้วยปริมาณข้าวโพดที่จะหายไปจากระบบอีก 2 ล้านตัน/ปีจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ย้ำรัฐจำเป็นต้องตัดสินใจแก้นโยบายวัตถุดิบอาหารสัตว์ทันที ก่อน SME ตายกราวด์รูดเป็นกลุ่มแรก

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ตั้งข้อสังเกตจากข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหลังสมาคมการค้าพืชไร่เพชรบูรณ์ประกาศหยุดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรเป็นเวลา 3 วัน โดยอ้างราคาขายตกต่ำเกินกว่าจะทำกำไรว่า ปัจจุบันราคาข้าวโพดที่โรงงานอาหารสัตว์ซื้อจากผู้รวบรวมอยู่ที่ 10.50 บาท/กก.(ความชื้น14.5%) ราคาที่ผู้รวบรวมควรรับซื้อจากเกษตรกรควรอยู่ที่ 9.70 บาท/กก. (ความชื้น14.5%) และ 7.50 บาท(ความชื้น 30%) แต่ในข้อเท็จจริงเกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวความชื้นสูงกว่า 35% จึงถูกผู้รวบรวมซื้อในราคาเหมาที่ 6-6.5 บาท/กก. หรืออาจจะต่ำกว่านั้นถ้าขายทั้งฝัก นับเป็นเรื่องน่าเห็นใจเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอย่างยิ่ง

“นี่จึงเป็นความจำเป็นของโครงการประกันรายได้เกษตรกรที่สมาคมฯ ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ในสมัยที่ยังเป็นเจ้ากระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่าราคาข้าวโพดจะไม่ต่ำไปกว่าที่ประกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงการนำเข้าวัตถุดิบทดแทนชนิดอื่นๆเลย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐต้องกำกับดูแลให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรที่ไปขายตามลานรับซื้อต่างๆ ให้เป็นไปตามโครงสร้างการประกันราคาที่กำหนด อย่าปล่อยให้มีการกดราคาซึ่งผู้รวบรวมจะคงส่วนต่างกำไรไว้เสมอ ดังคำพูดติดปากกันว่า ข้าวโพดแพงเกษตรกรปศุสัตว์ได้รับผลกระทบ แต่เกษตรกรข้าวโพดกลับไม่ได้ราคาที่สูงตามที่ควรได้” นายพรศิลป์กล่าว

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

ราคาที่โรงงานอาหารสัตว์จ่ายให้แก่ผู้รวบรวมที่ 10.50 บาท/กก. นี้สูงกว่าราคาที่ประกันรายได้ให้เกษตรไทยที่ได้หารือกับกรมการค้าภายในไว้ที่ 9.80 บาท/กก. (ความชื้น14.5%) ณ หน้าโรงงานกรุงเทพปริมณฑล และยังสูงกว่าที่เกษตรกรเวียดนามจ่ายให้ข้าวโพดนำเข้าจากบราซิล อาเจนติน่า และสหรัฐอเมริกาที่มีราคาเพียง 8-9 บาทเท่านั้น ตรงนี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างนโยบายวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่บิดเบี้ยวจนทำให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบและทำให้ต้นทุนการผลิตภาคปศุสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

นายพรศิลป์ยังชี้ให้เห็นสัญญาณอันตรายที่เป็นข้อจำกัดไม่ให้ภาคปศุสัตว์ของไทยเติบโต จากข้อเรียกร้องหลายข้อที่แสดงให้เห็นแนวคิดที่จะจำกัดจำนวนวัตถุดิบให้ขาดแคลน เพื่อจุดประสงค์ในการยกราคาข้าวโพดให้สูงขึ้น อาทิ การจำกัดเวลานำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน การกำหนดโควตาภาษีนำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO รวมถึงมาตรการควบคุมนำเข้าข้าวสาลี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างชัดเจน เช่น “อุตสาหกรรมไก่เนื้อ” เดิมมีอัตราการส่งออกเติบโตเฉลี่ยปีละ 3-4% แต่หลังจากมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีในช่วงปลายปี 2559 ทำให้อัตราการเติบโตของการส่งออกไก่เนื้อรวมถึงการผลิตอาหารไก่เนื้อลดลงเหลือปีละ 1% เนื่องจากวัตถุดิบมีไม่เพียงพอและต้นทุนปรับสูงขึ้น หากยังคงแนวคิดนี้ต่อไป ปริมาณส่งออกไก่เนื้อและผลิตภัณฑ์ปีละ 1.1 ล้านตัน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยปีละไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านบาท จะหยุดนิ่งที่ตรงนี้ นอกเสียจะลดการบริโภคภายในประเทศเพื่อให้ได้จำนวนไปส่งออกเพิ่ม แต่ก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนภายในประเทศแทน ราคาเนื้อไก่ที่ผู้บริโภคต้องซื้อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

“จำนวนข้าวโพดจะไม่มีเพิ่มขึ้นแล้วเพราะผู้รวบรวมไม่ยอมให้เพิ่ม จะให้ไปใช้พืชชนิดอื่นก็ไม่ได้เพราะสารอาหารไม่เท่าข้าวโพด เมื่อการผลิตอาหารสัตว์ต้องสะดุดเพราะไม่มีวัตถุดิบ จำนวนอาหารสัตว์ไม่พอป้อนตัวสัตว์ ราคาอาหารสัตว์จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคาเนื้อสัตว์ก็สูงตาม ปัญหานี้ใหญ่มาก ลองมองดูตลอด Supply Chain ก็จะเห็นว่าไก่ส่งออกก็จะติดขัด ไม่สามารถขยายตลาดได้ ยอดขายกว่าแสนล้านไม่โต กลุ่ม SME จะเป็นกลุ่มแรกที่ไปต่อไม่ไหว หลังจากนั้นภาคปศุสัตว์ของประเทศจะล้มพับทั้งระบบ นับเป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับพวกเราทุกคน”

นอกเหนือจากเงื่อนไขต่างๆที่เป็นอุปสรรคจากกลุ่มผู้รวบรวมแล้ว ยังมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ปัญหา PM2.5 ที่ล้วนเป็นตัวทับถมให้ทำให้ปริมาณข้าวโพดที่จะใช้ได้นั้นลดลง เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ต้องลดการซื้อข้าวโพดรุกป่าและข้าวโพดที่ผ่านการเผาซึ่งหากคิดตัวเลขที่ซื้อไม่สามารถซื้อได้ 10% เท่ากับข้าวโพดในประเทศจะหายไป 5 แสนตัน นอกจากนี้ข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีหลักฐานแสดงว่าปลอดการเผาและรุกป่าก็จะไม่สามารถนำเข้ามาได้ ซึ่งจำนวนนำเข้าเฉลี่ยปีละ 1.5 ล้านตันจะหายไป รวมปริมาณข้าวโพดที่จะหายไปทั้งระบบ 2 ล้านตันต่อปี

“สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐต้องเตรียมตัวและเร่งแก้ปัญหาทันที อย่ามัวแต่สนใจพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์เพียงขอบเขตทำกำไรของตน ห่วงแค่ว่าถ้าข้าวโพดเข้ามาเยอะแล้วราคาจะตก จะห่วงทำไมในเมื่อมีการประกันรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ผมจึงอยากให้รัฐมีวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลกว่าคนกลุ่มนี้ และเร่งพิจารณาแก้ไขโครงสร้างทั้งหมดทันทีก่อนจะสายเกินแก้” นายพรศิลป์กล่าว

อนึ่ง สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย มีหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยเสนอให้มีการประกันรายได้เกษตรกรในราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม และเปิดให้มีการนำเข้าวัตถุดิบทดแทนเสรีให้เพียงพอต่อความต้องการในราคาที่แข่งขันได้ จะทำให้เกษตรกรข้าวโพดได้รับการดูแลไปพร้อมกับเกษตรกรปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่เดียวกัน เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถส่งออกเนื้อสัตว์ไปแข่งขันได้ ปัญหาจะย้อนกลับมากระทบทุกข้อต่อในห่วงโซ่ รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดด้วย ขณะเดียวกัน ขอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการผลิตวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์อย่างยั่งยืนต่อไป *“หากไม่เปลี่ยนนโยบายวัตถุดิบเตรียมรอรับวิกฤตที่จะเกิดกับภาคปศุสัตว์ต่อไปได้เลย” นายพรศิลป์กล่าวทิ้งท้าย

“ทีมชาติไทย” ขยับขึ้นอันดับ 100 ฟีฟ่า แรงกิ้ง เดือนกันยายน 2567

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ประกาศผลการจัดอันดับโลก ประจำเดือนกันยายน 2567 อย่างเป็นทางการ โดย ทีมชาติไทย ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 100 ของโลก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับ ทีมชาติไทย ก่อนหน้านี้ อยู่อันดับ 101 ก่อนที่เกมล่าสุดจะเอาชนะ เวียดนาม 2-1 ในการแข่งขันฟุตบอล LP BANK CUP 2024 พร้อมได้คะแนนสะสมเพิ่มจำนวน 4.5 คะแนน รวมเป็น 1223.06 คะแนน

โปรแกรมต่อไป ทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์ คัพ ครั้งที่ 50 ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 11-14 ตุลาคม 2567

 โดยมีโปรแกรมแข่งขันดังนี้

16.30 น.  ซีเรีย (92) พบ ทาจิกิสถาน (103)
20.00 น. ทีมชาติไทย (เจ้าภาพ) (100) พบ ฟิลิปปินส์ (148)

ผู้ชนะจะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 ส่วนผู้แพ้ก็จะแข่งขันกันในนัดชิงอันดับ 3 ในวันเดียวกัน

โดยมีกำหนดการดังนี้

16.30 น. รอบชิงชนะเลิศ อันดับ 3
20.00 น. รอบชิงชนะเลิศ

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ฟุตบอลคิงส์คัพ #ทีมชาติไทย #internationalAmatch #Amatch #Thailand #Songkla

แหล่งเพาะปลูกใหญ่จมน้ำ ผักขาดตลาด ดันราคาพุ่งเท่าตัว กินเจเดือนต.ค.กระอักแน่

นครราชสีมา–ผลกระทบจากน้ำท่วมภาคเหนือ ภาคหลายชนิดขาดตลาด ราคาพุ่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะดอกกะหล่ำขาวและผักชี ราคาพุ่งกว่าเท่าตัว คาดเทศกาลกินเจเดือนหน้ากระอักแน่

เมื่อวันที 20 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคาผักสด ในตลาดสดแม่กิมเฮง อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบว่าผักหลายชนิดมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผัดสดที่นำมาจากพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น ดอกกะหล่ำขาว, บล็อกโคลี่ และผักชี เป็นต้น

นางวงเพชร สังข์ฆพงษ์ แม่ค้าแผงขายผักสดในตลาดแม่กิมเฮง เปิดเผยว่า ผักสดหลายชนิดมีการปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ ซึ่งผักบางชนิดต้องนำมาจากพื้นที่ยอดดอย แต่จากสถานการณ์ในขณะนี้ทำให้การขนส่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประกอบกับพื้นที่ปลูกก็ถูกน้ำท่วมเสียหายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผักหลายชนิดขาดตลาด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า จึงทำให้แผงค้าปลีกมีการปรับราคาสูงขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาหลายเท่าตัว

เช่น ดอกกะหล่ำขาว จากราคา กิโลกรัมละ 70 บาท ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 130 บาท, ผักชี จากกิโลกรัมละ 80 บาท ปรับขึ้นเป็น 200 บาท, บล็อกโคลี่ จากกิโลกรัมละ 55 บาท ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 120 บาท นอกจากนี้ยังมีผักที่นำมาจากภาคเหนือเริ่มมีราคาสูงขึ้นตามมาอีกหลายชนิด อาทิ กะหล่ำปลี จากกิโลกรัมละ 35 บาท ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 40 บาท, ผักกาดขาว จากกิโลกรัมละ 40 บาท ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 50 บาท และผักขึ้นฉ่าย จากกิโลกรัมละ 50 บาท ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 70 บาท

ขณะเดียวกันในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงเทศกาลกินเจทั่วประเทศ ที่จะต้องใช้ผักเป็นวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก ก็คาดว่าจะส่งผลให้ราคาผักสดทุกชนิดปรับราคาสูงขึ้นกว่านี้อีกแน่นอน.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

“ซูลิก” อ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชันแล้ว เตือน 54 จังหวัด “ฝนตกหนักมาก”

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ประกาศฉบับ 12 พายุโซนร้อน “ซูลิก” อ่อนกำลังลงเป็น “พายุดีเปรสชัน” แล้ว พร้อมเตือน 54 จังหวัด วันนี้เตรียมรับมือ “ฝนตกหนักถึงหนักมาก”

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่องพายุ “ซูลิก” ฉบับที่ 12 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (20 ก.ย.) พายุโซนร้อนซูลิก บริเวณประเทศลาวได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว โดยมีศูนย์กลางบริเวณแขวงคำม่วน ประเทศลาว ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดนครพนม ประมาณ 100 กิโลเมตร หรืออยู่ที่ละติจูด 18.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 105.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนืออย่างช้าๆ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในระยะต่อไป

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย โดยจังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากมีดังนี้

วันที่ 20 กันยายน 2567 
ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พะเยา น่าน แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล                  

วันที่ 21 กันยายน 2567 
ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัยกำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม และนครราชสีมา

ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

วันที่ 22-23 กันยายน 2567 
ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัยกำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี 

ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรีพระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ : จังหวัดระนอง และพังงา

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันและเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง