อพยพวุ่น!ไฟไหม้ห้องแถวราษีไศลวอด 6 คูหา คาดไฟฟ้าลัดวงจร

ศรีสะเกษ-ระทึกระทม..! เพลิงโหมไหม้ร้านขายรถไฟฟ้า-โทรศัพท์มือถือ เผาวอด 6 คูหา ราพนาสูญเกลี้ยง เบื้องต้นคาดไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อเวลา 17.35 น. วันที่ 19 ก.ย. 67 นายศราวุธ ทรงโฉม นายอำเภอราษีไศล ได้รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ที่ห้องแถวริมถนนบริหาร จำนวนหลายคูหา ในเขตเทศบาลตำบลเมืองคง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ เจริญเกษสุวรรณ์ ผกก.สภ.ราษีไศล เร่งประสานรถดับเพลิงจาก อปท. ในเขต อ.ราษีไศล อ.ศิลาลาด อ.อุทุมพรพิสัย และอ.ยางชุมน้อย จำนวน 18 คัน รุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงพบเพลิงกำลังลุกไหม้ อาคารเลขที่ 341/4-9 รวม 6 คูหา ซึ่งเป็นร้านขายโทรศัพท์มือถือ และร้านขายรถไฟฟ้า รวมถึงบริษัทสินเชื่อ มีกลุ่มควันพวยพุ่งลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ท่ามกลางพายุฝนที่ตกลงมาปรอบๆอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งช่วยกันฉีดน้ำสกัดเพลิงเพื่อไม่ให้เพลิงลุกลามไปมากกว่านี้ และได้พยายามพังประตูเข้าไปด้านในเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยใช้เวลาฉีดน้ำสกัดเพลิงนานกว่า 2 ชั่วโมง เพลิงจึงเริ่มสงบ โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากการตรวจสอบทรัพย์สินภายได้รับความเสียหาย ถูกไฟเผาวอดทั้งหมด มูลค่าความเสียหายคาดว่าประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ คาดว่าเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร อย่างไรก็ตามจะต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ เข้ามาร่วมตรวจสอบหาต้นเพลิงและสาเหตุที่แน่ชัดอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ตำรวจตามรวบแล้ว!หนุ่มคลั่งแทงเจ้าของร้านขายกัญชาเกาะพนันหนีคดีฆ่า 6 ปี

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.ฤทธิชัย ชุมช่วย, พ.ต.ท.หัตถพร ทองคำ, พ.ต.ท.ณัติรุจน์ วัฒนะฉัตรรัตน์ รอง ผกก.5 บก.ป.เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.ธีระพงษ์ คงเขียว สว.กก.5 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฏิบัติการที่ 4 กก.5 บก.ป.

ได้ร่วมกันจับกุม นายภานุกรฯ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเกาะสมุย ที่ 146/2567 ลงวันที่ 17 กันยายน 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตราย แก่กายหรือจิตใจ และพาอาวุธ (เหล็กขูดชาร์ป) เข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผย หรือไม่มีเหตุอันควร” และหมายจับศาลจังหวัดนางรอง ที่ 153/2561 ลงวันที่ 13 กันยายน 2561 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ร่วมกันพยายามฆ่า, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายและร่วมกันพาอาวุธปืน ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธรณะโดยผิดกฎหมาย”

โดยสถานที่จับกุม บริเวณวัดในพื้นที่ ม.2 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งพฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2561 ได้มีคนร้ายเป็นชายใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่บ้านของผู้เสียหายในพื้นที่บ้านกระสัง อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งขณะนั้นกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และอีก 1 รายได้กระโดดหลบหนีทางหน้าต่างเอาชีวิตรอดมาได้ ส่วนชนวนเหตุที่คนร้ายบุกเข้ามายิงถึงในบ้านอย่างอุกอาจในครั้งนั้น ผู้เสียหายคาดว่ามาจากเหตุที่ลูกชายของตนเองไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นอย่างแน่นอน แต่วันเกิดเหตุลูกชายไม่ได้อยู่บ้าน มีน้องเขยมานั่งกินข้าวด้วยพอดี คนร้ายอาจจะเข้าใจผิดว่าน้องเขยเป็นลูกชาย จนทำให้น้องเขยต้องมาถูกยิงเสียชีวิตทั้งที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไร

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายต๊ะ (นามสมมุติ) หนึ่งในผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุและได้ออกหมายจับ นายภานุกรฯ ซึ่งคาดว่าน่าจะหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปแล้ว ต่อมา ได้เกิดเหตุชายคลั่งอ้างตัวว่า เป็นลูกนักการเมืองถือเหล็กขูดชาร์ปไล่แทงเจ้าของร้านขายกัญชาในพื้นที่เกาะพะงัน โดยคนก่อเหตุเคยเป็นลูกค้าของทางร้าน จะแวะเวียนมาซื้อกัญชา แต่ละครั้งจะเบ่ง ว่าเป็นลูกนักการเมืองใหญ่ จะมาขอกัญชาฟรี มาขอลดราคา แต่เจ้าของร้านไม่ยอม สุดท้ายก็มาเกิดเหตอาละวาด และขู่ว่าจะกลับมาฆ่าให้หมด ซึ่งมีการนำคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุไปโพสต์ในสื่อออนไลน์หลายช่อง นอกจากนี้มีผู้ให้ข้อมูลว่า ชายคลั่งคนดังกล่าว เมื่อ 6 ปีก่อน เคยก่อคดีฆ่าคนตายใน จ.บุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เร่งสืบสวนติดตามคดีชายคลั่งดังกล่าว โดยทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายภานุกรฯ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่เกาะพะงัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังลงสืบสวนและตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว จนกระทั่งได้รับการติดต่อจากนายไตรรงค์ ใจกว้าง นายกเทศบาลตำบลบ้านใต้ อ.เกาะพะงัน ว่าญาติของผู้ต้องหาจะพามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่วัดในพื้นที่ ม.2 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร่วมกันเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว เมื่อเดินทางไปถึง พบนายภานุกรฯ จึงได้ทำการจับกุม จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และอายัดตัวไว้ดำเนินคดีของ สภ.หนองหงส์ ตามกฎหมายต่อไป

สายเนื้อห้ามพลาด “แจ่วฮ้อนน่องลาย”สูตรเด็ดเสน่ห์ปลายจวักแม่ค้าสาวเมืองพล

กำลังเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าสายเนื้อเป็นอย่างมากในยามนี้ เมื่อเดินทางมาขอนแก่นแล้วต้องแวะไปที่ร้าน “เซลล์แจ่วฮ้อนเมืองพล” ตั้งอยู่ริมถนนรามราช ในเขตเทศบาลเมืองเมืองพล อ.พล จ.ขอนแก่น เพื่อชิมลิ้มรสอาหารกันอย่างคึกคักเพราะติดรสชาติความอร่อยเมนูสูตรเด็ดทั้งน้ำซุปและน้ำจิ้มที่แซบเวอร์ไม่เหมือนใคร

น.ส.ปนัดดา เมืองขวา หรือ จ๊ะเอ๋ อายุ 32 ปี เจ้าของร้านเซลล์แจ่วฮ้อนเมืองพล บอกว่า ปัจจุบันทำงานเป็นเซลล์ขายรถยนต์กระบะ แต่อยากค้าขายหลังเลิกจากการทำงานประจำ โดยมีเสน่ห์ปลายจวักด้วยสูตรน้ำจิ้มแจ่วฮ้อนที่คิดค้นขึ้นมาเอง จึงตัดสินใจเปิดร้านขายแจ่วฮ้อน เริ่มจากการขอเช่าที่ดินริมถนนรามราชเพื่อ เปิดร้านแจ่วฮ้อน

แต่ก็เปิดร้านในปีแรกมาประสบกับสถานการณ์ช่วงโควิด-19 ระบาด ขายไม่ได้ ต้องเทเนื้อและวัตถุดิบทิ้งเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นก็ประคองตัวเอง ใช้เงินเดือนตัวเองจ่ายค่าเช่า ค่าพนักงาน และมีความคิดจะปิดร้าน จนกระทั่งมาถึงช่วงที่รัฐบาลให้ประชาชนซื้ออาหารไปรับประทานที่บ้านได้ และร้านค้าสามารถส่งอาหารที่บ้านได้ จึงร่วมกับพี่สาวฮึดสู้อีกครั้ง เปิดรับออเดอร์ผ่านทางเพจร้านเซลล์แจ่วฮ้อนเมืองพล มีลูกค้าสั่งแจ่วฮ้อนเพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้การค้าขายแจ่งอ้อนดีขึ้นตามลำดับ จากนั้นร้านค้าก็สามารถเปิดร้านขายได้ตามปกติ

“ร้านจึงเปิดรับลูกค้ามานั่งรับประทานในร้าน จากเดิมมี 8 โต๊ะ และต้องเพิ่มโต๊ะเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 21 โต๊ะ นั่งได้ 5-10 คน และในขณะนี้กำลังเตรียมขยายพื้นที่ร้านออกไปอีก เพราะมีลูกค้ามานั่นในร้านเพิ่มมากขึ้น โดยเมนูเด็ดของร้านคือแจ่วฮ้อนเนื้อน่องลาย ไม่มีเนื้อส่วนอื่นผสม แจ่วฮ้อนหมู และแจ่วฮ้อนปลา จำหน่ายในราคาชุดละ 220 และชุดใหญ่ ราคา300 บาท โดยมีน้ำซุปที่รสชาติอร่อยเคี่ยวด้วยเตาถ่าน เสริฟด้วย น้ำจิ้มแซบ 3 อย่าง จิ้มขม จิ้มเผ็ด จิ้มซีฟู๊ด ให้ลูกค้าเลือกได้ตามใจชอบ น้ำซุปจะต้มและเคี่ยวด้วยเตาถ่าน ซึ่งร้าน เปิดขายทุกวัน ไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา15.30 -22.00 น.”

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

สมาคมหมู ชี้เหตุผลหมูบราซิลถูก เพราะราคาวัตถุดิบต่ำมากแนะ รมว.พาณิชย์ แก้ปัญหาให้ตรงจุด หลังของไทยแพงสุดในโลก

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ แย้งรัฐมนตรีพาณิชย์ หมูไทยแพง มาจากนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่ทำไว้ให้วัตถุดิบอาหารสัตว์แพงที่สุดในโลก 

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ แก้ข้อสงสัยให้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ที่อ้างช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์สื่อว่าเนื้อสุกรลักลอบนำเข้าจากประเทศบราซิลทำไมถูก ทั้ง ๆ ที่เสียค่าใช้จ่ายใต้โต๊ะรายทาง และมาวางขายในตลาดเมืองไทยมีราคาถูกกว่าหมูในประเทศ ข้อเท็จจริงคือเป็นเพราะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ของบราซิลต่ำมาก 

ขณะที่โครงสร้างต้นทุนการผลิตสุกรของประเทศไทยที่มีต้นทุนส่วนใหญ่ 65-70% มาจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลนโยบายโดยกระทรวงพาณิชย์นั้นมีราคาสูงมาก ทั้งกลุ่มพืชโปรตีน ได้แก่ กากถั่วเหลือง ซึ่งมีการบวกกำไรเกินกว่าเหตุ จนทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์กลุ่มโปรตีนของไทยเป็นกลุ่มที่มีราคาสูงที่สุดในโลก รวมถึงข้าวโพดในไทยที่แพงถึงกว่า 10 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาข้าวโพดต่างประเทศอ่อนตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับราคา 5-6 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น 

สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ


นี่คือสาเหตุหลักที่ รมว.พาณิชย์ ควรต้องเข้าไปดูโครงสร้างการกำหนดราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ถือว่าแตะต้องไม่ได้มาเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งมีมาตรการ 3 ต่อ 1 ที่ยังคงทำให้ราคาขช้าวโพดสูงอย่างต่อเนื่องและมีเงื่อนงำ 

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ที่กลุ่มเกษตรกรมีการเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งคาดว่ากลุ่มเกษตรกรรายย่อยน่าจะมีการใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น การยื่นร้องเรียนการประพฤติมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จากการไม่ได้รับคำตอบหรือการแก้ไข ในกรณีเรื่องนี้ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ในเร็วๆนี้ เช่นกัน

ด้านนายเดือนเด่น ยิ้มแย้ม ประธานชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร หากปัญหานี้ได้รับการแก้ไขเชื่อว่าผู้เลี้ยงสามารถทำต้นทุนเฉลี่ยได้ 60 บาทต่อกิโลกรัม แข่งขันกับบราซิลได้แน่นอน ที่สำคัญเนื้อหมูไทยคุณภาพดี ปลอดภัยจากสารเร่งเนื้อแดง และสดสะอาดกว่าหมูที่มาจากบราซิล 

“รัฐบาลควรมองมุมกลับ แทนที่จะนำเข้าหมูจากบราซิลหรือขายหมูไทยให้ถูกเท่ากับบราซิล เปลี่ยนเป็นการส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงหมูไทยผลิตเพื่อการส่งออกเหมือนกับบราซิลจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากจะช่วยนำเงินตราเข้าประเทศแล้วยังช่วยให้คนไทยได้บริโภคเนื้อหมูในราคาที่เหมาะสม ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนตามเป้าหมายของรัฐบาล และยังช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตจากการส่งออกเนื้อสัตว์” นายเดือนเด่น กล่าวย้ำ 

เหล่ากูรูเวที “Green Talk” หนุนนวัตกรรม “ก่อสร้างสีเขียว” เพื่อโลกเพื่อเรา

บริษัท เข็มเหล็ก ผู้นำทางด้านนวัตกรรมการก่อสร้างสีเขียวเชิญเหล่ากูรูด้านสิ่งแวดล้อมและการก่อสร้างแชร์ความคิดหนุน“ก่อสร้างสีเขียว”เพื่อโลกเพื่อเรา

เมื่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกจาก “โลกร้อน” ทวีความรุนแรงจนกลายเป็น “โลกเดือด” สร้างความวิตกกังวลและส่งผลกระทบต่อผู้คนในทุกมิติ ทุกฝ่ายต่างแสวงหาทางออกและหนทางแก้ไข พร้อมทั้งต้องลงมือปฏิบัติในทันที เพื่อจะนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง นวัตกรรมการก่อสร้างสีเขียว (Green Construction) เป็นหนึ่งทางเลือกสำคัญของแวดวงการก่อสร้าง ที่ถูกพูดอย่างต่อเนื่องและเริ่มบ่อยครั้งขึ้น เมื่อมีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงผลของ Green Construction ซึ่งเป็นแนวทางการนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่จะช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง

เมื่อเร็วๆ นี้ บนเวที “Green Talk” ในงาน “88 Green Day” ซึ่งจัดโดย บริษัท เข็มเหล็ก จํากัด ผู้นำทางด้านนวัตกรรมการก่อสร้างสีเขียว เหล่ากูรูด้านสิ่งแวดล้อมและการก่อสร้าง กล่าวถึงประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกันไว้อย่างน่าสนใจ และสามารถนำไปต่อยอดขยายผลต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างกว้างขวาง

นายประเสริฐ ธรรมมนุญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด กล่าวว่า ที่มาของ “88 Green Day” คือความตั้งใจของ KEMREX ให้เกิดการรวมตัวของคนที่ทําธุรกิจทางด้าน Construction เพื่อแสวงหาแนวทางในการมือกันให้ทิศทางของธุรกิจมุ่งหน้าไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ขณะที่เข็มเหล็กเองก็มีผลิตภัณฑ์ด้านการก่อสร้างที่พยายามผลักดันด้านนี้มาโดยตลอด และยังเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 คือ ที่อยู่อาศัย จึงอยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญในการการปลดปล่อยคาร์บอนตั้งแต่แรกเริ่ม

เข็มเหล็กยังคงเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นผู้นำในการร่วมก่อตั้ง “สมาคมโลว์คาร์บอนคอนสตรัคชั่นแอนด์เทคโนโลยี” (Low Carbon Construction and Technology Association หรือ LCTA) เพื่อเชิญคณาจารย์ นักธุรกิจ และผู้สนใจ มาร่วมมือกันทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสวงหาแนวทางความร่วมมือกับภาครัฐ พร้อมทั้งเปิดตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทยด้านนี้ และช่วยกันผลักดันไปสู่สากล

ศาสตราจารย์ ดร.สุขสันติ์ หอพิบูลสุข ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืนจะต้องมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ Circular Economy และ Greener Material สิ่งที่กําลังจะทำกันอยู่ในวันนี้ไม่ว่าจะเป็น Research เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่หรือเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ต้องตอบโจทย์เรื่อง Greener Material

นี่คือคีย์เวิร์ดของการจะสร้างนวัตกรรมในโลกของ Circular Economy ซึ่งมีคำศัพท์ Linear Economy อันเป็นกระบวนการทำธุรกิจ โดย Linear Economy กับ Circular Economy มีกระบวนการทำงาน 4 – 5 ส่วนหลักที่คล้ายกัน ส่วนที่ 1 คือการหา Material หรือว่า Raw Material ส่วนที่ 2 คือการผลิต Product ส่วนที่ 3 คือการเอา Product ไปจัดจำหน่าย ส่วนที่ 4 คือส่วนที่เอา Product นั้นมาใช้ และท้ายสุดก็คือเมื่อเราใช้เสร็จก็จะกลายเป็นขยะ นี่คือ Process หลักที่ไม่ว่าจะเป็น Linear Economy หรือเป็น Circular Economy ก็จะต้องมี Process แบบนี้หมด ณ วันนี้เป็น Linear ท้ายที่สุดก็เกิดเป็นขยะ และก็เกิดเป็นปัญหาให้กับชุมชน

หลายประเทศทั่วโลกจึงหันกลับมามองกันใหม่ว่า เราไม่ควรจะทำธุรกิจเป็นแบบ Linear Economy ถ้าเราจะรักษ์โลก มันควรจะเป็น 5 กลับมาหา 1 ได้ หรือพูดง่ายๆ คือ Process สุดท้ายเป็นขยะเมื่อเอากลับเข้ามาสู่กระบวนการที่ 1 ก็คือการไปเป็น Raw Material แล้วก็เอา Raw Material ตัวนี้ไปผสมกับ Material ที่เป็นวัสดุธรรมหรือว่าวัสดุที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน แล้วก็เอากลับมาสร้างเป็น Product ใหม่ สร้างเป็น Product ใหม่เสร็จแล้วก็เอากลับไปใช้งาน เหล่านี้คือกระบวนการที่เราเรียกว่าเป็น Circular Economy

ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมที่จะทำโครงการเหล่านี้ ทั้งคนทั่วไป ผู้ประกอบการ ผู้รับบริการ รวมถึงภาครัฐ ถ้าเป็น Circle แบบนี้ก็จะเกิด Circular Economy ได้ ในต่างประเทศเห็นชัดเจนว่าทุกภาคส่วนสนับสนุนเรื่องการทำธุรกิจที่เป็น Circular Economy จะได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐคือการลดหย่อนภาษี เมื่อเขาได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐก็จะพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ที่รักษ์โลกเอากลับมาขาย คนในประเทศเองจะต้องตระหนักว่าถ้าไม่ซื้อผลิตภัณฑ์แบบนี้ก็จะต้องรับปัญหาโลกร้อน ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันจึงจะทำให้ Circular Economy เกิดขึ้นได้ และยังมีคีย์เวิร์ดอีก 1 คำ คือ Innovation เพราะถ้าไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ Circular Economy ทำได้ยาก

ฉะนั้นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือนักวิจัยในหน่วยงานของภาครัฐหรือภาคเอกชนต้องร่วมกันคิด สร้างองค์ความรู้เพื่อที่จะสามารถที่จะนำขยะเหล่านี้กลับมาเป็น Raw Material ให้ได้ หัวใจสำคัญที่จะทำให้ Circular Economy ประสบความสำเร็จ มีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนหลัก ส่วนที่ 1 เรื่องของ Raw Material ส่วนที่ 2 เรื่องของการใช้ Product ส่วนที่ 3 คือแนวความคิดของการที่จะเอา Product นี้กลับมา Recycle สิ่งที่เราทำวันนี้เพื่อคนรุ่นต่อไป อยากจะให้ทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้รับบริการ รัฐบาล ทุกภาคส่วนอยากจะขอให้ร่วมกัน สร้างโลกของเราให้เขียวมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง เข็มเหล็กเป็น Product หนึ่งที่เรียกว่าเป็น Greener Material เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดคําว่า Ner มันหมายความว่า ขั้นกว่า แปลว่า มันเขียวกว่าเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จุดเด่นของการใช้เข็มเหล็กก็คือเป็น Material ที่เราเรียกว่า Precast คือทำมาเรียบร้อยแล้วจากโรงงาน จะช่วยลดกระบวนการที่จะต้องผลิตหน้างาน เช่น ลดปัญหาเรื่องของการขุดดินที่จะต้องใช้พลังงาน มันจะลดเรื่องของการจัดการเรื่องของดินที่เมื่อเวลาที่ขุดขึ้นมาแล้วจะเอาไปทิ้งไหนเหล่านี้ ลดเรื่องของมลพิษ ลดเรื่องของการจราจรที่ติดขัด เป็นต้น ถ้าเราหันมาเลือกใช้ Product เหล่านี้ เราก็สามารถที่จัดการเรื่องระยะเวลาในการขนส่ง และไม่ต้องจัดการขยะต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเอาดินไปทิ้ง จึงเรียกว่าเป็นหนึ่งใน Greener Material เมื่อเทียบกับ Conventional Material หรือเมื่อเทียบกับระบบก่อสร้างแบบดั้งเดิม

ผศ.ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงประเด็นที่ต้องมีพื้นที่สีเขียว ที่จะทำให้เราเป็น Carbon neutrality แล้วก็เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ โดยให้ความสำคัญกับ “รุกขกร” คือคนที่ทำหน้าที่ดูแลต้นไม้ ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในเขตเมือง ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า “หมอต้นไม้” เป็นอาชีพใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นราว 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นไม้มีบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ช่วยลดคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศลงมาได้

ดังนั้นการดูแลต้นไม้โดยเฉพาะต้นไม้ในเขตเมือง จึงเป็นส่วนช่วยในการช่วยดูดซับคาร์บอนลงมาจากชั้นบรรยากาศได้ ต้นไม้ที่เสื่อมโทรม ต้นไม้ที่ไม่โต ต้นไม้ที่ตาย เหล่านี้ คือ แหล่งของการปลดปล่อยคาร์บอน ยิ่งจะทำให้คาร์บอนในชั้นบรรยากาศเยอะขึ้น ซึ่งหน้าที่ของรุกขกรก็ช่วยส่งเสริมบทบาทของต้นไม้ ซึ่งประกอบเป็นพื้นที่สีเขียวของเมืองให้ช่วยดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้นและก็ช่วยให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ แต่ทุกวันนี้ประเทศไทยมีรุกขกรน้อยมาก ไม่ถึง 100 คน การดูแลต้นไม้ทั้งประเทศจึงเป็นงานที่ค่อนข้างจะหนักทีเดียว

ปัจจุบันในประเทศไทยเริ่มเปิดโอกาสให้รุกขกรเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การดีไซน์ การวางแผน จนถึงการเริ่มก่อสร้าง ต้นไม้ต้องปลูกอย่างถูกวิธี ดูแลอย่างถูกต้อง ตัวอย่างไม้ล้อมบ้านเรา ขุดล้อมต้นไม้ขนาดใหญ่ ไม่เอารากมา เนื่องจากว่าปัญหาเรื่องการขนส่ง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีค้ำยัน ซึ่งปัจจุบันมหาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับทางเข็มเหล็กทำการศึกษาวิจัยเรื่องค้ำยันที่เหมาะสม ทั้งในแง่ของความแข็งแรงความปลอดภัยกับต้นไม้และความปลอดภัยต่อมนุษย์ ทั้งนี้สังคมสีเขียวสร้างได้ด้วยมือของทุกคน เริ่มจากการปลูกต้นไม้คนละ 1 ต้น เราก็จะมีต้นไม้ที่สร้างพื้นที่สีเขียวให้เราได้ทั่วทั้งเมือง

ดร.โชคอนันต์ วาณิชย์เลิศธนาสาร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องพูดกันคือทำอย่างไรให้โครงการก่อสร้างสีเขียวเกิดประโยชน์สูงสุด ในแง่การบริหารจัดการ นําไปสู่การปฏิบัติจริง เพราะความเข้มข้นเชิงอุตสาหกรรมก่อสร้างกระทบต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องแสวงหาแนวทางที่จะส่งผลต่ออนาคตให้ความเป็นธรรมชาติและอุตสาหกรรมก่อสร้างผนวกรวมกัน นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “โครงการก่อสร้างสีเขียว” ซึ่งเป็นมรดกที่จะส่งต่อไปสู่รุ่นลูกหลาน เราต้องมาช่วยกันกำหนดแนวทางและทิศทางที่เหมาะสมตั้งแต่วันนี้แล้วเดินไปด้วยกัน

ในแง่ของ Worldwide เป็น เทรนด์ SDGs 17 ประการ เป็นเรื่องที่สอดคล้องและเกี่ยวโยงกันหมด ถามว่าถ้าวันนี้ประเทศไทยเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้จะไปอย่างไร ให้มองเป็น 3 ระดับ ระดับแรก ต้องเป็นภาครัฐ แต่ภาครัฐก็มีเงื่อนไข กติกาที่ต้องใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ ขณที่ระดับที่สอง คือ กลางน้ำ นั่นคือผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจเอกชนไปได้เร็วและมีกําลังในการขับเคลื่อนได้สูงที่จะช่วยกันปรับ Mindset กระบวนการที่จะยกระดับคุณภาพสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิต และสุดท้ายคือสถาบันการศึกษาที่ต้องโน้มน้าวเยาวชนในอนาคตให้ตระหนักเรื่องนี้ เราต้องไปพร้อมๆ กันในความเป็นภาคีร่วมแบบนี้ เกิดภาพที่ชัดเจนขึ้นแต่คงยังไม่เห็นผล ณ วันนี้ แต่เชื่อมั่นว่าจะไปตอบโจทย์ต่อสังคมโลกในอนาคต ทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุด นำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม คุ้มค่า และเกิดความยั่งยืน

ดร.พร้อม อุดมเดช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหลักสูตรสถาปัตยกรรมสหวิทยาการนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวถึงออกแบบสถาปัตยกรรมว่าเป็นไม้แรกที่ได้รับการส่งต่อมาจากลูกค้า ออกแบบแล้วกําหนดตัววัสดุ และอาจจะรวมไปถึงกําหนดวิธีการก่อสร้างคร่าวๆ ด้วย ดังนั้นเมื่อเราต้องการไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ จึงต้องมองทั้งสังคมที่ปลดปล่อยคาร์บอนออกมาน้อย และมีการดูดซับเอาคาร์บอนออกจากสภาพบรรยากาศได้มาก ซึ่งประสิทธิภาพของอาคารจึงมีความเกี่ยวข้องกัน

ในเรื่องของการออกแบบให้เหมาะสม ภาครัฐก็ต้องมีนโยบายที่เกี่ยวข้อง ช่วยส่งเสริมทั้งผู้ผลิต ผู้ก่อสร้างและผู้ออกแบบ ผู้ใช้งานอาคารภาคเอกชนเองก็ต้องตอบสนองนโยบายของภาครัฐที่ทําอาคารออกมาให้ตอบโจทย์ ผู้ผลิตวัสดุก็ต้องเสาะหานวัตกรรมใหม่หรือวัสดุใหม่ใหม่ซึ่งมีความรักษ์โลกมากขึ้น ผู้บริโภคก็ต้องเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ ต้องมองหาอาคาร มองหาผู้ออกแบบ มองหาผู้ก่อสร้างที่สามารถทําให้เป็นอาคารที่มีประสิทธิภาพสูงด้านสิ่งแวดล้อม ต้องทํางานด้วยกันทุกภาคส่วน ต้องทําพร้อมกันทุกคนทั่วประเทศถึงขั้นทั่วโลกเลยทีเดียว

ด้าน ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างมี Carbon Footprint ค่อนข้างมาก Supply Chain ยาว ดังนั้นจึงต้องหั่นเป็นท่อนๆ เรื่องแรกคือการพัฒนาวัสดุ หากจะให้กรีนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ากรีนเนอร์ เขียวขึ้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และคลีนเนอร์ สะอาดขึ้น คือสิ่งที่ต้องมีการใช้วิจัยและการนวัตกรรมปรับเพิ่มขึ้น ตัวอย่างซีเมนต์ที่มีคาร์บอนต่ำ ถัดมาคือการใช้พลังงานให้เหมาะสมที่สุด และต่อด้วย Circular Economy วัสดุไหนที่เราไม่ได้ใช้แล้วนํากลับมา Upcycling Recycling ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีการสร้างวัสดุใหม่ เพราะถ้าเป็นแบบเดิมจะเป็นแบบ Linear ใช้แล้วผลิตและทิ้งไป

วันนี้เข็มเหล็กได้ทำให้คนที่อยู่ใน Sector เดียวกันแต่อาจจะไม่เคยรู้จักกัน มีข้อดีคนละอย่างสามารถเรียนรู้กันและกันได้ และหาสิ่งที่เรียกว่า Solution ให้ดีขึ้นเพื่อตอบโจทย์โลกใบนี้ ถามว่าดีอย่างไร โลกปัจจุบันไม่ได้นึกถึงเรื่องของผลิตภาพ ไม่ได้นึกถึงเฉพาะเรื่องของผลกําไร แต่ว่าในมิติของความยั่งยืนจะกลายมาเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญในสมุดพกของการทำธุรกิจ

เรือท่องเที่ยวน้ำโขงหยุดให้บริการชั่วคราวกระแสน้ำยังไหลแรง

นครพนม “น้ำโขง” สูงทรงตัวเกือบ 12 เมตร จ่อจุดเฝ้าระวังล้นตลิ่ง เจ้าหน้าที่หยุดเดินเรือสำราญท่องเที่ยวชั่วคราว เพื่อป้องกันอันตรายการเดินเรือ ขณะที่เทศบาลเมืองยืนยัน น้ำไม่เอ่อล้นท่วมเมือง

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.นครพนม ระดับน้ำโขงยังทรงตัวอยู่ที่ 11.70 เมตร ห่างจากจุดเฝ้าระวังเตือนภัยประมาณ 30 เซนติเมตร คือที่ 12 เมตร แต่ยังมีกระแสไหลเชี่ยว อีกทั้งยังพบว่ามีเศษไม้ กิ่งไม้ลอยมาเกลื่อนน้ำโขง กระทบการเดินเรือ ต้องใช้ความระมัดระวัง

ล่าสุดทางจังหวัดนครพนม ได้ประสานสำนักงานเจ้าท่าสาขาภูมิภาคนครพนม ประสานผู้ประกอบการเดินเรือสำราญขนาดใหญ่เพื่อการท่องเที่ยว หยุดเดินเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อีกทั้งมีปัญหาจุดเทียบเรือไม่สะดวกในการรับผู้โดยสารลงเรือ จึงต้องหยุดให้บริการชั่วคราว คาดว่าอีกประมาณ 4-5 วัน หากระดับน้ำโขงลดลง จะสามารถเดินเรือได้ตามปกติ

ในส่วนของเรือโดยสารขนาดเล็ก ข้ามระหว่างไทย – ลาว แขวงคำม่วน สปป.ลาว กับเมืองนครพนม ยังบริการประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของปกติ พร้อมได้กำชับให้มีการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย ต้องสวมเสื้อชูชีพทุกราย และเตรียมความพร้อมของเรือ รวมถึงคนขับเรือต้องมีความเชี่ยวชาญการเดินเรือในช่วงน้ำโขงไหลเชี่ยวทั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองนครพนม ยืนยันจากข้อมูลหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ยืนยันถึงแม้ระดับน้ำโขงจะสูง แต่ไม่มีโอกาสจะเอ่อล้นท่วมเมือง เนื่องจากมีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งสูง สามารถรับน้ำโขงได้ระดับประมาณ 15 เมตร แต่ต้องมีการเตรียมพร้อมเฝ้าระวัง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ดูแลระบบระบายลงน้ำโขง ไม่ให้น้ำโขงไหลระบายย้อนเข้าทางระบายน้ำออกจากตัวเมือง และเตรียมพร้อมในการระบายมวลน้ำลงน้ำโขง หากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง จะทำให้น้ำเอ่อท่วมชุมชนย่านเศรษฐกิจการค้า จากปัญหาระบายลงน้ำโขงไม่ทัน จึงต้องเตรียมพร้อมเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง รับมือฝนตกหนัก

ทางด้าน นายณรงค์ชัย เถาว์สี อายุ 55 ปี ผู้จัดการเดินเรือเทศบาลเมืองนครพนม เผยว่า ในช่วงนี้ต้องประเมินสถานการณ์น้ำโขงทุกวัน เนื่องจากมีระดับน้ำโขงสูงไหลเชี่ยว จึงต้องมีการระมัดระวังในการเดินเรือสำราญท่องเที่ยว ส่วนน้ำไหลเชี่ยวเชื่อว่าสามารถฝ่ากระแสได้ แต่ช่วงนี้น้ำโขงมีเศษไม้ลอยเกลื่อนน้ำโขง เสี่ยงจะกระทบเครื่องยนต์เรือ จึงต้องมีการหยุดให้บริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย

อีกทั้งจุดเทียบเรือมีปัญหาในการรับผู้โดยสาร คาดว่าประมาณ 4-5 วันหากระดับน้ำโขงไม่เพิ่มอีกจะสามารถให้บริการตามปกติ จากข้อมูลที่เคยติดตามระดับน้ำโขงในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา เชื่อมั่นระดับ 12 เมตร ไม่เอ่อล้นท่วมตัวเมือง เคยสูงสุด 13 เมตร แต่ยังรับไหว ถ้าอยู่ระดับประมาณนี้ มั่นใจไม่เอ่อล้นท่วมเมือง.

ผักเบตงแพง ต้นหอมกก.ละ250บาท แม่ค้าโอดยอดขายทรุด กำไรหดหาย

บรรยากาศการค้าขายที่ตลาดนัดหน้าดับเพลิง ในเขตเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลาใ นช่วงนี้พบประชาชนหันมาเลือกซื้อผักตามตลาดนัดที่คาดว่าราคาผักอาจจะถูกกว่าในตลาดสด แต่เมื่อมาถึงพบว่าราคาผักในตลาดนัดก็แพงขึ้นต่อเนื่องจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ผลผลิตในตลาดลดลง มิหนำซ้ำยังต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ค้าผักรายย่อยต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้ราคาผักแพงมาก ตัวอย่างเช่น ต้นหอม เดิมเคยขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท ขณะนี้ขึ้นมาถึงกิโลกรัมละ 250 บาท ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่าย และมีแนวโน้มว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่อง

จากการสอบถาม แม่ค้าแผงขายผักสด บอกว่า ช่วงนี้ราคาผักสด แพงขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม และยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง สำหรับตัวเองพยายามปรับตัวด้วยการลดราคาให้เหมาะสม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อกำไรที่ลดลงต่อเนื่อง บางวันได้กำไรแค่หลักร้อย จากเดิมที่ได้หลายพันบาทต่อวัน ขณะเดียวกันก็ต้องปรับเปลี่ยนการขาย โดยการนำผักที่แพงมาขายปนกับผักที่มีราคาถูก ด้วยการมัดขายรวมกันเป็นกำโดยขายกำละ 20 บาท

สำหรับผักที่มีราคาพุ่งสูงขึ้นขณะนี้ คือ ต้นหอม เดิมขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท ขณะนี้ขึ้นมาถึงกิโลกรัมละ 250 บาท นอกจากนี้บรรดาผักคะน้า ผักแซ่ซิ้มปรับขึ้นกิโลกรัม 10 – 15 บาท ส่วนแตงกวาเดิมขายกิโลกรัมละ30 บาท ขณะนี้ราคาปรับขึ้นเป็น 40 บาท พริก เขียว แดง เดิมกิโลกรัมละ 60 – 70 บาท ปัจจุบันกิโลกรัมละ 100 บาท จากที่เคยขายมาคาดว่าราคาผักจะเริ่มกลับมาปกติในช่วงเดือนธันวาคม

เพราะขณะนี้เกษตรกรหลายพื้นที่ถูกน้ำท่วม และจะกลับมาเพาะปลูกใหม่ได้หลังน้ำลด “ลูกค้าที่มาซื้อผักตอนนี้มีการปรับตัว ด้วยการซื้อผักน้อยลง ทำให้ยอดขายของทางร้านตกลง แต่มีลูกค้าหลายเจ้าที่จำเป็นต้องใช้ผักก็พยายามขายให้ราคาเหมาะสมที่สุด ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่เปิดร้านยำ จำเป็นต้องใช้ต้นหอม ก็อาจต้องลดส่วนผสมตรงนี้ลงจากเดิม”

ขณะที่ลูกค้าที่มาซื้อบอกว่า ตอนนี้ราคาอาหาร ผัก ผลไม้ แพงทุกอย่าง เพราะราคาขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ต้องปรับตัวและเชื่อว่าราคาอาจไม่ลดลงไปกว่านี้อีก ยังไงก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเศรษฐกิจปัจจุบันที่เข้าใจว่าช่วงนี้เศรษฐกิจขาลง

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

นายกฯแพทองธารขึงขังสั่งลุยปราบยาเสพติดสานต่องาน”เศรษฐา”

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม , นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข , นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รมว.แรงงาน , พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม , พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ , น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ , พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) , พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ ,  ตัวแทนผู้บัญชาการเหล่าทัพ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้มาประชุมเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศและถือเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้ ซึ่งปัญหายาเสพติดจะต้องดูแลเป็นอย่างดี หลังจากที่ตนลงพื้นที่มาหลายจังหวัดได้รับเสียงสะท้อนมาตลอดในเรื่องของปัญหายาเสพติดไม่ว่าจากสส.หรือประชาชนเองถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่หนักหน่วงทำลายทั้งสุขภาพจิตและสร้างปัญหาครอบครัว ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้ปัญหาเรื่องยาเสพติดเป็น 1 ใน 10 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในทันที โดยจะขยายผลการดำเนินงานของรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสินอดีตนายกฯ ที่ให้การป้องกันและการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ  หลังจากที่ได้ติดตามมาตั้งแต่เดือนมิ.ย.ถึงวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดเข้มข้น 25 จังหวัดที่เราโฟกัสเห็นจากการวัดผลออกมาแล้วเป้าหมายเห็นได้ชัดว่าทุกคนมีการร่วมมือกันอย่างทุ่มเทและจริงจัง ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานของภาครัฐ หน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งป.ป.ส.ที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เห็นการสำรวจความพึงพอใจจากประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นใน 25 จังหวัดนี้อย่างเห็นได้ชัด ก็ต้องฝากขอบคุณทางทีมงานด้วย ซึ่งได้ทราบมาว่าเราสามารถมีการจับกุมผู้ผลิตรายใหญ่ได้หลายราย และทำให้รายเล็กถูกจับกุมไปด้วยและทำให้ปัญหายาเสพติดลดน้อยลงประชาชนรู้สึกปลอดภัยขึ้น และพึงพอใจมากขึ้นและอยากให้รีบขยายจำนวนจังหวัดให้เร็วขึ้น เพื่อ ครอบคลุมทั้งประเทศโดยเร็ว ขณะเดียวกันตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่า 25 จังหวัดที่ช่วยไปแล้ว ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ขอความช่วยเหลือเรื่องนี้มา ซึ่งเราจะต้องทำต่ออย่างเข้มแข็ง

“พื้นที่ที่ทำไปแล้วเป็นโมเดลอย่างอ.ธวัชบุรีโมเดล จ.ร้อยเอ็ดและท่าวังผาโมเดล จ.น่าน ถือเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้ผลมาก ซึ่งมีการพูดคุยเรื่องปัญหาชายแดนด้วย ที่จะต้องป้องกันเข้มงวดชายแดน เพื่อทำให้ยาเสพติดไม่เข้ามาจากประเทศอื่น และยังมีในเรื่องของการมอบยุทโธปกรณ์ให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การจับกุมมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้จะให้มีการขับเคลื่อนต่อไป เพื่อเป็นการนำบทเรียนที่ทำมาแล้ว ประสบความสำเร็จใน 25 จังหวัดที่ผ่านมา นำทำต่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อะไรที่เราทำแล้วเกิดประโยชน์ก็ทำต่อไป อะไรที่เป็นขั้นตอนที่สามารถทำให้กระบวนการลดลงได้ก็อยากรบกวนให้ช่วยกระบวนการสั้นลง ตอนนี้เรามุ่งเน้นในเรื่องการปราบปรามและบำบัดเยียวยาตลอดจนทำให้ผู้เสพสามารถกลับคืนสู่สังคมได้ พร้อมกับประกอบอาชีพและมีอาชีพหลังจากที่บำบัดหายแล้ว ซึ่งบางคนบำบัดหายแล้วยังต้องกลับเข้าไปสู่ยาเสพติดอีกครั้ง ก็พยามจะจบปัญหาเรื่องนี้ให้กับประชาชนให้ได้” นายกฯ กล่าว

คนไทยเราไม่ทิ้งกัน กองทัพภาค 2 ระดมถุงยังชีพซับน้ำตาเหยื่อน้ำท่วมทั่วไทย

กองทัพภาค 2 ผนึกกำลังครั้งใหญ่ จับมือเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมด้วยช่วยกัน คนไทยเราไม่ทิ้งกัน จัดทำถุงยังชีพช่วยอุทกภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 เวลา 09.00 น.ที่มณฑลทหารบกที่21 ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมืองนครราชสีมา พลตรีอรรถชัย รักษาศิลป์ ผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่ 21 พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อารีรัตน์ รักษาศิลป์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 21 นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ ประธานชมรม พสบ.ทภ.2 , กำลังพลมณฑลทหารบกที่ 21 , จิตอาสา มณฑลทหารบกที่ 21

และนักศึกษาวิชาทหาร ร่วมกับ ชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 ,พัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร จังหวัดนครราชสีมา ,กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดนครราชสีมา , ศูนย์การค้าเซลทรัลโคราช , มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ,ตลาดเทิดไท ,ชมรมฮักเขาใหญ่ ,เดอะแพนดอร่าแคมป์เขาใหญ่ ,สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ภาครัฐ และภาคเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา

โดยทั้งหมดร่วมกันบรรจุถุงยังชีพ เครื่องอุปโภค – บริโภค และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ที่ทุกภาคส่วนร่วมบริจาคส่งมา ณ จุดรับความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 การขนส่งสิ่งของ ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัทนครชัยแอร์ เพื่อนำส่งต่อถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วันนี้บรรจุถุงยังชีพได้มากกว่า 500 ถุง

ขณะที่ทาง ชมรม พสบ.ทภ.2 พคบ. นครราชสีมา / มณฑลทหารบกที่ 21 สมาคมแม่บ้านมณฑลทหารบกที่ 21 ขอเชิญร่วมบริจาค ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อุทกภัยน้ำท่วมรับบริจาค -ข้าวสาร -อาหารแห้ง -น้ำดื่ม -ยาสามัญประจำบ้าน สิ่งของบริจาคได้ที่ชั้น 1 มณฑลทหารบกที่ 21 (มทบ. 21) ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยท่านสามารถประสานงาน พ.ต.หญิง กรรณิกา ขอสินกลาง เบอร์โทรศัพท์ 086-648-2414 ตั้งแต่ บัดนี้เป็นต้นไป

นราธิวาสเนรมิตสวนพฤกษาปรับปรุงภูมิทัศน์ “วัด-มัสยิด”เติมสุขชายแดนใต้

นราธิวาส – กองทัพบก ร่วมกับ สวนนงนุชพัทยา เนรมิตสวนพฤกษา ภายในวัด มัสยิด เติมสุข สร้างพลังบวกให้ชายแดนใต้

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา นำทีมจัดสวนกว่า 80 ชีวิต พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ และต้นไม้นานาพันธุ์ เดินทางจากพัทยาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเนรมิตปรับภูมิทัศน์ จัดสวนพฤกษาสร้างความร่มรื่น สวยงามให้แก่ศาสนสถานที่สำคัญ ทั้งวัด มัสยิด ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน 2567 ซึ่งในวันนี้ได้เริ่มจัดสวนแรก ณ พุทธมณฑลจังหวัดนราธิวาส (วัดเขากง) ตำบลลำภู อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส โดยมี กำลังพลกองทัพบก จิตอาสา ร่วมจัดสวน ปรับภูมิทัศน์ออกมาอย่างสวยงาม ด้วยพฤกษานานาพรรณ และต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความเชื่อมโยงกับทุกศาสนา ผสมผสานเนรมิตให้เป็นสวนที่เติมเต็มความสุข และสร้างพลังให้กับคนในพื้นที่

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยว่า “ขอบคุณกองทัพบกที่ให้ทีมงานสวนนงนุชได้กลับมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้ง เป็นความปลื้มใจที่การกลับมาในครั้งนี้ เหมือนเราได้กลับมาสร้างพลังบวกให้กับคนในพื้นที่ ผ่านการจัดสวนในพื้นที่วัด มัสยิด ซึ่งเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในพื้นที่ผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนาได้เข้ามาเติมความสุข เติมพลัง ตามสถานที่เหล่านี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นดี ๆ ที่จะให้คนได้หันมาสนใจความสวยงามต้นไม้ ต่อยอดไปสู่การดูแลสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนต้นไม้ที่เลือกมาเราก็เลือกต้นไม้ที่เหมาะกับพื้นที่ เช่นการนำต้นอินทผลัม เป็นผลไม้ที่พระเจ้าประทานให้ ตามความเชื่อของชาวมุสลิม และปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน มาปลูกในวัด ก็สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลายของสังคมพหุวัฒนธรรมแห่งนี้ และยังมีต้นไม้อีกหลากหลายชนิดที่จะช่วยเสริมสร้างให้แต่ละสถานที่สวยงามมากยิ่งขึ้นด้วย”

สำหรับการดำเนินงานดังกล่าว เป็นความร่วมมือกันระหว่างกองทัพบก กับสวนนงนุชพัทยา คัดเลือกศาสนสถานที่สำคัญในพื้นที่ทั้งวัด มัสยิด ประกอบด้วย พุทธมณฑลจังหวัดนราธิวาส วัดเขากง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส, มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี และวัดเมืองยะลา พระอารามหลวง มุ่งหวังพัฒนาความเจริญมาสู่ทุกศาสนา เพื่อให้เกิดความสวยงามร่มเย็น และสร้างความปรองดองให้เกิดสันติสุขในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส