อัดฟางแท่งนาปรังขาย รายได้สุดปัง โกยวันละเกือบหมื่นบาท

นครราชสีมา-เกษตรกรโคราช หันมาอัดฟางแท่งนาปรังขาย สร้างรายได้เสริม วันละเกือบหมื่นบาท หลังแห่ทำนาปรังกันเพียบระหว่างรอฝน ก่อนเริ่มทำนาปี

ชาวนาจังหวัดนครราชสีมา เริ่มสำรองพืชอาหารสัตว์ไว้ให้สัตว์ได้กินในช่วงหน้าแล้งกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะฟางข้าวที่ชาวนาต้องเตรียมไว้ให้โค กระบือ ซึ่งช่วงหน้าแล้งจะขาดแคลนหญ้าสด ต้องให้โค กระบือ โค กินฟางข้าวแทน จึงทำให้เกษตรกรหลายรายหันมายึดอาชีพอัดฟางแท่งขายสร้างรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว

อย่างเช่น นายสม อ่ำกลาง อายุ 59 ปี เกษตรกรในตำบลนิคม อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ชาวนาในตำบลนิคม กว่า 80 % จะปลูกข้าวนาปีช้ากว่าพื้นที่อื่น เพราะข้าวนาปีจะต้องรอน้ำฝนเป็นหลัก และแม้ว่าจะเข้าหน้าฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว แต่ในพื้นที่แทบจะไม่มีฝนตกลงมาเลย โชคดีที่แถวนี้อยู่ใกล้กับลำน้ำมูล ชาวนาจึงอาศัยน้ำในลำน้ำ มาทำนาปรังกันไปก่อน คาดว่า จะได้เริ่มหว่านข้าวนาปีในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ แล้วไปเก็บเกี่ยวข้าวนาปีไวแสงในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมกันอีกที

ทั้งนี้คนที่ปลูกข้าวนาปรังไว้ หลายแปลงก็เริ่มเก็บเกี่ยวกันแล้ว ส่วนโค กระบือ ที่เคยออกไปหากินหญ้าสดหรือฟางแห้งตามทุ่งนาได้ แต่มาปีนี้ ชาวนาหันมาทำนาปรังกันมากขึ้นในช่วงที่ไม่มีฝนตก จากนั้นก็จะทำนาปีต่อ บริเวณแถบนี้จึงแทบไม่มีแปลงนาที่ว่างให้วัวควายลงไปกินหญ้า เพราะทำนาปี-นาปรังกันหมด ส่งผลให้หญ้าสดและหญ้าแห้งตามท้องนาขาดแคลนไปด้วย

ตนและเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ จึงต้องสำรองฟางอัดแท่งไว้ในสต๊อก เพื่อให้วัวควายได้มีหญ้าแห้งไว้กินตลอดช่วงหน้าแล้ง โดยฟางอัดแท่งบางส่วนจะเตรียมนำไปขายให้กับเพื่อนเกษตรกร ในราคาก้อนละ 35 บาท ซึ่งจากเดิมจะขายในราคาที่ถูกกว่า ก้อนละ 20 บาทเท่านั้น แต่เศรษฐกิจไม่ดี ค่าใช้จ่ายสูง และมีความต้องการฟางอัดแท่งกันมาก จึงปรับราคาเพิ่มขึ้นเพื่อให้อยู่ได้

ตอนนี้เกษตรกรก็ทยอยเกี่ยวข้าวนาปรัง เตรียมจะหว่านข้าวนาปี ฟางข้าวอัดแท่งจึงมีราคาสูงขึ้น ทำให้ตนมีรายได้จากการรับจ้างอัดฟางขายและแบกฟางขึ้นรถ เฉลี่ยวันละ 8,000-10,000 บาท เลยทีเดียว .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

“แม่น้ำโขงบึงกาฬ”หนุนสูงพุ่งทะลุ 13 ม.ล้นทะลักลานพญานาคแล้ว

ระดับน้ำใน “แม่น้ำโขง” จังหวัดบึงกาฬ สูงสุดในรอบปี 2567 ทะลุ 13 เมตร เอ่อล้นทะลักเข้าท่วมบริเวณลานพญานาคแล้ว สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้ง 4 อำเภอ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 14 ก.ย. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัดบึงกาฬ เช้าวันนี้วัดได้ 13.10 เมตร เพิ่มขึ้นจากวานนี้ 30 เซนติเมตร ถือว่าสูงสุดในรอบปี 2567 โดยเมื่อเดือนที่แล้วระดับน้ำโขงสูงสุดเพียง 12.60 เมตร ส่วนที่บริเวณลานพญานาค ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ ซึ่งไม่มีจุดวัดระดับน้ำ ชาวบ้านต้องใช้วิธีสังเกตระดับขั้นบันไดที่อยู่ริมแม่น้ำโขงแทน ซึ่งเช้านี้น้ำโขงได้ไหลเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมถนนบริเวณลานเอนกประสงค์ ลานพญานาค และชุมชนลุ่มต่ำที่อยู่ติดลานพญานาค ในเขตเทศบาลตำบลปากคาด ระดับน้ำสูงตั้งแต่ 10 ซม. ถึง 50 ซม.

ทั้งนี้ ทางเทศบาลตำบลปากคาดได้นำกระสอบทรายแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ติดลานพญานาคกว่า 20 หลังเรือน ใช้ป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ระดับน้ำกำลังเริ่มเอ่อล้นไหลเข้าท่วมถนนริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่ลานพญานาคไปจนถึงบ้านท่าสวรรค์ ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ขณะที่ชาวบ้านเริ่มขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และขนย้ายออกนอกพื้นที่ไปไว้ในที่ปลอดภัยแล้วนอกจากในพื้นที่ อ.ปากคาดแล้ว ยังมีพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ อ.บุ่งคล้า และ อ.บึงโขงหลง ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น ไหลเข้าตามลำห้วยสาขา เอ่อท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร ถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วมสูง ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้ง 4 อำเภอที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก

ส่วนในพื้นที่ อ.เซกา อ.พรเจริญ และ อ.ศรีวิไล ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเหมือนกัน แต่เกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่คืนเดียว 170 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีบ้านเรือน พืชสวนไร่นา นาข้าว สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และพืชอื่น ๆ เสียหายเป็นบริเวณกว้าง

สงขลา จัดยิ่งใหญ่! “คิงส์ คัพ” ครั้งที่ 50 ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

วานนี้(13 กันยายน 2567) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมติณสูลานนท์ ชั้น 3 สนามกีฬาติณสูลานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ จังหวัดสงขลา จัดงานแถลงข่าว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ ครั้งที่ 50 ประจำปี 2567

การแถลงข่าวครั้งนี้นำโดย ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ นาวาอากาศเอก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน สภากรรมการและโฆษกสมาคมฯ พร้อมด้วย นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร (ประธานอำนวยการจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 50) และ นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และแขกผู้มีเกียรติ รวมทั้งสื่อมวลชนเข้าร่วม

โดย ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน กล่าวว่า ในนามตัวแทนของ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งวันนี้ขอเป็นตัวแทนท่านนายกสมาคมฯ คุณนวลพรรณ ล่ำซ่ำ และสภากรรมการสมาคมฯ นักกีฬาและผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย ทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเยือนดินแดนเมืองท่าที่มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ และเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของชาวภาคใต้ เป็นศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยว สังคม วัฒนธรรม รวมถึงด้านกีฬา ที่มีการส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาวงการฟุตบอลทั้งในระดับทีมชาติไทย ระดับลีกอาชีพมาอย่างยาวนาน

การแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ เป็นรายการที่สำคัญมาก ของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพราะเป็นถ้วยที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ให้กับวงการฟุตบอลไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 จนมาถึง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้จังหวัดที่มีศักยภาพและความพร้อมในทุกด้านเข้ามาเป็นเจ้าภาพในครั้งที่ 50 ที่นับเป็นปีมหามงคลของประเทศ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา โดยฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ยังถือเป็นฟุตบอลถ้วยระดับนานาชาติ ที่เก่าแก่ที่สุดอันดับ 2 ในทวีปเอเชีย อีกด้วย

สำหรับ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ มีนโยบายสร้างกระแสนิยมฟุตบอลไทยให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อให้แฟนฟุตบอลได้มีส่วนร่วม และ ใกล้ชิดกับการแข่งขันฟุตบอลในระดับนานาชาติ รวมถึงยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ตามนโยบายของรัฐบาล เช่นเดียวกับครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 9 ที่สมาคมฯ ออกมาจัดการแข่งขันที่ต่างจังหวัด โดย สงขลา ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการของ สมาคมฯ มีความพร้อมรอบด้าน ตามมาตรฐานของ เอเอฟซี ทั้งสนามแข่งขัน ,สนามซ้อม และ ที่พัก ที่สำคัญ ยังเป็นจังหวัดที่มีความคลั่งไคล้ฟุตบอลมากที่สุดในประเทศไทย จากสถิติ ยอดแฟนบอลสูงสุดตลอดกาลที่เคยเกิดขึ้นที่ “สงขลา” ด้วยจำนวน 36,715 คน ในฟุตบอลดิวิชั่น 1 ปี พ.ศ. 2554

การแข่งขันครั้งนี้ จะเป็นการแข่งขันในระดับ FIFA International A Match โดยมี 4 ทีม เข้าร่วม ประกอบด้วย ทีมชาติไทย อันดับ 101 ของโลก และ แชมป์สูงสุด 15 สมัย , ทีมชาติซีเรีย อันดับ 93 ของโลก , ทีมชาติทาจิกิสถาน อันดับ 103 ของโลก และ แชมป์เมื่อปี 2022 และ ทีมชาติฟิลิปปินส์ อันดับ 147 ของโลก จะแข่งขันนัดแรก รอบรองชนะเลิศ วันที่ 11 ตุลาคม 2567 และ นัดชิงชนะเลิศ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ แห่งนี้

แน่นอนว่า ฟุตบอลทีมชาติไทย ยังไม่เคยคว้าแชมป์ถ้วยนี้ นอกกรุงเทพฯ แต่ทุกอย่างย่อมมีครั้งแรกเสมอ และหวังว่าครั้งแรกนี้จะเกิดขึ้น ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งนอกจาก ผู้ฝึกสอน และนักฟุตบอลทีมชาติไทย ที่พร้อมทำงานกันอย่างหนักแล้ว อยากฝากแฟนฟุตบอลชาวสงขลา , ภาคใต้ และ ทั่วประเทศไทย ส่งแรงเชียร์ แรงใจ มาให้ทีมชาติไทยในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

สุดท้ายนี้ เชื่อว่าพี่น้องชาวสงขลา ทุกคนกำลังรอคอยการแข่งขันนี้ เพราะนับตั้งแต่ เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ในปี พ.ศ. 2541 นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี ที่ ฟุตบอลชาติไทยชุดใหญ่ กลับมาเยือนสนามที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกครั้ง เราหวังว่าจะได้เห็นบรรยากาศ “สนามแตก” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และ กลับมาคว้าแชมป์ คิงส์คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี

ด้าน นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในนามประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 50 ประจำปี 2567 กล่าวว่า “จังหวัดสงขลามีความพร้อมในการจัดการแข่งขันฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 50 ประจำปี 2567 เป็นอย่างมาก หลังรอคอยการเป็นเจ้าภาพมาถึง 56 ปี”

“ผมในนามประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ขอขอบคุณสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, การกีฬาแห่งประเทศไทย, ภาครัฐและเอกชนที่ช่วยกันสนับสนุนให้มีการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดสงขลานั้น ได้มีเป้าหมายที่จะทำให้ “จังหวัดสงขลาเป็นเมืองกีฬา หรือ (Sport City)” ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดการแข่งขันในกีฬาทุกประเภท ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนเป็นต้นกล้าด้านกีฬาในแต่ละประเภท มีการจัดตั้งคณะกรรมการกีฬาแห่งจังหวัดสงขลาและกองทุนคณะกรรมการกีฬาจังหวัดสงขลาขึ้น”

“จังหวัดสงขลามีความเชื่อมั่นว่า การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 50 ประจำปี 2567 ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ต้นกล้าเด็ก เยาวชนสงขลามีแรงบันดาลใจในการเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ ส่งเสริมและพัฒนากีฬาฟุตบอลในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง การจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ สงขลาครั้งนี้ จะช่วยตอบโจทย์ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ อันได้แก่ จังหวัดสงขลา นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล พัทลุง และนครศรีธรรมราช โดยในช่วงการแข่งขันวันที่ 11 และ 14 ตุลาคม 2567 จังหวัดสงขลาคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ในพื้นที่จังหวัดสงขลาหลายหมื่นคน จะสามารถกระตุ้นระบบเศรษฐกิจที่ซบเซาในพื้นที่ได้หลายร้อยล้านบาท และรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว เจ้าภาพการแข่งขันจะมอบให้แก่กลุ่ม ชมรม สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาใน 16 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความสำเร็จ “สงขลาเมืองกีฬา” ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นระบบเศรษฐกิจในพื้นที่” ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าว

ขณะที่ นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวถึงความพร้อมในการจัดการแข่งขันฯ ว่า “หลังจากที่ การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ประกาศยกระดับให้จังหวัดสงขลา เป็นเมืองกีฬา “Songkhla Sports City” ด้านกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ (Sports for Excellence) เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 และได้เป็นเจ้าภาพร่วมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ใน พ.ศ.2568 โดยมี กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสงขลา ทำให้เราได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนแล้ว”

“ทันทีที่เรา ได้รับการประกาศยืนยันจาก สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 50 เราได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และประชุมเตรียมความพร้อมในแต่ละฝ่ายฯ ตามมาตรฐานที่สมาคมฯ กำหนดไว้ในทุกๆ ด้าน ทั้ง สนามแข่งขัน สนามฝึกซ้อม โดยเราได้มีการปรับปรุงพื้นหญ้า สนามกีฬาติณสูลานนท์ และ อาคารสถานที่ ให้มีความพร้อม 100 %”

“ส่วน โรงแรมที่พัก สำหรับนักกีฬา จังหวัดฯ ได้ประชุมเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อจัดเตรียมความพร้อมเรื่องที่พักและอาหาร ตามหลักสากล ที่ได้มาตรฐานสำหรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของทุกชาติที่เข้าร่วม จำนวน 3 โรงแรม ประกอบด้วย 1.โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา ที่พัก จำนวน 63 ห้อง, 2.โรงแรมบีพี สมิหลา บีช จำนวน 70 ห้อง และ 3.โรงแรมบุรีศรีภู จำนวน 27 ห้อง”

“โอกาสนี้ ผมในนามตัวแทนชาวจังหวัดสงขลา ขอขอบคุณ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ,นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ” ครั้งที่ 50 ,การกีฬาแห่งประเทศไทย, ภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยกันสนับสนุนให้มีการจัดการแข่งขัน และขอยื่นยันความพร้อมในทุกๆมิติ ในการจัดการแข่งขันฯ ครั้งนี้”

สำหรับ ทีมเข้าร่วมแข่งขันประกอบด้วย ทีมชาติไทย อันดับ 101 ของโลก (เจ้าภาพ) ทีมชาติซีเรีย อันดับ 93 ของโลก , ทีมชาติทาจิกิสถาน อันดับ 103 ของโลก และ ทีมชาติฟิลิปปินส์ อันดับ 147 ของโลก ทุกนัดจะแข่งขันที่ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา ถ่ายทอดสดทางช่อง ไทยรัฐ ทีวี และ Facebook : FA Thailand , Changsuek และ Youtube : Changsuek

โดย ผลการประกบคู่รอบรองชนะเลิศ ที่จะแข่งขันกันในวันที่ 11 ตุลาคม 2567 มีดังนี้

16.30 น. ซีเรีย พบ ทาจิกิสถาน
20.00 น. ทีมชาติไทย (เจ้าภาพ) พบ ฟิลิปปินส์

ผู้ชนะจะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2567 ส่วนผู้แพ้ก็จะแข่งขันกันในนัดชิงอันดับ 3 ในวันเดียวกัน โดยมีกำหนดการดังนี้

16.30 น. รอบชิงชนะเลิศ อันดับ 3
20.00 น. รอบชิงชนะเลิศ

อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม ความทรงจำที่อิ่มใจและอิ่มบุญ

คอนเสิร์ตการกุศล “อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม” ที่เพิ่งจัดเสร็จสิ้นไปอย่างสวยงามและลุล่วงไปด้วยดี เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงละคร M Theatre ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ภายใต้หัวเรือใหญ่อย่าง ดร.ไพบูลย์ ปรัชญานุสรณ์,คุณวรพจน์ วชิรพรพงศา,คุณสุนทรีย์ จวบสมัย,ว่าที่ร้อยตรีชนากรณ์ แสงศรี,คุณสมภพ คงสุภาพศิริ,คุณพัฒน์นรี สุรกุล และ คุณชัยวัฒน์ พันธุ์ชัยพล ซึ่งงานนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพยนตร์และบทเพลงจีนที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมไทย-จีน

เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้กับมูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา และเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับแฟนเพลงภาพยนตร์จีนได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความประทับใจ และความทรงจำที่ดีต่อกัน โดยมีศิลปินรับเชิญชื่อดัง คุณน้ำผึ้ง-หม่อมหลวงสราลี กิติยากร, คุณอิ๋ว-พิมพ์โพยม เรืองโรจน์, คุณเจินเจิน บุญสูงเนิน, คุณผุสดี เอื้อเฟื้อ, คุณสุนทรีย์ จวบสมัย, คุณหลินหลิน อินไทยแลนด์, คุณรวี รัตติกาล, คุณอัญญาภา ทรัพย์จูงสกุล, คุณอรรณพ ศิรธนานนท์, คุณลัดดา ตรีระพงศ์พิชิต และ ว่าตรีร้อยตรีชนากรณ์ แสงศรี (นักร้องหน้าม่าน) บรรเลงเพลงโดยวงดนตรี Siam Big Band สำหรับบทเพลงที่บรรดาศิลปินนำมาขับร้องล้วนนำมาจากภาพยนตร์และละครชื่อดังสุดคลาสสิก กว่า 30 เพลง อาทิ เพลงรักชาวเรือ, จอมนางสะท้านแผ่นดิน,จอมใจจักรพรรดิ,ซูสีไทเฮา,Mr.King Kong, โหด เลว ดี, นกน้อยคะนองรัก, พ่อจ๋าอย่าร้องไห้,ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ, ดาบทะลุฟ้า ฟัดทะลุเวลา, กระบี่ไร้เทียมทาน, ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า,ฤทธิ์มีดสั้น, กระบี่เย้ยยุทธจักร, ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์, ศึกสายเลือด, มังกรหยก, เปาบุ้นจิ้น, คมเฉือนคม, เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้, ฟ้ามิอาจกั้น, เหมยฮัว, เสน่หามนตรารัก, เทพบุตรชาวดิน, เทพธิดาดอย, พ่อจ๋าแม่อยู่ไหน, ยากจะหักใจลืม, ไฟสุมทรวง, ฝันสลาย และ ฉ่ำใจไหมพี่ คุณสุนทรีย์ จวบสมัย นักร้องชนะเลิศประกวดร้องเพลงสยามกลการ ประจำปี พ.ศ.2526

ในฐานะตัวแทนผู้จัดงานและตัวแทนศิลปิน กล่าวว่า ขอกราบขอพระคุณกัลยาณมิตรและแฟนเพลงทุกท่านที่มีส่วนสำคัญในการทำให้คอนเสิร์ต “อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม” ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งคอนเสิร์ตในครั้งนี้มีความหมายสำหรับพวกเรามาก เราเติบโตมาในยุคที่ภาพยนตร์จีนเจ้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเรา ความชื่นชอบในบทภาพยนตร์และตัวนักแสดงรวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ ล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้อยากจัดคอนเสิร์ตนี้ขึ้นมา โดยพวกเราตั้งใจที่จะทำให้ทุกท่านที่มาร่วมงานจะมีความสุข ความทรงจำที่ดีกับเสียงเพลงและบทเพลง ตลอดจนมีความประทับใจที่ได้มีส่วนร่วมกับการสร้างกุศลในครั้งนี้ด้วย หวังว่าในโอกาสนี้เราคงจะได้มีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ทำร่วมกันค่ะ สำหรับคอนเสิร์ตการกุศลในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากกัลยาณมิตรผู้ใจดีและมีจิตกุศลมากมาย อาทิ Lin’s โดยหลินหลิน อินไทยแลนด์,บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง,ร้านเฮง เฮง เฮง (เขากวางอ่อน),สำนักข่าวบางกอกทูเดย์,บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด,TMC ศูนย์การแพทย์ธนบุรี,Freetex Elastic Fabric Factory Co.,Ltd.,T.CM PAPERPOX Co.,Ltd.,Thai Vikhante Best Co.,Ltd.,บริษัท เอ็ม เธียร์เตอร์ จำกัด,Sang Thai intertrade Co.,Ltd.,MTI Cosmetic,บริษัท คลาส เลเธอร์ จำกัด,The Piano Resort-เขาใหญ่,สมาคม เฟ่ยโจว ประเทศไทย และชมรมดนตรี Siam Music Club

นายกฯสวมกอดให้กำลังใจผู้ประสบภัยสั่งเร่งเยียวยาย้ำไม่ทอดทิ้ง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน เวลา 11.45 น.  ที่ด่านพรมแดน ด่านศุลกากรแม่สาย จ.เชียงราย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายภูมิธรรม  เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์  รมช.กลาโหม นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย และนายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีรับรายงานจากข้าราชการทหาร พลเรือน และข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งอาสาสมัคร และจิตอาสาที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ ปริมาณน้ำในพื้นที่ได้ลดลงและเข้าสู่ขั้นตอนเก็บกวาดทำความสะอาดถนน สะพาน สถานที่สาธารณะ เพื่อเร่งคืนพื้นที่ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ให้เร็วที่สุด  พร้อมทั้งยังสอบถามการช่วยเหลือของทางเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปถึงพี่น้องประชาชน ซึ่งได้เจ้าหน้าที่รายงาน ในช่วงแรกการช่วยเหลือเต็มไปด้วยความยากลำบากช่วงกระแสน้ำเชี่ยว ต้องอาศัยเจ็ตสกีจากผู้มีความชำนาญพิเศษ รวมทั้งการใช้เฮลิคอปเตอร์ในการส่งเสบียง อาหารและเครื่องดื่มเข้าไป ซึ่งเป็นการบูรณาการจากหลายหน่วยงานร่วมกัน เร่งช่วยเหลือประชาชนเริ่มตั้งแต่การช่วยขนย้ายของขึ้นที่สูง รวมทั้งช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และได้จัดตั้งศูนย์เพื่อช่วยเหลือทันที

นายกรัฐมนตรี ยังมอบหมายกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย รวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น และคำแนะนำต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้างาน เพื่อถอดบทเรียน และวางแผนแก้ไขปัญหา รวมถึงกำหนดแนวปฏิบัติการงานในการจัดการช่วยเหลือต่อไปด้วย จากนั้น นายกรัฐมนตรีตรวจดูแม่น้ำสาย ซึ่งกระแสน้ำได้ลดระดับและความรุนแรงลงบ้างแล้ว นายกรัฐมนตรีกล่าวทักทายและขอบคุณนายกษิดิศ ธีระประทีป ผู้ที่ขับเจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือลุงเขียงหมูที่ติดเต็นท์แดงด้วย

จากนั้น เวลา 12.30 น.  เยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว วัดพรหมวิหาร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กล่าวว่ารัฐบาลจะดูแลเรื่องการเยียวยาให้ดีที่สุด ถือว่าการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นความสำคัญเร่งด่วน รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และมีความห่วงใยทุกคน ทั้งนี้ ขอให้ช่วยกันดูแลเพื่อนบ้านด้วยกันไม่ทอดทิ้งกัน

นายกรัฐมนตรี สอบถามผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอดถึงความเป็นอยู่ในศูนย์ฯ ด้วยความห่วงใย ซึ่งตอบว่า เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลืออย่างดี รวมทั้ง น้ำ อาหาร และยาด้วย ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนกล่าวกับนายกรัฐมนตรีทั้งน้ำตาว่า หมดตัวแล้วไม่เหลืออะไรแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีตอบว่า “ยังเหลือชีวิต เหลือกำลังใจที่ต้องสู้ต่อไป” ซึ่งชาวบ้านได้กอดนายกรัฐมนตรีและบอกว่า “แค่อ้อมกอดของนายกฯ ก็พอแล้ว” ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ตอบว่า นี่ก็เป็นกำลังใจให้นายกรัฐมนตรีเหมือนกัน จะรีบกลับไปทำงานในเรื่องชดเชยเยียวยาช่วยเหลือ ซึ่งผู้ประสบภัยคนหนึ่งยังบอกกับนายกรัฐมนตรีว่า “อย่าทิ้งกัน” ซึ่งนายกรัฐมนตรีตอบกลับว่า “ไม่ทิ้งอยู่แล้ว”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมรถโรงครัวจิตอาสา ซึ่งได้ผลิตอาหารวันละประมาณ  1,500 – 2,000 กล่อง เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่และได้ร่วมทำอาหารเมนูกะหล่ำปลีผัดไข่กับกลุ่มแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายเมนูไก่กระเทียม ณ โรงครัวพระราชทาน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับประชาชนที่เข้ามาพักพิงในศูนย์ ฯ เน้นย้ำว่า จากนี้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะเร่งช่วยเหลือ เรื่องการเยียวยา ทั้งการดูแลบ้านพัก ที่อยู่อาศัยให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทุกคนกลับไปอยู่ที่พักของตนเองได้อย่างรวดเร็วและอยากให้การเยียวยาเข้าถึงทุกคนอย่างรวดเร็ว วันนี้เรื่องสถานการณ์น้ำดีขึ้นตามลำดับ ขอให้ทุกคนอดทนอีกนิดวันนี้มาให้กำลังใจด้วยความจริงใจและขอพูดจากใจว่า “ทุกคนเก่งมาก ที่ยังมีรอยยิ้ม หลังจากที่ผ่านสถานการณ์รุนแรง” บางคนถึงพูดว่าไม่เหลืออะไรแล้ว นายกรัฐมนตรีบอกว่า ยังเหลือชีวิตและยังเหลือกำลังใจ เหลือความหวังสิ่งที่เหลืออยู่ในวันนี้ ขอให้ทุกคนภูมิใจในตนเองว่า เก่งจริง ๆ เจอเหตุการณ์ขนาดนี้ยังสามารถยืนหยัดได้ นายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีรวมทั้งสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านมาให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ซึ่งหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่พักพิงในศูนย์ยังกล่าวอวยพรนายกรัฐมนตรี “ขอให้เป็นนายกรัฐมนตรีไปนาน ๆ”

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบถุงยังชีพ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมยาเวชภัณฑ์อุปกรณ์การรักษาพยาบาลให้กับนายอำเภอเพื่อเป็นตัวแทนส่งมอบต่อให้กับพี่น้องประชาชน ก่อนจะเดินทางต่อไปมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เยี่ยมผู้ประสบภัยและพร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนต่อไป

 

กู้ภัยสัตหีบลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม ซับน้ำตาเหยื่อน้ำท่วมเชียงราย

น้ำท่วมเชียงรายยังวิกฤติ น้ำยังท่วมสูงไม่หยุด ผลพวงจากน้ำที่เอ่อล้นออกมาจากแม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทีมกู้ภัยฯ ยังฝ่ากระแสน้ำกลางเมือง ช่วยเหลือประชาชน


เมื่อวันที่ 13 ก.ย.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงราย วันนี้ ในตัวเมืองที่ชุมชนริมน้ำกก ม.20 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย หลายครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ต่ำยังถูกน้ำท่วม ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ส่วนพื้นที่ในเมืองน้ำเริ่มลดลง อย่างต่อเนื่อง

โดยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถาน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้ส่งเรือท้องแบนและเรือยาง 4 ลำ พร้อมกำลังชุดปฏิบัติการทางน้ำ ไปให้การช่วยเหลือผู้ป่วยตามบ้าน และอพยพผู้คนคนออกจากพื้นที่เสี่ยงที่น้ำท่วมสูง ขณะนี้ยังมีการตัดกระแสไฟฟ้า เนื่องจากป้องกันอันตรายจากไฟดูด

วันนี้ ทีมกู้ภัยฯ ได้นำอาหารพร้อมน้ำดื่ม เข้าไปให้การช่วยเหลือ ปชช. ในพื้นที่ริมแม่น้ำ ขณะเดินทางด้วยเรือพบ ปลาคราฟขนาดใหญ่ ลอยมาตามน้ำ ติดอยู่ในพื้นที่ต่ำ จึงได้ช่วยกันนำใส่กล่องโฟม และนำไปไว้ในที่ปลอดภัยรวมถึงสุนัข ที่พลัดหลงก้บเจ้าของจำนวนมาก จึงได้ช่วยนำไปไว้ในที่ปลอดภัย พร้อมให้อาหารในเบื้องต้น

นอกจากนี้ ตลอดทั้งวันได้มีการนำอากาศยานโดรน บินส่งอาหาร ยาและเวชภัณท์ ตามบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ น้ำท่วมสูงอีกด้วย ปัจุบันยังคงมีประชาชนบางส่วนที่ไม่ยอมออกจากบ้านตัวเองเนื่องจาก เป็นห่วงทรัพย์สิน

น.ส.ศิวพร ไมตรี อายุ 31 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบกล่าวว่า น้ำมาเร็วมากเก็บข้าวของไม่ทันเสียหายทั้งหมด ไม่เคยเคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย ไม่มีการแจ้งเตือนอะไรมาก่อนเลย

ด้าน นาย สมศรี ผ่องใส อายุ 67 ปี ได้กล่าวว่า ขอขอบคุณหน่วยกู้ภัยฯ ที่เข้ามาช่วยเหลือ นำอาหารเครื่องดื่มมาให้ เกิดมาเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เจอเกตุการณ์น้ำท่วมขนาดนี้

โดย…นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี

งานฝีมือหัตถกรรมคนตาบอดไทย จาก ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน ขึ้นโชว์เวทีแฟชั่นระดับโลก ASEAN INTERNATIONAL FASHION WEEK 2024

นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ งานฝีมืองานถักของคนตาบอดไทย จาก ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน  ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  ได้ก้าวไกลสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก ASEAN INTERNATIONAL FASHION WEEK 2024 จัดแสดงที่ Art Science Museum Singapore  ซึ่งได้รับการชื่นชมในผลงานเป็นอย่างมาก

การจุดประกายให้งานหัตถกรรมของคนตาบอด ได้ปรากฏสู่สายตาคนทั่วโลกในครั้งนี้เกิดจาก นางสาวศศิพิมพ์ สรรพวรพงษ์ (อิ๋ว)  นักศึกษาของ Raffles College of Higher Education Singapore awarded by Coventry University , UK สาขา Fashion Design   ได้พูดถึงงานครั้งนี้ว่า “ เนื่องจากต้องทำโปรเจกต์จบ Thesis ในหัวข้อ  MAKING SENSE OF NONSENSE  ซึ่งเป็นหัวข้อเกี่ยวกับความกลัวความมืดในวัยเด็ก ที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับการสูญเสียการมองเห็น จึงออกแบบมาเป็น collection ที่ส่งเสริมความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจต่อผู้พิการทางการเห็น เพื่อให้สังคมเปิดใจและเปิดกว้างยอมรับความสามารถ  เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมเฉกเช่นคนทั่วไป  จึงได้มีการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม และอยากทำ collection ที่มีความ inclusivity และมีประโยชน์ต่อสังคมทางใดทางหนึ่ง จึงได้มาเจองานฝีมือคนตาบอดที่มีทักษะงานฝีมือที่มีความละเอียดและสวยงามมาก จาก ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน  ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  จากผลิตภัณฑ์ที่เกิดจาก    การฝึกทักษะอาชีพด้านหัตถกรรมคนตาบอดของศูนย์ฯนั้น  ไม่ว่าจะเป็น งานถัก(นิตติ้ง/โคเชต์)งานร้อยลูกปัด งานสาน  และงานทอ  ทำให้เราได้มองเห็นแล้วว่างานดีไซน์ของเรากับงานฝีมือของทางศูนย์มีแนวทางที่สามารถทำงานร่วมกันได้ จึงติดต่อประสานไปทางมูลนิธิฯ  จนทำโปรเจกต์ในครั้งนี้ออกมาสำเร็จเหนือความคาดหมาย  จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ1 ค่ะ ”

นางสาวศศิพิมพ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ ด้วยความที่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ ขั้นตอนแรกเมื่อดีไซน์งานออกแบบเสร็จจึงได้ส่งไหมโมแฮร์เส้นเล็ก คละสี ส่งไปให้ทางศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน ให้ขึ้นชิ้นงานด้วยเทคนิคนิตติ้งโดยมีหลายขนาดคละกัน เป็นทั้งชิ้น สามเหลี่ยม และ สี่เหลี่ยม โดยมีขนาดใหญ่ที่สุด 20×20 ซม.จำนวนประมาณ 50 ชิ้น  รวมทั้งได้ส่งท่อไหมพรม คละความยาว คละสี ขนาดตั้งแต่ 40-120 ซม. จำนวนประมาณ 400 ชิ้น  ซึ่งชิ้นงานทั้งหมดจากการถักฝีมือคนตาบอดของศูนย์ฯ นั้นเมื่อได้ถักเสร็จแล้วนั้น ดิฉันได้นำมาจัดวางตกแต่งในงานดีไซน์  จัดวางใหม่จนออกมาเป็นชุดให้นางแบบพรีเซนท์ผลงาน ในทั้งหมด 4 ชุด จาก collection ทั้งหมด 6 ชุด ค่ะ และได้จัดแสดงแฟชั่นโชว์ ASEAN INTERNATIONAL FASHION WEEK 2024 จัดแสดงที่  Art Science Museum Singapore และที่  Raffles of Higher Education Graduation Show- Design Forward  ที่ผ่านมา ”

ซึ่ง นางสาวศศิพิมพ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ ดิฉันต้องขอขอบคุณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์และทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีส่วนช่วยให้เพิ่มการเข้าถึงงานฝีมือคนตาบอดต่อกลุ่มคนในวงกว้าง และแสดงถึงศักยภาพของผู้พิการทางการเห็นให้มีผลงานในวงการแฟชั่นมากขึ้นในอนาคตค่ะ”

ถือได้ว่าการจัดงานแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้  ได้กลายเป็นความหวังต่องานฝีมือคนตาบอดไทยที่ก้าวไกลไปอีกขั้น และหวังว่าประชาชนในสังคมจะร่วมส่งต่อเส้นทางความฝันให้คนตาบอดมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน สามารถร่วมสนับสนุนการฝึกทักษะส่งเสริมการฝึกอาชีพ  ของศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน จ.นครปฐม ได้ที่  โทรศัพท์ : 02 429 0856 ,02 812 6246  หรือ  www.blind.or.th

ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน ขึ้นโชว์เวทีแฟชั่นระดับโลก ASEAN INTERNATIONAL FASHION WEEK 2024

นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ งานฝีมืองานถักของคนตาบอดไทย จาก ศูนย์ฝึกอาชีพหญิง ตาบอดสามพราน  ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  ได้ก้าวไกลสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก ASEAN INTERNATIONAL FASHION WEEK 2024 จัดแสดงที่ Art Science Museum Singapore  ซึ่งได้รับการชื่นชมในผลงานเป็นอย่างมาก 

 การจุดประกายให้งานหัตถกรรมของคนตาบอด ได้ปรากฏสู่สายตาคนทั่วโลกในครั้งนี้เกิดจาก นางสาวศศิพิมพ์ สรรพวรพงษ์ (อ๋วิ)  นักศึกษาของ Raffles College of Higher Education Singapore awarded by Coventry University , UK สาขา Fashion Design   ได้พูดถึงงานครั้งนี้ว่า “ เนื่องจากต้องทำ โปรเจกต์จบ Thesis ในหัวข้อ  MAKING SENSE OF NONSENSE  ซึ่งเป็นหัวข้อเกี่ยวกับความกลัวความมืดในวัยเด็ก ที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับการสูญเสียการมองเห็น จึงออกแบบมาเป็น collection ที่ส่งเสริม ความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจต่อผู้พิการทางการเห็น เพื่อให้สังคมเปิดใจและเปิดกว้างยอมรับ ความสามารถ  เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมเฉกเช่นคนทั่วไป  จึงได้มีการค้นคว้าหาข้อมลูเพิ่มเติม และอยากทำ collection ที่มีความ inclusivity

และมีประโยชน์ต่อสังคมทางใดทางหนึ่ง จึงได้มาเจองานฝีมือคนตา บอดที่มีทักษะงานฝีมือที่มีความละเอียดและสวยงามมาก จาก ศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน  ซึ่ง อยู่ภายใต้การดูแลของมลูนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินปูถัมภ์  จากผลิตภัณฑ์ที่เกิด จาก การฝึกทักษะอาชีพด้านหัตถกรรมคนตาบอดของศนูย์ฯนั้น  ไม่ว่าจะเป็น งานถัก(นิตติง้/โคเชต์)งาน ร้อยลกูปัด งานสาน  และงานทอ  ทำให้เราได้มองเห็นแล้วว่างานดีไซน์ของเรากับงานฝีมือของทางศูนย์มี แนวทางที่สามารถทำงานร่วมกันได้ จึงติดต่อประสานไปทางมลูนิธิฯ  จนท าโปรเจกต์ในครั้งนี้ออกมาสำาเร็จ เหนือความคาดหมาย  จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ค่ะ ”

 นางสาวศศิพิมพ์  ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ ด้วยความที่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ ขั้นตอน แรกเมื่อดีไซน์งานออกแบบเสร็จจึงได้ส่งไหมโมแฮร์เส้นเล็ก คละสี ส่งไปให้ทางศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอด สามพราน ให้ขึ้นชิ้นงานด้วยเทคนิคนิตติ้งโดยมีหลายขนาดคละกัน เป็นทั้งชิ้น สามเหลี่ยม และ สี่เหลี่ยม โดยมีขนาดใหญ่ที่สดุ 20×20 ซม.จำนวนประมาณ 50 ชิ้น รวมทั้บได้ส่งท่อไหมพรม คละความยาว คละสี ขนาดตั้งแต่ 40-120 ซม. จำนวนประมาณ 400 ชิ้น ซึ่งชื้นงานทั้งหมดจากการถักฝีมือคนตาบอดของศูนย์ฯ นั้นเมื่อได้ถักเสร็จแล้วนั้น ดิฉันได้นำมาจัดวางตกแต่งในงานดีไซน์  จัดวางใหม่จนออกมาเป็นชุดให้ นางแบบพรีเซนท์ผลงาน ในทั้งหมด 4 ชุด จาก collection ทั้งหมด 6 ชุด ค่ะ และได้จัดแสดงแฟชั่นโชว์ ASEAN INTERNATIONAL FASHION WEEK 2024 จดัแสดงที่  Art Science Museum Singapore และ ที่  Raffles of Higher Education Graduation Show- Design Forward  ที่ผ่านมา ” 

ซึ่ง นางสาวศศิพิมพ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ ดิฉันต้องขอขอบคณุ มลูนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์และทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก และหวัเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีส่วนช่วยให้ เพิ่มการเข้าถึงงานฝีมือคนตาบอดต่อกลลุ่มคนในวงกว้าง และแสดงถึงศักยภาพของผู้การทางการเห็นให้มี ผลงานในวงการแฟชนั่มากขึ้ในอนาคตค่ะ”

ถือได้ว่าการจดังานแฟชนั่โชว์ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นความหวังต่องานฝีมือคนตาบอดไทยที่ก้าวไกล ไปอีกขั้น และหวังว่าประชาชนในสังคมจะร่วมส่งต่อเส้นทางความฝันให้คนตาบอดมีอาชีพที่มั่นคงและ ยั่งยืน สามารถร่วมสนับสนุนการฝึกทักษะส่งเสริมการฝึกอาชีพ  ของศูนย์ฝึกอาชีพหญิงตาบอดสามพราน จ.นครปฐม ได้ที่  โทรศัพท์ : 02 429 0856 ,02 812 6246  หรือ  www.blind.or.th

“สว.วิธาวีร์”เสนอ 3 มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ทั้งระบบ

สว.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เสนอในการประชุมร่วมรัฐสภาแถลงนโยบายรัฐบาลแนะ 3 มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาผู้แทนราษฎรเป็นวันที่สอง โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม น.ส.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายนโยบายที่ 1 การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบว่า ปัญหาหนี้สำหรับประชาชน เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตนจำความได้ จนขณะอายุ 40 ปี คนไทยยิ่งเป็นหนี้ และเพิ่มมากขึ้น นโยบายของรัฐบาลต้องชัดเจน จริงจังและจริงใจในการแก้ปัญหาหนี้สิน การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบที่ไม่ชัดเจน นโยบายที่รัฐบาลจะต้องระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาผนึกกำลังเพื่อแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน 

ทั้งนี้ เราผ่านรัฐบาลมาหลายยุค หลายสมัย ทุกสมัยพูดคุยกันในเรื่องแก้หนี้ แก้จน ตอนนี้ต้องกลับมาแก้ที่คนออกนโยบายนั่นคือรัฐบาล ว่า ออกนโยบายมาแล้ว จะทำได้เป็นรูปธรรมได้อย่างไรนี่คือความท้าทาย ที่ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอ การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ วินัยทางการเงิน การส่งเสริมความรู้ความ เข้าใจทางการเงินที่ถูกต้อง ส่งเสริมการออมในรูปแบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย สิ่งนี้จะเป็นหลักการที่สำคัญในการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งสถาบันการเงินของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่จะเป็นองค์กรที่มาช่วย ขับเคลื่อนนโยบายได้ 

น.ส.วิธาวีร์ กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทยที่มีแนวโน้มถึง 91.4% ต่อ GDP คุณภาพหนี้ ครัวเรือนที่มีแนวโน้มด้อยลง แม้ว่าเราจะพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ที่ผ่านมาเราจะพบว่า ปัญหาของการปรับโครงสร้างหนี้ ก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม ๆ นั่นคือ ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนคลุมเครือจากนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ของแต่ละสถาบันการเงิน แตกต่างกันออกไป เช่น บางธนาคารมีเงื่อนไขที่ดีช่วยเหลือลูกหนี้ บางธนาคารก็เคร่งครัดมากเกินไปทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่สำคัญทำให้การแก้ปัญหาหนี้ไม่สำเร็จคือ การขาดการบูรณาการของหน่วยงานรัฐกับเอกชน รัฐบาลไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการช่วยเหลือลูกหนี้ หรือประชาชนอย่างจริงจัง รัฐบาลควรการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพที่ชัดเจน เช่น จะลด สัดส่วนหนี้แต่ละประเภทอย่างไร  ลงเหลือเท่าไหร่  ระยะเวลาเท่าใด มีมาตรการอย่างไร ในการป้องกันการเกิดหนี้ซ้ำซ้อนในอนาคต ที่สำคัญเห็นว่า นโยบายนี้ ไม่มีการกล่าวถึงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้สำคัญสำหรับพี่น้อง ประชาชน

“ดิฉันขอเสนอนโยบายปรับโครงสร้างหนี้ ดังนี้ 1.รัฐบาลควรมีมาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาหนี้ทุกประเภท ให้นโยบายนี้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว บูรณา การระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ให้ธนาคารทุกธนาคาร มีมาตรการเพื่อแก้หนี้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ไปใน ทิศทางเดียวกัน และกระตุ้นการประชาสัมพันธ์เกิดการรับรู้ในวงกว้าง 2.รัฐบาลควรมีมาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาหนี้ทุกประเภท ให้นโยบายนี้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว บูรณา การระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ให้ธนาคารทุกธนาคาร มีมาตรการเพื่อแก้หนี้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ไปใน ทิศทางเดียวกัน และกระตุ้นการประชาสัมพันธ์เกิดการรับรู้ในวงกว้าง และ 3.รัฐบาลต้องมีมาตรการเพิ่มรายได้ให้กับประชนควบคู่ไปด้วย

 เช่น การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาทักษะ แรงงาน ตราบใดที่เศรษฐกิจฐานรากยังฟื้นตัว ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังไม่ลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนก็อาจจะยังไม่กลับมาเป็นปกติ และคาดว่าภาระหนี้ก็จะทวีสูงขึ้น และสิ่งนี้เป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจต่อไป ดังนั้นการดำเนินการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนและเป็นระบบมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการปฏิบัติกับประชาชนอย่างเป็นธรรม สร้างการรับรู้และตระหนักในการปรับวินัยทางการเงิน เพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม สิ่งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินของ คนไทยได้ในระยะยาว”น.ส.วิธาวีร์ กล่าว

ขอนแก่นคัดสรรสินค้าโอทอปพัฒนาส่งเสริมระดับประเทศ

ขอนแก่นคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี 2567 ขณะที่ผู้ประกอบการส่งผลิตภัณฑ์เข้าร่วม 318 รายการ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลิตภัณฑ์สู่การพัฒนาระดับประเทศ


นายพันธ์เทพ เสาโกศล รอง ผวจ.ขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน การคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี พ.ศ. 2567 (OTOP Product Champion : OPC) ระดับจังหวัด โดยมีนางสาวอัญชนิดา กมลเพ็ชร พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น, นางเอกหทัย พนมอุปถัมภ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผู้ผลิตและผู้ประกอบการโอทอปจากทั้ง 26 อำเภอของจังหวัดเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมากที่ โรงแรมกรีนโฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดขอนแก่น


นางสาวอัญชนิดา กมลเพ็ชร พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย เป็นการจัดระดับผลิตภัณฑ์ในการนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับประเทศ รวมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์ และเสริมสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับแก่บุคคลทั่วไป จนสามารถใช้เป็นแหล่งสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยกิจกรรมครั้งนี้มีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP นำผลิตภัณฑ์เข้าร่วม จำนวน 318 ผลิตภัณฑ์ แบ่ง ออกเป็น 5 ประเภท ประกอบด้วย ประเภทอาหาร จำนวน 62 ผลิตภัณฑ์ ประเภทเครื่องดื่ม จำนวน 26 ผลิตภัณฑ์ ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย จำนวน 143 ผลิตภัณฑ์ ประเภทของใช้ของตกแต่งและของที่ระลึก จำนวน 72 ผลิตภัณฑ์ และ ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร จำนวน 14 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในระดับจังหวัด แล้วจะมีการส่งผลการคัดเลือกเพื่อเข้าสู่การคัดเลือก ในระดับประเทศต่อไป


“กรมการพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) ให้ดำเนินการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยทุก 2 ปี เพื่อจัดระดับผลิตภัณฑ์ (Product Level) ที่จะนำไปสู่การพัฒนา (Product Development) จัดระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Profile) ที่จะใช้ในการทำงานเชิงบูรณาการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับแก่บุคคลทั่วไปจนสามารถใช้เป็นแหล่งรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอป และชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์”


พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า ขอนแก่น มีผู้ผลิตผู้ประกอบการโอทอปจำนวน 3,230 ราย มีจำนวนผลิตภัณฑ์ 6,590 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสำนักงานพัฒนาชุมชนได้เน้นหนักในเรื่องของการ ส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอป ได้มีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอปให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับแก่บุคคลทั่วไป จนสามารถใช้เป็นแหล่งสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอป และชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานในระดับสากลต่อไป

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น