ซีพี-ซีพีเอฟ ระดมกำลังจิตอาสาลงพื้นที่ลุยน้ำท่วมส่งอาหาร ช่วยพี่น้องชาวเชียงราย

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ระดับน้ำได้เอ่อเข้าท่วมในเขตตัวเมือง ชาวบ้านยังรอความช่วยเหลือ มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสาธารณกุศลจากทั่วประเทศได้ลงพื้นที่ให้ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้ง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้ผนึกกำลังร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าโครงการ “CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” โดยพนักงานจิตอาสาได้ลงพื้นที่อุทกภัย นำอาหารสด ขนมปัง น้ำดื่ม ถุงยังชีพ พร้อมทั้งอาหารสัตว์เลี้ยง ฝ่าน้ำท่วมส่งมอบให้แก่ ศูนย์พักพิงและโรงครัวชั่วคราว 2 แห่ง ใน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยคลายความเดือดร้อนเบื้องต้น

จิตอาสา ซีพีและซีพีเอฟ ได้นำ ขนมปัง 1,000 ชิ้น ถุงยังชีพ 200 ชุด และน้ำดื่ม มอบผ่าน พลตรี อนุมาศ พินิจชอบ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อส่งต่อให้ ศูนย์พักพิง วัดพรหมวิหาร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ ยังได้นำไข่ไก่ 3,000 ฟอง หมูบด 50 กิโลกรัม เนื้อสะโพกเป็ดเเช่เเข็ง 72 กิโลกรัม ไก่บด 50 กิโลกรัม และถุงยังชีพ พร้อมทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์เจอร์ไฮและจินนี่ 1,000 กิโลกรัม มอบให้กับคุณลุงอู๊ด ประธานมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อส่งต่อยัง โรงครัวของมูลนิธิฯ

ก่อนหน้านี้ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้นำน้ำดื่มซีพี ข้าวตราฉัตร และอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์เจอร์ไฮและจินนี่ มอบให้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อสนับสนุนกองทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจบรรเทาความเดือดร้อน และส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดเชียงราย และนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องใน 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และสุโขทัย และพร้อมเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 

ซีพีเอฟหนุนกรมประมงลุยจับปลาหมอคางดำในพื้นที่นครศรีธรรมราช-นนทบุรี

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนกรมประมงเดินหน้าปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เกษตรกร ผู้นำชุมชน จัดกิจกรรมลงแขกลงคลองครั้งที่ 5 ในคูคลอง พื้นที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จับปลาได้ 1,706 กิโลกรัม นำไปทำน้ำหมักชีวภาพแจกฟรีให้เกษตรกร พร้อมทั้งร่วมมือกับจังหวัดนนทบุรีเดินหน้ากำจัดปลาในพื้นที่ เพื่อลดจำนวนปลาในพื้นที่อย่างจริงจัง ตลอดจนยังได้ต่อยอดความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์นำปลาหมอคางดำผลิตน้ำปลาและปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อเร่งให้ปลาหมอคางดำถูกกำจัดจากทุกพื้นที่

นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชบูรณาการทุกภาคส่วนดำเนินมาตรการเร่งกำจัดปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ปากพนัง เชียรใหญ่ และหัวไทร โดยมีการจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองแล้วรวม 5 ครั้ง โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เรือนจำปากพนัง กรมราชทัณฑ์ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เกษตรกร ผู้นำชุมชน รวมทั้งซีพีเอฟที่สนับสนุนเครื่องมือจับปลา อาหารและน้ำดื่มในการจัดกิจกรรมทุกครั้ง  สำหรับกิจกรรมครั้งที่ 5  ลงพื้นที่จับปลาในบริเวณคูคลองสาขา บ้านบ่อคณฑี ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช  โดยจะนำปลาที่จับได้ 1,706 กิโลกรัมไปผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อแจกเกษตรกร และส่วนหนึ่งมอบให้เรือนจำปากพนังปรุงเป็นอาหารให้แก่ผู้ต้องขัง และจากการจัดกิจกรรมจับปลาของประมงนครศรีธรรมราชทั้งหมด 5 ครั้ง สามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำได้แล้วมากกว่า 8 ตัน 

“มาตรการระดมกันจับปลา ควบคู่กับแนวทางการใช้ประโยชน์เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำเบาบางลง  และปลายเดือนกันยายนนี้ประมงจังหวัดนำปลานักล่าขนาด 4 นิ้วขึ้นไปที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟปล่อยลงสู่แหล่งน้ำช่วยกำจัดปลาตัวเล็ก เพื่อตัดวงจรชีวิตปลาชนิดนี้ให้มากที่สุด” นายกอบศักดิ์กล่าว

 ด้านจังหวัดนนทบุรีมีแนวทางการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำในพื้นที่อย่างจริงจังเช่นกัน โดยนายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า นนทบุรีมุ่งเน้นเร่งจับออกจากแหล่งน้ำให้มากที่สุด และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภค โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้นอกจากหน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน ยังได้รับการสนับสนุนอวน รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มจากซีพีเอฟอีกด้วย วันนี้จับปลาได้ 50 กิโลกรัม เป็นปลาหมอคางดำ และยังจับได้ปลาตะเพียน ปลานิล และปลาฉลาดรวมอยู่ด้วย จังหวัดส่งต่อสำนักงานพัฒนาที่ดินสำหรับทำน้ำหมักชีวภาพต่อไป 

 มาตรการจัดการปลาหมอคางดำต่อจากนี้จะขอความร่วมมือกับผู้นำชุมชนและชุมชนช่วยกันจับออกจากแหล่งน้ำทันทีเพื่อให้ปลาหมอคางดำหมดไป นอกจากนี้ จังหวัดนนทบุรียังอนุมัติงบพิเศษเพื่อจัดซื้อปลานักล่าในน้ำจืดสำหรับปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในจังหวัดเพื่อจัดการปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำให้หมดไป       

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟร่วมสนับสนุนกรมประมงในการกำจัดปลาหมอคางดำ ผ่านการริเริ่มและดำเนินโครงการเชิงรุก 5 โครงการ ประกอบด้วย การช่วยรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อผลิตปลาป่นซึ่งวันนี้สามารถรับซื้อได้ 1,300,000 กิโลกรัมแล้ว การสนับสนุนปลานักล่าปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ 200,000 ตัว การสนับสนุนกิจกรรมจับปลาออกจากแหล่งน้ำของประมงจังหวัดที่พบปลาชนิดนี้ รวมทั้งร่วมสนับสนุนสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยในการพัฒนาแนวทางการใช้ประโยชน์ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างยั่งยืน ล่าสุดร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังนำเทคโนโลยี eDNA เพิ่มความแม่นยำในการสำรวจประชากรปลาในแหล่งน้ำ นำไปสู่การจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 

“นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้ขยายความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำกับกรมราชทัณฑ์ โดยสนับสนุนกรมราชทัณฑ์นำปลาหมอคางดำเพื่อนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ และหมักน้ำปลา พร้อมทั้งเชิญเกษตรกรหรือปราชญ์ชาวบ้านมาช่วยถ่ายทอดความรู้การผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำเพื่อสร้างทักษะอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังอีกด้วย” นายอดิศร์กล่าว  

 ซีพีเอฟสนับสนุนกรมประมงเปิดปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำมาตลอดกว่า 1 เดือน โดยให้การสนับสนุนอุปกรณ์การจับปลา ทั้งอวน แห กากชา รวมทั้งอาหารและน้ำดื่ม จัดกิจกรรมจับปลาในพื้นที่ 15 จังหวัดมากกว่า 30 ครั้ง สามารถจับปลาออกจากแหล่งน้ำมากกว่า 26,000 กิโลกรัมแล้ว สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช ซีพีเอฟยังได้ต่อยอดการสนับสนุนการใช้ประโยชน์ โดยสนับสนุนถังพลาสติกโรงเรียนชุนชนวัดเกาะเพชร ผลิตน้ำหมักชีวภาพสำหรับแปลงปลูกผักอินทรีย์  ร่วมมือกับเกษตรกรฟาร์มสุขมี เกษตรหนึ่งไร่โมเดล และโรงแรมแกรนด์ฟอร์จูนนครศรีธรรมราชนำปลาหมอคางดำพัฒนาเป็นเมนูอาหาร เพื่อส่งเสริมการบริโภคและจับปลาชนิดนี้ออกจากแหล่งน้ำมากขึ้น  

แม่สายอ่วมน้ำลดโคลนผุดชาวบ้านเริ่มกลับเข้ามาทำความสะอาด

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ตั้งแต่ช่วง 07.30 น. ร่วมกับพล.อ.มนัส จันดี หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารสูงสุด บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ว่า วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี แม้ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาจะมีฝนตกตลอดทั้งคืน แต่ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วนส่งผลให้พี่น้องประชาชนมีความสุขเพิ่มมากขึ้น โดยในขณะนี้น้ำที่เอ่อล้นจากแม่น้ำสายที่ท่วมขังบริเวณถนนด้านหน้าด่านศุลกากรแม่สายก็แห้งหมดแล้ว และเมื่อไปตรวจดูตามตรอกซอยบริเวณริมแม่น้ำแม่สายก็พบว่า ปัจจุบันระดับน้ำลดลงต่ำกว่าเดิมประมาณ 1 เมตรเศษ ใกล้เคียงที่จะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ ทำให้ทางกองทัพสามารถช่วยอพยพผู้คนที่ติดค้างในอาคารบ้านเรือนสามารถทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อค่ำที่ผ่านมา หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (หน่วยซีล) ของกองทัพเรือ ได้เดินทางมาถึงพื้นที่อำเภอแม่สาย ตั้งแต่เวลา 21.00 น. และได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามแผนปฏิบัติการที่ท่านผู้บัญชาการกองทัพไทยได้ซักซ้อมโดยทันที เพื่อเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ติดอยู่ภายในที่พักอาศัยจนถึงเช้าวันนี้ สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ติดอยู่ภายในที่พักเป็นคุณแม่และลูกอ่อนอายุ 4 เดือนที่ตกค้าง สามารถช่วยได้ 2 คู่ และมีผู้ใหญ่รวมแล้ว 8 คน และวันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้าทหารก็ได้ออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน โดยผู้บัญชาการกองบัญชาการกองทัพไทยได้สั่งกำลังพลของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กระจายกำลังไปครบทุกจุด เพื่อไปช่วยลำเลียง ประชาชนผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง เช่น บริเวณซอยเทศบาล 2 เทศบาลตำบลแม่สาย สามารถลำเลียงผู้สูงอายุ อายุประมาณ 80 ปี ชายและหญิงออกมาบริเวณเกาะกลางถนน และประสานรถกู้ภัยรับตัวนำส่งตรวจสุขภาพเบื้องต้นที่โรงพยาบาลแม่สาย

นอกจากนี้ ในระหว่างเดินสำรวจในบริเวณซอยดังกล่าว ได้พบผู้สูงอายุซึ่งเป็นเจ้าของร้านเป็นชายและหญิงกำลังทำความสะอาดในบริเวณร้านซึ่งมีโคลนตมและน้ำขังเป็นจำนวนมาก สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอแม่สายที่ 5 จึงได้เข้าไปช่วยขุดลอกร่องน้ำ ให้น้ำระบายออกจากบริเวณบ้านได้ และขณะเดียวกัน ทางทหาร ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ อาสาสมัคร และทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันบริหารจัดการเรื่องของอาหาร ข้าวกล่อง น้ำดื่ม นำไปแจกจ่ายทั่วถึงเพิ่มมากขึ้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า แม้ว่าขณะนี้ อำเภอแม่สายกำลังจะเข้าสู่ระยะเวลาการฟื้นฟู ทำความสะอาด นำโคลนตมที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน ในบ้าน ในร้าน และบริเวณถนนให้สะอาด แต่อย่างไรก็ดีทุกภาคส่วนยังคงแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด โดยขอให้ฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกับเทศบาลตำบลแม่สาย แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการรับรู้ความเข้าใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องมีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนภัย ให้ประชาชนเคลื่อนย้ายอพยพให้ทันท่วงที โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำ หากฝนตกเกิน 100 มิลลิเมตร พอถึงประมาณ 50 มิลลิเมตร ให้รีบแจ้งเตือน

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่แม่สายวันนี้ ถ้าไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ช่วงเวลาหลังจากนี้ที่แม่สายก็จะเข้าสู่ความเป็นปกติสุขภายใน 4-5 วัน ด้วยความร่มไม้ร่วมมือ จึงต้องขอกราบขอบพระคุณผู้บัญชาการกองบัญชาการกองทัพไทยและกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนมูลนิธิ กู้ภัย อาสาสมัคร สมาคมต่าง ๆ ที่มีจิตอาสามาช่วยเหลือกัน รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้า ผู้ประกอบการ เจ้าของโรงแรมบางส่วน ที่อนุเคราะห์สนับสนุนทั้งด้านอาหาร ที่พักพิง ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งด้วยความร่วมไม้ร่วมมือเช่นนี้ทำให้ขณะนี้สถานการณ์ที่แม่สายทุเลาบรรเทาลงและไม่น่าวิตกมาก

“แต่ขณะเดียวกัน ในขณะนี้ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำแม่กกที่มีต้นทางจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน ขณะนี้สถานการณ์ค่อนข้างเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยท่านพุทธิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เดินทางกลับไปที่อำเภอเมืองเชียงรายเมื่อช่วงสายวันนี้เพื่อบัญชาการเหตุการณ์แล้ว และขณะนี้ตนก็กำลังเดินทางไปสนับสนุนการช่วยเหลือ และในช่วงบ่ายวันนี้ ท่านผู้บัญชาการกองบัญชาการกองทัพไทยได้ส่งกำลังพลด้วยเครื่องบิน C-130 จำนวน 130 นาย มาช่วยในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงรายอีกด้วย และนางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย ได้ตั้งโรงครัวเหล่ากาชาดจังหวัดและโรงครัวแม่บ้านมหาดไทย ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อดูแลช่วยเหลือส่งอาหารและน้ำดื่มให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่”นายสุทธิพงษ์กล่าว

ตำรวจศรีสะเกษบุกจับยกแก๊งค้ายาบ้ายึดของกลาง 9 พันเม็ด

ศรีสะเกษ -โปลิศศรีสะเกษโชว์ผลงานจับยาบ้า 9 พันเม็ด พร้อมจับชนิดยกแก๊งตั้งกลุ่มไลน์ชมรมคนรักครอบครัวค้ายาบ้า

พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ รอง.ผบช.ภ.3

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 67 ที่บริเวณหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ (ภ.จว.ศรีสะเกษ) พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.3 พร้อมด้วย นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รอง ผวจ.ศรีสะเกษ พ.ต.อ.ศุภชัย ศักรินพานิชกุล รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ และคณะ ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายคดียาเสพติดตามยุทธการ“พิฆาตทรชนคนค้ายาอีสานได้ ภ.3” และปฏิบัติการ“238 พิทักษ์นครลำดวน” จับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติด ได้ผู้ต้องหาจำนวน 3 คน

อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รอง ผวจ.ศรีสะเกษ

ประกอบด้วย น.ส.จันทกานต์ หรือ ออย ในห้องพักพื้นที่ชุมชนหนองตะมะ ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายนนทการณ์ หรือนน ในเขตพื้นที่ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร และนายสายันต์ หรืออั๋น ในเขตพื้นที่ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 67 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สืบเนื่องเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 67 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมตัว นายศรายุธ หรือตุ้ม จันทราช ในข้อหา จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบทราบข้อมูลสำคัญว่า จะมีกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงค่ำของวันที่ 11 ก.ย. 67 ที่ผ่านมา จึงได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษ เข้าทำการสืบสวนหาข่าวและตรวจสอบพบ นายชลธร หรือป๊อบ วงศ์สุภภัสสร

จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ของนายป๊อบ ได้ข้อมูลสำคัญว่าได้เข้าร่วมกับเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยจะติดต่อกันผ่านกลุ่มแอพลิเคชั่นไลน์ ชื่อกลุ่ม “ชมรมคนรักครอบครัว” ซึ่งแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการในกลุ่มไลน์ จนนำไปสู่การขยายผลเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้ดังกล่าว พร้อมของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 90,000 เม็ด (45 มัด) ตรวจยึดทรัพย์สินเป็นรถยนต์เก๋ง จำนวน 2 คัน รถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน มูลค่ารวมประมาณ 1.03 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ห้วงวันที่ 1 ต.ค. 2566 – 11 ก.ย. 2567 ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ สามารถจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดได้ จำนวน 4,499 ราย ผู้ต้องหา 4,658 คน ของกลางยาบ้า 3,809,195 เม็ด ไอซ์ 36.29 กรัม ยึดทรัพย์สินนักค้ายาเสพติด รวมมูลค่ากว่า 53 ล้านบาท ดำเนินการตามมาตรการสนับสนุน สมคบ 29 ราย ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ พ.ศ.2542 จำนวน 3 ราย จับกุมตามหมายจับคดียาเสพติดข้อหาร้ายแรง 47 ราย

ภายใต้การอำนวยการของ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผวจ.ศรีสะเกษ และพล.ต.ต.พิษณุ วัตถุ ผบก.ก.จว.ศรีสะเกษ เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดต่อไป.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

“รถถัง”ชื่นชมผลงาน”ซุปเปอร์เล็ก-เสกสรร”สร้าความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ควันหลงการแข่งขันสุดมันในศึก ONE 168: Denver เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ สังเวียน บอล อารีนา สหรัฐอเมริกา โดย “รถถัง จิตรเมืองนนท์” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) ได้ออกมากล่าวชื่นชมความสำเร็จของสองนักชกรุ่นพี่ทั้ง “ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9” และ “เสกสรร อ.ขวัญเมือง” ที่บุกไปเก็บชัยชนะกลับมาฝากคนไทยให้มีความสุขทั้งประเทศได้สำเร็จ

สำหรับ “ซุปเปอร์เล็ก” แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต ใช้เวลาเพียง 49 วินาทีของยกแรก ปิดเกมน็อก “โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี” จอมบู๊จากสหราชอาณาจักร แย่งชิงเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) มาครองได้อย่างสะใจ ขณะที่ “เสกสรร” โชว์ลีลาบู๊เดินชนตามสไตล์ถนัดเอาชนะทีเคโอยก 2 “เลียม แฮร์ริสัน” มวยเก๋าที่มาชกอำลาอาชีพได้ พร้อมจูงมือกันคว้าโบนัส 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.7 ล้านบาท) กลับบ้านได้ด้วยกันทั้งคู่

หลังการแข่งขันดังกล่าวจบลงไม่นาน “รถถัง” ในฐานะนักชกไทยที่เคยมีประสบการณ์ขึ้นสังเวียนบนดินแดนอเมริกามาก่อน ได้ร่วมชื่นชมความสำเร็จของสองนักชกรุ่นพี่ร่วมชาติ ผ่านทางการไลฟ์สดผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว รถถัง จิตรเมืองนนท์ โดยในช่วงหนึ่งมีใจความว่า 

“ก่อนอื่นผมต้องยินดีกับสองนักชกไทยของเราทั้งสองคนที่ไปชกที่อเมริกา พี่เสกสรร และ พี่ซุปเปอร์เล็ก ผมบอกแล้วว่ามวยไทยของเราต้องไประดับโลก เห็นไหมว่าคนไทยเราชนะสองคน ทุกคนดีใจกันหมด คอมเมนต์ชมเชยหมด แต่ในวันที่คนไทยแพ้ อยากให้ทุกคนให้กำลังใจกัน อย่าไปซ้ำเติมกัน ถ้าคุณให้กำลังใจ นักชกไทยที่ออกไปชกเขาจะมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นครับ”

นอกจากนั้นเจ้าของฉายา “ดิ ไอรอนแมน” ยังได้กล่าวชมความยอดเยี่ยมของ “ซุปเปอร์เล็ก” เป็นพิเศษด้วยว่า เป็นนักมวยที่ชกได้อย่างชาญฉลาดคู่ควรกับการเป็นราชัน ONE 2 รุ่น 2 กติกา อย่างแท้จริง

“ไฟต์นี้ต้องชม พี่ซุปเปอร์เล็ก ที่ดักทางได้ดีมาก ดักทางได้แม่น ต้องชมเขาว่ามีสติตลอดเวลา คิดเสมอว่าอย่าเข้าถลำ อย่าหลวม ไปเล่นกับ แฮ็กเกอร์ตี ที่ออกมาประกาศท้ารบแบบเต็มตัวครับ”

ด้าน “รถถัง” มีคิวคืนถิ่นอเมริกาอีกครั้ง ในศึก ONE 169 ณ สังเวียน สเตตฟาร์ม อารีนา เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ในวันเสาร์ที่ 9 พ.ย.นี้ โดยจะลงป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 6 กับคู่ปรับเก่าอย่าง “จาค็อบ สมิธ” วัย 31 ปี จากสหราชอาณาจักร ผู้ท้าชิงอันดับ 3 ของแรงกิงคนปัจจุบัน รอลุ้นกันว่า “รถถัง” จะรักษาเข็มขัดที่ครองมานานถึง 5 ปี และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้งได้หรือไม่ แฟนมวยตัวจริงห้ามพลาด

นายกฯร่ายยาวเกือบชั่วโมงแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 10 ด้านเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมเพื่อให้คณะรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้บรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เข้าประจำที่ในห้องประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเตรียมชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภา

โดยน.ส.แพทองธาร ซึ่งสวมชุดสูททางการได้อ่านคำแถลงนโยบายประกอบพาวเวอร์พอยต์ ซึ่งย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ใน 10 นโยบายเร่งด่วนทำทันที

1.การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบและในระบบที่ไม่ขัดต่อวินัยการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม

2.ส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งต่างชาติ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์

3.ออกมาตรการเพื่อลดราคาพลังงานและสาธารณูปโภค ด้วยการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและเร่งปรับปรุงกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ทำสัญญาซื้อขายพลังงานโดยตรง พัฒนาระบบสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง สำรวจหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และเจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา (OCA) เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน ด้านขนส่งมวลชนจะกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมในกทม. เพื่อรองรับนโยบายค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย

4.สร้างรายได้ใหม่ด้วยนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อจัดสรรสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุขและสาธารณูปโภค

5.เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า 6.ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย  และเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร

7.เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น สถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์)

8.แก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร

9.เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยเพิ่มการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ช่วยเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที

10.ส่งเสริมศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง  สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางคนไร้รัฐไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์

น.ส.แพทองธาร กล่าวถึงนโยบายพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ทั้งระยะกลางและระยะยาว รวมถึงการยอดยอดการพัฒนาภาคผลิต การบริหาร ยกระดับการแข่งขัน นอกจากนั้นยังกล่าวถึงการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อเรียกความเชื่อมั่น ผ่านการดำเนินการทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน บริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นหลักนิติธรรมและความโปร่งใส ปฏิรูประบบราชการ และกองทัพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ การปฏิบัติราชการ

นายกฯ ยังกล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศช่วงหนึ่งด้วยว่า รักษาจุดยืนไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน เดินหน้านโยบายการทูต เศรษฐกิจเชิงรุก และซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุน

“รัฐบาลต้องการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งโดยเร็ว แสวงหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ระดับประเทศและปัจเจกบุคคล ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ  ยกระดับภูมิปัญญาสร้างสรรค์ รวมถึงต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  และมุ่งมั่นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์” น.ส.แพทองธาร กล่าว

น.ส.แพทองธาร กล่าวตอนท้ายของการแถลงนโยบาย ว่าขอให้ความมั่นใจ ว่าจะตั้งใจบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดประโยชน์ประชาชน และประเทศ โดยจะสร้างโอกาสเท่าเทียม ให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพื่อพาความภาคภูมมิใจกับมาสู่ประเทศ

อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ใช้เวลาอ่านคำแถลงนโยบาย รวม 58 นาที.

อีอีซี ร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ จัดอบรมนักผลิตสื่อสร้างสรรค์ ปั้นเยาวชน สู่ Content Creator ถ่ายทอดการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆนี้  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี จัดกิจกรรมค่ายอบรมกลุ่มเยาวชนนักผลิตสื่อสร้างสรรค์ อีอีซี สแควร์ (EEC2) ปี 2567 : EEC Square Young Content Creator โดยมี นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพื้นที่และชุมชน สกพอ. เป็นผู้กล่าวเปิดงานและบรรยายสร้างความรู้ ความเข้าใจการพัฒนา อีอีซี แก่กลุ่มเยาวชน

และครูที่ปรึกษา ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือก 20 ทีม ณ โรงแรมชลจันทร์ พัทยา บีช รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี

การจัดกิจกรรมค่ายอบรมกลุ่มเยาวชนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเตรียมเยาวชนให้มีกระบวนการ

คิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ และเสริมศักยภาพด้านการสื่อสารอีกทั้งสามารถปรับตัวให้สอดคล้อง

กับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงสร้างโอกาสให้เยาวชนได้ต่อยอดแนวคิดพัฒนาทักษะ

การถ่ายทอดเรื่องราว และกระบวนการการผลิตสื่อสมัยใหม่ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้

หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน 

ทั้งนี้ ภายในกิจกรรมฯ ได้มีการจัดค่ายอบรมกลุ่มเยาวชนนักผลิตสื่อสร้างสรรค์ อีอีซี สแควร์ (EEC2) ปี 2567 : EEC Square Young Content Creator แก่กลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษาสังกัดสถาบัน

การศึกษาในพื้น อีอีซี ที่ผ่านรอบคัดเลือก 20 ทีม ซึ่งมุ้งเน้น เสริมความรู้ที่เกี่ยวข้องและการอบรม

เชิงปฏิบัติการที่สร้างประสบการณ์ พัฒนากลุ่มเยาวชน เพิ่มขีดความสามารถของน้องๆ ที่จะสามารถนำไปใช้พัฒนาผลงานในรอบชิงชนะเลิศ หรือเป็นทักษะที่สำคัญของการเป็นเครือข่ายเยาวชน EEC ต่อไป โดยได้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในวงการสื่อ อาทิ คุณวรรณิตา คำนุ้ย (พี่เอม) Beauty & Fashion Operations Manager บริษัท TikTok Thailand บรรยายในหัวข้อ “ก้าวสู่การเป็น Influencer”

คุณกตัณณ์ ธรรมวิจิตเดช (พี่มอส) เจ้าของ Production House “A.PLANNED” และเจ้าของรางวัล Best Picture & Best Screenplay หนังสั้นโฆษณา Sangsoam บรรยายและworkshop หัวข้อ “Creative Thinking and Pre-Production” คุณภูเมศร์ วิสุทธยา (พี่ดิว) และคุณฑิตธนา พวงอินทร์ (พี่ตั๊ก)

ทีม Gravity Motion ผู้ผลิต Music Video ในวงการเพลง T-POP และเจ้าของ Tiktok video Dance content ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 500k Follower บรรยายในหัวข้อ “Video Post-Production Editing & Color grading”

นอกจากนี้ น้องๆ เยาวชน ยังได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานเมืองเก่าแก่ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ศึกษาวิธีชีวิตชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่าน ศูนย์ส่งเสริมฝีมือจักสานด้วยไม้ไผ่และตลาดเก่า

เมืองพนัสนิคม ชิมอาหารท้องถิ่นอย่างผัดไทพนัสนิคม ขนมถ้วยก้นถั่ว กุยช่าย และทับทิมโบราณ ศึกษาสถานที่ประวัติศาสตร์เมืองพระรถ ถ้ำนาง 12 วัตถุโบราณที่ขุดค้นพบในเมืองพนัสนิคม ปิดท้ายด้วยการไหว้พระพนัสบดีพระคู่บ้านคู่เมืองพนัสนิคม

อีอีซี ได้ผลักดันเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเสริมเติมความรู้จากการบรรยายและ Workshop แบบลงมือปฏิบัติจริง ตลอด  3 วัน 2 คืน เพื่อต่อยอดพัฒนาผลงานในการส่งเข้าประกวด

ในรอบชิงชนะเลิศ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการสื่อ อีก 5 ท่าน ได้แก่ มรว.เฉลิมชาตรี ยุคล คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ซอฟท์พาวเวอร์แห่งชาติ, คุณหน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บอร์ดคาสท์ไทย เทเลวิชั่น และผู้จัดละครมากฝีมือ, คุณเก่ง ธชย ประทุมวรรณ จากThe Voice ซีซั่น 1 และศิลปินส่งเสริมวัฒธรรมไทยยอดเยี่ยม,  คุณเอม วรรณิตา Influencer และอดีตผู้จัดการ บิวตี้และแฟชั่น บริษัท Bytedance (Tiktok) แห่งประเทศไทย  และอาจารย์ศาสวัต อาจารย์เอกภาพยนตร์ สาขานิเทศศาสตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร บุญศรีมาร่วมกันตัดสินคัดเลือกคลิปวิดีโอที่น้องส่งเข้าประกวด   โดยจะมีการจัดงานประกาศรางวัลอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 25 กันยายน 2567  ณ ศูนย์การสามย่าน มิตรทาวน์ 

กระแสปาฎิหารย์ท้าวเวสสุวรรณ ที่เลเจนด์ สยาม กระหึ่มโซเชียล คนแห่แชร์คลิปสาวนักจัดสวน

แรงศรัทธาทำให้หายป่วยอัศจรรย์ ชวนสายมูปักหมุดเป็น Landmark แห่งความศรัทธาในภาคตะวันออก

การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเราไปขอ “พลัง” แต่ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราลงมือทำ อยู่ที่จิตของเรา อาจจะกล่าวได้

ว่าถ้าจิตเราไม่ดีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็จะไม่ดี เราต้องคิดดี ทำดี แล้วทุกอย่างมันก็จะดี ท่านก็จะมาช่วย มาเติมส่วน

ผลักดันให้เรามีกำลังใจ ถ้าไปไหว้ ไปขอ แต่ตัวเองไม่ทำงานมันก็ไม่ส าเร็จอย่างแน่นอน ตรงกันข้าม ถ้าเราลงมือทำ

แล้วมีพลังช่วย ก็สำเร็จสมหวังได้ตามประสงค์ รวมทั้งเป็นการเสริมด้านกำลังใจ ขอให้เรามีความเชื่อมีความศรัทธา

อย่างจริงใจ

“ท้าวเวสสุวรรณ” หรือ “ท้าวกุเวร” ความเชื่อเล่าขาน ท่านเป็นถึงหนึ่งในท้าวจตุมหาราชผู้ครองสวรรค์ชั้นจตุ

มหาราชิกา แล้วก็ยังมีชื่อเรียกอื่นอีกว่า “ธนบดี”ซึ่งหมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ธเนศวร ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ ทั้งยังได้

ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งยักษ์, มยุราช เจ้าแห่งกินนร, อิจฉาวสุ ความมั่งมีได้ตามใจ, รากษเสนทร์ ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส,

ท้าวกุเรปัน ฯลฯ

และหนึ่งในปาฎิหารย์ของท้าวเวสสุวรรณ องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่ที่เลเจนด์ สยาม (Legend Siam) ก็

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังกลายเป็นกระแสกระหึ่มโซเชียลอยู่ในขณะนี้

“จากไม่เชื่อ กลายมาเป็นความศรัทธา!”

คุณเชอรี่ เจ้าของกิจการรับจัดและตกแต่งสวน เผยถึงที่มาความศรัทธาอย่างแรงกล้าจนมาแชร์เรื่องราวใน

ครั้งนี้ว่า “เพราะมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาว ได้ล้มป่วยกะทันหัน ติดเชื้อในกระแสเลือดคุณหมอบอก อวัยวะข้าง

ในเสียหายร้ายแรง ไม่สามารถผ่าตัดได้และถ้ารอดก็อาจจะเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต ซึ่งในขณะนั้นก าลังจัดสวน ปลูก

ต้นไม้อยู่หน้าองค์ท้าวเวสสุวรรณพอดี ก็ได้จุดธูปและอธิษฐานว่า ขอให้องค์พ่อช่วยลูกสาวด้วย ที่ผ่านมา ขอโทษพ่อ

ที่มองเป็นเพียงแค่ยักษ์ตนหนึ่ง แต่ตอนนี้มองไม่เห็นใครที่จะช่วยได้ขอเดิมพันความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พ่อ

ด้วยชีวิต เมื่ออธิษฐานเสร็จ ก็ขับรถไปกรุงเทพเพื่อไปโรงพยาบาล และได้โทรหาลูกสาวซึ่งลูกก็ได้บอกว่า ได้ตั้งจิต

ขอชีวิตจากองค์พ่อเหมือนกัน ระหว่างเดินทาง คุณหมอได้โทรเข้ามาว่า อาการตอนนี้สามารถรับการผ่าตัดได้แล้ว ใน

วินาทีที่คุณหมอบอก ขนลุกไปทั้งตัว จากที่ไม่เคยมีความเชื่อใดๆเลยกลับรู้สึกถึงความศรัทธาในตัวองค์พ่อขึ้นมา

ทันที หลังจากที่ลูกสาวพ้นวิกฤตและกลับมาเดินได้อีกครั้ง พวกเราก็กลับมาไหว้สักการะองค์พ่อทันที และเริ่มนับถือ

องค์พ่อท้าวเวสสุวรรณอย่างสุดหัวใจนับจากนั้นเลยค่ะ นอกจากนี้ พี่เคยได้ยินมาก่อนว่า นักธุรกิจหลายคนที่มี

ปัญหาและอุปสรรคก็มาที่นี่ เพื่ออธิษฐานขอให้ท่านช่วย บางคนมีเหตุต้องผ่าตัดเข่า แต่เขาไม่อยากผ่าก็มายกมือไหว้

ขอพรท่านท้าวเวสสุวรรณ ปรากฏว่า กลับไปหายไม่ต้องผ่า จนเขาก็ย้อนกลับมาไหว้ จึงอยากแชร์เรื่องราวดีๆของ

ท้าวเวสสุวรรณ ที่เลเจนด์สยาม ที่เมื่อเราศรัทธาท่าน เราก็จะมีก าลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคและปัญหา สิ่งที่ไม่อาจ

เห็นด้วยตา แต่อาจมีพลังบางอย่างมาช่วย เราก็สามารถสำเร็จสมหวังได้ตามประสงค์เหมือนที่พี่ได้เจอมาค่ะ”

นอกจากนี้จากประสบการณ์ของคนมากมาย ที่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกคนขอพรท่านท้าวเวสสุวรรณ

แล้วมักจะประสบผลสำเร็จทุกคน ทุกราย ทุกเรื่อง จึงอยากให้สายมูที่ศรัทธาในท้าวเวสสุวรรณ ปักหมุดให้ ท้าว

เวสสุวรรณ ที่เลเจนด์สยาม เป็น Landmark แห่งความศรัทธาในภาคตะวันออกต่อไป

คาถาบูชาประจำวัน “ท้าวเวสสุวรรณ” หรือ “ท้าวกุเวร”

ตั้งนะโม 3 จบ …อิติปิโสภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มรณังสุขัง อะหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

นายภูเบศ ภักดีบดินทร์ (ประธานโครงการ จิตอาสา เยียวยา ผู้ประสบอุทกภัย น้ำท่วม )

นายภูเบศ ภักดีบดินทร์ (ประธานโครงการ จิตอาสา เยียวยา ผู้ประสบอุทกภัย น้ำท่วม )
นำองค์กร หน่วยงาน และจิตอาสา ในภาครัฐบาล และประชาชน พร้อมทั้งองค์กร ชาวต่างประเทศ มาร่วมใจในนามจิตอาสา ทำความดีเพื่อส่วนรวม ประชาชน และประเทศชาติ

โครงการจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้ ประสบอุทกภัยน้ำท่วม.
ณ ตลาดยิ่งเจริญ บางเขนกรุงเทพมหานคร นายภูเบศ ภักดีบดินทร์ ประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ การศึกษาส่งเสริมและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ สภาผู้แทนราษฎร์ และประธานบริหารองค์การสืบสวนการทุจริต ( FIO )พร้อมด้วยพลอากาศเอก โฟน ซอ ออง เสนาธิการประจำกองทัพอากาศประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า,นายราม คุรุวาณิชย์ ที่ปรึกษารองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง,นายจีระเดช แสงทองสุข ที่ปรึกษาองค์การสืบสวนการทุจริต (FIO) และประธานฯบริษัท ALUCO จำกัด,นายรัฐณกรณ์ อมรวีระวัฒน์(ชาติพยัคฆ์)นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชน ดิจิทัล

นายโชคภิวัสร์ เลิศรสุสีห์(พญาต่อ)อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชน ดิจิทัล,น.ส ภาฉัตธิพัส โชติจรัสธนกิจ(ภาฉัต) ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิจัย และนวัตกรรม พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ การศึกษาส่งเสริมและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ สภาผู้แทนราษฎร์ และผู้บริหารตลาดยิ่งเจริญ มีนายศุภวัฒน์ จันทรัตน์ มูลนิธิจราจร
พร้อมศิลปิน,นักร้องมาร่วมขับร้องเพลงนำโดยนันทวัน เมฆใหญ่,ทูลธิดา ทองใจ,เอ๊าะ คัมภีร์ ศรีปฐม,วิภารัตน์ เปรื่องสุวรรณ,ชาติ ชัยภูมิ,เทอดศักดิ์ ภรณ์เทพ ,ภาณุวิชญ์ เทพมนัส ,โกวิท ไชยคีรีศรีสงคราม ,ตุ้ม วีณา มนัสธิดา, ไพบูลย์ ปานฝอย (พิธีกร)และสื่อมวลชนร่วมกันจัดงานโครงการจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือผู้ ประสบอุทกภัยน้ำท่วมหลายจังหวัด กันอย่างเนื่องแน่น.

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสาร ครึ่งปีหลัง 2567 ผู้โดยสารเชื่อมั่นคุณภาพงานบริการ และความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2567 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและพึงพอใจคุณภาพงานบริการ และความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯได้สำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารในการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2567 เพื่อรวบรวมข้อมูลและเข้าถึงความต้องการของผู้โดยสารอย่างแท้จริง โดยจะนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสำรวจและวิจัย เป็นผู้ออกแบบ และลงพื้นที่สำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการทั้ง 13 สถานี บริษัทฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้โดยสารทุกท่าน โดยความพึงพอใจที่เราได้รับในการสำรวจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงคุณภาพของการให้บริการ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจและความพยายามของพนักงานทุกคนในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้แก่ผู้โดยสาร ซึ่งบริษัทฯมุ่งมั่นพัฒนาและปรับปรุงการบริการอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารทุกท่านจะได้รับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความพึงพอใจสูงสุดในทุกการเดินทาง

โดยจากการสำรวจ ผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจโดยรวมด้านการให้บริการ 4.51 , ด้านความปลอดภัย 4.51 , ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.41 , ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.46 , ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานีและในขบวนรถ 4.40 , ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.46 ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นอย่างมาก

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ยังมีการรักษาความปลอดภัย และมีมาตรฐานการเดินรถที่เชื่อถือได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้โดยสารไว้วางใจเลือกใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง อีกทั้งในปัจจุบัน หลังจากได้ดำเนินนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาท ส่งผลให้มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการอย่างเต็มความสามารถ

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง