ประชุมเตรียมความพร้อมเกษียณอายุราชการตำรวจ ในสังกัดกองบังคับการฯ นครบาล 7

เวลา 13.30 น. พ.ต.อ.เตชินท์ กาญจนคลอดผกก.สน.บางกอกใหญ่
เป็นประธาน พร้อมด้วย
นายวันชัย ลาภวิไลพงศ์
ประธานกต.ตร.สน.บางกอกใหญ่, นายรัฐณกรณ์ อมรวีระวัฒน์(ชาติพยัคฆ์)นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชน ดิจิทัล ที่ปรึกษากต.ตร.สน.บางกอกใหญ่,คณะกรรมการ กต.ตร.เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ เเละเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและเตรียมความพร้อมเกษียณอายุราชการของข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 ประจำปี พ.ศ.2567

บุก!! ป.ป.ช. สอบ ‘มนพร’ แสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่? ฝากนายกฯอิ๊งค์ หากฝืนตั้ง เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงเหมือนกรณีตั้ง “พิชิต ชื่นบาน”

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.67 เวลา 13.39 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสมคิด หอมเนตร นักวิชาการอิสระ ประธานเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น ยื่นหนังสือขอให้ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. ตรวจสอบการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ นางมนพร เจริญศรี รมว.คมนาคม และในฐานะ สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ว่ามีการยื่นเอกสารอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง? โดยยังมีกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครพนม 2 แห่ง ไม่มีการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงการถือครองที่ดินในจังหวัดนครพนมและกรุงเทพฯอีก 14 แปลง ซึ่งได้ยื่นเอกสารทั้งหมดต่อ ป.ป.ช.ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินย้อนหลังทั้งในฐานะเป็น สส.และในฐานะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย  เนื่องจาก รัฐมนตรีช่วยฯ รายนี้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง เป็นนายก อบจ.นครพนม 2 สมัย และเป็น สส. นครพนมในปี 2562 และปี 2566

นายสมคิด กล่าวว่า นักการเมืองท่านหนึ่งที่ดำรงตำแหน่งในกระทรวงคมนาคม ได้ยื่นรายงานต่อ ป.ป.ช.ว่า มีเงินติดบัญชี 6,819 บาท แต่จากการตรวจสอบย้อนหลังในปี 2562 และ 2566 พบว่า เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครพนม ก็ยังมีการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยยังมีกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครพนม 2 แห่ง ไม่มีการยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงการถือครองที่ดินในจังหวัดนครพนมและกรุงเทพฯอีก 14 แปลง ซึ่งได้ยื่นเอกสารทั้งหมดต่อ ป.ป.ช.ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินย้อนหลังทั้งในฐานะเป็นสส.และในฐานะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย  เนื่องจาก รัฐมนตรีช่วยฯ รายนี้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง เป็นนายกอบจ. นครพนม 2 สมัย และเป็นสสนครพนมในปี 2562 และปี 2566

พร้อมกันนี้ก็ฝากไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างสรรหาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หากยังมีบุคคลนี้ร่วมในครม. ก็จะทำให้ล่อแหลมถูกยื่นยื่นตรวจสอบจริยธรรม เป็นปัญหาข้อกฎหมายต่อไป ส่วนในวันที่ 22 ส.ค. ตนจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบ ซึ่งยังคงมีนักการเมืองอีกประมาณ 2-3 ราย ที่มีลักษณะเช่นเดียวกันที่จะถูกยื่นให้ตรวจสอบการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน…

“ตามเอกสารที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เธอมีที่ดินครอบครอง 14 แปลง แม้จะแจ้งต่อสาธารณชนว่าจดทะเบียนหย่ากับสามีแล้ว แต่โดยข้อเท็จจริงยังคงใช้นามสกุลสามีโดยเปิดเผย แม้ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ดังนั้นแม้หย่าแล้วถือว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน และยังอยู่บ้านเดียวกัน ดังนั้นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในขณะดำรงตำแหน่งนาย กอบจ. นครพนม สส.นครพนม ก็ต้องแสดงทรัพย์สินด้วย รวมทั้งกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครพนม ที่ดินและทรัพย์สินอื่นๆ” นายสมคิด กล่าว

เมื่อถามว่าการที่มายื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ในวันนี้ไม่ได้เป็นการสกัดกั้นไม่ให้รมช.คมนาคมคนดังกล่าวให้เข้ารับตำแหน่งในครม.ชุดใหม่ใช่หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ไม่ใช่การสกัดกั้น แต่เป็นการยื่นตามปกติ เพื่อตรวจพบหลักฐานข้อมูล ซึ่งอาจจะไม่ใช่รมช.คมนาคมรายนี้เพียงรายเดียว อาจจะมีรายอื่นด้วยที่มีลักษณะยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ซึ่งตนกำลังรวบรวมข้อมูลแต่ขอยังไม่เปิดเผยรายชื่อ มีมากกว่า 3 ราย โดยมีบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในโผครม.ชุดใหม่ และบุคคลมีอักษรย่อ “พ” ด้วย

นายสมคิด กล่าวต่ออีกว่า  ตนมีเอกสารหลักฐานชัดเจน เพราะตนมายื่นจะต้องรับผิดชอบ หากยื่นเรื่องเท็จก็เข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และมาตรา 328 อยู่แล้ว ตนยืนตามสิทธิในรัฐธรรมนูญมาตรา  285 พี่ให้สิทธิ์บุคคลในการยื่นตรวจสอบหน่วยงานของรัฐ บุคคลของรัฐโดยสุจริตและเปิดเผย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายอาญา มาตรา 239 เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้

#มนพร #พรรคเพื่อไทย #คมนาคม #จริยธรรมร้ายแรง

“บิ๊กทิน” สุทิน บัวตูม ผจก.ฟุตซอลทีมชาติไทย ยันสร้างทีมให้เป็น “ตำนาน ” ขอบพระคุณผู้สนับสนุน

   สุทิน บัวตูม “บิ๊กทิน” ผจก.ฟุตซอลทีมชาติไทย เตรียมนำทีมนักกีฬา เดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์ระดับโลก ที่ “อุซาบกิสถาน” ตั้งใจให้คนไทยมีความสุข นำแชมป์โลกกลับมาให้ได้ก่อนตาย จึงหวังแรงใจจากประชาชนคนไทยทั่วประเทศ

   ” บิ๊กทิน“ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ตนเองนำเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ พระพุทธคุณ เป็นขวัญกำลังใจไปด้วย มีของดีแล้วต้องเป็นคนดี จึงแคล้วคลาด

   พร้อมกันนี้ขอบพระคุณ “มาดามแป้ง ” นวลพรรณ ลํ่าซำ นายกสมาคมฟุตบอล นายอดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ “บิ๊กป๋อม “ อุปนายกฯ โค้ชมิเกล โรดริโก้ กุนซือมากประสบการณ์ ที่ให้กำลังใจ  ในทุกมิติ พร้อมชื่นชมประธานสโมสร ทั้ง 14 ทีมฟุตซอลโลก ที่มีส่วนสร้างนักกีฬา ให้เล่นด้วยจิตวิญญาน

  นายสุทิน บัวตูม  เปิดเผยว่าสำหรับการแบ่งกลุ่ม FIFA FUfSal World CUP  2024  ที่ประเทศอุซาบกิสถาน ทีมชาติไทย ณ สนาม บูคารา ยูนิเวอร์เซล สปอร์ต คอมเพล็กซ์ (ตามเวลาประเทศไทย) นัดแรก วันที่ 14 กันยายน 2567 เวลา 17.00น. ไทยพบกับ โครเอเซีย นัดที่สอง วันที่ 17 กันยายน 2567 เวลา 19 .30  น. ไทยพบคิวบา และนัดสุดท้าย รอบแบ่งกลุ่ม วันที่ 20 กันยายน 2567 เวลา 19.30 น. ไทยพบบราซิล

   นายสุทิน บัวตูม ยืนยันว่า “ต้องสร้างตำนานก่อนตาย” นำชัยชนะให้คนไทยทั้งประเทศ มีความสุข ให้ได้ ด้วยความมุ่งมั่น พร้อมนำวัฒนธรรมไทย ไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้ประจักษ์

วัดไผ่ล้อม แตก! คนนับหมื่น แห่รอรับของทิ้งกระจาด หลวงพี่น้ำฝน แจกทั้งข้าวทั้งเงิน

     หลวงพี่น้ำฝนจัดเต็ม! พิธีทิ้งกระจาดประจำปี 2567 โดยนำข้าวสาร-อาหารแห้ง และน้ำอัดลมที่มีคนมาถวายกุมารสมบัตินับ 100,000 ขวด แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ที่เข้ามาร่วมในงานโดยมีการเป็นสะพานบุญนำกองทัพบุญวัดไผ่ล้อมแจกเงินสดให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมงานจากทั่วสารทิศนับหมื่นคน คนละ 100 บาทเป็นถุงกลับบ้าน ทำให้ชาวบ้านมีรอยยิ้มเปี่ยมความสุข ได้รับใบบุญกลับบ้านจากวัดไผ่ล้อม 

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2567 ที่วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒนหรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ได้กำหนดการจัดงานพิธีทิ้งกระจาด โปรยทาน โปรยบุญ ประจำปี พ.ศ.2567 ขึ้นโดยมีกองทัพสายบุญวัดไผ่ล้อม อาทินายเติมศักดิ์ ปิติธนสารสมบัติ (เสี่ยดำ),  นายสมชาติ สาลีพัฒนา (เจ้าสัวเงี๊ยบ), นางเบญจวรรณ ริทเทอร์ จอมโหด ศิษย์หลวงพี่น้ำฝน นักมวยไทยชื่อดัง และกลุ่มนักธุรกิจแบรนด์ดัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว หมีปรุง และบรรดาร้านค้าที่พร้อมใจกันนำข้าวสาร อาหารแห้ง นำอัดลม และเปิดโรงทาน เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ ที่มารอรับการแจกเครื่องยังชีพเกือบหนึ่งหมื่นชีวิต ทำให้บรรยายกาศภายในและหน้าวัดไผ่ล้อมเต็มไปด้วยผู้คน จนต้องมีการประสานงานเจ้าหน้าที่มาช่วยจัดอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ตั้งแต่ช่วงเช้า 

     โดยพิธีการเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. ได้มีการจัดพิธีการโดยคณะสงฆ์อนัมนิกาย บริเวณตำหนักเจ้าแม่กวนอิมพันมือ เพื่อความเป็นสิริมงคลตามพิธีการทิ้งกระจาดที่สืบสานต่อกันมา และเปิดโรงทานให้กับประชาชนได้รับประทานอาหาร เครื่องดื่มฟรี โดยมีร้านค้ามาเปิดซุ้มอาหารแจกจ่ายให้เพื่อเป็นการรอพิธีการในช่วงบ่าย  จากนั้นในเวลา 15.00 น. เป็นการแจกทานให้กับผู้ยากไร้ ซึ่งในปีนี้มีประชาชนจากทั่วสารทิศ ทั้งในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง นับหมื่นคนต่างได้ทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่และบัตรคิวในการรับแจกเครื่องใช้ในการยังชีพเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง ซึ่งในปีนี้มีการแจกน้ำแดงอัดลมให้กับผู้มาร่วมงานคนละ 1 แพค เนื่องจากที่ผ่านมาไม่นานนี้ได้มีคนนำน้ำอัดลมมาถวายแก้บนให้กับกุมารสมบัตินับแสนขวด ทำให้คนที่มาร่วมงานต่างมีรอยยิ้มถ้วยหน้า นอกจากนี้คณะทัพบุญวัดไผ่ล้อมได้มีการ แจกเงินให้กับคนที่มารอรับของบริจาคทุกคน คนละ 100 บาท ยิ่งทำให้คนภายในงานทั้งเด็กและคนชราต่างๆ มีความสุขที่ได้รับทั้งของแจกและเงินสดกลับบ้านในปีนี้ด้วย 

    หลวงพี่น้ำฝน กล่าวว่าในปีนี้วัดไผ่ล้อมยังคงทำพิธีทิ้งกระจาดเหมือนเดิมแต่คนก็มาเยอะมากกว่าปีทีแล้ว ซึ่งทางเจ้าภาพที่มาร่วมงานพยายามให้ทุกคนได้รับแจกของยังชีพ ให้ได้ครบถ้วนทุกคน ซึ่งหากใครที่ยังได้ของไม่ครบก็จะมีการเพิ่มเงินปัจจัยในการยังชีพให้ งานนี้ถือเป็น ภารกิจที่วัดไผ่ล้อมได้ทำเพื่อญาติโยมมาตลอด

     นอกเหนือจากการช่วยเหลือในการแจ้งเตียงผู้ป่วย รถวีลแชร์ หรือประสานงานความช่วยเหลือทางด้านต่างๆให้กับญาติโยม โดยวางเป้าหมายให้วัดไผ่ล้อมเป็นศูนย์กลางแห่งการช่วยเหลือทุกรูปแบบและเป็นงานด้านสาธารณะสงเคราะห์ที่คณะสงฆ์พึงจะต้องกระทำให้กับญาติโยมนั่นเอง

อว.จัดงานเสวนาระดับชาติ “Future Earth Thailand 2567

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ บพค. ได้จัดงานเสวนาระดับชาติ “Future Earth Thailand 2567” ขึ้น ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์กุล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ 

ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ประธาน Future  EarthThailand และผอ. ศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ กล่าวว่า  งานเสวนานี้มุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศร่วมกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการ “Future Earth Thailand 2567” มีหลักการและเหตุผลที่สำคัญ คือ เทคโนโลยีอวกาศมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับปัญหาที่มนุษยชาติกำลังเผชิญ ทั้งการตรวจวัดสภาพอากาศ ฝุ่นละออง การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล และการใช้งานที่ดิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในระบบติดตามและคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการแก้ไขปัญหาทางสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ บพค.

ในปี 2567 ภาคีความร่วมมือวิจัย Future Earth Thailand ได้เน้นการดำเนินงานใน 3 แผนงานหลัก ภายใต้โครงการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการจัดการด้านการเกษตรและแก้ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่

1. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีอวกาศในการติดตามและควบคุมคุณภาพอากาศ การประเมินคาร์บอน และการตรวจวัดแผ่นดินทรุด

2. การจัดการภัยพิบัติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีในการประเมินแผ่นดินทรุดและพายุซัดฝั่ง

3. การยกระดับเศรษฐกิจเกษตร โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศในการสนับสนุนการขอใบรับรองมาตรฐานด้านการเกษตร

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการพัฒนากำลังคนและเครือข่ายความร่วมมือวิจัยทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศการวิจัยและการฝึกอบรมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้ประเทศไทยมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการปัญหาเชิงพื้นที่และในระดับนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

Future Earth Thailand 2024  เป็นความร่วมมือจาก 10 มหาวิทยาลัย เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ 13 โครงการด้วยกัน  เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ   โดยได้เงินสนับสนุนจาก องค์กร บพค.ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของ อว. ครอบคลุมในส่วนของเรื่อง เกษตรอัจฉริยะ  ปาล์ม ยางพารา การจัดการภัยพิบัติต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินทรุด การกัดเซาะชายฝั่ง เรื่องของมลพิษทางอากาศ ต่อไปเราคิดว่าคงจะได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานมากขึ้น โดยเฉพาะเครือข่ายระดับนานาชาติ เราจะมี Fututer Earth Global โดยในงานนี้ได้รับเกียรติจากFuture Earth Japan เข้ามาร่วม นอกจากนี้ยังมี  Future Earth Taipei  Canada   Australia และ South Korea ที่ได้ส่งข้อความมาแสดงความยินดี กับ Future Earth Thailand ในครั้งนี้” 

นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต่างชาติ (กทบ.)

ด้านนายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต่างชาติ (กทบ.) กล่าวว่า “นโยบายสำคัญในการจัดตั้ง กองทุนหมู่บ้านขึ้นมาคือ ต้องการให้สมาชิกได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จะสนับสนุนการทำงานด้านเกษตรของตนเอง  เป็นความมุ่งหวังที่จะพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทางของสหประชาชาติ  

นอกจากนั้น  ทางกองทุนหมู่บ้าน ยังมีโครงการนำร่องต่างๆ ที่จะช่วยทำให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่นโครงการบำบัดน้ำให้เกิดน้ำสะอาด  ของแต่ละชุมชน โครงการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคนฐานรากให้มีฐานะดีขึ้น  เป็นนิมิตหมายที่ดี เมื่อ Future Earth เห็นความสำคัญของกองทุนหมู่บ้าน  ตั้งแต่เรื่องของ มลพิษทางด้านอากาศ  การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ  ซึ่งกระทบต่อสมาชิกของกองทุนหมู่บ้านที่มีจำนวนมากถึง 13 ล้านคน  การนำเอาบทวิจัย บทวิเคราะห์ของ Future Earth ไปใช้กับกระบวนการทำงานของสมาชิก หรือในส่วนของกองทุนหมู่บ้านเอง ย่อมเกิดประโยชน์โภคผลตามมามากมายอย่างแน่นอน ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาหลายประการร่วมกัน ก็น่าจะเกิดประโยชน์โลกโดยรวมอย่างยั่งยืน”

Future Earth เป็นโครงการริเริ่มการวิจัยระดับโลกที่มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์ด้านความยั่งยืน และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่ยั่งยืนและเท่าเทียม เป็นเวทีความร่วมมือที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วโลกเพื่อจัดการกับความท้าทายเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

Future Earth สนับสนุนความคิดริเริ่มในการเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และการเข้าถึงทรัพยากร  Future Earth ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ปฏิบัติงานจากสาขาวิชาและภูมิภาคต่างๆ สิ่งนี้ช่วยให้แน่ใจว่าการวิจัยมีความเกี่ยวข้อง เข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพ

ประธานคณะกรรมการจริยธรรมประจำกรมศุลกากรจัดกิจกรรม “ศุลกากรจิตอาสา เพื่อสังคมที่ยั่งยืน โปร่งใสเป็นธรรม” 

 วันนี้ (23 สิงหาคม 2567) 

เวลา 15.30  น. 

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการจริยธรรมประจำกรมศุลกากร นายมนัส แจ่มเวหา และศาสตราจารย์ ดร. สกนธ์ วรัญญูวัฒนา กรรมการจริยธรรมประจำกรมศุลกากร 

พร้อมด้วยนางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์  รษก. ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร เเละนางอาภาพรรณี แสงมุกดา ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรบุคคล  ร่วมด้วยนางสาวลติตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 นางชนัยพร พูนน้อย นายด่านศุลกากรนครพนม และด่านศุลกากรในสังกัด ศภ.2

จัดกิจกรรม “ศุลกากรจิตอาสา เพื่อสังคมที่ยั่งยืน โปร่งใสเป็นธรรม” ณโรงเรียนนาถ่อนพัฒนา อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 

ทั้งนี้ คณะกรรมการจริยธรรม ผู้บริหารกรมศุลกากร สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 พร้อมด้วยด่านศุลกากรในสังกัด ศภ.2 ได้ร่วมมอบทุนการศึกษา เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ตู้ยาและยาสามัญ รวมทั้งสิ่งของจำเป็นให้แก่โรงเรียนนาถ่อนพัฒนา และหมู่บ้านนาถ่อนเหนือ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป

เผยแพร่โดย : กลุ่มงานจริยธรรม กองบริหารทรัพยากรบุคคล

สสส.สานพลังภาคีจัดใหญ่! เปิดพื้นที่วัดหลวงกลางเมืองสุโขทัย เดิน วิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพ

สสส. สานพลัง ภาคี จัดใหญ่! เปิดพื้นที่วัดหลวงกลางเมืองสุโขทัย จัดเทศกาล The ICONiC Run Fest Thailand Series Sukhothai 2024 เดิน วิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพ ชู ความงดงามโบราณสถาน-เจดีย์ประธาน-วิหาร เป็น Soft Power ขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพ-เศรษฐกิจประเทศ “สมศักดิ์” หนุนพัฒนาแผนยุทธศาสตร์จังหวัดสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน มุ่งลดเสี่ยงโรค NCDs

สมศักดิ์ เทพสุทิน รองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 1

​เวลา 09.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2567 ที่วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อ.เมือง จ.สุโขทัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าผู้จัดกีฬามวลชน สมาพันธ์เดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย และภาคีเครือข่าย จ.สุโขทัย จัดเทศกาลงานวิ่ง The ICONiC Run Fest Thailand Series Sukhothai 2024 กิจกรรม เดิน วิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด รวมพลังสร้างสุขภาพดี เศรษฐกิจดี สร้างเมืองสู่ความยั่งยืน ต้นแบบกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพระดับประเทศ

โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 1 กล่าวว่า The ICONiC Run Fest Thailand Series Sukhothai 2024 เป็นการบูรณาการแนวคิดทั้งการเดิน-วิ่ง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงเศรษฐกิจ นอกจากช่วยสร้างกระแสส่งเสริมสุขภาพ เพิ่มอัตราการมีกิจกรรมทางกาย ส่งต่อองค์ความรู้การบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ ปลูกฝังค่านิยมลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ยังทำให้เกิดประโยชน์กับ จ.สุโขทัย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ความสำเร็จการจัดงานครั้งนี้ มาจากการสานพลังความร่วมมือ ทั้งจากหน่วยงานระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะคนในชุมชน ช่วยยกระดับ จ.สุโขทัย เป็นต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพจุดประกายให้เกิดการงานเทศกาลเดิน-วิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพในพื้นที่อื่นๆ และส่งต่อความสำคัญขยายผลไปในระดับประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายการจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์จังหวัดในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการสร้างงานเทศกาลแบบยั่งยืน” ต่อไป

​นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเด็นสุขภาพให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เพียงพอกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเน้นสร้างความตระหนักรู้ให้กับชุมชน สานพลังภาคีเครือข่ายรณรงค์สร้างความตระหนักการบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ ควบคู่กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ซึ่งจากรายงานสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทยปี 2566 โดยศูนย์พัฒนาความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย พบว่า โควิด-19 ทำให้อัตราการมีกิจกรรมทางกายลดลงจาก 74.6% ในปี 2562 เหลือ 54.3% ในปี 2563 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 62.0% ในปี 2565 และ 68.1% ในปี 2566 การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างแนวทางและโอกาสเพิ่มอัตราของกิจกรรมทางกายในรูปแบบเทศกาลสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ลดความเสี่ยงเกิดโรค NCDs ในอนาคต

“The ICONiC Run Fest นำร่องต้นแบบการจัดงานใน 5 จังหวัด ที่ผ่านมา ประเดิมสนามแรกไปที่ จ.เชียงราย มีผู้เข้าร่วมเป็นชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 2,000 คน จ.สุโขทัย นี้ นักวิ่งก็ยังคงสมัครเข้าร่วมกว่า 2,000 คนเต็มอย่างรวดเร็ว สำหรับสนามที่ 3 จ.นครราชสีมา จะจัดขึ้นวันที่ 7-8 ก.ย. 2567 จ.มุกดาหาร วันที่ 5-6 ต.ค. และจ.นครศรีธรรมราช วันที่ 26-27 ต.ค. 2567 ระยะทาง 10 กม. และ 5 กม. โดยนักวิ่งจะได้รับเสื้อ BIB และเหรียญสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดเป็นของที่ระลึก สมัครร่วมกิจกรรมได้ที่ http://thai.fit หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ The Iconic Run Fest” กรรมการกองทุน สสส. กล่าว

น.ส.สรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ภายในมีเจดีย์ประธาน วิหาร มณฑป อุโบส และเจดีย์ราย ๒๐๐ องค์ การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของ จ.สุโขทัย ผ่านเส้นทางวิ่ง สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่มีความเรียบง่าย งดงาม ช่วยสร้างโอกาสเสริมสร้างเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในทุกด้านอย่างมหาศาล นอกจากศิลปวัฒนธรรมที่เป็นมรดกโลก ยังมีผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ เมนูอาหารเพื่อสุขภาพในท้องถิ่น “ส้มตำไข่ขาวผักรวมน้ำสัปปะรด” ที่มีผักและสมุนไพรไฟเบอร์สูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มีปริมาณไขมันต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดเสี่ยงโรค NCDs ในระยะยาว เชื่อมั่นว่าความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัด ในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการสร้างงานเทศกาลแบบยั่งยืน เพื่อให้จังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดต้นแบบ จุดประกายให้เกิดเทศกาลเดิน วิ่ง กิน เที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

“ซุปจิมิ๊วัว-ลวกจิ้มจิ๊มิ๊วัว “เมนูเด็ดเมืองขอนแก่น พ่อใหญ่สีการันตีความแซ่บ

สายแซ่บต้องไม่พลาดหากเดินทางเยือนเมืองขอนแก่น ขอแนะนำให้รับประทานที่ร้านสีก้อยฟ่าว ซึ่ง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 4 ม.6 ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น การันตีความอรอยโดย คุณกระสินธ์ คลังชำนาญ หรือ พ่อใหญ่สี เจ้าของร้านสีก้อยฟ้าว ซึ่งได้คิดค้นเมนูเด็ดโดนใจคนขอนแก่น คือ ซุปอวัยวะเพศวัว โดยกำลังนำอวัยวะเพศวัวตัวเมียที่ต้มไว้นานกว่า 3 ชั่วโมง มาหันเป็นชิ้นและนำไปเมนูซุปจิ๊มิ๊วัว และลวกจิ้มจิ๊มิ๊วัว จนได้รับความนิยมจากลูกค้าสั่งรับประทานจำนวนมาก


โดยพ่อใหญ่สี ได้โชว์เมนูซุปจิมิ๊ ด้วยการต้มน้ำซุปให้เดือด ก่อนที่จะใส่มันเทศ หอมหัวใหญ่ และมะเขือเทศลงไป จากนั้นจะนำจิ๊มิ๊วัวมาใส่ ก่อนที่จะตามด้วยเครื่องปรุงสูตรของทางร้านแล้วต้มทิ้งไว้ไม่เกิน 5 นาที จากนั้นก็จะนำไปใส่หม้อไฟพร้อมเสิร์ฟ โดยรสชาติจะเข้มข้น และอร่อยนุ่นด้วยเนื้อของจิ๊มิ๊ที่จะนุ่มละมุลลิ้นอย่างมาก โดยจำหน่ายในราคาหม้อละ 179 บาท


พ่อใหญ่สี บอกว่า นอกจากนี้ยังคงมีเมนูใหม่ก็คือทอดหูวัว โดยจะนำหูวัวไปต้มประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นก็จะนำมาหั่นเป็นชิ้น ก่อนที่จะนำไปทอดกับน้ำมันร้อนๆจนได้ที่ ก่อนจะเสิร์ฟ ด้วยรสชาติกรอบนอกนุ่มในคล้ายๆกับแคปหมู จำหน่ายในราคาจานละ 119 บาท


“อีกเมนูเด็ดคืออุ้มตีนวัว ซึ่ง จะนำตีนวัวไปต้มประมาณ 3 ช. จากนั้นก็จะมาหั่นเป็นชิ้น เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสสูตรเด็ดของทางร้าน ที่มีส่วนผสมดีวัวสดๆจำหนายในราคาจานละ 119 บาท”

พ่อใหญ่สี บอกต่อว่า เมนูแต่ละจานจะมีการชั่งเนื้อให้ได้จานละ 1 ขีด ทำให้มีมาตรฐานการทำและลูกค้าได้รับประทานอาหารที่อิ่ม และอร่อย ขณะที่การตกแต่งร้านจะเน้นการตกแต่งที่มีของเก่าไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉายหนัง ถ้วย จาน รถเก่า รถจักรยานเก่า กระป๋องใส่ลูกอม หุ่นอุลตร้าแมน เพราะมีความชอบส่วนตัว

ขณะที่เมนูพิเศษคือการนำอวัยวะเพศของวัวตัวเมีย มาประกอบเป็นเมนูเด็ด นั้นเพราะโดยลักษณะพิเศษของอวัยวะเพศวัวตัวเมียนั้นจะมีความนุ่มและมีเอ็นผสมอยู่ไม่มาก คนสมัยก่อนเชื่อว่าหากรับประทานไปแล้วจะเป็นยาโด๊ปบำรุงร่างกายอย่างดี อย่างไรก็ตาม

ร้านสีก้อยฟ้าวตั้งอยู่ภายในซอยศรีจันทร์ 26 ต.พระลับ อำเภอเมืองขอนแก่น เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-22.00น.หากไปไม่ถูกสามารถ โทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 086-8597147 โดยร้านจะหยุดทุกวันพระเท่านั้น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ/ขอนแก่น

รัฐบาลเปิดวอร์รูมกู้เหนือจมบาดาล น่าน 8 อําเภอ พะเยาหนัก 50 ปี แม่น้ำยมจมแพร่

สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่วิกฤติหนักโดยเฉพาะภาคเหนือยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง โดยจ.น่าน พื้นที่ประสบภัยขยายวงกว้างใน 8 อำเภอ ได้แก่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งช้าง อ.เชียงกลาง อ.ปัว อ.ท่าวังผา อ.บ้านหลวง อ.เวียงสา และ อ.นาน้อย ฝนที่ตกหนักส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสาขาต่างๆเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร อ.ท่าวังผาเข้าขั้นวิกฤติ น้ำท่วมใน 10 ตำบล 68 หมู่บ้าน โดยเฉพาะที่หมู่ 2-4 และหมู่ 7 ต.ท่าวังผา ระดับน้ำสูงกว่า 2 เมตร ชาวบ้านกว่า 500 หลังคาเรือนจมบาดาล ต้องอพยพไปอยู่บ้านญาติและจุดอพยพที่โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม ส่วนถนนสาย 101 เส้นทางสายหลักระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ขณะที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ มีดินสไลด์ทับเส้นทางหลายจุด หนักสุดเส้นทางระหว่างหมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 5 มีดินสไลด์ปิดเส้นทางถึง 3 จุด รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรได้

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผวจ.น่าน ลงเรือเข้าพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนของชาวบ้านใน อ.ท่าวังผา เร่งจัดอาหารและน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายผู้ประสบภัย นายชัยนรงค์กล่าวว่า ฝนยังตกหนักสลับเบาไปจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. ขอให้ประชาชนที่อยู่อาศัยอยู่ริมตลิ่งพื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมการเฝ้าระวังและติดตามข่าวอากาศอย่างใกล้ชิด ทางจังหวัดประสานทุกหน่วยพร้อมออกช่วยเหลือและเตรียมแผนรับมือกับมวลน้ำขนาดใหญ่จากทางเหนือที่เคลื่อนเข้าสู่ อ.เมืองน่าน เทศบาลติดตั้งเครื่องสูบน้ำและปิดประตูระบายน้ำทั้งหมดบริเวณริมน้ำน่านเพื่อป้องกันเขตเศรษฐกิจในตัวเมือง

ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่ไหลผ่าน อ.เมืองน่าน สูง 8.42 เมตร ถึงขั้นวิกฤติ เทศบาลเร่งสูบน้ำออกจากย่านเขตเศรษฐกิจ ประชาชนเร่งเก็บข้าวของขึ้นที่สูง บ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัย ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านท่าล้อ และบ้านแสงดาว ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง น้ำล้นพนังกั้นเข้าท่วมบ้านเรือนและถนนเส้นทางไป อ.แม่จริม และ อ.สันติสุข ผ่านไม่ได้แล้ว แขวงการทางน่าน 1 แจ้งน้ำท่วมผิวจราจรถนนสาย 1168 และ 1169 บริเวณแยกบ้านแสงดาว ระดับน้ำสูง 1 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ ส่วนที่วัดพวงพยอม ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน พระครูวินัยธรอัศวิน ธมฺมโชโต เจ้าอาวาสวัด ต้องพายเรือเข้าไปช่วยชาวบ้านขนของหนีน้ำ เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดหลายสาย โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอน

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ไทด์-เอกพัน บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสาสมัครมูลธิร่วมกตัญญู นำทีมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูและมูลนิธิเครือข่ายร่วม 30 นาย ลงเรือท้องแบน พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือทางน้ำ เดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านใน ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน เป็นพื้นที่ติดริมน้ำและยังเป็นพื้นที่รองรับน้ำจาก อ.ท่าวังผา ที่ไหลบ่าลงมา โดยแผนปฏิบัติการช่วยเหลือชาวบ้านมีทั้งอพยพคน เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง ทรัพย์สินมีค่า สัตว์เลี้ยง ออกจากจุดเสี่ยงภัย พร้อมมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือในเบื้องต้น

จ.เชียงราย น้ำท่วมหนักสุดที่ อ.เทิง และ อ.เวียงแก่น มีน้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และถนนขาดหลายจุด นายวรายุทธ ค่อมบุญ นอภ.เทิง เผยว่า น้ำจากแม่น้ำหงาวซัดคอสะพานขาด 2 จุด บนถนนหมายเลข 1155 บ้านปางค่า หมู่ 8 และบ้านเหล่า หมู่ 1 ต.ตับเต่า และยังเอ่อท่วมหลายหมู่บ้านใน ต.หงาว ก่อนที่มวลน้ำจะไหลลงไปรวมที่แม่น้ำอิง ต.เวียง สำหรับ อ.เทิง น้ำท่วม 10 ตำบล 156 หมู่บ้าน ประชากรกว่า 9,000 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 36,000 ไร่ ส่วนกรณีที่น้ำป่าซัดคอสะพานขาด 2 จุด ใน ต.ตับเต่า มีเด็กนักเรียนไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ประมาณ 60 คน และผู้ปกครองอีก 20 คน จัดเตรียมศูนย์พักพิงและหาที่นอนให้ที่โรงเรียนเทศบาลตำบลเวียงเทิง อีกจุดที่น่าเป็นห่วงคือหมู่ 10 หมู่ 9 และหมู่ 7 ต.เวียง เป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำหงาวกับแม่น้ำลาวไหลลงแม่น้ำอิงบริเวณนี้ ทำให้เอ่อล้นท่วมชุมชนสูง 1-2 เมตร ประกอบกับมีน้ำโขงหนุนทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ช้า

นายอุดม ผลดี ผอ.โรงเรียนบรรพตวิทยา บนดอยผาตั้ง อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ร้องขอให้หน่วยงานช่วยเหลือเข้าไปรับครู 15 คน ที่ติดอยู่ในโรงเรียน เนื่องจากมีดินสไลด์ถล่มปิดถนน 4 จุดถูกตัดขาด และอาคารเรียนได้รับความเสียหาย 2-3 จุด โรงเรียนประกาศหยุดเรียน 2 วัน กองกำลังผาเมือง โดยหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพลเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย อ.เชียงของ จ.เชียงราย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย อ.เทิง จ.เชียงราย และ อ.ภูซาง จ.พะเยา ทั้งช่วยสูบน้ำ ขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูง ช่วยกันเข็นรถยนต์ที่ติดอยู่ในน้ำป่า ช่วยชาวบ้านที่ติดอยู่บนหลังคา ช่วยรื้อเศษกิ่งไม้ที่กีดขวางทางน้ำ รวมถึงนำถุงยังชีพและน้ำดื่มไปมอบให้ชาวบ้าน

จ.พะเยา น้ำท่วมขยายวงกว้างครอบคลุมเกือบทุกอำเภอ ทั้ง อ.ปง อ.เชียงม่วน อ.เชียงคำ อ.ดอกคำใต้ อ.เมืองพะเยา บ้านเรือนเรือกสวนไร่นาเสียหายยับ ถนนและสะพานขาดหลายจุด โรงเรียนปิดหลายแห่ง ล่าสุดน้ำท่วมขังชุมชนบ้านแม่ต๋ำป่าลาน แม่ต๋ำภูมินทร์ แม่ต๋ำอินทร์ฐาน อ.เมืองพะเยา ระดับน้ำสูงกว่า 1.5 เมตร รถเล็กไม่สามารถผ่านได้และมวลน้ำยังคงหนุนขึ้นสูงเรื่อยๆ นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุดกู้ภัยจิตอาสา แต่ละพื้นที่ต้องระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ติดอยู่ในบ้านที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าเนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องตัดไฟเพื่อความปลอดภัย ครั้งนี้ถือเป็นน้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 50 ปีของ จ.พะเยา

พล.ท.สำราญ แพทยกุล แม่ทัพภาคที่ 3 นำคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านเขตชุมชน ต.แม่ตํ๋า อ.เมืองพะเยา มอบหมายให้ พล.ต.สมจริง กอรี ผบ.มทบ.34 นำกำลังพลกว่า 50 นาย นำกระสอบทรายมาวางเป็นแนวปิดกั้นน้ำท่วมขังให้ชาวบ้าน นอกจากนี้ สั่งการให้หน่วยงานทหารในพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน สำหรับจ.พะเยา ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 61 แห่ง กักเก็บได้ 142.119 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณ 111.866 ล้าน ลบ.ม. หรือ 85.92% ส่วนน้ำกว๊านพะเยากักเก็บได้ 55 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 64.462 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ล้นตลิ่งเอ่อท่วมถนนชายกว๊าน ในตัวเมืองพะเยา และชุมชนรอบกว๊านพะเยา

จ.แพร่ มวลน้ำจาก อ.ปง จ.พะเยา ไหลลงสู่แม่น้ำยม ทำให้ตอนเหนือของจังหวัดที่จุดวัดระดับน้ำบ้านห้วยสัก อ.สอง ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง ส่วนจุดวัดระดับน้ำบ้านน้ำโค้ง ต.ป่าแมต อ.เมืองแพร่ จ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำในตัวเมือง เช่น บ้านร้องขี้ปลา ชุมชนเชตวัน ชุมชนบ้านใหม่ หลังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังพบรอยแยกบริเวณหัวสะพานมหาโพธิ์ ต.ป่าแมต แต่ยังไม่มีผลกระทบต่อการสัญจร นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายก อบจ.แพร่ ลงพื้นที่สั่งการให้กองช่างนำรถแบ็กโฮมากำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณสะพาน และเตรียมเรือช่วยชาวบ้านขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ส่วนที่ ต.วังธง ถนนสายบ้านปากห้วย-บ้านหนองกลาง น้ำท่วมสูงจนรถไม่สามารถสัญจรได้ ส่วนในตัวเมืองแพร่ชาวบ้านเริ่มนำรถไปจอดไว้บนที่สูง เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

จากสถานการณ์แม่น้ำยมเอ่อท่วมพื้นที่ ต.วังหลวง อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ มีชาวบ้านติดอยู่กลางน้ำออกมาไม่ได้ ต้องประสานนายรัฐกานต์ จันทนู กำนันตำบลวังหลวง นำเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือ ขณะเดียวกันยังมีวัวควายที่เลี้ยงไว้ริมตลิ่ง 16 ตัว ถูกกระแสน้ำพัดพาไป มีชาวบ้านช่วยกันจับขึ้นฝั่งได้แล้ว 6 ตัว ที่เหลือยังไม่รู้ชะตากรรม ส่วนพื้นที่ อ.สอง แพสูบน้ำของเทศบาลตำบลห้วยหม้ายถูกกระแสน้ำในแม่น้ำยมซัดลอยหายไป และสะพานข้ามแม่น้ำยมสายวังดิน-เด่นไผ่ บ้านวังดิน ต.บ้านกลาง พื้นคอนกรีตสะพานขาด 2 ช่วงระยะทาง 40 เมตร รถทุกชนิดผ่านไม่ได้

จ.พิษณุโลก มีน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ลงไปยังลุ่มน้ำชมพู และคลองท่าข้าม ที่ ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง รอยต่อ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ เริ่มมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่ทางการเกษตร บ้านเรือนประชาชนและรีสอร์ตตามพื้นที่ลุ่มต่ำแล้ว ส่วนแหล่งท่องเที่ยวจุดเช็กอินที่บ้านมุงเป็นที่สูงไม่มีผลกระทบ ส่วนใหญ่จะท่วมสูงในนาข้าวและไร่ข้าวโพดที่ปลูกโดยรอบเขาหินปูน และมวลน้ำจะไหลหลากลงไปยัง ต.สากเหล็ก อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร ต่อไป

ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เทศบาลเมืองสวรรคโลก ณ สถานีดับเพลิงสวรรคโลก อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย นายสมชาติ ลิมปะพันธุ์ นายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก นำเครื่องจักรวางกระสอบทรายทำแนวป้องกันน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำยมและจุดเสี่ยงต่างๆ อุดท่อระบายน้ำ เสริมกระสอบทรายรอบบ่อระบายน้ำ และใช้เครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังลงในแม่น้ำยม ล่าสุดระดับน้ำอยู่ที่ 6.28 เมตร สามารถรับปริมาณน้ำได้ 11 เมตร แต่เนื่องจากประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ต.ในเมือง ระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เทศบาลเมืองสวรรคโลกต้องเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชม.

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความลง X ว่า “ติดตามข่าวน้ำท่วมในภาคเหนือโดยเฉพาะน่าน เชียงราย และพะเยา อย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วงและกังวลใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการก่อนเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ได้ส่งผ่านความห่วงกังวลนี้ไปยังนายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ นายภูมิธรรมมีความห่วงกังวลเช่นกัน จึงสั่งการให้ระดมความช่วยเหลือแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ รวมทั้งเร่งระบายน้ำเพื่อบรรเทาทุกข์แก่พี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน รวมทั้งวางแผนฟื้นฟูความเสียหายแล้ว ทราบว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ทราบถึงความห่วงกังวลของดิฉัน และท่านเองก็เป็นห่วงประชาชนเช่นกัน มอบหมายให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จัดเจ้าหน้าที่ลงช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก ติดตามสถานการณ์ 24 ชั่วโมง ขอส่งกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยทุกครอบครัวและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังขณะนี้”

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยพระดำริเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม มอบกัปปิยภัณฑ์ 100,000 บาท สนับสนุนการทำโรงทาน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย โดย อ.เทิง

ที่วัดพระนาคแก้ว ต.เวียง, อ.เวียงแก่น วัดปอกลาง ต.ปอ อ.ขุนตาล วัดป่าตาลใต้ ต.ป่าตาล อ.พญาเม็งราย วัดบุญวาลย์ ต.แม่เปา และในพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมบริจาคได้ที่ศูนย์ประสานงานฯของมหาเถรสมาคม เลขบัญชี 026-0-27103-9 ชื่อบัญชีวัดพระเชตุพน (การสาธารณสงเคราะห์) โทร.0-2222-7831, 09-2959-8899 และ 08-4455-5855

ที่กรมชลประทาน นายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เป็นประธานการประชุมแก้ปัญหาอุทกภัย พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รักษาการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รักษาการ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายภูมิธรรมกล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เป็นห่วงประชาชนและเป็นห่วงสถานการณ์น้ำ สั่งการให้เรียกประชุมฉุกเฉินตั้งวอร์รูมเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ระดมทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องติดตามช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

นายเทอดศักดิ์ เย็นจุระ ผอ.กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ กล่าวว่า หลายพื้นที่ภาคเหนือที่เป็นแหล่งโบราณสำคัญได้รับผลกระทบถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะ อ.เทิง จ.เชียงราย วัดเทิงเสาหิน ต.เวียง อยู่ใกล้แม่น้ำแม่ลาว น้ำท่วมเข้าซากวิหารและเจดีย์ รวมถึงท่วมเศียรพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่ขุดแต่งบูรณะไว้ นับเป็นเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี ส่วนโบราณสถานพื้นที่ จ.เชียงใหม่ น้ำท่วมบางส่วนของพื้นที่โบราณสถานเวียงกุมกาม อ.สารภี รวมถึงโบราณสันกู่ บนยอดดอยสุเทพ มีน้ำไหลซึมทำให้ผนังวิหารฐานเจดีย์ล้ม นอกจากนี้ยังติดตามผลกระทบพื้นที่โบราณสถานใน จ.แพร่ จ.น่าน และ จ.พะเยา ที่เกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมผ่านระบบทางไกลกับผู้บริหารหน่วยงานสาธารณสุขในจังหวัดประสบอุทกภัยและจังหวัดเสี่ยงว่า ช่วงวันที่ 17-22 ส.ค. มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบสะสม 10 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา ระดับน้ำเพิ่มขึ้น เพชรบูรณ์ ลำปาง แพร่ น่าน ระดับน้ำคงตัว และอุดรธานี ระดับน้ำลดลง มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย หน่วยงานสาธารณสุขได้รับผลกระทบรวม 6 แห่ง ในจำนวนนี้ต้องปิดบริการ 3 แห่งคือรพ.สต.บุญเกิด จ.พะเยา รพ.สต.ตับเต่า และ สสอ.เทิง จ.เชียงราย

ฝนตกหนักดินโคลนถล่มภูเก็ต พบศพที่ 10 ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย

รอง ผวจ.ภูเก็ต ประกาศพื้นที่ประสบภัยดินโคลนถล่มพื้นที่ ต.ฉลอง ต.กะรน หลังพบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ราย คาดยังสูญหายอีก 2 บ้านพักเสียหายกว่า 50 หลัง เดือดร้อนกว่า 250 ครัวเรือน ขอเงินเยียวยา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 ส.ค. 67 จังหวัดภูเก็ตสรุปยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุดินโคลนถล่มในพื้นที่ปฏักซอย 2 และปฏักซอย 8 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย ชาวรัสเซีย เพศชาย 1 ราย เพศหญิง 1 ราย หญิงชาว จ.สกลนคร 1 ราย ชาวเมียนมา เพศชาย 3 ราย เพศหญิง 4 ราย คาดว่ายังมีผู้สูญหายอีก 2 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการค้นหา

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยและภัยพิบัติดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนประชาชนเสียหายในพื้นที่ ต.ฉลอง ต.กะรน ซึ่งนับว่าเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่งของ จ.ภูเก็ต นอกเหนือจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อปลายปี 2547 ที่ผ่านมา นายศรัทธา ทองคำ รอง ผวจ.ภูเก็ต ปฏิบัติราชการแทน ผวจ.ภูเก็ต และผู้อำนวยการจังหวัดได้ออกประกาศอ้างถึงหนังสือในราชการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ตด่วนที่สุด ที่ ภก (กปภจ) 0021/ว0135 ลงวันที่ 21 ส.ค. 67 แจ้งเตือนเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังและดินโคลนถล่มในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ประกอบกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ตได้ติดตามปริมาณฝนสะสมและวัดปริมาณน้ำฝนสะสม พบว่าสถานีบ้านกะรน ต.กะรน อ.เมือง วัดปริมาณน้ำฝนได้ 178.00 มม. และสถานีบ้านนาใหญ่ ต.ฉลอง อ.เมือง วัดปริมาณน้ำฝนได้ 91.00 มม.

ทั้งนี้สถานการณ์และพื้นที่ได้รับผลกระทบ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 67 เวลา 22.00 น. ได้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต สะสมต่อเนื่องถึงวันที่ 23 ส.ค. 67 ส่งผลให้ฝนตกหนักเกิดน้ำท่วมขัง น้ำรอระบาย น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ในพื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ต ดังนี้ ต.ฉลอง บริเวณแถวตลาดแม่สมจิตร ถนนหลวงพ่ออ้วนตรงข้ามกับโรงแรมออร์คิด บริเวณทางขึ้นพระใหญ่ พื้นที่หมู่บ้านฉลองสุข บริเวณไฟแดงวัดใต้ เส้นทางถนนเจ้าฟ้าตะวันออกแยกโคกโตนด เส้นทางถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ซอยธนูเทพ ซอยปราโมทย์ หมู่บ้านแลนด์แอนด์เฮาส์ หน้าโลตัสฉลอง และในส่วนของ ต.กะรน พื้นที่ซอยหลวงพ่อฉ้วน บางลากะรน พื้นที่ซอยปฏัก 2 พื้นที่ซอยปฏัก 10 พื้นที่ซอยปฏัก 18 พื้นที่ซอยปฏัก 15 พื้นที่โคกโตนด-กะตะ ซอย 2 บริเวณหน้าดับเพลิงโคกโตนด กะตะ พื้นที่ซอยปฏัก 4 เส้นทางหน้าโรงแรมบียอนกะตะ บริเวณซอยเกศขวัญ กะตะ ในส่วนของ ต.ราไวย์ อ.เมือง พื้นที่บ้านไสยวน พื้นที่บ้านในหาน

ต่อมา เวลา 05.00 น. วันที่ 23 ส.ค. 67 เกิดเหตุดินสไลด์ทับบ้านเรือนประชาชน บริเวณชอยปฏัก 2 หลังวัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) ต.กะรน อ.เมือง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยเขต 18 ภูเก็ต องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต อำเภอเมืองภูเก็ต เทศบาลตำบลกะรน มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต

ทีมกู้ชีพ ทีมกู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและค้นหาผู้สูญหาย เบื้องต้นได้รับรายงานเหตุด่วนสาธารณภัยจากอำเภอเมืองภูเก็ต พบว่ามีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 ราย นำส่งรักษาตัวที่ รพ.ฉลอง จำนวน 11 ราย ส่งต่อ รพ.วชิระภูเก็ต 2 ราย บาดเจ็บปานกลาง 3 ราย รักษาตัวที่ รพ.ฉลอง 2 ราย ส่งต่อ รพ.วชิระภูเก็ต 1 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการสำรวจบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนทรัพย์สินต่างๆ ของประชาชน เบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายกว่า 50 หลัง และมี 250 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง