IMMERSIVE DISNEY ANIMATION ตอบรับเสียงเรียกร้องแฟนการ์ตูนดิสนีย์ ประกาศ!! ขยายเวลาจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน 2567

       บริษัท เบส เอนเตอร์เทนเม้นท์ เอเชีย และ วอลท์ ดิสนีย์ อนิเมชั่น สตูดิโอ และ บริษัท สตาร์วอกซ์ ผู้จัดนิทรรศการ IMMERSIVE DISNEY ANIMATION เอาใจแฟนดิสนีย์ ประกาศขยายเวลาแสดงไปถึงวันที่ 15 กันยายน 2567 พร้อมจัดรอบเวอร์ชั่นเพลงไทยในรอบ 15.30 น.ของทุกวัน

หลังงานแสดงนิทรรศการ Immersive Disney animation ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมทั้งจากแฟนคลับชาวไทย และชาวต่างชาติที่เข้าชมอย่างล้นหลาม โดยนิทรรศการนี้ได้เปิดตัวบนชั้นหนึ่งของอาคาร EM Tower ที่ Emsphere มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆดิสนีย์ ทั่วประเทศ ด้วยจำนวนผู้เข้าชมมากมาย อย่างต่อเนื่องในตลอดการจัดแสดงเกือบ 4 เดือน
ล่าสุด..ผู้จัดงาน บริษัท เบส เอนเตอร์เทนเม้นท์ เอเชีย และ วอลท์ ดิสนีย์ อนิเมชั่น สตูดิโอ และ บริษัท สตาร์วอกซ์ จึงตัดสินใจขยายระยะเวลาจัดแสดงออกไปอีกครั้งเพื่อลดความผิดหวังของแฟนๆที่ยังไม่ได้เข้าชม เพื่อให้ผู้ชมที่ยังไม่มีโอกาสเข้าชม ได้ร่วมชมประสบการณ์สุดพิเศษนี้อย่างเต็มที่ โดยจะเปิดแสดงกว่า 7 รอบ/วัน (ไม่มีวันหยุด) อาทิ รอบเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ รอบ 11.00 น. / 12.30 น., 14.00 น. / 17.00 น. / 18.30 น. และ 20.00 น. และพิเศษสำหรับแฟนดิสนีย์ที่อยากฟังเพลงภาษาไทยก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับเพลงดิสนีย์ในเวอร์ชั่นภาษาไทย ในรอบ 15.30 น. ของทุกวัน
โดยงานแสดง Immersive Disney Animation เป็นการจัดแสดงนาน 90 นาทีที่ถูกออกแบบมาเพื่อพาผู้เข้าชมเดินทางผ่านประสบการณ์อันสุดแสนประทับใจ ทั้งภาพ เสียง และ สัมผัสกับภาพยนตร์อนิเมชั่นคลาสสิกของดิสนีย์ที่มีอายุกว่า 100 ปี ไม่ว่าจะเป็น Frozen, Encanto, Zootopia, Big Hero 6, The Little Mermaid, Peter Pan และ The Lion King และอีกมากมาย ที่จะพาคุณร่วมดำดิ่งไปพร้อมกับบรรยากาศ 360 องศา กับฉากสุดประทับใจและตัวละครที่ไม่เคยลืม ของดิสนีย์ ตั้งแต่ยุค เรเนซองส์ จนถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ล่าสุดที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก งานแสดงนี้ยังเน้นไปที่ศิลปะ, ดนตรี และเทคนิคการสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นสุดคลาสสิก ที่ไร้กาลเวลาเหล่านี้ให้มีชีวิตชีวา และร่วมชื่นชมไปกับมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนานของ Walt Disney Animation Studios
อย่าพลาด!! ความสนุก ความสุข ความทรงจำ ที่จะทำให้คุณไม่ลืมเลือน

นิทรรศการ Immersive Disney Animation เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 15 กันยายน 2567
สถานที่ : ชั้น 1 EM Tower , Emsphere
ซื้อบัตรได้ที่ ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ และ Trip.com
https://www.thaiticketmajor.com/immersive-disney-animation/

TripcomTH #TripcomThailand

immersiveexperience #ImmersiveDisneyAnimation #immersivedisneyth

EMSPHERE #TTM #Thailand2024

ลิงก์ซื้อบัตรเข้าชม : https://www.thaiticketmajor.com/immersive-disney-animation/

เกี่ยวกับ BASE ENTERTAINMENT ASIA
Base Entertainment Asia เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Tremendous Entertainment และเป็นผู้นำในการนำเสนอบันเทิงสดทั่วเอเชียแปซิฟิก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์และสำนักงานภูมิภาคในสิงคโปร์
Base Entertainment Asia เป็นผู้จัด, ผู้โปรแกรม และผู้จัดการถาวรของ Sands Theatre ที่ Marina Bay Sands ในสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มบันเทิงชั้นนำของเอเชียที่นำเสนอแบรนด์ระดับโลกและไอคอนิคทั่วภูมิภาคและอื่น ๆ บริษัทนี้นำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมบันเทิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chantal Prudhomme
บริษัทได้นำเสนอการแสดงที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกมากกว่า 300 รายการในหลากหลายประเภทตั้งแต่ละครเพลงมายากลบนเวที, คอนเสิร์ตสดและคลาสสิก, บัลเลต์, คาบาเร่ต์, เนื้อหาสำหรับเด็ก, การแสดงภายใต้เต็นท์ขนาดใหญ่ไปจนถึงการพูดในงานองค์กร, อีเว้นท์, นิทรรศการ และอื่น ๆ
###
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
อุมา จงสิริวิทยา (น้อง) โทร: 081-899-5395
สุรีย์รัตน์ ปานพรม (รัตน์) โทร: 085-058-9777

ตม.บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวต่างชาติเปิดฐานปฎิบัติการย่านทองหล่อ

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนำกำลังบุกจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ชาวต่างชาติ ผู้ต้องหาพร้อมของกลางจำนวนมาก ย่านทองหล่อ

ตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังเข้าตรวจสอบภายในคอนโดมิเนียมกลางกรุง ในซอยเอกมัย 3 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร หลังสืบทราบว่ามีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาเช่าห้องพักหรูเป็นฐานปฏิบัติการ

จากการตรวจค้นสามารถจับกุมชายชาวเกาหลีใต้ 8 คน พร้อมของกลาง ซีพียู 20 เครื่อง, จอคอมพิวเตอร์ 40 จอ, เราเตอร์ และอุปกรณ์อีกหลายรายการ

สอบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้แก๊งนี้มาเช่าห้องพักดังกล่าวได้ประมาณ 2 เดือน เปิดเป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเหยื่อชาวเกาหลีใต้ด้วยกัน ให้ร่วมลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ถือเป็นความย่ามใจที่กล้าเข้ามาเปิดฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางกรุงเทพมหานคร แต่ก็ไม่รอดสายตาตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไปได้ จากนั้นจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดี และยึดของกลางทั้งหมดไปตรวจสอบ เพื่อสอบสวนขยายผลต่อไป

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ต้องหาแก๊งนี้ ยังทำผิด พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ข้อหาเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย

เสียงคนตัวเล็กถึงรัฐบาลแจกเงินสดแทนดิจิทัลเชื่อกระตุ้นศก.ได้ทันที

นครราชสีมา –ชาวโคราชร้องขอเงินสดแทนดิจิทัลวอลแลต ชี้แจกเงินสดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที หลังเปลี่ยน “อุ๊งอิ๊ง” เป็นนายกฯ ยังไร้ความชัดเจน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของผู้มีรายได้น้อย หลากหลายอาชีพ ในพื้น จ.นครราชสีมา ต่อนโยบายการแจกเงินดิจิทัลวอลแลต 10,000 บาท ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีความชัดเจนจากรัฐบาล ภายหลังจากที่นายเศรษฐา ทวีสิน หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาลได้โหวตให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนที่นายเศรษฐาฯ โดยจากการสอบถามประชาชนผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ จ.นครราชสีมา พบว่าส่วนใหญ่ไม่คิดว่านโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลแลต 10,000 บาท จะได้ไปต่อ

นายณัฐพล ถิ่นทับไทย อายุ 50 ปี พ่อค้าเร่ขายข้าวโป่ง บริเวณสี่แยกหัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจย่ำแย่มาก ตนเองรับข้าวโป่งมาขายได้กำไรถุงละ 5 บาท ในอดีตเคยขายได้วันละกว่า 100 ถุง แต่ตอนนี้ขายได้วันละ 50-60 ถุงเท่านั้น และไม่ใช่เฉพาะแยกนี้ ที่แยกอื่นๆ รวมทั้งที่จังหวัดอื่นๆ ก็เป็นเหมือนกันหมด ดังนั้นตนเองก็อยากให้รัฐบาลช่วยออกนโยบายมากระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วนเลย ส่วนเรื่องการแจกเงินดิจิทัลวอลแลต ตนเองนั้นได้ลงทะเบียนยืนยันขอรับสิทธิ์แจกเงินดิจิทัลวอลแลตผ่านแอพลิเคชั่นทางรัฐไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ก็รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะได้รับเงินตามที่รัฐบาลยุคนายเศรษฐาฯ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะเพิ่งจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งส่วนตัวแล้วตนเองก็อยากให้รัฐบาลแจกเป็นเงินสดมาเลย เหมือนกับช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รัฐบาลยุคก่อนโอนเงินมาให้ครั้งละ 5,000 บาท 3 รอบ รวมเป็นเงิน 15,000 บาท ซึ่งจะทำให้ประชาชนนำมามาใช้จ่ายได้เลยทันที

ด้านนางอั๊วะ ตันกระโทก อายุ 49 ปี แม่ค้ารถเข็นขายขนมโตเกียว ในพื้นที่ ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลแลต จะไปต่อได้ ทั้งที่ตนเองลงทะเบียนไว้แล้ว แต่ด้วยความที่รัฐบาลยังไม่มั่นคง จึงคาดหวังอะไรไม่ได้เลย และที่สำคัญโครงการนี้ก็มีเงื่อนไขยุ่งยากหลายอย่าง โดยเฉพาะต้องใช้กับร้านค้าที่อยู่ในเขตอำเภอตามบัตรประชาชน ซึ่งตนเองนั้นเป็นคนอำเภอหนองบุญมาก แต่มาทำงานหาเงินอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา ถ้าจะใช้เงินก็ต้องขึ้นรถเมล์ไปที่อำเภอหนองบุญมาก และบ้านของตนเองก็อยู่รอบนอกตัวอำเภอ ไม่รู้ว่าจะมีร้านค้าใดรับเงินดิจิทัลวอลแลตบ้าง สุดท้ายก็ต้องวิ่งหาเข้าร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ ซึ่งมีสินค้าที่ไม่ได้ตรงตามความต้องการจริงๆ ดังนั้น เพราะบางครั้งก็ไม่ได้ต้องการเงินมาซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น เพราะสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ตนเองก็อยากจะได้เงินสดนำมาใช้จ่ายค่าเทอมลูก ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าครองชีพอื่นๆ จะดีกว่า

ขณะที่นายประเสริฐ ลับดีพะเนา อายุ 59 ปี พ่อค้าขายไก่อบโอ่ง อยู่บริเวณสี่แยกศาลเจ้าพ่อขุนด่าน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ช่วงนี้การค้าขายย่ำแย่มาก ร้านของตนเองอยู่ในซอยเล็กๆ แต่ก่อนเคยขายไก่อบได้วันละกว่า 30 ตัว ตอนนี้ลูกค้าลดลงมาก ขายได้วันละ 7-8 ตัวเท่านั้น เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อของประชาชนลดลง จึงอยากให้รัฐบาลช่วยออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากเป็นการเร่งด่วนด้วย ซึ่งนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลแลต 10,000 บาทนั้น ตนว่าไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากได้แน่นอน เพราะเงินจะไหลไปสู่ร้านค้ารายใหญ่หมด ร้านค้าเล็กๆ ในซอยอย่างตนเอง คงจะหมดสิทธิ์ได้เงินส่วนนั้นแน่นอน สู้แจกเป็นเงินสดให้ประชาชนสามารถนำมาจับจ่ายซื้อของในร้านค้าเล็กๆ ตามชุมชนต่างๆ ได้ จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากได้ชัดเจนกว่า

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

คืนกำไรสังคม ตอบแทนยุคศก.ตกต่ำ แม่ค้าโคราชจัดโปรขายลูกละ 49 บาท

นครราชสีมา-แม่ค้าทุเรียนสาวโคราชเอาใจสายทุเรียนจัดโปรทุเรียนลูกละ 49 บาท ลูกค้าแห่เข้าคิวซื้อแน่น

ที่ ตลาดเมย์แฟร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีประชาชนนับ 100 คน มายืนรอต่อแถวเพื่อต่อแถวซื้อทุเรียนราคาถูกเพียงลูกละ 49 บาท กันอย่างยาวเหยียด โดยทุเรียนที่เห็นนั้นเป็นทุเรียนของร้านน้องขนุนซึ่งทางเจ้าของนั้นได้จัดโปรโมชั่นคืนกำไรให้กับลูกค้านำทุเรียนหมอนทองมาขายในราคาเพียงลูกละ 49 บาท จำกัด 1 คน ต่อ 1 ลูก ซึ่งทุเรียนที่นำมาขายนั้นเป็นทุเรียนหมอนทองจากทางภาคใต้ซึ่งอยู่ในช่วงออกผลผลิตเป็นทุเรียนเนื้อคุณภาพลูกละประมาณ 1-1.5 กิโลกกรัม ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ทราบข่าวจากทางเฟสบุ๊กจึงได้มารอจองคิวกันเกือบชั่วโมง

แต่จากการที่ขายเพียงลูกละ 49 บาท นั้นทำให้ลูกค้าแห่มาเข้าคิวซื้อเป็นจำนวนมากทำให้เกินคิวที่ทางร้านกำหนดเอาไว้ 100 คน จึงทำให้มีชาวบ้านหลายสิบรายผิดหวังแต่อย่างไรก็ตามทางร้านยังได้มีการขายทุเรียนในราคาถูกอยู่อีกนอกจากลูกละ 49 บาท แล้วยังมีกิโลกรัมละ 99 บาท และกิโลกรัมละ 129 บาท นอกจากนี้ยังมีทุเรียนบรรจุแพ็คราคาถูกเพียงแพ็คละ 100 บาท ให้ลูกค้าที่ซื้อลูกละ 49 บาท ได้เลือกซื้อซึ่งราคาขายนั้นก็คือว่าถูกกว่าราคาตามท้องตลาดทั่วไป

โดยนางสาวสิริยากร ก้อนคำใหญ่ เจ้าของร้านน้องขนุน บอกว่า จุดมุ่งหมายที่ตนนั้นขายทุเรียนในราคาถูกก็เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าอยากให้ลูกค้าได้กินทุเรียนราคาถูกในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ โดยทุเรียนที่มาจำหน่ายนั้นเป็นทุเรียนหมอนทองจากทางภาคใต้หลายจังหวัดซึ่งกำลังออกผลผลิตและเนื้อก็มีคุณภาพที่ดี ซึ่งตนจะจัดโปรโมชั่นทุเรียนลูกละ 49 บาท ตั้งแต่วันที่ 20-25 สิงหาคม นี้ ที่ตลาดเมย์แฟร์ โดยจะเปิดขายในเวลา 17.00 น.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

เหนืออ่วมหลายพื้นที่หลายจังหวัดจมบาดาล ถนนถูกตัดขายจากโลกภายนอก เดือนร้อนหนัก

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่หลายจังหวัดภาคเหนือวิฤกติหนัก เช่นเดียวกับพื้นที่ อ.เทิง จ.ลำปาง ยังคงหนัก แม่น้ำสายหลักระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้น เนื่องจากทั้งต้นน้ำและในพื้นที่ มีฝนตกลงมาต่อเนื่อง พื้นที่ต้นน้ำมีการปล่อยน้ำที่กักเก็บลงมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ของ อ.เทิง น้ำได้เอ่อเข้าท่วมบ้านเรือน โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สัตว์น้ำเศรษฐกิจสร้างรายได้ของอำเภอเทิง ได้รับผลกระทบ ถูกน้ำท่วมเสียหายประมาณ 2,000 ไร่ สำนักงานประมงอำเภอเทิงเตรียมยื่นมือเยียวยา

ส่วนพื้นที่ ต.ตับเต่า แม่น้ำหงาวเพิ่มสูง น้ำป่าไหลซัดคอสะพานบ้านปางค่า ม.8 ต.ตับเต่า อ.เทิง จนขาด ส่งผลให้เส้นทางสายหลักเชื่อมต่อระหว่าง ต.หงาว ไป ต.ตับเต่า อ.เทิง ขาดออกจากกัน ไม่สามารถใช้สัญจรได้ นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอเทิง ได้สั่งการให้แต่ละพื้นที่เร่งสำรวจและอพยพผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ในส่วนของบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในพื้นที่ ต.เวียง อ.เทิง น้ำอิงล้นตลิ่งท่วมบ่อกุ้งกว่า 2,000 ไร่ ความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท แต่ข้อมูลในส่วนของสำนักงานประมงอำเภอเทิง โดยนายอนุพงษ์ กมลสิงห์ ประมงอำเภอเทิง เปิดเผยว่า อ.เทิง มีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประมงอำเภอเทิง จำนวน 82 ราย มีพื้นที่เลี้ยงกุ้งจำนวน 900 กว่าไร่ นอกเหนือจากนั้นไม่ได้มาลงทะเบียนกับทางประมง

ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีเกษตรกรที่ลงทะเบียนในพื้นที่ ม.7, ม.12, และ ม.13 ถูกน้ำท่วมบ่อกุ้ง จำนวน 37 ราย จำนวน 73 บ่อ ขนาดพื้นที่ 167.77 ไร่ ซึ่งเกษตรกรทั้ง 37 รายนี้จะได้รับเงินช่วยเหลือตามเงื่อนไขของกรมประมง รายละไม่เกิน 5 ไร่ ในราคาไร่ละ 11,780 บาท รวมค่าชดเชยที่ทางกรมประมงต้องจ่ายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม อ.เทิง จำนวน 1,894,561.64 บาท ซึ่งปัจจุบันยังมีเกษตรกรที่ทยอยมาแจ้งความเสียหาย ยอดตัวเลขยังไม่นิ่ง คาดว่าอาจจะมีความเสียหายมากกว่านี้ เพราะในพื้นที่ยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ อ.เทิง ทั้ง 10 ตำบล ถูกน้ำท่วมในทุกพื้นที่ โดยล่าสุดช่วงบ่ายนี้ มีน้ำป่าไหลลงมาในแม่น้ำหงาว และพัดคอสะพานในพื้นที่บ้านปางค่า ม.8 ต.ตับเต่า อ.เทิง บนถนนสาย 1155 ช่วงเทิง-เวียงแก่น จนพังทลาย ไม่สามารถสัญจรข้ามไปมาได้ ทำให้ชาวบ้านและผู้ใช้ถนนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นถนนที่เชื่อมต่อ ต.หงาว และ ต.ตับเต่า อ.เทิง เป็นเส้นทางขึ้นไปเที่ยวภูชี้ฟ้า แหล่งท่องเที่ยวชมทะเลหมอกชื่อดังของ จ.เชียงราย และจุดที่คอสะพานพัง อยู่ห่างจาก อบต.ตับเต่า ไม่ถึง 200 เมตร การซ่อมแซมสะพานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจะต้องรอให้น้ำลด และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยซ่อมแซม

สร้างเสร็จชัวร์ ปี’69โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้างแม่น้ำยม 735 ล.

DCIM\100MEDIA\DJI_0213.JPG

กรมชลประทานจัดเวทีชี้แจงโครงการก่อสร้างปตร.โพธิ์ประทับช้างในแม่น้ำยมงบ735 ล้านมั่นใจปี69สร้างเสร็จชัวร์


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 นายธนบดี รักสัตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน มอบหมายให้ นายธนัท ต้นประสงค์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 2 ดำเนิการจัดเวทีการการชี้แจงรายละเอียด โครงการพร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจ โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ต.ไผ่ท่าโพธิ์ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร

ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง ซึ่งโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 บ้านลำนัง ต.ไผ่ท่าโพธิ์ อ.โพธิ์ประทับช้าง โดยมี นายอภิรักษ์ โนนุช นายก อบต.ไผ่ท่าโพธิ์ พร้อมด้วยชาวบ้านที่ล้วนเป็นเกษตรกรผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการก่อสร้างโครงการดังกล่าวเกือบ 300 คน ร่วมมรับฟังการชี้แจงและรายงานความคืบหน้าการก่อสร้าง ปตรโพธิ์ประทับช้าง ดังกล่าว

โดย นายธนัท ต้นประสงค์ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างที่ 2 ได้เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาลุ่มน้ำยมตอนล่างจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร ซึ่ง ปตร.โพธิ์ประทับช้าง เป็นโครงการที่ 4 ในแม่น้ำยม เริ่มงานมาตั้งแต่ปี 64 ด้วยงบประมาณ 735 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผลการดำเนินงานภาพรวมทั้งโครงการได้ 50%แล้ว ซึ่งเป็นไปตามแผนงานและงบประมาณที่กรมชลประทานจัดสรรมาให้ สำหรับ ปตร.โพธิ์ประทับช้างแห่งนี้คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จและสร้างประโยชน์ด้านการใช้น้ำเพื่อการทำนาของชาวนาในแถบนี้ได้ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้นาข้าวในพื้นที่ 3 ตำบล 2 อำเภอ ได้แก่ ตำบลวังจิก ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง, ตำบลบางลาย อำเภอบึงนาราง ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 28,863 ไร่ ปริมาณกักเก็บน้ำ 5.1 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังกล่าวอีกด้วย

ในส่วนของ นายอภิรักษ์ โนนุช นายก อบต.ไผ่ท่าโพธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการดังกล่าวนี้เป็นความหวังของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ 3 ตำบล 2 อำเภอ ที่จะสามารถใช้ประโยชน์จาก ปตร.โพธิ์ประทับช้าง แห่งนี้ เพื่อกักเก็บน้ำและได้ใช้ประโยชน์ในการทำนาปรัง ซึ่งก็จะทำให้มีรายได้ มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพการทำการเกษตรในหลายๆด้านอีกด้วย

โดย….สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร/

หนุ่มโคราชตั้งบริษัทผลิตกัญชาส่งออกใช้เทคโนโลยี Aeroponic เจาะตลาดยุโรป

นครราชสีมา –อุตสาหกรรมกัญชาไทยเผชิญปัญหาผลิตภัณฑ์ล้นตลาด หนุ่มโคราชผันตัวจากวิสาหกิจชุมชน สู่บริษัทผลิตกัญชาส่งออก โดยใช้เทคโนโลยี Aeroponic เพิ่มคุณภาพและมูลค่าการส่งออกไปยังประเทศในยุโรป ซึ่งมีความต้องการสูง

อุตสาหกรรมกัญชาในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาราคาผลิตภัณฑ์ตกต่ำอย่างหนัก เนื่องจากการผลิตที่ล้นตลาดทำให้ราคาช่อดอกกัญชาแห้งตกลงเหลือเพียงกิโลกรัมละไม่ถึง 2,000 บาท ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรและผู้ผลิตในประเทศ ในขณะเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตบางรายได้หันมาใช้เทคโนโลยีการปลูกแบบใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลิตภัณฑ์กัญชา โดยเฉพาะการปลูกในระบบ Aeroponic ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสูงจนสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้นในตลาดต่างประเทศ

เช่นบริษัท โอเรียนทอล แพลนเทชั่น จำกัด ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมสุรนารี ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใช้ระบบ Aeroponic ในการปลูกกัญชาในระบบปิด 100% สามารถผลิตกัญชาที่มีคุณภาพสูงและตรงตามมาตรฐานการส่งออกสู่ตลาดยุโรปและออสเตรเลีย ทำให้สามารถขายกัญชาในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100,000 บาท ซึ่งแตกต่างจากราคาต่ำในตลาดภายในประเทศที่ไม่ถึง 2,000 บาท โดยขณะนี้มีออร์เดอร์จากประเทศออสเตรเลีย และเยอรมนี สั่งเข้ามาแล้ว เตรียมส่งมอบสินค้าล็อตแรกในปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะผลิตให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน

นายอภิบาล ศรียาภัย ผู้บริหารของบริษัทฯ กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยี Aeroponic ในการปลูกกัญชาทำให้บริษัทสามารถผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสากลและมีความสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศที่มีความเข้มงวดด้านคุณภาพและมาตรฐาน

ตลาดกัญชาในยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี ที่เป็นผู้บริโภคกัญชาทางการแพทย์รายใหญ่ที่สุดในยุโรป กำลังเป็นเป้าหมายหลักของบริษัทไทยในการขยายการส่งออก อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้มีการแข่งขันสูง และบริษัทไทยต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงการได้รับการรับรองมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของสถานการณ์ภายในประเทศ การปลูกกัญชายังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านกฎหมาย แม้จะมีการเปิดเสรีบางส่วนในการปลูกและใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่การควบคุมยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาผลิตภัณฑ์ล้นตลาดในประเทศหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ นายอภิบาลฯ เสนอว่า การส่งออกเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะขยายการปลูกกัญชาเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย และร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนาการผลิตที่มีคุณภาพสูงและมีความยั่งยืนในระยะยาว

การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการปลูกกัญชาเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมกัญชาไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แต่ความสำเร็จในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากภาครัฐและการปรับตัวของบริษัทไทยต่อความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

ชาวเมียนมากว่า 3,000 คนร่วมอวยพรส่งกำลังใจถึงนาย She Zhijiang ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ Shwe Kokko YATAI และให้กลับมาโดยเร็ว

ชาวเมืองชเวโก๊กโก่ กว่า 3,000 คนร่วมอวยพรส่งกำลังใจถึงนาย She Zhijiang (แส เจ้อเจียง) ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่  Shwe Kokko YATAI 

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 เมือง Shwe Kokko YATAI (ชเวโก๊กโก่ ยาไท่) ได้จัดพิธีบุญครั้งยิ่งใหญ่ ณ จัตุรัส Arc de Triomphe (อาร์ค ดา ทรีออฟ) ของเมืองเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน รวมถึงพระสงฆ์เมียนมา 43 รูป และตัวแทนจากหลายภาคส่วนที่มาร่วมสวดมนต์และขอพรให้กับนาย She Zhijiang ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้

ภายในงานได้มีการจัดตั้งกำแพงสีแดงยาว 50 เมตรเพื่อให้ประชาชนเขียนคำอวยพรให้กับนายแส เจ้อเจียง (She Zhijiang) โดยขอให้เขามีสุขภาพแข็งแรงและกลับมาสานต่อวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง Shwe Kokko YATAI (ชเวโก๊กโก่ ยาไท่)โดยเร็ว ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เมืองนี้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากถนนที่เคยเต็มไปด้วยโคลนไปเป็นถนนที่สว่างไสว และจากกระท่อมมุงจากกลายเป็นอาคารใหม่ๆ ทุกการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการลงทุนและความมุ่งมั่นของนาย แส เจ้อเจียง (She Zhijiang)

Shwe Kokko Asia Pacific City (ชเวโก๊กโก่ เอเชียแปซิฟิก ซิตี้) ซึ่งได้รับการยกระดับเป็นจังหวัดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก KK Park หลายสิบกิโลเมตรและไม่มีความเกี่ยวข้องกันตามที่เป็นข่าว เมืองนี้เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ครบครัน การใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเมืองนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท YATAI ที่มีประสบการณ์ในด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เมืองนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

การพัฒนาเมือง Shwe Kokko Asia Pacific นับเป็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาและพื้นที่ใกล้เคียงรู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจในความเจริญของเมืองใหม่แห่งนี้ โดยเฉพาะอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย นอกจากนี้ การก่อสร้างเมืองยังช่วยสร้างโอกาสการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมียนมากว่า 80,000 คนดีขึ้นอย่างมาก

ชาวเมียนมากว่า 3,000 คนร่วมอวยพรส่งกำลังใจถึงนาย She Zhijiang ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ Shwe Kokko YATAI และให้กลับมาโดยเร็ว

ชาวเมืองชเวโก๊กโก่ กว่า 3,000 คนร่วมอวยพรส่งกำลังใจถึงนาย She Zhijiang (แส เจ้อเจียง) ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่  Shwe Kokko YATAI 

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 เมือง Shwe Kokko YATAI (ชเวโก๊กโก่ ยาไท่) ได้จัดพิธีบุญครั้งยิ่งใหญ่ ณ จัตุรัส Arc de Triomphe (อาร์ค ดา ทรีออฟ) ของเมืองเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน รวมถึงพระสงฆ์เมียนมา 43 รูป และตัวแทนจากหลายภาคส่วนที่มาร่วมสวดมนต์และขอพรให้กับนาย She Zhijiang ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้

ภายในงานได้มีการจัดตั้งกำแพงสีแดงยาว 50 เมตรเพื่อให้ประชาชนเขียนคำอวยพรให้กับนายแส เจ้อเจียง (She Zhijiang) โดยขอให้เขามีสุขภาพแข็งแรงและกลับมาสานต่อวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง Shwe Kokko YATAI (ชเวโก๊กโก่ ยาไท่)โดยเร็ว ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เมืองนี้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากถนนที่เคยเต็มไปด้วยโคลนไปเป็นถนนที่สว่างไสว และจากกระท่อมมุงจากกลายเป็นอาคารใหม่ๆ ทุกการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการลงทุนและความมุ่งมั่นของนาย แส เจ้อเจียง (She Zhijiang)

Shwe Kokko Asia Pacific City (ชเวโก๊กโก่ เอเชียแปซิฟิก ซิตี้) ซึ่งได้รับการยกระดับเป็นจังหวัดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก KK Park หลายสิบกิโลเมตรและไม่มีความเกี่ยวข้องกันตามที่เป็นข่าว เมืองนี้เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ครบครัน การใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเมืองนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท YATAI ที่มีประสบการณ์ในด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เมืองนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

การพัฒนาเมือง Shwe Kokko Asia Pacific นับเป็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาและพื้นที่ใกล้เคียงรู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจในความเจริญของเมืองใหม่แห่งนี้ โดยเฉพาะอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย นอกจากนี้ การก่อสร้างเมืองยังช่วยสร้างโอกาสการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมียนมากว่า 80,000 คนดีขึ้นอย่างมาก

ชาวเมียนมากว่า 3,000 คนร่วมอวยพรส่งกำลังใจถึงนาย She Zhijiang ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่ Shwe Kokko YATAI และให้กลับมาโดยเร็ว

ชาวเมืองชเวโก๊กโก่ กว่า 3,000 คนร่วมอวยพรส่งกำลังใจถึงนาย She Zhijiang (แส เจ้อเจียง) ผู้ก่อตั้งเมืองใหม่  Shwe Kokko YATAI 

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 เมือง Shwe Kokko YATAI (ชเวโก๊กโก่ ยาไท่) ได้จัดพิธีบุญครั้งยิ่งใหญ่ ณ จัตุรัส Arc de Triomphe (อาร์ค ดา ทรีออฟ) ของเมืองเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน รวมถึงพระสงฆ์เมียนมา 43 รูป และตัวแทนจากหลายภาคส่วนที่มาร่วมสวดมนต์และขอพรให้กับนาย She Zhijiang ผู้ก่อตั้งเมืองแห่งนี้

ภายในงานได้มีการจัดตั้งกำแพงสีแดงยาว 50 เมตรเพื่อให้ประชาชนเขียนคำอวยพรให้กับนายแส เจ้อเจียง (She Zhijiang) โดยขอให้เขามีสุขภาพแข็งแรงและกลับมาสานต่อวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง Shwe Kokko YATAI (ชเวโก๊กโก่ ยาไท่)โดยเร็ว ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เมืองนี้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากถนนที่เคยเต็มไปด้วยโคลนไปเป็นถนนที่สว่างไสว และจากกระท่อมมุงจากกลายเป็นอาคารใหม่ๆ ทุกการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการลงทุนและความมุ่งมั่นของนาย แส เจ้อเจียง (She Zhijiang)

Shwe Kokko Asia Pacific City (ชเวโก๊กโก่ เอเชียแปซิฟิก ซิตี้) ซึ่งได้รับการยกระดับเป็นจังหวัดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก KK Park หลายสิบกิโลเมตรและไม่มีความเกี่ยวข้องกันตามที่เป็นข่าว เมืองนี้เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ครบครัน การใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเมืองนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท YATAI ที่มีประสบการณ์ในด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เมืองนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

การพัฒนาเมือง Shwe Kokko Asia Pacific นับเป็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาและพื้นที่ใกล้เคียงรู้สึกตื่นเต้นและภาคภูมิใจในความเจริญของเมืองใหม่แห่งนี้ โดยเฉพาะอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย นอกจากนี้ การก่อสร้างเมืองยังช่วยสร้างโอกาสการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมียนมากว่า 80,000 คนดีขึ้นอย่างมาก