วันนี้!ไทยได้นายกฯหญิง “แพทองธาร”อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์

พรรคร่วมรัฐบาล มีมติ ส่ง “แพทองธาร” เข้ารับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 “แพทองธาร” ประกาศ “ประเทศไทยต้องไปต่อ” พร้อมเดินหน้านำพาประชาชนหลุดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ

นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ สส.สระแก้ว กล่าวว่า นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย สิ้นสุดลงวานนี้ (14 สิงหาคม 2567) พวกเราทุกคนในนามของพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล วันนี้มีจุดยืนเดียวกัน โดยหลังจากในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ได้มีมติเสนอชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าเสนอชื่อเป็นบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามที่นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาเป็นพิเศษ พรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้เสนอชื่อ และพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ให้ความเห็นชอบนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 กล่าวขอบคุณกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ให้ความไว้วางใจ เสนอชื่อให้เป็นบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ขอขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคสำหรับการสนับสนุนนี้ แน่นอนว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถ และขอให้รอดูผลการลงมติในวันนี้อย่างเป็นทางการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราทุกคนชื่นชมในการทำงานของอดีตนายกฯเศรษฐา ทวีสิน เสียดายที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างที่เราไม่ได้คาดฝันเอาไว้ นายเศรษฐา เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักนับถือมาตั้งแต่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน แม้เสียดายโอกาสนี้ แต่ประเทศต้องไปต่อ พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตัังรัฐบาล วันนี้เรามีความพร้อม ดิฉันมั่นใจในพรรคเพื่อไทย มั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่จะช่วยกันนำพาประเทศของเราให้หลุดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ เรามารวมตัวกันในวันนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าเรามีความตั้งใจ มีความมุ่งมั่น มีความพร้อมเพรียงกัน ในการผลักดันประเทศให้ไปต่อ ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมากที่มาร่วมกัน รวมกัน ตกลงกัน ทำเพื่อประเทศชาติร่วมกันต่อไป

นางสาวแพทองธาร ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าได้มีการปรึกษาครอบครัวหรือไม่ นางสาวแพทองธารระบุว่า ทุกเรื่องปรึกษาครอบครัวอยู่แล้ว เรามาถึงจุดที่ทำให้ประเทศชาติไปต่อ เรายินดีและตั้งใจ เราได้พูดคุยกันและเคารพการตัดสินใจเสมอ พร้อมกับปรึกษา ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นบิดา เป็นผู้มีประสบการณ์ และยังเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อนด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะปรึกษากับ ดร.ทักษิณ ใกล้ชิดมากขึ้นหรือไม่ นางสาวแพทองธารระบุว่า “ไม่ค่ะ เท่าเดิม เพราะใกล้มากอยู่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการพูดคุยหารือกับนายเศรษฐา หรือไม่ นางสาวแพทองธาร ตอบว่า คุณเศรษฐา เป็นคนสนับสนุนให้ดิฉันได้รับการเสนอชื่อ ส่วนตัวมีความเคารพคุณเศรษฐาอยู่แล้ว พูดคุยกันตั้งแต่เมื่อวาน และท่านให้การสนับสนุนเรื่องนี้มาก ท่านเป็นคนที่มีแพชชันเยอะมากๆ อยากผลักดันนโยบายให้สำเร็จ มีเอเนอจี้เต็มร้อย มุ่งมั่นในการทำงานมากๆ ดิฉันหวังว่าจะผลักดันนโยบายต่างๆของพรรคเพื่อไทย ของพรรคร่วมรัฐบาลให้สำเร็จ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากมติของกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคที่เสนอชื่อนางสาวแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว คุณแพทองธาร เป็นคนเสนอทำงานต่อจากนายเศรษฐาใช่หรือไม่ นางสาวแพทองธารตอบว่า “ใช่ค่ะ”

สำหรับ แพรทองธาร อายุ 37 ถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์

ระทึก! ไฟไหม้ชุมชนคลองสวนพริก ซ.จรัญฯ 79 วอด 16 หลัง บาดเจ็บ 1

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2567 ร.ต.ท.ศรันย์ สงวนสัจพงษ์ รอง สว.(สอบสวน) สน.บางพลัด รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยจรัญสนิทวงศ์ 79 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผบก.น.7 พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร ผกก.สน.บางพลัด นางอารียา เพ็งประเสริฐ ผู้อำนวยการเขตบางพลัด นายสิทธิชัย อรัณยกานนท์ ผู้ช่วยเลขาผู้ว่าฯ กทม. พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ สก.เขตบางพลัด พร้อมประสานเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางอ้อ และอาสามูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุลึกเข้าไปสุดซอยชื่อชุมชนคลองสวนพริก อยู่ในซอยคับแคบ ลักษณะเป็นบ้านไม้ สูง 2 ชั้น ปลูกติดกันหลายหลัง บ้านต้นเพลิงเลขที่ 1195 พบแสงเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งจำนวนมาก ก่อนเพลิงลุกลามไปบ้านข้างเคียงอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงระดมวางหัวฉีดน้ำ กว่า 10 หัว โดยใช้เวลากว่า 30 นาที จนสามารถล้อมแสงเพลิงไว้ได้ทุกด้านก่อนเพลิงสงบ นอกจากนี้พบมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย เป็นอาสาดับเพลิง 1 ราย สำลักควัน เจ้าหน้าที่แพทย์เอราวัณจึงทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นส่วนอีก 1 รายเป็นชาย กระโดดลงจากชั้น 2 ของบ้านหลบหนีไฟ ถูกนำตัวส่งรักษาต่อที่ รพ.วชิระ จากการตรวจสอบความเสียหายพบถูกเพลิงไหม้ทั้งหลัง 12 หลังและอีก 4 หลังเสียหายเพียงบางส่วน รวม 16 หลัง

จากการสอบถาม นางดรุณี ถังรักษ์ อายุ 65 ปี เป็น 1 ในผู้เสียหายบ้านถูกเพลิงไหม้ กล่าวว่า ทุกทีจะมีคนอยู่บ้าน แต่วันนี้ตนไม่รู้ว่ามีคนอยู่บ้านหรือเปล่า ตอนเกิดเหตุตนออกมานั่งเล่นกับหลานอยู่นอกบ้าน กระทั่งมาเห็นอีกทีตอนไฟลุกไหม้แล้ว ตนพยายามเรียกคนมาช่วยดับแต่ก็ไม่เป็นผลแล้ว เนื่องจากไฟโหมแรงมาก ประกอบกับมีลมพัดแรงมากด้วย ตนรู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนหัวใจเกือบวาย

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุบ้านหลังต้นเพลิงมีผู้อาศัยอยู่ 1 คน จู่ๆ เกิดเพลิงลุกไหม้ที่หัวถังแก๊ส หุงต้มขนาดใหญ่ กระทั่งเกิดเพลิงไหม้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้อาศัยในบ้านต้องกระโดดลงจากชั้น 2 เพื่อหนีตายออกจากบ้าน จนได้รับบาดเจ็บ ก่อนเพลิงลุกลามไปบ้านข้างเคียง ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากวาล์วแก๊สรั่ว

เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนเตรียมเชิญตัวเจ้าของบ้านต้นเพลิงไปสอบปากคำ และประสานเจ้าหน้าที่ กองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบเหตุเพลิงไหม้ให้มาลงทะเบียนได้ที่บ้านเลขที่ 1096/1 ซึ่งอยู่ภายในชุมชนเพื่อรับการเยียวยาต่อไป

ตำรวจรวบนายทหารยศร้อยเอกขนไม้ส่งโกดังไม้เถื่อนกลางเมืองเชียงใหม่

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส., พล.ต.ต.อริยพล สินสอน ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร., พ.ต.อ.อรุณ วัชรศรีสุกัญยา รอง ผบก.ปทส., พ.ต.อ.ฌัทกฤช น้อยคำปัน ผกก.4 บก.ปทส., พ.ต.ท.เอนก นาคธร รอง ผกก.4 บก.ปทส., พ.ต.ท.เกียรติพันธ์ เจริญชนิกานต์รอง ผกก.4 บก.ปทส.ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ร.ต.อ.จิรายุ อิ่นแก้ว รอง สว.(สอบสวน) กก.4 บก.ปทส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปทส. ชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมกันจับกุม 2 ผู้ต้องหา คือ

1. นางกานดาฯ อายุ 41 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ฐาน “ร่วมกันทำไม้หรือกระทำด้วยประการใดๆ แก่ไม้หวงห้ามในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต, ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ร่วมกันมีไม้หวงห้ามชนิดอื่นแปรรูปมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ร่วมกันมีไม้ชิงชันแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, รับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น ซึ่งไม้หรือของป่า ซึ่งตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ” และตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ฐาน “ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ร่วมกัน ทำไม้ หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนังานเจ้าหน้าที และรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น ซึ่งไม้หรือของป่า ซึ่งตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ”

2. ร้อยเอกบัญชาฯ อายุ 45 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ฐาน “ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ มีไม้หวงห้ามชนิดอื่นแปรรูปมีปริมาตรเกินกว่า 0.20 ลูกบาศก์เมตรไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พร้อมตรวจยึดของกลาง
1.ไม้หวงห้ามแปรรูป (ชิงชัน) จำนวน 65 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 5.198 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 1,559,400.-บาท (ผู้ต้องหาที่ ๑)
2.ไม้หวงห้ามแปรรูป (ประดู่) จำนวน 115 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 2.325 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 162,750.- บาท (ผู้ต้องหาที่ ๑)
3.ไม้หวงห้ามแปรรูป (ปมประดู่) จำนวน 20 ท่อน ปริมาตร 0.559 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 39,130.- บาท รวมมูลค่าความเสียหายต่อรัฐ 1,761,280 บาท (ผู้ต้องหาที่ ๑)
4.เครื่องชั่งน้ำหนัก จำนวน 2 เครื่อง (ผู้ต้องหาที่ ๑)
๕.ไม้หวงห้ามแปรรูป (ประดู่) จำนวน 15 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 1.550 ลูกบาศก์เมตร คิดค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 108,500.- บาท (ผู้ต้องหาที่ ๒)
๖.รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนแม่ฮ่องสอน จำนวน 1 คัน (ผู้ต้องหาที่ ๒)

สถานที่จับกุม โกดังไม่มีเลขที่ ซอยหมู่บ้านสวนหัตถกรรม หมู่ที่ 8 ต.หนองแก๋ว อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่องบริเวณ ถนนเลี่ยงเมืองสันป่าตอง-หางดง หมู่ที่ 6 ต.สันกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่


พฤติการณ์ ตามนโยบายของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ทำการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมข้ามชาติโดยเฉพาะด้านไม้ผิดกฎหมายในพื้นที่ซึ่งเกิดการระบาดถูกนำส่งออกต่างประเทศอย่างหนักในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลทางการสืบสวนจนได้มาซึ่งการปฏิบัติการในครั้งนี้ โดยได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นโกดังไม่มีเลขที่ ย่านบ้านถวาย ท้องที่บ้านหนองแก๋ว ต.หนองแก๋ว อ.หางดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าหัตถกรรมชื่อดังของเชียงใหม่

จากการตรวจค้นพบไม้ชิงชันแปรรูป ขนาด 12×12 นิ้ว และขนาด 8×8 นิ้วรวมทั้งหมด 65 ท่อน และไม้ประดู่แปรรูป 70 นิ้ว หนา 3 นิ้ว และขนาด 13 นิ้วหนา 1 นิ้ว 115 แผ่น นอกจากนี้ยังพบปมไม้ประดู่ทั้งหมด 20 ชิ้น น้ำหนักกว่า 1 ตัน กองอยู่ภายในโกดัง และพบร่องรอยการขนไม้เข้า-ออกจากโกดังได้ไม่นาน โดยนางกานดาฯ (ผู้ต้องหาที่ ๑) ชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน รับเป็นคนดูแลโกดัง โดยผู้ต้องหาที่ ๑ รับว่าอาศัยอยู่ที่โกดังดังกล่าวมานานนับ 10 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เจ้าของโกดังได้ให้กลุ่มคนขับรถบรรทุกนำไม้แปรรูปมาพักไว้ในโกดัง โดยตนไม่ทราบว่าไม้แปรรูปเป็นไม้ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งตนมีหน้าที่เพียงคอยเปิด-ปิดประตูโกดังเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจยึดไม้ของกลางและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หางดง ต่อไป

และในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยังรับเบาะเเสแจ้งว่าจะมีรถยนต์บรรทุกไม้ผิดกฎหมายขับขี่มายังโกดังแห่งนี้ โดยขับขี่มาตามถนนเลี่ยงเมืองสันป่าตองหางดง ขับขี่มุ่งหน้ามาทาง บ้านถวาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อพบรถยนต์ต้องสงสัย ลักษณะตรงตามเบาะแส จึงได้เรียกตรวจสอบ โดยพบว่ามีการบรรทุกไม้เถื่อนของกลางเต็มกระบะหลังรถ โดยผู้ต้องหาที่ ๒ ได้ให้การว่า “ไม้ดังกล่าวตนได้ซื้อต่อมาจากบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านแม่นาตึง หมู่ 2 ต.แม่นาตึง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยตนไม่ทราบว่าไม้ดังกล่าวเป็นไม้ที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และตนกำลังเอาไม้ดังกล่าวไปส่งให้กับนายทุนเจ้าของโกดังดังกล่าว” ซึ่งภายหลังจากทำการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบทราบว่าผู้ต้องหาที่ ๒ รับราชการทหาร ดำรงยศร้อยเอก สังกัดทหารทางภาคเหนือ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมตัว ผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สันป่าตอง เพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพ​

ทั้งนี้ จากการสืบสวนข้อมูลเชิงลึก ไม้ประดู่และไม้ชิงชันล็อตนี้ได้มีการเตรียมส่งขายให้นายทุนต่างประเทศ ด้วยการขนปะปนอำพรางกับสินค้าหัตถกรรม ส่งออกไปยังต่างประเทศทางเรือ ซึ่งไม้ชิงชัน และไม้ประดู่เป็นที่นิยมในกลุ่มชาวต่างชาติ เชื่อว่าเป็นไม้มงคล ทำให้มีความต้องการและมีราคาสูง โดยไม้ชิงชันหากสามารถนำออกไปต่างประเทศได้จะมีราคากิโลกรัมละ 1,500 บาท ส่วนไม้ประดู่ราคากิโลกรัมละ 300 บาท ขณะที่ปมประดู่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีลักษณะพิการ จะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 2 พันบาท หากไม้เถื่อนล็อตนี้หลุดรอดส่งไปยังต่างประเทศได้จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ด้วยราคาสูงล่อใจ ทำให้มีการลักลอบตัดไม้ประดู่ และไม้ชิงชันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ อ.ฮอด อ.แม่แจ่ม และ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับขบวนการลักลอบขนไม้เถื่อนได้บ่อยครั้ง และหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะได้ขยายผลติดตามจับกุมขบวนการค้าไม้เถื่อนข้ามชาติกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทลายโกดังนายทุนจีนลอบนำเข้าสินค้าปลอมแบรนด์เนมดัง มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์, พ.ต.อ.วิจักรณ์ ตารมย์, พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วีระพงษ์ หอมหวล ผกก.1 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วิทยา วรสุวรรณรักษ์,พ.ต.ท.พรชัย เฮงจิตตระกูลรอง รอง ผกก.1 บก.ปอศ.​เจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึด พ.ต.ต.วิสศรุษฏ์ ไทยจันอัด สว.กก.1 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ.​ได้ร่วมกันตรวจยึดของกลาง รวม 10 รายการ จำนวนทั้งสิ้น 26,493 ชิ้น

ประกอบด้วย
1. นาฬิกาที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ โรเล็กซ์, คาสิโอ, โอเมก้า, ปาเต๊ะฟิลลิป ​5,067 เรือน
2. น้ำหอมที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ กุชชี่, ดิออร์, ชาแนล, อามานี่​​ 1,150​ขวด
3. โทรศัพท์มือถือ ที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ Redmi, วีโว่, Oppo, ​​ 800 เครื่อง
4. หูฟังที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ APPLE​​​​​ 770 ชิ้น
5. แบตเตอร์รี่โทรศัพท์มือถือที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ Sony​​​6,720 ชิ้น
6. ปั้มเบรกที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ เบรมโบ​​​​ 122 ชิ้น
7. เสื้อที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ พราด้า, หลุยส์วีตตอง, H&M, บาเลนเซียก้า 3,496 ตัว
8. กางเกงที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ หลุยส์วีตตอง, H&M​​​ 2,800 ตัว
9. รองเท้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ โคลเอ้, แอร์เมส​​​​ 360 คู่
10. กระเป๋าที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ หลุยส์วีตตอง, NY​​​5,208 ใบ

ทั้งนี้สถานที่ตรวจค้น ภายในอาคารย่านถนนกาญจนาภิเษก แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ​พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.ปอศ. ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบนำเข้าสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศไทย จึงได้สืบสวนจนทราบว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นที่กักเก็บสินค้า จากนั้นจึงได้นำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เข้าตรวจค้นอาคารดังกล่าว โดยมี น.ส.กันยาฯ ผู้ดูแลสถานที่ดังกล่าวเป็นผู้นำพาตรวจค้น จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นสินค้าปลอมหลายยี่ห้อเป็นจำนวนหลายรายการ โดย น.ส.กันยาฯ ให้การเบื้องต้นว่าเป็นเพียงผู้ดูแลอาคารโดยมีคนจีนชื่อ “นายเฉิน” เป็นผู้ว่าจ้างและเป็นเจ้าของสินค้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึดจึงได้ทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าวนำส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้สืบสวนสอบสวนขยายผลหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป

​ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในเลือกซื้อสินค้า ควรเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือและมีราคาที่สมความเป็นจริง หากเป็นสินค้าที่ราคาถูกกว่าท้องตลาดมากอย่างผิดปกติหรือแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถืออาจเป็นของปลอมที่ไม่ได้คุณภาพ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือการนำไปใช้อาจมีความเสี่ยงให้เกิดการช็อต ระเบิด หรือลุกไหม้ หรือเบรกรถที่ไม่ได้คุณภาพอาจเกิดอันตรายต่อผู้ใช้หรือบุคคลอื่น และหากประชาชนทั่วมีเบาะแสเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าสามารถแจ้งเบาะแสมาได้โดยตรงที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง Website : https://cib.go.th/ หรือ Facebook ตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป

นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี สุดประทับใจงานศิลปหัตถกรรมไทยจากภูมิปัญญาไทย

ชมผลงานส่วนหนึ่งจากงาน “Crafts Bangkok 2024” มุ่งผลักดันงานคราฟต์ฝีมือคนไทยสู่เวทีโลก
13 สิงหาคม 2567 : ที่ตึกกองบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รักษาการณ์รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์คราฟต์ที่ถูกนำมาจัดแสดงบริเวณโถงด้านหน้าตึกกองบัญชาการ โดยมี คุณพรรณวิลาส แพพ่วง รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) (SACIT) ได้นำผู้บริหารของ SACIT และส่วนหนึ่งของผลงานคราฟต์ที่จะนำไปจัดแสดงในงาน “Crafts Bangkok 2024” มาให้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้ชมอย่างใกล้ชิด
งาน “Crafts Bangkok 2024” จัดโดย สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT ภายใต้แนวคิด “Sustainable Arts and Crafts” เป็นงานคราฟต์แฟร์ ที่มุ่งเน้นการต่อยอดอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่เวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฮนด์เมด งานศิลปหัตถกรรมที่มีความสร้างสรรค์และเอกลักษณ์โดดเด่น มีเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมส่งเสริมงานแฮนด์เมดจากชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก
นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมและสอบถามถึงผลงานต่างๆ ที่จัดแสดงในงาน ซึ่งสร้างสรรค์โดยศิลปินคราฟต์ชื่อดัง เช่น คุณรัฐ เปลี่ยนสุข สถาปนิกและนักออกแบบผู้ได้รับรางวัล Designer of the Year 2019 สาขา Product Design, คุณภิรดา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา นักออกแบบจากแบรนด์ไตรโหมด และคุณสุรชัย แสงสุวรรณ ศิลปินและช่างภาพชื่อดังที่นำงานศิลปหัตถกรรมมาผสมผสานกับงานแฟชั่นเพื่อสร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทย ซึ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมฝีมือคนไทย ที่สามารถรังสรรค์งานคราฟต์ออกมาได้สวยงามเป็น งานศิลปหัตถกรรมที่มีความสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ พร้อมส่งเสริมและผลักดันงานคราฟต์ไปสู่เวทีโลก

ทั้งนี้ งาน “Crafts Bangkok 2024” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 ส.คนี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 98-99 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เอาใจคนรักงานคราฟต์ที่จะได้ ชม-ชอป-ชิล อย่างจุใจ 5 วันเต็ม กับผลงานที่ผู้ประกอบการนำมาจำหน่าย และสินค้าแฮนด์เมดนับหมื่นรายการจากผู้ประกอบการกว่า 400 คูหา ที่รวมตัวนำผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากสมาชิกและผู้ประกอบการของ SACIT มาจำหน่าย ภายใต้แนวคิด “Sustainable Arts and Crafts” เน้นการเชื่อมโยงธรรมชาติและนวัตกรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนในวงการศิลปะและงานหัตถกรรม โดยแสดงศิลปะและงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย พร้อมทั้งการผสมผสานกับศิลปะและงานฝีมือจากทั่วโลก เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในวงการหัตถกรรม ภายใต้แนวคิด “สัมผัสศิลปะ จากท้องถิ่นสู่โลก” ต่อยอดอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นผลงาน Masterpiece ยกระดับภูมิปัญญาของท้องถิ่นไทยก้าวไปสู่เวทีโลก

นอกจากนี้ภายในงานยังเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรม แก่ผู้ที่มีความสนใจด้านงานอาร์ต งานหัตถศิลป์ ได้แลกเปลี่ยนทัศนะ เรียนรู้เทคนิค วิธีการทำงาน จาก ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม สมาชิกของ สศท. รวมถึงศิลปินจากต่างประเทศที่ร่วมนำผลงานมาจัดแสดงทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ ‘Bhutan Textiles’ เป็นสมาคมและกลุ่มผู้ผลิตสิ่งทอในภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคมในประเทศภูฏาน ที่ส่งเสริมและผลิตสิ่งทอที่ทอด้วยมือซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และหยั่งรากลึกในมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของภูฏาน , ผลงานจากสมาคม Hacienda Crafts จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์,ผลงานจาก สภาหัตถกรรมโลก-เอเชียแปซิฟิก กับงาน Crafts Master (งานปักทอง), ผลงานจากสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตหัตถกรรมอินโดนีเซีย (ASEPHI) จาการ์ตา อินโดนีเซีย , ผลงานจาก Bella Interiors จากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา, และผลงานจาก “Paris -Villefranche du Perigord( Ateliers d’Art de France: Revelation China) ” ที่ได้นำผลงาน highlight มาจัดแสดงในงาน “Crafts Bangkok 2024”ครั้งนี้ และยังได้ร่วมสนุกกับศิลปินชื่อดังที่มามอบความบันเทิงในทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็น พั้นซ์ วรกาญจน์, วง Rooftop, พีท พล, และ ไอซ์ ศรัณยู
ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน “Crafts Bangkok 2024″ และร่วม ชม – ชอป – ชิล ได้ระหว่างวันที่ 24 – 28 ส.ค.นี้ ณ ฮอลล์ 98-99 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. หรือดูรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ www.sacit.or.th / Facebook : sacitofficial / IG : sacit.official หรือสแกนคิวอาร์โค้ด

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ CRAFTS BANGKOK 2024
อุมา จงสิริวิทยา (น้อง) โทร: 081-899-5395
สุรีรัตน์ ปานพรม (รัตน์) โทร: 085-058-9777

โปรดเกล้าฯ ให้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล พ้นจากตำแหน่ง

โปรดเกล้าฯ ให้ ” บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล พ้นจากตำแหน่ง หลังมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2567

เมื่อวันที่ 15 ส.ค.67 เว็บไชต์ราชกิจจานุเษกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นตำแหน่ง โดยระบุว่า

ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2567

เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน และขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 140 และมาตรา 178 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบข้อ 11 ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการ สั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.2567

ประกาศ ณ วันที่ 15 ส.ค.2567

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี…

สุดช็อก! นักมวยดัง ดีกรีแชมป์ปูนเสือ ฆ่าปาดคอพ่อ ก่อนหลบหนีขึ้นเขา

ยะลา-สุดช็อก!สายฝน รัตนภานุ นักมวยชือดัง ดีกรีแชมป์ปูนเสือ ฆ่าปาดคอพ่อ ก่อนหลบหนีขึ้นเขาบือยอ เจ้าหน้าที่ปิดล้อม ยังจับตัวไม่ได้ เพื่อนร่วมค่ายอึ้ง

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 15 ส.ค.2567 สภ.เมืองยะลา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายด้วยมีด มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เหตุเกิดที่ ม.4 (บ้านโล๊ะสาลี) ต.บันนังสาเรง อ.เมือง จ.ยะลา ตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต เพศชาย ไม่ทราบอายุ

เบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายฮาเซ็ง (สงวนนามสกุล) หรือ สายฝน รัตนภานุ นักมวยชื่อดังดีกรีแชมป์ปูนเสือ ที่ใช้มีดทำครัวปาดคอพ่อในบ้านของตัวเอง เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.ของคืนที่ผ่านมา หลังก่อเหตุได้หลบหนีออกจากบ้าน ขึ้นเขาบือยอ ต.บันนังสาเรง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ และประสานหน่วยกำลังเข้าติดตามตัวผู้ก่อเหตุแล้ว แต่ยังไม่พบตัวแต่อย่างใด

ทั้งนี้สำหรับ สายฝน รัตนภานุ ประสบความสำเร็จในวงการมวยไทย หลังจากคว้าแชมป์มวยปูนเสือ ซึ่งหลังเกิดเหตุเพื่อนร่วมค่ายที่เคยซ้อมด้วยกันได้โพสต์ถามพร้อมแท็กหาเจ้าตัวพร้อมเขียนว่า หนักขนาดนั้นเลยหรอกน้องบ่าว เห้อ

“ชัยเกษม”พร้อมนั่งนายกฯคนที่ 31 ยันไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “มุมการเมือง” ทางไทยพีบีเอส ว่า ได้รับการแจ้งจากพรรคว่า จะเสนอชื่อให้สภาโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 โดยมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ หากได้รับเลือกจากสภาฯ แต่ต้องรอความชัดเจนเป็นมติพรรคก่อน

นายชัยเกษม กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ถือว่าสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่ได้มีปัญหาใดๆ แม้จะเคยเข้ารับการรักษาด้วยอาการเส้นเลือดสมอง หรือ สโตรก ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง แต่การรักษาผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย และใช้เวลาเพียง 3 เดือนพักฟื้นจนอาการเป็นปกติ ไม่มีภาวะความเสี่ยง แต่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ไม่เป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่

“การเมืองขณะนี้มีความไม่แน่นอน ดังนั้นความชัดเจนทุกเรื่อง รวมถึงการจะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องมีความชัดเจนโดยมติพรรค และเป็นความเห็นพ้องของพรรคร่วมรัฐบาล จนถึงขณะนี้ยังไม่มีกระแสต่อต้านใดๆจากพรรคร่วมรัฐบาล” นายชัยเกษม กล่าว

เพื่อนเล่าวินาทีระทึก!พ่อลูกชายเปิดฉากดวลปืนสนั่นร้าน ผลพ่อเจ็บสาหัส

เพื่อนเล่าวินาทีระทึก ลูกชายยิงพ่อหลังเจ้าตัวเล่าปัญหากับพ่อให้ฟัง พูดไม่ทันขาดคำพ่อขับรถมายิงถึงที่ก่อน ลูกชายคว้าปืนที่พกติดตัวยิงสวนกลับไป ขณะที่ตัวเองหมอบลงกับพื้นเพราะกลัวโดนลูกหลง

จากกรณีที่ นายปวินโย สอนอ้น อายุ 32 ปี ใช้อาวุธปืนสั้น 9 มม.ยิง ใส่นายเฉลา สอนอ้วน อายุ 53 ปี ผู้เป็นพ่อ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบริเวณร้านรับจำนำสินค้ามืองสอง ริม ถ.หน้าเมืองเขตเทศบาลนครขอนแก่น จนทำให้นายเฉลาถูกยิงที่ขาซ้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าในเรื่องนี้เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 14 ส.ค.2567 ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สภ.เมืองขอนแก่น นายปวินโย มือปืนได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมกับมอบอาวุธปืนของกลางที่ใช้ในการก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ โดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์วินาทีได้ยินเสียงปืนที่ทั้งคู่ยิงตอบโต้กัน โดยเพื่อนของฝั่งลูกชายนอนหมอบกับพื้นเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้โดนลูกหลงจากคมกระสุน โดยภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นตอนที่ลูกชายชักปืนออกมายิงสวนใส่พ่อ และวงจรปิดอีกมุมนึงจะเห็นผู้ที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ช่วยกันประคองผู้เป็นพ่อที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาซ้ายนำส่งโรงพยาบาล จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่มาตรวจสอบขณะทีมือปืนขับรถหลบหนีไป

ด้านนายกิม (เจ้าตัวไม่ขอเปิดเผยชื่อและนามสกุล) กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุได้มานั่งดื่มสุรากับนายปวินโย โดยนายปวินโย บอกว่ากำลังมีปัญหากับพ่อ ตนเองจึงบอกให้ใจเย็นๆค่อยพูด ค่อยจากัน จนกระทั่งพ่อขับรถมาจอดหน้าร้าน จากนั้นพ่อกระหน่ำยิงปืนใส่นายปวินโย ทำให้นายปวินโยใช้ปืนที่พกติดยัวยิงสวน

” ตอนนั้นตนเองได้นอนหมอบลงกับพื้นเพื่อเอาตัวรอด จนกระทั่งพบว่าพ่อของนายปวินโยถูกยิงบาดเจ็บ ก่อนที่นายปวินโยจะขับรถออกไปจากที่เกิดเหตุทันที”

ปลาหมอคางดำ กินได้ ให้โปรตีน เป็นอีกวิธีช่วยกำจัดที่เห็นผล

นักกำหนดอาหาร แนะ ปลาหมอคางดำ กินได้ ย่อยง่าย ไขมันน้อย ให้โปรตีน ชี้การนำมารับประทานเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยกำจัดที่ได้ผล และเป็นการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า

นางสาวอารยา เสรีวิสุทธิพงศ์ นักกำหนดอาหาร โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าในขณะนี้ ปลาหมอคางดำ เป็นปลาที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วและรุกรานสัตว์น้ำพื้นถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังร่วมด้วยช่วยกันกำจัดตามวิธีการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเร่งจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำให้ได้ไวที่สุด และลดปริมาณปลาดังกล่าวให้ได้มากที่สุด ซึ่งปลาหมอคางดำที่จับมาได้สามารถนำไปสร้างมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลายอย่าง เช่น หมักเป็นปลาร้า ปลาป่น ปลาตากแห้ง นอกจากนำมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปแล้ว ยังสามารถนำปลาหมอคางดำมาประกอบอาหารรับประทานได้ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยสนับสนุนมาตรการกำจัดปลาดังกล่าวได้และเห็นผล  

ปลาหมอคางดำ เป็นปลาที่กินได้ ทำเป็นอาหารได้ ไม่เป็นอันตราย มีสารอาหารประเภทโปรตีน เหมือนปลาชนิดอื่นๆ ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย ไม่ว่าปลาชนิดใดก็ตาม เนื้อปลาสุก 30 กรัม ให้สารอาหารโปรตีน 7 กรัม

สำหรับปลาชนิดนี้ มีเนื้อน้อย ไขมันน้อยเมื่อเทียบกับปลาที่เพาะเลี้ยง สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูเหมือนปลาทั่วไป ซึ่งเป็นเมนูที่ทุกคนทำได้และดัดแปลงรังสรรค์ให้อร่อยได้ตามรสมือของแม่ครัว อาทิ ปลาหมอคางดำแดดเดียว น้ำพริกปลาป่น ต้มยำ แกงส้ม ฉู่ฉี่ ต้มโคล้ง ปลาฟูคั่วขี้เมา ทั้งนี้ ปลาดังกล่าวอาจมีกลิ่นเฉพาะตัว การใช้เครื่องเทศหรือสมุนไพรปรุงจะช่วยกลบกลิ่นได้ หรือเพิ่มเครื่องปรุงตามสูตรอาหารพื้นถิ่นของแต่ละจังหวัดได้เช่นกัน โดยเมนูต่างๆ ที่กล่าวมา สามารถนำมาเป็นอาหารในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี

นางสาวอารยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกอบอาหารด้วยปลาหมอคางดำสามารถดัดแปลงให้ลงตัวและกินง่ายขึ้น ด้วยการนำเนื้อปลาชนิดอื่นมาผสมให้เหมาะกับเมนูอาหารแต่ละชนิด เช่น เนื้อปลาหมอคางดำ 150 กรัม ผสมกับ เนื้อปลาช่อน หรือปลากะพง 150 กรัม รวมกันได้น้ำหนักของเนื้อปลา 300 กรัม ซึ่งจะทำให้ได้โปรตีน 70 กรัม หากต้องการให้ได้โปรตีนจากเนื้อปลาเพิ่มขึ้น ให้เพิ่มปริมาณน้ำหนักของเนื้อปลาตามที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงในการนำปลาหมอคางดำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อสุขอนามัยที่ดี ควรพิจารณาเลือกแหล่งที่มาของปลาที่มีความปลอดภัย โดยมาจากจุดรับซื้อที่เชื่อถือได้ หรือ จากจุดรับซื้อของหน่วยงานภาครัฐ  รวมถึงการคัดเลือกปลาที่มีความสดใหม่ได้คุณภาพและควรล้างทำความสะอาดปลาทุกครั้งก่อนนำมาประกอบอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ที่สำคัญต้องปรุงให้สุกด้วยอุณหภูมิความร้อนที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยโดย…โรงพยาบาลวิชัยยุทธ