เหิมเกริมหนัก!แก๊งมอดไม้ลอบโค่นต้นไม้เทือกเขาสันกาลาคีรีป่าต้นน้ำแม่น้ำเทพา

ยะลา-ยังคงไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่ลอบโค่นป่าสงวนแห่งชาติ แนวเทือกเขาสันกาลาคีรีชายแดนไทย-มาเลเซีย ต้นน้ำแม่น้ำเทพารอยต่อ อ.กาบัง

ภายใต้การสั่งการอำนวยการของ นายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พลโท ศานติ สกุนตนาค ผอ.รมน.ภาค 4, พล.ต.ต.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติศิริ รรท.ผบก.ตชด.ภาค 4 และ นายอุธร สุทธิมิตร. ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่13(สงขลา) ให้คณะเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย จนท.กอ.รมน.ภาค 4 สน.ร่วมกับ จนท.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) ส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า โดย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สข.6 (สะบ้าย้อย) พร้อมด้วย นายบรรเทา ศรีสุวรรณ, จนท.ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้สงขลา, จนท.กอ.รมน.จ.สงขลา ส่วนหน้า, จนท.สายตรวจ กก.6.บก.ปทส. จ.สงขลา และ จนท.ชป.ป่าไม้ ร้อย ตชด.433/ฉก.ตชด.43 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ นำโดย ร.ต.อ.อรุณ กุลกัลยา จนท.ชุดปราบภัยแทรกซ้อน

เนื่องจาก ได้รับข่าวสารจากคนในพื้นที่ และ จนท.จุดสกัดบ้านน้ำเชี่ยว อช.สันกาลาคีรี ว่ามีการตัดไม้ทำลายป่าไม้ กานไม้ และแผ้วถางป่า บริเวณบนภูเขา ท้องที่ กลุ่มบ้านคลองป๋อง ม.4 บ้านน้ำเชี่ยว ต.เขาแดง อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา พื้นที่เขตป่าสงวนป่าเขาแดน ป่าควนเจดีย์ ป่าเขาพระยาไม้และป่าควนกำแพง รวมตรวจพบแล้วจำนวน 4 จุด

คณะเจ้าหน้าที่ จึงได้ร่วมกันออกตรวจสอบโดยการเดินเท้าขึ้นบนภูเขาถึงพื้นที่ป่าไม้ถูกลักลอบทำลาย บนภูเขาสูง เจาะกลางป่าลึก แนวเทือกเขาสันกาลาคีรี ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซีย ประมาณ 1.5 กม.ระหว่างหลักเขตแดนที่ 37-38 คณะเจ้าหน้าที่เดินเท้าถึงจำนวน 2 แปลง ประกอบด้วยแปลงที่ 1 พบที่บนภูเขาความสูง 247 เมตร เป็นการลอบตัดไม้ยืนต้น มีค่า ชนิด ขนาดต่าง ๆ โดยเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ ตัด บากรอบโคนต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวน 2 ต้น และใช้มีพร้ากานไม้ขนาดเล็กจำนวน 10 ต้น พบสภาพยังใหม่อยู่ คาดว่าเป็นการเริ่ม กานไม้ บากไม้ เพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตรจากพื้นที่เก่า ตรวจสอบเบื้องต้นพื้นที่ป่าไม้เริ่มจะเสียหาย ประมาณ 2 งาน และใกล้พื้นที่ใกล้เคียงดังกล่าว ยังมีกานไม้ขนาดใหญ่หลายต้น

โดยจุดตัดไม้ทำลายป่า ในเขตป่าสงวนป่าเขาแดน ป่าควนเจดีย์ ป่าเขาพระยาไม้และป่าควนกำแพง และอยู่ในพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรี ท้องที่ กลุ่มบ้านคลองป๋อง ม.4 บ้านน้ำเชี่ยว ต.เขาแดง อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจพบ แปลงที่ 2 พบที่บนภูเขาความสูง 220 เมตร จุดการตัดไม้ยืนต้น มีค่า ชนิด ขนาดต่าง ๆ ด้วยเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ ล้มคาตอจำนวนมากสภาพยังใหม่อยู่ บนภูเขาสูง คณะ จนท.ตรวจสอบโดยละเอียด พบพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายเสียหาย จำนวน 5 ไร่ 46 ตารางวา พบร่องรอยใช้รถไถทางเข้ามาเอาไม้ท่อน ตรวจพบต้นไม้หวงห้าม ชนิด ขนาดต่าง ๆ เช่น ไม้ตีนเป็ดหรือไม้พญาสัตบรรณ ไม้เมี่ยงอาม ไม้ทองบึ้ง ไม้จวง ไม้ไทร ไม้พลา ไม้นนทรีย์ ไม้ทังใบใหญ่ ถูกตัดโค่นด้วยเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ ล้มคาตอ จำนวน 26 ต้น ร่องรอยตัดมาแล้ว ประมาณ 1-3 เดือน บางส่วนถูกเผา และมีการปลูกต้นยางพาราขนาดเล็กจำนวน 300 ต้น ขณะตรวจสอบไม่พบผู้หนึ่งผู้ใด คาดว่าผู้ก่อเหตุรู้ตัวก่อน จนท.เข้าไปตรวจสอบ และไม่พบอุปกรณ์ในการตัดไม้ทำลายป่าแต่อย่างใด ส่วนปริมาตรไม้ ค่าเสียหายของรัฐ อยู่ระหว่าง คิดคำนวณของ จนท.ป่าไม้

จุดตัดไม้ทำลายป่า ในเขตป่าสงวนป่าเขาแดน ป่าควนเจดีย์ ป่าเขาพระยาไม้และป่าควนกำแพง ท้องที่ กลุ่มบ้านคลองป๋อง ม.4 บ้านน้ำเชี่ยว ต.เขาแดง อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ต้นน้ำแม่น้ำเทพา เขต รอยต่อ อ.กาบัง จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่าเตรียมการ อุทยานแห่งชาติสันกาลาคีรี นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของช้างป่าจำนวนมากที่ออกมาหากินผลไม้อยู่หลายตัว โดยพบว่ามีช้างป่าแม่ลูก คู่หนึ่ง ได้ออกมาหากินอยู่บริเวนดังกล่าวเป็นประจำโดยวันนี้พบขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่พบช้างป่ายืนกินต้นกล้วย กินลองกอง ของชาวบ้านในละแวกดังกล่าวด้วย

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งต่อผู้ที่ลักลอบตัดไม้ ทำลายป่า เผาป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการกระทำความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เจ้าหน้าที่จึงมอบหมายให้ นายบรรเทา ศรีสุวรรณ จนท.หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ สข.6 (สะบ้าย้อย) จัดทำบันทึกรายละเอียด พื้นที่ป่าเสียหาย ร้องทุกข์ต่อ พงส.สภ.สะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เพื่อสืบสวนหาตัวผู้ที่ลักลอบตัดไม้ ทำลายป่า มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โดย..เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

เหยื่อร้อง“ฟ้า”หลอกหนุ่มหน้าตาดี โอนเงินอ้างพาถ่ายซีรีย์สูญนับแสน

“ฟ้า” คัมแบค! หลอกหนุ่มหน้าตาดี โอนเงินอ้างพาถ่ายซีรีย์ อดีตเคยถูกจับเพราะอ้างเป็นทีมงานพี่หนุ่ม กรรชัย กลุ่มหนุ่มผู้เสียหาย ร้องสายไหมต้องรอด ถูกสาวแสบ อ้างเป็นทีมจัดหานักแสดง หลอกโอนเงิน

วันนี้(12 ส.ค. 67) ที่เพจสายไหม ต้องรอด กลุ่มหนุ่มผู้เสียหายเดินทางเข้าร้องขอความช่วยเหลือกับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กรณีถูก น.ส.ฟ้า หลอกโอนเงินอ้างเป็นผู้จัดหานักแสดงถ่ายละคนและซีรี่ส์

ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้นำรูปและข้อมูลของตนเอง ไปโพสต์ไว้ในกลุ่มหางานนักแสดงบนเฟซบุ๊ก โดยมีผู้มาโพสต์ไว้ว่า หานักแสดงกองถ่ายของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตนจึงไปคอมเมนต์รูปตัวเอง พร้อมไอดีไลน์ไว้ หลังจากนั้น น.ส.ฟ้า ได้ติดต่อผ่านไลน์ส่วนตัว อ้างว่ามาจากกองถ่ายของแกรมมี่ เรื่องคลับฟรายเดย์ และขอโทรศัพท์คุยรายละเอียดงานแสดง ซึ่งได้มีการวิดีโอคอลคุยกัน และบอกจะให้แสดงเป็นตัวประกอบประกบคู่กับนักแสดงชื่อดัง โดยจะได้ค่าตัวเป็นตอนๆ แต่ต้องมีการโอนเงินค่าประกันและค่ามัดจําต่างๆเพื่อยืนยันว่าจะไม่เบี้ยวงาน ซึ่งจะได้เงินทั้งหมดคืน แต่สุดท้ายเมื่อโอนไปกลับไม่ได้เงินคืนตามที่ตกลง โดยแต่ละคนโอนเงินในจํานวนที่ไม่เท่ากัน ซึ่ง 1 ใน 4 ตัวแทนที่เดินทางมาวันนี้โอนสูงสุดกว่า 40,000 บาท

ส่วนเหตุผลที่หลงเชื่อทางด้านผู้เสียหายระบุว่า เนื่องจาก น.ส.ฟ้า สร้างความเชื่อใจด้วยการคุยผ่านวิดีโอคอล และมีการบอกว่ารู้จักดารานักแสดงชื่อดังหลายคนพร้อมโชว์รูปถ่ายที่เคยร่วมงาน อีกทั้งเขาพูดจาโน้มน้าวเก่ง จนทุกคนหลงเชื่อว่าเป็นทีมงานจัดหานักแสดงจริงๆ เบื้องต้นได้มีการแจ้งความดําเนินคดีเอาไว้แล้ว และสร้างกลุ่มรวบรวมผู้เสียหาย ตอนนี้มีผู้เสียหายประมาณ 7-8 คน แต่คาดว่าจะมีมากกว่านี้ มูลค่าความเสียตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 200,000 – 300,000 บาท

ด้านนายเอกภพ กล่าว หากท่านใดรู้ตัวว่าถูก น.ส.ฟ้า หลอกในลักษณะเดียวกัน ให้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.ท้องที่ และส่งมาที่เพจสายไหมต้องรอด เพื่อจะรวบรวมข้อมูลโดยตนเองจะติดตามคดีทุกโรงพัก เพราะ น.ส.ฟ้า ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายปี 2566 เคยเป็นตกเป็นข่าวดัง กรณีอ้างว่าเป็นเลขาของ “หนุ่ม กรรชัย” หลอกเงินผู้เสียหาย จน “หนุ่ม กรรชัย” ประสานตำรวจสอบสวนกลางเข้าจับกุม ในฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันโดยทุจริตฯ และ นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์“ นอกจากนี้แนวทางการสืบสวนยังพบด้วยว่า ผู้ก่อเหตุมีการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล มาแล้วมากถึง 14 ครั้ง ถือได้ว่าเป็นการกระทําความผิดซํ้าและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง

“ทรัพย์ยั่งยืน59” ร่วมกับรร.ราชประชานุเคราะห์ 63 ทำกิจกรรม “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ”

เมื่อเช้าวันนี้ (12 สิงหาคม) ที่ผ่านมา โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 63 อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด จัดโครงการ “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ณ แปลงนาบริเวณโรงเรียน มีนางสาวธนภรณ์ ฤทธิแผลง ผู้อำนวยการและคณะครู นักเรียน ประชาชนในพื้นที่ร่วมแรง ร่วมใจ ทำกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ 2567 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยกิจกรรมจะมีการปลูกข้าว ร่วมกับคณะครูและนักเรียน ซึ่งงานนี้บริษัท ทรัพย์ยั่งยืน เอ็นเตอร์ไพร์ส 59 จำกัด นำทีมโดย เพ็ญภักดิ์ ลีกระจ่าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คณะผู้บริหาร และสมาชิกมาร่วมทำกิจกรรม ดำนา ปลูกกล้า พร้อมเลี้ยงไอศรีมให้กับนักเรียนและมอบทุนการศึกษา เพื่อสนับสนุนทางการศึกษากับเยาวชนในพื้นที่ โดยได้รับความร่วมมือจากสมาชิกกันอย่างมากมายมาร่วมทำกิจกรรมในวันแม่แห่งชาติ

ศก.โคราชซบเซา ร้านอาหารยอดขายวูบ โรงแรมลูกค้าหดหาย 50%

นครราชสีมา – ภาคธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมโคราชซบเซาหนัก ขายไม่ออก ลูกค้าลด 50% ร้องขอรัฐบาลเร่งออกนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยด่วน หวังเพิ่มกิจกรรมสัมมนา-ท่องเที่ยวเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าเมืองรอง ช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2567

วันนี้ (12 สิงหาคม 2567) ผู้ประกอบการร้านอาหาร และโรงแรม ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งมีความซบเซาเป็นอย่างมาก พร้อมกับส่งสัญญาณถึงรัฐบาลให้เร่งดำเนินการนโยบายต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองรอง ให้กับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี โดยนายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ช่วงนี้กำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ลดลงอย่างมาก โดยสังเกตได้จากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาในร้านอาหารต่างๆ ในตัวเมืองโคราช ลดลงกว่า 50% ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารหลายราย ต้องประกาศปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก 

จีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา

ส่วนที่เหลืออยู่ก็ต้องประคับประคองตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดลมหายใจ ขณะเดียวกันเมื่อร้านอาหารขายไม่ดี ก็ต้องลดปริมาณการซื้อวัตถุดิบ จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอื่นๆ ขยายเป็นลูกโซ่ไปด้วย ดังนั้นตนเองจึงอยากฝากถึงรัฐบาลว่า ตอนนี้มีนโยบายอะไรก็ให้เร่งดำเนินการด่วน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง หรือนโยบายอัดฉีดเงินดิจิตอล 10,000 บาท ก็ขอให้ออกมาใช้ได้โดยเร็ว เพื่อมาช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักในช่วงนี้

สวัสดิ์ มังกรวัฒน์ นายกสมาคมโรงแรมจังหวัดนครราชสีมา

นายสวัสดิ์ มังกรวัฒน์ นายกสมาคมโรงแรมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคอื่น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่ใช่ชาวต่างชาติ แต่จะเป็นกลุ่มลูกค้าในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ช่วงโลว์ซีซั่นก็จะหวังได้เพียงลูกค้ากลุ่มจัดอบรม สัมมนาของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเท่านั้น แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้หายไปเกือบหมด ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมการประชุมสัมมนาระหว่างภาครัฐด้วยกัน 

โดยรัฐบาลอาจจะมีการส่งเสริมหรือสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในหลายรูปแบบ เพื่อดึงหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ภาคอื่นๆ ให้มาจัดอบรมสัมมนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงอบรมสัมมนาในเมืองรองที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลักของชาวต่างชาติ ตนเชื่อว่าถ้าทำได้ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้มีความคึกคักขึ้นมาบ้างในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

หยุดยาว!นทท.ทะลักนอนกางเต็นท์ชมดาวส่องกระทิงสัมผัสไอหมอกวังน้ำเขียว

นครราชสีมา-นักท่องเที่ยวทะลัก เทศกาลชมกระทิงกางเต็นท์ดูดาว วังน้ำเขียว หลายครอบครัวพาแม่เที่ยว หยุดยาว 3 วัน สัมผัสสีสันหน้าฝนท่ามกลางไอหมอกเมืองกระทิงมากที่สุดในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ในวันแม่แห่งชาติ บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เต็มไปด้วยความคึกคัก หลายครอบครัวพาคุณแม่ออกไปท่องเที่ยว ในแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ

โดยเฉพาะจุดสกัดเขาสูงเขาแผงม้า เขตหัามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า บ้านคลองทราย ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพาครอบครัวมาชมกระทิง และบางส่วนนอนกางเต็นท์สัมผัสธรรมชาติเป็นจำนวนมาก โดยหลายครอบครัวเดินทางมาจากหลายจังหวัด เนื่องในวันหยุดยาว วันแม่แห่งชาติ และพักท่องเที่ยวในพื้นที่วังน้ำเขียว เขาใหญ่ มาเที่ยวงานเทศกาลชมกระทิงกลางเต็นท์ดูดาว วังน้ำเขียว บริเวณลานวัดบ้านคลองทราย

โดยอำเภอวังน้ำเขียว ได้ชื่อว่าเป็น เมืองกระทิง เพราะมีกระทิงมากที่สุดในประเทศไทย มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีอากาศดีในช่วงหน้าฝนท่ามกลางหมอก และนักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวต่างๆ การนั่งรถชุมชนไปชมฝูงกระทิงสร้างรายได้ให้ชุมชน อีกด้วย

นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผอ.ททท.สำนักงานนครราชสีมา เปิดเผยว่า ททท.นครราชสีมา ได้เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมด้วยการแจกคูปองนำไปแลกซื้อสินค้าชุมชน ในกิจกรรมอีสานเขียวเที่ยวหน้าฝน สุขทันที…ที่วังน้ำเขียว พบว่าได้การตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก รวมถึงยังมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการกางเต็นท์ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน

อำนาจเจริญเตรียมพร้อมรับมือแม่น้ำโขเอ่อล้นท่วมฉับพลัน

อำนาจเจริญ-เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ระดับแม่น้ำโขงที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่อำเภอชานุมาน ล่าสุดวัดได้ 6.9 เมตร สั่งระดมเครื่องจักรกลหนักเตรียมพร้อมรับมือน้ำเอ่อท่วมฉับพลัน


ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และแนวโน้มระดับแม่น้ำโขงเนื่องจากฝนตกหนักในพื้นที่ สปป.ลาว จังหวัดเลยและจังหวัดบึงกาฬ ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงวันที่ 6 – 10 ส.ค. 2567 โดยเฝ้าระวังระดับน้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในช่วงวันที่ 7 – 9 ส.ค. 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.0-2.5 ม. ล่าสุดวัดที่จุดวัดระดับน้ำเทศบาลตำบลชานุมานยังคงต่ำกว่าระดับตลิ่ง 6.9 เมตร

อย่างไรก็ตามกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ ได้แจ้งเตือนอำเภอชานุมานที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ระดับน้ำที่่เพิ่มสูงขึ้นและไหลเชี่ยว ต่อเนื่องจนถึงวันที่12 สิงหาคม 2567 พร้อมทั้งตรวจสอบการใช้งานระบบหอเตือนภัย และเตรียมความพร้อม เครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ กำลังพลพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันที เมื่อได้รับการร้องขอหรือเกิดเหตุสาธารณภัย

ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวอีกว่าตนได้ มอบหมายให้ พ.อ.ฐาพล อ้อชัยภูมิ รองผอ.รมน.จังหวัด อ.จ. (ท) นายกันตสิษฐ์ ธนพนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอำนาจเจริญ พันจ่าเอกสุวิน ห้องแซง นายอำเภอชานุมาน ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นางขนิษฐา แห่งธรรม รักษาราชการแทน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบระดับน้ำโขง ณ จุดวัดระดับน้ำเทศบาลตำบลชานุมาน

ระดับน้ำวันนี้
– ระดับตลิ่ง 13 ม.
– ระดับน้ำวันนี้ วัดได้ 6.10 ม.
– ตำกว่าตลิ่ง 6.90 ม.
และเวลา 15.30 น. ณ โรงเรียนบ้านนาสีดา ตำบลชานุมาน อำเภอชานุมาน ตรวจสอบการใช้งานระบบหอเตือนภัย สามารถใช้งานได้ตามปกติ

โดย…ทิพกร หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

“รร.บ้านนาคำ นครพนม”ต้นแบบเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาหารกลางวัน สู่คลังอาหารชุมชน

หลังจากรับมอบ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่เครือซีพี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ หรือ JCC ร่วมกันดำเนินการแล้ว โรงเรียนบ้านนาคำ ต.บ้านค้อ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ได้เริ่มต้นโครงการฯนี้อย่างตั้งแต่ปี 2566 และสามารถสร้างผลผลิตไข่ไก่จากแม่ไก่ที่พวกเขาดูแลด้วยตัวเอง เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนทุกคน 

นางวิภาวณี บุญศรี ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านนาคำ กล่าวถึงที่มาของการร่วมโครงการฯ ว่า จากการที่หลายโรงเรียนในเขตอำเภอโพนสวรรค์ ได้เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ที่เครือซีพี ซีพีเอฟ และมูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาวะโภชนาการที่ดีแก่นักเรียนอยู่แล้ว โรงเรียนบ้านนาคำจึงขอรับการสนับสนุนโครงการฯนี้ หลังจากได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการฯแล้ว ก็ทำให้นักเรียนได้บริโภคไข่ไก่ที่มีโปรตีนคุณภาพดี ได้มีโอกาสฝึกอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 

 “โรงเรียนบ้านนาคำ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียน 104 คน เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เราตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ เพื่อให้นักเรียนได้บริโภคไข่ไก่เป็นอาหารกลางวัน โดยกำหนดให้มีเมนูไข่ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ขณะเดียวกัน โรงเรือนไก่ไข่ยังเป็นห้องเรียนอาชีพ เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และซีพีเอฟยังส่งเสริมการจ้างงานแก่คนพิการในหมู่บ้านก็ ทำให้มีงานทำ มีรายได้ดูแลครอบครัว โดยมีชาวชุมชนทุกคนเป็นลูกค้าผู้สนับสนุนซื้อผลผลิตไข่ไก่จากฝีมือการเลี้ยงของลูกหลานของพวกเขาเอง” ผอ.วิภาวณี กล่าว

ด.ช.​วี​รภัทร ตงกะพษ์ หรือน้องติว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า ปัจจุบันมีนักเรียนผู้ดูแลโครงการจำนวน 18 คน  เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยระบุเข้าในการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ วันนี้เราภูมิใจที่โครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯของโรงเรียน กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาการบริหารจัดการธุรกิจเกษตร และยังเป็นคลังอาหารให้นักเรียนและชุมชน เพราะได้ทั้งไข่ไก่เพื่อเป็นอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือยังยจำหน่ายให้กับผู้ปกครองด้วย 

 ทางด้าน ด.ญ.​ ดาริกา​  มันอาษา หรือน้องน้ำแข็ง นักเรียนชั้นเดียวกัน บอกว่า การดูแลไก่ไข่นั้นไม่ยุ่งยากในแต่ละวัน มีนักเรียนรับผิดชอบวันละ 5 คน แบ่งงานเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติในตอนเช้า จะเข้าทำความสะอาดโรงเรือน ที่น้ำ และรางอาหาร รวมถึงให้อาหารรอบแรก 1 จากนั้นช่วงเที่ยง เป็นกิจกรรมเก็บไข่ไก่ คัดไข่ ลงบันทึกปริมาณ และนำส่งสหกรณ์โรงเรียน สุดท้ายช่วงบ่ายโมงเป็นการให้อาหารไก่ครั้งที่ 2 นอกจากนี้ มูลไก่ที่จัดการด้วยการนำออกไปตากแดดทุกๆ 3วัน ยังสร้างรายได้ให้ถึงกิโลละ 5 บาท 

 สำหรับขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการฯ ผอ.วิภาวณี อธิบายว่า เริ่มจากการสมัครผ่านทางเว็บไซต์ของมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เมื่อได้รับการตรวจสอบและผ่านคุณสมบัติตามที่กำหนดแล้ว คณะกรรมการจากมูลนิธิฯ และซีพีเอฟ จึงเข้ามาดูพื้นที่ว่าเหมาะสมกับการเลี้ยงไก่ไข่หรือไม่ พร้อมประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา คณะครู และบุคลากร เพื่อขอความเห็นชอบในการเลี้ยงไก่ไข่ เมื่อผ่านขบวนการทั้งหมดแล้วจึงเริ่มต้นการเลี้ยงไก่ไข่ โดยโครงการสนับสนุนการก่อสร้างโรงเรือนและติดตั้งอุปกรณ์เลี้ยงไก่ไข่ พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่ไข่ฟรี เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีซีพีเอฟสนับสนุนงบประมาณ และยังส่งนักสัตวบาลเข้ามาสนับสนุนด้านวิชาการตั้งแต่เริ่มต้นเลี้ยงจนถึงปลดแม่ไก่ พร้อมทั้งแนะนำการจัดการผลผลิตไข่ไก่สด การจำหน่าย และการบริหารจัดการด้านตลาด ทำให้โครงการฯ สามารถบริหารรายได้เป็นเงินกองทุน ส่งต่อให้กับรุ่นต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงเรียนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 

 “ปัจจุบันโรงเรียนของเราไม่มีต้นทุนในการเลี้ยงไก่ไข่ เนื่องจากได้รับอาหารไก่ไข่จากโครงการฯเป็นเวลา  1  ปี จึงสามารถเก็บเงินที่จำหน่ายไข่ไก่ไว้สำหรับต่อยอดโครงการฯในปีต่อๆ ไปได้ ทั้งครูและนักเรียนต่างดีใจที่รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ทุกคนรู้สึกภูมิใจมาก ที่โรงเรียนขนาดเล็กของเราสามารถบริหารจัดการโครงการฯได้อย่างดี นักเรียนได้บริโภคไข่ ได้ฝึกอาชีพ ทำให้โรงเรียนได้ต้อนรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และยังได้การสนับสนุนระบบไอซีทีและคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อต่อยอดจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน นำเทคโนโลยีระบบฟาร์มอัตโนมัติ (Farm Automation) ด้วยระบบไอโอทีด้วย” ผอ.วิภาวณี กล่าว 

เครือซีพี โดยมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และซีพีเอฟ ภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างโภชนาการที่ดีให้เยาวชน ตลอด 36 ปี ช่วยแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็กนักเรียน ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนโปรตีนแก่เยาวชนในชนบทมากถึง 213,794 คน ใน 959 โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการที่ดีแก่เด็กนักเรียน สร้างคลังอาหารในโรงเรียนและชุมชนใกล้เคียง เกิดเป็นแหล่งอาหารโปรตีนโดยฝีมือของนักเรียน นำไปสู่กการพัฒนาระบบการบริหารจัดการผลผลิตที่สร้างความยั่งยืนให้กับโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันได้อย่างเป็นรูปธรรม

เปิดแล้ว ! งานประเพณีของดีเมืองเบตงและงานกิ่งกาชาดอำเภอเบตง

เปิดแล้ว ! งานประเพณีของดีเมืองเบตงและงานกิ่งกาชาดอำเภอเบตง ระหว่างวันที่ 9-18 สิ่งหาคม 2567 รวม 10 วัน 10 คืน

ค่ำวันที่ 9 สิงหาคม 2567 ที่ลานวัฒนธรรมสัมพันธ์ เทศบาลเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายอำพล พงศ์สุวรรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดงานประเพณีของดีเมืองเบตงและงานกิ่งกาชาดอำเภอเบตง ประจำปี 2567 โดยมี นางฉลวย พงศ์สุวรรณ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเบตง นางกชวรรณ ชุมช่วย นายกกิ่งกาชาดอำเภอเบตง หัวหน้าส่วนราชการ นักท่องเที่ยวทั้งไทยและมาเลเซีย เข้าร่วมงาน

นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเบตง กล่าวว่า การจัดงานประเพณีของดีเมืองเบตงและงานกิ่งกาชาดอำเภอเบตงในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้งานดังกล่าวเป็นงานท่องเที่ยวประจำปีของอำเภอเบตงโดยนำผลิตภัณฑ์ของดีต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ของอำเภอเบตงมาจัดจำหน่ายสินค้าสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน โดยภายในงานประกอบด้วย การออกร้านนาวากาชาดอำเภอเบตง การแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงของดารา ศิลปิน การประกวดขบวนแห่วัฒนธรรมและของดีประจำตำบล การประกวดกิจกรรมต่างๆมากมาย การจัดแสดงนิทรรศการหน่วยงานต่างๆในพื้นที่

ด้านนางกชวรรณ ชุมช่วย นายกกิ่งกาชาดอำเภอเบตง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการออกร้านนาวากาชาดอำเภอเบตง ระหว่างวันที่ 9-18

สิ่งหาคม 2567 รวม 10 วัน 10 คืน ณ หน้าอุโมงค์เบตงมงคฤทธิ์ ถือเป็นกิจกรรมของกิ่งกาชาดอำเภอเบตงที่ได้ดำเป็นการจัดอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนกลุ่มและภาคประชาชน ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างรอยยิ้ม คืนความสุขให้แก่ประชาชน ซึ่งกิ่งกาขาดอำเภอเบตงตั้งความมุ่งมั่นช่วยเหลือและให้การสนับสนุน กิจกรรมต่าง ๆ ของทุกภาคส่วนอำเภอเบตงตลอดไปและไห้เป็นในไปตามพันธกิจที่สำคัญของสภากาชาดไทยให้ประสบผล ส่งผลดีต่อประชาชนให้ใต้รับประโยชน์สูงสุด

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

CPF นำทัพสินค้าสารทจีนมงคลถูกหลัก เสริมความปัง พร้อมโปรโมชันพิเศษ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ภายใต้แบรนด์ CP ผนึกกำลัง แม็คโคร (Makro) และ โลตัส (Lotus’s) ในกลุ่ม บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ “CP มงคลถูกหลัก มงลงถูกใจ” ด้วยของไหว้คุณภาพดี สด สะอาด ปลอดภัย เพื่อแสดงถึงความกตัญญูและเสริมความเฮง ทั้งด้านการงาน การเงิน เน้นความสะดวกในการปรุงและจับจ่าย ที่สำคัญยังคงความถูกต้องตามหลักมงคล ในราคาเหมาะสม

สำหรับปีนี้ ซีพีเอฟ จัดผลิตภัณฑ์ไหว้เสริมมงคลให้แก่ชีวิต ประกอบด้วย ‘ซีพี เป็ดพะโล้ต้นตำรับและเนื้อเป็ดย่างเครื่องเทศ สไตล์ฮ่องกง’ เสริมเสน่ห์ มีคนเมตตาช่วยเหลือให้ประสบความสำเร็จ ‘ซีพี ขาหมูพะโล้’ ความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้ ‘ซีพี ไก่ต้ม’ และ ‘ซีพี ไก่ต้มน้ำปลา’ เสริมความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ความเก่งกาจรอบด้าน มีเงินใช้จ่ายคล่องไม่ขาดมือ และ ‘ซีพี เกี๊ยวกุ้งจักรพรรดิ’ ดึงดูดเรื่องโชคลาภ เปิดประตูดวงให้มีแต่ความเฮง

ทั้งนี้ โปรโมชันพิเศษที่ ‘Makro’ ซื้อสินค้าราคาพิเศษ หากซื้อสินค้า ครบ 1,699 บาท รับส่วนลดท้ายบิลทันที 40 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 สิงหาคม 2567 ทั้งนี้ซื้อชุดไหว้สารทจีน ครบ 1,299 บาท รับฟรี กระเป๋าพรีเมียม มูลค่า 159 บาท (กิจกรรมเฉพาะ 69 สาขาทั่วประเทศ) ตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 17 สิงหาคม 2567 ส่วน ‘Lotus’s’ ซื้อชุดไหว้ ครบ 899 บาท รับฟรี กระเป๋าพรีเมียม มูลค่า 109 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 18 สิงหาคม 2567 หรือหาซื้อสินค้าเพิ่มเติม ยังมีโปรโมชันดีๆ อีกเพียบ ได้ที่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ Big C, Maxvalu เป็นต้น

ซีพีเอฟ ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งเทศกาล ด้วยการคัดสรรสินค้าคุณภาพดี เนื้อแน่น ตัวใหญ่ ที่มาจากกระบวนการผลิต สด สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล โดยมุ่งมั่นผลิตและพัฒนาสินค้าแช่แข็ง บรรจุในบรรจุภัณฑ์อย่างดี ปิดสนิท แช่แข็งไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และคงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน

“ปลาหมอคางดำ”บริโภคได้ มีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นอีกวิธีช่วยกันกำจัดได้อย่างรวดเร็ว

นักวิชาการ แนะการแปรรูปเนื้อปลาหมอคางดำ ช่วยให้คนไทยเข้าถึงและบริโภคได้สะดวกขึ้น ทั้งยังช่วยสนับสนุนภาครัฐกำจัดปลาหมอคางดำได้รวดเร็ว และควบคุมการแพร่กระจายได้อย่างยั่งยืน

ดร.สหภพ ดอกแก้ว รองหัวหน้าภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ปลาหมอคางดำ” เป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น กำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา อยู่ในตระกูลปลาหมอเทศ อาศัยอยู่ในเขตน้ำกร่อยหรือตามชายฝั่ง สามารถทนต่อความเค็มและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้

ปลาหมอคางดำ มีลักษณะตัวค่อนข้างแบน ลำตัวคล้ายปลานิล ซึ่งแตกต่างจากปลาหมอไทยที่มีลักษณะกลมยาว มีหนาม เนื่องจากอยู่กันคนละกลุ่ม ปลาหมอคางดำ มีจุดสังเกตที่บริเวณคางและหน้าจะมีจุดหรือแถบสีดำ โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Sarotherodon melanotheron Ruppell,1852 และชื่อสามัญว่า Blackchin tilapia

ปลาชนิดนี้ เป็นปลาประเภทที่กินทุกอย่าง ทั้งพืชและสัตว์ (Omnivorous Fish) ตลอดจน ซากพืช ซากสัตว์ แพลงก์ตอน ลูกปลา ลูกหอย ถือเป็นปลา “Invasive Species” คือ สัตว์น้ำรุกราน เพราะไปทำลายชีวิตสัตว์น้ำท้องถิ่น จนทำให้เกิดการทดแทนสัตว์น้ำท้องถิ่น ขณะที่ Alien Species ใช้เรียกสัตว์น้ำต่างถิ่นทั้งหมด ซึ่งบางชนิดไม่มีผลกระทบกับระบบนิเวศ หรือ บางชนิดมีผลกระทบน้อย

ดร.สหภพ กล่าวว่า การกำจัดปลาหมอคางดำที่กำลังแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยในขณะนี้ ต้องทำด้วยความรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นการระบาดจะขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งทุกหน่วยงานมีแนวทางในการกำจัดปลาหมอคางดำ ทั้งการจับ การไล่ล่า ผลดีคือ ปริมาณปลาหมอคางดำลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การใช้ประโยชน์จากปลาที่จับมาได้มีหลายแนวทาง โดยเฉพาะการนำไปทำเป็นอาหาร ซึ่งเป็นวิธีการที่ใกล้ชิดกับคนไทยมากที่สุด ทุกคนสามารถทำได้และมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้

สำหรับ เนื้อปลาหมอคางดำ รสชาติเหมือนปลาทั่วไป มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างจากปลานิล สามารถนำมาประกอบอาหารในเมนูต่างๆ โดยเฉพาะ อาหารไทย หรืออาหารพื้นบ้านของไทย อาทิ น้ำพริก ขนมจีนน้ำยา ห่อหมก ซึ่งมีลักษณะเด่นที่มีเครื่องเทศหลากหลายชนิด อย่าง กระเทียม หัวหอม พริกแกงต่างๆ สามารถนำเนื้อปลาดังกล่าวมาประยุกต์และปรับเป็นอาหารที่อยู่ในวิถีของคนไทย โดยปรุงให้มีรสชาติอร่อย ถูกปากคนไทยได้ง่าย ทั้ง ต้ม ยำ ทำแกง หลากหลายเมนู

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำได้ เพราะในขณะนี้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล อยากลิ้มลองรสชาติของปลาหมอคางดำ แต่จับปลามาแล้วไม่สามารถกระจายได้ จึงยังเป็นคอขวดอยู่ ดังนั้น แนวทางที่จะทำให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงและช่วยทำลายมัน คือต้องนำไปแปรรูป

ดร.สหภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดรับแร่เนื้อปลา จึงยากต่อการให้คนไทยเข้าถึง หากมีหน่วยงานแปรรูปสัตว์น้ำ โรงงาน บริษัท หรือหน่วยงานที่สนับสนุนนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เช่น แร่เนื้อ ขูดเนื้อ รีดเนื้อออกมา บดให้เป็นเนื้อพร้อมใช้แล้วจำหน่ายเป็น เนื้อชิ้น เนื้อแช่เยือกแข็ง แช่เย็น หรือมีการถนอมอาหาร ก็จะสามารถส่งไปยังทุกจังหวัดได้ง่าย และทำให้ปลาดังกล่าว มีราคาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 5-20 บาท อาจสูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาทได้

“ขอเพียงง่ายต่อการบริโภค ทำให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำได้ง่าย ประชาชนในจังหวัดต่างๆ เกิดปริมาณการบริโภค ก็จะเป็นการช่วยกันกำจัดปลาหมอคางดำได้เร็วขึ้น” ดร.สหภพ กล่าว

สำหรับข้อกังวลที่ว่า หากเกิดความต้องการเยอะขึ้น จะก่อให้เกิดการเลี้ยงเพื่อรองรับความต้องการการบริโภคนั้น ซึ่งความจริงแล้วไม่สามารถทำได้ง่ายขนาดนั้น เพราะนอกจากผิดกฎหมายแล้วยังไม่สามารถที่จะจำหน่ายปลาหมอคางดำได้ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ไหนจะทั้งต้นทุนการเลี้ยงที่มาก ค่าไฟค่าน้ำมันที่สูง ซึ่งมันไม่คุ้มทุน

ประเทศไทยถอดบทเรียนความสำเร็จในการกำจัดสัตว์ต่างถิ่นได้ จาก ตั๊กแตนปาทังก้า ที่เกิดการระบาดอย่างหนักเมื่อหลาย 10 ปีก่อน และทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย โดยขณะนั้นมีการรณรงค์ให้จับกินและได้นำไปขายตามงานวัดต่างๆ ตามรถเข็น จนทำให้ทุกคนรู้จัก เกิดความชื่นชอบ จนขณะนี้ได้เกือบสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว หรือแม้กระทั่ง หอยเชอรรี่ ก็เช่นกัน ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย และเกิดการระบาดในนาข้าว สุดท้ายถูกนำมารับประทาน เช่น ตำป่า ยำต่างๆ จนเป็นที่นิยมเกิดการรับประทานกันในปริมาณมาก จนปัจจุบันหอยเชอรรี่ เนื้อที่แกะแล้วมีมูลค่าที่ค่อนข้างสูง ถึงกิโลกรัมละเกือบ 100 บาท เลยทีเดียว

ทั้งนี้ เราคงไม่อาจกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปได้ 100% เพียงแต่เรียนรู้ที่จะกินมัน เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และควบคุมมันให้ได้ เชื่อว่าถ้าเราใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำได้ จะทำให้เราอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข และอยู่อย่างควบคุมมันได้อย่างยั่งยืน โดย…ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์