เรือสำราญขนาดใหญ่ความจุกว่า 5 พันคนเข้าเทียบท่าปลุกท่องเที่ยวภูเก็ตคึกคัก

เรือสำราญขนาดใหญ่ชื่อ “Genting Dream” มีระวางขับน้ำมากกว่า 150,000 ตันกรอส พร้อมผู้โดยสารประมาณ 3,780 คน เข้าเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต  จ.ภูเก็ต ปลุกการท่องเที่ยวของภูเก็ตให้กลับมาคึกคัก

นายณชพงศ ประนิตย์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต กล่าวว่า หลังจากโควิด 19 ตั้งแต่ปี 2565 -2566 เป็นต้นมา จำนวนเรือ Cruise ขนาดใหญ่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะต้นปี 2567 ที่ผ่านมาเดือนละประมาณ 7-8 เที่ยว  ตั้งแต่ มกราคมของปีนี้เป็นต้นมา ขึ้นมาเป็น 3 เท่าตัวคือประมาณ 14-15-17 ลำต่อเดือน เป็นแนวโน้มที่ดีมากในเรื่องของตลาดตรงนี้โดยเฉพาะเรือเก็นติ้งดรีม ลำนี้สามารถที่จะเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตเป็นครั้งแรกที่มีความยาวขนาด 335 เมตร ที่ผ่านมาเรือเข้ามาเดือนละ 2 ครั้งจะทิ้งสมออยู่ด้านนอกกลางทะเล ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกเพราะต้องใช้เรือ transfer รับส่งเข้ามายังฝั่งทำให้เสียเวลาและเมื่อสามารถจอดเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตได้จึงทำให้เกิดความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น และสร้างความมั่นใจในการเข้ามาท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น 

สำหรับ เรือลำนี้มีตารางเข้ามาเทียบท่าจนถึงปี 2026 เดือนละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยแสดงว่า เขามีความมั่นใจมากดังนั้นตลาดตรงนี้เป็นที่เชื่อมั่นว่า ภูเก็ตเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาท่องเที่ยวและทางกรมเจ้าท่าเล็งที่จะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตให้สามารถเป็นครุยซ์  Terminal ในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ของผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยวภูเก็ตในการเป็นมารีไทม์ฮับ เชื่อมั่นได้ว่า ตลาดเรือสำราญขนาดใหญ่เจริญเติบโตและคึกคักมากยิ่งขึ้นแน่นอน

นายณชพงศ กล่าวว่า เรือเก็นติ้งดรีมที่เข้ามา 80% เป็นนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ซึ่งเดินทางตรงมาจากประเทศสิงคโปร์เข้ามาที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตใช้เวลาเดินทางประมาณ 24 ชั่วโมงและจอดที่จังหวัดภูเก็ต 1 วัน  จากนั้นเดินทางออกจากท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต แสดงว่าความต้องการของต่างประเทศโดยเฉพาะชาวเอเชียต้องการมาที่จังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก  ส่วนเรือลำอื่นๆ จะมีเส้นทางการเดินเรืออยู่ภายในเอเชีย อาทิ สิงคโปร์  ลังกาวี สายการเดินเรือที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย และในอนาคตถ้ามีความมั่นใจมากขึ้น อาจจะมีเรือเข้ามาจากทางยุโรป และ อินเดีย ที่จะเข้ามาภูเก็ต ในอนาคต

เรือเก็นติ้งดรีม ลำนี้เป็นลำแรกที่สามารถเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ได้ คงจะสร้างความมั่นใจให้กับเรือลำอื่นที่ใกล้เคียงกันสามารถเข้ามาเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ได้เช่นกัน  ซึ่งในช่วงลมตะวันออก เรือจะไปจอดทิ้งสมอ ที่ป่าตอง แต่ในช่วงหน้ามรสุม  เรือจะมาจอดทิ้งสมอ  อยู่ที่ด้านนอกของอ่าวมะขาม  หรือบริเวณด้านนอกของร่องท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต  และใช้เวลาในการขนถ่าย transfer เข้ามา ส่วนผู้โดยสารของเรือเก็นติ้งดรีมอยู่ที่ประมาณ 3,700 คนเฉลี่ยเรือลำนี้มีผู้โดยสารประมาณ 4,000 คนบวกลบลูกเรือประมาณ 1,700 คนสร้างงานสร้างอาชีพในบริเวณนี้โดยมีผู้ประกอบการร้านค้ามารองรับ

ด้าน น.ส.เรไร จันทรนราย หัวหน้าด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศท่าเรือภูเก็ต กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร ด่านควบคุมโรคติดต่อ ร่วมกัน ขึ้นตรวจเรือสำราญ เก็นติ้ง ดรีม ที่เข้ามา โดยตรวจเรื่องผู้เดินทาง สินค้าที่นำเข้ามาและตรวจสุขภาพของผู้เดินทางที่เข้ามาเพื่อความปลอดภัยของประเทศไทย ผลการตรวจ ปลอดโรคติดต่อระหว่างประเทศ  เพราะได้รับการคัดกรองเรียบร้อยแล้ว

ส่วนผู้ที่เดินทางได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเดินทางมาครบทุกคน  มี ผู้โดยสารทั้งหมด 3,780 คน ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งยุโรปจะมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเชียทั้งหมด ลูกเรือทั้งหมด 1,873 คน เรือลำนี้เดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์หลังจากจอดที่จังหวัดภูเก็ตแล้วจะเดินทางต่อไปที่ประเทศมาเลเซีย จอดเพียง 1 วันซึ่งกำหนดเรือออกในเวลา 1 นาฬิกา ของวันที่ 25 กรกฎาคม เรือลำนี้จะเข้ามาจังหวัดภูเก็ตเดือนละ 2 ครั้ง อาทิตย์เว้นอาทิตย์

รอบนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้ทดลองนำเรือขนาดใหญ่เข้าเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ปกติเรือลำนี้จะทิ้งสมออยู่ที่กลางทะเลและผู้เดินทางจะต้องนั่งเรือเล็กเพื่อมาขึ้นฝั่งและออกไปเที่ยวซึ่งการจอดเทียบท่าแบบนี้ทำให้ลดระยะเวลาในการเดินทาง เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวได้เดินทางไปท่องเที่ยวในตัวเมืองภูเก็ต และสถานที่ต่างๆในจังหวัดภูเก็ต ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ถ้าเป็นหน้า Low season หรือในช่วงนี้เรือจะจอดที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตแต่ถ้าเป็นหน้าไฮซีซั่นเรือจะจอดทิ้งสมอที่ อ่าวป่าตอง

ทั้งนี้ เรือสำราญ เข้ามาตลอดทั้งปีอยู่แล้ว แต่ โดยปกติจะเข้ามาในหน้าไฮซีซั่นทิ้งสมอที่ป่าตอง ยกตัวอย่างเช่น เรือ Spectrum of the seas ที่เข้ามาเมื่อปลายปีที่แล้วแต่เมื่อถึงหน้า Low season เรือที่เข้ามาก็จะเป็นเรือเก็นติ้งดรีม ส่วน เรือสำราญขนาดใหญ่ จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไปเนื่องจากเข้าสู่ช่วง High Season”

ด้าน น.ส.ไอริษา รัตนสิงห์ ผู้จัดการวางแผนกลยุทธ์การตลาดท่าเทียบเรือ ภูเก็ตยอร์ชเฮฟเว่นในฐานะผู้จัดงานตลาดนัดรองรับเรือ Genting Dream กล่าวว่า เป็นโอกาสอันดีที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ได้ต้อนรับเรือเก็นติ้งดรีมที่นำผู้โดยสารจำนวนนับ 4,000 คนและลูกเรืออีกกว่า 1,000 คนเข้ามาบริเวณจังหวัดภูเก็ต โดย ทาง ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต หรือ Deep Sea Port ได้ติดต่อไปที่ท่าเทียบเรือ Phuket Yacht Haven ให้เป็น organize ในการจัดพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาแล้วเกิดความประทับใจเมื่อมาถึงท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เนื่องจากเป็นด่านแรกของการเทียบท่าที่จังหวัดภูเก็ตสู่ประเทศไทย

จากการสอบถามลูกค้าทุกคนค่อนข้างจะ Happy  ได้รับคำชมว่าพอร์ตนี้น่ารัก ได้รับ feedback จากทางลูกค้าของเรือเก็นติ้งดรีม รวมทั้งลูกเรือ ที่มีความต้องการอยากให้เรือจอด ณ สถานที่แห่งนี้เป็นระยะเวลานานกว่านี้ เนื่องจากรู้สึกว่าเข้ามาแล้วเกิดความประทับใจ ปกติ บนเรือมี Entertainment ครบอยู่แล้วแต่เมื่อมาถึงฝั่งที่ภูเก็ต ได้พบประสบการณ์ สัมผัสถึงความเป็นไทยและความสวยงาม ของธรรมชาติ  ความสะดวกสบาย อีกแบบหนึ่งทำให้เกิดความประทับใจ  และเขาบอกว่าจะนำเรือเข้ามาที่ท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เป็นการร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน ผู้ประกอบการในท้องถิ่น  รวมทั้ง ออแกไนเซอร์   เพื่อทำให้จังหวัดภูเก็ต พัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต เป็น Homeport สำหรับกลุ่มเรือครูซขนาดใหญ่เพื่อมีโอกาสในการนำเรือเข้ามาในอนาคต กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น

ข่าว/ภาพ : อชัถยา ชื่นนิรันดร์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดภูเก็ต

บีบีซี เตรียมปลดพนักงาน 500 คน หวังประหยัดงบ 9,300 ล้านบาท มุ่งสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

สำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษ ประกาศเตรียมปลดพนักงาน 500 ตำแหน่ง หวังลดต้นทุน 200 ล้านปอนด์ หรือราว 9,300 ล้านบาท มุ่งสู่การปฏิรูปบริษัท หลังค่าตอบแทนการให้ใช้สิทธิ (License Fee) ได้ลดลงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้รายรับของบีบีซีลดลงเหลือ 1 ใน 3 นับตั้งแต่ปี 2010 หรือ ลดลงกว่า 1,000 ล้านปอนด์ หรือราว 46,600 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ในปี 2023 ได้ยกเลิกการสมัครชมโทรทัศน์แบบสด ๆ กว่า 500,000 ครัวเรือน ทำให้บีบีซีสูญเสียรายได้จาก Licence Fee มหาศาล

นาย ลีห์ ทาวาซิวา หัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายปฏิบัติการของบีบีซี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพื่อประหยัดต้นทุน และลงทุนในแผนใหม่ ๆ อย่างการพัฒนาการนำเสนอคอนเทนต์วิดีโอพรีเมียม และความสามารถด้านดิจิทัล โดยการดำเนินการที่สำคัญได้เริ่มขึ้นแล้ว เพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ขณะเดียวกันเพื่อพัฒนาความสามารถด้านดิจิทัลและตั้งเป้าหมายด้านประสิทธิภาพ ในอีกสองปีข้างหน้า บีบีซีจะยังไม่เปิดรับสมัครพนักงานเพิ่ม แต่จะใช้วิธีโอนย้ายตำแหน่งในบางพื้นที่ และอาจจะเพิ่มตำแหน่งใหม่ในพื้นที่ที่มีการเติบโต

อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าวส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าตำแหน่งงานบริการสาธารณะลดลงรวมกว่า 500 ตำแหน่งภายในวันที่ 26 มีนาคม 2026 ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นขณะที่บีบีซีพยายามที่จะตัดลดต้นทุน 500 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ประกาศไว้เมื่อ 2 ปีก่อน

ภาพ: Reuters

หนุ่มโคราช ร้อง “กัน จอมพลัง”ถูกนายจ้างเฆี่ยนตีและทารุณกรรมเยี่ยงทาส

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ที่ ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา “กัน จอมพลัง” ได้ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งร้องเข้ามายังเพจ “กัน จอมพลัง” ให้เข้าช่วยเหลือ อ้างว่า ถูกนายจ้างกระทำทารุณด้วยการเฆี่ยนตี และทำร้ายร่างกายอีกหลายอย่าง จนทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง โดยเฉพาะก้นเป็นแผลหวะและเป็นหนอง นอกจากนี้ ยังพบบาดแผลร่องรอยการถูกเฆี่ยนตีที่บริเวณขาทั้งสองข้าง และแผลที่บริเวณศีรษะ รวมไปถึง ถูกเตะจนฟันหลุดหนึ่งซี่

กัน จอมพลัง ได้พาตัวผู้เสียหาย ซึ่งทราบชื่อในภายหลังว่าชื่อ “นายก้อง” (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี เป็นชาวจังหวัดน่าน เดินทางไปเข้าพบกับ พ.ต.อ.ภัทราวุธ สีหะ ผกก สภ.โนนไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สำรวจบาดแผลร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย เพื่อเก็บภาพไว้เป็นหลักฐาน และเตรียมแจ้งความเอาผิดกับนายจ้าง ซึ่งหลังจากเข้าพบ ผู้กำกับ สภ. โนนไทยแล้ว กันจอมพลัง ได้เปิดเผยว่า “สำหรับกรณีนี้ได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดี ซึ่งร้องเข้าไปในเพจให้เข้ามาช่วยเหลือนายก้อง เนื่องจากถูกนายจ้างทำร้ายร่างกายหลายแห่ง

โดยเฉพาะที่บริเวณก้นที่ถูกตีด้วยสายแก๊ส จนเป็นแผลฟกช้ำเป็นหนอง จนเนื้อบางส่วนหลุดออกมา ซึ่งเป็นการทารุณกรรมที่โหดร้ายมาก ซึ่งเหตุผลที่ทางนายจ้างได้ทำร้ายร่างกายนายก้อง ก็คือ นานก้องไม่สามารถทำยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนได้ จึงถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมกับสั่งลงโทษนานาชนิด ทั้งการปั่นจิ้งหรีด แทงปลาหมอ รวมถึง สั่งลุกนั่ง โดยบางครั้งจะถูกเฆี่ยนตี นับ 1,000 ครั้ง และที่หนักสุดก็คือ การช็อตไฟฟ้าที่บริเวณท้อง ลามไปถึงอวัยวะเพศ โดยนายจ้างพูดกับนายก้องว่า คนอย่างมึงไม่ต้องสืบพันธุ์อีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า นายก้อง เคยถูกทำร้ายจนสลบ ทางนายจ้างเอาน้ำมาราดให้ฟื้นขึ้นมา พร้อมกับทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่องอีก และนอกจากตัวนายจ้างที่เป็นผู้ชายแล้ว ทางนายจ้างที่เป็นผู้หญิงก็ร่วมลงมือทำร้ายร่างกายด้วยเช่นกัน”

ขณะที่ นายก้อง ผู้เสียหาย กล่าวว่า “ตนและนายจ้างรู้จักกันที่ จ.เชียงใหม่ โดยพื้นเพเป็นคนจังหวัดภาคเหนือด้วยกัน ก่อนที่จะถูกชักชวนมาทำงานด้วยกันที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในช่วงแรกก็ไม่มีปัญหา พร้อมกับยังได้รับเงินเดือนเป็นปกติ แต่ในช่วงหนึ่งถึงสองปีมานี้ ตนไม่ได้รับค่าจ้างเงินเดือนเลยแม้แต่บาทเดียว พร้อมกับถูกยึดบัตรเอทีเอ็มเอาไว้ โดยนายจ้างให้เหตุผลว่า กลัวจะนำไปใช้สุรุ่ยสุร่าย พร้อมกับหาเรื่องหักเงินเดือนของตน และก็เริ่มลงมือทำร้ายร่างกาย ซึ่งตนเคยคิดจะหนีหลายครั้ง แต่ตนรู้สึกเป็นห่วงคนที่อยู่ทางบ้าน เพราะนายจ้างได้ขู่เอาไว้ว่า หากตนคิดจะหนีไป จะไปยึดบ้านยึดที่ดิน ก็กลัวครอบครัวจะได้รับความเดือดร้อน จึงจำเป็นต้องทนเรื่อยมา

จากนั้น กันจอมพลัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. โนนไทย ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของนายจ้าง ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโคกสวาย หมู่ที่ 4 ตำบลสายออ อำเภอโนนไทย ซึ่งพบว่า บ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านปูนชั้นเดียว เปิดเป็นร้านตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน พร้อมกับมีรถมือสองติดป้ายราคาขายเอาไว้หน้าบ้าน ซึ่งที่บ้านหลังดังกล่าว ไม่พบวี่แววของนายจ้าง ส่วนพื้นที่ระหว่างหน้าบ้านไปจนถึงตัวบ้าน พบเต็นท์อยู่หนึ่งหลัง ซึ่งนายก้อง ผู้เสียหาย ใช้เป็นที่พักอาศัย รวมไปถึงที่นอน

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้พบกับญาติของนายจ้าง ซึ่งทราบชื่อในภายหลังว่าชื่อ “นายโจ๊ก” ส่วนญาตินั้นชื่อ “ป้าเต๊ะ” อายุ 68 ปี อาศัยอยู่ด้านหลังบ้านของนายโจ๊ก โดยป้าเต๊ะ ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องราวการทำร้ายร่างกายของนายก้อง โดย“ป้าเต๊ะ” บอกว่า “ตนเป็นญาติกับนายโจ๊ก ส่วนตัวก็รู้จักกับนายก้องที่เป็นลูกจ้างด้วย เคยพูดจาทักทายกันเวลาเห็นหน้า แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่า นายโจ๊กได้ทำร้ายร่างกายนายก้อง ซึ่งตนก็ไม่เคยรู้ว่า นายกล้องถูกทำร้าย เพราะปกตินายก้องเจอหน้ากับตนนั้น ก็ทักทายกันเป็นปกติ และนายก้องไม่ได้พูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับการถูกทำร้ายร่างกายเลย”

จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้น ทราบว่า นายก้องถูกทำร้ายร่างกายอยู่เป็นประจำเกือบทุกวัน แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ โดย “นายบูม” (ขอสงวนชื่อจริง) อายุ 22 ปี ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้น บอกว่า “ตนเห็นว่านายก้องถูกทำร้ายร่างกายเกือบทุกวัน แต่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของนายจ้าง แต่ก็ได้ถ่ายคลิปวิดีโอขณะนายก้องถูกทำร้ายร่างกายเอาไว้ ซึ่งนายก้อง มีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างจะลำบาก นอกจากถูกทำร้ายแล้วยังถูกบังคับให้นอนในเต็นท์นอกบ้าน พร้อมกับให้กินข้าวแค่เพียงวันละมื้อ มีอยู่วันหนึ่งนายก้องเดินออกมาเพื่อขอข้าวกิน ตนกับเพื่อนจึงได้ให้นายก้องกินข้าว เนื่องจากสงสาร หลังจากนั้น นาก้องก็เคยเดินมาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่นายก้องถูกนายจ้างทำร้ายร่างกาย พร้อมกับโชว์บาดแผลให้ดู ซึ่งตนได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน เตรียมนำไปแจ้งกับเพจกันจอมพลัง ดังกล่าว.

หลังจากเจ้าหน้าที่ และกันจอมพลัง ลงพื้นที่ที่เกิดเหตุแล้วไม่พบกับตัวเจ้าของบ้าน ทางตำรวจจึงได้นำตัวนายก้อง ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลโนนไทย เพื่อนำผลการตรวจมาประกอบเป็นหลักฐานการแจ้งความเอาผิดกับนายจ้างต่อไป.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ทลายคาราโอเกะนำหญิงสาววัย 16 ปรนนิบัตลูกค้า ผงะพบยาอี-เคตามีน เพียบ

ตำรวจเชียรายบุกจับกุมร้านคาราโอเกะลักลอบนำพนักงานหญิงอายุ 16 ปี มาปรนนิบัติลูกค้า และพบยาเสพติดประเภทยาอี และเคตามีน อีกจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ภายใต้การอำนวยการของ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ ปลัดจังหวัดเชียงราย นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย พ.ต.อ.พัสกร ธวัชเชียงกุล ผกก.สส.ภ.จว.เชียงราย และ พ.ต.อ.อานันท์จักร์ กนกนพวัชร์ ผกก.สภ.บ้านดู่


ได้สั่งการให้ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงราย นำโดยนายกองรบ กระทุ่มนัด ป้องกันจังหวัดเชียงราย ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดเชียงราย หน.ศอ.ปส.จ.ชร. สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1 นายธีรัตน์ อิทธิพลาลักษณ์ ปลัดอำเภอเมืองเชียงราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอเมืองเชียงรายที่ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านดู่ นำโดย พ.ต.ต.วีรวุฒิ พุ่มไพรจิตร สวป.สภ.บ้านดู่ และชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ชป.2 กก.สส.ภ.จว.เชียงราย นำโดย พ.ต.ท.พันธุ์ระวี วงศ์ชัย สว.กก.ภ.จว.ชร.


เข้าตรวจสอบร้านคาราโอเกะ ชื่อดาวล้อมเดือน ตั้งอยู่เลขที่ 379 หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากองค์การต่อต้านการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ ว่าร้านดังกล่าวมีการลักลอบนำเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มานั่งปรนนิบัติลูกค้าโดยสามารถทำการกอด จูบ ลูบ คลำ เด็กภายในร้านได้ อันเข้าข่ายเป็นความผิดฐานค้ามนุษญ์ ในประเภอแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งยังมีการจำหน่ายและใช้ยาเสพติดภายในร้าน และเปิดให้บริการจนถึงเช้า


เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนโดยการส่งสายลับเข้าไปพิสูจน์ความผิดภายในร้านดังกล่าวอยู่หลายครั้งโดยเบื้องต้นจากการสืบสวนพบหญิงบริการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 4 คน และสามารถพิสูจน์ความผิดได้ตามที่มีการร้องเรียนจริง จึงได้ว่าแผนเข้าทำการจับกุม

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ส่งสายลับเข้าไปพิสูจน์ความผิดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพิสูจน์ความผิดจนครบองค์ประกอบแล้ว ต่อเนื่องวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 เวลา 01.15 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้เข้าทำการตรวจสอบร้านดาวล้อมเดือน พบว่าร้านดังกล่าวตั้งเป็นอาคารชั้นเดียว มีห้องคาราโอเกะ VIP อยู่จำนวน 8 ห้อง และมีห้องโถงกลางมีโต๊ะตั้งอยู่อีกกว่า 10 โต๊ะ และยังเปิดให้บริการจนถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบ โดยจากการตรวจสอบ พบหญิงบริการจำนวน 8 คน ในจำนวนนี้พบหญิงอายุ 16 ปี จำนวน 1 คน จากการตรวจสอบพบว่าหญิงบริการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

อีก 3 คนที่เหลือวันนี้ไม่มาทำงานเนื่องจากต้องกลับไปช่วยงานที่บ้าน และจากการตรวจสอบยังพบบุคคลครอบครองยาเสพติดประเภทยาอี และเคตามีน ในตัวบุคคลที่นั่งโต๊ะเดียวกับผู้ดูแลร้านอีกจำนวนมาก ทั้งยังพบยาเสพติดประเภทเคตามีนในตัวผู้มาใช้บริการอีกจำนวนหนึ่ง และจากการตรวจสอบภายในห้องคาราโอเกะ VIP ยังพบยาเสพติดประเภทยาอี ยาเคตามีน และอุปกรณ์การเสพอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ยังพบหญิงบริการมีการใช้ยาเสพติดร่วมกับลูกค้า และจากการตรวจปัสสาวะพนักงานบริการมีผลบวกจำนวน 3 คน

จากการตรวจสอบพบมีบุคคลแสดงตัวเป็นผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คน จากการตรวจสอบใบอนุญาต มีเพียงใบอนุญาตจำหน่ายสุราเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหาเบื้องต้น ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ,จ้างเด็ก อายุไม่เกิน 18 ปี โดยไม่แจ้งพนักงานตรวจแรงงาน,ยุยงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่เหมาะสม ,จำหน่ายสุราเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป


ทั้งนี้อยู่ระหว่างทีมสหวิชาชีพทำการสัมภาษณ์คัดแยกว่าเป็นเหยื่อผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือไม่

รฟฟท. จัดกิจกรรมจิตอาสา “รฟฟท. ทำความดีด้วยหัวใจ เทิดไท้สดุดี” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดกิจกรรมจิตอาสา “รฟฟท. ทำความดีด้วยหัวใจ เทิดไท้สดุดี” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 นับเป็นมหามงคลสมัย บริษัทฯ มีความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์แก่แผ่นดินนานัปการ จึงได้จัดกิจกรรมจิตอาสา “รฟฟท. ทำความดีด้วยหัวใจ เทิดไท้สดุดี” ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2567 โดยมีคณะกรรมการ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ประกอบด้วย นายมนตรี เดชาสกุลสม รองปลัดกระทรวงคมนาคม (ประธานกรรมการ) พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร นายกริช ธนิกุล นายยศสรัล การพานิช รวมถึงคณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ และบริษัท รักษาความปลอดภัย เอเซีย คลีนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด ร่วมกันทำกิจกรรม Big Cleaning Day โดยทำความสะอาด ปรับปรุงภูมิทัศน์ เก็บกวาดขยะ ทาสีขอบฟุตบาท และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณพื้นที่โดยรอบศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายในการสืบสาน รักษาและต่อยอดศาสตร์พระราชาและงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอันหลากหลายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะการอนุรักษ์ บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาความสะอาด สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจนสร้างความรักสามัคคี ความผูกพัน ความเสียสละ และความรับผิดชอบในการที่จะร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาพื้นที่ ด้วยการทำกิจกรรมจิตอาสา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ในการดูแลรักษาท้องถิ่นและประเทศชาติบ้านเมืองร่วมกันต่อไป

อีกทั้ง เพื่อเป็นการแสดงถึงพลังแห่งความจงรักภักดีและความสามัคคี เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งนี้ จึงได้ร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง(ต้นไม้ประจำพระองค์) ซึ่งดอกมีสีเหลืองตรงกับสีประจำพระชนมวารและมักออกดอกในช่วงวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันจะนำมาซึ่งความผาสุก และความสงบร่มเย็นขององค์กรในอนาคตอีกด้วย

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

พัทลุงเข้มเต็มพิกัดสกัด “ปลาหมอคางดำ”โผล่ทะเลน้อย-ทะเลสาบสงขลา แหล่ง ศก.สัตว์น้ำสำคัญ

พัทลุง เฝ้าระวังเข้มเต็มพิกัด “ปลาหมอคางดำ” เพร้อมรับมือ ผวาเข้าถึงทะเลน้อย ทะเลสาบสงขลา แหล่งเศรษฐกิจสัตว์น้ำ ขณะนี้ยังไม่ปรากฎหากถึงพื้นที่สัตว์น้ำจะส่งผลต่ออาชีพ รายได้ ชาวประมงพื้นบ้านชายฝั่ง จ.พัทลุง จ.สงขลา หนัก

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 นายดนเหร๊าะหมาน นุ่มอุ้ย อาชีพประมงพื้นบ้าน หมู่ 2 บ้านทุ่งเหรียง เขตเทศบาลตำบลควนเสาธง อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ในฐานะประมงอาสาจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ขณะนี้ จ.พัทลุง ทางประมงจังหวัดพัทลุง และประมงอำเภอ ได้แจ้งเตือนไปยังโดยเฉพาะเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน และประชาชนทั่วพื้นที่ จ.พัทลุง ให้ทำการเฝ้าระวังเข้มข้นเกาะติดการเคลื่อนไหวปลาหมอคางดำ ในสายน้าพื้นที่ต่าง ๆ ทั่ว จ.พัทลุง และลุ่มทะเลน้อย ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นแหล่งสัตว์น้ำขนาดใหญ่ทางภาคใต้

นายดนเหร๊าหมาน กล่าวว่า แต่จนถึงขณะนี้เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านที่ครอบคลุมทั่วแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังไม่พบการเคลื่อนไหวปลาหมอคางดำเข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.พัทลุง แต่อย่างใด ซึ่งเฉพาะพื้นที่มีความเสี่ยงสูงคือทะเลน้อย จ.พัทลุง และทะเลสาบสงขลาฝั่ง จ.พัทลุง แต่ถึงอย่างไร ทางการและประมงจังหวัดและประมงอำเภอและเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน จ.พัทลุง ได้เตรียมความพร้อมที่ปฏิบัติการป้องกันพร้อมไล่ล่าเพื่ออย่าให้ลุกลามบานปลายโดยการทอดแห ดักไซ ฯลฯ เพราะพฤติกรรมปลาหมอคางดำจะมาเป็นฝูง ๆ

“จะต้องป้องกันมิให้รุกรานเข้ามาในทะเลเน้อย พื้นที่สายน้ำฃสายคลองต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนมากตลอดจนถึงทะเลสาบสงขลา เพราะเป็นเศรษฐกิจสัตว์น้ำที่สำคัญของชาวประมงพื้นบ้าน และจะเป็นอาชีพหลัก ๆ ของชาวประมงชายฝั่งด้วย ทั้งปลา กุ้ง ฯลฯ เพราะปลาหมอคางดำหากเข้ามาได้ก็จะสร้างเสียหายเป็นอย่างมากในการประกอบอาชีพ และจะส่งผลต่ออาขีพและเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก”

ทั้งนี้ที่ผ่าน ๆ มาในแต่ละปีทางการ ประมงจังหวัด และหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการปล่อยพันธุ์น้ำลงสู่สายน้ำเป็นจำนวนมากทั้งพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้ง ฯลฯ ถึงหลายล้านตัว / ปี ลงสู่เพื่อให้บรรดาสัตว์น้ำเติบโตและขยายพันธุ์เพื่อได้ส่งเสริมอาชีพ สร้างงานสร้างรายได้ให้กับอาชีพประมงพื้นบ้านและชาวบ้านในพื้นที่รอบทะเลสาบงขลา และทะเลน้อย และสายน้ำต่าง ๆ จ.พัทลุง จ.สงขลา

“ตอนนี้ประมงจังหวัด ประมงอำเภอ เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านใน จ.พัทลุง และทางการ ได้เตรียมความพร้อมรับมือปลาหมอคางดำอย่างเต็มที่แล้ว” นายดนเหร๊าะหมาน กล่าว.

เกิดเป็นคนต้องสู้! “ก้องศึก” ประเดิมต่างชาติ “โจอาคิม” คู่เอก ศึก ONE ลุมพินี 72

กลับมามอบความสนุกสุดมันเป็นประจำทุกช่วงค่ำวันศุกร์สุดสัปดาห์ สำหรับสัปดาห์นี้ ศึก ONE ลุมพินี 72 ขนเหล่านักสู้เชิงสูง มาประชันฝีมือกันทั้งสิ้น 12 คู่ พร้อมถ่ายทอดสดสู่สายตาผู้ชมมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก จากสนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ในวันศุกร์ที่ 26 ก.ค.นี้ เริ่มคู่แรกเวลา 19.30 น.

คู่เอกนำรายการ “ก้องศึก แฟร์เท็กซ์” นักสู้มากฝีมือ ดีกรีแชมป์ 5 เส้น จากเมืองย่าโมโคราช พร้อมเปิดรับความท้าทายครั้งใหม่ ด้วยการเผชิญหน้านักชกต่างชาติรายแรกของรายการนี้ พบกับ “โจอาคิม อูรากี” จอมบู๊ สัญชาติฝรั่งเศส-แอลจีเรีย ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.)

ด้านคู่รองเป็นการเปิดศึกชิงแต้มชัย 2 ไฟต์รวด ระหว่าง “เทพทักษิณ ศ.ศรสิงห์” มวยอาวุธคม จากกระบี่ เตรียมระเบิดความมัน พบกับ “เยลเต้ บลอมเมิร์ต” พ่อหนุ่มขาลุย จากเบลเยียม ในกติกามวยไทย พิกัดเฉพาะ (แคตช์เวต) 126 ป.

ขณะที่คู่เอกภาคอินเตอร์ เป็นการพบกันของ 2 มวยร่างยักษ์ ระหว่าง “อเล็กซ์ โรเบิร์ตส์” กำปั้นรุ่นใหญ่ ดีกรีอดีตผู้ท้าชิงบัลลังก์ จากออสเตรเลีย ลดน้ำหนักลงมาสู้ในรุ่นที่ถนัด พบกับ “เบย์บูลาต อิซาเอฟ” มวยแกร่ง จากรัสเซีย ที่ผ่านประสบการณ์บนสังเวียน ONE มาแล้วถึง 5 ไฟต์ ในกติกามวยไทย รุ่นไลต์เฮฟวีเวต (205-225 ป.)

นอกจากนี้ยังมี “เฟรดดี แฮ็กเกอร์ตี” น้องชายแชมป์โลกสองบัลลังก์ “โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี” เตรียมสานต่อผลงานฮอตจากไฟต์เปิดตัว พบกับ “ไก่ชน ส.ยิ่งเจริญการช่าง” นักชกกะเหรี่ยงจอมอึด รวมถึงการกลับมาของ “เพชรน้ำโขง มงคลเพชร” จอมบู๊จากสปป.ลาว พบกับ “ลูกขวัญ ซูจีบะหมี่เกี๊ยว” ที่จะมาเปิดตัวครั้งแรก

โปรแกรมการแข่งขันทุกคู่ศึก ONE ลุมพินี 72

คู่เอก ก้องศึก แฟร์เท็กซ์ vs โจอาคิม อูรากี (มวยไทย รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)
คู่รอง เทพทักษิณ ศ.ศรสิงห์ vs เยลเต้ บลอมเมิร์ต (มวยไทย แคตช์เวต 126 ป.)
ธงสยาม ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม vs เป็นต่อ เอสพี.กันสาดแป๊ะมีนบุรี (มวยไทย แคตช์เวต 142 ป.)
แป๊ะยิ้ม ส.บุญมีฤทธิ์ vs เมธี สส.ต้อยแปดริ้ว (มวยไทย แคตช์เวต 118 ป.)


เพชรน้ำโขง มงคลเพชร vs ลูกขวัญ ซูจีบะหมี่เกี๊ยว (มวยไทย แคตช์เวต 122 ป.)
สองแผ่นดิน ช.แก้ววิเศษ vs เมืองลาว เกียรติธงยศ (มวยไทย แคตช์เวต 128 ป.)
อเล็กซ์ โรเบิร์ตส์ vs เบย์บูลาต อิซาเอฟ (มวยไทย รุ่นไลต์เฮฟวีเวต 205-225 ป.)
เฟรดดี แฮ็กเกอร์ตี vs ไก่ชน ส.ยิ่งเจริญการช่าง (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)
มาจิด คาริมี vs ปฏักนิล ซินบีมวยไทย (มวยไทย แคตช์เวต 122 ป.)
อาคีฟ กูลูซาดา vs ฮารูโตะ ยาซูโมโตะ (คิกบ็อกซิ่ง แคตช์เวต 128 ป.)
วิลล์ ดรูวิท vs สุมิตร บายาน (MMA รุ่นไลต์เวต 155 – 170 ป.)
บรรพต เลิศไธสง vs เคร็ก ฮัตชิสัน (ปล้ำจับล็อก รุ่นไลต์เวต 155 – 170 ป.)

ตระการตา!บุรีรัมย์เตรียมจัดงาน “ลมหายใจของแผ่นดิน” มิวสิคัลเทิดพระเกียรติ สุดยิ่งใหญ่แห่งปี

จังหวัดบุรีรัมย์เผยความคืบหน้าและการดำเนินงานช่วงโค้งสุดท้าย การจัดงาน “ลมหายใจของแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งงานจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2567 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ที่สนามฟุตบอลช้างอารีนา เปิดให้ชมฟรีตลอด 3 วัน ล่าสุดมีผู้สำรองที่นั่งผ่านช่องทางออนไลน์มากมาย จนเกือบเต็มทุกที่นั่ง เตรียมถ่ายทอดผ่านช่องอมรินทร์ทีวีสู่ผู้ชมทั่วประเทศและทั่วโลก

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ความพร้อมของการจัดงานลมหายใจของแผ่นดิน ใกล้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นกิจกรรมที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของภาคประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง โดยในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ จะเป็นการซ้อมใหญ่ของ นักดนตรีนักแสดง การประดับประดา ตกแต่งสถานที่ ทดสอบระบบไฟแสงสีเสียง และเช็คความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อรองรับประชาชนที่ร่วมงาน ตลอด 3 วัน ซึ่งหลังเปิดจองที่นั่งผ่านช่องทางออนไลน์มีผู้สำรองที่นั่งเกือบเต็มความจุที่รองรับได้ โดยที่นั่งทั้ง 3 วันยังคงว่างอยู่ประมาณ 2,000 ที่นั่งเท่านั้น

“ลมหายใจของแผ่นดิน เป็นงานใหญ่อีกงานของจังหวัดบุรีรัมย์ในปีนี้ มีไฮไลต์สำคัญที่อยากเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกภูมิภาค มาร่วมชมการแสดง “มิวสิคัล เทิดพระเกียรติ ” ตระการตาด้วยภาพ 3D MAPPING ฝีมือคนไทย ที่เคยสร้างผลงานในระดับนานาชาติ ได้รับรางวัลจากประเทศญี่ปุ่น โดยการแสดงจะผสานไปกับการบรรเลงโดยวงดนตรีออร์เคสตรา (Orchestra) วงใหญ่ เครื่องดนตรีกว่า 120 ชิ้น ผสมผสานเครื่องดนตรีสากลและเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานใต้ นักแสดง-นักดนตรี ลูกหลานชาวจังหวัดบุรีรัมย์ กว่า 200 ชีวิต ดนตรีทั้งหมด เป็นการเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ เพื่องานนี้ รวมถึงนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลง โดยงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ”

“ตลอด 3 วัน เราจะได้เห็นการแสดง “มิวสิคัล” ที่เกิดจากคนเล็กๆที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ ลูกหลานชาวจังหวัดบุรีรัมย์ที่ร่วมกันฝึกซ้อมเป็นแรมเดือน อย่างไม่ย่อท้อ เพื่อให้เป็นโชว์ที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด ส่งผ่านเรื่องราวพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สร้างความผาสุกอย่างยั่งยืนแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย”

นอกจากนี้ยังมีการแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาให้ชมอย่างจุใจตลอด 3 วัน และเพื่อเป็นของขวัญสำหรับแฟนกีฬาในฐานะเมือง Sport City ยังมีกิจกรรมเปิดตัวนักฟุตบอล สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ประจำฤดูกาล 2024/25 ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 พบกับทัพนักเตะดาวดังแบบฟูลทีม นอกจากนี้ยังมีนักบิดชื่อดังสายเลือดไทย ได้แก่ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ จากทีมฮอนด้าและ “ตี” อนุภาพ ซามูล จากยามาฮ่า ตบเท้าเข้าร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย

ภายในงานยังมีการบำเพ็ญสาธารณกุศลต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ “บริจาคโลหิต” ส่งต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย จำนวน 720 ยูนิตต่อวัน รวม 7,200 ยูนิต โดยสามารถบริจาคภายในงาน หรือร่วมบริจาคได้ที่โรงพยาบาลจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลบุรีรัมย์, นางรอง, ประโคนชัย, ละหานทราย, ลำปลายมาศ, สตึก, พุทไธสง, บ้านด่าน, หนองกี่ และหนองหงส์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสาธารณสุข จ.บุรีรัมย์ โทร. 044-611-562

“โรงทานปันสุข” บริการอาหารขึ้นชื่อของดี-ของดัง จังหวัดบุรีรัมย์แก่ผู้ร่วมงานฟรี จัดโดยชาวจังหวัดบุรีรัมย์และร้านค้าชื่อดังต่างๆ สามารถร่วมทำบุญได้ที่บัญชี “บุรีรัมย์ปันสุข เฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10” ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 308-3-21900-8

นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียม “เหรียญที่ระลึก” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จำนวน 80,000 เหรียญ มอบให้กับผู้ร่วมชมงานอีกด้วย

ผู้สนใจสำรองที่นั่ง เพื่อรับชมการแสดง ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ https://buriram.glide.page โดยผู้ที่ลงทะเบียนแล้ว สามารถมารับบัตรเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันนี้ – 27 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.00-20.00 น. บริเวณหน้า Mega Store สนามฟุตบอลช้างอารีนา

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางแฟนเพจ BURIRAM UNITED หรือรับชมผ่านช่องอมรินทร์ทีวี 34HD ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 เวลา 19.45 น.

ระดมสินค้ากว่า 1.4 หมื่นรายการแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (ประเทศไทย) CACF ครั้งที่ 11

บริษัท China Foreign Trade Guangzhou Exhibition จำกัด เตรียมจัดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซีย(ประเทศไทย) CACF ครั้งที่ 11 นำทัพสินค้ากว่า 14,000 รายการ จากทั่วทุกมณฑลในจีนมาโชว์นวัตกรรมหลากหลายผลิตภัณฑ์ กว่า 350 บูธ ชูไฮไลท์ กิจกรรมสาธิตการไลฟ์สด (Live Streaming) แบบ Multi-Chanel (การไลฟ์ขายของทีละหลาย ๆ แพลตฟอร์ม โดยใช้ ผู้ไลฟ์เพียงคนเดียว แต่สามารถเปิดร้านค้าแบบทวีคูณ 20-30 ช่องทาง)

พาขวัญ เจียมจิโรจน์ ตัวแทนประเทศไทย งาน CACF กล่าวว่า บริษัท China Foreign Trade Guangzhou Exhibition จำกัด เป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับแถวหน้าของประเทศจีน โดยจัดงาน เช่นงาน Canton Fair หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม งานกวางเจาเทรดแฟร์ เตรียมจัดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (ประเทศไทย) หรือ CACF ครั้งที่ 11 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 กันยายน 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ฮอลล์ 98 บนพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตร

ภายในงานท่านจะได้พบกับ โซนจัดแสดงสินค้า และบริการที่หลากหลายจากโรงงานผู้ผลิต และนวัตกรรมล่าสุดในตลาด จากบริษัทและโรงงานที่มีชื่อเสียงจากประเทศจีน โดยมีสินค้าหลักเป็น HOME+LIFESTYLE ได้แก่ ของตกแต่งบ้าน ของขวัญของชำร่วย เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รองเท้าและเสื้อผ้าแฟชั่น ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง อาหารพิเศษ ฯลฯ และกลุ่ม AUTO TRANSPORT & PARTS ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษารถยนต์ อุปกรณ์ประดับยนต์ เครื่องมือฮาร์ดแวร์ และบริการหลังการขาย นอกจากนี้ ยังได้มีส่วนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม พบปะพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ แลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองทางธุรกิจ

“สินค้าที่นำมาจัดภายในงานมาจากโรงงานหลายมณฑลในจีน โดยมีผู้ประกอบการร่วมออกบูธกว่า 350 บูธ นำสินค้ามากมายกว่า 14,000 ชิ้น โดยมาจาก 2 กลุ่มหลักได้แค่ Home +Lifestyleของใช้และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และ กลุ่มยานยนต์ แนวโน้มเราจะนำสินค้าแบบใหม่ๆ โรงงานที่ได้มาตฐาน โดยคัดสินค้าให้เหมาะกับตลาดเอเชียน เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีกระแสไฟที่ตรงกับประเทศไทย ,เสื้อผ้าเนื้อนาโน บางไม่ร้อน ฯลฯ

ไฮไลท์ของงานครั้งนี้ ได้แก่ กิจกรรมสาธิตการไลฟ์สด (Live Streaming) แบบ Multi-Chanel (การไลฟ์ขายของทีละหลาย ๆ แพลตฟอร์ม โดยใช้ ผู้ไลฟ์เพียง 1 ท่าน แต่สามารถเปิดร้านค้าแบบทวีคูณ 20-30 ช่องทาง ใช้เทคนิคพิเศษ ผ่าน OBS และโปรแกรมเสริมอื่นๆ เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายให้กับนักไลฟ์สด รวมถึงการใช้ AI ในการช่วย ไลฟ์ขายสินค้า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในประเทศจีน

โดยผู้ประกอบการไทย หรือผู้ซื้อชาวไทย จะได้พบกับสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม จากผู้ผลิตโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อีกทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การออกแบบสินค้ากับผู้ผลิตระดับโลก ซึ่งเราคาดหวังว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานแสดงสินค้า 5,000-10,000 คน

เจิง ชิ่งหง ประธาน GAC Group รุดหารือนายกฯเศรษฐา เล็งลงทุนตั้งรง.ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่

GAC Group ร่วมกับ GAC AION เดินทางเข้าร่วมประชุมหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี นาย เศรษฐา ทวีสิน และหน่วยงานของภาครัฐ ในการร่วมมือกันระหว่างบริษัทฯ และรัฐบาลของประเทศไทย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดรับกับนโยบายและแนวทางของภาครัฐฯ โดย GAC AION ได้เล็งเห็นศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะผู้ส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก และมีห่วงโซ่อุปทานและบุคลากรในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เพียบพร้อม

นายเจิง ชิ่งหง (Zeng Qinghong) ประธานกรรมการบริหาร GAC Group, นายกู ฮุยหนาน (Gu Huinan) ผู้จัดการทั่วไป GAC AION พร้อมด้วย นายหมา ไห่หยาง (Ma Haiyang) ผู้จัดการทั่วไป GAC AION ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนางดา หงเยียน (Dai Hongjuan) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะ รวมถึงหน่วยงานจากภาครัฐบาลของประเทศไทย ได้เข้าพบและพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ทำเนียบรัฐบาล ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์อันเป็นมิตรและอบอุ่น

นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ได้แสดงความยินดีกับการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ GAC AION ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งขอบคุณ GAC AION ที่เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกในต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในด้านระบบห่วงโซ่อุปทาน, แรงงานที่มีศักยภาพ และระบบนิเวศการผลิตของประเทศไทยที่ครบถ้วน นายกรัฐมนตรีเศรษฐายังได้แนะนำให้ GAC AION พิจารณาการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทยอีกด้วย โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย (BOI) ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนGAC AION อย่างต่อเนื่อง


นายเจิง ชิ่งหง (Zeng Qinghong) ได้กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีของจีน นายสี จิ้นผิง ได้มาเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ GAC AION และสถาบันวิจัย GAC ที่ประเทศจีน พร้อมกับเน้นย้ำถึงการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยซึ่งถือเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านที่มีความใกล้ชิดกับประเทศจีน และมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี ประเทศไทยจึงเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบในต่างประเทศแห่งแรกของ GAC AION และตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีแผนการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก

นายเจิง ชิ่งหง ยังได้แนะนำการพัฒนาและทิศทางของ GAC Group และ GAC AION โดยกล่าวว่าโรงงานในประเทศไทยมีแผนการผลิตเริ่มต้นที่ 50,000 คันต่อปี และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 100,000-200,000 คันตามความต้องการของตลาด พร้อมทั้งขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในด้านการส่งเสริมการลงทุน การสร้างโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการผลิตในประเทศ


สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ของ GAC AION จังหวัดระยอง ที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การทำตลาดในระดับโลก โดยมีข้อได้เปรียบด้านการผลิตอัจฉริยะชั้นนำของโลกสี่ประการ ได้แก่ ความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีขั้นสูง คุณภาพสูง ประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการนำระบบการเชื่อมต่อข้อมูลแบบ 100% ในการผลิตแบบครบวงจร โดยมีการใช้หุ่นยนต์ร่วมกับเทคโนโลยี AI ในการผลิต เพื่อให้แน่ใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ GAC AION ที่ถูกผลิตจากโรงงานแห่งนี้ จะมีคุณภาพสูงและไม่มีข้อบกพร่อง

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การพบปะครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป โดยการพบปะครั้งนี้จบลงในบรรยากาศอันเป็นมิตร และทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนของที่ระลึก นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้มอบของขวัญที่ระลึกแก่นายเจิง ชิ่งหง ขณะที่นายเจิง ชิ่งหง ก็ได้มอบงานปักพรมลายดอกไม้ประจำเมืองกวางโจว และโมเดลรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า Hyper SSR ของ GAC AION แก่ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน อีกด้วย

GAC Group ยึดถือการทำธุรกิจอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และต้องการผลักดันบุคลากรรวมถึงภาคธุรกิจของประเทศไทย ให้เติบโตไปพร้อมกับบริษัท โดยเมื่อไม่นานมานี้ทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี ในการแบ่งปันความรู้และส่งเสริมให้มหาวิทยาลัย รวมถึงวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับนักเรียนนักศึกษา เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในอนาคต และในพิธีเปิดโรงงานเมื่อวันที่ 17 ที่ผ่านมา GAC AION ยังได้มอบรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus เป็นจำนวน 2 คัน ให้กับมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี สำหรับใช้ในการเรียนการสอนอีกด้วย