เบตงเงินสะพัด มาเลเซีย-สิงคโปร์ แห่เที่ยวคึกคัก ซื้อสะตอพื้นถิ่นกลับบ้าน

ยะลา -นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หลังท่องเที่ยวขากลับแวะซื้อสะตอติดมือกลับบ้าน ทำให้บรรดาเกษตรกรผู้ปลูกผู้ขายคึกคักในช่วงนี้

บรรดาแม่ค้าที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ต่างนำผลผลิตสะตอ ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา ที่ออกผลผลิต มาส่งเพื่อให้บรรดาแม่ค้าสะตอมาวางจำหน่ายให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ให้ได้เลือกซื้อกันจำนวนมาก มีทั้ง แบบแกะเม็ดขายแบ่งเป็นถุง ถุงเล็ก 130 บาท ถุงใหญ่ขนาด 1กิโลกรัมถุงละ 250 บาท โดยมีคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ มาเลือกซื้อกันอย่างคึกคักก่อนกลับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์

แม่ค้าขายสะตอข้าว ชาวอำเภอเบตง จังหวัดยะลา บอกว่า ช่วงนี้สะตอมีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ชาวมาเลย์ และสิงคโปร์ชอบซื้อเพราะเขาบอกว่าเป็นยาเบาหวาน ความดัน เพราะสะตอ มีรสขม เขาชอบกินมาก แต่กินมากไม่ได้จะร้อนใน ซื้อไปกินเพื่อเป็นยาและชาวมาเลย์บางคนชอบ กินเปล่าก็มี คนหนึ่งซื้อกลับไปคนละ 5 – 10 กิโลกรัม ส่วนร้านอาหารในมาเลเซียข้ามแดนมาซื้อ เพราะสะตอที่มาเลเซีย 2 ขีด 150กว่าบาทแต่รสชาติสู้ของเบตงไม่ได้

ส่วนราคาที่เบตงสะตอข้าวแกะเม็ดแล้วกิโลกรัมละ 250 บาท เป็นฝักลูกสวยเม็ดใหญ่ ขายร้อยละ 400 บาท สะตอที่นำมาขายในวันนี้เป็นสะตอในท้องถิ่นของเบตงเลย ส่วนสะตอของเมืองยะลา มีหนอนเยอะ น้ำหนักน้อย สะตอจะ มี 2 แบบ คือ สะตอข้าวและสะตอดาน สะตอดานเม็ดจะใหญ่ ส่วนสะตอข้าวเม็ดจะเล็ก รสชาติ ของสะตอดานจะมีเม็ดใหญ่ออกรสขมนิดๆ และมีเผ็ดปนนิดหน่อย ส่วนสะตอข้าวรสชาติจะออก มันๆ และมีรสหวาน มีขมไม่มาก ชาวมาเลย์นิยมซื้อสะตอข้าว ของเบตง ส่วนร้านอาหารในมาเลเซียจะชอบสั่งสะตอเม็ดเล็ก

โดยรายได้ในช่วงวันสุดสัปดาห์ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะตกวันละ 1,500-2,000บาท ต่อวัน หลังจากหักทุนแล้ว ซึ่งรายได้แต่ละวันขึ้นอยู่กับสะตอจะมีมากหรือมีน้อย สะตอเบตงเริ่มออกมาตั้งแต่เดือนมิ.ย.แล้ว ซึ่งปีนี้ออกผลผลิตทั้งปี ซึ่งก็ขายหมดทุกวัน จนต้องสั่งเพิ่มจำนวน

แม่ค้าสะตอ บอกอีกว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ชาวมาเลเซีย และชาวสิงคโปร์ มักนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและก่อนเดินทางกลับประเทศมาเลเซีย จะแวะซื้อสะตอ และผลไม้อื่นๆของไทย นำกลับไปบริโภค และไปประกอบอาหาร นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ต่างนิยมซื้อสะตอแบบแกะเม็ดไปประกอบอาหาร เพราะทราบดีว่าสะตอมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก และเชื่อว่าการรับประทานเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ ช่วยลดความดันโลหิต และสะตอมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย

นอกจากนี้แม่ค้าสะตอ ยังได้บอกวิธีระงับกลิ่นปากจากการรับประทานสะตอว่า เมื่อรับประทานสะตอเข้าไปแล้ว จะมีกลิ่นปาก ซึ่งเราสามารถกำจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์นี้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเปราะตามไป ประมาณ 2-3 ลูก จะช่วยให้ในการดับกลิ่นเหม็นเขียวของสะตอได้ดีในระดับหนึ่ง

ขณะที่ จนท.สาธารณสุขอำเภอเบตง กล่าวว่า ในการบริโภคสะตอ นั้นควรบริโภคให้พอเหมาะเนื่องจากสะตอมีกรดยูริกสูง สำหรับผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์ หรือผู้ที่มีกรดยูริกในร่างกายสูงเกินค่ามาตรฐาน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสะตอ เพราะอาจจะทำให้เกิดโรคเก๊าท์กำเริบได้ และกรดยูริกในร่างกายที่สูงก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่ว โรคไตอักเสบ และมีอาการหูอื้ออีกด้วย จนท.สาธารณสุขอำเภอเบตง กล่าว

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

“ปลาหมอคางดำ” เมนูสร้างสรรค์ บริโภคได้ในครัวเรือน

นักวิชาการ ชี้ วิกฤต คือ โอกาส เมื่อปลาหมอคางดำมีมากในแหล่งน้ำ มาร่วมด้วยช่วยกันจับ นำมาทำเมนูเด็ดสำหรับบริโภคในครัวเรือน ช่วยลดปัญหา ช่วยรักษาสมดุลแหล่งน้ำ สร้างคุณค่าให้กับปลา ได้ประโยชน์รอบด้าน  

ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ วิทยาพัฒนานุรักษ์ รักษาศิริ อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างหนักของ “ปลาหมอคางดำ” ในแหล่งน้ำของไทยขณะนี้ โดยปลาดังกล่าวเป็นปลาต่างถิ่น สามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวด กินทุกอย่างทั้งพืชและสัตว์ เมื่ออยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ จะทำลายระบบนิเวศ รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ ซึ่งทุกภาคส่วนร่วมสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนช่วยกันกำจัดเพื่อควบคุมและลดปริมาณปลา โดยนำปลามาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าสูงสุด ซึ่งแนวทางที่มีการแนะนำกันแพร่หลายอยู่ในขณะนี้คือ การนำมาทำเมนูอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น น้ำปลา ข้าวเกรียบ หรือ ปลาป่น ทำปุ๋ยชีวภาพ แต่วิธีที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับทุกคน คือ การนำไปทำเป็นอาหารสำหรับบริโภคในครอบครัว

“ปลาหมอคางดำ” แม้เป็นปลาต่างถิ่น แต่สามารถรับประทานได้เหมือนปลาทั่วไป เป็นปลาตระกูลเดียวกันกับปลานิล มีคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีนและไขมันเทียบเท่ากับปลานิล โดยคุณค่าทางโภชนาการไม่น้อยหน้าปลาชนิดอื่น ใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร รังสรรค์ได้หลากหลายเมนู โดย มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้คิดริเริ่มและจัดทำแผนช่วยลดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตั้งแต่เริ่มพบการระบาดในแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่ โดยร่วมกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี เผยแพร่องค์ความรู้ส่งเสริมการแปรรูปปลาหมอคางดำเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงทำงานวิจัยร่วมกันกับชุมชนเพื่อกำจัดปลาดังกล่าว โดยนำเอามาทำเป็นอาหาร ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น มีราคาเพิ่มขึ้น และมีประโยชน์กับประชาชน ซึ่งเป็นอีกวิธีช่วยควบคุมและลดปริมาณปลาหมอคางดำ

ทางมหาวิทยาลัยฯ มีพันธกิจทำงานเพื่อชุมชนและให้องค์ความรู้กับคนในชุมชน สำหรับผลิตภัณฑ์และเมนูที่คัดเลือกมาทำการวิจัยและพัฒนาโดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบ เพื่อส่งเสริมการบริโภค และนำเสนอชุมชน มีทั้งหมด 20 ผลิตภัณฑ์ อาทิ ลูกชิ้น กรรเชียง ปลาร้าเป็นตัว ปลาร้าผง น้ำซุป น้ำสต๊อก น้ำบูดู น้ำหมักปรุงรส ปลาแดดเดียว ปลาสามรส ปลาสวรรค์ ฯลฯ

สำหรับเมนูที่ชุมชนชื่นชอบและเข้าถึงได้ง่าย คือ “น้ำพริกแห้งปลาหมอคางดำ” และ “ไส้อั่วปลาหมอคางดำ”  นอกจากจะเป็นเมนูที่สามารถทำรับประทานได้ในครัวเรือนแล้ว ยังเป็นเมนูส่งเสริมการแปรรูปของคนในชุมชน เพื่อสร้างรายได้เสริมและใช้ประโยชน์จากปลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย น้ำพริกแห้งปลาหมอคางดำ มีส่งออกสหรัฐอเมริกาด้วย เพราะเก็บได้นาน ต่างชาติชอบกินใช้กินกับขนมปังได้ โดยมหาวิทยาลัยฯ ได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตรน้ำพริกแห้งปลาหมอคางดำแล้ว แต่ไม่จดลิขสิทธิ์สำหรับชุมชน

นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำ เป็นปลาก้างแข็ง หากนำก้างไปย่อยเป็นแคลเซียม ฟอสฟอรัส จะมีสูงกว่าปลาทั่วไป ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ หากในแง่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ในอนาคต สามารถนำไปผลิตเป็นแคลเซียมผง หรือแคลเซียมสำเร็จรูปได้

ผศ.ดร.ภูธฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่เริ่มการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้ลงพื้นที่พาชาวบ้านกินปลาหมอคางดำ ในจังหวัดเพชรบุรี 4-5 พื้นที่ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 5 พื้นที่ โดยชุมชนลงจับปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ แม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเราสามารถทำลายมันได้ด้วยการกิน ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนกินปลาหมอคางดำ เพื่อควบคุมและอยู่ร่วมกันกับมันให้ได้

โดย…คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร 

ตราดอ่วมน้ำท่วมแรงสุดรอบ 50 ปี เร่งขนย้าย “หมู-นกกระทา”หนีน้ำจ้าละหวั่น

ฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งวันในพื้นที่จ.ตราดส่งผลให้น้ำท่วมหลายพื้นที่ นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นายพงษ์พัฑฒ์ สินราย นายอำเภอเขาสมิง พร้อมด้วย ปศุสัตว์ จ.ตราด  ตำรวจ ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่จาก อบต.แสนตุ้ง รวมทั้งชาวบ้าน ได้ร่วมช่วยกันขนย้ายหมูอายุตั้งแต่ 14 วัน 1 เดือน และ 2 เดือนกว่า 8,000 ตัว ที่ ฟาร์มณรงค์ศักดิ์ อภิพัฒน์ ฉัตรชัย ลินดา ฟาร์ม อ.เขาสมิง จ.ตราด ออกจากฟาร์มเนื่องจากถูกน้ำท่วม ขนไปไว้ที่ฟาร์ม จำเรียง กับ สุรพล ฟาร์ม  อยู่ที่ หมู่ 4 แสนตุ้ง  อ.เขาสมิงแทน เพราะเป็นฟาร์มที่สูงไม่ถูกน้ำท่วม

ขณะที่ ฟาร์นกกระทาก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ที่ฟาร์มเลี้ยงนกกระทา หมู่ 2 ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด ของนายเจษฎา บัวหาญ เป็นฟาร์มนกกระทาที่มีเลี้ยงเพื่อขายไข่ส่งขายในตลาดจังหวัดตราด เป็นฟาร์มเลี้ยงนกกระทาที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตราด ก็ถูกน้ำท่วมฟาร์มสูงประมาณ 60-80 ซม. ส่งผลให้นกกระทาที่อยู่ในกรงและอยู่ชั้นล่าสุดถูกน้ำท่วม ตายไปประมาณ 30 ตัว นอกจากนี้ยังมีนกที่ถูกน้ำท่วม แต่ไม่ตายก็มีบางส่วนที่ถูกนำย้ายขึ้นที่สูง

นายเจษฎา บัวหาญ  กล่าวว่า  ปกติจะมีคลองเล็ก ๆ ผ่านด้านหลังบ้าน และไม่เคยมีปรากฎการณ์น้ำล้นขึ้นมาท่วมที่บริเวณฟาร์มแม้แต่ครั้งเดียว แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่น้ำมามากแล้วล้นขึ้นมาท่วมได้รับความเสียหายหนักสุดในรอบ 50 ปี น้ำท่วมตู้แช่ไข่นกกระทาต้ม ทั้งไข่กระทาสด  ตู้ฟักไข่นกกระทา นกที่จมน้ำแต่ไม่ตาย อนาคตจะป่วยตาย

ข่าว/ภาพ : จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดตราด

เปิดแล้ว!รถไฟเส้นทาง “กรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์”กระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ 2 ชาติ

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม และ นายไซสงคราม มะโนทัม รองรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง สปป.ลาว เป็นประธานร่วมเปิดขบวนรถไฟระหว่างประเทศไทย-ลาว รองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับขบวนรถเร็วที่ 133 เที่ยวปฐมฤกษ์เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) โดยมี นางสาวณภัทรา กมลรักษา ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบกนางสาวมรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ นายฐากูร อินทรชม ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้แทนไทยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาสฬหบูชานับเป็นวันพระใหญ่ของ สปป.ลาว จึงเป็นฤกษ์ดีในการเปิดเดินรถไฟจากกรุงเทพมหานครถึงสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) อย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ สปป.ลาวมีทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างสถานีหนองคายฝั่งไทยกับสถานีท่านาแล้งฝั่ง สปป.ลาว ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร โดยมีขบวนรถโดยสารวิ่งระหว่างหนองคาย-ท่านาแล้งวันละ 4 ขบวน ต่อมาฝ่ายไทยได้ให้ความช่วยเหลือ สปป.ลาวในการก่อสร้างทางรถไฟขนาดทางกว้าง 1.000 เมตร (meter gauge) ระยะที่ 2 ช่วงท่านาแล้ง-เวียงจันทน์ ระยะทาง 7.5 กิโลเมตรที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2566

ทั้งนี้ ได้มีการประชุมระหว่างไทย-ลาว เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดเส้นทางเดินรถไฟ พร้อมกับฝึกอบรมพนักงานขับรถไฟให้กับบุคลากรของการรถไฟลาว และเมื่อวันที่ 14 – 20 พฤษภาคม 2567 รฟท. และ LNRE ได้เริ่มทดลองเดินรถไฟจากสถานีท่านาแล้งไปยังสถานีคำสะหวาด เพื่อทดสอบระบบและตรวจสอบด้านเทคนิคพร้อมทั้งได้มีการทดลองการเดินรถเเสมือนจริงเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ผลการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้มีการเปิดให้บริการเดินรถเป็นทางการในวันนี้

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สถานีคำสะหวาดตั้งอยู่ที่บ้านคำสะหวาด เมืองไซเสดถา นครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากสถานีท่านาแล้งประมาณ 7.5 กิโลเมตร และห่างจากสถานีนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 16 กิโลเมตร สถานีนี้มีขนาด 2 ชั้น พร้อมชานชาลา 2 แห่ง โดยชั้นแรกมีพื้นที่ 6,300 ตารางเมตร และชั้นที่สองมีพื้นที่ 3,600 ตารางเมตร ได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ภายใต้โครงการก่อสร้างทางรถไฟไทย-ลาว ระยะที่ 2 (สายท่านาแล้ง-เวียงจันทน์) วงเงิน 994 ล้านบาท ประกอบด้วยงานก่อสร้างระบบรางรถไฟหลักระยะทาง 7.50 กม. งานระบบอาณัติสัญญาณ งานก่อสร้างสถานีเวียงจันทน์ บ้านพักเจ้าหน้าที่ ทางเข้าสถานีเวียงจันทน์ และงานจุดตัดทางรถไฟ โดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้เป็นประธานในพิธีเปิดใช้สถานีรถไฟเวียงจันทน์(คำสะหวาด) เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การเปิดเดินรถในครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว (Lao National Railway State Enterprise: LNRE) โดยใช้พนักงานขับรถของ LNRE เป็นผู้ควบคุมขบวนรถจากสถานีท่านาแล้ง (สถานีระหว่างประเทศ) ไปยังสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) โดยมีพนักงาน รฟท. เป็นพี่เลี้ยงไปกับรถจักรดีเซลไฟฟ้าด้วย ทั้งนี้ รฟท. ได้จัดฝึกอบรมหลักสูตรการขับรถจักรให้แก่พนักงานขับรถของ LNRE เพื่อให้สามารถควบคุมขบวนรถได้อย่างปลอดภัย โดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ของไทย รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การเปิดเดินรถไฟเส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ เชื่อมโยงเมืองหลวงของไทยและ สปป.ลาว จะทำให้การเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศด้วยระบบรางมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยมีขบวนรถไฟให้บริการวันละ 4 ขบวน ประกอบด้วย ขบวนรถเร็วที่ 133 กรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ขบวนรถเร็วที่ 148 เส้นทางเวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-อุดรธานี ขบวนรถเร็วที่ 147 อุดรธานี-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) และ ขบวนรถเร็วที่ 134 เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-กรุงเทพอภิวัฒน์ โดยผู้โดยสารที่จะมา สปป.ลาวสามารถเดินทางมากับขบวนรถเร็วที่ 133 ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เวลา 20.25 น. ถึงสถานีหนองคายเวลา 07.55 น. ระยะทางประมาณ 621 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง 30 นาที

จากนั้น ลงจากขบวนรถพร้อมกระเป๋าเดินทางและหนังสือเดินทาง (passsport) ที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน หรือทำบัตรผ่านแดน เพื่อเดินไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สถานีหนองคาย ซึ่งมีให้บริการ 3 ตู้ ตู้ละ 2 ช่อง และเดินผ่านด่านศุลกากร ในขณะที่ขบวนรถไฟจะตัดขบวน 4 ตู้หน้าเลื่อนไปรอด้านทิศเหนือของสถานีหนองคาย เมื่อผู้โดยสารผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว สามารถเดินขึ้นขบวนรถไฟได้เลย โดยใช้เวลาช่วงนี้ประมาณ 40 นาที ก่อนที่ขบวนรถไฟจะออกจากสถานีหนองคายเวลา 08.35 น. ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ผ่านสถานีท่านาแล้งไปยังสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยขบวนรถไฟจะมาถึงสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ในเวลา 09.05 น. เมื่อเดินทางมาถึงสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) แล้ว ผู้โดยสารลงจากขบวนรถไฟจะถูกทางบังคับให้เดินเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีทั้งหมด 3 ตู้ (ตู้ละ 2 ช่อง) ประกอบด้วย ตู้ที่ 1 (ซ้ายสุด) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต และหนังสือเดินทางราชการ ตู้ที่ 2 (ตรงกลาง) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทั่วไป และบัตรผ่านแดน ตู้ที่ 3 สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศอาเซียน (ASEAN Passport)

สำหรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ได้รับฟรีวีซ่าจาก สปป.ลาว จะมีจุดทำ Visa on Arrival (VOA) อยู่ด้านขวามือสุดของตู้สำหรับผู้หนังสือเดินทางประเทศอาเซียน และเมื่อออกจากอาคารสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) แล้วจะพบเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วรถโดยสารด้านขวามือ มีรถโดยสารที่เข้าตัวเมืองเวียงจันทน์ จะมีออกแค่ 4 รอบ ช่วงเช้า 9:30 น. กับ 9:40 น. (รับผู้โดยสาร ขบวน133 กับส่งผู้โดยสารขบวน 148) และช่วงเย็น 18:30 น. กับ 18:45 น. (รับผู้โดยสารขบวน 147 กับส่งผู้โดยสาร 134) ค่าโดยสารผู้ใหญ่ ราคา 20,000 กีบ และเด็ก ราคา 10,000 กีบ นอกจากนี้ยังมีรถแท็กซี่และรถตู้ที่เดินทางไปยังที่ต่างๆ ในนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองใกล้เคียง รวมถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ (ลาว-จีน) ที่ห่างจากสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ประมาณ 16 กิโลเมตร นอกจากนี้ ที่สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ยังมีช่องสำหรับจองตั๋วรถไฟลาว-จีน (LCR) ซึ่งมีเคาน์เตอร์ขายโดยเฉพาะด้วยด้านซ้ายมือสุดของช่องจำหน่ายตั๋วรถไฟไทย-ลาว สามารถที่จะซื้อตั๋วรถไฟได้เช่นกัน

รมช.กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนรถเร็วที่ 133 เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์- เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) และขบวนรถเร็วที่ 134 เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-กรุงเทพภิวัฒน์ ค่าตั๋วรถไฟนั่งชั้นสามพัดลม ราคา 281 บาท (152ที่นั่ง) ,รถนั่งชั้นสองปรับอากาศราคา 574 บาท (64 ที่นั่ง), รถนั่งและนอนชั้นสองปรับอากาศ (30 ที่นั่ง) เตียงบนราคา 784 บาท และเตียงล่างราคา 874 บาท ส่วนขบวนรถเร็วที่ 148 เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-หนองคาย-อุดรธานี และขบวนรถเร็วที่ 147 อุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) คิดอัตราพิเศษ แบ่งเป็นระยะ ดังนี้

  • อุดรธานี – เวียงจันทน์ : รถพัดลม 100 บาท / รถแอร์ 200 บาท
  • อุดรธานี – หนองคาย : รถพัดลม 30 บาท / รถแอร์ 80 บาท
  • หนองคาย – เวียงจันทน์ : รถพัดลม 70 บาท / รถแอร์ 120 บาท

“การเปิดให้บริการรถไฟระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการพัฒนารถไฟที่มีประสิทธิภาพ สะดวกสบาย และปลอดภัย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและการขนส่งระหว่างกัน รวมถึงกระตุ้นการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” ทั้งนี้ การเปิดให้บริการรถไฟสายนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของความร่วมมือระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว (Lao National Railway State Enterprise: LNRE) ที่ได้ร่วมกันผลักดันโครงการพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการยกระดับการคมนาคมขนส่งทางรางในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป”รมช.คมนาคมกล่าว

ฝนถล่มตราด 4 วันติด น้ำป่าหลากท่วมหนัหลายอำเภอ เดือดร้อนเพียบ

ตราด-ฝนตกติดต่อกัน 4 วัน น้ำป่าเทือกเขาบรรทัดหลากกท่วมแล้วหลายพื้นที่ ทั้ง อ.เมือง อ.เขาสมิง ถนนหลายสายท่วมสูง เหตุน้ำระบายไม่ทัน ขณะบ้านเรือนได้รับผลกระทบจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุฝนตกติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน จนเกิดน้ำท่วมหลายแห่งในตัวเมือง โดยเฉพาะถนนสุขุมวิท ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร บนผิวการจราจรมีน้ำท่วมขัง ประมาณ 8 จุด ซึ่งบางจุดมีระดับน้ำสูง 40-50 ซม. ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยจุดที่ 1 โค้งอีซูซุตราด ขาออกเมือง ต.วังกระแจะ อ.เมือง น้ำท่วมสูงประมาณ 40-50 เซนติเมตร จุดที่ 2 หน้าแลคตาซอย ทั้งเข้าและออก น้ำท่วมสูงประมาณ 50 เซนติเมตร จุดที่ 3 อบจ.ตราด ขาออกเมือง ต.วังกระแจะ อ.เมือง น้ำท่วมสูงประมาณ 60 เซนติเมตร 

จุดที่ 4 แขวงทางหลวงตราด-แยกท่าประดู่ ต.วังกระแจะ อ.เมือง ทั้งขาเข้าและขาออก ความยาวประมาณ 500 เมตร น้ำท่วมสูงประมาณ 40-50 เซนติเมตร  จุดที่ 5 โค้งสวนใน ต.เขาสมิง อ.เขาสมิง ขาเข้าเมือง น้ำท่วมสูงประมาณ 50-100 เซนติเมตร รถทุกชนิดวิ่งไม่ได้ ต้องใช้ทางขาออกเมืองตราดในการสัญจร   จุดที่ 6 ก่อนถึงแยกเขาสมิง อ.เขาสมิง ขาออกเมือง น้ำท่วมสูงประมาณ 30 เซนติเมตร จุดที่ 7 หน้าสวนเติมทรัพย์ ต.เขาสมิง อ.เขาสมิง น้ำท่วมทั้งเข้าและออก ความสูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร จุดที่ 8 แยกโพธิกิจ-โฮมวัสดุภัณฑ์ ต.แสนตุ้ง อ.เขาสมิง น้ำท่วมถนน ฝั่งขาเข้าเมืองตราด ความสูง 40-50 เซนติเมตร รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรได้ ต้องเปลี่ยนใช้ถนนฝั่งขาออกเมืองตราดแทน

ส่วนเขตเทศบาลเมืองตราด มีน้ำท่วมขัง ที่ถนนเทศบาล 5, ถนนเทศบาล 3, ถนนเทดจรัญ, ถนนตัดใหม่, ถนนวิจิตรจรรยา และบริเวณหน้าร้านเมย์ ซึ่งเป็นจุดเดิมที่เคยท่วมเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่าน

จากนั้นเมื่อเวลา 10.00 น. ช่วงบริเวณแยกไฟแดงอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีน้ำท่วมผิวการจราจร ระดับน้ำสูงกว่า 40-50 เซนติเมตร เป็นระยะทางกว่า 500 เมตร และช่วงบริเวณหมู่ 6 บ้านบางอิน ระดับน้ำสูงประมาณ 40-50 เซนติเมตร ยาวกว่า 300 เมตร และถนนบริเวณรอบๆ โรงเรียนคลองใหญ่ วิทยาคม มีระดับน้ำสูง 40-50 เซนติเมตร โดยที่ผ่านมามีฝนตกมาแล้ว 4 วัน ทำให้มีน้ำป่าไหลหลากลงมาจากเทือกเขาบรรทัด

ประกอบกับ ถนนตราด-คลองใหญ่ มีเกาะกลางกั้นเกือบตลอดแนว ทำให้น้ำระบายไม่ทัน จนทำให้น้ำท่วมผิวการจราจรบางช่วง แต่ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงเนื่องจากฝนซาลงแล้ว หากไม่มีฝนตกมาเพิ่ม ประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยทุกจุดที่มีน้ำท่วมขัง จะมีผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 และหมู่ 6 และทีมกู้ภัยสว่างฯ อำนวยความสะดวกตามจุดต่างๆ จนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ 

ขณะที่บริเวณโรงเรียนอนุบาลชุมชนวัดหนองบัว และสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาตราด หมู่ 2 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด ได้เกิดน้ำท่วม และมีระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ทำให้ห้องคอมพิวเตอร์ ชั้น ป.1 ได้รับความเสียหาย คณะครูและชาวบ้านต้องช่วยกันขนอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นบริเวณชั้น 2 เพื่อหนีน้ำ ซึ่งขนาดนี้ เวลา 14.00 น. ระดับน้ำเริ่มลดลงเล็กน้อย เนื่องจากฝนเริ่มซาลงแล้ว 

สุดวิจิตรอลังการ ขบวนเทียนพรรษาโคราช นทท.นับพันคนแห่ชมกันคึกคัก

นครราชสีมา –ขบวนเทียนพรรษาโคราช สุดวิจิตรอลังการ คุ้มวัดทั่วจังหวัด นำขบวนเทียนมาแห่อวดโฉม ปชช.และนักท่องเที่ยวนับพันคน เฝ้าชมกันคึกคัก

เช้าวันนี้ (21 กรกฎาคม 2567) ที่บริเวณถนนโดยรอบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สวนสุรนารี สวนเมืองทอง และสวนอนุสรณ์สถานฯ เขตเทศบาลนครนครราชสีมา บรรดาคุ้มวัดต่างๆ ชุมชน และสถาบันการศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา ได้นำขบวนเทียนพรรษา รวม 22 ขบวนเทียน มาเข้าร่วมงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดนครราชสีมา ประจำปี 2567 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “แสงเทียนแห่งธรรม งามล้ำเมืองย่า 72 พรรษา มหาราชา” ( Illuminating Korat candle Light : King’s 72nd birthday celebration ) ช่างเทียนชาวโคราช ต่างระดมทีมแกะสลักต้นเทียนพรรษาและประติมากรรมตกแต่งขบวนเทียนพุทธศิลป์กันอย่างสุดฝีมือให้ชาวโคราชและนักท่องเที่ยวได้ร่วมภาคภูมิใจในช่างฝีมือของไทย และร่วมสืบสานพุทธประเพณีแห่เทียนพรรษาให้อยู่คู่กับชาติไทย

ซึ่งงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดนครราชสีมาในปีนี้ ได้มีพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนช่วงเช้าวันนี้ เป็นการเปิดงานการเคลื่อนขบวนรถเทียนพรรษา จาก 12 คุ้มวัด ให้พี่น้องประชาชนได้ชมความงดงามของขบวนเทียน และชมขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้านโคราช ก่อนจะเป็นการประกวดขบวนแห่ จำนวน 7 ขบวน ซึ่งมีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 1,000 คน ที่ตั้งหน้าตั้งตารอการจัดงานฯ ได้เดินทางเข้ามาร่วมชมงานประเพณีแห่เทียนพรรษาของจังหวัดนครราชสีมากันอย่างคึกคัก และถ่ายรูปเซลฟี่ บันทึกภาพกับขบวนเทียนไว้เป็นที่ระลึก

โดยขบวนเทียนที่มาร่วมประกวดมาจากหลายคุ้มวัดทั่วจังหวัด อาทิ จากอำเภอพิมาย อำเภอโชคชัย และวัดในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งแต่ละขบวนเทียนมีความวิจิตรงดงามตระการตา ส่วนใหญ่จะแกะสลักเทียนเกี่ยวกับพุทธประวัติ รวมไปถึง นิทานชาดกต่างๆ เช่น เรื่องกัณหาชาลี ทั้งนี้ ขบวนเทียนทั้งหมดจะแห่ไปรอบเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสรับชมกันอย่างทั่วถึง ส่วนช่วงเย็นจะเป็นการให้คะแนนและตัดสินการประกวดขบวนเทียนทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ ขบวนเทียนประเภท ก , ประเภท ข และประเภท ค ชิงรางวัลถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

รวมทั้ง ยังมีกิจกรรมอื่นๆให้ได้ชมกันอย่างเต็มอิ่ม อาทิ การแสดงแสงสีเสียง และโขนประกอบต้นเทียนพรรษา ที่หน้าลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ,การแสดงดนตรี วง For You , การแสดงคอนเสิร์ตวง มหาหิงส์ ,นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ,กิจกรรมหล่อเทียนพรรษาถวายวัด ,เวิร์คช็อป สืบสานวัฒนธรรม ทำเทียนพรรษาโคราช ,การสาธิตแกะสลักเทียนพรรษา ,ติดพิมพ์เทียน แสงเทียนแห่งศรัทธา และการจำหน่ายสินค้าโอทอปขึ้นชื่อ อาหารดีของโคราช เป็นต้น .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

สยบชายคลั่ง ยิง”รอง ผกก.ป.สน.ท่าข้าม” พลีชีพ 1 เจ็บ 1 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

จากกรณีที่นาย นายบุญมา วณิชพงศ์ธร หรือ เฮียตุ้งอายุ 49 ปี ทะเลาะกับบุคคลภายในบ้าน ก่อนจะใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงใส่ พันตำรวจโท กิตติ์ชนม์ จันยะรมณ์ รองผู้กำกับป้องกันและปราบปราม สน.ท่าข้าม และยังมีดาบตำรวจ ไชยวัฒน์ อัตโสภณวัฒนา ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.ท่าข้าม ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกสะเก็ดกระสุนกระเด็นใส่ที่บริเวณนิ้วโป้งมือซ้าย เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 21.45 น. ที่บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งซอย 2 ถนนพระรามสอง แขวงและเขตบางบอน กรุงเทพฯ

โดยตลอดตลอดทั้งคืนที่ทีมข่าวมาเฝ้าสังเกตการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุยอมมอบตัว แต่ผู้ก่อเหตุขัดขืนและยิงปืนตอบโต้ออกมาเป็นระยะๆ ก่อนที่เสียงปืนจะเงียบหายไปในเวลาประมาณ 02.39 น.

จากนั้นในเวลาประมาณ 05.20 น. เจ้าหน้าที่ได้ใช้ระเบิดเสียงจำนวน 3 ลูก ปาเข้าไปในบ้านที่ผู้ก่อเหตุหลบอยู่ จนกระทั่งในเวลาประมาณ 05.50 น. เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ที่บริเวณชั้นลอยของตัวบ้าน

พลตำรวจโท สำราญ นวลมา เปิดเผยว่า เบื้องต้นพบอาวุธปืนยังไม่ทราบขนาดอยู่ข้างร่างผู้ก่อเหตุ 1 กระบอก ส่วนเวลาที่เสียชีวิต รวมทั้งสาเหตุการเสียชีวิตยังต้องรอผลตรวจจากนิติเวช ส่วนเรื่องรายละเอียดต่างๆอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐาน ทั้งนี้ยืนยันว่าการปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธวิธี

หอการค้าเผยแห่เทียนพรรษาอุบลฯ ปี’67 เงินสะพัดพันล้าน โรงแรมเต็มแล้ว 100%

หอการค้าอุบลราชธานี เผยงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลฯ ปี 67 จัดยิ่งใหญ่ 2 วัน 2 คืน 20-21 ก.ค. คาดมีเงินสะพัด 1 พันล้าน สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างดี ขณะที่คาดนักท่องเที่ยวจะมากกว่าหมื่นราย ขณะที่โรงแรมที่พักบริเวณที่จัดงานเต็มแล้ว 100%

นายมงคล จุลทัศน์ ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า งานประเพณีเทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2567 “เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เมืองเทียน เมืองธรรม งามล้ำเมือง 4 แสง” ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีได้จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ 123 ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมากนับหมื่นคน ซึ่งปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ตลอดทั้งเดือน ตั้งแต่กิจกรรมเยือนชุมชน ชมวิถีคนทำเทียน ระหว่างวันที่ 1-18 ก.ค. กิจกรรมการแสดงแสงศิลป์แห่งศรัทธา Vigitr@อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 13-21 ก.ค. การจำหน่ายสินค้าเศรษฐกิจชุมชน ณ ลานวัฒนธรรมข้างศาลหลักเมืองอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 17-23 ก.ค. 67 สำหรับวันรวมเทียน 19 ก.ค. ที่ทุ่งศรีเมือง และวันแห่เทียนพรรษาซึ่งปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ถึง 2 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 20-21 ก.ค.2567

ประธานหอการค้าอุบลราชธานี ในส่วนขอิงการเตรียมงาน มีการจัดอัฒจันทร์ที่นั่งชมไว้บริการนักท่องเที่ยวฟรีถึง 4,500 ที่นั่ง คาดว่าไม่เพียงพอกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมงานแต่ละปีไม่ต่ำกว่าหมื่นคน โดยนักท่องเที่ยวบางส่วนจะรอชมขบวนแห่ตามเส้นทางเกือบ 2 กิโลเมตรแทน ในด้านการเดินทางมีสายการบินให้บริการเที่ยวบินลงที่สนามบินอุบลฯ รวม 23 เที่ยวบินต่อวัน สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาจังหวัดอุบลราชธานีช่วงเทศกาลแห่เทียนได้ นอกเหนือจากการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง (รถทัวร์) และรถไฟสายอีสาน กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี

นายมงคล กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันที่พักและโรงแรมในจังหวัดอุบลราชธานีมีทั้งหมด 230 แห่ง รวมประมาณ 6,500 ห้อง ซึ่งบริเวณโดยรอบพื้นที่จัดงานถูกจับจองเต็ม 100% โดยเฉพาะในวันที่มีขบวนแห่คือ 20-21 ก.ค. ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวช่วงงานประเพณีแห่เทียนพรรษาของปีนี้คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะประมาณ 1,000 ล้านบาท

ด้าน น.ส.รุจจิเรศ อนัญพงศ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา อุบลฯ กล่าวว่า ในช่วงงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานีปีนี้ ทางโรงแรมได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว มีผู้เข้าใช้บริการจองห้องพักกว่า 160 ห้องของโรงแรมเต็มหมดแล้วถึง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 19-21 ก.ค. ซึ่งก็ยังมีนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามาจองห้องพักในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ตลอด ถือได้ว่างานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานีที่เป็นงานยิ่งใหญ่ของจังหวัดในปีนี้ ได้กระแสตอบรับอันดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดได้เป็นอย่างดี.

เดือด! อิสราเอลโจมตีทางอากาศเยเมนตอบโต้กบฏฮูตีส่งโดรนบึ้มเทลอาวีฟ

ตะวันออกกลางเดือดระอุ อิสราเอล เปิดศึกโจมตีทางอากาศถล่มยเมนครั้งแรก ตอบโต้กบฏฮูตี ส่งโดรนบึมเทลอาวีฟ เมืองหลวงอิสราเอล ตายอย่างน้อย 3 ศพ กบฏฮูตี เผย อิสราเอลถล่มคลังเก็บน้ำมันใกล้ชายฝั่ง ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

สำนักข่าวบีบีซี รายงานเมื่อวันที่  20 ก.ค 2567 ระบุวา กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มเมืองท่าโฮไดดะห์ ในเยเมน ริมทะเลแดง ซึ่งกลุ่มกบฏฮูตีควบคุมพื้นที่ เพื่อเป็นการตอบโต้กบฏฮูตีส่งโดรนพิฆาตสุดล้ำบินลอบมาโจมตีกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงอิสราเอลได้สำเร็จ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายโยอาฟ กัลแลนต์ รมว.กลาโหมอิสราเอล กล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีเมืองโฮไดดะห์ ในเยเมนนั้น เป็นการส่งสารของอิสราเอลต่อการกระทำของกบฏฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่าน

‘เปลวไฟกำลังเผาไหม้ในเมืองโฮไดดะห์ ซึ่งถูกเห็นได้ทั่วตะวันออกกลาง และนัยสำคัญในเรื่องนี้ชัดเจน’ รมว.กลาโหมอิสราเอลกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการโจมตีเมืองท่าโฮไดดะห์ ในเยเมน 

สำหรับปฏิบัติการโจมตีเมืองโฮไดดะห์ของเยเมนในครั้งนี้ นับเป็นการโจมตีเยเมนโดยตรงเป็นครั้งแรกของอิสราเอล หลังจากกบฏฮูตีได้ประกาศสนับสนุนกลุ่มฮามาส และชาวปาเลสไตน์ที่โดนอิสราเอลโจมตีอย่างเหี้ยมโหด ด้วยการส่งโดรนและยิงจรวดโจมตีเรือบรรทุกสินค้าที่แล่นผ่านทะเลแดง หรืออ่าวเอเดนมาตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา

ด้านสื่อหลายแห่งซึ่งติดต่อกับกบฏฮูตี รายงานความคืบหน้ากรณี กบฏฮูตี ส่งโดรนรุ่นใหม่มาโจมตีกรุงเทลอาวีฟ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น เป็นเหตุให้ชาวอิสราเอลเสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ และบาดเจ็บกว่า 80 ราย

นายโมฮัมเหม็ด อับดุลซาลาม เจ้าหน้าที่ของกลุ่มกบฏฮูตี รายงานว่า เป็นการรุกรานอย่างป่าเถื่อนต่อเยเมน โดยนายอับดูลซาลามยังกล่าวด้วยว่า การโจมตีเมืองท่าโฮไดดะห์ มีจุดประสงค์เพื่อกดดันกบฏฮูตีให้ยุติการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา

ได้บุญเต็มๆอานิสงส์ถวายหลอดไฟ เทียนพรรษา วันเข้าพรรษา 21 ก.ค. 2567

อานิสงส์ ทำบุญวันเข้าพรรษา 2567 ปีนี้ตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม เป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 และพระสงฆ์ต้องจำพรรษาที่วัดจนถึง 15 ค่ำ เดือน 11

จำพรรษาคือ ช่วงฤดูฝน พระสงฆ์ต้องประจำอยู่ที่วัดเป็นเวลา 3 เดือน แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถดูได้เป็นกรณีไป

โดยในวันเข้าพรรษา ชาวพุทธถือโอกาสนี้ เข้าวัดทำบุญใส่บาตร, ฟังพระธรรมเทศนา, ถวายหลอดไฟหรือเทียนเข้าพรรษา, ถวายผ้าอาบน้ำฝน หรือผ้าวัสสิกสาฏก และจตุปัจจัยให้แก่ภิกษุและสามเณร เพื่อใช้ในช่วงจำพรรษานั่นเอง

โดยกิจกรรมในวันเข้าพรรษา ที่ได้อานิสงส์ และแรงบุญหนุนนำนั้นได้แก่

ทำบุญหล่อเทียนพรรษา
ทำบุญถวายเทียนพรรษา
ทำบุญถวายหลอดไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้า
ทำบุญถวายผ้าอาบน้ำฝน รองเท้าแตะ และร่ม
ทำบุญถวายสังฆทาน เครื่องอุปโภคบริโภค
งดเว้นอบายมุขต่างๆ เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา