‘ยุทธศักดิ์’ ผลักดัน นิคมฯพลังงานสะอาดขึ้นแท่นชั้นนำเอเชีย 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ. ได้ดำเนินกิจกรรมโครงการคลองสวยน้ำใส จิตอาสาพัฒนาคลองแสนแสบขึ้น ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2567 เป็นครั้งที่ 5

ยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) 

โดยกิจกรรมโครงการจิตอาสาทำความสะอาดคลองแสนแสบ (บริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางชัน) นั้น กนอ.ได้ร่วมกับพันธมิตรหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตคันนายาว สำนักงานเขตมีนบุรี สำนักระบายน้ำ โรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือ วัดบำเพ็ญเหนือ ผู้ประกอบการในนิคมฯบางชัน กว่า 20 โรงงาน และชุมชนรอบนิคมฯ 6 ชุมชน ในการสร้างจิตสำนึก รักษ์สิ่งแวดล้อมคลองแสนแสบ และคลองสาขา

ศักดิ์ชัย ใสสุข ผู้อำนวนการเขตมีนบุรี

นิคมอุตสาหกรรมบางชัน เป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการพัฒนาลำน้ำที่อยู่ติดกับคลองแสนแสบ ดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูคลองแสนแสบมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาจนกระทั่งปี 2567 ด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มจิตอาสาพระราชทานคลองแสนแสบภายใต้แผน CSR ของ กนอ. และกิจกรรมดังกล่าว   เป็น 1 ในยุทธศาสตร์ 5 G ของ กนอ.ด้วย โดย G 1 ที่สำคัญ คือ Green ด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคม และได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

นพ ชูสอน ผู้อำนวยการเขตคันนายาว

ส่วนแผนงาน ปี 67  นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า  รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายชัดเจน ให้กนอ. เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจการลงทุนของประเทศหลังสถานการณ์โควิด ทางกนอ.มีความมุ่งมั่นจะเข้าไปฟื้นฟูการลงทุน เศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ และจะปรับบทบาทเข้าไปพูดกับนักลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการนิคมฯ มากกว่าการกำกับดูแล และเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ รองรับการลงทุน

อีกประการหนึ่งคือ การให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ การเข้าไปดูแลสาธารณูปโภคต่างๆ คำนึงถึงความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุตสาหกรรมก๊าซเรือนกระจก หรือการหมุนเวียนพลังงานที่ใช้ในนิคมฯ ให้เป็นพลังงานสะอาด เป็นต้น

“ตอนนี้เรามีนิคมกว่า 14 แห่ง และพยายามเร่งรัดเปิดพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เป้าหมายสำคัญ คือ พลังงานสะอาด เรามีแนวคิดยกระดับนิคมฯ ในกำกับดูแล ให้เป็นนิคมฯ พลังงานสะอาด ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะส่งผลให้ไทยเป็นนิคมชั้นนำของเอเชียและของโลก”

นอกจากนี้ กนอ. ยังมีแผนพัฒนานิคมฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งทาง กนอ.กำลังประสานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) โดยมีแนวคิดส่งเสริมผลิตภัณฑ์รอบชุมชน เพื่อให้ความเป็นอยู่และรายได้คนในชุมชนดีขึ้น  ยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้เศรษฐกิจติดนิคมฯ มีความแตกต่างจากภาคส่วนอื่น นำมาสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนดีขึ้นได้ และต่อไปนิคมฯ อาจเป็นเป็นสถานที่ UNSEEN ด้านการท่องเที่ยวได้

ด้านนายนพ ชูสอน ผู้อำนวยการเขตคันนายาว กล่าวว่า โครงการนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากจิตรอาสาพระราชทานในการร่วมมือทำความดีฟื้นฟูคลองแสนแสบภายใต้การกำกับดูแลนสำนักงานเขตคันนายาวที่มีผู้ว่าฯกทม.มอบหมายนโยบายให้มาที่ต้องการให้ฟื้นฟูคลองแสนแสบ ในส่วนเขตคันนายาวที่เป็นเครือข่ายที่จะดำเนินการฟื้นฟูภายใต้กิจกรรมที่ต้องทำความสะอาดคูคลองจัดเก็บผักตบชวาเพื่อเป็นการเปิดทางน้ำไหลและอีกกิจกรรมที่ทำคือติดตั้งบ่อไขมันทุกครัวเรือนในพื้นที่รัศมีห่างจากคลองแสนแสบ 500 เมตรที่มี 851 ครัวเรือนและปีนี้มีเป้าหมายติดตั้งนำร่องจำนวนกว่า 300 ครัวเรือน จากนั้นจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในครัวเรือนที่เหลือภายใน 1-2 ปี

นายศักดิ์ชัย ใสสุข ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี กล่าวว่า ในส่วนเขตมีนบุรี ได้ดำเนินการเช่นเดียวกับสำนักงานเขตคันนายาวที่อยู่ติดกับคลองแสนแสบซึ่งในกทม.อยู่ติดกับคลองทั้งหมด 21 เขตที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและผู้ว่าฯกรุงเทพฯที่ได้รับมอบหมายให้ทุกเขตติดคลองในการดำเนินการแก้ปัญหาฟื้นฟูและพัฒนาคลองโดยเขตมีนบุรีก็จะมีการจัดทำและปรับปรุงภูมิทัศน์ในระยะ 21 กม.ในการแก้ไขปัญหาเน่าเสียจากการปล่อยน้ำทิ้งจากครัวเรือนประชาชนด้วยการควบคุมไม่ให้ประชาชนปล่อยน้ำเน่าเสียลงคลองโดยตรงภายใต้ระบบบำบัดน้ำเน่าเสียด้วยการติดตั้งบ่อบำบัดไขมันโดยตอนนี้สำนักงานเขตมีนบุรีได้ติดตั้งบ่อบำบัดน้ำเสียใกล้จะแล้วเสร็จซึ่งทำให้สามารถควบคุมน้ำเน่าเสียก่อนปล่อยน้ำดีลงแม่น้ำลำคลอง

“ในส่วนเขตมีนบุรีเองก็มีการดำเนินภายใต้การควบคุมในระยะ 500 เมตรเช่นเดียวกับเขตคันนายาวและตอนนี้ภายในนิคมฯบางชันก็ได้มอบหมายให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องลงมาประสานงานตรวจสอบการปล่อยน้ำทิ้งลงคลองแสนแสบโดยผ่านระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพก่อนปล่อยน้ำลงคลองแสนแสบ”

หากโรงงานไหนไม่มีการบำบัดน้ำเสียที่ไม่ได้คุณภาพก็จะหาทางแก้ไขร่วมกันซึ่งหากทุกภาคส่วนร่วมกันในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียและสภาพแวดล้อมก็จะทำให้สภาพคลองแสนแสบดีขึ้นซึ่งตอนนี้เตรียมดำเนินการเบื้องต้นจำนวนกว่า 2 พันครัวเรือนที่อยู่ติดคลองสาขาแสนแสบ ในส่วนคลองแสนแสบที่อยู่ติดกับนิคมฯบางชันดำเนินการแล้วประมาณ 700-800 หลังคาเรือนโดยจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงปี 2568 ประมาณ 2 พันกว่าหลังคาเรือน” นายศักดิ์ชัย กล่าว

หมอคางดำ กับ หมอสีคางดำ … คือตัวเดียวกัน

ในที่สุดประเทศไทยก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกปลาหมอสีคางดำเป็นปลาสวยงามไปใน 17 ประเทศ จำนวนกว่า 2.3 แสนตัว ในช่วงปี 2556-2559 โดย 11 บริษัทส่งออก จากการเปิดเผยของอธิบดีกรมประมง ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากสังคมไม่น้อย ด้วยมันสะท้อนให้เห็นทันทีว่า อาจมีการนำเข้าโดยผู้อื่นได้อีก เช่น ผู้เพาะพันธุ์ปลาขาย

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้มาพอควรก็เริ่มรู้สึกเห็นใจภาคเอกชนที่ขออนุญาตนำเข้าอย่างถูกต้อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อการวิจัยอย่างชัดเจน กลับต้องกลายเป็นจำเลยสังคมตามความเชื่อของคนหมู่มาก การพบว่ามีผู้อื่นทำธุรกิจส่งออกปลาชนิดนี้ด้วย แม้จะทำให้สถานการณ์ของภาคเอกชนดูดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังมีคนตั้งคำถามต่อเนื่อง จนคล้ายจะไม่เชื่อว่ามีการส่งออกเป็นปลาสวยงามจริง

1.)ปลาหมอคางดำ กับปลาหมอสีคางดำ เป็นตัวเดียวกันหรือไม่?

ในราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง ปลา พ.ศ. 2561 ระบุชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลาหมอสีคางดำ” อย่างชัดเจน แต่ระยะหลังกลับมีการตัดคำว่า “สี” ออกไปจากชื่อปลา นัยว่าเป็นเพราะมีผู้เรียกร้องให้ตัดออก เพื่อไม่ต้องการให้ปลาเจ้าปัญหานี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปลาสวยงาม ทำให้ระยะหลังจึงเรียกขานปลาชนิดนี้ว่า “ปลาหมอคางดำ” กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็สามารถตอบคำถามนี้ได้ว่ามันคือปลาตัวเดียวกัน

2.)ในเอกสารการส่งออกระบุชื่อว่าปลาหมอเทศข้างลาย ทำไมอธิบดีกรมประมงจึงมั่นใจว่ามันคือปลาหมอคางดำ?

ในตารางรายการส่งออกปลาชนิดนี้ระบุชื่อปลาเป็นภาษาไทยว่า ปลาหมอเทศข้างลาย ซึ่งเป็นชื่อเดิมของปลาหมอคางดำ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น ปลาหมอสีคางดำ และ ปลาหมอคางดำ ตามลำดับในปัจจุบัน แต่เนื่องจากชื่อวิทยาศาสตร์จะเป็นชื่อที่สำคัญที่สุดในการจำแนกปลาแต่ละชนิดออกจากกัน โดยหากเป็นปลาหมอเทศข้างลาย จะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oreochromis aureus ส่วนปลาหมอสีคางดำ ซึ่งใช้ชื่อสามัญว่า Blackchin Tilapia นั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ตรงกับในเอกสารการส่งออกว่า Sarotherodon melanotheron นั่นจึงเป็นเหตุผลที่อธิบดีกรมประมงมั่นใจว่า นี่คือการส่งออกปลาหมอสีคางดำอย่างไม่ต้องสงสัย

สอดคล้องกับที่ ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตพร้อมแนบตารางส่งออกปลาหมอคางดำ ในเพจเฟซบุ๊คแห่งหนึ่งว่า “ภาพตัวอย่างของข้อมูล excel การส่งออกไปประเทศต่างๆ ของกรมศุลครับ (แต่ไม่มีระบุข้อมูลว่าจับปลามาจากไหน เป็นการจับจากธรรมชาติหรือเพาะเลี้ยง) ป.ล. จุดน่าสังเกตคือ ยุคนั้นยังเรียกว่า ปลาหมอเทศข้างลาย .. แต่ท่านอธิบดียืนยันว่าเป็น ปลาหมอคางดำ ตามชื่อวิทยาศาสตร์ครับ ป.ล. 2 ไม่แน่ใจที่มาของการที่ยุคนั้นให้เรียก ปลาหมอเทศข้างลาย เหมือนกันครับ .. แต่ในยุคที่บริษัทจะนำเข้าปลามาวิจัย ในเอกสารขออนุญาต เค้าเรียกว่า “ลูกปลานิลจากประเทศกาน่า” ก็โดนให้แก้เป็น “ปลาหมอเทศข้างลาย” … ชื่อ ปลาหมอคางดำ น่าจะมาตอนที่จะเริ่มประกาศควบคุมการนำเข้าส่งออก ปี 2561แล้ว”ซึ่งก็น่าจะคลายข้อกังขาได้แล้วว่า ปลาชนิดนี้ถูกส่งออกในฐานะ “ปลาสวยงาม” จริง ๆ.

โดย…. สลิลา มหรรณพ

Big Cleaning Day เฉลิมพระเกียรติในวันมหามงคล

ศุภกฤต บุญขันธ์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม Big Cleaning Day ล้างทำความสะอาดทางเท้าผิวจราจร ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ บริเวณถนนรัชดาภิเษก โดยมี ประเทืองวิทย์ ดีใจ ผู้อำนวยการเขตดินแดง สุโชติ โลหะทรัพย์สกุล ประธานคณะขับเคลื่อนฯ

และ ขวัญเรือน เหลียวตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ร่วมในกิจกรรมด้วย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม ณ บริเวณหน้าโรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์

เปิดมาตรการสกัดปลาหมอคางดำระบาด ส่งปลานักล่า – รับซื้อกิโลละ 15 บาท ทำปลาส้ม ปลาป่น

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยซึ่งพบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และมีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคกลาง เมื่อต้นปี 2567 ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี โดยร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวประมง และปัญหาเชิงระบบนิเวศที่กำลังจะตามมา จึงได้มีการกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น และได้ออก 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. การควบคุมและกำจัด ปลาหมอคางดำ ในแหล่งน้ำทุกแห่งที่ พบการแพร่ระบาด 2) การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว และปลาอีกงหรือปลาผู้ล่าชนิดอื่น เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ 3) การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำปลาป่น แปรรูปเป็นหลายเมนู 4) การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามพื้นที่ กันชนต่าง ๆ และ 5) การประชาสัมพันธ์ สร้างความตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วม ในการกำจัดปลาหมอคางดำให้กับทุกภาคส่วน โดยกรมประมงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพบการแพร่ระบาดเพิ่มในบางพื้นที่ของ 9 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และได้รับการแจ้งว่ามีการระบาดเพิ่มอีก 2 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม และนนทบุรี รวมทั้งสิ้นเป็น16 จังหวัดที่พบการแพร่ระบาด

สำหรับมาตรการที่ 1. การควบคุมและกำจัด ปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด กรมประมง พร้อมแก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นอุปสรรคในการใช้เครื่องมือประมงที่เหมาะสมเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ โดยมีการสำรวจข้อมูลการใช้เครื่องมือประมงที่ใช้ในการกำจัดปลาหมอคางดำ และได้มีการประกาศการอนุญาตผ่อนผันใช้เครื่องมือประมงอวนรุน ตามประกาศกรมประมง ทั้งนี้ ได้เปิดช่องทางให้จังหวัดที่มีความต้องการขออนุญาตผ่อนผันการใช้เครื่องมือประมงเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ เสนอเรื่องผ่านมติที่ประชุมคณะทำงานฯ มายังกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ เพื่อประกาศ ผ่อนผัน ตามเงื่อนไขและความเหมาะสม นอกจากนี้ กรมประมงภายใต้การสั่งการของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมเตรียมแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ทำการประมง เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำขึ้น สำหรับอำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการขอใช้เครื่องของประมงพื้นบ้าน โดยกรมประมงได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรประมงท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการควบคุม กำจัด ปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่แพร่ระบาด มาตรการที่ 2. การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง โดยกรมประมงได้ปล่อยลูกพันธุ์ปลาผู้ล่าทั้งปลากะพงขาวปลาอีกง และอื่นๆ ไปแล้วจำนวนกว่า 226,000 ตัว ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ใน 7 จังหวัด

ประกอบด้วย จังหวัดสมุทรสาค สมุทรสงครามสมุทรปราการ เพชรบุรี กรุงเทพมหานคร ราชบุรี และสงขลา และยังมีโครงการ จะปล่อยอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ ทั้งนี้ กรมประมงขอยืนยันว่า ปลาหมอคางดำขนาดโตเต็มวัย ไม่สามารถกินลูกพันธุ์ปลาผู้ล่าขนาด 4 นิ้วที่ปล่อยลงไปได้ และลูกพันธุ์ปลาผู้ล่าเหล่านี้สามารถกินลูกปลาหมอคางดำ ขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตรเพื่อควบคุมประชากรที่มีปริมาณมากได้ โดยกรมประมงจะเลือกพันธุ์ปลาผู้ล่าและพื้นที่การปล่อย รวมถึงจำนวนการปล่อย ให้เหมาะสมกับระบบนิเวศของพื้นที่ที่สุดมาตรการที่ 3. การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ กรมประมงได้ประสานสมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย ในพื้นที่สมุทรสาครจำหน่ายให้กับโรงงานปลาป่น 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ราคากิโลกรัมละ 10 บาท ได้รับการจัดสรรโควตา 500,000 กิโลกรัม (500 ตัน) จำหน่ายไปแล้ว 491,687 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 4,916,870 บาท และบริษัทอุตสาหกรรมปลาป่นท่าจีน จำกัด รับซื้อราคากิโลกรัมละ 7 บาท แบบไม่จำกัดโควตา โดยมีการรับซื้อปลาหมอคางดำจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง

คือ กรุงเทพมหานครและราชบุรี รวมปริมาณการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำส่งโรงงาน เพื่อผลิตปลาป่น 510,000 กิโลกรัม มูลค่า 5,022,000 บาท และกรมประมงได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน (สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10) จัดโครงการรณรงค์การทำน้ำหมัก ชีวภาพคุณภาพสูง (สูตรไนโตรเจนสูง) รับซื้อปลาหมอคางดำราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท นอกจากนี้ เครือข่ายภาคประชาชนมีการนำปลาหมอคางดำที่จับจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ โดยมีแหล่งรับซื้อปลาหมอคางดำ ได้แก่ แพรับซื้อปลาขนาดเล็กเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ (ปลาสด) เพื่อใช้เป็นปลาเหยื่อเลี้ยงสัตว์น้ำและ ปลาเหยื่อลอบปู ที่สำคัญ กรมประมงจะเร่งหาพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มช่องทางการรับซื้อ และศึกษาวิจัยประโยชน์ในด้านอื่นๆ ของปลาหมอคางดำ เพื่อนำไปใช้สานต่อในอนาคต มาตรการที่ 4. การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่เขตกันชน กรมประมง ได้ดำเนินการจัดทำระบบแจ้งตำแหน่งการพบปลาหมอคางดำในรูปแบบออนไลน์สำหรับประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อทราบบริเวณที่มีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำโดยประชาชนสามารถแจ้ง เบาะแสพิกัดที่พบการแพร่กระจาย ของปลาหมอคางดำได้ที่ https://shorturl.asia/3MbkG เพื่อเป็นข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจ ติดตามและ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

มาตรการที่ 5. การสร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ กรมประมงจัดให้มีการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากหน่วยงานระดับจังหวัด ได้มีคณะทำงานแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำแล้ว สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 16 จังหวัด (ระบาด 14จังหวัดและกันชน 2 จังหวัด) ดำเนินการจัดกิจกรรมการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตัว ซึ่งได้รับ ความสนใจอย่างมาก ตัวอย่างเช่นการดำเนินงานจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ในเดือนกรกฎาคม 2567 อาทิ วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 จังหวัดเพชรบุรีมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาหมอ คางดำ ได้แก่ ปลาส้ม ปลาแดดเดียวและน้ำปลา ทั้งนี้ ทางจังหวัดจัดตั้งคณะทำงานขึ้น เพื่อดำเนินการทำร่างแผนปฏิบัติการ และงบประมาณในการแก้ไขปัญหา การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ให้สอดคล้องกับ 5 มาตราการดังกล่าว เพื่อให้แผนรายจังหวัดสามารถปฏิบัติได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด แต่ในขณะนี้ทุกจังหวัดได้เริ่มดำเนินการตามแผนฯ เบื้องต้นไปแล้ว โดยมีหน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ร่วมบูรณาการกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประมงท้องถิ่นและภาคประชาชนในการดำเนินการ นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นจะใช้เงินจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในระหว่างที่รอของบกลาง และได้สั่งการเร่งด่วนมายังอธิบดีกรมประมงให้เร่งจัดจุดรับซื้อ ปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ภายใน 1 สัปดาห์ ในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับประชาชน ในการมีส่วนร่วมควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด

สำหรับกระแสสังคมที่มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องต้นตอของการแพร่ระบาดอย่างหนักของปลาหมอคางดำในขณะนี้ กรมประมงต้องขอชี้แจงว่า ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา และได้มีการขออนุญาตขำเข้ามาในประเทศไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อวิจัยปรับปรุงพันธุ์จากบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออก พระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบ เรื่องสุขอนามัยของสัตว์น้ำที่ผู้นำสัตว์น้ำทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการควบคุมโรคสัตว์น้ำ มิให้มีแพร่การระบาด ดังนั้นหากภาคเอกชนใดต้องการนำเข้ามาในประเทศ ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่โดยผ่านการพิจารณาให้ความเห็นทางวิชาการจากคณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยและความหลากหลายทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) และเมื่อได้รับอนุญาตนำเข้าแล้ว เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำกรมประมง จะดำเนินการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำนั้นจนสู่แหล่งทดลองที่ได้รับการอนุญาต นั้นคือกระบวนการที่บริษัทดังกล่าวดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้องเพื่อนำเข้ามาวิจัยปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบเรื่องสุขอนามัยของสัตว์น้ำเป็นหลัก

ซึ่งภายหลังบริษัทดังกล่าวฯ ยกเลิกการทำวิจัยและไม่ได้แจ้งต่อกรมประมงในการจัดการทำลายตัวอย่างตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่เลี้ยงของบริษัทในช่วงพบการแพร่ระบาดในปี 2560 ของเจ้าหน้าที่กรมประมง จึงได้รับรายงานว่าได้ทำลายตัวอย่างทั้งหมดโดยการฝังกลบ จากที่เป็นประเด็นในสื่อต่าง ๆ ว่ากรมประมงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปรับตัวอย่างปลาหมอคางดำที่ใช้ในการวิจัยจากบริษัทดังกล่าวที่ฟาร์ม จำนวน 50 ตัวอย่าง และต้องการให้กรมประมงนำตัวอย่างดังกล่าวมาตรวจสอบว่ามี DNA ตรงกับปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้หรือไม่ กรมประมงได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐานการรับมอบตัวอย่างในสมุดลงทะเบียนรับตัวอย่างและฐานข้อมูลในระบบ ตั้งแต่ที่มีการนำเข้าจนถึงปี 2554 ไม่พบหลักฐานการรับตัวอย่างและขวดตัวอย่างดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้มีข้อสั่งการอย่างเร่งด่วนให้กรมประมงแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ หากกรมประมงพบหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติม จะเร่งดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการเพื่อหาต้นตอ และหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

สำหรับปัจจุบันการป้องกันการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นกรมประมงได้มีการบังคับใช้กฎหมายภายใต้มาตรา 64 และมาตรา 65 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยปลาหมอคางดำเป็น 1 ใน 13 ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่าน เพาะเลี้ยง หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง อนึ่ง มาตรา 144 ได้กำหนดโทษไว้ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 65 วรรคสอง ต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดนำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้มีการปรับปรุงกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากร

ที่สำคัญ ในระยะยาวกรมประมงจะนำ “โครงการวิจัย การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอคางดำ” โดยโครงการดังกล่าวฯ กรมประมงได้มีแนวทางในการควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ของปลาหมอคางดำด้วยหลักการทางพันธุศาสตร์ โดยการศึกษาสร้างประชากรปลาหมอคางดำพิเศษที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด (4n) จากนั้นจะปล่อยปลาหมอคางดำพิเศษเหล่านี้ ลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำปกติที่มีชุดโครโมโซม 2 ชุด (2n) การผสมพันธุ์นี้จะทำให้เกิดลูกปลาหมอคางดำ ที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด (3n) ซึ่งลูกปลาที่มีโครโมโซม 3 ชุดนี้จะกลายเป็นปลาหมอคางดำที่เป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้ ในเบื้องต้นของการศึกษานี้จะทดลองในบ่อทดลองเลียนแบบธรรมชาติภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี และจะทยอยปล่อยอย่างน้อย 250,000 ตัว ภายในระยะเวลา 15 เดือน (กรกฎาคม)

คุณตาชาวโคราช ใช้ภูมิปัญญาสานเถาวัลย์เป็นตะกร้า รายได้เดือนละ2หมื่น

นครราชสีมา- คุณตาชาวพิมาย โคราช ใช้ภูมิปัญญานำเถาวัลย์จากป่าชุมชน มาจักสานผลิตภัณฑ์ตะกร้า เพิ่มมูลค่าจากวัชพืชไร้ค่า สร้างรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท

คุณตาไสว แว่นแก้ว อายุ 60 ปี อยู่ที่หมู่ที่ 14 ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ใช้ภูมิปัญญาและความสามารถเฉพาะตัว นำเครือเถาวัลย์แดงจากป่าชุมชน หรือที่คนส่วนใหญ่มักจะมองว่า เป็นวัชพืชในธรรมชาติที่ไร้คุณค่า นำกลับมาเพิ่มคุณค่าสร้างรายได้ ด้วยการตัดเถาวัลย์แดงที่มักจะขึ้นตามป่าชุมชนหรือตามต้นไม้ใหญ่ มาประดิษฐ์สร้างผลิตภัณฑ์และเครื่องใช้ในรูปแบบต่างๆ

โดยเริ่มจากการนำเถาวัลย์แดงทั้งหมดที่ตัดมาได้ มาต้มในน้ำเดือดก่อน เพื่อกำจัดยางออก จากนั้น ลอกเปลือกนอกออกจนเหลือแต่เนื้อไม้ของเถาวัลย์ แล้วนำไปแช่น้ำเพื่อให้อ่อนตัว ก่อนจะนำมาจัดรูปทรง แล้วตัดเป็นชิ้นส่วนตามรูปแบบเพื่อใช้จักสานให้เป็นผลิตภัณฑ์ ยึดติดด้วยตะปูเพื่อให้เกิดความแข็งแรงตามรูปทรงของตะกร้า

จากนั้น จึงลงสีเพิ่มความสวยงามก่อนส่งจำหน่าย ซึ่งทำเป็นผลิตภัณฑ์ตะกร้าใส่ผลไม้และตะกร้าของขวัญสำหรับไว้จัดเป็นกระเช้าใส่สินค้า-ของฝากก็ได้ โดยราคาขายส่ง จะอยู่ที่ใบละ 35-50 บาท มีร้านค้าชุมชนมารับซื้อไปขาย ทำให้คุณตามีรายได้ดี เฉลี่ยเดือนละกว่า 2 หมื่นบาทเลยทีเดียว .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ/นครราชสีมา

น้ำท่วมบ้านไผ่ ขยายวงกว้าง จมบ้านเรือนเพิ่มกว่า 40 หลังแล้ว

ขอนแก่น-น้ำท่วมบ้านไผ่ ขยายวงกว้างท่วมเพิ่มเป็นกว่า 40 หลังคาเรือนแล้ว อำเภอและเทศบาลเร่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือเร่งด่วน พร้อมมกำหนดแผนฟื้นฟูหลังน้ำลดคาดหากไม่มีฝนตกซ้ำไม่เกินสามวันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายพิชัย วันตา นายอำเภอบ้านไผ่ พร้อมด้วย นาย วรพล ภัคสุขชัย รองนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ลงพื้นที่ ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมที่อยู่ริมลำห้วยทรายและลำห้วยจิก ซึ่งเป็นลำห้วยรับน้ำสำคัญของอำเภอบ้านไผ่ เออล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่ตั้งอยู่ริมลำห้วย ได้รับผลกระทบมวนน้ำเข้าไปเกือบถึงหลังคา บางคนเคลื่อนย้ายทรัพย์สินภายในบ้านออกไม่ทันถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย

โดยกำลังเจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ได้ทำการกำจัดวัชพืชที่ขวางทางน้ำ ในชุมชนโนนสว่าง ม.5 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อให้มวลน้ำได้ระบายไปตามเส้นทางน้ำได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนที่อยู่ในชุมชนยังไม่อพยพออกจากบ้านก็มีเนื่องจากห่วงในเรื่องของทรัพย์สินที่สูญหาย และบางคน อาศัยอยู่ที่บริเวณชั้นสองโดยทางเจ้าหน้าที่เทศบาลเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ได้ทยอยนำอาหารเครื่องดื่มรวมทั้งยารักษาโรคเข้าไปแจกจ่ายและให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

นายมงคล ขามคำ 67 ปี เจ้าของร้านฉ่ำ ตั้งอยู่เลขที่ 772/1 ม.5 ชุมชนโนนสว่าง ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า น้ำมาอย่างรวดเร็วตั้งตัวไม่ทัน ช่วงเช้าพบว่ามีน้ำเริ่มปริ่มเข้ามาในบริเวณร้านแต่ไม่คาดคิดว่าจะท่วม พอช่วงสายน้ำมาต่อเนื่องทำให้ขนข้าวของออกได้เฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ในส่วนของเครื่องครัว เครื่องดื่มต่างๆ สำหรับขายถูกน้ำท่วมไปทั้งหมด และเมื่อคืนที่ผ่านมาน้ำที่ลำห้วยทรายได้เพิ่มระดับสูงขึ้นเนื่องจากมีฝนตกลงมาจนถนนหน้าร้านรถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ในช่วงเช้าวันนี้น้ำลดลงคาดว่าถ้าไม่มีฝนตกลงมาซ้ำอีกก็จะใช้เวลาประมาณสามถึงสี่วันจึงจะกลับสู่สถานการณ์ปกติ น้ำท่วมลักษณะนี้ตนเองประสบมาหลายปีแต่จะมีปี 62 ที่พายุโพดุลเข้ามา น้ำท่วมจนมิดหลังคาและปีนี้ก็หนักเช่นกันแต่ยังไม่เท่าปี 62 ที่มีพายุโพดุล โดยทางการได้เข้ามาช่วยเหลือนำน้ำและอาหารมาแจกจ่ายรวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่เองก็ร่วมแรงร่วมใจกันอีกด้วย

ขณะที่นายพิชัย วันตา นายอำเภอบ้านไผ่ กล่าวว่า อ.บ้านไผ่ขณะนี้ ที่มีฝนตกลงมา 93 มิลลิเมตร ในพื้นที่ตำบล บ้านลาน,ป่าปอ ,แคนเหนือ,หินตั้ง,หนองน้ำใส และตำบลภูเหล็ก ซึ่งเป็นที่สูงมีพื้นที่รับน้ำเยอะ มวลน้ำจึงไหลลงสู่ลำห้วยทรายและลำห้วยจิก มารวมกันที่จุดนี้ โดยเมื่อช่วงเช้าน้ำลดลงได้ 40 ซม. ทำให้ในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยทางเทศบาลเมืองบ้านไผ่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาช่วยเหลือเป็นการด่วนแล้วตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา

“น้ำเอ่อล้นลำห้วยจิกซึ่งเป็นเส้นเลือดผ่านในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ทำให้ได้รับผลกระทบใน 5 ชุมชน ที่อยู่ริมห้วยจิก ทั้งในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ และนอกเขต ซึ่งมวลน้ำจะไหลผ่านลงสู่แก่งละว้า โดยการช่วยเหลือเบื้องต้น ตามแผนจะรอมวลน้ำลดลงและจะเข้าไปช่วยเหลือ โดยในระหว่างที่รอมวลน้ำลดลงนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปมอบอาหารเครื่องดื่ม รวมทั้งตั้งเต้นท์อพยพที่บริเวณด้านหน้าชุมขน ในส่วนที่เป็นจุดล่อแหลมเช่นไฟฟ้าก็จะมีการไฟฟ้ามาช่วยดู หรือในส่วนที่มีขยะหรือวัชพืชขวางทางน้ำ เทศบาล ได้ดำเนินการเข้ามาจัดเก็บเพื่อเปิดทางน้ำ และจากฝนที่หยุดตก ทำให้น้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำ คาดว่า 2-3 วันก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ”

ด้าน นาย วรพล ภัคสุขชัย รองนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ กล่าวว่า เทศบาลฯได้เข้่าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจะดูในด้านของอาหาร เครื่องดื่ม สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะออกจากบ้าน เพราะห่วงทรัพย์สิน โดยทางเทศบาลได้ประสานในเรื่องของยารักษาโรคต่างๆที่มากับน้ำ และจะมีทีมแพทย์เข้ามาช่วยดูแลในช่วงเที่ยงวันนี้ และเมื่อวานที่ผ่านมาที่ได้รับการประสานเกี่ยวกับความต้องการด้านยารักษาอาการน้ำกัดเท้า ก็ได้ลงพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือแล้วส่วนหนึ่งในส่วนความเสียหายนั้น ในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้วประมาณ 40 หลังคาเรือน โดยมีบางส่วนที่ญาติอยู่ที่ปลอดภัยชาวบ้านก็ได้ย้ายไปอยู่ด้วย รวมทั้งเราก็จะมีศูนย์อพยพที่บริเวณด้านหน้า มีจุดคอยช่วยเหลือในภาพรวมทั้งหมดเช่นกัน

อิสราเอลยกระดับโจมตีฉนวนกาซา ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอีก 57 ศพ

กองทัพอิสราเอลยกระดับทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ทางใต้และตอนกลางในฉนวนกาซา เป็นเหตุให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 57 ศพ ขณะที่ทหารอิสราเอลยังคงปะทะกับสมาชิกกลุ่มฮามาสในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซาเมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา

กลุ่มติดอาวุธฮามาส กล่าวหา กองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีในฉนวนกาซา เพื่อพยายามให้การเจรจาหยุดยิงซึ่งชาติอาหรับในตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ต้องพบกับความล้มเหลวอีก ในขณะที่รัฐบาลอิสราเอลประกาศว่ากำลังพยายามกวาดล้างสมาชิกกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก

นอกจากนี้มีรายงานว่าที่เมืองราฟาห์ เมืองชายแดนทางใต้สุดของฉนวนกาซาติดกับอียิปต์ ซึ่งกองทัพอิสราเอลปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ได้ถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศ ระเบิดตกใส่บ้านหลังหนึ่งใกล้เมืองข่านยูนิส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ โดยครอบครัวหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย สามี ภรรยา และลูกสองคนเสียชีวิต

ขณะเดียวกันกองทัพอิสราเอลได้โจมตีค่ายผู้อพยพนูเซราต ทางตอนกลางของฉนวนกาซา ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ และอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา อิสราเอลได้โจมตีทางอากาศโรงเรียนแห่งหนึ่งของสหประชาชาติ ซึ่งใช้เป็นที่พักพิงของผู้อพยพชาวปาเลสไตน์จากค่ายนูเซราต ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 23 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก

ด้านเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของกาซา ออกแถลงการณ์ความคืบหน้าจำนวนผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 38,713 ศพ นับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ตอบโต้กลุ่มฮามาสที่บุกโจมตีอิสราเอล ในขณะที่กองทัพอิสราเอลแถลงเมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่เริ่มสงครามในฉนวนกาซา อิสราเอลสามารถกำจัดแกนนำปีกอาวุธของกลุ่มฮามาสได้แล้วครึ่งหนึ่ง และปลิดชีพนักรบกลุ่มฮามาสได้ราว 14,000 ราย

แพทย์เผยผลผ่า 6 ศพ เวียดนาม ขาดอากาศหายใจ จากสารพิษ “ไซยาไนด์”

แพทย์เผยผลชันสูตร 6 ศพ ทุกรายมีร่องรอยการขาดอากาศหายใจจากสารพิษ สันนิษฐาน “ไซยาไนด์” เป็นสาเหตุ ส่วนจะมีปริมาณเท่าใด-มีสารประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจเลือดยืนยันอีกครั้ง คาดทราบผล 19 ก.ค.นี้ และจะทราบผลภาพรวมทั้งหมดใน 1-2 สัปดาห์ ขณะที่ทางตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานที่มาของ “ไซยาไนด์” 2 ประเด็น

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2567 เวลา 15.00 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ รศ.นพ.กรเกียรติ วงศ์ไพศาลสิน หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ และ ผอ.ศูนย์อำนวยการชันสูตรพลิกศพ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณะบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผบก.พฐก. ร่วมแถลงผลการชันสูตรศพเบื้องต้นของชาวเวียดนามทั้ง 6 ราย

รศ.นพ.กรเกียรติ กล่าวว่า ทางศูนย์ได้ชันสูตรพลิกศพทั้งหมด 6 ศพ เป็นหญิง 3 ร่าง ชาย 3 ร่าง มาตั้งแต่คืนเกิดเหตุจนถึงตอนนี้ โดยได้พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและพิสูจน์เอกสารหลักฐาน ซึ่งตรงกับสภาพศพที่ได้รับ และได้เก็บภาพรวมทั้งหลักฐานของผู้เสียชีวิต ประกอบด้วยเลือด ปัสสาวะ น้ำวุ้นในลูกตา เพื่อนำไปพิสูจน์หาสาเหตุการตายร่วมด้วย รวมถึงซีทีสแกนเพื่อหาร่องรอยการถูกทำร้าย เบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายในทุกราย แต่อวัยวะภายในพบการคั่งเลือดในปริมาณมาก ทีมแพทย์ประเมินว่าทุกรายมีระยะเวลาการเสียชีวิตประมาณ 12-24 ชั่วโมง โดยประเมินจากการตรวจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังการตาย ทั้งการคลายตัวของกล้ามเนื้อ การตกสู่เบื้องต่ำของเม็ดเลือด ซึ่งทุกศพมีลักษณะสอดคล้องกัน

จากการตรวจผ่าแยกร่าง พบว่าทั้ง 6 ราย มีร่องรอยของการขาดอากาศ คือ ริมฝีปากเป็นสีม่วงเข้ม ปลายเล็บมือมีสีม่วง การตกสู่เบื้องต่ำของเม็ดเลือดพบเม็ดเลือดมีสีแดงสด อวัยวะมีสีแดงสด ซึ่งบ่งชี้อย่างหนึ่งได้ว่า อาจมีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการขาดอากาศหายใจที่เกิดจากสารพิษร่วมด้วย ทำให้ทีมชันสูตรตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า ทุกรายเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์ ทำให้เกิดการขาดอากาศในระดับเซลล์ของอวัยวะที่สำคัญ คือระบบประสาทและหัวใจ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุการตายของทุกราย แต่จะมีปริมาณเท่าใด และมีสารประกอบอื่นๆ ที่ส่งเสริมฤทธิ์ด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอผลการตรวจเลือดเพื่อยืนยันอีกครั้ง คาดว่าจะทราบผลในวันศุกร์นี้ คาดว่าจะทราบผลภาพรวมทั้งหมดใน 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามไม่สามารถระบุได้ว่าใครเสียชีวิตก่อนหลัง หรือชักเกร็งก่อนตายหรือไม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลังการตายนั้น มีปัจจัยรบกวนหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิ ระยะเวลา จึงอาจมีความคลาดเคลื่อน

ทั้งนี้ พบว่าทุกศพมีเศษอาหารคงเหลืออยู่ในกระเพาะแตกต่างกัน ซึ่งบางรายอาหารย่อยไปมาก แล้วแต่บางศพยังไม่ย่อยเท่าที่ควร แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอาหารชนิดใดบ้าง ซึ่งข้อมูลนี้แพทย์จะบันทึกลงผลการชันสูตรแบบละเอียด ส่วนการตรวจสอบสารไซยาไนด์ที่พื้นผิวอื่นๆ ของศพนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องยอมรับว่าแพทย์ตรวจเฉพาะไซยาไนด์ในเลือด จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีไซยาไนด์ติดที่อวัยวะภายนอกของบุคคลใดใน 6 รายนี้บ้าง หลังจากนี้จึงจะมีการตรวจภายนอกต่อไป

ด้าน รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณะบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า เบื้องต้นจากลักษณะที่ตรวจพบทั้งภายนอกและอวัยวะภายใน ไม่พบว่ามีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นเหตุให้เสียชีวิตนอกจากสารไซยาไนด์ ต้องรอผลตรวจอวัยวะภายในเชิงลึกเพื่อหาสารบางอย่างเพิ่มเติม แต่เบื้องต้นหากได้รับสารไซยาไนด์ในปริมาณเกิน 3 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 cc. หรือรับในปริมาณมากผ่านการกินดื่ม จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหงื่อออกชักเกร็ง เพราะขาดออกซิเจนในสมองเฉียบพลัน ก่อนเสียชีวิตภายในเวลาหลักนาที

ด้าน พล.ต.ต.นพศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตำรวจได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ประเด็น คือ เตรียมการนำเข้ามาก่อนเข้าประเทศไทย หรือหาซื้อในประเทศผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งได้สั่งการให้ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้เสียชีวิตเริ่มเดินทางเข้าประเทศไปจนถึงวันที่ 12 ก.ค. และยอมรับว่าขณะเดินทางผ่าน ตม.ไม่สามารถตรวจหาสารเหล่านี้ได้ รวมถึงไม่สามารถยืนยันว่าผู้ใดคือผู้นำเข้า ต้องรอการสืบสวนให้เสร็จสิ้นชัดเจนก่อน สำหรับขั้นตอนหลังจากชันสูตรแล้ว ตำรวจจะรอรายงานผลการชันสูตรจากทางแพทย์เพื่อนำไปประกอบในสำนวน ส่วนครอบครัวที่ติดต่อมารับศพ มีเพียงครอบครัวของสามีภรรยาที่มาสอบปากคำที่โรงพัก สน.ลุมพีนี ในวันนี้เท่านั้น

กรมการท่องเที่ยว เปิดเส้นทางท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เชื่อมโยงเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว ตอกย้ำเที่ยวไทย วางใจไปกับช้างชูงวง

กรมการท่องเที่ยวเปิดเส้นทางท่องเที่ยวมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Standard)นำสื่อมวลชนสัมผัสบริการท่องเที่ยวเครื่องหมายรับรอง “ช้างชูงวงเริงร่า” ในเมืองน่าเที่ยว ตอกย้ำภารกิจยกระดับ Supply Side สู่ความยั่งยืน เดินหน้าตามนโยบาย รมว.เสริมศักดิ์ เที่ยวไทยได้ทุก Season

วันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2567 กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้านโยบายนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา “ขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย ท่องเที่ยวปลอดภัย เที่ยวได้ทุก Season” เปิดเส้นทางท่องเที่ยวมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ภายใต้แคมเปญ “Trust me วางใจไปกับช้างชูงวง” ตอกย้ำภารกิจก้าวย่างอย่างยั่งยืน ด้วยมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เครื่องมือยกระดับ Tourism Supply Side เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างมูลค่า (Value) ให้มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า” เป็นที่นิยม ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่มาตรฐาน

ตลอดจนประชาสัมพันธ์สถานที่ หน่วยงาน และสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวและสาธารณชน นำสื่อมวลชนร่วม Press Trip ลงพื้นที่ตามเส้นทางกรุงเทพมหานคร ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนนทบุรี โดยมีนักแสดงชื่อดัง นิว – ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต ร่วมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การบริการอย่างมีคุณภาพ จากสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยจากกรมการท่องเที่ยว ทั้ง รีสอร์ท ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตลอดจนรถตู้ปรับอากาศ เรือรับจ้าง และห้องน้ำสาธารณะ

ทั้งนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการบริหารจัดการและการให้บริการที่ดีมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มและสร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ มีทั้งสิ้น 56 มาตรฐาน อายุการรับรองมาตรฐาน 3 ปี ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยว ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานได้รับประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการ และการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ สร้างรายได้และเกิดความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการสถานประกอบการท่องเที่ยว ชุมชน โฮมสเตย์ และมัคคุเทศก์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ด้วยความมั่นใจ คุ้มค่า โดยสามารถค้นหาสถานที่ และสถานประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับ การรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ผ่านทางเว็บไซต์ tts.dot.go.th และเฟซบุ๊ก Thailand Tourism Standard สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3235 และอีเมล tsactourism@gmail.com

สองสามีภรรยากลับบ้านเกิดสานต่ออาชีพพ่อทำสวนทุเรียนรายได้ปังจนไม่ยากกลับกทม.

ยะลา–แฟนสาวชวนแฟนหนุ่มทิ้งงานกรุงเทพฯกลับบ้านเกิด อ.เบตง จ.ยะลา หลังพ่อป่วยสานต่ออาชีพทำสวนทุเรียน สายพันธุ์ Mas Johor หรือ D168 หรือ “IOI (ไอโอไอ) ฉายา “ทุเรียน นมเนย ครีม” ไม่น่าเชื่อผลผลิตออกมา สร้างรายได้อย่างงามจนไม่คิดกลับไปทำงานกรุงเทพฯ

ที่สวนทุเรียนบ้านจุฬาภรณ์ หมู่ที่ 10 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลาภายหลังจากทุเรียน สายพันธุ์ Mas Johor หรือ D168 หรือ “IOI (ไอโอไอ)ออกผลผลิตก็เริ่มมีคนสอบถามว่าทุเรียนสายพันธุ์นี้มีปลูกที่ อ.เบตง จ.ยะลาด้วยหรือ ภายหลังจากเกิดคำถามผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปพบ น.ส.รังสิยา แซ่ตัน อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของสวนทุเรียนบอกว่า เมื่อก่อนทำงานอยู่กรุงเทพฯจนมาคุณพ่อเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานล้มที่บ้านเกิดที่ อ.เบตง ทำให้สุขภาพคุณพ่อไม่ดีขึ้น ซึ่งจะดูแลสวนทุเรียนให้เหมือนก่อนคงไม่ไหว และอีกอย่างคุณพ่อก็มีอายุมากแล้ว จึงตัดสินใจกลับมาสานต่อดูแลสวนทุเรียนของพ่อที่พ่อทำไว้

น.ส.รังสิยา บอกอีกว่า ตั้งแต่คุณพ่อเกิดอุบัติเหตุ ตนเองก็กลับบ้านมา โดยเมื่อก่อนทำอาชีพรับจ้างหิ้วสินค้าให้ นักท่องเที่ยวชาวจีนอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมื่อกลับมาอยู่ที่บ้านก็ ไม่คิดกลับไปทำงานประจำหรือทำงานเงินเดือนที่ไหนอีก จึงได้ชวนแฟน นายวณิช อนุรักษ์ตันติกุล อายุ 28 ปี แฟนหนุ่ม อดีตเปิดร้านกิจการร้านประดับยนต์ อยู่กรุงเทพฯเช่นกัน กลับมาอยู่ที่บ้าน เพื่อสานต่อสวนทุเรียนของคุณพ่อ โดยมีสวนทุเรียนอยู่ในพื้นที่บ้านจุฬาภรณ์ หมู่ที่ 10 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา บนเนื้อพื้นที่ 15 ไร่

ปลูกทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ กว่า180 ต้น ประกอบด้วย ทุเรียนบ้าน พวงมณี กุ้งแดง ทุเรียนสายพันธุ์ Mas Johor หรือ D168 หรือ “IOI (ไอโอไอ) มูซังคิง โอวฉี่ หมอนทอง ก้านยาวและ ชะนี แต่ต้องคอยดูแลบรรดาพวกกระรอกที่ชื่นชอบมาเจอะลูกทุเรียน จึงได้คิดประดิษฐ์หุ่นเฝ้าสวนทุเรียนไล่กระรอกโดยใช้พลังน้ำช่วยในการเคลื่อนไหวตีแผ่นลังคาสังกะสีให้ดัง เพื่อให้กระรอกตกใจหนี

ซึ่งทุเรียน ไอ โอ ไอ หรือ 101 มาเลเซียเรียกว่า IOI ซึ่งเป็นรหัสพันธุ์กรรมของทุเรียนในประเทศมาเลเซียที่มีการประกวดทุกปี โดยในแต่ละปีจะมีการประกวดทุเรียนพันธุ์ต่างๆ และในอดีตคนมาเลเซียได้นำทุเรียนสายพันธุ์ ไอ โอ ไอ หรือ 101 เข้าประกวดจนได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่โด่งดังเหมือนสายพันธุ์มูซานคิง หรือโอฉี่ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เมื่อเข้าประกวดแล้วก็จะมีรหัสพันธุกรรม อย่างทุเรียนสายพันธุ์มูซานคิงจะมีรหัสพันธุ์กรรมคือ D 197 ส่วนโอฉี่ รหัสพันธุ์กรรมคือ D 200 ซึ่งรหัสพันธุ์กรรมมาจากปีในการส่งเข้าประกวดและต้องได้รับรางวัลชนะเลิศ จึงจะมีรหัสพันธุ์กรรมของแต่ละสายพันธุ์ที่นำมาประกวดจนได้รับรางวัลชนะเลิศ

โดยนักกินทุเรียนชาวสิงค์โปรให้ฉายาทุเรียนสายพันธุ์ ไอ โอ ไอ หรือ 101 ว่า ” ทุเรียน นมเนย ครีม”และภายหลังกลับมาอยู่บ้านเกิดก็ได้สานต่อในการดูแลสวนทุเรียนจนได้ผลผลิตออกมาจำหน่ายโดย ทุเรียนสายพันธุ์ ไอ โอ ไอ หรือ 101 ขายในกิโลกรัมละ 150 บาทซึ่งเป็นลูกตัด ส่วนลูกสุกหล่นขายในกิโลกรัมละ 80 – 100 บาท

ทุเรียนสายพันธุ์ Mas Johor หรือ D168 หรือ “IOI (ไอโอไอ) ในช่วงระยะสุกพอดี จะมีสีส้มเนื้อสวยมาก เหลืองอมส้มเลย เนื้อมีลักษณะเป็นครีมๆ เนียนละเอียดมาก รสชาติมาแนวหวานมันกำลังดี ไม่หวานจัด ส่วนกลิ่นก็จะหอมนวลๆ ชวนชิมมาก ที่สำคัญเมล็ดก็ไม่ใหญ่มากนัก

ส่วนสาเหตุทุเรียนสายพันธุ์ ไอ โอ ไอ หรือ 101 ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเป็นเพราะยังไม่มีชื่อเป็นทางการจึงทำให้คนไม่ค่อยรู้จักและอีกอย่างเป็นทุเรียนที่ชนะเลิศการประกวดก่อนหน้าที่จะมีทุเรียนสายพันธุ์มูซางคิงและโอฉี่ เสียอีก

หากสนใจ ทุเรียนสายพันธุ์ Mas Johor หรือ D168 หรือ “IOI (ไอโอไอ) ติดต่อได้ที่ เพจ FB:สวนจ้ายหลาย JLF โทร. 082- 264 -7615

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา