นวัตกรรมเนื้อสัตว์ หมู-ไก่ มีโอเมก้า-3 ดีต่อสุขภาพ

โอเมก้า-3 กรดไขมันดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเป็นส่วนผสมในอาหารสำหรับเลี้ยงหมู-ไก่ ส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าถึงสารอาหารที่มีคุณค่าอย่างโอเมก้า-3 ได้ง่ายขึ้น

รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล หัวหน้าภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันดี ที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยกลไกของโอเมก้า-3 จะช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดการอักเสบ และทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เลือดไม่อุดตันเป็นลิ่มเลือด ทำให้ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้


ไขมันในอาหาร มีทั้งไขมันชนิดดีและไม่ดี โดยชนิดที่ไม่ดี อาทิ ไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ไขมันทรานส์ (Trans fat) หากรับประทานมากเกินไปก็จะทำให้คอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) สูงขึ้น และคอเลสเตอรอลตัวที่ดี (HDL) ลดลง ขณะที่การรับประทานอาหารที่เป็นไขมันชนิดดี เช่น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว จะช่วยลดไขมันตัวร้ายและไตรกลีเซอร์ไรด์ลง โอเมก้า-3 อาจเพิ่มไขมันตัวที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพ

“โอเมก้า-3 มาจากอาหารธรรมชาติที่เรารับประทานเข้าไป โดยแหล่งของโอเมก้า-3 พบได้ในปลา ปลาทะเล หรือปลาที่มีไขมันที่ค่อนข้างมาก ส่วนในปลาไทยก็มี เช่น ปลาทู ปลาทับทิม นอกจากนี้ ยังมีในถั่วเปลือกแข็ง อาทิ ถั่ววอลนัท พิสตาชิโอ เป็นต้น” รศ.ดร.พัชราณี กล่าว


ปัจจุบัน มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารใหม่ๆ ที่สามารถเติมโอเมก้า-3 ลงไปในอาหารได้ โดยในต่างประเทศผลิตภัณฑ์อาหารที่นิยมเติมโอเมก้า-3 ลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ อาทิ ไข่ นม ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมี “เนื้อสัตว์” ที่เพิ่มโอเมก้า-3 โดยการเลี้ยงด้วยนวัตกรรมสูตรอาหารสัตว์ที่ทำให้เนื้อสัตว์มีโอเมก้า-3 สูง เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคที่ทำให้สามารถเข้าถึงโอเมก้า-3 ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

Screenshot

จากรายงานด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกา พบว่า ปริมาณโอเมก้า-3 ในการรับประทานที่เหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่เพศหญิงปริมาณแนะนำอยู่ที่ 1.1 กรัมต่อวัน ในผู้ชาย 1.6 กรัมต่อวัน โดยอาหารที่เป็นแหล่งโอเมก้า-3 มีหลากหลาย และแต่ละชนิด ปริมาณของกรดไขมันแตกต่างกัน อาหารง่ายๆ ที่แนะนำให้บริโภค คือ เนื้อปลา ปลาทะเล อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละปริมาณ 2-4 ช้อนกินข้าว หรือ น้ำมันปลา น้ำมันคาโนล่า หรือ พวกถั่วเปลือกแข็ง อาจบริโภคให้บ่อยมากขึ้น 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณโอเมก้า-3 ที่เหมาะสม


รศ.ดร.พัชราณี ย้ำว่า อาหารสามารถป้องกันโรคได้ ขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เราเกิดโรคได้เช่นกัน หากกินไขมันสูงไป น้ำตาลมากเกินไป หรือ เค็มเกินไป ดังนั้นจึงควรบริโภคให้ได้สารอาหารครบถ้วนทุกหมู่ และการเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น ข้าวไม่ขัดสี เลือกที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่มีประโยชน์ในการสร้างพลังงานในร่างกาย ช่วยในการรักษาสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ชนิดที่ไขมันต่ำ เพิ่มการบริโภคผักผลไม้ ถั่วต่างๆ ให้มากขึ้น รวมถึง ไขมัน หากเลือกไขมันที่ดี ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ หากกินอาหารทุกอย่างอย่างสมดุลในปริมาณที่เหมาะสม ถูกต้องตามสัดส่วน ตามปริมาณที่แนะนำจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ชีวิตเราก็จะมีคุณภาพที่ดี และมีชีวิตยืนยาว

‘อนุวัฒน์ ศรีโฉม’ หนุ่มสัตวบาล ลุยยึดอาชีพ “คอนแทรคฟาร์มมิ่ง” เลี้ยงหมูกับซีพีเอฟ

การได้เข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงหมูของเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่งกับซีพีเอฟ เมื่อตอนที่เรียนชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาสัตวศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลายเป็นการจุดประกายสำคัญที่ทำให้ อนุวัฒน์  ศรีโฉม ตั้งความหวังว่าสักวันหนึ่งจะต้องได้เป็นเจ้าของกิจการฟาร์มเลี้ยงหมูและประสบความสำเร็จแบบนั้นให้ได้ 

 หลังเรียนจบ อนุวัฒน์ เริ่มต้นอาชีพสัตวบาลฟาร์มเลี้ยงสุกร กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพีเอฟ เมื่อปี 2557 รับผิดชอบดูแลฟาร์มปิดของบริษัท เริ่มจากการเลี้ยงหมูขุน และย้ายไปดูหน่วยผสม-คลอด จากนั้นมีโอกาสได้ไปดูแลเกษตรกรที่โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้ได้เรียนรู้ระบบการบริหารจัดการในรูปแบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง โดยรับผิดชอบแลเกษตรกรที่นี่ 4 ปี จึงขอย้ายไปดูแลฟาร์มหมูของบริษัทที่ขอนแก่นและหนองคาย เพื่อให้สามารถดูแลภรรยาที่ตั้งท้องได้ใกล้ชิดขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีแนวคิดที่จะสานฝันทำฟาร์มเลี้ยงหมูของตนเอง 

 การได้เป็นสัตวบาลกับซีพีเอฟ เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากว่า 10 ปี มีโอกาสรับผิดชอบในทุกหน่วย ทั้งหน่วยผสม-คลอด หมูขุน หมูสาว พ่อพันธุ์ จนถึงฝ่ายขาย ในปี 2566 เขาจึงตัดสินใจลาออกเพื่อเริ่มต้นอาชีพใหม่กับการเป็นเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) ทำฟาร์มเลี้ยงหมูขุนกับซีพีเอฟ ในโครงการส่งเสริมสุกรขุนอุดรธานี ก่อสร้าง หจก. พรรณนิภาฟาร์ม ที่ตำบลสุมเส้า อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่ 10 ไร่ เลี้ยงหมูขุน 2 โรงเรือน ความจุโรงเรือนละ 800 ตัว การเลี้ยงหมูอยู่ภายใต้มาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ โดยนำประสบการณ์ทั้งหมดมาปรับใช้ทั้งหมด เน้นการปรับสภาพแวดล้อมในโรงเรือนให้ดี อากาศดี คูลลิ่งแพด (Cooling Pad) ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ต้องไม่มีลมร้อนเข้า เล้าปิดมิดชิดไม่มีรอยรั่ว น้ำต้องสะอาด อาหารไม่เป็นฝุ่น 

  “เริ่มเลี้ยงหมูรุ่นแรกเข้าเลี้ยงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ก็ถึงกำหนดจับหมูออก การเลี้ยงหมูมีประสิทธิภาพดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะจุดเริ่มต้นที่ดี ตั้งแต่การรับหมูจากฟาร์มต้นทางที่มีสุขภาพดี เมื่อเรารับไม้ต่อมาเลี้ยงก็ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกหมูในช่วงแรก มีการตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากพบหมูป่วยจะแยกออกไปรักษาที่คอกป่วยทันที เน้นการให้อาหารน้อยแต่บ่อยครั้ง มีการกระตุ้นการกินอาหารด้วยการผสมน้ำ ทำให้หมูกินอาหารได้ดี อัตราการเจริญเติบโตดี ไม่ป่วย ทำน้ำหนักได้ดี อัตราเสียหายปัจจุบันไม่ถึง 1%” อนุวัฒน์ เล่า 

 ที่สำคัญ หจก. พรรณนิภาฟาร์ม ยังใช้การจัดการฟาร์มสมัยใหม่ในรูปแบบสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) การควบ Cooling PAD และระบบน้ำ มีระบบให้อาหารอัตโนมัติ Auto Feed การควบคุมพัดลมเชื่อมต่อกับระบบ Biogas และติดตั้ง CCTV ทำให้สามารถดูแลหมูได้โดยที่ไม่ต้องเข้าไปในโรงเรือน ทำให้เห็นความเป็นอยู่ หรือความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยป้องกันโรคได้อย่างดี เพราะสามารถตรวจสอบบุคคลที่ต้องอาบน้ำสระผมก่อนเข้าฟาร์ม และยังวางแผนใช้โซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์มในระยะอันใกล้นี้ 

 “ฟาร์มของเราดำเนินการตามมาตรฐาน “กรีนฟาร์ม” ของบริษัท ด้วยโมเดลธุรกิจสีเขียว ฟาร์มเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่น ใช้ระบบ Biogas 100% และกำลังจะติดตั้งระบบกรองกลิ่นท้ายโรงเรือนทำเพื่อป้องกันกลิ่นเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังทำ “โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร” ส่งน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว ให้แก่เกษตรกร 2-3 ราย ในพื้นที่ใกล้เคียง ที่มาขอรับน้ำไปใช้ในสวนปาล์มและไร่อ้อย และจะแจกการมูลที่ได้จากระบบ Biogas ที่ตากแห้งแล้ว ให้กับเกษตรกร ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยได้อีกด้วย” อนุวัฒน์ กล่าว 

 วันนี้ อนุวัฒน์ ได้ทำตามฝันมีธุรกิจส่วนตัวและได้อยู่กับครอบครัวอย่างที่ตั้งใจ โดยได้วางรากฐานไว้ให้กับลูก พาเขาเข้าไปสัมผัสกับอาชีพของพ่อแม่ ได้ลงมือดูแลหมูด้วยตัวเอง และเขาเชื่อว่านี่จะเป็นมรดกอาชีพในอนาคตของลูกๆ ได้อย่างแน่นอน

ฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน น้ำทะลักท่วมบ้านไผ่ฉับพลัน อพยพแทบไม่ทัน

ขอนแก่น-ระบบเตือนภัยน้ำท่วมชำรุด น้ำท่วมทะลักเขตเมืองบ้านไผ่เสียหายกว่า20หลัง ชาวบ้านอพยพ เร่งหาพื้นที่ปลอดภัยพักค้างคืน

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2567 นายพันเลิศ พรมมาตย์ หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ขอนแก่น สาขาพล พร้อมเจ้าหน้าที่ชลประทานขอนแก่น นั่งเรือลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนในชุมชนโนนสะอาด ม.5 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น หลังถูกมวลน้ำไหลเข้าท่วมฉับพลันจนได้รับความเสียจำนวน 20 หลัง ซึ่งบ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่ใกล้ลำห้วยจิก และลำห้วยทราย โดยภายหลังจากพายุฝนตกลงมาอย่างหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้มวลน้ำไหลเข้าลำห้วยจนเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมในชุมชนสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและร้านค้าของประชาชน

จากการเข้าสำรวจพื้นที่น้ำท่วมนั้น พบชาวบ้านที่อาศัยอยู่บ้านสองชั้น เลขที่ 808/11 ซึ่งมีคนอาศัยอยู่จำนวน 9 คน และบ้านเลขที่ 808/14คนอาศัยอยู่ 4 คน ซึ่งทั้งครอบครัวไม่ย้ายออกไปอยู่ที่ศูนย์อพยพ และยังคง ยืนยันที่จะอาศัยอยู่ในบ้าน แม้จะเดือดร้อนเรื่องห้องน้ำก็จะช่วยเหลือตัวเอง ขอเพียงน้ำดื่ม,ยากันยุงและยาทาแก้น้ำกัดเท้าเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงมอบหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของเทศบาลตำบลในเมืองให้กับทางเจ้าของบ้าน เพื่อแจ้งขอความช่วยเหลือหรือต้องการย้ายออกไปอยู่ที่ศูนย์อพยพฯ

ขณะที่นายดิเรก ขามคำ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 772 ม.5 ชุมชนโนนสะอาด กล่าวว่า พี่ชายกับหลานสาวอาศัยอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวและเปิดเป็นร้านอาหาร แต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาน้ำเข้ามาท่วมในพื้นที่ และบ้านอยู่ติดลำห้วยทั้งสองสาย มวลน้ำจึงเอ่อท่วมเร็วมาก ทำให้พี่ชายกับหลานสาวต้องไปอาศัยบ้านญาติเป็นที่พัก และขนสิ่งของออกจากบ้านได้ ซึ่งครอบครัวตนและพี่น้องส่วนใหญ่มีพื้นที่บ้านติดลำห้วย จึงถูกน้ำท่วมทั้งหมด รวมทั้งชาวบ้านอีกกว่า 20 หลังคาเรือนที่อยู่ร่วมกันในชุมชนโนนสะอาดก็ถูกน้ำท่วมด้วย

ด้านว่าที่ร้อยโท เพียรศักดิ์ พิมพ์จ่อง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ชำนาญการ เทศบาลเมืองบ้านไผ่ กล่าวว่า เทศบาลเมืองบ้านไผ่ ได้ติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัย น้ำท่วม ไว้ที่ห้วยจิกและห้วยทราย โดยสัญญาณจะทำงานเมื่อน้ำท่วมที่เสาสัญญาณ 1 เมตร แต่จุดที่ติดตั้งไว้นั้น ไม่ส่งสัญญาณ เพราะระบบไฟฟ้าขัดข้องจากการถูกฝนที่ตกมาตลอด 2 วัน ซึ่งได้ทำการแก้ไขแล้วเพื่อให้ทำงานแทนเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลากลางคืน พร้อมทั้งมีกล้อง CCTV สำหรับตรวจสอบระดับน้ำ หากพบว่ามวลน้ำเพิ่มสูงขึ้นในระดับที่ต้องอพยพก็จะมีการแจ้งเตือนลงในกลุ่มไลน์ที่มีเจ้าหน้าที่กับชาวชุมชนอยู่ เพื่อรับมือกับน้ำท่วมได้ทัน

นายกฯเผยฆาตกรรม 6 ศพกลางกรุงไม่พบชิงทรัพย์ เชื่อไม่กระทบท่องเที่ยว

นายกฯ แถลง หลังรุดเข้าที่เกิดเหตุโรงแรมหรู พบชาวต่างชาติเสียชีวืต เผย เป็นเหตุไม่คาดคิด เบื้องต้น ไม่พบการชิงทรัพย์ – ประทุษร้าย ขอรอผลชันสูตรพลิกศพ เชื่อ ไม่กระทบการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุที่โรงแรมชื่อดังย่านราชประสงค์ หลังพบชาวต่างชาติเสียชีวิต 6 ศพ โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวคือพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบ.ช.น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.

นายเศรษฐา กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิด ตนเองและผบ.ตร. ผบ.ช.น. จะเป็นผู้ให้รายละเอียดโดยพบว่าเวลา 16:30 น. พบศพชาวเวียดนาม 6 ราย เป็นสัญชาติเวียดนาม 4 ราย สัญชาติอเมริกา 2 ราย สันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาแล้ว 24 ชั่วโมง เบื้องต้น จากที่เกิดเหตุ ไม่มีการชิงทรัพย์ ประทุษร้ายเกิดขึ้น สันนิษฐานเบื้องต้นขึ้นอยู่กับการชันสูตรพลิกศพ และกองพิสูจน์หลักฐาน 

โดยได้สันนิษฐานว่าได้รับประทานอะไรเข้าไปหรือไม่ ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวการปล้นทำร้าย โดยปัจจุบัน สันนิษฐานว่าอาจมีคนเวียดนามอีกคน ซึ่งยังไม่สามารถหาตัวเจอ แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงน่าจะทราบ และไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เมื่อสักครู่ได้คุยกับทางทูตของเวียดนามแล้ว ก็ได้อธิบายไปในเบื้องต้น

ครม. ไฟเขียว ประกันภัยข้าวนาปี’67 คุ้มภัยครอบคลุม 21 ล้านไร่

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการประกันภัยทางการเกษตรของประเทศตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้ สศก. เป็นเจ้าภาพหลักในการพัฒนา และสร้างระบบประกันภัยให้เกษตรกรไทยสุขใจถ้วนหน้า เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากผลกระทบของภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรนั้น

ล่าสุดในวันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2567 เพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติให้แก่เกษตรกร และเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำหรับโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2567 จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี จำนวน 21 ล้านไร่ ซึ่งมีการประกันภัยให้ 2 ส่วน ได้แก่ ภาคพื้นฐาน ซึ่งภาครัฐให้การอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย และ ภาคสมัครใจ ซึ่งให้เกษตรกรซื้อประกันภัยเพิ่มเติม โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

ภาคพื้นฐาน (Tier 1) กรณีเกษตรกรลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ธ.ก.ส. พื้นที่เป้าหมาย 15 ล้านไร่ อัตราเบี้ยประกัน 115 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยภาครัฐอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 69 บาทต่อไร่ ธ.ก.ส. อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 46 บาทต่อไร่ ซึ่งปีนี้มีรูปแบบที่แตกต่างจากการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา คือ มีการกำหนดพื้นที่นำร่อง 689 อำเภอทั่วประเทศ เป้าหมาย 5 ล้านไร่ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย โดยมีอัตราค่าเบี้ยประกันภัย 70 บาทต่อไร่ ภาครัฐอุดหนุน 65 บาทต่อไร่ และเกษตรกรร่วมจ่าย 5 บาทต่อไร่

สำหรับพื้นที่เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงสูง เป้าหมาย 5 แสนไร่ อัตราเบี้ยประกัน 199 และ 218 บาทต่อไร่ โดยภาครัฐอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย 69 บาทต่อไร่ และเกษตรกรจ่ายส่วนที่เหลือเอง ส่วนค่าสินไหมทดแทน (Tier 1) จากภัยธรรมชาติ 7 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม/ฝนตกหนัก ภัยแล้ง/ฝนแล้ง/ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ/พายุไต้ฝุ่น อากาศหนาว/น้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยช้างป่า วงเงินคุ้มครอง 1,190 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด 595 บาทต่อไร่

ภาคสมัครใจ (Tier 2) เกษตรกรซื้อประกันภัยเพิ่มเติม พื้นที่เป้าหมาย 5 แสนไร่ อัตราเบี้ยประกันพื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ 27 บาทต่อไร่ เสี่ยงภัยปานกลาง 60 บาทต่อไร่ และเสี่ยงภัยสูง 110 บาทต่อไร่ ค่าสินไหมทดแทน (Tier 2) จากภัยธรรมชาติ 7 ภัย วงเงินคุ้มครอง 240 บาทต่อไร่ และภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด 120 บาทต่อไร่

ทั้งนี้ กำหนดวันเริ่มจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัย ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการฯและกำหนดวันสิ้นสุดการขายกรมธรรม์ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันตก จำนวน 63 จังหวัด สิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 สำหรับภาคใต้สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567

“ระบบประกันภัยการเกษตร เป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลนำมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ และเป็นการต่อยอดความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินของภาครัฐตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ เพื่อรองรับต้นทุนในการเพาะปลูกให้กับเกษตรกรเมื่อประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และในระยะต่อไป กระทรวงเกษตรฯ จะได้มีการพัฒนาขยายผลไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่น ๆ ครอบคลุมด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อสร้างความมั่นใจ และความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกร” เลขาธิการ สศก. กล่าว

โหดเหี้ยม!คนร้ายฆ่าหมกศพผัวเมียเจ้าของร้านอาหารอิหร่านที่พัทยา

คนร้ายฆ่าโหดชาวอิหร่านอายุ 64 ปี พร้อมภรรยาชาวไทย หมกศพในร้านอาหารที่พัทยา คาดฝีมือลูกจ้างชาวเมียนมา พบภาพวงจรปิดขี่ จยย.หายไปตั้งแต่วันเกิดเหตุ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 16 ก.ค. 67 ร.ต.อ.อมรเทพ เพชรทิม รอง.สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายภายในร้านอาหารอิหร่าน ตั้งอยู่หมู่ 10 ซอยเดย์ไนท์ พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วพร้อมด้วย พ.ต.อ.นาวิน ธีระวิทย์ ผกก. ตำรวจฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พิสูจน์หลักฐานจังหวัดชลบุรี หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา ไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นตึกอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น ด้านล่างเปิดเป็นร้านอาหารอิหร่าน ตรวจสอบภายในห้องนอนชั้น 2 พบผู้เสียชีวิต 2 คน รายแรก นายมอจตาบา กันบาริอาชาดี อายุ 64 ปี ชาวอิหร่าน และเป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุ สภาพศพสวมเสื้อคอกลมสีดำ ไม่สวมกางเกงเปลือยท่อนล่าง นอนที่พื้นข้างเตียงนอน ส่วนรายที่ 2 ทราบชื่อ น.ส.ธนาภรณ์ พูนประโคน อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นภรรยา สภาพศพนอนอยู่บนเตียงนอนมีผ้าห่มสีแดงคลุมร่าง โดยทั้งสองรายยังไม่ทราบว่าเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมด้วยอาวุธชนิดใด เนื่องจากศพเสียชีวิตมาแล้ว 4-5 วัน สภาพศพขึ้นอืด เลือดไหลลงพื้น

นายทอง อายุ 57 ปี เล่าให้ฟังว่า ร้านอาหารอิหร่านถูกปิดเงียบมาตั้งแต่ วันที่ 11 ก.ค. จนกระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีญาติของเมียเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นผู้หญิงชาวไทย ได้มาที่ร้านแล้วบอกว่านางสาวธนาภรณ์ไปเข้าฝันบอกว่าออกจากร้านอาหารไม่ได้ เมื่อมาถึงพบว่าประตูถูกล็อกจากในอย่างแน่นหนา จึงได้ประสานเจ้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา มางัดประตูเข้าไปตรวจสอบก็พบเจ้าของร้านและเมียชาวไทยถูกฆ่าสังหารโหดอยู่บริเวณห้องนอนชั้น 2

นายทอง ยังเล่าอีกว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะเป็น ลูกจ้างชาวเมียนมา อายุประมาณ 25-30 ปี หน้าตาดี ส่วนปมสังหารสันนิษฐานว่าน่ามาจากเรื่องไม่จ่ายเงินเดือน หรืออาจโกรธแค้น เพราะลูกจ้างชาวเมียนมารายนี้ มักถูกนายจ้างชาวอิหร่านทำร้าย ทุบตีเป็นประจำ ตอนแรกตนเข้าใจว่าเป็นเรื่องหึงหวง แต่พอไปถามเมียชาวไทย บอกว่าถูกทำร้ายเพราะทำงานช้า

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุและรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้ต้องสงสัยเบื้องต้นชื่อ นายมิน อายุ 21 ปี หลังเกิดเหตุพบว่ามีรถจักรยานยนต์ของผู้ตายหายไป 1 คัน ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการแกะรอยและหาเบาะแสจากพยานแวดล้อม หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ภาพกล้องวงจรปิด บริเวณใกล้กับจุดเกิดเหตุ พบว่าเวลาประมาณ 23.19 น. ของวันที่ 11 ก.ค. ผู้ต้องสงสัยขี่รถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณหน้าร้าน ก่อนที่ร้านอาหารอิหร่านจะถูกปิดเงียบ ก่อนมาพบศพเจ้าของร้านถูกฆาตกรรม 2 ศพดังกล่าว

ทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ วันอาสาฬหบูชา ที่วัด 190 แห่งทั่วประเทศ

เนื่องในวันอาสาฬหบูชา มูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรม “เวียนเทียนด้วยต้นไม้” ในวันอาสาฬหบูชา 20 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยมีวัดกว่า 190 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรม

เวียนเทียนด้วยต้นไม้ คืออะไร

กิจกรรม “เวียนเทียนด้วยต้นไม้” คือการทำบุญวิถีใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการช่วยลดการสร้างมลภาวะ ลดฝุ่นควันพิษ โดยเฉพาะ PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้ของธูปเทียน และส่งเสริมการปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว

พุทธศาสนิกชนสามารถรับกล้าไม้ได้เพื่อเวียนเทียนที่วัดที่ร่วมกิจกรรม ซึ่งมีกล้าไม้หลากหลายประเภท ทั้งต้นไม้ที่ช่วยลดฝุ่น ไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงา ไม้ล้มลุก พืชผักสวนครัว และไม้ประดับฟอกอากาศ

กล้าไม้ที่นำไปเวียนเทียนแล้ว ผู้เวียนเทียนสามารถนำกลับไปปลูกที่บ้าน หรือที่สาธารณะในชุมชน รวมทั้งยังสามารถบริจาคให้วัดหลายแห่งที่นำไปปลูกต่อในสาขาของวัดในต่างจังหวัด ต้นไม้เหล่านี้เมื่อเติบใหญ่ ก็จะช่วยลดโลกร้อน ช่วยดูดซับฝุ่น PM 2.5 อันจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

‘ธนดล’ลุยสนามกอล์ฟกาญจน์บุกรุกที่ดินรัฐกว่า 130 ไร่

“ธรรมนัส” ส่ง “ธนดล” ลุยสนามกอล์ฟกาญจนบุรี บุกรุกที่ดินของรัฐ กว่า 130 ไร่ เดินหน้าเอาผิดนายทุน ย้ำดำเนินการเด็ดขาด ท้าชนนายทุน พร้อมยึดที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกร

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 67 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีบัญชาให้ตนในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดินและผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) พร้อมด้วยนายวินัย เมฆดำ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ “พญานาคราช” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่สนามกอล์ฟแห่งหนึ่งในตำบล วังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการดำเนินการในที่ดินเกินกว่าสิทธิ์ มีการบุกรุกที่ดินของรัฐ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายฐานบุกรุกที่ดินของรัฐต่อไป

“นโยบายของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เอาจริงและให้ตรวจสอบผู้ที่ได้รับเอกสาร ส.ป.ก. ทั่วประเทศว่าเป็นเกษตรกรตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นนายทุนครอบครอง หากมีการบุกรุกและใช้ที่ดินไม่ถูกต้องตามระเบียบและวัตถุประสงค์ ของ ส.ป.ก. ให้ผมดำเนินการอย่างเด็ดขาด สนามกอล์ฟที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้ มีการบุกรุกที่ดินของรัฐซึ่งเราจะดำเนินคดี จึงของฝากเตือนไปยังนายทุนที่ครอบครองที่ผิดวัตถุประสงค์ บุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. ไม่ว่าท่านจะใหญ่แค่ไหน ผมท้าชนเต็มที่ นายทุน ส.ป.ก.ระวังให้ดี” นายธนดล กล่าว

พายุใต้ฝุ่นถล่ม อ.เสนาง เมืองอำนาจเจริญ นาข้าวจมอยู่ใต้น้ำกว่า 100 ไร่

อำนาจเจริญ- อิทธิพลจากพายุใต้ฝุ่น เจอฝนตกหนัก อ.เสนางนาข้าวจมอยู่ใต้น้ำกว่า100ไร่ ปภ.สั่งเร่งระบายน้ำลงสู่ที่ต่ำพร้อมเตรียมรับมือน้ำท่วมหนักอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 นายมหัตม์ มงคล นายอำเภอเสนางคนิคม ว่าที่ร้อยตรีธีรศักดิ์ จันทวงศ์ นายกเทศมนตรี ตำบลเสนางคนิคม นายพรชัย ศรีสมบัติ กำนันตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ และประชาชน ผู้ได้รับความเดือดร้อน หมู่ 2 บ้านบก จำนวนหนึ่ง ได้ลงตรวจสอบ ตามข้อร้องเรียน ของชาวบ้าน ว่ามีน้ำท่วมขัง ไร่นาของเกษตรกร ระหว่างบ้านบก หมู่ 2-ลำห้วยม่วง ตรวจสอบเบื้องต้น น้ำท่วมขัง ที่นาของชาวบ้าน ประมาณ 100 ไร่ ได้ข้อสรุปว่า ให้หน่วยงานเทศบาล รับผิดชอบแก้ไขปัญหา เร่งด่วน เป็นการเฉพาะ ในการระบายน้ำให้เร็วที่สุด

โดย ว่าที่ร้อยตรี ธีรศักดิ์ จันทวงศ์ นายกเทศมนตรี ตำบลเสนา รับปาก จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน ภายใน 2-3 วันนี้ต้องได้รับการแก้ไข อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องเยียวยาความเสียหาย นายมหัตม์ มงคล นายอำเภอเสนาง ค่านิคม แจ้งให้เกษตรอำเภอ เสนางคนิคม เป็นผู้รวบรวม ข้อมูล เบื้องต้นและตรวจสอบ ความเสียหายต่อไป ชาวบ้านรับทราบข้อมูลในการแก้ไขปัญหา จึงแยกย้าย กันกลับบ้าน

ทางด้านนางขนิษฐา แห่งธรรม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธรณภัยจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในเขตเมือง เบื้องต้น โดย เทศบาลเมืองอำนาจเจริญได้เตรียมความพร้อมในการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จำนวน 4 เครื่อง ดังนี้

1. ดอนปู่ตา ชุมชนยางพัฒนา จำนวน 2 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำลงไปยังลำห้วยปลาแดก

2.หลังท้ายตลาดนัดวันศุกร์ จำนวน 1 เครื่อง เร่งระบายน้ำลงไปยังห้วยปลาแดก

3 .ท้ายชอยเกษตรสิน ตรงข้าม บขส. จำนวน 1 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำ ลงไปยังลำห้วยปลาแดก

พร้อมนี้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอำนาจเจริญเตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล ยานพาหนะและอุปกรณ์ พร้อมตรวจสอบหอเตือนภัยใช้งานได้ตามปกติส่วนปัญหาที่อำเภอเสนางคนิคมที่มีน้ำท่วมขังนาข้าวตนได้ปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าทางเทศบาลตำบลเสนางคนิคมคม จะเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอย่างเร่งด่วนแล้วคาดว่าในวันสองวันคงกลับเข้าสู่สภาสะปกติ

ฝากเตือนประชาชนด้วยว่าช่วงนี้มีฝนตกชุกจากอิทธิพลพายุฝนพาดผ่านให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามที่ลุ่มให้ระมัดระวังอันอาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันแบะน้ำป่าไหบหลากขึ้นได้หากต้องการความช่วยเหลือแจ้งมายังทางผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือทางอำเภอและทางจังหวัดโดยดเฉพาะทางป้องกันจังหวัดได้ตลอด 24ชั่วโมง

ภาพ/ข่าว:นายทิพกร หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

หน่วย SWAT บก.น.3 ล่าระทึก “น้อย ปะทิว” มือปืนดังชุมพรหนีกบดานกลางกรุง

หน่วย SWAT บก.น.3 ล่าระทึกบุกจับกุมกลุ่มเป้าหมาย แต่เจอ “น้อย ปะทิว” มือปืนจากชุมพร หลบหนีขึ้นฝ้าเพดาน จึงโยนแก๊สน้ำตา ล่อให้ลงมาก่อนรวบตัวได้ พบมีคดีอื้อ 

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 67 ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ หน่วย SWAT กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 (บก.น.3) สนธิกำลังตำรวจ สน.มีนบุรี พร้อมโล่กันกระสุน เสื้อเกราะ และอาวุธปืนครบมือ ร่วมกันเปิดปฏิบัติการ “SAVE คู้ขวา” นำหมายศาลอาญามีนบุรี เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ภายในซอยราษฎร์อุทิศ 18 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ หลังพบว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้อื่น และเป็นกลุ่มบุคคลอันตราย

ในการตรวจค้น พบว่าบุคคลในบ้านไม่ยอมเปิดบ้านให้เข้าไป จึงได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ทราบ จนมีคนในบ้านพยายามหลบหนีออกไปทางหลังบ้าน ไปพบเจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มอยู่ จึงหลบเข้ามาในบ้าน และปิดประตูอยู่นาน กว่าจะยอมออกมาพบตำรวจ และเมื่อเข้าไปตรวจค้น พบว่ามีการนำยาเคตามีน ไปเททิ้งลงโถชักโครก แต่ละลายไม่หมด สามารถตรวจยึดมาได้บางส่วน และพบยาเคตามีนตกอยู่ภายในห้องอีกหลายชุด และบริเวณฝ้าเพดาน มีร่องรอยคนหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ เมื่อพยายามประกาศให้ลงมา กลับไม่ยอมลงมาพบเจ้าหน้าที่

ต่อมาชุดปฏิบัติการพิเศษ SWAT บก.น.3 ประเมินสถานการณ์ หากขึ้นไปติดตามบนฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นที่มืด อาจเกิดอันตรายกับผู้ปฏิบัติได้ จึงใช้แก๊สน้ำตาตามยุทธวิธี เพื่อให้ผู้ที่หลบซ่อนตัวอยู่ออกมามอบตัว จนทำให้บุคคลที่หลบซ่อนตัวใช้เท้าถีบฝ้าเพดาน หลบหนีออกมาทางหน้าบ้าน ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวไว้ได้คือ นายทนงศักดิ์ หรือ “น้อย ปะทิว” อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี ในข้อหา “พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมทั้งจับกุม นายจักรพงค์ หรือกาย อายุ 28 ปี พร้อมเคตามีน 3 ถุง หนักประมาณ 18 กรัม และถุงแบ่งอีก 60 ใบ


สำหรับนายทนงศักดิ์ หรือ “น้อย ปะทิว” นั้น ได้ก่อเหตุใช้ปืนยิงเข้าใส่รถยนต์ของหญิงสาวสายการบิน จำนวน 4 นัด เมื่อเวลาประมาณตี 4 วันที่ 23 กันยายน 2565 เนื่องจากไม่พอใจที่ผู้เสียหายตบไฟสูง และบีบแตรใส่เพื่อให้หลบทาง บริเวณเยื้องปากซอยร่มเกล้า 6 หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สน.มีนบุรี ตำรวจได้สืบสวนจนทราบตัวผู้ก่อเหตุว่าเป็นนายทนงศักดิ์ หรือ “น้อย ปะทิว” จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ให้พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับจนกระทั่งเมื่อเวลา 13.22 น. วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีเหตุชายใช้ปืนข่มขู่ และทำร้ายผู้อื่น บริเวณร้านรับซ่อมรถจักรยานยนต์ ปากซอยราษฎร์อุทิศ 10 เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ จากการสอบสวนเจ้าของร้าน ทราบว่าก่อนเกิดเหตุมีชาย 3 คน ขับรถเก๋ง และรถกระบะ เข้ามาสอบถามเรื่องซ่อมรถจักรยานยนต์ฟีโน่ ที่ยังซ่อมไม่เสร็จ ก่อนจะมีปากเสียงกัน

จากนั้นได้มีชาย 1 คน นำปืนพกออกมาข่มขู่ และชายอีกคนถือมีดลงมาจากรถ พยายามวิ่งไล่ทำร้าย จนเจ้าของร้านวิ่งหนี พร้อมทั้งใช้หินปาถูกศีรษะ 1 ในผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บ ก่อนหลบหนีไป ต่อมาตำรวจสืบทราบว่า 1 ในผู้ก่อเหตุคือ นายทนงศักดิ์ หรือ “น้อย ปะทิว” จนกระทั่งมีคำสั่งให้ระดมกวาดล้างดังกล่าวขึ้น เบื้องต้นตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 พร้อมด้วยของกลาง ส่ง สน.มีนบุรี ดำเนินคดีต่อไป