พว. พัฒนาครูต้นแบบ “พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาฯสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21”

ในระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้จัดโครงการพัฒนาครูต้นแบบในเขตภาคกลาง เพื่อ “พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาโดยพัฒนาครูให้มีศักยภาพสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21” ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบไปสู่การสร้างผู้เรียนให้เป็นนวัตกร อันเป็นกิจกรรมสำคัญของการอบรมครูตามโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning   

 สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ) ระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอุทัยธานี โดยแบ่งสถานที่อบรมเป็น 5 จุด ดังนี้ ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนท่าเรือ “นิตยานุกูล” โรงแรมห้วยขาแข้ง โรงเรียนหนองฉางวิทยา และระดับประถมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลสว่างอารมณ์ และสพป.อุทัยธานี เขต 2 ทั้งนี้มีครูเข้ารับการอบรมรวมทั้งสิ้น 792 คน เพื่อสร้างต้นแบบในพื้นที่ภาคกลาง 7 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี ลพบุรีอ่างทองสระบุรี และพระนครศรีอยุธยา   

 ในการอบรมครั้งนี้ นายสายัน ปองไป รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ณ หอประชุมนิตยพัฒน์ โรงเรียนท่าเรือ “นิตยานุกูล” และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์     แอปพลิเคชัน Zoom Cloud Meetings ไปยังจุดอบรมต่าง ๆ ข้างต้น โดยกล่าวว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 20 ปี ระบบการศึกษาเกิดปัญหาในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย กล่าวคือ การจัดการศึกษาไม่ตอบสนองความจำเป็นในการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของคนในชาติ ไม่สามารถสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ส่งผลให้ฐานความรู้ของประชากรต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  

 จนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การเมือง การปกครอง ทั้งนี้สาเหตุเนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอนส่วนใหญ่ ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนยังเรียนรู้แบบ Passive Learning ซึ่งส่งผลให้จำได้เพียงเฉพาะเนื้อหา ตามตำรา หรือเอกสาร ไม่เกิดการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง ขาดการนำเนื้อหา ตำรา มาฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การสร้างคุณธรรมค่านิยมที่นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และขาดการพัฒนาประสบการณ์ร่วมกัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องหันมาจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ     Active Learning 

 ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ที่มีกิจกรรมสำคัญ ให้ผู้เรียนได้สำรวจและรวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ เชื่อมโยงความรู้นำไปสู่การสรุปเป็นหลักการ นำความรู้และหลักการไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ผ่านการลงมือปฏิบัติ ทำงานอย่างมีความสุข สร้างชิ้นงาน ทำโครงงาน และสร้างสรรค์ผลผลิตในระดับนวัตกรรม ให้กับชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ และโลกในระดับสากล ซึ่งผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพเหล่านี้ได้ในระดับสูงตั้งแต่ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จึงจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้

            สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการเรียนรู้  จึงได้ร่วมมือกันปรับเป้าหมายการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ร่วมกันด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) ดำเนินการวัดและประเมินผลเน้นผลผลิตที่เกิดขึ้นตามสภาพจริง ด้วยเกณฑ์มิติคุณภาพ (Rubrics) ตอบสนองแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง) ที่เน้นให้พัฒนาทักษะการคิด การปฏิบัติ และการสร้างเจตคติ ค่านิยมที่ดีร่วมกัน สามารถสร้างความรู้ในระดับหลักการไปสร้างผลงานในระดับนวัตกรรม สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ทุกมิติ นำพาประเทศไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้  สร้างความรู้และสร้างค่านิยมตามแนวทางประชาธิปไตย ซึ่งไม่เน้นการเรียนแบบอ่าน ท่อง สอบ แล้วลืมอีกต่อไป 

รถไฟฟ้าสายสีแดงร่วมหนุนคอนเสิร์ตการกุศล “อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม”

รถไฟฟ้าสายสีแดงร่วมหนุนด้านสื่อการจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล “อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม” จัดโดย SiamMusicClub จับมือ สุนทรีย์ จวบสมัย นักร้องแชมป์สยามกลการคนแรกของไทย

SiamMusicClub ร่วมกับ อี้ด-สุนทรีย์ จวบสมัย นักร้องแชมป์เวทีสยามกลการ คนแรกของประเทศไทย Eed Soontaree Juabsamai จัดคอนเสิร์ต“อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม” คอนเสิร์ตการกุศลรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา (โรคหลอดเลือดสมอง) ณ M Theatre ถนนเพชรบุรี วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายนนี้ รอบเดียว เวลา 13:30 น พบกับ อิ๋ว-พิมพ์โพยม เรื่องโรจน์, เจินเจิน บุญสูงเนิน, สุนทรีย์ จวบสมัย, หลินหลิน อินไทยแลนด์, รวี รัตติกาล, อรรณพ ศิรธรานนท์, อัญญาภา ทรัพย์จงสกุล, ลัดดา ตรีระพงศ์พิชิต และผุสดี เอื้อเฟื้อ จากเดอะฮอทเปปเปอร์ ซิงเกอร์

ทั้งนี้คอนเสิร์ต“อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม” สมทบรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา (โรคหลอดเลือดสมอง) จะจัดแถลงข่าวในวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2567 เวลา 14.00 น. ณ M Theatre ถนนเพชรบุรี คอนเสิร์ต“อมตะเพลงดังหนังจีนแห่งสยาม” บัตรราคา 800 / 1,000 / 1,500 / 2,000 / 2,500 บาท จองบัตรได้ที่ Thaiticketmajor สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพจน์ โทร : 089-510-6430


โดยงานนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้สนับสนุนสื่อประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ตการกุศล ซึ่งจะทำการประชาสัมพันธ์บนรถไฟฟ้าสายสีแดงทุกสถานี

ระส่ำ! ทหารเมียนมาทิ้งค่าย โดนกองกำลังชาติพันธุ์บุกโจมตี รุกเมืองล่าเสี้ยว

ทหารเมียนมาทิ้งกองพันทหารสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการป้องกันเมืองล่าเสี้ยว ที่รัฐฉาน หลังจากกองกำลังชาติพันธุ์ผนึกกำลังบุกโจมตี รุกเข้าเมืองล่าเสี้ยว ชาวบ้านหลายพันเริ่มอพยพหนีภัยสงครามแล้ว

เว็บไซต์อิรวดี สื่อในประเทศเมียนมา หรือพม่า รายงานว่า ทหารรัฐบาลพม่ายอมจำนน ทิ้งกองพันทหารราบ 291 ฐานทัพสำคัญทางยุทธศาสตร์ในแนวหน้า ที่รัฐฉาน ทางภาคเหนือของประเทศแล้ว ขณะกองกำลังพันธมิตรกลุ่มชาติพันธุ์ต่อต้านรัฐบาลบุกโจมตี

ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า กองกำลังพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ได้บุกโจมตีฐานทัพพม่า ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาในเขต 5, 7 และ 9 ของเมืองล่าเสี้ยว เมืองสำคัญของรัฐฉาน เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 6 ก.ค. 2567 หลังจากได้ยึดกองบัญชาการกองพันทหารราบที่ 291 ทางใต้ของเมืองล่าเสี้ยวได้เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากทหารได้ทิ้งค่ายแห่งนี้และหนีเข้าไปในเมืองล่าเสี้ยว

กองพันทหารราบที่ 291 ถือเป็นกองบัญชาการทหารทางยุทธศาสตร์ในแนวหน้า ในการปกป้องเมืองล่าเสี้ยว และอยู่ห่างจากหมู่บ้าน Nampawng ในเมืองล่าเสี้ยวไปทางใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร

มีรายงานว่า กองทัพพม่าได้ทิ้งระเบิดหลายลูก และระเบิดได้ไปลงที่วัดแห่งหนึ่งและบ้านเรือนประชาชนหลายหลัง ทำให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ และบ้านพังเสียหายหลายหลัง

ทั้งนี้ เกิดการปะทะต่อสู้กันทั่วเมืองล่าเสี้ยว ตั้งแต่คืนวันอังคารที่ 3 ก.ค.เมื่อสมาชิกกลุ่มกองกำลังพันธมิตรภราดรภาพ ซึ่งประกอบด้วยกองกำลังชาติพันธุ์ 3 กลุ่ม คือ กองทัพโกก้าง (MNDAA) กองทัพปลดปล่อยตะอั้ง และกองทัพอาระกัน ได้ผนึกกำลังบุกโจมตีฐานทัพหลายแห่งรอบเมืองล่าเสี้ยว ทำให้ประชาชนหลายพันคนได้เริ่มอพยพออกจากเมืองล่าเสี้ยว ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 5 ก.ค. หลังจากมีพลเรือนโดนกระสุนปืนใหญ่เสียชีวิตเป็นจำนวนกว่าสิบศพเมื่อวันที่ 4-5 ก.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พลเมืองส่วนใหญ่ยังคงหลบภัยอยู่ในบ้าน หรือตามวัด และในตึกที่กำลังก่อสร้าง

ขณะที่สื่อรัฐฉาน รายงานว่ากองบัญชาการภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐบาลพม่า ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของเมืองล่าเสี้ยว ได้ตกเป็นเป้าโจมตี ทั้งโดนยิงด้วยจรวดหรือมีการส่งโดรนติดอาวุธมาทิ้งระเบิดบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม กองกำลังพันธมิตรภราดรภาพ ยังไม่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในการบุกโจมตีเมืองล่าเสี้ยว หลังจากได้เริ่มปฏิบัติการ 1027 บุกโจมตีฐานทัพต่างๆของกองทัพม่า ในรัฐฉาน เมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว และสามารถยึดกองพันทหารได้ถึง 24 แห่งในเวลารวดเร็ว

“พล.ต.ดร.กรณ์พงศ์” รอง ผอ.กอ.รมน.เดินหน้าโครงการปลูกฝังความเป็นไทยในหัวใจเยาวชน

พลตรี.ดร.กรณ์พงศ์ แสงทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)ร่วมกับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 66 (หมู่ช้าง) จัดทำโครงการปลูกฝังความเป็นไทยในหัวใจเยาวชน (บันได 4 ขั้น รู้ รักษ์ สำนึก และ แทนคุณ ) โดยมี นักเรียน และครู ในสังกัด สพฐ.และอาชีวะ กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ ทำกิจกรรม ณ โรงเรียน สตรีวิทย์ 2

เริ่มโครงการโดยมี ดร. กัญญาพัชญ์ กานต์ภูวนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา๒ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี,นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ,ดร.อุดม พรมพันธ์ใจ ตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคณะนักศึกษา วปอ.66 (หมู่ช้าง) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กิตติ ศรมณี ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. แข มังกรวงษ์ ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุวรรณณี สุรเชษฐคมสัน หัวข้อ การผลิตวีดิทัศน์สั้น

หลักสูตรภาพยนตร์และดิจิทัล มีเดีย ภาควิชานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและบริษัทไทยเบฟเวอเรจจำกัดมหาชนร่วม สนับสนุนโครงการ วัตถุประสงค์ ต้องการให้เยาวชนไทยเรียนรู้ เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ขนบธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ชาติไทย พลัง solfpower เพื่อให้เยาวชน ภูมิใจที่เป็นคนไทยและช่วยกันรักษาความเป็นไทย

สลด!เหตุรถไฟชนรถกระบะ 4 ประตูเสียชีวิต 5 เจ็บ 2

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 เมื่อเวลา 18.15 น.  พล.ต.ต.ฐเดช กล่อมเกลี้ยง ผบก.ภจว.พิจิตร  พร้อมด้วย พ.ต.ต. นาวิน ศรีสมบูรณ์ สว.จร.สภ.เมืองพิจิตร พร้อมด้วย ร้อยเวรสภ.เมืองพิจิตร ชุดสายตรวจและหน่วยกู้ภัย , นายสมพงษ์ หอมสนิท  นายอำเภอเมืองพิจิตร , นายสายัณห์ กาวีวงศ์ หัวหน้าสำนัก ปภ.พิจิตร ,  นายวิมาน สุขขวัญ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง   ได้ร่วมกันไปในที่เกิดเหตุ ซึ่ง ได้เกิดอุบัติเหตุรถไฟสายเหนือ ชนรถกระบะที่เขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร ขบวนรถเที่ยวขึ้น 201 ต้นทางกรุงเทพฯ – พิษณุโลก ผ่านเขตพิจิตร เมื่อเวลา ประมาณ 18.00 น. เพื่อพาผู้โดยสารมุ่งสู่ปลายทางจังหวัดพิษณุโลก 

 เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางลัดผ่านทางข้ามรางรถไฟที่ไม่มีเครื่องกั้น โดยจุดดังกล่าว อยู่ที่บริเวณ หมู่ 1 ตำบลปากทางอำเภอเมืองพิจิตร ฟังจากชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า รถ ยี่ห้อนิสสัน 4 ประตู ทะเบียน บม 5669 พิจิตร โดยรถคันดังกล่าวคนขับเป็นชาย 1 คน  ผู้โดยสารเป็นหญิงและเด็กอีก 6 คน  เมื่อมาถึงทางข้ามรถไฟดังกล่าวคาดว่าคนขับคงจะมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงรถไฟที่วิ่งมา จึงทำให้ขบวนรถไฟชนรถกระบะ 4 ประตูเข้าอย่างจัง กระเด็นไปไกลจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 30 เมตร ร่างของผู้โดยสารกระเด็นไปคนละทิศละทางเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 3 ราย และไปเสียชีวิตที่ รพ.พิจิตร อีก 2 ราย 

 ส่วนอีก 2 ราย อาการสาหัส ญาติพี่น้องของผู้ตายที่มาดูร่างผู้เสียชีวิตยืนยันว่าเป็นคนภายในหมู่บ้านแถวๆนี้นั่นเอง ทั้งหมดจะเดินทางไปช่วยงานศพที่วัดซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตรก็จะถึงวัดอยู่แล้ว แต่ด้วยชะตาถึงฆาตจึงเป็นเหตุให้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว สำหรับรายชื่อที่อยู่ของผู้เสียชีวิตและความคืบหน้าจากการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวจะได้รายงานเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้ง 

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าจากการเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถกระบะ 4 ประตู ที่จังหวัดพิจิตร ในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินรถไฟ ขึ้น-ล่อง สู่ภาคเหนือ แต่อย่างใด 

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวจังหวัดพิจิตร

ชลบุรีประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์

ผู้ว่าฯชลบุรีประธานประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม 2567นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ และเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จังหวัดชลบุรี โดยพระธรรมวชิราลังการ เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เจ้าอาวาสวัดบางพระวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และดับเทียนชัยในพิธี และพระวชิรคุณากร รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี รูปที่ 3 เจ้าอาวาสวัดสัตหีบ และคณะพระสงฆ์ รวม 10 รูป ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ ณ พระอุโบสถ วัดเขาบางทราย พระอารามหลวง ต.บางทราย อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

 โดยมีนายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค2 นายสุพรชัย รางแดง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 2 พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2พล.ต.ศิรช์ณรงค์ หลวงเทพนิมิต ผบ.มทบ.14  นางสาวประภัสรา ศรีทอง นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา, นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร, นายอำนาจ เจริญศรี, นายชัยพร แพรภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้พิพากษา ศาล ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จิตอาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยงาน และประชาชน จำนวนมาก ร่วมพิธีฯ

จากนั้น ตั้งบายศรีเวียนเทียนสมโภชน์น้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนแว่นที่ 1 ส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดรับแว่นเวียนเทียนจากพราหมณ์แล้ววักแว่นที่จุดเทียนแล้วเข้าหาตัว 3 ครั้ง แล้วใช้มือขวาโบกควันไปยังคนโทน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ แล้วส่งต่อให้คนที่อยู่ทางซ้ายมือเวียนไปจนครบ 3 รอบ เมื่อครบแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีส่งให้พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่เบิกแว่นเทียน เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับคนโทในพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 นั้น ใช้บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการทำน้ำพระพุทธมนต์แล้ว โดยมีพิธีตักน้ำจากขันน้ำสาครใส่คนโทปิดฝาให้สนิท ลักษณะของคนโทเป็นคนโทเซรามิกทองทรงกลม พร้อมฝาปิด ซึ่งทำเป็นยอดมีลักษณะเป็นชั้น ๆ 3 ชั้น ประกอบด้วย ลูกแก้วใช้ลายบัวและมีท้องไม้สูง 35 เซนติเมตร ปากกว้าง 5.7 เซนติเมตร ส่วนคอคนโทมีลูกแก้ว ใช้ลายบัวและมีท้องไม้ ฐานกว้าง 11.3 เซนติเมตร ใช้ลายบัวและมีท้องไม้ ส่วนตัวคนโทกว้าง 15 เซนติเมตร ลวดลายบัวและเส้นคิ้วลงน้ำทอง พื้นคนโทสีขาวงาช้าง สัญลักษณ์ความบริสุทธิ์อันเป็นมงคล คนโทด้านหน้าประดิษฐานตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  6 รอบ 72 พรรษา ด้านหลังมีตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดในแต่ละจังหวัด ด้านล่างใต้ฐานคนโทมีตรากระทรวงมหาดไทย ขนาด 3 เซนติเมตร

 โดยพิธีในวันนี้ เป็นพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถ วัดเขาบางทราย พระอารามหลวง และได้เชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์มาเก็บไว้ ณ ห้องเจริญธรรม ศาลากลางจังหวัดชลบุรี โดยมีข้าราชการประชาชน ถือธงโบกสะบัดตลอดเส้นทางที่รถยนต์ เชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ผ่าน  ภายหลังจากเสร็จพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นการเชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ไปเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงมหาดไทย และนำไปเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ในวันที่ 25 ก.ค. และในวันที่ 28 ก.ค. 2567 จะมีขบวนเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ไปยัง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยต่อไป

เหยื่อแห่แจ้งตำรวจโดนหลอกลงทุนทองคำแท่งกำไรงามสูญกว่า 300 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.67 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พหลโยยธิน จตุจักร กทม.ตัวแทนผู้เสียหายประมาณ 20 คน จาก 149 คน เดินทางมาแจ้งความ พงส.บก.ปอศ.กรณีถูกตัวแทนและเจ้าของบริษัทมั่งมีทรัพย์ จำกัด หลอกลงทุนเก็งกำไรทองคำแท่ง มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

น.ส.ณัชปภา อ้างว่าเป็นเจ้าของบริษัท เปิดให้ลงทุนเก็งกำไรทองคำแท่ง ผ่านเฟซบุ๊ก กำหนดเปิดรับลงทุนวันละ 300 บาท(นน.) โดยผู้ลงทุนจะได้กำไรต่อ นน.ทองบาทละ 4,000 บาท ภายในระยะเวลา 14-16 วัน แต่ช่วงหลังมีการขยายเวลารับ 18 วัน  ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. แจ้งว่าจะปรับปรุงหลังบ้าน เลื่อนรับโดยจะแจ้งวันรับให้ทราบภายหลัง แต่เจ้าตัวไม่ได้แจ้ง เปิดรับเก็งกำไรทองคำแท่งปกติ หลังจากนั้นปิดเฟซบุ๊กหนีในวันที่ 26 มิ.ย. ไม่สามารถติดต่อได้ 

เบื้องต้นมีผู้เสียหายเฉพาะในไลน์กลุ่ม มีจำนวน 149 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

โดย น.ส.ฤดีมาศ อายุ 28 ปี หนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผยว่า ตนรู้จัก ณัชปภา ซึ่งเคยทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยาแต่ออกจากงานแล้ว จากเพื่อนๆ บอกต่อๆ กัน ว่าเขาเปิดรับลงทุนเก็งกำไรทองคำแท่ง ให้ผลตอบแทนกำไรงาม จึงเข้าไปดูในเฟซบุ๊ก สังเกตุดูอยู่ร่วมปี ก็เห็นเขาทำกำไรได้จริง ไม่มีใครต่อว่าเขาโกง จึงทักแมสเซนเจอร์และแอดฯไลน์ ติดต่อสมัครร่วมลงทุนทองคำแท่งกับเขาด้วย

ครั้งแรกลงทุนทองคำ 5 บาท เป็นเงิน 1.5 แสนบาท ครบกำหนด 16 วัน เขาโอนเงินต้นพร้อมกำไรบาทละ 4,000 รวม เป็นเงิน 1.7 แสนบาท ครั้งที่สองลงทุนทอง 1 บาท เป็นเงิน 3 หมื่นบาท ครบกำหนด 16 วันได้กำไร 4 พันบาท แต่ไม่ถอน เอาต้นทบไปเรื่อยๆ จนเดือน มิ.ย.ลงไปรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 332,000 บาท จะครบกำหนดรับผลตอบแทนวันที่ 1 ก.ค.   แต่พอวันที่ 24 มิ.ย. ณัชปภา แจ้งในไลน์กลุ่มว่า ไม่สามารถนำเงินกำไรมาจ่าย ให้กับลูกค้าได้ พร้อมทั้งแจ้งว่าให้ไปเรียกร้องในภายหลัง พร้อมทั้งอัดคลิปชี้แจงว่ากำลังดำเนินการปรับปรุงระบบหลังบ้านอยู่ ก่อนจะปิดเฟซบุ๊กไม่สามารถติดต่อใดๆ ได้ จึงเชื่อว่าถูก ณัชปภา มิจฉาชีพรายนี้หลอกจึงได้ตั้งไลน์กลุ่มรวมผู้เสียหาย

เบื้องต้นมีผู้เสียหายจำนวน 149 คน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 300 ล้านบาท ยังไม่รวมผู้เสียหายคนอื่นๆ ที่ไม่เข้ากลุ่มไลน์อีกจำนวนมาก ด้านพนักงานสอบสวนตรวจสอบแล้วน่าจะเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ทำงานกันเป็นทีมมีแม่ข่าย/ลูกข่าย ก่อนจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายต่อไป

นราธิวาสพร้อมใจร่วมพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ อุโบสถวัดประชุมชลธารา

ประชาชน และข้าราชการหมู่เหล่า ชาว จ.นราธิวาส แห่ร่วมพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ อุโบสถวัดประชุมชลธารา อำเภอสุไหงปาดี 

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ อุโบสถวัดประชุมชลธารา ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี โดยมีนายฉัตรชัย อุสาหะ นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยศาล ทหาร ตำรวจ จิตอาสา 904 นักเรียน และประชาชนร่วมพิธีจำนวนมาก ทั้งนี้โดยมี พระธรรมวัชรจริยาจารย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 เจ้าอาวาสวัดประชุมชลธารา ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์นำพระสงฆ์สมนศักดิ์ 10 รูปเจริญพระพุทธมนต์ และอธิฐานจิตจัดทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ฯ จนเสร็จสิ้นพิธี

สำหรับในวันนี้ (8 ก.ค.67) จะใช้ฤกษ์เวลา 12.00 น. ทำพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ อุโบสถวัดประชุมชลธารา ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสประธานในพิธี จะได้อัญเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นำรถบุษบก เคลื่อนไปยังศาลากลางจังหวัดแห่งที่ 2 โดยเข้าสู่เขตอำเภอเมืองนราธิวาส เส้นทางถนนภูผาภักดี เลี้ยวซ้ายสี่แยกเสด็จ เข้าสู่ถนนจำรูญนรา และเลี้ยวซ้าย เข้าถนนพิชิตบำรุง เลี้ยวขวาเข้าถนนสุริยะประดิษฐ์ ตรงไปสี่แยก ณ นคร เลี้ยวขวา เข้าถนนศูนย์ราชการ ไปยังศาลากลางจังหวัดนราธิวาส แห่งที่ 2 โดยจะมีข้าราชการ นักเรียน นักศึก และประชาชน รอรับและร่วมขบวนแห่น้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จากบริเวณสวนนราเปี่ยมสุขเข้าสู่อาคารศาลากลางแห่งที่ 2 อัญเชิญน้ำขึ้นเก็บรักษาไว้ ณ อาคารศาลากลาง

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ทุกจังหวัดประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ และพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศจะเชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ไปเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงมหาดไทย และในวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 จะมีพิธีเชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ใช้ในประกอบในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ต่อไป

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

สวนเงาะเงินล้าน ไร่น้ำหวาน อ.รัตนวาปี ปีนี้เก็บขายแล้ว 15 ตัน

สองสามีภรรยาที่ อ.รัตนวาปี ใช้พื้นที่ 14 ไร่ ปลูกเงาะโรงเรียน สวนกระแสต่างจากสวนอื่นๆ ที่ปลูกยางพารา โดยปลูกเงาะกว่าสองร้อยต้น เก็บส่งขายทำเงินเป็นกอบเป็นกำนับล้าน จนได้รับการขนานนามว่า “สวนเงาะเงินล้าน”

นางจินตนา แสนดี ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย นายอุดมเดช บุญเวิน ส.อบต.โนนดู่, นายพรชัย กุลวงศ์ สมาชิก อบต.บ้านชมภูพร, พร้อมคณะได้เข้าเยี่ยมชมสวนเงาะ “ไร่น้ำหวาน” ของนายบัวบาน จันโสม และนางปิ่นแก้ว จันโสม สองสามีภรรยา เกษตรกรชาวบ้านยางชุมใต้ ตำบลนาทับไฮ อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคายที่ปลูกเงาะในพื้นที่ 14 ไร่ จำนวน 205 ต้น ให้ผลผลิตมาแล้วกว่า 15 ปี ปีละกว่า 30-40 ตัน สำหรับปีนี้ (2567) ได้เก็บผลผลิตแล้วกว่า 15 ตัน มีพ่อค้า-แม่ค้า ทั้งในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียงมารอรับซื้อถึงสวน พ่อค้าแม่ค้าจะมีราคาขายส่ง สำหรับประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเยี่ยมชมก็ขายในราคา กก.ละ 40 บาท

นอกจากจะมีการปลูกเงาะแล้ว ที่สวนยังมีการปลูกไม้ผลชนิดอื่น ที่ให้ผลผลิตแล้วเหมือนกัน เช่น ลองกอง 28 ต้น มังคุด 167 ต้น ทุเรียน 30 ต้น และแก้วมังกร สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำปีละไม่ต่ำกว่าล้านบาท จนได้รับการขนานนามว่า “สวนเงาะเงินล้าน” ซึ่งทั้งเงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียน และแก้วมังกร โดยเฉพาะเงาะที่สวนแห่งนี้มีรสชาติดี กรอบ ร่อน และหวาน จนเป็นที่ต้องการของตลาด พ่อค้า-แม่ค้า ต่างก็เข้ามาซื้อกันถึงสวน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 62 ที่ผ่านมา นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้เข้าเยี่ยมชมสวนเงาะ “ไร่น้ำหวาน” แห่งนี้มาแล้ว อีกทั้งทางไร่น้ำหวานยังสนับสนุนผลไม้ต่างๆให้แก่ชาวบ้านเมื่อมีกิจกรรม เช่น การประกวดหมู่บ้าน งานประจำปีของตำบลด้วย ซึ่งวันนี้ก็เช่นกันมีแม่ค้าจากอำเภอโพนพิสัยมารับซื้อถึงสวน แบบมีเท่าไหร่เหมาหมด แต่ด้วยเงาะต้นสูงใหญ่จึงต้องใช้แรงงานในการเก็บผลผลิตหลายวัน

ด้าน นางสาวน้ำหวาน จันโสม ลูกสาวเจ้าของสวน กล่าวว่า ที่สวนปลูกพืชผสมผสาน ในเนื้อที่ 14 ไร่ มีเงาะ 205 ต้น มังคุด 167 ต้น ลองกอง 28 ต้น ทุเรียนประมาณ 30 ต้น และแก้วมังกร 100 ต้น พ่อเริ่มทำการเกษตรมาตั้งแต่ (ปี 2544) ชาวบ้านช่วงนั้นปลูกยางพารากันเยอะ พ่อกลัวว่าถ้ามียางพาราเยอะจะทำให้ราคาตกต่ำ พ่อจึงหันมาปลูกเงาะเพราะพ่อเคยไปทำงานอยู่สวนเคยไปรับจ้างเก็บผลไม้ทางภาคตะวันออก ผลไม้สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกได้เป็นอย่างดี จึงได้ตัดสินใจปลูกไม้ผล คือ เงาะ ลองกอง และมังคุด ในขณะนั้น เงาะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ไม้ผลที่ปลูกโดยเฉพาะเงาะ ให้ผลผลิตปีละไม่ต่ำกว่า 30-40 ตัน ปีนี้เก็บเงาะไปแล้วกว่า 15 ตัน แก้วมังกรประมาณ 100 ต้น มังคุดได้มากกว่า 1 ตัน

ส่วนราคาขายหน้าสวนสำหรับประชาชนทั่วไป เงาะ กก.ละ 40 บาท มังคุด กก.ละ 50 บาท ตอนนี้มีพ่อค้า-แม่ค้าจองเงาะที่สวนของเรา “ไร่น้ำหวาน” ไว้หลายตันเสียดายที่เงาะสุกไม่ทัน พ่อค้า-แม่ค้าที่มารับซื้อก็มาจากหลากหลายจังหวัด เช่น อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร และจังหวัดหนองคาย สำหรับประชาชนที่จะเดินทางมาที่สวน มาซื้อเงาะหรือผลไม้ชนิดอื่นก็เดินทางมาได้ หรือจะโทรมาสอบถามก่อนก็ที่เบอร์ 061-103-0221

สะท้อนภาพ ศก.เชียงใหม่ แห่นำของเก่าของโบราณมาขายหาเงินเลี้ยงชีพ

พ่อค้าร้านของวินเทจ ขายของเก่า ของมือสอง เผย ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่เชียงใหม่ คาดเงินดิจิทัลไม่ได้มาช่วย จากเดิมที่มีคนหาซื้อของโบราณ ของมือสองไปตกแต่งบ้านหรือซื้อไปสะสม กลับสวนทาง ยิ่งช่วง 3 เดือนหลังมีแต่ชาวบ้านที่มีของเก่าของโบราณมาขายเกือบทุกวัน

โดยเฉพาะที่ “กาดวินเทจ” สี่แยกศรีบัวเงินพัฒนา ร้านจำหน่ายสินค้ามือสอง สินค้าโบราณ ทาง นายสิรภพ มโนรส เจ้าของร้าน ชาวบ้านในตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ได้ต่อเนื่องมาจากเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คิดเป็นมา 7-8 เดือนแล้ว ตอนนี้การรับซื้อของเก่าของโบราณกลับเพิ่มขึ้นแทบทุกวัน จากที่เคยมีสัปดาห์ละ 1-2 เจ้าที่จะเรียกไปรับซื้อ หรือนำมาขายให้ ตอนนี้ได้แต่รับซื้อ จนต้องงดรับซื้อ เพราะมีจำนวนมากแต่ขายกลับออกไปไม่ได้ เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อเข้าและขายออก ต้องนำเงินส่วนตัวออกมา แต่ก็ต้องหยุดหากนำไปใช้จนหมด สินค้าขายไม่ได้กระทบต่อใช้ชีวิตประจำวัน

“ไม่เพียงแต่ชาวบ้านเท่านั้น ผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหารโรงแรม ที่ไปต่อไม่ได้ก็นำของที่จะสามารถแปลงเป็นทรัพย์สินได้ ขายเป็นมือสองก็เพิ่มมากขึ้น แต่กำลังทรัพย์จากเราจะไปซื้อก็ไม่ได้ จะซื้อเท่าที่ได้ ตอนนี้ต้องชะลอการรับซื้อแล้ว เพราะอาจจะไปต่อไม่ได้หากสินค้าตกค้างจำนวนมาก” เจ้าของกาดวินเทจ กล่าว

ขณะเดียวกันยังได้เปิดท้ายรถขายสินค้ามือสอง ในถนนคนเดินสินค้ามือสองที่ใหญ่ที่สุด ในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านหนองฮ่อ ผ่านมา 7-8 เดือนมานี้ผู้คนออกมาเดินซื้อของน้อยมาก พ่อค้าแม่ค้าได้แต่นั่งมองหน้ากัน ทำให้เศรษฐกิจที่ว่าจะดีขึ้นหลังพ้นโควิด-19 กลับสวนทาง ไม่ได้ฟักตัวแต่กลับเป็นการซ้ำเติมเสียมากกว่า หวังทุกต้นเดือนจะมีลูกค้าเข้ามากก็เงียบมีแต่ความหวังเท่านั้น ส่วนเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าสินค้ามือสอง สินค้าโบราณ คงไม่ตกมาถึงมือมาช่วยให้เศรษฐกิจด้านนี้ดีขึ้นมา หวังให้รัฐบาลมองถึงการค้าขายกลุ่มนี้ ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรวมของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน จะดีมากขึ้น โดยเสริมให้แต่ละจังหวัดเข้ามาเสริมช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกด้านด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้เพจวิทยุจราจร เพื่อชุมชนเชียงใหม่ ได้โพลต์ภาพและข้อความดังของเชียงใหม่ได้โพสต์ข้อความและภาพ ที่ถ่ายมาจากย่านถนนนิมานเหมินทร์ในช่วงกลางคืน เงียบเหงาอย่างมากปราศจากนักท่องเที่ยวที่เดินกันยามค่ำคืนแต่อย่างใด หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวหายไปไหนหมดในช่วงกลางคืนซึ่งย่านแห่งนี้เป็นย่านสถานบันเทิงปกติจะมีนักท่องเที่ยวมาเดินกันจำนวนมาก