ความจริงที่ควรรู้ของ “ปลาหมอสีคางดำ”

สัปดาห์ที่ผ่านมาจังหวัดที่ติดทะเลของไทยคึกคักกันเป็นพิเศษ มีข่าวออกสื่อหลายแขนง หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยกระดับการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำเป็นวาระแห่งชาติ โดยแต่งตั้งคณะทำงานในระดับจังหวัด 13 จังหวัด ที่พบว่ามีปลาชนิดดังกล่าวแพร่ระบาด และมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานฯ จากการประชุมร่วมกับผู้นำท้องถิ่น ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทำให้ได้รับข้อมูลของจังหวัดที่มีการประชุมคณะทำงานฯ ไปแล้ว เช่น สงขลาและนครศรีธรรมราช เห็นได้ว่าบางจังหวัดสามารถบริหารจัดการได้ดีด้วยตนเองทั้งการกำจัดและการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

10 กว่าปีมานี้ มีข้อมูลที่หลายฝ่ายควรรับทราบ คือ ปลาหมอสีคางดำ (Blackchin Tilapia) หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron นี้ เป็นปลาต่างถิ่นที่ประเทศไทยเคยมีการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามและส่งออกไปไม่น้อยกว่า 10 ประเทศ เช่น คูเวต แคนาดา สหรัฐ ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งบางประเทศมีการนำเข้าในระดับหลักหมื่น แสดงให้เห็นว่าปลานี้มีความต้องการเป็นปลาสวยงาม การจะส่งออกได้ย่อมต้องมีผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์หลายรายมาขยายผล

จากข้อมูลของกองทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของสหรัฐ พบว่าสหรัฐเคยมีการนำเข้าปลาหมอสีคางดำมาทดลองเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่ปลาหลุดออกไปในแหล่งน้ำธรรมชาติและมีการแพร่ระบาดจำนวนมาก ทำให้มีการประกาศห้ามนำเข้าจนถึงปัจจุบัน (https://dlnr.hawaii.gov/ais/blackchin-tilapia/)

อีกหนึ่งตัวอย่าง ในปี 2556 ประเทศฟิลิปปินส์ มีรายงานการพบปลาหมอสีคางดำในระบบนิเวศและฟาร์มปลาในเมืองบาตาอัน (Bataan) ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการเรียกขานปลาชนิดนี้กันว่า Gloria, Cichilds, Tilapia Arroyo ทั้งนี้ นักวิชาการฟิลิปปินส์ได้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาด้วยการนำไปทำเป็นปลาซูริมิ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้จากการแปรรูปปลา เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนระดมพลังมาร่วมกันจับปลาและช่วยลดจำนวนปลาได้อีกทาง

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าปลาหมอสีคางดำ ไทยมีการเลี้ยงเพื่อส่งออก แต่ขอตั้งข้อสังเกตตรงนี้ว่า “พ่อแม่พันธุ์ปลา” มีการนำเข้าจากหลายรายเป็นการนำเข้าอย่างถูกต้องหรือไม่ และหลังจากปี 2559 การส่งออกปลาชนิดนี้เกือบเป็นศูนย์ แล้วพ่อแม่พันธุ์ปลาไปไหน ที่สำคัญลูกหลานปลาที่ไม่ได้ส่งออกมีการดำเนินการอย่างไร ในเวลานั้นไทยมีกฎระเบียบในการป้องกันผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้มีความเข้มงวดและเข้มแข็งเพียงไร

เท่าที่ตรวจสอบพบว่า มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 กำหนดห้ามนำเข้าปลา 3 ชนิด คือ 1. ปลาหมอสีคางดำ 2. ปลาหมอมายัน (Cichlasoma urophthalmus และ 3. ปลาหมอบัตเตอร์ (Heterrotilapia buttikoferi) หากต้องนำเข้าต้องได้รับอนุญาตจากกรมประมง

เห็นได้ว่า “ปลาหมอสีคางดำ” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย มีผู้นำเข้าหลายรายแต่สังคมไม่ได้รับทราบมาก่อน ดังนั้นการแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่การมาสืบหาว่าใครนำเข้าเพราะปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แต่ควรจะพุ่งเป้าไปที่การลดจำนวนปลานี้เฉพาะหน้าได้อย่างไร และจะกำจัดการแพร่ระบาดในระยะยาวได้อย่างไร ภาครัฐควรมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมและเป็นระบบ โดยระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำมาศึกษากายภาพของปลาชนิดนี้โดยเฉพาะในเรื่องวัยเจริญพันธุ์และการวางไข่ เพื่อหาทางกำจัดปลาหมอสีคางดำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณปลานี้และผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ และศึกษาจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลานี้มาแล้ว โดยภาครัฐเป็นเรือธงในการปฏิบัติการ และควรดำเนินการควบคู่กับการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ อันจะเป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนไทย ขณะเดียวกันจะเป็นการส่งเสริมให้ คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม พึ่งพาอาศัยกันอย่างยั่งยืน./

โดย… นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

ที่แรกของโลก คาเฟ่ทุเรียนวังน้ำเขียว เสิร์ฟความอร่อย 38 สายพันธุ์ ต้อนรับหน้าฝน

นักท่องเที่ยวทุกทิศต่างขับรถมุ่งหน้าไปยัง สวนทุเรียนเพลินจิต บ้านคลองทราย หมู่ที่ 8 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักทั้งวัน เพื่อจะมาสัมผัสกับสวนทุเรียนวังน้ำเขียว ซึ่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านกระทิง หรือบ้านคลองทราย จุดชมกระทิงป่ามากที่สุดในประเทศไทย

โดยเป้าหมายคือ การมาเที่ยวชม คาเฟ่ทุเรียนแห่งแรก ที่จัดร้านได้สวยงามคล้ายกับโรงนา แต่สไตล์โมเดลสอดคล้องกับธรรมชาติเป็นอย่างมากๆ ภายในร้านจะมีทุเรียนจำหน่าย และทุเรียนแปรรูป อาทิ ข้าวเหนียวทุเรียน ไอติมทุเรียน รวมถึงเครื่องดื่ม

ขณะที่โดยรอบจะเป็นสวนทุเรียน ที่ปลูกเอาไว้ถึง 38 สายพันธุ์ บนพื้นที่ 12 ไร่ และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมและชิมถึงสวน โดยเปิดขายทุเรียนหน้าสวน กก.ละ 180-200 บาท

นายสาธิต ตริตารักษ์ อายุ 63 ปี เจ้าของสวนคอยให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมกับแนะนำ ทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกในสวน ซึ่งสวนแห่งนี้มีพื้นที่ 12 ไร่ เป็นสวนที่ปลูกทุเรียนมากถึง 38 สายพันธุ์ รวมกว่า 300 ต้น นอกจากนี้ ยังมีการขายผลทุเรียนหน้าสวนในราคากิโลกรัมละ 180-200 บาท อีกด้วย

นอกจากนี้ที่ลานหมู่บ้านกระทิง วัดบ้านคลองทราย ก็จะมีร้านผลิตภัณฑ์สินค้าของชุมชนในการจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล อาทิ กระท้อน สะตอ แก้วมังกร อาโวคาโด เป็นต้น นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อสินค้านำไปรับประทานและฝากครอบครัวได้.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

อลังการ! บุรีรัมย์เปิดเมืองครั้งใหญ่ ร่วมใจจัดงาน “ลมหายใจของแผ่นดิน”สุดยิ่งใหญ่ตระการตา

สมราคาเมืองแห่งบิ๊กอีเวนต์ ประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมใจกันจัดงาน “ลมหายใจของแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 โดยงานจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2567 ที่สนามฟุตบอลช้างอารีนา พร้อมชวนคนไทย ร่วมชมกิจกรรมการแสดงเทิดพระเกียรติ สุดยิ่งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีการจัดแสดงระดับโลก และกิจกรรมสาธารณกุศลมากมาย เปิดให้ชมฟรี! คาดตลอด 3 วันจะมีผู้ร่วมชมงานมากกว่า 200,000 คน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า จังหวัดบุรีรัมย์เตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ฉัตรแก้วคุ้มเกล้าชาวประชา ที่บริเวณด้านหน้าสนามช้างอารีนา จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 28 – 30 กรกฎาคม 2567

“กิจกรรมในครั้งนี้ ลูกหลานชาวจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมใจกันจัดขึ้น โดยมีกิจกรรมมากมาย ซึ่งจะเปิดให้ทั้งชาวบุรีรัมย์ จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ และนักท่องเที่ยวทั่วโลก ได้มาชมการแสดงที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ เป็นระยะเวลา 3 วัน ส่งเสริมให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คาดว่าการจัดงานครั้งมีจะมีทั้งประชาชนมาชมงานต่อวันมากกว่า 30,000 คน พร้อมแผนสำรอง หากมีจำนวนที่มาเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเปิดให้ชมฟรี ตลอด 3 วันคาดว่าจะมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200,000 คน”

ทั้งนี้ งาน “ลมหายใจของแผ่นดิน” มีกิจกรรมภายในงาน ได้แก่ กิจกรรมการแสดงเทิดพระเกียรติ สุดยิ่งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีการจัดแสดงระดับโลก

  • การแสดงแสงสีเสียงประกอบ 3D Mapping ตระการตา
  • การแสดงวงดนตรีออร์เคสตรา (Orchestra) ลูกหลานชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมบรรเลงดนตรีและแสดง กว่า 200 ชีวิต เครื่องดนตรีกว่า 120 ชิ้น ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานใต้ โดยวงดุริยางค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ดนตรีทั้งหมด เป็นการเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ เพื่องานนี้ รวมถึงนำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย
  • การแสดง มิวสิคัล บอกเล่าเรื่องราวพระราชกรณียกิจ พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย
  • การแข่งขันประกวดวาดภาพ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดโอกาสให้ลูกหลาน เยาวชนได้ฝึกทักษะความสามารถ พัฒนาความคิด จินตนาการ ที่ก่อให้เป็นผลงานที่มีความสวยงาม

รวมทั้ง การบำเพ็ญสาธารณกุศลต่างๆ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่

  • บริจาคโลหิต ร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ส่งต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย จำนวน 720 ยูนิตต่อวัน รวม 7,200 ยูนิต โดยบริจาคได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สอบถามเพิ่มเติม สำนักงานสาธารณสุข จ.บุรีรัมย์ โทร.044-611-562
  • โรงทานปันสุข ชาวจังหวัดบุรีรัมย์และร้านค้าชื่อดังต่างๆ นำอาหารเครื่องดื่มมาบริการแก่ผู้มาร่วมงาน ร่วมทำบุญได้ที่บัญชี “บุรีรัมย์ปันสุข เฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10” ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 308-3-21900-8
  • เหรียญที่ระลึก เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จำนวน 80,000 เหรียญ มอบให้กับผู้ร่วมชมงาน

ผู้สนใจสำรองที่นั่งล่วงหน้า เพื่อรับชมการแสดง ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ https://buriram.glide.page หรือ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางแฟนเพจ BURIRAM UNITED

เปิดปฏิบัติการ “โค่นอิทธิพลเถื่อนด่านสำโรง” หลังก่อเหตุอุกอาจไล่ยิงอริกลางถนนลาซาล

เปิดปฏิบัติการ “โค่นอิทธิพลเถื่อนด่านสำโรง” หลังก่อเหตุไล่ยิงคู่อริกลางถนนลาซาล-แบริ่ง โดยนำกำลังกว่า 100 นาย บุกเข้าค้นเซฟเฮ้าส์ 5 จุด รวบตัวการสำคัญได้ ตรวจยึดอาวุธปืน 38 กระบอก กระสุนกว่า 800 นัด พร้อมยุทธภัณฑ์จำนวนมาก ที่น่าตกใจคือมีชาวบ้าน มาฟ้องพฤติกรรม “สุดกร่าง” ข่มขู่ชาวบ้านในพื้นที่สั่งห้ามให้ตำรวจดูกล้องไม่งั้นจะยกพวกมาเผาบ้าน ล่าสุดขยายผลยังพบว่ากองโจรกลุ่มนี้เป็น “หัวเชื้อ” คอยแบ็คอัพให้กลุ่มช่างกลชื่อดังย่านบรรทัดทอง มีหัวหน้าซุ้มเป็นศิษย์เก่าช่างกลชื่อดังพัวพันธุรกิจสีเทา บิ๊กราญลั่น “ต้องเอาให้เหี้ยน”


เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 บก.สส.บช.น. สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบนครบาล , สืบสวน น.5 และ สน.บางนา พร้อมด้วยกำลังพลกว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการ “โค่นอิทธิพลเถื่อนด่านสำโรง”ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว

นายดนัย หรือออม อายุ 26 ปี ภูมิลำเนา ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนงที่ จ.376/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67

ข้อหา “สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นความผิดฐานซ่องโจร , ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว , พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร , ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน , ทะเลาะกันอย่างอื้ออึงในทางสาธารณะ , ชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้”


จับกุมตัวได้ที่ คอนโดชื่อดังแห่งหนึ่งซ.ด่านสำโรง 11 ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ

พร้อมกันนี้ได้นำหมายค้นศาลบุกทลายเซฟเฮ้าส์ “อิทธิพลมืดวัดด่านสำโรง” 5 จุด ดังนี้
1.บ้านเลขที่ 3374 ม.4 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.660/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
2.บ้านเลขที่ 1093 ม.6 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.661/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
3.บ้านเลขที่ 202 ม.2 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.662/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
4.บ้านเลขที่ 6/430 ชั้น 7 คอนโดชื่อดังภายใน ซ.ด่านสำโรง 11 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.663/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
5.บ้านเลขที่ 750/780 ม.8 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.664/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67

ผลการตรวจค้นพบ ดังนี้
1.อาวุธปืน 38 กระบอก
2. กระสุนปืนกว่า 800 นัด
3. เงินสด 127,000 บาท
4. สมุดบัญชีธนาคาร 16 เล่ม
5. โฉนดที่ดิน 10 ฉบับ
6. คู่มือจดทะเบียนรถ 15 เล่ม
6. โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง
7. รถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 6 คัน พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ
8. ยุทธภัณฑ์ผิดกฎหมายจำนวนหลายรายการ


พฤติการณ์กล่าวคือ “อิทธิพลเถื่อน” จากเหตุอุกอาจเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 67 เวลา 03.00 น. บริเวณสามแยกไฟแดงลาซาล-แบริ่ง (ตัดใหม่) แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพ เกิดเหตุกลุ่มชายฉกรรจ์ “ยกโขยง” ขับรถจักรยานยนต์ไล่ล่าก่อนจะยิงจอดและตั้งป้อม ยิงใส่รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำ แม้จะเป็นระยะเกือบ 100 เมตร แต่คมกระสุนพุ่งเข้าศรีษะของ นายเจษฎา วิริยะ ที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับ อย่างแม่นยำจนทำให้เสียชีวิต หลังสิ้นเสียงกระสุน ผู้ขับขี่รถยนต์ที่ยังมีชีวิตอยู่พยายามก้มตัวและขับหลบหนีอย่างสุดชีวิต จนรถปีนข้ามเกาะกลางถนนขับสวนเลนไปอย่างทุลักทุเล แต่ขบวนรถจักรยานยนต์กลุ่มคนร้ายยังคงขับติดตามไล่ยิงอย่างเหี้ยมเกรียม หลังเกิดเหตุสุดอุกอาจท้าทายกฏหมายนี้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.สั่งการทันทีให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 นำกำลังชุดสืบนครบาล , กก.สส.บก.น.5 และสืบสวน สน.บางนา ลงพื้นที่สืบสวนติดตามกลุ่มคนร้าย “เต็มสูบ”

จนสืบทราบว่ากลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มหัวโจกในพื้นที่ละแวกซอย “วัดด่านสำโรง” ซึ่งเคยร่วมกันก่อคดีในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ อาทิเช่น ร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ , ร่วมกันทำร้ายร่างกายฯ , ร่วมกันปล่อยเงินกู้ฯ , ร่วมกันบุกรุก โดยก่อเหตุลักษณะนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 คดี ในห้วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเดิมกลุ่มคนร้ายมักจะก่อเหตุแต่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ แต่คราวนึ้ย่างกรายมาก่อเหตุเลยเขตแดน จ.สมุทรปราการเพียง 100 เมตร “จึงเป็นอำนาจการสืบสวนสอบสวนของนครบาล” ซึ่งการสืบสวนนั้น“รองนพศิลป์” เปิดเผยว่าการตรวจสอบกล้องวงจรปิดละแวกที่เกิดเหตุทำให้ทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันไปก่อเหตุมีมากถึง 23 คน และยังพบเบาะแสว่ากลุ่มคนร้ายนี้เป็น “หัวเชื้อ” ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุของกลุ่มนักศึกษาช่างกลชื่อดังใจกลางกรุงในอีกหลายๆคดี และที่เห็นว่าต้องใช้มาตการขั้นเด็ดขาด

เกิดจากเหตุการณ์ระหว่างที่ “ผู้การจ๋อ” นำกำลังชุดสืบนครบาลลงพื้นไล่กล้องวงจรปิดจนถึงบริเวณภายใน ซ.แบริ่ง 48/9 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พบชาวบ้านในละแวกต่างมีอาการหวาดผวาอย่างผิดปกติ กล่าวคือไม่กล้าให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพราะถูกทนายของกลุ่มคนร้ายมาข่มขู่ว่า “หากให้ตำรวจดูกล้องวงจรปิด จะยกพวกมาเผาบ้าน”และชาวบ้านยังแจ้งอีกว่าเหตุที่กลุ่มคนร้ายก่อเหตุซ้ำๆซากๆ แล้วยังสามารถลอยหน้าลอยตานี้ได้ เพราะมีทนายแสบเป็นผู้คอยตามล้างตามเช็ดเรื่องคดีนี้กับกลุ่มคนร้าย ทำกลุ่มคนร้ายย่ามใจกร่างได้สุดๆเช่นนี้ ซึ่งเมื่อชุดสืบสวนรับทราบเรื่องราวจากชาวบ้านในพื้นที่ ก็ตระหนักได้ว่าครานี้ ไม่ใช่การสู้กับผู้ร้ายทั่วไปแต่ต้องต่อสู้กับ “อิทธิพลเถื่อน”

จนนำกำลังชุดสืบนครบาล พยัคฆ์ร่ายเทพนคร , กก.สส.บก.น.5 และ สน.บางนา กว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการ “โค่นอิทธิพลเถื่อนด่านสำโรง” นำหมายค้นศาลบุกทลาย “เซฟเฮ้าส์” แหล่งกบดาน 5 จุด ก่อนจะรวบตัวการสำคัญได้ ตรวจยึดอาวุธปืน 38 กระบอก กระสุนกว่า 800 นัด พร้อมยุทธภัณฑ์จำนวนมาก หลังการจับกุมล่าสุดขยายผลทราบว่า หัวหน้าของกลุ่มคนร้ายคือ นายเพชร และ นายไปป์ ซึ่งทั้งสองเป็นอดีตนักศึกษาช่างกลชื่อดังย่านบรรทัดทอง และยังพัวพัน “ธุรกิจสีเทา”

หนุ่มกบินทร์บุรี ปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาชีพเสริม ขายเกรดเอ กก.ละ 150 บาท

หนุ่มเกษตรกรชาวกบินทร์บุรี ทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งบนเนื้อที่ 1 งานเศษ เป็นอาชีพเสริม เผยทำมาแล้วกว่า 3 ปี ชี้เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนดี ปลูกนาน 3 เดือนก็พร้อมเก็บขาย เกรดเอ กก.ละ 150 บาท ส่วนเกรดบี กก.ละ 130 บาท ทำให้แต่ละวันเก็บผลผลิตได้ 5-6 กก. มีรายได้ 800-1,000 บาท

เมื่อวันที่ 4 ก.ึ.2567 ผู้สื่อข่าวจังหวัดปราจีนบุรี รายงานว่า พบเกษตรกร นายจตุรภักตร์ ทาญาติ ชาวบ้านในพื้นที่ ม.8 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หันมาทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งบนเนื้อที่ 1 งานเศษ เพื่อเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ในครัวเรือน ส่วนตัวเป็นคนชอบทำการเกษตร ชอบทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ๆ หรือคนในพื้นที่ยังไม่รู้จักเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชยุคใหม่ โดยได้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งและยึดเป็นอาชีพเสริมมาแล้ว 3 ปีครึ่ง

นายจตุรภักตร์ ได้รู้จักหน่อไม้ฝรั่งจากเพื่อนที่แนะนำมา ได้ศึกษาหาความรู้ทาง Facebook ถึงวิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อขายหน่อ จึงตัดสินใจซื้อสายพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจากคนที่รู้จักโดยลงทุนซื้อต้นพันธุ์ต้นละ 2 บาท ครั้งแรกลงทุนไป 2,000 บาท และต่อมาทางร้านขายหน่อพันธุ์ได้ปรับขึ้นต้นละ 3 บาท  

เกษตรกรชาว อ.กบินทร์บุรี กล่าวต่อว่า สำหรับวิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง สวนของตนเองใช้วิธียกร่องสูง 30 ซม. ระยะแถวห่างปลูก 50×50 ซม. โดยใช้น้ำระบบสปริงเกอร์ใส่ปุ๋ยหมักผสมฮอร์โมนน้ำทำเอง ฉีดพ่นอาทิตย์ละครั้ง เมื่อหน่อไม้ฝรั่งมีอายุได้ 3 เดือนก็จะสามารถเก็บหน่อฝรั่งส่งขายให้กับลูกค้าขาประจำ ที่ตลาดกบินทร์บุรีและตลาดบ้านโคกอุดม เก็บขายส่งทุกวัน

เมื่อหน่อไม้ฝรั่งโตได้ที่ ก็เก็บคัดหน่อมาเกรดเป็น เอ และบี เกรดเอ ขายกิโลกรัมละ 150 บาท เกรดบี ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 130 บาท ใน 1 วันจะเก็บหน่อไม้ฝรั่งได้ 5-6 กิโลกรัม มีรายได้จากการขายหน่อไม้วันละ 800-1,000 บาท ซึ่งเป็นอาชีพเสริม โดยจะออกมาเก็บหน่อไม้ฝรั่งตั้งแต่ตี 4 ถึง 7 โมงเช้า แล้วนำมาล้างน้ำทำความสะอาด จากนั้นก็จะทำการมัดเป็นกำ กำละประมาณ 1 กิโลกรัม ตัดส่วนโคนหน่อไม้ฝรั่งออกเล็กน้อย และใส่ภาชนะส่งขายให้กับลูกค้าที่ตลาด 

สำหรับหน่อไม้ฝรั่งสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารในครัวเรือนได้หลายเมนู เช่น ผัดน้ำมันหอย แกง ต้มยำ รสชาติหวานมัน หากลูกค้าต้องการต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ใส่ถุงชำขาย โดยขายต้นละ 3-4 บาท สนใจติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 062-390-0768

“วิชิต” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตลาด อตก. พร้อมดันเป็นแลนด์มาร์กแห่งอาหารและผลไม้

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2567 เวลา 11.00 น. ท่านวิชิต ปลั่งศรีสกุล ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ขายพี่น้องประชาชน ที่มาเดินจับจ่ายใช้สอยที่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อตก.) โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าเข้ามาพูดคุยถึงนโยบาย และสะท้อนปัญหาในการค้าขาย โดยเฉพาะกำลังซื้อและสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งได้รับทราบปัญหาทั้งด้านสินค้า, ด้านผู้ขาย ผู้บริโภค, ด้านการขนส่ง, และสถานที่จอดรถ

โดยท่านวิชิต ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ได้แนะนำให้ทำองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อตก.) ที่นี้ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งอาหารและผลไม้ ให้กับผู้บริโภค และกลุ่มทัวร์ พร้อมทั้งให้คณะทำงานรวบรวมปัญหา เพื่อหาทางออกในการช่วยเหลือผู้ค้า ร้านค้า ต่อไป

ทั้งนี้ หลังจากลงพื้นที่ได้แวะทานข้าว ณ ร้านครัวอัปสร ภายในองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อตก.) ของอดีตสว.สุขุม เชิดชื่น ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

ตลาดอตก #แลนด์มาร์กแห่งอาหารและผลไม้ #ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ลาบหนานนวล” ตำนานร้านลาบเหนืออร่อยคู่แม่สายกว่า 70 ปี

ลาบเป็นอาหารชาวเหนือที่นิยมรับประทานไม่แพ้คนอีสาน ไม่ว่าจะงานที่ไหน มื้อไหนจะต้องมีลาบเมืองเป็นส่วนประกอบของงาน ถือได้ว่าเป็นอาหารวัฒนธรรมท้องถิ่นชาวเหนือ หรือซอฟต์พาวเวอร์ ที่มีมาช้านาน

เช่นเดียวกับที่ ร้านลาบหนานนวล ตั้งอยู่ที่ริมทางฝั่งขาออกจากตัวอำเภอแม่สาย 12 กม. ที่บ้านถ้ำ ม.1 ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในร้านตำนานลาบ กว่า 70 ปี ปัจจุบันถูกส่งต่อมาถึงรุ่นที่ 2 โดยต้นตำรับ คือ นายหนานนวล หล่องาม เมื่ออายุประมาณ 30 ปี ได้เปิดร้านอาหารประเภทลาบหมู-ลาบเนื้อ-ลาบไก่-หลู้เลือด-แกงอ่อม-ต้มแซ่บ-ต้มขม ที่ล้วนแต่เป็นอาหารหลักของชาวภาคเหนือ ไม่แพ้น้ำพริกฮ่อง ที่งานไหนงานนั้นต้องมีลาบตั้งบนโต๊ะอาหาร ลุงหนานนวลได้ขายมาตลอดมีรสชาติอร่อยติดลิ้น ตั้งแต่ถนนสายหลักพหลโยธินยังมี 2 เลนวิ่งสวนทางกัน ปัจจุบันมี 4 เลนวิ่งสบาย

สมัยที่ลุงหนานนวลขายลาบ จะมีรถเมล์ หรือ รถประจำทาง และรถบรรทุกมักจะแวะเวียนมาจอดกินซื้อที่ร้านลาบลุงหนานนวล เป็นประจำ ทำให้ชื่อเสียงร้านลาบดังไปไกล ทำให้ผู้ที่เดินทางผ่านมาที่อำเภอแม่สาย จะต้องแวะเข้ามากินลาบ ติดอกติดใจไปตามๆ กัน กระทั่งลุงหนานนวล เสียชีวิตไปเมื่ออายุได้ 82 ปี ปิดตำนานลุงหนานนวล

ต่อมานายศรีวรรณ ทามา (ลูกเขย) พร้อมด้วยภรรยา ได้สืบทอดตำนานร้านลาบลุงหนานนวล โดยยังเป็นสูตรต้นตำหรับหนานนวล เข้มข้นนัวแบบฉบับของต้นตำหรับ ซึ่งสืบทอดขายมาได้ 20 ปี ต่อจากตำนานหนานนวล ซึ่งเอกลักษณ์ของทางร้าน คือ น้ำพริกลาบที่มีการคั่วเองเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ขายกิโลกรัมละ 500 บาท มีคนที่เคยมากินแล้ว จะสั่งไปส่งให้ญาติที่อยู่ต่างประเทศประจำ และของแท้และขลัง ต้องดูที่หม้อทำลาบ สั่งทำขึ้นมาเอง แบบก้นหม้อต้องอย่างหนา เพราะแต่ละวันจะต้องทำลาบนับร้อยจาน ต้องมีความคงทนก้นหม้อไม่ทะลุง่ายๆ สำหรับหม้อตำนานประจำมือของลุงหนานนวล ยังคงมีไว้ 3 ใบ

ปัจจุบันทางร้านจะใช้เนื้อหมูวันละ 8-10 กก. เนื้อวัววันละ 10-12 กก. และขายหมดทุกวัน โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการ ประชาชน เป็นลูกค้าเก่าตั้งแต่มีลุงหนานนวล ปัจจุบันก็ยังเดินทางมานั่งกินเป็นประจำ ถึงร้านจะไกลตัวอำเภอแม่สาย ก็ยังมีคนขับรถมาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย.

หลานป่วยจิตคลั่งโหดคว้ามีดอีโต้ “ตัดคอ-หิ้วหัว”ตาตัวเองตายสยองคาเก้าอี้กระท่อมปลายนา

“ขอนแก่น” ตำรวจ สภ.หนองเรือ รวบหนุ่มป่วยจิต วัย 23 ปี คลุ้มคลั่งก่อเหตุฆ่าตาตัวเอง ใช้มีดอีโต้ปาดคอ-ตัดหัวตายคาเก้าอี้กระท่อมปลายนา ตร.คาดขาดยาจนเครียด จึงก่อเหตุฆ่าสยอง

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 67 ร.ต.อ.ปรมินทร์ จันดีบ้าง รอง สว.(สอบสวน) สภ.หนองเรือ รับแจ้งเหตุคนถูกฆ่าปาดคอ ที่กระท่อมปลายนา ทางทิศใต้บ้านป่าเสี้ยว ม.7 ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ประทีป ปัญโญภาส ผกก.สภ.หนองเรือ พ.ต.ท.สำเนียง สำโรงพล รอง ผกก.สอบสวน และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง

ที่เกิดเหตุ พบศพผู้ตายนั่งอยู่บนเก้าอี้ สภาพคอขาด เลือดกระเซ็นทั่วพื้น ไหลอาบร่างผู้ตาย ส่วนศีรษะถูกวางไว้ที่ตักผู้ตาย ทราบชื่อต่อมาคือ นายสาย ชัยอาจ อายุ 86 ปี เป็นเจ้าของที่นา นอกจากนี้ยังพบมีดอีโต้เปื้อนเลือด ยาวประมาณ 15 นิ้ว ตกอยู่บนพื้นใกล้ศพผู้ตาย อีก 1 เล่ม เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ห่างจากระท่อมเล็กน้อยพบ นายธีรภัทร ชัยอาจ อายุ 23 ปี หลานชายผู้ตาย เดินไปมาสภาพเนื้อตัวเปื้อนเลือด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าไปสอบถาม นายธีรภัทร สารภาพว่าเครียด จึงใช้มีดอีโต้ปาดคอผู้ตาย ซึ่งมีศักดิ์เป็นตา จนคอขาดเสียชีวิตคาเก้าอี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัว นำกลับมาสอบสวนที่ สภ.หนองเรือ

รอง ผกก.สอบสวน สภ.หนองเรือ กล่าวว่า จากการสอบสวนแม่ นายธีรภัทร (ผู้ก่อเหตุ) ทราบว่า นายธีรภัทร ป่วยจิตเวชมานานแล้ว รักษาตัวและรับยาจาก รพ.จิตเวช มากินติดต่อกันมานานหลายปี แต่ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับชาวบ้าน หรือคนในครอบครัว ผู้ตายอาศัยอยู่ที่กระท่อมนาหลังเกิดเหตุมานานแล้ว ส่วนผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่ที่บ้านและไปๆ มาๆ ที่กระท่อมหลังนี้ ส่วนสาเหตุที่ผู้ก่อเหตุลงมือฆ่าปาดคอผู้เป็นตานั้น แม่ผู้ก่อเหตุไม่ทราบสาเหตุ โดยบอกว่าไม่เคยเห็นผู้ตายดุด่าผู้ก่อเหตุเลย

“หลังเกิดเหตุ ผู้เป็นแม่มองมาจากบ้าน เห็นลูกชายเดินหิ้วศีรษะผู้เป็นตาเดินไปมาบริเวณกระท่อม ด้วยความสงสัยจึงเดินมาดูกับพ่อเลี้ยงของผู้ก่อเหตุ จนมาเห็นผู้ตายถูกฆ่าปาดคอขาดใจตายคาเก้าอี้ จึงรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ จากนั้นผู้ก่อเหตุก็นำหัวที่ตัดมาวางไว้บนตักผู้ตาย แล้วเดินลงไปที่ทุ่งนา จนกระทั่งถูกตำรวจจับกุมตัวได้ดังกล่าว” รอง ผกก.สอบสวน สภ.หนองเรือ เผยคำให้การจากแม่ผู้ก่อเหตุ

รอง ผกก.สอบสวน สภ.หนองเรือ กล่าวอีกว่า หลังถูกควบคุมตัว นายธีรภัทร ให้การว่า เครียดเท่านั้น ทางตำรวจจึงแจ้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” จากนั้นผู้ต้องหาก็เงียบขรึม จึงควบคุมตัวเข้าห้องขัง และเฝ้าระวังตลอดเวลา เพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะคิดสั้น ขณะที่แม่ของผู้ต้องหาได้มอบบัตรผู้ป่วยจิตเวช และยารักษาอาการป่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยยืนยันว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ป่วยจิตเวชจริงๆ ส่วนศพผู้ตายนั้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการชันสูตรเบื้องต้นแล้ว จากนั้นได้มอบให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนสาเหตุที่หลานฆ่าปาดคอตาตัวเองนั้น น่าจะเกิดจากการขาดยา เชื่อว่าไม่ยอมกินยารักษาอาการป่วย จนเกิดความเครียดจึงลงมือก่อเหตุดังกล่าว

กระทรวงยุติธรรม เชิดชูเกียรติ ‘กรรมการสงเคราะห์’คุ้มครองเด็กและเยาวชนที่หลงผิด-รู้เท่าไม่ถึงการณ์

กระทรวงยุติธรรม โดย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เชิดชูเกียรติ ‘กรรมการสงเคราะห์’ ที่ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาต่อไปในอนาคต

เมื่อวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 เวลา 09.00 น. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิด “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการดำเนินงานกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนสำหรับสถานพินิจ ประจำปี 2567” โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นางนลินนาถ ไกรนรา รองอธิบดีฯ ฝ่ายปฏิบัติการ นางสุจิตรา แก้วไกร รองอธิบดีฯ ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการสงเคราะห์ฯ หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจฯ ผู้แทนองค์กรเครือข่าย และเจ้าหน้าที่กรมพินิจฯ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติกรรมการสงเคราะห์ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการสงเคราะห์ดีเด่น ประจำปี 2566 จำนวนทั้งสิ้น 510 ท่าน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าภาคประชาสังคมไม่ได้ทอดทิ้งเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด อีกทั้งยังให้โอกาสเด็กและเยาวชนได้แก้ไขปรับปรุงตนเองไม่ให้กระทำผิดซ้ำ รวมทั้งมอบนโยบาย และทิศทางการดำเนินงานของกรมพินิจฯ ให้แก่ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมฯ และสถานพินิจฯ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานกรรมการสงเคราะห์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท ดอนเมือง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

โอกาสนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า เด็กและเยาวชน คือทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุด และเป็นความหวังที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต สหประชาชาติได้ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ข้อ 2 ความว่า “เด็กมีความสำคัญมาก จึงควรได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ดังนั้นเมื่อเด็กกระทำผิด จึงไม่ควรถูกลงโทษแบบเดียวกับผู้ใหญ่ ทั้งนี้ เพราะเด็กทำความผิดด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเป็นเพราะสภาพแวดล้อม และปัจจัยอื่นๆ บีบบังคับ เช่น ความยากจนทำให้เด็กต้องลักขโมย การคบเพื่อน การถูกหลอก ถูกชักชวน ให้เสพยาเสพติดจนถูกจับในที่สุด เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในปัจจุบันแล้วว่า ความผิดที่เด็กทำนั้นแตกต่างกับความผิดที่ผู้ใหญ่ทำ ทั้งในแง่เจตนา และการกระทำ” ดังนั้น การช่วยเหลือพัฒนาเด็กที่กระทำความผิดจึงจำเป็นต้องมีความพิเศษ และแตกต่างจากผู้ใหญ่ เพื่อให้เด็กสามารถกลับตัว กลับใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กลับสู่สังคม เพื่อไปเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต

“เป้าหมายของกระทรวงยุติธรรม มุ่งหวังจะปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมและคืนคนดีสู่สังคม โดยบูรณาการความร่วมมือภาคประชาสังคมในการดำเนินงาน ผมเชื่อว่า กรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่มีอยู่ทั่วประเทศเป็นเครือข่ายที่มีศักยภาพในการประคับประคองและมอบโอกาสที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้กลับไปเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า และขอแสดงความยินดีกับกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนทุกท่านที่ได้รับรางวัลกรรมการสงเคราะห์ดีเด่น ทั้งในระดับกรม ระดับดีมาก และระดับดี พร้อมทั้งขอขอบคุณและชื่นชมในความเสียสละ ทุ่มเท แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ในการคืนคนดีสู่สังคมต่อไป” รมว.ยุติธรรม กล่าวปิดท้าย

ด้าน พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า “ปัจจุบันมีกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทั่วประเทศ จำนวน 2,543 คน ซึ่งเครือข่ายความร่วมมือทุกท่านได้ร่วมดำเนินงานและอยู่เคียงคู่กับกรมพินิจฯ มาเป็นเวลานาน โดยปรากฏคำว่า ‘กรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน’ ครั้งแรกในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 3 กรกฎาคม 2494 มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนสำหรับสถานพินิจ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือแก่ผู้อำนวยการสถานพินิจ และช่วยเหลือกิจการสถานพินิจเพื่อสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้มีการปรับปรุงเรื่อยมา แต่ยังคงปรากฏบทบาทหน้าที่ของกรรมการสงเคราะห์ จวบจนปัจจุบัน”

นอกจากนี้ รมว.ยุติธรรม และอธิบดีกรมพินิจฯ ได้มอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณแก่กรรมการสงเคราะห์ ใน “พิธีเชิดชูเกียรติกรรมการสงเคราะห์ดีเด่น ประจำปี 2566” ประกอบด้วย กรรมการสงเคราะห์ดีเด่น ระดับกรม จำนวน 48 ท่าน ระดับดีมาก จำนวน 102 ท่าน และระดับดี จำนวน 258 ท่าน พร้อมทั้งร่วมรับชมการแสดงโขน ชุด “ยกทัพ” และการแสดงโขน ประกอบเพลง “ตัวร้ายที่รักเธอ” จากผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษธนบุรี และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการแสดงผลงานของเครือข่าย จำนวน 6 บูธ ได้แก่ บริษัท บางกอก เดค-คอน จำกัด (มหาชน) เรือนจำพิเศษธนบุรี ทัณฑสถานหญิงธนบุรี บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ศูนย์การเรียนฟู้ดแพชชั่น โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และกรมสุขภาพจิต ตลอดจนร่วมชมผลิตภัณฑ์และให้กำลังใจเด็กและเยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมฯ หญิงบ้านปรานี ที่มาให้บริการเครื่องดื่มแก่แขกผู้มาร่วมงาน และบริการเพ้นท์เล็บแก่ผู้ที่สนใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชนของกรมพินิจฯ อีกด้วย

เด้ง 5 เสือ สน.บางยี่ขัน เข้ากรุ ศปก.น.7 เซ่นปกครองจับบ่อนย่านปิ่นเกล้า

กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 มีคำสั่งย้าย “5 เสือ สน.บางยี่ขัน” พร้อมตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง เซ่นปกครองจับบ่อนพนันออนไลน์ซุกโต๊ะสนุ๊กข้างห้างดัง ย่านปิ่นเกล้า

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 มีหนังสือคำสั่งที่ 165-166 /2567 และเรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ และรักษาราชการแทน

ระบุว่า ตามที่ปรากฏทางสื่อโซเชียล กรณีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ร่วมกันจับกุมตัวผู้กระทำความผิดพร้อมของกลาง ความผิดฐาน ร่วมกันลักลอบเล่นการพนัน (ตู้ปลา) โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ บริเวณห้องไม่ทราบเลขที่ใกล้ลานจอดรถพาต้าปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ พื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน นั้นอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 117 จึงแต่งตั้ง คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง สืบสวนในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้

1. พ.ต.อ.สิทธิเมศวริย์ ศิวคุปต์ ศรีครุฑานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 เป็นประธานกรรมการ

2 . พ.ต.อ.ฉัตรชัย เอี่ยมอ่อง ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 เป็นกรรมการ

3. พ.ต.ท.หญิง พานิพัฏฐ์ ชาญสุข สารวัตร (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ปฏิบัติราชการ กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 เป็นกรรมการ

4. พ.ต.ท.กิติ กิจประชุม รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ กรรมการ

5. ร.ต.อ.หญิง พิมพ์ดาว พวงพิลา รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน กรรมการและเลขานุการ

ทั้งนี้ให้คณะกรรมการสืบสวนดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอผลการสืบสวนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป อนึ่งถ้าคณะกรรมการสืบสวน เห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการสืบสวนพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วม หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำในเรื่องที่สืบสวนนั้นอยู่ด้วยให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ดังนั้นเพื่อให้การสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 67 และมาตรา 105 ประกอบกับระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2566 จึงให้ข้าราชการตำรวจ ไปปฏิบัติราชการและรักษาราชการแทน ภายในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 ดังนี้

1. ให้ข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน ไปปฏิบัติราชการ ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 (ศปก.บก.น.7) โดยขาดจากต้นสังกัดเดิมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 มอบหมาย จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย

1. พ.ต.อ.พายัพ สมบูรณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

2. พ.ต.ท.สมศักดิ์ เกิดแสง รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

3. พ.ต.ท.ชาคร เปรมฤดีเลิศ รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

4. พ.ต.ท.มังกร พันธุระศรี สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

5. พ.ต.ท.บรรเทา ชุ่มปลั่ง สารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

และให้ข้าราชการตำรวจรักษาราชการแทนในตำแหน่ง ดังนี้

1. พ.ต.อ.ธงชัย บัวรังษี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

2. พ.ต.ท.สวัสดิ์ ภักดี รองผู้กำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 รักษาราชการแทนในตำแหน่ง รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

3. พ.ต.ท.สุสิริวงษ์ ยอดวงษ์ รองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 รักษาราชการแทนในตำแหน่ง รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

4. พ.ต.ท.สมศักดิ์ แก้วอุดม สารวัตรกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล รักษาราชการแทนในตำแหน่ง สารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

5. พ.ต.ต.อนันต์ เป้านา สารวัตรฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 รักษาราชการแทนในตำแหน่ง สารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน

ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงนามวันที่ 2 ก.ค. 67 โดย พ.ต.อ.ชัยพล เอกกุล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7