ตำรวจบุกรวบ “บังมัด คลองตัน”เอี่ยวเว็บพนัน UEA8 เงินหมุนกว่า 4 พันล้านบาท

ชุดปฏิบัติการพิเศษ DE บุกจับ “บังมัด คลองตัน” อดีตนักโทษอุกฉกรรจ์ หลังพบเชื่อมโยงเว็บพนัน UEA8 มีเงินหมุนเวียนกว่า 4 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางดิจิทัล หรือ DE ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สนธิกำลังร่วมกับตำรวจหน่วยต่างๆ นำหมายศาลเข้าจับกุม นายวันชัย มะอินทร์ หรือ บังมัด คลองตัน อดีตนักโทษอุกฉกรรจ์

สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง ในการทลายเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ UEA8 เงินหมุนเวียน 4 พันล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ได้ตรวจค้นตามหมาย พบนายสารสิทธิ์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับ และนายวันชัย หรือ “บังมัด คลองตัน” อยู่ในสถานที่ตรวจค้น และพบยาอีในที่เกิดเหตุ แต่ผู้หญิงซึ่งอยู่ในห้องกับ “บังมัด” ได้รับเป็นผู้ครอบครอง ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผล จนพบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดกับ นายสารสิทธิ์ กับพวก ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ จึงออกหมายจับจนนำมาสู่การจับกุมในวันนี้ 

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตามหมายจับศาลอาญา ฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวน โดยซึ่งทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต / นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน / และร่วมกันฟอกเงิน” 

พร้อมยึดบัตรเอทีเอ็ม และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง เพื่อตรวจสอบข้อมูล ก่อนนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่ง สน.สามเสน เพื่อดำเนินคดีต่อไป

“โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” สร้างคลังอาหารที่ยั่งยืนในโรงเรียน-ชุมชน

การมีโภชนาการที่ดี สุขภาพแข็งแรง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กในวัยเรียน โดยเฉพาะเยาชนในพื้นที่ทุรกันดารและชนบทห่างไกล ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายช้า ไม่สมวัยแล้ว ยังกระทบต่อพัฒนาการทางสมองด้วยเด็กๆ ด้วย

เป็นเวลา 36 ปีแล้ว ที่เครือซีพี ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ดำเนิน “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” เพื่อสนับสนุนให้น้องๆ มีภาวะโภชนาการที่ดี สุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากภาวะทุพโภชนาการ เพราะได้รับประทานไข่ไก่ ที่มีโปรตีนสูง อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และเป็นไข่ไก่ ที่ได้จากจากฝีมือการดูแลของพวกเขาเอง

ขณะเดียวกัน โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ยังเปรียบเสมือนห้องเรียนอาชีพ ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจเกษตร  การจัดการผลผลิต นำไปสู่ความยั่งยืนของโครงการฯ นักเรียนทุกคนได้ศึกษานอกห้องเรียน ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จากโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ได้ลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน กลายเป็นพื้นฐานความรู้ติดตัวพวกเขาตลอดไป นอกจากนี้ ไข่ไก่ สด สะอาด ปลอดภัย ส่วนที่เหลือ ยังกลายเป็น “คลังอาหารให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน” อีกด้วย  

นับตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนร่วมโครงการ 959 แห่งทั่วประเทศ ที่ CPF ให้การสนับสนุน ทั้งโรงเรือน พันธุ์ไก่ไข่ อาหารและอุปกรณ์ พร้อมทั้งส่งสัตวบาลผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดความรู้ เทคนิควิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การบริหารการเงิน การตลาดและจัดจำหน่าย ที่น้องๆ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและต่อยอดสู่อาชีพในอนาคตได้

 ปัจจุบัน มีนักเรียน 213,794 แสนคน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 16,086 คน และชุมชนอีก 2,374 แห่ง ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ และยังคงขยายความสำเร็จของโครงการฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการที่ดีให้แก่เด็กนักเรียน สร้างคลังอาหารในโรงเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน

เบตงยกระดับคุมเข้มความปลอดภัยสูงสุดสกัดคาร์บอมบ์ซ้ำรอยบันนังสตา

ยะลา-ตำรวจเบตงยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังสถานที่ราชการ ย่านการค้า สถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มในการตรวจตรายานพาหนะตามด่านตรวจจุดตรวจต่างๆ หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณหน้าแฟลตข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบันนังสตา

วันที่ 1 ก.ค. 67 ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณหน้าแฟลตข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบันนังสตา ในพื้นที่เขตอำเภอบันนังสตา จ.ยะลา โดยพฤติกรรมของคนร้ายคาดว่านำระเบิดแบบแสวงเครื่องประกอบในรถยนต์ (คาร์บอมบ์) นำไปจอดไว้บริเวณริมถนนหน้าแฟลตข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบันนังสตา ต่อมาได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น แรงระเบิดสร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านพักและแฟลตเป็นบางส่วน รวมถึงมีทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุได้รับความเสียหาย โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เข้าคลี่คลายสถานการณ์โดยใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำดับไฟที่กำลังลุกไหม้ รวมทั้งปิดกั้นสถานที่เกิดเหตุเร่งตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยและรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานต่างๆ

ทางด้าน พ.ต.อ.จิรวัฒน์ ดูดิง ผกก. สภ.เบตง ได้กำชับเจ้าหน้าที่ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังสถานที่ราชการ ย่านการค้า สถานที่ท่องเที่ยว โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรายานพาหนะตามด่านตรวจจุดตรวจต่างๆ รวมทั้ง ตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนและคู่มือทะเบียนรถอย่างละเอียด รวมทั้งบุคคลที่เป็นเป้าหมาย เพื่อป้องกันการนำยานพาหนะที่อาจจะมีการซุกซ่อนวัตถุระเบิดและได้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หากผู้ใดพบเบาะแส หรือพบวัตถุต้องสงสัย รวมถึงบุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่ สภ.เบตง หมายเลข 073-234777 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โดย..เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

กรมคุ้มครองสิทธิฯ พร้อมคุ้มครองความปลอดภัย “พยานเหตุคาร์บอมบ์ ที่บันนังสตา”

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า จากเหตุการณ์มีคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องประกอบในรถยนต์ (คาร์บอมบ์) บริเวณหน้าแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และชาวบ้านเจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีกหลายราย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง ละเมิดต่อสิทธิในการมีชีวิตเสรีภาพ และความมั่นคงในการดำรงชีวิตของบุคคล ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงระบุว่า ผู้ก่อเหตุอาจเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ดังนั้น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงขอให้ประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์ครั้งนี้ และเหตุการณ์อื่นๆ ที่คนร้ายก่อเหตุ ได้เข้ามาเป็นหรือให้ข้อมูลในฐานะพยาน ให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยพยานจะได้รับการคุ้มครอง ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ซึ่ง ข้อมูลของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ และจะปกปิดเป็นความลับ เพื่อนำไปสู่การจับกุมและหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

และขอให้ประชาชนที่จะเข้ามาเป็นพยานมีความเชื่อมั่นในกระบวนการคุ้มครองพยานว่าจะได้รับความปลอดภัยจากการดูแลจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปกปิดเป็นความลับ โดยประชาชนที่จะเข้ามาเป็นพยาน สามารถติดต่อขอเป็นพยานได้ที่ ศูนย์ประสานงานคุ้มครองพยานที่จัดตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และ จังหวัดนราธิวาส รวมทั้งหน่วยงานฝ่ายปกครอง ได้แก่ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการปกครองจังหวัด และหน่วยทหารในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สถานีตำรวจ สำนักงานยุติธรรมจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรม หรือ ที่สายด่วนยุติธรรม โทร. 1111 กด 77 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

รฟฟท. เผยความสำเร็จนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ครบ 8 เดือน มีผู้ใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เผยความสำเร็จของนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ครบ 8 เดือน มีผู้ใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสาย สีแดง เปิดเผยว่า ตามที่นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินภารกิจโดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะนโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการ Quick Win ที่สำคัญของกระทรวงคมนาคม โดยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้ขานรับและเริ่มดำเนินนโยบายดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 โดยในระยะแรก เป็นการเก็บค่าโดยสารแบบแยกแต่ละสาย ในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายธานีรัถยา ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรังสิต และสายนครวิถี ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีตลิ่งชัน

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ได้เริ่มให้บริการในระยะที่ 2 ซึ่งผู้โดยสารสามารถเดินทางข้ามสายระหว่างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ช่วงคลองบางไผ่ – เตาปูน ได้ในอัตราค่าโดยสารรวมกันสูงสุดเพียง 20 บาท โดยรถไฟฟ้าทั้งสองสายนั้น มีสถานีเชื่อมต่อการเปลี่ยนถ่ายระบบอยู่ที่สถานีบางซ่อน โดยก่อนเริ่มนโยบายอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีปริมาณผู้ใช้บริการเฉลี่ยในวันธรรมดา(จันทร์ – ศุกร์) อยู่ที่ 21,813 คน/วัน แต่หลังจากเริ่มนโยบายอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 30,952 คน/วัน เพิ่มขึ้น 41.90% และสามารถทำสถิติผู้ใช้บริการสูงสุด (New High) อยู่ที่ 39,567 คน เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 หรือหากนับจำนวนผู้โดยสารรวมตั้งแต่เริ่มนโยบายอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 8 เดือน มีจำนวนผู้โดยสารรวมสูงถึง 7,078,082‬ คน

โดยก่อนเริ่มนโยบายดังกล่าวมีการประเมินว่าอาจส่งผลให้บริษัทฯมีรายได้ลดลง แต่เนื่องจากมีปริมาณผู้ใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงคาดการณ์ว่าเมื่อดำเนินการตามนโยบายฯครบ 1 ปี จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทฯ หากเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเริ่มนโยบายฯ ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ของกระทรวงคมนาคม ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนได้

นายสุเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้มอบหมายและติดตามผลการให้บริการประชาชนของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ทั้งในด้านการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่น ต้องมีความสะดวก และไร้รอยต่อ รวมถึงมีความปลอดภัยในทุกการเดินทาง พร้อมสนับสนุนให้มีการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาบูรณาการโครงข่ายคมนาคมทุกระบบเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

เมนูใหม่ “กล้วยหอมทอดใยไหม”

โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ขอเชิญชวนคุณมาลิ้มลองเมนูใหม่ล่าสุดประเภทของหวานหรือทานเป็นของว่างด้วย “กล้วยหอมทอดใยไหม” โดยฝีมือเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ที่พร้อมมอบประสบการณ์การทานอาหารจีนใหม่ๆ ให้กับทุกท่าน

จากกล้วยหอมทองที่คัดคุณภาพ สุกกำลังดีมาคลุกแป้งสูตรพิเศษลับเฉพาะ ทอดจนเหลืองทอง อาจเป็นเมนูธรรมดาที่คุณก็เคยพบเห็นมาก่อน แต่เชฟ “ตุ๊” นราพงษ์ กองคำ Chinese Chef ประจำห้องอาหารจีนหยก โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ได้รังสรรค์ประดิดประดอยความสวยงามที่ประณีตและพิถีพิถัน ด้วยใยไหมเงางาม เพิ่มมูลค่าให้น่าชมและรสชาติที่อร่อยหวานกำลังดี เป็นเมนู “กล้วยหอมทอดใยไหม” ราคาเพียงที่ละ 399 บาท++ (10 ชิ้น) สามารถมาสั่งทานได้ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น

นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจีนหลากหลายสไตล์ทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัยให้เลือกอิ่มอร่อย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/yoktheemerald

ฝนตกหนัก ลมแรงโค่นต้นไม้ใหญ่ล้มทับขวางถนน แม่สอด–แม่สะเรียง

ปกครอง สนธิกำลังร่วมกับ อ.ท่าสองยาง ทหารพราน และอปท.ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน นำกำลังเร่งเคลียร์ต้นไม้ใหญ่ล้มทับขวางถนน แม่สอด – แม่สะเรียง

เมื่อคืนกลางดึกวันที่ 1 กรกฎาคม 2567.ที่ผ่านมาจากการที่ได้เกิดฝนตกหนัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35.กองร้อยทหารพรานที่ 3505 และ จนท.องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ในพื้นที่ ได้เข้าดำเนินช่วยเหลือประชาชน ภายหลังพบว่ามีต้นไม้ใหญ่ล้มทับขวางเส้นทางจราจร ทางหลวงหมายเลข 105 แม่สอด – แม่สะเรียง หลักกิโลเมตร ที่ 108 + 450 ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เนื่องจากมีฝนตกหนักลมพายุแรง ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่สามารถสัญจรผ่าน ไป – มา

ทำให้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอท่าสองยาง หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35. และ จนท.องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จึงได้เร่งทำการช่วยเหลือประชาชน โดยเข้าทำการตรวจสอบ และ ช่วยเหลือประชาชนโดยได้ทำการตัดต้นไม้ที่ล้มขวางเส้นทางสัญจรบนถนนหนทางในพื้นที่ และได้ทำการเคลื่อนย้ายต้นไม้ออกจากพื้นที่ผิวจราจร ตลอดจนทำความสะอาดเศษวัสดุ กิ่งไม้ที่เป็นอุปสรรค และอาจก่อนให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทางออกจากพื้นถนน ปัจจุบันนี้รถสามารถสัญจรผ่านไปมาได้.

ทลายคาราโอเกะ นวดแผนโบราณแฝงค้ากามสาวไทย-ลาว ย่านหนองจอก

กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์(บก.ปคม.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1 บก.ปคม. ร่วมกันจับกุม 7 ผู้ต้องหา ข้อหากระทำผิดฐาน ผู้ต้องหาที่ 1 กระทำความผิดฐาน 1. เป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีฯ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ 2. รับบุคคลต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตฯ ตาม พรบ.การทำงานของคนต่างด้าวฯ ผู้ต้องหาที่ 2, 5 ,6 กระทำความผิดฐาน 1. มั่วสุมในสถานการค้าประเวณีฯ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ ผู้ต้องหาที่ 3 และ 4

กระทำความผิดฐาน 1. มั่วสุมในสถานการค้าประเวณีฯ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ 2. เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานฯ พรก.บริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าวฯ ผู้ต้องหาที่ 7 กระทำความผิดฐาน 1. มั่วสุมในสถานการค้าประเวณี ฯ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ 2. เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ 3. เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานฯ พ.ร.ก.บริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าวฯ สถานที่จับกุม ร้านคาราโอเกะ แขวงหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพฯ

พฤติการณ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กก.1 บก.ปคม. ร่วมกับ สน.หนองจอก ได้ดำเนินการ ตามแผนจัดระเบียบสังคม ปกป้องสิทธิเด็กและสตรี ปราบปรามการค้ามนุษย์ และสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท โดยได้ดำเนินการวางแผนเข้าจับกุม ร้านคาราโอเกะ ถ.ประชาราษฎร์ แขวงหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ซึ่งสืบทราบว่ามีการให้บริการจำหน่ายอาหารเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมทั้งมีการให้บริการนวดแผนโบราณแต่กลับมีการแอบแฝงการค้าประเวณีภายในร้านจากทั้งหญิงไทยและหญิงซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการปฏิบัติการอำพราง ล่อซื้อเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยได้เข้าไปตรวจสอบ พบมีพนักงานสาวในร้านปรนนิบัตินั่งดื่มกินกับลูกค้า และเสนอขายบริการทางเพศ จึงตกลงและจ่ายเงินค่าซื้อบริการทางเพศเป็นที่เรียบร้อย และพนักงานหญิงสาวพาขึ้นไปบริเวณห้องชั้นบนของร้าน และได้ทำการตระเตรียมถุงยางอนามัยเพื่อใช้ในการร่วมประเวณี เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการจับกุม

จากการเข้าตรวจค้นและตรวจสอบพื้นที่ ภายในร้านพบเป็นอาคารพาณิชย์ 2 คูหา โดยบริเวณด้านล่าง มีโต๊ะให้บริการสำหรับให้ลูกค้านั่งดื่มกิน ในส่วนบริเวณ ชั้น 2-3 มีการดัดแปลงซอยห้อง กว่า 10 ห้อง มีฟูกปูนอนกับพื้น เพื่อใช้ในการนวดแฝงค้าประเวณี และยังตรวจพบถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นภายในร้าน มีห้องน้ำใช้ร่วมกัน ไม่มีการเก็บขยะสิ่งปฏิกูลที่เป็นสัดส่วน ระบบระบายอากาศมีความแออัด ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่มีสภาพไม่ถูกสุขลักษณะพื้นฐานในการที่จะประกอบเป็นกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สปา หรือ นวดแผนไทย และสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคต่างๆเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่มาเข้าใช้บริการ

ในส่วนของพนักงานหญิงที่ให้บริการอยู่ภายในร้าน พบเป็นพนักงานหญิงชาวไทยและหญิงต่างด้าวทั้งหมด 6 คน แบ่งเป็นเป็นชาวไทย 3 คน และ บุคคลต่างด้าวชาวลาว 3 คน และ พบเจ้าของร้าน 1 คน ทราบชื่อ คือ นางรัศมีฯ สัญชาติ ไทย แสดงตัวเป็นเจ้าของ และผู้ดูแลกิจการร้านดังกล่าว โดย เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นที่บริเวณเคาน์เตอร์คิดเงินที่ นางรัศมีฯ ผู้ต้องหาที่ 1 นั่งดูแลอยู่ ซึ่งตรวจพบธนบัตร ที่ได้มีการลงประจำประวันล่อซื้อ อยู่กับตัว รับสารภาพว่าเป็นเงินที่ทางร้านได้เป็นค่าให้พนักงานหญิงขึ้นไปขายบริการทางเพศ, ผู้ต้องหาที่ 2 – 3 ตรวจพบอยู่ภายในห้องและพบถุงยางอนามัยพร้อมซองที่ฉีกพร้อมใช้และพบธนบัตร ที่ได้มีการลงประจำประวันล่อซื้อ อยู่กับตัว รับสารภาพว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายบริการทางเพศ, ผู้ต้องหาที่ 4-7 ตรวจพบอยู่บริเวณชั้นล่างของร้าน โดยรับว่าเป็นพนักงานบริการลูกค้าในสถานค้าประเวณีนี้

ในการปฏิบัติการทางเจ้าหน้าที่ได้นำพนักงานหญิงบริการทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการคัดกรองช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (NRM) ว่า มีการขู่บังคับ หรือ กระทำการอื่นใดแก่พนักงานหญิงบริการภายในร้านที่เข้าข่ายเป็นเหยื่อค้ามนุษย์หรือไม่ ซึ่งไม่พบว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์แต่อย่างใด สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพ

ดารา นักร้อง นักมวย นักเตะทีมชาติ เซียนพระกว่า 300 ชีวิตร่วมโม่แข้ง IDOL LEAGUE 2 เพื่อการกุศล

IDOL LEAGUE 2 มหากาพย์ LEAGUE FOOTBALL ของคนออนไลน์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Youtuber ดารา นักร้อง Rapper นักมวย นักเตะทีมชาติ เซียนพระ กว่า 300 ชีวิตร่วมใจฟาดแข้งเพื่อการกุศล


หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับการแข่งขันฟุตบอล ไอดอลลีก SEASON 1 การปะทะแข้งจากเหล่า ยูทูปเบอร์ ,สตรีมเมอร์ ,TikTok ,ดารา ,นักร้อง ,อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ , นักมวย ฯลฯ จนได้รับการตอบอย่างท้วมท้น บัตร 10,000 ใบขายหมดเกลี้ยงภายใน 4 วัน สร้างปรากฏการณ์ผู้เข้าชมคลิปใน SEASON 1 รวมกันในทุกช่องทางมากกว่า 650 ล้านวิว

การเกิดขึ้นของ IDOL LEAGUE SEASON 2 (Presented by Jaymart Group) ที่ถูกยกให้เป็นมหากาพย์ LEAGUE FOOTBALL ของคนออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของ 3 ผู้จัดไฟแรง อย่าง “มาย เมท เนท” “โจ นพรัตน์” และ “เบล ขอบสนาม” ที่ได้จับมือร่วมใจกันจัดงานนี้ขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ในการสร้างโอกาสและสิ่งดีๆให้แก่ประเทศและเยาวชนชาวไทย เพื่อตอกย้ำความสำเร็จจากซีซั่นแรก

และครั้งนี้คนดังจากทุกวงการก็ขอเข้าร่วมแข่งขันมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเบอร์, สตรีมเมอร์, Rapper, TikTok, ดารา นักร้อง ,อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ , นักมวยชื่อดัง ,วีรบุรุษโอลิมปิค หรือแม้กระทั่งเซียนพระเครื่อง รวมกว่า 300 ชีวิต ที่มาร่วมแข่งฟุตบอลเพื่อสร้างกุศลร่วมกัน โดย ใช้เวลาในรอบคัดตัวกว่า 4 เดือน ใน 18 แมตซ์การแข่งขัน จนเหลือ 6 ซุปเปอร์สตาร์ทีม

1.Team Online All-Stars

อาทิ MyMateNate (กัปตันทีม) ,โอ๋ มะระซิ่ง , ครอบครัวสายฮา ,Arnon ,Bossnan Family,Phutoza,ใจร้าวYES I GO, FizartVLOG , POOWARAK , RPG ,ตี๊ฟ ตระกูลมวย, BossSupod , วัชริกา , STEFAN , L.Moowan , Golp GGenjoy, คิวไดเม่ ,BANK NER , M PENG C ,Coach Nay , Komna channel , ALBERTT , Topp Jirayut

2.Team Esaan United

อาทิ แสนชัย ไทยไฟท์ [กัปตันทีม] , นุ๊ก ธนดล , สมจิตร , ไผ่ พงศธร , ซุปเปอร์เล็ก, แสน นากา , เบิ้ล ปทุมราช ,NEK NARUEPOL , ก้อง ห้วยไร่ , ลำเพลิน ,ต้องเต , บัวขาว , กันต์ ณภัทร , โจอี้ ภูวศิษฐ์ , เอกพล สำราญมน, รณชัย พงพุทธา , พงษ์พันธุ์ ทานะมัย , ธีระวุฒิ สัมพันธ์ , ต๋อง ชวนชื่น , ป๊อป มงคล

3.Team BaaBall F.C.

อาทิ วัลลภ ซูซูกิ [กัปตันทีม] , เบล ขอบสนาม , เต๋า เศรษฐพงศ์ , โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ , ลีซอ ธีรเทพ, Yamal,AK7EVEN ,Charly,Joker DMT,RachYO,P-HOT WAY-G , TANTHAMLany, KIW , ปาม วาทะลูกหนัง ,จีโน่ The Snack , ABBSPORTHD69 , ฯลฯ

Team The Hip Hop

อาทิ Nino [กัปตันทีม] , SARAN , P Hot , NINO , BOSSSICK , K6Y, JARVIS, Ale x, AOD , Sakon ,Jeffy , TONGPATT ,NINTYONE ,BKING , YO ,YourMOOD , PROM

Team Artist Alliance

อาทิ เก้า จิรายุ ,The Mousses, เท็น Musketeers,โดม Black Vanilla,INK Waruntorn, บอย Lomosonic, โต้ nap a lean ,บี๊บ ROOFTOP,เต่า Mild ,เอ๋ Monotone, Paradox,ถั่ว Monotone ,ดีเจ Cat radio เต๋า The Yers อิฐ zheez, เด่น lomosonic ,นัน Labanoon เซน Paper Planes


Team Fight Knight

อาทิ รถถังจิตรเมืองนนท์ , แม็คโยนเหรียญ,อั๋นชลบุรี,บอยท่าพระจันทร์,ชุปเปอร์บอน,ยิว ฉัตรมงคล , โคตะ ดัสกร ทองเหลา ,จอร์จช่อง7 , ปตท.อภิชาติฟาร์ม , เอ็มหัตถ์เทพ , ลูกทรายกองดิน ,สินสมุทร กลิ่นมี, น้องโอ๋, ฮามามวยไทย , ตะวันฉาย , เพชรเฟอร์กัส , ฟูอะโลน , บอยเชียงราย

“มาย เมท เนท” หนึ่งใน 3 โปรโมเตอร์ ผู้จุดประกายการจัด การแข่งขันฟุตบอล IDOL LEAGUE กล่าวถึงการจัดงานแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ว่า “ ทุกความสำเร็จของการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็น ไอดอล ไฟท์ หรือ ไอดอล ลีก เราทุกคนทุ่มเท รวมพลังกันเพื่อทำงานนี้ ทั้งตัวผมเอง หรือเบล หรือพี่โจ ที่ช่วยกันจัดงานนี้ เพราะพวกเรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่จะการสร้างโอกาส ให้แก่เยาวชนไทย เราชวนเพื่อนๆ พี่-น้อง ในทุกวงการ มาทำการกุศลผ่านการแข่งขันฟุตบอล ใช้เวลาในการคัดตัว กว่า 4 เดือน แข่งไปถึง 18 แมทซ์ คัดจนเหลือ 6 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันนี้ ทุกคนที่มาร่วมแข่ง ไอดอลลีก ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการทำกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่เพื่อเยาวชนไทยครับ ” มาย เมท เนท กล่าว

การจัดการแข่งขันที่ใช้มาตรฐานการจัดและเทคนิคถ่ายทอดสดระดับโลก แข่งแบบจับฉลากแบ่งสาย แพ้คัดออก เพื่อชิงเงินรางวัล 1,000,000 บาท ( หนึ่งล้านบาท) โดยเงินรางวัลของแต่ละทีมที่ได้รับ ทุกบาททุกสตางค์ ทุกทีมจะมอบให้แก่ 6 องค์กรการกุศล​ด้วยเป้าหมายในการสร้างโอกาส ผ่านองค์กรการกุศลในมูลนิธิต่างๆ และเพื่อเยาวชนไทยผ่านไปทางองค์กรที่สนับสนุนเด็กๆในกีฬาฟุตบอล โดยเงินรางวัลครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Jaymart Group


ผลการแข่งขัน Idol League Season 2 ได้แก่

แชมป์ได้รับ เงินรางวัล 350,000 บาท ได้แก่ทีม The Hip Hop มอบให้ สถานสงเคราะห์บ้านพักนักเรียนสุขใจมูลนิธิส่งเสริมเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ และ มูลนิธิโรงพยาบาลราชพิพัฒน์


รองแชมป์ได้รับเงินรางวัล 250,000 บาท ได้แก่ทีม Esaan United มอบให้โรงเรียนวัดปางแก อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา


ที่ 3 ครองรางวัลคู่ ได้รับเงินรางวัล 125,000 บาท ได้แก่ทีม Fight Knight และ ทีม Online All-Stars มอบให้ โรงพยาบาลป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง และ โครงการพัฒนากีฬาฟตุบอลโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาสู่อาชีพ โดยสหพันธ์กีฬาฟุตบอลโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาภาคใต้


ที่ 4 ครองรางวัลคู่ ได้รับเงินรางวัล 125,000 บาท ได้แก่ทีม Artist Alliance และ ทีม BaaBall F.C. มอบให้ มูลนิธิรักษ์ไทย : เก็บขยะใต้ทะเลคืนความสมบูรณ์ให้ท้องทะเลเกาะเต่า และ โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ

ช่างเทียนวัดโคราช เร่งแกะสลักเทียนพรรษาสุดอลังการร่วมงานแห่เทียนปีนี้

นครราชสีมา-ช่างเทียนวัดในโคราช เร่งแกะสลักเทียนพรรษา ตกแต่งขบวนเทียนสุดอลังการ เตรียมร่วมงานประเพณีแห่เทียนพรรษาปีนี้

เมือวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 แกะเทียนพรรษาของวัดเดิม ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา กำลังเร่งมือแกะสลักต้นเทียนพรรษาเป็นลวดลายไทย พร้อมประดับตกแต่งขบวนเทียนอย่างวิจิตรประณีตสวยงาม เพื่อนำเข้าร่วมในงานประเพณีแห่เทียนพรรษาของจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้ชื่อ “แสงเทียนแห่งธรรม งามล้ำเมืองย่า 72 พรรษา มหาราชา” ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) อ.เมืองนคราชสีมา จ.นครราชสีมา ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 กรกฎาคม 2567 เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ในงานจะมีการประกวดต้นเทียนพรรษา 3 ประเภท ได้แก่ ประเภท ก , ประเภท ข และประเภท ค พร้อมทั้งมีการประกวดขบวนแห่เทียนพรรษา , การแสดงแสง สี เสียง ,การแสดงดนตรีศิลปวัฒนธรรม และการแสดงมหรสพสมโภช ทางวัดต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่เคยร่วมกิจกรรมในแต่ละปี ต่างเร่งมือแกะสลักประดับประดาตกแต่งต้นเทียนพรรษาเพื่อเตรียมเข้าร่วมในงาน

สำหรับขบวนต้นเทียนพรรษาของวัดเดิมในปีนี้ ส่วนหน้าของขบวนจะนำด้วยพญาครุฑ สื่อถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่และความเจริญรุ่งเรือง ถัดมาเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ หลักธรรมคำสอนพรหมวิหาร 4 และยังมีเหล่าเทวดา นางฟ้า สัตว์ป่าหิมพานต์อีกมากมายร่วมส่งเสด็จ

นายเกียรติศักดิ์ ด้วงทอง อายุ 25 ปี ช่างเทียนพรรษาวัดเดิม บอกว่า “ในปีนี้จะใช้เทียนทั้งหมด 8 ตัน เป็นเงินกว่า 3 แสนบาท หล่อขึ้นรูปและแกะสลักขบวนเทียน มีความสูง 5 เมตร ยาว 19 เมตร ใช้ระยะเวลาแกะสลักประดับตกแต่ง ประมาณ 90 วัน เพื่อให้เป็นขบวนต้นเทียนพรรษายิ่งใหญ่และอลังการที่สุด ก่อนแห่ไปอวดโฉมแสดงโชว์ให้ประชาชนชาวโคราชและนักท่องเที่ยวได้ชมในงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดนครราชสีมา ประจำปี 2567

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา