หมูเถื่อนไม่มี แต่ราคาไม่มา คดีไม่คืบหน้า

นับเป็นข่าวดีของเกษตรกรเลี้ยงหมูที่สัปดาห์ก่อน นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เอ่ยปากด้วยความเป็นห่วงราคาหมูในประเทศที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับขึ้นถึงจุดคุ้มทุนเสีย ทั้งที่ “หมูเถื่อน” ถูกปราบปรามลดลงและไม่มีใครกล้านำเข้ามาใหม่ พร้อมสั่งการตรงกับ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระเกษตรและสหกรณ์ ให้ตรวจสอบและหาแนวทางการในการกำหนดราคาที่เป็นธรรมกับผู้เลี้ยงหมูมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มีการปราบปรามหมูเถื่อนมาโดยตลอด จนสถานการณ์เบาลง เไม่มีผู้ประกอบการรายใดนำเข้ามา มีแต่รายย่อยตามตะเข็บชายแดนเพื่อนบ้าน ส่วนรายใหญ่ๆ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังดำเนินคดีเรื่องการฟอกเงินและมีการยึดทรัพย์ไปบ้างแล้ว ส่วนรายย่อยถูกจับกุมและอยู่ระหว่างดำเนินคดีเกือบ 300 คดี ซึ่งเป็นการขยายผลมาจากการจับกุมรายใหญ่

เห็นท่านนายกฯ ยังไม่ลืมความทุกข์ร้อนของผู้เลี้ยงหมูแบบนี้ ทั้งยังสั่งการให้หาวิธีที่จะทำให้ราคาเป็นธรรมแล้ว ผู้เลี้ยงหมูคงได้แต่ขอบคุณ และหวังว่าราคาหมูจะปรับขึ้นได้ตามกลไกตลาด สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของเกษตรกรในเร็ววัน เพราะทุกวันนี้ยังมีภาระขาดทุนสะสมที่ต้องรับผิดชอบ ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ พลังงาน และปัจจัยการป้องกันโรค ที่ยังรอการพิจารณาของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรค ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเลี้ยงหมูของไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ และสามารถส่งออกเนื้อหมูเพื่อเพิ่มมูลค่านำเงินตราเข้าประเทศในระยะยาว

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เลี้ยงหมูอยากขอให้ท่านนายกฯ ช่วยติดตามและสั่งการเร่งด่วนไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คือ ให้เร่งเอาผิดกับผู้ลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนโดยเร็ว เนื่องจากคดียืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปี อีกทั้งคดีใหญ่ๆ ยังไม่มีความคืบหน้า และยังใช้แนวทาง “คดีนอกราชอาณาจักร” มาใช้ในการสอบสวน ยิ่งทำให้ขั้นตอนการดำเนินคดีล่าช้าออกไปอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี ถึงตอนนั้นจะเป็นการยากที่จะกลับมาหา หลักฐาน หรือ สอบพยานเพิ่มเติมได้ ที่สำคัญหากคดีความหมดอายุ ผู้กระทำผิดไม่เพียงหลุดคดี อาจฟ้องกลับหน่วยงานภาครัฐได้ ถึงวันนั้น สิ่งที่สอบสวนและดำเนินคดีมาทั้งหมด จะเสียเปล่าและใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เกิดความเสียหายแทน

นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงหมู ยังต้องการให้ภาครัฐมีการตรวจสอบและกวาดล้างหมูเถื่อนให้แน่ใจว่าหมดสิ้นแล้วจริงๆ โดยเฉพาะท่าเรือและโรงงานแปรรูปขนาดเล็ก ที่อาจจะยังใช้หมูเถื่อนเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพราะหมูเถื่อนเป็นตัวแปรสำคัญที่ให้เกิดปัญหาเนื้อหมูล้นตลาด (over supply) และฉุดราคาหมูไทยให้ตกต่ำ จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการดำเนินคดกับบริษัทนำเข้า นายทุน นักการเมืองและข้าราชการ ที่ร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนให้ถึงที่สุด

จากปี 2565 ถึงปัจจุบัน คดีหมูเถื่อนที่แยกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1. หมูเถื่อนภายใต้การดำเนินคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว 3 คดี 2. หมูเถื่อนตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง 161 ตู้ พบผู้กระทำผิดเป็นบริษัทนำเข้าและชิปปิ้ง โดย DSI ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 3. หมูเถื่อน 2,385 ใบขน ซึ่งเป็นการขยายผลการจับกุมจากคดีที่ 2 และจะใช้แนวทางคดีนอกราชอาณาจักร เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมที่ประเทศต้นทางนำเข้า 4. หมูเถื่อนและซากสัตว์ลักลอบนำเข้า 10,000 ตู้ จับกุมผู้ต้องหาได้แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า และ 5. หมูเถื่อนเปิดตู้ตกค้างเพิ่มเติมที่ท่าเรือแหลมฉบัง 17 ตู้ บพมีผุ้ต้องหารายเก่าและรายใหม่เป็นเจ้าของ คดีอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวน

หวังว่า การลงมาสั่งการเองอีกครั้งของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา จะเป็นแรงขับเคลื่อน DSI ให้เร่งทำคดีอย่างรวดเร็วและเห็นผลตามเป้าหมาย กล่าวคือ ได้ตัวผู้กระทำผิดทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง มาลงโทษตามกฎหมาย ดดยไม่เกิดเหตุการณ์ déjà vu จนต้องสั่งปลดใครซ้ำสอง

โดย…อาบอรุณ ธรรมทาน นักวิชาการอิสระ

“ดิสนีย์”ขยายเวลาจัดแสดงยาวถึง 29 ก.ค.เพิ่มรอบเพลงเวอร์ชั่นภาษาไทยตามเสียงเรียกร้อง

IMMERSIVE DISNEY ANIMATION ประกาศขยายเวลาจัดแสดงจนถึงวันที่ 29 ก.ค. พร้อมเพิ่มรอบเพลงดิสนีย์อดนิยมในเวอร์ชั่นภาษาไทยตามเสียงเรียกร้อง

ผู้จัดงาน Immersive Disney Animation โดย Base Entertainment Asia, Walt Disney Animation Studios และ Starvox ประกาศขยายเวลาการจัดแสดงงานจนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2567 ในช่วงเวลาขยางานแสดงจะมีการนำเสนอเพลงดิสนียในนภาษาไทยเพิ่มเติม

โดยงานแสดง Immersive Disney Animation ได้เปิดตัวบนชนั้ 1 ของอาคาร EM Tower ที่ Emsphere มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนๆดิสนีย์ ทั่วประเทศ ด้วยจำนวนผู้เข้าชมชมมากมายอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดแสดงเกือบสองเดือน ผู้จัดงานจึงตัดสินใจขยายระยะเวลาจัดแสดงออกไปอีก เพื่อลดความผิดหวังของแฟนๆ ที่ไม่ได้เข้าชม

และสุดพิเศษ สำหรับแฟนดิสนีย์ชาวไทย จะได้พบกับโอกาสสุดพิเศษในการเพลิดเพลินกับเพลงดิสนีย์ในเวอร์ชั่นภาษาไทย ที่สามารถร้องตามไป พร้อมกับบรรยากาศ 360 องศา ที่มีฉากประทับใจและตัวละครที่ไม่เคยลืม ของดิสนีย์จากยุคเรเนซองส์ จนถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ล่าสุดที่ได้รับความนิยมทั่วโลก


พร้อมกันนี้ Base Entertainment Asia จับมือร่วมกับมูลนิธิ The Voice Foundation เสียงจากเรา โดย คุณเก๋ ชลลดา เมฆราตรี (สิริสันต์) เตรียมเปิดรอบพิเศษ พาน้อหมา พาน้องแมว มาร่วมชม immersive disney animation โดยสามารถติดตามรายละเอียดรอบพิเศษนได้ที่

IG / FB: The voice foundation

https://www.facebook.com/thevoiceforanimals?mibextid=LQQJ4d
https://www.instagram.com/thevoicefoundation?igsh=NGU1Y3E3OGFxcmEy
IG : คุณเก๋ ชลลดา https://www.instagram.com/kaechollada?igsh=dThjYmppb3Nnd2F4
Thai Ticket Major : https://www.thaiticketmajor.com/immersive-disney-animation/

ทั้งนี้งานแสดง Immersive Disney Animation เป็นการจัดแสดงนาน 90 นาทีที่ถูกออกแบบมาเพื่อพาผู้เข้าชมเดินทางผ่านประสบการณ์อันสุดแสนประทับใจทั้งภาพ เสียง และสัมผัสกับภาพยนต์เอมิเนชั่นคลาสสิกของดิสนีย์ที่มีอายกุว่า 100 ปี นอกจากภาพยนตร์ที่มีการนา เสนอเช่น Frozen, Encanto, Zootopia, Big Hero 6, The Little Mermaid, Peter Pan และ The Lion King งานแสดงนี้ยังเน้นไปที่ศิลปะ, ดนตรี และเทคนิคการสร้าง ภาพยนตร์เอมิเนชั่นสุดคลาสสิก ที่ไร้กาลเหล่านี้ให้มีชีวิตชีวา และเป็นการชื่นชมไปกับมรดกทางวัฒนธรรมยันยาวนานของ Walt Disney Animation Studios

ข้อมูลการจำหน่ายบัตร ช่วงเวลาจัดแสดง:ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึง 29 กรกฎาคม 2567 ช่วงเวลาการเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน เวลา 11.00 น., 14.00 น., 15.30 น., 18.30 น., 20.00 น. (ภาษาอังกฤษ), 12.30 น., 17.00 น. (ภาษาไทย) ราคาบัตร: 1,999 / 1,699 / 1,299 / 999 / 699 บาท การซื้อบัตรหน้า ชั้น 1 อาคาร EM Tower ที่ Emsphere
ลิงก์ซอื้ต๋วั: https://www.thaiticketmajor.com/immersive-disney-animation/

ราคาอาหารหลักร้อย อร่อยหลักแสน ชมวิวหลักล้านที่’สลามซ่อนกลิ่น’

ใครที่ยังไม่ได้ไปลอง ขอเชิญชวนเลยนะ..ร้าน สลามซ่อนกลิ่น ซึ่งเป็นร้านอาหารฮาลาล ที่มีสุดยอดเมนูที่หาทานกันไม่ได้ง่ายๆ ราคาสุดคุ้ม ความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร มีที่นั่งรับประทานมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งที่นั่งแบบชิวๆในร้าน ริมสระ หรือนั่งบนโซนอยู่ในน้ำ เดินบนสะพาน ที่มีโต๊ะที่นั่งกันแบบสบายๆ สงบ ชมบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ ทุ่งนา พร้อมสูดออกซิเจนบริสุทธิ์ได้เต็มปอด ส่วนคนที่ชอบถ่ายรูป แนะนำเลยว่า ต้องมาที่นี่ เพราะวิวที่นี้สวยมาก ท้องฟ้าใกล้ค่ำ กับสีสันของแสงไฟ และภูเขาที่เขียวขจี ของพระตำหนักราชนิเวศ หรือที่ชาวนราธิวาสเรียกว่าเขาตันหยง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ของต้นไม้ใหญ่ และสัตว์นานาชนิด เช่น นก ที่เราสามารถมองเห็นได้เวลาบินกลับรัง


เมนูอาหารที่นี้มีให้เลือกหลากหลาย จะสั่งแบบเป็นเซตครอบครัวหรือจานเดียว ก็ได้

เมนูแนะนำ ซุปเป็ดเทศ เป็นตัวเริ่มต้นที่ 599 -999 บาท ตามน้ำหนักของเป็ด เสริฟเป็นตัว แบบกินอิ่มคุ้มในราคาสบายกระเป๋า



เมนู กระต่ายผัดพริกไทยดำ เป็นตัวราคา 599 บาท แต่ถ้าเอาแบบจานด่วน เริ่มต้นที่ 159/299 / ตามน้ำหนักของกระต่าย (อร่อยมากๆ ถ้าลองจะติดใจ )

เซต A ราคา 759 บาท มีซุปเป็ดเทศ ผักบุ้งไฟแดง ปลาทอดขมิ้น น้ำจิ้มซีฟู๊ด น้ำจิ้มไก่ ข้าวเปล่า 4 จาน

เซต B ราคา 499 บาท มีกุ้งแม่น้ำต้มมะขาม ไก่ทอดน้ำปลา ผัดผักรวม ยำทะเล น้ำจิ้มแจ่ว ข้าวเปล่า 4 จาน


นอกจากนี้มีเมนู อาหารตามสั่ง เช่น ปลากะพงราดพริก ปลากะพงทอดน้ำปลา แกงส้ม เนื้อแดง ผักคะน้าปลาเค็ม เป็นต้นกว่า30 เมนู

เมนู มุมกาแฟสด น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มหลากหลาย อร่อยตามสั่ง


คุณ อริสรา วิเชียรสมร เจ้าของร้านสลามซ่อนกลิ่น บอกว่า ร้านสลามซ่อนกลิ่นเป็นร้านอาหารอยู่ในหมู่บ้านพิกุลทอง ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองจังหวัดนราธิวาส เป็นร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เป็นอาหารฮาลาล ปรุงโดยมุสลิมแท้ จุดเด่นของร้านหนีไม่พ้น บรรยากาศของร้านที่เห็นตอนนี้เป็นยามเย็นของร้าน ถ้ามาเวลานี้ท่านจะได้เห็นวิวภูเขา ที่อยู่ด้านหน้านี้ คือพระตำหนักทักษิณราชนิเวศ และก็ที่นั่งของร้าน มีที่นั่งโซนด้านล่าง ซึ่งจะอยู่ในน้ำ และก็ถ้าเป็นช่วงเวลากลางคืนเราจะเน้นความสว่างของไฟ สีสันยามค่ำคืน อันนี้จะเป็นจุดเด่นของร้าน

สำหรับเมนูอาหาร เราเชื่อว่าทางร้านของเราน่ะ มีเมนูอาหารที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครนั้นคือจะเป็นซุปเป็ดเทศ ต้มสมุนไพร เวลาเราจะจัดเสริฟ เราจะเสริฟเป็นตัว ซึ่งเรามั่นใจว่าจะแตกต่างจากที่อื่น และก็รสชาติก็จะเข้มข้น ไม่เหมือนใครแน่นอนค่ะ และก็อาหารอีกอย่างหนึ่งที่เชื่อว่าไม่มีที่อื่นและก็หาทานได้ยาก ก็คือ กระต่ายผัดพริกไทยดำ ซึ่งเราก็จะเป็น กระต่ายมีทั้งตัวหรือว่าสั่งเป็นครึ่งตัวบางคนคิดว่ากระต่ายทานไม่ได้ แต่ตามหลักอิสลามคือ สามารถทานได้น่ะค่ะ บางคนอาจคิดว่า กระต่ายนี้เป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก แต่อันนี้เป็นกระต่ายพันธุ์ที่เราสามารถทานได้

นอกจากซุปเป็ดเทศ และก็กระต่ายพริกไทยดำแล้วเรายังมีอีกเมนูที่เป็นสิกเนเจอร์คือ กุ้งแม่น้ำต้มมะขาม มะขามที่เราใช้ก็จะเป็นมะขามสด เวลาเราทานจะออกไปทางเปรี้ยว ทานแล้วรู้สึกว่า สดชื่น ถ้าใครรู้สึกว่าอาการไม่ค่อยดี ตัวรุมๆ ถ้าเกิดว่าได้ซดน้ำของกุ้งแม่น้ำต้มมะขามของเราเชื่อว่า ท่านจะรู้สึกดีขึ้น หายจากอาการไข้หรือว่าหายป่วยได้ค่ะ นอกจากเมนูหลักๆแล้ว ทางร้านยังมีเมนู จานเดียว ถ้าเกิดว่า ท่านมา 1-2 คน จะรับประทานจานเดียวก็มีอีกหลายเมนู หรือว่าจะเป็นเมนูทานเล่นพาเด็กๆมาด้วยก็สามารถสั่งอาหารทานเล่นได้ค่ะ และร้านยังมีกาแฟสด ถ้าเกิดว่าท่านมาชมบรรยากาศ ไม่อยากจะทานของหนัก ก็สามารถที่จะจิบกาแฟชมบรรยากาศได้

ร้านเราสามารถรองรับลูกค้าทุกท่านเลย ไม่ว่าจะมาเดี่ยวหรือมาเป็นคู่หรือมาเป็นกลุ่มใหญ่ เราก็สามารถรองรับได้ ทั้งอาหาร สถานที่จอดรถ สะดวก ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ประเทศมาเลเซีย ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวที่จังหวัดอื่น ก็จะแวะทานอาหารที่ร้านก่อน และจะสั่งซุปเป็ดคู่กับกระต่ายผัดพริกไทยดำ เพราะรสชาติไม่เหมือนกับบ้านตนเอง

วิธีทำซุปเป็ดเทศ คือนำเป็ดเทศเป็นตัวที่ล้างสะอาดแล้วแล้วนำมาต้มกับสมุนไพร คือ หลักๆคือตะไคร้ กระเทียม ข่า ขิง และเครื่องซุป นำมาต้มเข้าด้วยกัน ประมาณ 2 ชั่วโมง เล่นไฟแรงๆ เพื่อให้เครื่องสมุนไพรซึมเข้าในเนื้อของเป็ด พอเห็นว่าน้ำซุป หอม เข้มข้น ก็จะใช้ไฟอ่อนๆรอสักพักใช้ซ่อมเจาะเข้าเนื้อ ถ้าเห็นว่า ซ่อมที่แทงเข้าเนื้อนิ่มแทงเข้าสุดแล้ว เป็นอันสุก ยกได้ทันที

วิธีการทำ กระต่ายผัดพริกไทยดำ คือนำกระต่ายที่ล้างสะอาดแล้ว นำมาต้มก่อน เพื่อให้เนื้อกระต่ายกระชับต้มด้วยตะไคร้กับข่า เพื่อดับกลิ่นคาว สับเป็นชิ้นๆ เสร็จแล้ว นำกระต่ายมาทอดอีกที ทอดพอประมาณ ให้แค่เนื้อกระต่ายสีออกเหลืองๆ ยกขึ้นก่อน จากนั้นเจียวกระเทียมกับพริกสดพร้อมด้วยเนื้อกระต่าย ปรุงด้วยน้ำซอสพริกไทยดำ ผัดด้วยไฟแรง ถ้าแห้งเติมน้ำซุปกระต่ายได้ เพิ่มผักนิดหน่อย เป็นอันเสร็จ.


พิกัดร้าน ถ้ามาจากตัวเมืองนราธิวาสมาเส้นทางที่จะไป เทศบาลตำบล กะลุวอเหนือ เมื่อถึงโรงเรียนหัวเขา ปากทางเข้าจะอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียน เข้ามาประมาณ 500 เมตร อยู่ซ้ายมือค่ะ หรือ สำรองจองโต๊ะที่เบอร์ โทร.095-0730294 หรือเพจ.สลามซ่อนกลิ่น Salam sornklin เปิดเวลา 11.00-20.00 น


โดย..แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ ผู้สื่อข่าวรายงาน

ทะลักไม่หยุด!ทหารฉก.ราชมนูสกัดจับ 7 แรงงานเถื่อนพร้อมผู้นำพา

ทหาร ฉก.ราชมนู จับกุมแรงงานต่างด้าว ลักลอบเข้าเมือง พร้อมผู้นำพาและรถยนต์ บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา บ้านแม่ตาว หมู่.1 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก


เมื่อคืนกลางดึกคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู สั่งการให้ ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ( ฉก.ราชมนู) โดย ร้อย.ร.431 จัดกำลังพลออกปฎิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา บ้านแม่ตาว หมู่.1 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก. และได้ตรวจพบยานพาหนะต้องสงสัยมาจอดอยู่ริมทาง ต่อมาได้มีกลุ่มคนเดินออกจากไหล่ทางมาขึ้นรถยต์ จนท.ทหารจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่า เป็นบุคคลสัญชาติเมียนมา จำนวน 8 ราย(ชาย.6 ราย/ หญิง .2 ราย) โดยผู้ขับยานพาหนะ ชื่อนาย ก้อง เมียะ อายุ 30 ปี สัญชาติเมียนมา (ไม่มีเอกสารแสดงตนหรือหนังสือเดินทาง) และรถยนต์ยาพานะ ยี่ห้อ Toyota รุ่น MightyX สีดำ หมายเลขทะเบียน……… น่าน(ไม่มีสมุดประจำรถและเอกสารกรมธรรม์) ส่วน ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 7 ราย

จากการสอบถาม นาย ก้อง เมียะ สัญชาติ้มียนมา คนขับรถยนต์ได้รับการว่าจ้างให้รับต่างด้าวบริเวณพื้นที่ดังกล่าวไปส่งในตัวเมือง อ.แม่สอด และจะมีการรับกลุ่มดังกล่าวไปส่งในพื้นที่ชั้นใน. ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู จึงควบคุมตัวและประสาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สอด และ ฝ่ายปกครอง อ.แม่สอด เพื่อส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป

คอหวยแห่ขอเลขเด็ด ต้นมะพร้าวพญานาค แทงยอดข้างสิมเก่า อายุกว่า 100 ปี

“ศรีสะเกษ” ฮือฮา แห่ขอโชคลาภพญานาคอ้าปาก ต้นมะพร้าวแปลกแทงยอดข้างสิมเก่าอายุกว่าร้อยปี คอหวยแห่กราบไหว้ขอโชคลาภกันอย่างคึกคัก

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2567 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ไปที่วัดโนนเพ็ก บ้านโนนเพ็ก หมู่ 3 ต.โนนเพ็ก อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ หลังได้รับแจ้งจากว่าพบต้นมะพร้าวประหลาดแทงยอดออกมาลักษณะคดเคี้ยว มีหงอนคล้ายพญานาค ข้างอุโบสถ สิมเก่าอายุกว่า 100 ปี ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันฮือฮา พร้อมกับนำดอกไม้ ธูป เทียน มากราบไหว้ขอโชคลาภกันอย่างคึกคัก บางคนนำแป้งมาทาถูลูบคลำหวังเจอเลขเด็ดกันอย่างต่อเนื่อง

นางทองพันธ์ นาทนี (นา-ทะ-นี) อายุ 76 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า บ้านตนอยู่ติดกับวัด เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 67 ที่ผ่านมา ขณะที่ตนกำลังจะเดินมาเก็บมะนาวข้างรั้วกำแพงวัด ได้สังเกตเห็นต้นมะพร้าว ที่พระในวัดปลูกไว้ แทงยอดออกมาลักษณะแปลกตา จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงกับตกใจจนขนลุก เนื่องจากต้นมะพร้าวดังกล่าว มีลักษณะคดเคี้ยว มีหงอน และมองอีกมุม เหมือนพญานาคกำลังอ้าปาก เห็นแล้วก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะเคยเห็นแต่ในข่าว ไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง จากนั้นตนก็กลับเข้ามาบ้านโดยที่ยังไม่พูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง และจะรอเล่าเรื่องนี้ให้ชาวบ้านคนอื่นๆฟังในวันพระ

โดยส่วนตัวตนเชื่อว่าเป็นเรื่องดี มาให้โชค จึงได้นำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ขอโชคลาภ พร้อมกับนำธูปเลขมงคลมาจุดเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (29 มิ.ย. 67) ซึ่งเป็นวันพระ ได้หมายเลข 835 และจากนำแป้งมาทาถูลูบคลำได้เห็นเลข 27 29 39 37 จากนั้นได้กลับไปนอนฝันว่าฟันร่วงจากปากหลายเล่ม และตนเป็นคนผมสั้น แต่ฝันว่าผมตนยาวดกดำเงางาม จึงเชื่อว่าต้นมะพร้าวเศียรพญานาคนี้ จะมาให้โชคให้ลาภตนอย่างแน่นอน ต่อมาวันนี้ (30 มิ.ย. 67) ตนและชาวบ้านได้นำธูปเลขมงคลมาจุดอีก ปรากฏได้เหมายเลข 573

ด้าน พระมหาอมรเทพ ผลสมฺปนฺโน (ผะ-ลัด-สัม-ปัน-โน) เจ้าคณะตำบลโนนเพ็ก เจ้าอาวาสวัดโนนเพ็ก กล่าวว่า วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2448 อายุรวม 119 ปี ส่วนต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบรั้วกำแพงวัดนั้น หลวงตาท่านหนึ่งซึ่งเป็นพระลูกวัดแห่งนี้ ได้ร่วมกันปลูกไว้เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น เมื่อ 2 เดือนก่อน และเพื่อให้เกิดประโยชน์ จึงได้นำพันธุ์ไม้ที่สามารถออกดอกออกผลได้ อาทิ ต้นกล้วย ต้นมะนาว ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง เป็นต้น เพื่อให้ญาติโยมและชาวบ้านสาธุชนสามารถเก็บกินได้ กระทั่งมีชาวบ้านมาแจ้งให้อาตมาทราบว่า พบต้นมะพร้าวประหลาดลักษณะตามความเชื่อของชาวบ้านคือคล้ายพญานาค จึงมีชาวบ้านญาติโยมที่ทราบข่าวเดินทางเข้ามาดูมาชมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งนี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล.

โดย….เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

เคยจนจึงไม่ลืมกำพืด เถ้าแก่รีสอร์ทใจดีแจกข้าวกล่องกินฟรีทุกสิ้นเดือน

ปราจีนบุรี –เจ้าของรีสอร์ทแจกข้าวฟรีทุกสิ้นเดือนระบุเพื่อแบ่งปันให้กับประชาชนทั่วไปเท่าที่จะมีทุนทำได้ มีเมนูที่ทำหลากหลายอาทิ เมนูพะแนงไก่ และข้าวไข่เจียว หลังจากบรรจุใส่กล่องเสร็จก็จะนำไปไว้รอแจกประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาที่หน้าวัดเวฬุวนาราม(บ้านไผ่) ซึ่งเป็นร้านตัดผมของครอบครัวสิงพันนา โดยจะส่งเสียงเรียกให้แวะรับข้าวกล่องฟรีคนละ 1 กล่องไปกินที่บ้านกับครอบครัว

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.67 ผู้สื่อข่าวจังหวัดปราจีนบุรีได้รับแจ้งว่าพบเรื่องดีดีในสังคมที่แบ่งปันความสุข โดยมีเจ้าของรีสอร์ทชมดาว ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี และครอบครัว ทำข้าวกล่องแจกฟรี! ให้กับชาวบ้านทั่วไปที่อยู่ละแวกใกล้เคียง150กล่องทุกวันที่ 30 และวันที่ 31 ของทุกเดือน

จึงได้ลงพื้นที่ เดินทางไปยังรีสอร์ทดังกล่าว โดยมีเจ้าของรีสอร์ทพร้อมน้องสาว หุงข้าวและเตรียมทำกับข้าวใส่กล่องเพื่อแจกชาวบ้านที่สัญจรผ่านไป – มา ทราบว่าเจ้าของรีสอร์ทดังกล่าวเป็นทนายความที่มีจิตใจเอื้ออารีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

สมัยเด็กเป็นครอบครัวที่ยากจนและสามารถเรียนจนจบทนาย และมีงานเป็นหลักแหล่งสร้างฐานะมั่นคงแล้วไม่เคยลืมความเป็นอยู่ของชาวชนบทอยู่ในใจเสมอมา หากมีโอกาสก็จะแบ่งปันให้กับประชาชนทั่วไปเท่าที่จะมีทุนทำได้ ซึ่งเมนูที่ทำวันนี้ได้แก่เมนูพะแนงไก่และข้าวไข่เจียว

หลังจากบรรจุใส่กล่องเสร็จก็จะนำไปไว้รอแจกประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาที่หน้าวัดเวฬุวนาราม(บ้านไผ่) ซึ่งเป็นร้านตัดผมของครอบครัวสิงพันนา โดยจะส่งเสียงเรียกให้แวะรับข้าวกล่องฟรีคนละ 1 กล่องไปกินที่บ้านกับครอบครัวสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ให้และผู้รับ

ทนายอภินันท์ สิงพันนากล่าวว่า ตนเองและครอบครัวเป็นครอบครัวเล็กๆอยากจะช่วยเหลือแบ่งปันความสุขให้กับชาวบ้านได้อิ่มท้องในทุกวันสิ้นเดือน โดยจะแบ่งเงินทุนส่วนตัวที่พอมี นำมาซื้อของทำทานเพื่อความสุขเล็กๆน้อยๆของครอบครัวในบั้นปลายของชีวิตเท่าที่จะทำได้

ซึ่งจะทำข้าวกล่องแจกทุกๆสิ้นเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูพวกพะแนงหมู พะแนงไก่ พะโล้ หรือจะเป็นแกงเขียวหวาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนที่อยู่ละแวกใกล้เคียง เป็นการแบ่งปันความสุขเล็กๆน้อยๆของครอบครัวให้กับประชาชนทั่วไปที่อยู่ละแวกใกล้เคียง

นอกจากนี้ยินดีที่จะเปิดโอกาสให้กับช่างตัดผมหรือช่างเสริมสวยชาย-หญิงที่มีความรู้มีความสามารถจะทำมาหาเลี้ยงชีพได้ หากมีอุปกรณ์ไม่เพียงพอ และสถานที่ ทางครอบครัวสิงพันนายินดีให้การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ อยากจะให้ช่างตัดผมช่างเสริมสวย มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้มีที่พักมีห้องไว้ 3 ห้องผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-445-4122 และ 095-972-6188 ยินดีที่จะสนับสนุนให้คนมีอาชีพมีงานทำ

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี

ไฟใต้ระอุ!คาร์บอมบ์ หน้าแฟลตตำรวจบันนังสตา ไฟคลอกดับ 1 เจ็บอื้อ

ไฟใต้กลับมารุนแรงอีกระรอก คนร้าย คาร์บอมบ์ หน้าแฟลตตำรวจ สภ.บันนังสตา ไฟลุกไหม้ลุกท่วม คลอกร่างเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บหลายราย เจ้าหน้าทีเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามคนร้ายมาลงโทษ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 มิ.ย.2567 ผู้สือข่าว รายงานว่า ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณหน้าแฟลตข้าราชการตำรวจ สภ.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยพฤติกรรมของคนร้ายคาดว่านำระเบิดแบบแสวงเครื่องประกอบในรถยนต์ คาร์บอมบ์ นำไปจอดไว้บริเวณริมถนนหน้าแฟลตข้าราชการตำรวจ สภ.บันนังสตา

ต่อมาเกิดเหตุระเบิดขึ้น แรงระเบิดสร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านพักและแฟลตเป็นบางส่วน รวมถึงมีทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุได้รับความเสียหาย โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

ปัจจุบันได้นำตัวส่งเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลบันนังสตาเรียบร้อยแล้ว ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เข้าคลี่คลายสถานการณ์ โดยใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำดับไฟที่กำลังลุกไหม้ รวมทั้งปิดกั้นสถานที่เกิดเหตุ เร่งตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยและรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานต่างๆ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังสถานที่ชุมชน และสถานที่สำคัญ โดยเฉพาะสถานที่ราชการซึ่งมีผู้เดินทางเข้าออกติดต่อเป็นจำนวนมาก เพิ่มความเข้มในการตรวจตรายานพาหนะตามด่านตรวจจุดตรวจต่าง ๆ


ส่วนการเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรวมทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บ ทางหน่วยงานราชการจะระดมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เป็นการด่วน สำหรับรายละเอียดความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะยังคงยืนยันในเจตนารมณ์การแก้ปัญหาด้วยแนวทางของสันติวิธี และจะเร่งรัดติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้แก่พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

รวมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หากผู้ใดพบเบาะแส หรือพบวัตถุต้องสงสัย รวมถึงบุคคลต้องสงสัยเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 โทร 061-1732999 หรือเบอร์สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน. 1341 และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘อัญชิสา ธนโชติจิรวณิชย์’ นักธุรกิจยุคใหม่ ยึดแฟรนไชส์ ‘ห้าดาว’ สร้างอาชีพ สร้างรายได้มั่นคง

อาชีพอิสระกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้ หลายคนไม่อยากทำงานบริษัท ไม่อยากทำงานประจำ และอยากมีอาชีพที่เป็นนายตัวเอง เฟิร์น – อัญชิสา ธนโชติจิรวณิชย์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ภายหลังเรียนจบจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เธอตัดสินใจไม่สมัครงานกับบริษัทเหมือนกับเพื่อนๆในรุ่นเดียวกัน

 เฟิร์นเลือกทำ “แฟรนไชส์ห้าดาว” ธุรกิจที่เธอเห็นความสำเร็จจากคุณแม่ ที่เป็นแฟรนไชส์ห้าดาวเปิดสาขาที่บิ๊กซีราชบุรี อาชีพนี้ทำให้มีรายได้พอเลี้ยงดูครอบครัวมาโดยตลอด ประกอบกับตนเองมีโอกาสได้ช่วยคุณแม่ขายของมาตั้งแต่ต้น ทำให้ชอบงานด้านนี้ และต้องการมีร้านของตัวเองบ้าง เธอปรึกษากับพ่อแม่เพื่อขอเปิดร้านแห่งใหม่ที่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในตัวเมืองราชบุรี เมื่อปี 2564 ทำร้านในรูปแบบกลาสเฮ้าส์ กิจการเป็นไปได้ด้วยดี จากนั้นเธอเห็นว่ามีทำเลใหม่ในเขตกรุงเทพฯ ที่ตลาดวังหลัง ศิริราช ซึ่งเป็นทำเลที่ดีมาก บริเวณนั้นมีทั้งวัด โรงพยาบาล ท่าเรือ และชุมชนขนาดใหญ่ จึงทำร้านสาขาใหม่ยอดขายที่สาขานี้เป็นไปได้ดี และเมื่อทีมงานห้าดาวเสนอทำเลใหม่ที่โรงพยาบาลศาลายา จ.นครปฐม เฟิร์นเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ จึงเริ่มทำร้านสาขาล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

“ปัจจุบันมีแฟรนไชส์มากมายให้เลือก เราเลือก “ห้าดาว” เพราะตอบโจทย์ความต้องการของเรา เป็นแบรนด์อันดับต้นๆที่คนคิดจะลงทุน เนื่องจากห้าดาวอยู่คู่คนไทยมานานถึง 40 ปี แล้ว แบรนด์เป็นที่รู้จัก มีฐานลูกค้าที่ชื่นชอบในตัวแบรนด์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องโฆษณามาก สินค้าก็มีคุณภาพ มีมาตรฐาน รสชาติอร่อย และหลากหลาย สินค้าห้าดาวแม้จะไม่ใช่ช่วงโปรโมชันผู้บริโภคยังรู้สึกถึงความค่าคุ้มราคา คือมีความ ‘คุ้มค่าเป็นปกติ’ ตัวเราเองก็รู้จักกับห้าดาวมาตั้งแต่ก่อนที่แม่จะทำแฟรนไชส์นี้ ยิ่งแม่ทำร้านก็ยิ่งรู้จักแบรนด์มากขึ้น รู้ขั้นตอน วิธีการ กระบวนการบริหารจัดการทั้งหมดเป็นอย่างดี จึงตัดสินใจยึดแฟรนไชส์ห้าดาวเป็นธุรกิจสร้างอาชีพ” เฟิร์นกล่าว

 เฟิร์นบอกว่าก่อนที่จะเริ่มทำร้าน เธอต้องเข้าฝึกอบรมเป็นเวลา 5 วัน เรียนรู้ทั้งเรื่องเทคนิค วิธีการ กระบวนการจัดการ ขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์ตามหลักที่บริษัทกำหนด จนถึงวิธีการจำหน่าย ซึ่งทั้งหมดเธอมีพื้นฐานจากการช่วยแม่ทำร้านตั้งแต่แรก ทุกอย่างที่ได้ฝึกอบรมเหมือนกับที่แม่เคยสอนไว้ จึงสามารถเรียนรู้ได้อย่างเร็วและถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง ขณะเดียวกัน หลังเปิดร้านยังมีทีมงานห้าดาวที่เป็นเสมือนเพื่อนสนับสนุนหลังบ้านที่ดีมาก คอยเข้ามาดูแลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มีการตรวจสอบมาตรฐานและแนะนำเทคนิคต่างๆ เพื่อพัฒนาร้านให้ดียิ่งขึ้น 

 “ที่ตัดสินใจทำแฟรนไชส์ก็เพราะเป็นแบรนด์นี้ โดยมองในมุมมองของลูกค้าก่อน ว่าเขาขายอะไร มีสินค้าอะไร จึงเลือกที่จะลงทุน จากนั้นพวกบริการหลังการขาย และทีมงานหลังบ้านเป็นส่วนซัพพอร์ตเพิ่มเติม ห้าดาวถือเป็นธุรกิจที่ช่วยสร้างอาชีพจริงๆ เมื่อลงทุนแล้วสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เป็นอาชีพมั่งคงได้ ยิ่งทางห้าดาวมี แคมเปญ ‘ลดรายจ่ายคนซื้อ เพิ่มรายได้คนขาย’ แม้จะเป็นช่วงโปรโมชั่นลดราคาสินค้าให้ผู้บริโภค แต่ตัวแฟรนไชส์เองยังได้กำไรเท่ากับช่วงปกติ ทำให้คนขายอยู่ได้ คนซื้อก็มีกำลังซื้อ ซึ่งเหมาะกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน เรียกว่า 3 ประโยชน์ คือประโยชน์ของผู้บริโภค ประโยชน์ของแฟรนไชส์ และเป็นประโยชน์ต่อบริษัท นอกจากนี้ ทีมงานของเราก็มีอาชีพที่ดี มีรายได้เลี้ยงตัวเองและสามารถจุนเจือครอบครัวได้” เฟิร์นกล่าวด้วยความภูมิใจ

 แฟรนไชส์ห้าดาว ถือเป็นเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สนับสนุนให้คนไทยได้เป็นเถ้าแก่ ด้วยการมีกิจการเป็นของตนเอง ด้วยการลงทุนไม่สูง เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษกิจฐานรากด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพที่มั่นคง  สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสร้างงานสร้างอาชีพ ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.fivestars-allfranchises.com หรือสอบถามที่ โทร. 02-800-8000. 

เปิดอย่างยิ่งใหญ่!เทศกาล The ICONiC Run Fest Thailand Series ChiangRai 2024

ประเดิมอย่างยิ่งใหญ่! เทศกาล The ICONiC Run Fest Thailand Series ChiangRai 2024 เดิน วิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพ ดัน Soft Power จ.เชียงราย สร้างเสริมสุขภาพ-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ สสส.-ภาคี ชง “พิเชษฐ์” หนุนพัฒนาแผนยุทธศาสตร์จังหวัดสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน-คู่มือจัดเทศกาลสร้างเสริมสุขภาพ มุ่งลดเสี่ยงโรค NCDs

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2567 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า อ.เมือง จ.เชียงราย สำนักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) องค์การบริหาร การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าผู้จัดกีฬามวลชน สมาพันธ์เดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย และภาคีเครือข่าย จ.เชียงราย จัดเทศกาลงานวิ่ง The ICONiC Run Fest Thailand Series ChiangRai 2024 กิจกรรม เดิน วิ่ง กิน เที่ยว เพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด รวม พลังสร้างสุขภาพดี เศรษฐกิจดี สร้างเมืองสู่ความยั่งยืน ต้นแบบกิจกรรมส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ระดับประเทศ ปลูกฝังค่านิยมลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้กับชุมชน

โดย นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานเปิด งานกล่าวว่า The ICONiC Run Fest Thailand Series ChiangRai 2024 ถือเป็นมิติใหม่ในการบูรณาการ
แนวคิดทั้งการเดิน-วิ่ง และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงเศรษฐกิจ นอกจากช่วยสร้างกระแสส่งเสริมสุขภาพ เพิ่มอัตราการมีกิจกรรมทางกาย ส่งต่อองค์ความรู้การบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการ ยังทำให้เกิดประโยชน์กับ จ.เชียงราย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว จ.เชียงราย เป็น 1 ในจังหวัดท่องเที่ยว สำคัญและเป็นที่นิยมของคนไทยและนานาชาติ ทำให้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คนในเวลาที่รวดเร็ว คาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดหลายล้านบาท ซึ่งความสำเร็จการจัดงานครั้งนี้ มาจากการสานพลังความร่วมมือ ทั้งจากหน่วยงานระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะคนในชุมชน ช่วยยกระดับ จ.เชียงราย เป็นต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพจุดประกายให้เกิดการงานเทศกาลเดิน-วิ่งกิน เที่ยว เพื่อสุขภาพในพื้นที่อื่นๆ และส่งต่อความสำคัญขยายผลไปในระดับประเทศ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายการจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์จังหวัดในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการสร้างงานเทศกาลแบบยั่งยืน” ต่อไป

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเด็นสุขภาพให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมกิจกรรมทาง กายที่เพียงพอกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 Actives 1.Active People ส่งเสริมให้คน กระฉับกระเฉง 2.Active Environment ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย 3.ActiveSociety สร้างค่านิยมให้สังคมกระฉับกระเฉง ผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ งานวิชาการ จากรายงานสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทย ปี 2566 โดยศูนย์พัฒนาความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย พบว่า โควิด-19 ทำให้อัตราการมีกิจกรรมทางกายลดลงจาก 74.6% ในปี 2562 เหลือ 54.3% ในปี 2563 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 62.0% ในปี 2565 และ 68.1% ในปี 2566 การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างแนวทางและโอกาสเพิ่มอัตราของกิจกรรมทางกายในรูปแบบเทศกาล รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นแบบ สร้างมาตรฐานและขยายผลสู่การพัฒนาคู่มือการจัดงานในรูปแบบของเทศกาลสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในอนาคต

“The ICONiC Run Fest Thailand Series 2024 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโอกาสสร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจท่องเที่ยวจากการมีส่วนร่วมของชุมชน ประเดิมสนามแรกที่ จ.เชียงราย สนามต่อไปที่ จ.โขทัย วันที่ 24-25 ส.ค. 2567 จ.นครราชสีมา วันที่ 7-8 ก.ย. 2567 จ.มุกดาหาร วันที่ 5-6 ต.ค. และ จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 26-27 ต.ค. 2567 ระยะทาง 10 กม. และ 5 กม. เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วม 2,000 คนต่อจังหวัด โดยนักวิ่งจะได้รับเสื้อ BIB และกระเป๋าสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดเป็นของที่ระลึก สามารถสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่ http://thai.fit ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ theiconicrunfest”ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ว่าที่ ร.ต.ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของ จ.เชียงราย ในรูปแบบตลาดนัด Healthy Community ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ หมอนใบชา ข้าวอินทรีย์ นมงาขาว ผักและผลไม้ปลอดสาร ซึ่งภายในงานมีการสาธิตเมนูอาหารเพื่อสุขภาพในท้องถิ่น “อ๊อกปลานิลสมุนไพร” และ “แกงแคไก่” ที่มีผักและสมุนไพรไฟเบอร์สูง ช่วยควบคุมระดับน้ าตาลในเลือด มีปริมาณไขมันต่ า ช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเส้นทางวิ่งที่ผ่านสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่สักการะ สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีตอกย้ำความเป็นเมืองสุขภาวะ (Wellness City) ช่วยเปิดโอกาสเสริมสร้างเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในทุกด้านอย่างมหาศาล

วันหยุดสุดสัปดาห์เมืองเบตงคึกคัก ชาวมาเลย์แห่ข้ามฝั่งมากินทุเรียนผลผลิตแรกแห่งปี

ที่ร้านแฟใส บ้านบ่อน้ำร้อน ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย จัดกรุ๊ปทัวร์มากินทุเรียนในพื้นที่บ้านบ่อน้ำร้อน อ.เบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนหลากกลายสายพันธุ์ และผลไม้นานาชนิด กันอย่างคึกคัก ทำให้มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างนำ ทุเรียนพันธุ์มูซานคิง หรือ เหมาซานหว่อง ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านของเบตง ซึ่งออกผลผลิตแรกเริ่มซึ่งเป็นที่โปรดปรานของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นอย่างมากนำมาวางจำหน่าย

นางกัทธมน ศรีกิ้ม แม่ค้าขายทุเรียน ร้านแฟใสกล่าวว่า ช่วงนี้ขายได้บ้างเพราะเป็นช่วงทุเรียนสายพันธุ์มูซานคิง ออกผลผลิตในครั้งแรก โดยขายทุเรียนมูซานคิง เบอร์ A กก.ละ 350 บาท เป็นลูกสุกหล่น หากเป็นลูกตัด กก.ละ 450 บาท เบอร์ B อยู่ที่ กก.ละ 200 บาท ส่วนเบอร์C กก.ละ 150 บาท เป็นลูกขนาดเล็ก

ส่วนทุเรียนที่นำมาจำหน่ายเป็นของสวนตัวเองที่ปลูกกว่า 200 ต้นและรับซื้อจากชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ ทุเรียนพันธุ์มูซางคิง ราคารับซื้อ เบอร์ A กก.ละ 300 บาท แต่ยอดขายยังไม่ดีเท่าไหร่เพราะทุเรียนพันธุ์มูซางคิง ปีนี้ ออกผลผลิตตรงกันกับประเทศมาเลเซียในเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม ซึ่งขณะนี้กำลังออกผลผลิตอยู่ ส่วนสาเหตุที่ชาวมาเลเซียชอบกินทุเรียนในพื้นที่ อ.เบตง มาจากสภาพดิน น้ำ และอากาศในพื้นที่ ที่แตกต่างจากฝั่งมาเลเซียที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ทุเรียนพันธุ์มูซางคิง มีรสชาติที่อร่อยต่างออกไปจากต้นตำรับที่ปลูกกันในมาเลเซีย ซึ่งทุเรียนที่ปลูกในอำเภอเบตงจะให้รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อเยอะเป็นพิเศษและเป็นที่โปรดปรานสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นอย่างมาก และนอกจากรสชาติความอร่อยแล้วยังมีราคาถูกอีกด้วย

แม่ค้าขายทุเรียน กล่าวอีกว่า “ทุเรียนในปีนี้มีผลผลิตออกมาน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยทุเรียนบ้านปีนี้ราคาขายกิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งยังไม่ออกผลผลิตทุเรียนที่ออกผลผลิตช่วงนี้มีแต่ ทุเรียนพันธุ์มูซังคิง หรือ เหมาซานหว่อง ขายกันในราคากิโลกรัมละ 350 – 450 บาท ซึ่งมีราคาถูกกว่าประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์กว่าเท่าตัว จึงทำให้ในช่วงนี้ มีนักท่องเที่ยวจัดกรุ๊ปทัวร์มากินทุเรียนตามสถานที่ท่องเที่ยวของเบตง หรือตามสวนทุเรียนของเกษตรกร เป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรสามารถระบายผลผลิตทุเรียนได้อีกช่องทางหนึ่ง”

ด้านนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเลเซีย เปิดเผยว่า “ตนเองและเพื่อนๆที่มากับกรุ๊ปทัวร์ต่างชื่นชอบในการมาท่องเที่ยวใน อ.เบตง เพราะมีอากาศดี อาหารอร่อย เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างเขา โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงผลไม้เริ่มออกผลผลิต และมีผลไม้ตามฤดูหลากหลายอย่าง อีกทั้งยังมีราคาถูก และมีให้รับประทานเป็นจำนวนมาก จึงชื่นชอบที่จะเดินทางมา อ.เบตงในช่วงพักผ่อนสุดสัปดาห์

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา