“เที่ยวชุมชน ยลวิถี “ชวนใส่ชุดไทย ทำบุญตักบาตรพระทางเรือ ตลาดน้ำปีกกา

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับตลาดน้ำวัดปานประสิทธาราม (วัดปีกกา) จัดโครงการ ” เที่ยวชุมชน ยลวิถี “ชวนใส่ชุดไทย ทำบุญตักบาตรพระทางเรือ ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ชม ชิม ช้อป แชะ ตลาดน้ำปีกกา กราบหลวงพ่อปานองค์ใหญ่

https://www.youtube.com/embed/prgFW269FPg?si=NtzkyZagDPFO2sBw
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2567 เวลา 08.30 น.ที่ตลาดน้ำปีกกา วัดปานประสิทธาราม ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ พระครูโสภณสุตาธาร เจ้าคณะตำบลคลองด่านเขต 1 เจ้าอาวาสวัดปานประสิทธาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนางสุมลฑา เจริญศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ ” เที่ยวชุมชน ยลวิถี ” โดยมีนางบานชื่น บัวระบัติ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ / รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ร่วมด้วยนายวิชัย จันทร์จำรูญ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ,นายสัมฤทธิ์ จันทร นายกอบต.คลองด่าน ,นางสาวภัคญดา พึ่งทอง ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว สภาวัฒนธรรมตำบลบางแก้ว

เนื่องด้วยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการได้จัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ในสถานที่ต่างๆทั่วจังหวัดสมุทรปราการ เกิดโครงการ ” เที่ยวชุมชน ยลวิถี ” จังหวัดสมุทรปราการ ปีงบประมาณ 2567 ภายใต้หัวข้อ 1.สืบสานวัฒนธรรมงานของชาติ 2.รักษาและหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรม 3.ต่อยอด ด้วยการนำคุณค่าของวัฒนธรรม สร้างสรรค์สินค้าและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และ 4.สร้างสรรค์และส่งเสริมคุณค่าให้วัฒนธรรมทางสังคม

https://youtube.com/watch?v=PIF03VR-hU4%3Fsi%3DV20SWBIdLiLJaJwS

ดังนั้นสำนักงาน วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ถึงได้บูรณาการร่วมกับ วัดปานประสิทธาราม , โรงเรียนวัดปานประสิทธาราม ,สภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ,อบต. คลองด่าน สภาวัฒนธรรมอำเภอต่างๆ จัดโครงการนี้ขึ้นมา

โดยในช่วงเช้ามีการตักบาตรทางเรือ บริเวณท่าน้ำของตลาดน้ำปีกกา การบรรเลงดนตรีไทยของชมรมดนตรีไทยวัดปานประสิทธาราม งานบรรยายให้ความรู้เรื่องครุฑ จากนาย อุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ครุฑ ธนาคารทหารไทย สมุทรปราการ การแสดงการเป่าขลุ่ยจาก ด.ช.อัศวงศ์รัตน์ อัสรางชัย หรือน้องเควิน แชมป์เป่าขลุ่ยไทย เพิ่งเดินทางไปแสดงมาแล้วกว่า 23 ประเทศทั่วโลก

การแสดงรำจากชมรมดนตรีไทยวัดปานประสิทธาราม การแสดงจากสภาวัฒนธรรมอำเภอ สภาวัฒนธรรมตำบล การเดินแบบผ้าไทย จากนายแบบนางแบบกิตติมศักดิ์ การมอบใบประกาศกับหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนโครงการ การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่นการทำขนมถ้วย การจัดสำรับแบบไทยเพื่อเพิ่มมูลค่า และการเดินชมและจับจ่ายใช้สอย ในตลาดน้ำ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

ภาพ-ข่าว: รุ่งธรรม

“เศรษฐา”ยันกับชาวศรีสะเกษปลายปี 67 ได้เงินดิจิทัล 1 หมื่น แน่นอน

“เศรษฐา”นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่รับฟังปัญหาพบปะพี่น้องประชาชนชาวศรีสะเกษที่วัดสระบานสนวน อ.ขุขันธ์ ย้ำชัดรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ศรีสะเกษเป็นจังหวัดสีขาวปลอดยาเสพติด ยัน ปลายปี 67 ได้รับเงินดิจิทัล 10,000 บาทแน่นอน

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่วัดสระบานสนวน ตำบลสำโรงตาเจ็น อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมารับฟังปัญหาและพบปะพี่น้องประชาชน  พร้อมเข้ากราบสักการะพระประธานและกราบนมัสการพระมหามังกร กนฺตปญฺโญ ป.ธ.7 เจ้าคณะอำเภอขุขันธ์ เจ้าอาวาสวัดโคกโพน ก่อนเดินทักทายและร่วมถ่ายภาพกับประชาชนอย่างใกล้ชิด 

โอกาสนี้ นายกฯ กล่าวกับประชาชนว่า  ดีใจที่ได้กลับมาพบชาวศรีสะเกษอีกครั้ง รัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหามาโดยตลอด โดยมีสมาชิกผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำปัญหาของประชาชนมาบอกเล่าให้กับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคมนาคม การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ ปัญหาหนี้นอกระบบ และปัญหายาเสพติดที่กัดกร่อนสังคมไทยมายาวนาน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับทุก ๆ เรื่อง ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนสบายใจว่ารัฐบาลได้มีการเริ่มต้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ท่วมไม่แล้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับทุกคน 

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับจังหวัดศรีสะเกษถือเป็นจังหวัดที่โชคดี เพราะมีดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำก็ไหลลงมาจากภูเขาซึ่งในอดีตเป็นภูเขาไฟ ทำให้อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ปลูกอะไรก็ดี นอกจากนั้นจังหวัดศรีสะเกษไม่ได้มีของดีแค่ทุเรียนภูเขาไฟเท่านั้น แต่ศรีสะเกษยังสามารถปลูกลิ้นจี่ หรือพืชผักผลไม้อื่น ๆ ได้ ดังนั้นรัฐบาลพร้อมที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์ความรู้ เรื่องของการตลาด แต่เหนือสิ่งอื่นใดศรีสะเกษมีโอกาสที่ดี มีดินที่สมบูรณ์ มีการบริหารจัดการน้ำที่ดีสำหรับทุกคน แต่ปัญหาใหญ่ของเราวันนี้คือปัญหายาเสพติด โดยเมื่อวานนี้ (28 มิ.ย.67) รัฐบาลได้ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและจะทำให้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดนำร่องในการเป็นจังหวัดสีขาว จากนั้นจะนำมาตรการต่าง ๆ มาปรับและดำเนินการที่นี่ เพื่อให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นจังหวัดสีขาวที่ปลอดยาเสพติด เมื่อไม่มีปัญหายาเสพติด ศักยภาพของการเกษตร การท่องเที่ยวก็จะตามมา รวมทั้งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวศรีสะเกษดียิ่งขึ้น ในตอนท้าย นายกฯ ยืนยันว่าปลายปีนี้ทุกคนจะได้รับเงินดิจิทัล 10,000 บาทแน่นอน

จากนั้น นายกฯ เดินทางไปยังโครงการชลประทานศรีสะเกษ ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมืองศรีสะเกษ เพื่อหารือการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งต่อไป

‘น้องมายด์’ แม่ค้าคนสวยขวัญใจคอหวยกำเพงเพชร แย้มเลขเด็ดขายดี

น้องมายด์ แม่ค้าลอตเตอรี่คนสวย ชาวภูเรือ จ.เลย มาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่จ.กำแพงเพชร ลูกค้าตรึม เผยเลขเด็ดงวดนี้สวยพอๆ กับแม่ค้า ใครชอบเลขไหนจัดไปตามแบบฉบับนักเสี่ยงโชคได้เลย

ที่ จ.กำแพงเพชร เป็นประจำในช่วงเวลาใกล้วันหวยออกจะพบบรรดาแม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลจะไปเดินขายนั่งขายตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะตรงไหนก็ตามที่มีการจัดงานเป็นที่รวมตัวของคนจำนวนมากๆ ก็จะพบเห็นได้เสมอๆ เพราะเป็นช่องทางที่จะสามารถขายระบายสลากกินแบ่งรัฐบาลในแผงได้เร็วที่สุด ส่วนลีลาหรือกลเม็ดในการพูดคุยให้ลูกค้ามาอุดหนุนก็จะแตกต่างกันไป

สำหรับน้องมายด์ แม่ค้าหวยสวยรายนี้บอกเลยว่า แค่เห็นหน้าออร่ามาเต็ม แค่ยิ้มหวานชวนให้งงงวย หวยในแผงก็แทบจะถูกเหมาแล้ว ขนาดผู้สื่อข่าวที่ว่าแน่ๆ ยังอดรนทนไม่ไหวถึงกับต้องลงไปนั่งคุย แถมยังต้องอุดหนุนไปหลายใบ เรียกได้ว่าเลขก็เด็ด แม่ค้าก็สวยก็ต้องช่วยกันหน่อย 

ทั้งนี้แม่ค้าคนสวยรายนี้ มีชื่อว่า นางสาวพิมพ์ชุดา ศรีบุรินทร์ มีชื่อเล่นว่า “น้องมายด์” อายุ 25 ปี จากอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มาขายสลากกินแบ่งรัฐบาล อยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร 7 ปีแล้ว จะออกขายทุกวัน ไม่ได้อยู่เป็นจุดตายตัว มีคนมีงานตรงไหนก็จะแวะไปขายเหมือนแม่ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลทั่วไป ใครเจอน้องมายด์ อุดหนุนได้คนละใบสองใบ หรือจะเป็นชุดสองชุดได้เลย น้องมายด์ยังฝากติดตาม การขายสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ที่เฟซบุ๊ก “Pimchuda Sriburin” ส่วนเลขดังงวดนี้ 72 28 885 78 79 และ 24 ใครชอบเลขไหนจัดไปตามแบบฉบับนักเสี่ยงโชคได้เลย

สสว.ยกระดับผู้ประกอบการ เสริมศักยภาพด้าน Digital Marketing เท่าทันเศรษฐกิจปรับตัว

สสว.เดินหน้าเสริมศักยภาพด้าน Digital Marketing ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลังพบผู้ประกอบร้อยละ 8.3 เริ่มยกระดับ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจในด้านการพัฒนาทักษะแรงงานในการใช้เครื่องจักร/อุปกรณ์ รองลงมาคือด้าน Digital Marketing เพื่อกระตุ้นการตลาดด้านบริการและท่องเที่ยว ตั้งเป้ามุ่งสร้างดัชนีความเชื่อมั่น SMESI  ให้เพิ่มขึ้น หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 52.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 54.1 มีสาเหตุจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงตามสภาวะเศรษฐกิจ 

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนพฤษภาคม 2567 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า อยู่ที่ระดับ 52.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 54.1 มีสาเหตุจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง หลังจากที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมการเดินทาง และการท่องเที่ยว อีกทั้งในเดือนนี้ยังขาดปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกต่อการดำเนินธุรกิจ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงต่อเนื่องจากการอยู่ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว และราคาสินค้าต้นทุนที่เร่งตัวสูงขึ้น 

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาการขนส่งสูง จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทั้งนี้ เห็นได้จากดัชนีองค์ประกอบปัจจุบันเกือบทุกองค์ประกอบปรับตัวลดลง ได้แก่ ด้านคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต/การค้า/บริการ การลงทุนโดยรวม ต้นทุน (ต่อหน่วย) และกำไร อยู่ที่ระดับ 60.8 57.2 51.6 38.9 55.5 ซึ่งลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 62.9 59.2 52.1 40.8 และ 58.9 ขณะที่องค์ประกอบด้านการจ้างงานอยู่ที่ระดับ 50.4 ทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า

สำหรับ ดัชนี SMESI รายสาขาธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า ภาคการผลิต อยู่ที่ระดับ 52.6 ลดลงจากระดับ 53.2 ในเดือนก่อนหน้า สถานการณ์ต้นทุนที่ตึงตัวอีกครั้งกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการในภาคการผลิต ถึงแม้หลายสาขาจะยังมีการขายสินค้าได้ต่อเนื่อง เช่น กลุ่มสินค้าพลาสติก และยาง แต่ภาพรวมเริ่มมีการปรับลดกำลังการผลิตจากราคาต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ภาคการค้า อยู่ที่ระดับ 50.8 ลดลงจากระดับ 52.3 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งชะลอตัวลงทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค การค้าวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการค้าและบริการในกลุ่มยานยนต์ จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงโดยเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าเป็นสำคัญ ภาคการบริการ อยู่ที่ระดับ 53.3 ลดลงจากระดับ 55.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยชะลอตัวลงชัดเจนจากกิจกรรมบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวซึ่งเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มชะลอลงและต่ำกว่าเป้าที่คาดไว้ ภาคธุรกิจการเกษตร อยู่ที่ระดับ 52.3 ลดลงจากระดับ 53.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งชะลอตัวลงจากปริมาณการเก็บเกี่ยวที่ลดลงในเกือบทุกภูมิภาค จากปัจจัยของสภาพอากาศเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจการเกษตรของภาคใต้ปรับดีขึ้นจากการเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวยางพารา

เมื่อพิจารณาระดับความเชื่อมั่นฯ SME รายภูมิภาค เปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา พบว่า ทุกภูมิภาคปรับตัวลดลง โดยเฉพาะพื้นที่ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลักโดยมีรายละเอียดดังนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.6 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าระดับ 53.0 โดยเฉพาะภาคธุรกิจการผลิต และบริการมีกำลังซื้อลดลง เนื่องจากเดือนก่อนหน้ามีการขยายตัวของกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากกลุ่มแรงงานที่กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล ทำให้ยอดขายของภาคธุรกิจลดลงโดยเปรียบเทียบ

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ภาคใต้ อยู่ที่ 52.7 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 54.2 เศรษฐกิจชะลอตัวลงจากปัจจัยด้านต้นทุนที่เร่งตัวสูงขึ้น หลังการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้องเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเกือบทุกรายการปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อหลายภาคธุรกิจในพื้นที่ อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจการเกษตรปรับดีขึ้นชัดเจนจากการเข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยวยางพารา

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ภาคเหนือ อยู่ที่ 55.0 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 56.6 มาตรการยกเว้นวีซ่าของนักท่องเที่ยวจีน เป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงให้กิจกรรมการจับจ่ายใช้สอยในภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า  โดยเฉพาะกับภาคการบริการ และการผลิตบางสาขา  แต่ภาคธุรกิจการเกษตรชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จากปริมาณการผลิตที่ปรับลดลง

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 51.8 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 53.5 เนื่องจากขาดปัจจัยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงการปิดภาคเรียนของหลายมหาวิทยาลัยส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ลดลง กระทบกับการจับจ่ายใช้สอยในหลายสาขาธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริการ ยอดขายของธุรกิจจึงปรับตัวลดลง 

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ภาคกลาง อยู่ที่ 51.2 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 53.0 ธุรกิจชะลอตัวลงจากภาคการค้าทั้งการค้าปลีกและค้าส่ง เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลง สะท้อนถึงความแผ่วของกำลังซื้อในพื้นที่ รวมถึงภาคธุรกิจอื่น เช่น สาขาการผลิตอาหาร สาขาผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก การบริการก่อสร้าง เป็นต้น

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 52.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 54.9 เศรษฐกิจในพื้นที่ชะลอตัวลงชัดเจนในทุกภาคธุรกิจ ขาดปัจจัยกระตุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตามภาคการผลิตหลายสาขาปรับดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตพลาสติก และยางพาราที่มีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 53.8 แนวโน้มทรงตัว โดยเฉพาะกลุ่มภาคการค้า บริการก่อสร้างและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวบางสาขาที่เกี่ยวข้องกับการจัดอบรม สัมมนา อย่างไรก็ตามคาดว่าจะได้ผลดีด้านกำลังซื้อจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐในช่วงปลายปีงบประมาณ ในขณะที่ภาคการผลิตและภาคธุรกิจการเกษตรชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

ด้วยภาวะกำลังซื้อที่แผ่วลง SME กว่าร้อยละ 25.1 จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นที่สามารถเพิ่มยอดคำสั่งซื้อสินค้า/บริการในทุกสาขาธุรกิจ นอกจากนี้ SME ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย เนื่องจาก SME เผชิญปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนราคา ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ปัญหาด้านหนี้สินที่ SME ต้องเผชิญนั้นก็มีความต้องการให้ช่วยแก้ปัญหาหนี้ เช่น หนี้นอกระบบ และหนี้บัตรเครดิต รวมไปถึงการช่วยเหลือด้านการเพิ่มศักยภาพของธุรกิจ ธุรกิจต้องการการเปิดตลาดใหม่ทั้งใน และต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

นางสาวปณิตา ยังกล่าวอีกว่า ผลสำรวจเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ SME โดยสอบถามผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,705 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20 – 30 พฤษภาคม 2567 พบว่า มี SME เพียงร้อยละ 8.3 ลงทุนพัฒนาทักษะแรงงานในการใช้เครื่องจักร/อุปกรณ์ รองลงมาคือ ด้าน Digital Marketing เช่น สาขาการท่องเที่ยว บริการความงาม/สปา ขณะที่ SME ในภาคธุรกิจการผลิตร้อยละ 17.1 ลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสติก และผลิตภัณฑ์จากยาง

นอกจากนี้ ผลของการสำรวจยังระบุว่า SME ร้อยละ 32.3 นำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจเพราะทำให้กระบวนการทำงานสะดวกและง่ายมากขึ้น รองลงมาคือ การลดระยะเวลาการทำงาน และ ทดแทนการใช้แรงงาน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 19.9 และ ร้อยละ 15.2 ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาตามขนาดของธุรกิจ พบว่า SME รายย่อย จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพราะต้องการเพิ่มช่องทางการขายและทำตามเทรนด์ของตลาด เช่น ธุรกิจ

ภาคการบริการและภาคการค้า ในขณะที่ SME ขนาดกลางและขนาดย่อม จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยลดระยะเวลาการทำงาน ทดแทนการใช้แรงงานคน โดยเฉพาะในธุรกิจภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม SME มองว่า เงินทุน แหล่งความรู้ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ SME เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ และทันสมัยได้ยาก 

“สสว. ให้ความสำคัญพร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้และเติบโตอย่างยั่งยืนในการปรับตัวสู่การทำธุรกิจเพื่อลยกระดับการเข้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ SME ACADEMY 365 เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ พร้อม e-learning  SME COACH สำหรับ SME ที่มีปัญหาด้านธุรกิจ อยากมียอดขายเพิ่ม เพิ่มโอกาสใหม่ ๆ แบบเจาะลึก โดยให้คำปรึกษาผ่านออนไลน์ SME CONNEXT ช่องทางหลักแหล่งรวมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นช่องทางสื่อสารหลักไปยัง SME และยังรวมถึง BUSINESS DEVELOPMENT SERVICE (BDS) เพื่อร่วมส่งเสริมในการเติบโตของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการผลักดันและส่งเสริมให้ SME ลงทุนด้านเทคโนโลยีกับธุรกิจของตนเองเพิ่มขึ้น เช่น มาตรการด้านภาษีเพื่อการวิจัยและพัฒนา หรือการให้ทุนเพื่อการพัฒนาสินค้า บริการ หรือการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น” รักษาการ ผอ.สสว. ระบุ

ทั้งนี้ SME สามารถค้นหาองค์ความรู้ บริการหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชนหรือสถาบันการเงิน ฯลฯ ได้ตามความเหมาะสมกับความต้องการประกอบธุรกิจของท่านได้ที่ https://www.smeone.info ของ สสว. หรือสามารถรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจได้ที่ https://smeconnext.com หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร โทร. 1301

นอกจากนี้ สสว. ยังเปลี่ยนที่ทำการใหม่ ดังนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เลขที่ 120 หมู่ 3 ศูนย์ราชการเฉลิม พระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคารซี) ชั้น 2, 10, 11 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210 โทรศัพพ์ 02-142-9000 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

“บิ๊กอ้อ ” ลุยปราบพนันออนไลน์ เปิดแทงบอลยูโร จับคุมผู้ต้องหาแล้ว 2,600คน

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2567 พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ในห้วงการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือฟุตบอลยูโร 2024 ระหว่างในวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทั้งออนไลน์และออนไซต์

ผลการจับกุมการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร ปี 2024 ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21-27 มิถุนายน 2567 แบ่งเป็น
1. การจับกุมการพนันออนไซต์ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 784 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ 3 คน , ผู้เล่น 769 คน , คนเดินโพย 12 คน เงินหมุนเวียน 117,440 บาท
2. การจับกุมการพนันออนไลน์ สามารถจับกุมได้ 80 เว็บไซต์ ผู้ต้องหารวม 265 คน แบ่งเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน 35 คน , ผู้เล่น 230 คน เงินหมุนเวียนในระบบกว่า 400 ล้านบาท

ภาพรวมสถิติการจับกุมการพนันออนไลน์และออนไซต์ ตั้งแต่เปิดศูนย์ฯ วันที่ 14-27 มิถุนายน 2567 มีผลการจับกุมผู้ต้องหา รวม 2,626 คนแบ่งเป็น
1. การจับกุมการพนันออนไซต์ 2,113 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ 39 คน , ผู้เล่น 2,052 คน , คนเดินโพย 22 คน เงินหมุนเวียน 339754 บาท
2. การจับกุมพนันออนไลน์ 142 เว็บไซต์ ผู้ต้องหารวม 513 คน แบ่งเป็น ผู้จัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ 63 คน , ผู้เล่น 450 คน เงินหมุนเวียนกว่า 1,800 ล้านบาท

พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนันฟุตบอล พร้อมฝากเตือนผู้ประกอบการร้านค้าหรือสถานบริการต่างๆ ที่มีการเปิดให้ชมการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 ขอให้ปิดสถานบริการตามเวลาที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืนจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย

สทท. มั่นใจโกยรายได้ท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้าน เสนอตั้ง Team Thailand ปั้นการตลาดแบบมุ่งเป้า

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไตรมาส 2/2567 อยู่ที่ระดับ 79 ลดลงจากไตรมาส 1/2567 สะท้อนสถานการณ์ท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติมาก แต่ดีกว่าปีที่ผ่านมา ในภาพรวมประเมินว่ารายได้อยู่ที่ร้อยละ 48 เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 สิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญคือการพัฒนาทักษะให้มีคุณภาพสูงขึ้น


นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติกล่าว ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เดินหน้าท่องเที่ยวไทย” ในการ แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไตรมาส 2/2567 ของ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พร้อมด้วย นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) นางฉลอง สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) รศ.ผกากอง เทพรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ร่วมแถลง โดยมี นายจีรวัฒน์ ลีนะกนิษฐ์ ที่ปรึกษา รมต.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.เพ็ญพิสุทธิ จินตโสภณ เลขานุการ รมต.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผช.รมต.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติร่วมงาน

นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า “ในด้าน Demand รายได้ 3.5 ล้านล้านบาท นั้นสามารถทำได้ปัจจัยอยู่ที่นโยบายรัฐ และความพร้อมของ Supply Side รัฐบาลชุดนี้ได้ขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ได้ผลหลายอย่างเช่น มาตรการ Free Visa 93 ประเทศ-พื้นที่ / การขับเคลื่อน Softpower เพื่อการท่องเที่ยว การส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ การผลักดันให้เกิด Mega Event ต่างๆ การส่งเสริมเมืองรองให้เป็นเมืองน่าเที่ยวผ่านมาตรการภาษี เพื่อเพิ่มรายได้จาก 2.7 ล้านล้านบาท เป็น 3.5 ล้านล้านบาท ยุทธศาสตร์ที่ สทท. เสนอต่อภาครัฐคือเติมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 ล้านคน ระยะสั้น 1.5 ล้านคน ใน Q3 เช่น ตะวันออกกลาง อินเดีย จีนและคนเชื้อสายจีน อาเซียน และออสเตรเลีย / Q4 2.5 ล้านคน ในช่วง Hi-Season

โดย Mega Event / Joint Promotion / Influencerเพิ่ม Spending โดยเพิ่มวันพัก เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อวัน เราต้องหากิจกรรมเสริม เติมเมืองน่าเที่ยว เติมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กีฬา ชุมชน สิ่งแวดล้อม อาหาร ผลไม้ สินค้าของฝาก OTOP / GI ผ่าน Softpower ต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มรายได้ 12%เพิ่มรายได้ไทยเที่ยวไทย ด้วย บัสทัวร์ทั่วไทย รัฐทัวร์ทั่วไทย อบท.เที่ยวช่วยชาติ และ Digital Wallet เพื่อการท่องเที่ยวในประเทศ เพิ่มรายได้ 250,000 ล้านบาท ได้ในปีนี้ เพิ่มพันธมิตรทางการตลาด โดยสร้าง Thailand Team 29 สำนักงาน ททท. x 10 agent ช่วยกันทำตลาดเชิงรุก-เชิงรับ ร่วมกับ 100 คลังสมองท่องเที่ยวไทย เพิ่มศักยภาพบุคลากรและผู้ประกอบการ ด้วย Tourism Clinic

เช่น อบรมมัคคุเทศก์และ facilitator สำหรับ Medical & Wellness / การฝึกอบรมภาษาอาหรับ จีน รัสเซีย เกาหลี ฯลฯ/ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ Mega Trend / การบริหารการเงินและภาษี / การใช้เทคโนโลยี AI & Cloud เพื่อการท่องเที่ยว การยกระดับสู่ Tourism Development Goal (STG) เป็นต้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวในระยะยาว เพื่อผลักดันดัชนี TTDI จากอันดับที่ 47 สู่ 25 ของโลก โดยใช้กองทุนท่องเที่ยวฯ เพื่อซ่อมสร้างคนและแหล่งท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย ห้องน้ำสะอาด ป้ายบอกทาง ร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน”

รศ.ผกากอง เทพรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไตรมาส 2/2567 อยู่ที่ระดับ 79 ลดลงจากไตรมาส 1/2567 ที่ระดับ 81 สะท้อนสถานการณ์ท่องเที่ยวยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติมาก ส่วนไตรมาสหน้า 3/2567 อยู่ที่ระดับ 75 ลดลงจากไตรมาสนี้แต่ดีกว่าปีที่ผ่านมา ไตรมาสนี้ ธุรกิจบริการขนส่งผู้โดยสาร บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจสปา สถานบันเทิงและแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ประเมินรายได้ไตรมาสนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนธุรกิจที่พักแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝากของที่ระลึกรายได้ลดลง ในภาพรวมประเมินว่ารายได้อยู่ที่ร้อยละ 48 เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ธุรกิจร้านขายของฝากมีการฟื้นตัวของรายได้ช้ากว่าธุรกิจอื่น อัตราการจ้างงานกลับมาแล้ว 99% สิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญคือการพัฒนาทักษะให้มีคุณภาพสูงขึ้น เรื่อง Digital Wallet ผู้ประกอบการร้อยละ 40 ไม่เห็นด้วยเนื่องจากไม่สามารถใช้กับการท่องเที่ยว และร้อยละ 76 ต้องการให้โครงการ Digital Wallet สามารถใช้กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศได้”


นางฉลอง สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) กล่าวว่า “TFOPTA เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการในต่างจังหวัดกว่า 100 สมาคม ส่วนใหญ่มาจาก 55 เมืองรอง ซึ่งวันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลสนับสนุนให้เป็นเมืองน่าเที่ยว และมีนโยบายส่งเสริม เช่น มาตรการภาษีกระตุ้นสัมมนาในประเทศสำหรับนิติบุคคล และกระตุ้นการท่องเที่ยวสำหรับบุคคลธรรมดา 15,000 บาท สมาชิก TFOPTA คือ เจ้าของสินค้าและบริการในท้องถิ่น สิ่งที่ท้าทายคือ

“เราต้องพัฒนาสินค้าให้สะดวก สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และมีนวัตกรรม จุดอ่อนของเมืองรอง คือ ความสะดวกในการเดินทาง ความพร้อมของบุคลากรและแหล่งท่องเที่ยว และการยังไม่เป็นที่รู้จักของทั้งนักท่องเที่ยวและ Travel Agency ดังนั้นเราต้องการ 4 เรื่อง คือ การฝึกอบรมและ Workshop สร้าง 5 Must do 55 เมือง บัสทัวร์ทั่วไทย 5,000 เที่ยวส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามภาค 5 ภาค การจัดมหกรรมท่องเที่ยว 5 ภาค และการจัด Fam Trip แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองน่าเที่ยวให้กับ Agent และ Influencer”

นายกิตติ พรศิวะกิจ ประธาน Smart Tourism สทท. และกรรมการ ททท. กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในครึ่งปีแรกถือว่าทำได้ตามเป้าที่ 17.5 ล้านคน ความท้าทายอยู่ที่ครึ่งปีหลัง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ 3 Scenario คือ (1) Worse Case ถือเป็น รายได้ขั้นต่ำที่ต้องทำให้ได้ = 2.7 ล้านล้านบาท มาจาก 36 ล้านคน x 50,000 บาท ต่อคนต่อทริป = 1.8 ล้านล้านบาท และไทยเที่ยวไทย 200 ล้านคนครั้ง x 4,500 = 0.9 ล้านล้านบาท



(2) Base Case = เป้าท้าทายที่เป็นไปได้ = 3 ล้านล้านบาท มาจาก 38 ล้านคน x 50,000 บาท ต่อคนต่อทริป = 1.9 ล้านล้านบาท และ 220 ล้านคนครั้ง x 5,000 = 1.1 ล้านล้านบาท จากไทยเที่ยวไทย เป้านี้ถือว่าท้าทาย แต่มีโอกาสทำได้สูง เราควรตั้งเป้าหมายที่ 3.02 ล้านล้านบาทถือเป็น New High เพราะเราเคยได้ 3.01 ล้านล้านบาทในปี 2562

(3) Best Case 3.5 ล้านล้านบาท = เป้าหมายสูงสุด ที่ทำได้จาก 40 ล้านคน x 56,000 บาท = 2.24 ล้านบาทและ ไทยเที่ยวไทยอีก 1.26 ล้านบาท = 229 ล้านคนครั้ง x 5,500 บาท

ดังนั้นโจทย์ที่ต้องทำเพื่อเพิ่มรายได้จาก 2.7 เป็น 3.5 ล้านล้านบาท คือ (1) เติมจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 ล้านคน จาก 36 เป็น 40 ล้านคน (2) เพิ่มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก 50,000 เป็น 56,000 บาท (3) เพิ่มจำนวนทริปและค่าใช้จ่าย ไทยเที่ยวไทย

“พระจันทร์ฉาย” สาดแข้งแลกเดือด “ดิ เบลลา”ชนะแต้ม ผงาดครองแชมป์โลก 2 กติกา

ศึก ONE ลุมพินี 68 สร้างความเร้าใจสุดขีดให้กับแฟนกีฬาศิลปะการต่อสู้ สมเป็นรายการใหญ่ไตรมาสสอง เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) โดยนักกีฬาการต่อสู้แถวหน้าทั้ง 12 คู่ ต่างโชว์ฝีมืออันดุเดือดสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก

คู่เอกที่ทุกคนเฝ้ารอ “พระจันทร์ฉาย พีเค.แสนชัย” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต (115-125 ป.) วัย 29 ปี เผชิญหน้า “โจนาธาน ดิ เบลลา” นักสู้อิตาลี-แคนาดา อดีตเจ้าของแชมป์โลกคิกบ็อกซิ่งรุ่นเดียวกันเพื่อชิงตำแหน่งราชัน ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นสตรอว์เวตที่ว่าง

สองยกแรกทั้งสองฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบและวัดความเร็วกันไม่มีใครยอมใคร ส่วนช่วงเวลาที่เหลือ “พระจันทร์ฉาย” เร่งสปีดเปิดเกมบุกโจมตีเป็นชุดเล่นงาน “ดิ เบลลา” ได้หลายจังหวะ ครบ 5 ยก “พระจันทร์ฉาย” ชนะแต้มเอกฉันท์สวยงาม คว้าเข็มขัดแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นสตรอว์เวต มาครองเป็นเส้นที่สองสมใจ นั่งแท่นแชมป์โลก 2 กติกาคนล่าสุด

คู่รองของรายการ “ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9” แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) วัย 28 ปี จากบุรีรัมย์ รับน้องโหด “ก้องธรณี ส.สมหมาย” มวยพูดน้อยต่อยคม วัย 27 ปี จากเพชรบูรณ์ ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต

ภาพรวมเกมการชกตลอดทั้งสามยก เป็นทางด้าน “ซุปเปอร์เล็ก” ที่อาศัยชั่วโมงบินเหนือกว่า ดักสาดแข้งขวาโกยแต้มเป็นกอบเป็นกำ แม้ “ก้องธรณี” จะทำการบ้านมาดี ได้จังหวะตอบโต้หนัก ๆ หลายดอก แต่เมื่อครบสามยก กรรมการเห็นพ้องให้ “ซุปเปอร์เล็ก” เข้าวินไปด้วยคะแนนเอกฉันท์ เรียกความมั่นใจก่อนไปล่าบัลลังก์มวยไทยรุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) จาก “โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี”

ขณะที่อีกหนึ่งคู่เดือดที่แฟนมวยรอชมล้นหลาม “เสือแบล็ค ท.พราน49” นักชกเชื้อสายกะเหรี่ยง วัย 27 ปี จากเพชรบุรี เปิดศึกสางแค้น “เคียมรัน นาบาติ” จอมบู๊ไร้พ่าย วัย 29 ปี จากรัสเซีย ในกติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135 – 145 ป.) โดยแม้ “เสือแบล็ค” จะชกแบบรัดกุม แต่สุดท้ายเสียท่าโดนหมัดฮุกซ้ายสุดคมของ “เคียมรัน” เข้าที่ปลายคาง หลับแบบไม่ทันตั้งตัวในเวลา 1:54 ของของยกแรก ส่งให้ “เคียมรัน” ยืดสถิติชนะรวด 3 ไฟต์ติด และคว้าโบนัส 350,000 บาท ครั้งแรก พร้อมคว้าสัญญานักกีฬา ONE เป็นคนที่ 17 ของรายการนี้

ด้านศึกกู้ศรัทธาของสองอดีตแชมป์โลกคิกบ็อกซิ่ง “เพชรทนง เพชรเฟอร์กัส” นักชกเชิงสูง วัย 38 ปี จากอุดรธานี โชว์ทีเด็ดดับซ่า “อลาเวอร์ดี รามาซานอฟ” จอมหมัดนอกตำรา วัย 29 ปี จากรัสเซีย ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต (135 – 145 ป.)

เริ่มยกแรกต่างฝ่ายต่างชิงจังหวะออกอาวุธกันไปมาได้อย่างสนุกสุดมัน เข้าสู่ยกสองเป็นทางด้าน “เพชรทนง” ที่ยังคงเดินบี้ขนอาวุธออกมาถล่ม “อลาเวอร์ดี” ทุกทิศทุกทาง จนท้ายที่สุดนักชกนอกตำราจากรัสเซียต้องยอมจำนน ส่งให้ “เพชรทนง” ปิดจ๊อบชนะทีเคโอไปได้ในนาทีที่ 1:59 ของยกที่สอง

ส่วนอีกหนึ่งคู่ดุเดือดที่แฟนมวยตั้งตารอระหว่าง “ป้อมเพชร พีเค.แสนชัย” และ “สุริยันต์เล็ก พ.เย็นยิ่ง” ในศึกภาคสอง กติกามวยไทย พิกัดเฉพาะ (แคตช์เวต) 132 ป. ผลปรากฏว่า“สุริยันต์เล็ก” ปล่อยหมัดปลิดวิญาณสมฉายา “ไอ้หมัดเขวี้ยงควาย” กดน็อกล้างแค้น “ป้อมเพชร” ได้แบบสะใจ ในช่วง 10 วินาที สุดท้ายก่อนหมดยกแรก เก็บแต้มชัยเป็นครั้งที่ 6 รวมถึงคว้าโบนัส 350,000 บาท ได้เป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ทำให้ยอดรวมสะสมพุ่งสูงเป็นเงิน 2.8 ล้านบาท ไม่รวมค่าตัว

โดยค่ำคืนนี้มี 3 นักสู้ใจเด็ด ทำผลงานดุดันโดนใจบิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ไม่รอช้าสั่งมอบโบพิเศษติดมือกลับบ้านให้ทันทีคนละ 350,000 บาท ไม่รวมค่าตัว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.05 ล้านบาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาท) ได้แก่ สุริยันต์เล็ก พ.เย็นยิ่ง”, “ปกรณ์ พีเค.แสนชัย” และ “เคียมรัน นาบาติ”

สรุปผลการแข่งขันทุกคู่ ONE ลุมพินี 68

คู่เอก พระจันทร์ฉาย พีเค.แสนชัย ชนะคะแนนเอกฉันท์ โจนาธาน ดิ เบลลา (ชิงแชมป์โลก คิกบ็อกซิ่ง รุ่นสตรอว์เวต 115 – 125 ป.)
คู่รอง ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9 ชนะคะแนนเอกฉันท์ ก้องธรณี ส.สมหมาย (มวยไทย รุ่นฟลายเวต 125 – 135 ป.)
เคียมรัน นาบาติ ชนะน็อก เสือแบล็ค ท.พราน49 นาทีที่ 1:54 ของยกแรก (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 135 – 145 ป.)
เพชรทนง เพชรเฟอร์กัส ชนะทีเคโอ อลาเวอร์ดี รามาซานอฟ นาทีที่ 1:59 ของยกสอง (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต 135 – 145 ป.)
ชาโด้ สิงห์มาวิน ชนะคะแนนเอกฉันท์ จิมมี วีโนต์ (มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต 145 – 155 ป.)

ปกรณ์ พีเค.แสนชัย ชนะน็อก ราฟฟี่ โบฮิค นาทีที่ 2:15 ของยกแรก (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 135 – 145 ป.)
ไทสัน แฮร์ริสัน ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ สิบหมื่น โค้ชนาย (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 135 – 145 ป.)
ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ ชนะคะแนนเอกฉันท์ คมอาวุธ เอฟเอ.กรุ๊ป (มวยไทย แคตช์เวต 140 ป.)
สุริยันต์เล็ก พ.เย็นยิ่ง ชนะน็อก ป้อมเพชร พีเค.แสนชัย นาทีที่ 2:50 ของยกแรก (มวยไทย แคตช์เวต 132 ป.)
คาอิโตะ ซากากูชิ ชนะคะแนนเอกฉันท์ หลาน ชานเต็ง (คิกบ็อกซิ่ง แคตช์เวต 132 ป.)
โคเฮอิ วากาบายาชิ ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ ซานหลาง เกอซี (MMA รุ่นสตรอว์เวต 115 -125 ป.)
เรียวตะ ฮาชิโมโตะ ชนะน็อก ยูโตะ อูเอโนะ นาทีที่ 2:05 ของยกแรก (มวยไทย แคตช์เวต 143 ป.)

เยาวราชคึกคักกว่าเดิม หลัง “ลิซ่า”ปล่อยทีเซอร์ “Rockstar”

บรรยากาศถนนเยาวราช หลัง “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ศิลปินระดับโลก ปล่อยคลิปทีเซอร์มิวสิกวิดีโอเพลง “Rockstar” โดยมีฉากหลังเป็นถนนเยาวราช และมีภาพของลิซ่ายืนโดดเด่นอยู่กลางถนนเยาวราชยามค่ำคืน และมีการพูดถึงกันอย่างมากบนสังคมออนไลน์ เรียกว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ทำให้ถนนเยาวราชคึกคักยิ่งกว่าเดิมอีกครั้ง โดยบรรยากาศถนนเยาวราชในวันธรรมดา มีคนไทยและชาวต่างชาติแห่มาถ่ายภาพตามรอยลิซ่าจำนวนมาก

สำหรับโลเคชันใน MVที่มีการถ่ายทำที่ประเทศไทยถึง 90 % อาทิ ถนนเยาวราช โรงหนังออสก้าเก่า เพชรบุรี 39 ห้างนิวเวิลด์ บางลำพู ที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่าสิบปี โดยล่าสุดทางสำนักงานเขตพระนคร ได้เข้าปรับปรุงพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์

ล่าสุด MV “Rockstar ฉบับเต็ม ได้ถูกปล่อยออกมาแล้วเมื่อเช้าวันที 28 ม.ค.2567 (ตามเวลาประเทศไทย) ณ ปัจจุบันยอดวิวพุ่งทะยานเข้าสู่หลักล้านไปเรียบร้อย

อาชีพใหม่สุดฮิต “รับหว่านข้าว”คนชัยภูมิรวมตัวเป็นกลุ่ม ทำรายได้วันละพัน

หลังจากมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้เกษตรกรเร่งลงมือไถนาหว่านข้าวกันเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันได้มีชาวบ้านบ้านหนองไผ่ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ จับกลุ่มรวมตัวกัน 4-5 คน เพื่อออกหารับจ้างหว่านข้าวในหมู่บ้าน และนาข้าวพื้นที่ใกล้เคียงสร้างรายได้ต่อคนไม่ต่ำกว่า วันละ 600-1,000 บาท

น.ส.นฤมล ปุระณะกร อายุ 35 ปี คนรับจ้างหว่านข้าว ชาวบ้านหนองไผ่ ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ บอกว่า ตนเองมีอาชีพทำนาทำไร่ และรับจ้างทั่วไป ช่วงนี้เกษตรกรกำลังเร่งไถนาหว่านข้าวกันเป็นจำนวนมาก ตนเองและเพื่อนบ้านจึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อออกรับจ้างหว่านข้าวทั้งในหมู่บ้าน เขต อ.เมือง และ อ.ใกล้เคียง เช่น อ.จัตุรัส .อ.เนินสง่า และ อ.บำเหน็จณรงค์ โดย จะคิดค่าหว่าน ในราคากระสอบปุ๋ยละหนึ่งร้อยบาท โดยมีอุปกรณ์ในการหว่านใช้ถังน้ำ 1 ใบหรือกระสอบปุ๋ย 1 ลูก วันหนึ่งจะได้วันละประมาณ 40 กว่ากระสอบ เมื่อนำมาแบ่งกันก็จะได้คนละ 600-700 บาท สูงสุดเคยได้มากกว่า 1,000 บาทเลยที่เดียว

น.ส.นฤมล บอกอีกว่า สำหรับการหว่านข้าวด้วยมือนั้น ต้องมีความชำนาญข้าวถึงจะสม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับการปล่อยมือและดูทิศทางลมด้วยซึ่งการออกรับจ้างหว่านข้าวนั้น ในแต่ละปีก็ทำให้ตนและครอบครัวมีรายได้ที่ดีพอสมควร โดยในระยะนี้ก็จะรับจ้างหว่านข้าวไปเรื่อยๆ เพราะยังมีชาวบ้านที่ยังไม่ได้ไถนาหว่านข้าวอีกเป็นจำนวนมากในพื้นที่นี้และพื้นที่ใกล้เคียงอีกต่อไป

สงขลาจัดมหกรรมสมุนไพรกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

วันที่ 27 มิถุนายน 2567 นางสาวฉัตร์สุดา ชุมแสง พาณิชย์จังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดงานงาน สงขลา Good Herbs ครั้งที่ 1” ภายใต้แนวคิด “ของดีอยู่ไม่ไกล สมุนไพรทลายโรค” ซึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 26-30 มิ.ย.67 ที่ ณ เวทีกิจกรรม บริเวณชั้น G (หน้าร้านทอง) ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

นางสาวฉัตร์สุดา กล่าวว่า ปัจจุบัน ทั่วโลกได้ยอมรับแล้วว่าผลที่ได้จากการสกัดสมุนไพร ให้คุณประโยชน์ดีกว่ายาที่ได้จากการสังเคราะห์ ทางวิทยาศาสตร์ ประกอบกับประเทศไทย เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีพืชที่ใช้เป็นสมุนไพรได้อย่างมากมาย ตลาดของผลิตภัณฑ์สมุนไพรประเทศไทย ในปี 2566 มีมูลค่า สูงถึง 56,944.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ประมาณ 9.28% และมีการคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะเติบโตเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 74 พันล้านบาทในปี 2570 โดยในภูมิภาคเอเชีย ประเทศไทยมีขนาดตลาด ประเทศไทย มีทิศทางการขับเคลื่อนสมุนไพรด้วยการเพิ่มมูลค่า

โดยการจัดบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภูมิปัญญาไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความงาม และการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีจังหวัดสงขลาเป็นเมืองต้นแบบเมืองสมุนไพรให้แก่จังหวัดอื่นต่อไปด้วย จังหวัดสงขลายังได้ให้ ความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ จึงเป็นโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการสินค้าและบริการสมุนไพร ในการดูแล สุขภาพแก่นักท่องเที่ยว เพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ผลิตผู้ประกอบการสินค้าและบริการสมุนไพรนำไปสู่การสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่นในการใช้สมุนไพรรวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสมุนไพรไทย

ภายในงานฯ มีผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้าและบริการสมุนไพร เข้าร่วมแสดงและจ าหน่ายสินค้ารวม32 คูหา ประกอบด้วย 3 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 21คูหา กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล จำนวน 10 คูหา นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ และกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เช่น กิจกรรมการแจกสินค้าภายในงาน, กิจกรรมนาทีทอง ที่ทุกท่านสามารถ ซื้อสินค้าราคาถูก, กิจกรรมจับสลากลุ้นรางวัลทุกวัน รวมมูลค่าไม่น้อยกว่า
125,000 บาท และกิจกรรมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง โอกาสนี้ ดิฉันขอเชิญชวนทุกท่าน ช่วยกันประชาสัมพันธ์ และร่วม อุดหนุนผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ของดีจังหวัดสงขลาที่นำมาจำหน่ายในงาน