ก.ตร.มีมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 คำสั่งให้ บิ๊กโจ๊ก ออกราชการถูกต้อง

ก.ตร.มีมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ชี้คำสั่งให้ “บิ๊กโจ๊ก”พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล ออกราชการถูกต้อง ด่านต่อไปลุ้นผลการพิจารณาของ “ก.พ.ค.ตร.”

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.67 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยหนึ่งในวาระที่ต้องจับตาวาระหารือคือ คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.

ซึ่งที่ประชุมจะนำผลของคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย (อนุ ก.ตร.วินัย) ที่มีความเห็นว่าคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกฎหมายแล้ว มาพิจารณาชี้ขาดด้วย โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการกฤษฎีกาออกมาระบุว่า ขั้นตอนคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อนไม่ถูกต้อง

ต่อมานายเศรษฐา ได้เดินออกจากห้องประชุม และออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เดินทางมาส่ง โดยนายเศรษฐาระบุว่าประชุมยังไม่แล้วเสร็จ จากนั้นพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ได้กลับเข้าไปประชุมอีกครั้ง

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุม ก.ตร.มีมติ 12 ต่อ 0 เห็นว่า คำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.ออกจากราชการไว้ก่อน ถูกต้องแล้ว

ระหว่างนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ร้องขอความเป็นธรรมจาก ก.พ.ค.ตร.ไว้แล้ว ซึ่งต้องรอมติอีกครั้ง เพื่อให้คำสั่งสมบูรณ์ ก่อนถึงขั้นตอนขึ้นทูลเกล้าฯ

ในการประชุมมีการถกเถียงประเด็นดังกล่าว สุดท้ายนายกฯ ให้โหวตลงความคิดเห็นของ ก.ตร. ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ 12 ต่อ 0 ให้ความเห็นชอบคำสั่ง รรท.ผบตร. ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน

สพฐ. สั่งพักใบอนุญาต ครูสอนดนตรีไทยล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ที่โรงเรียนปทุมคงคา นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมทีมงานสายไหมต้องรอด และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันประชุมหารือถึงเรื่องที่เกิดขึ้น รวมถึงมาตรการการเยียวยาผู้เสียหาย

โดยหลังการประชุมร่วมกันกว่า 1 ชั่วโมง คณะประชุมได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า เบื้องต้นได้จัดตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ซึ่งจะให้รายงานผลทุก ๆ 7 วัน และให้ครูคนดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนโดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจะประสานสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตชั่วคราว

โดยหลังจากนี้ จะถอดบทเรียนและจะกำชับไปยังทุกโรงเรียนที่อยู่ภายใต้สังกัด สพฐ. ว่า ต่อไปนี้หากมีกิจกรรมหลังเลิกเรียน หรือครูต้องอยู่ลำพังกับลูกศิษย์ จะต้องมีผู้ควบคุมเข้ามาสังเกตุการณ์ ห้ามปล่อยให้ลูกศิษย์อยู่ตามลำพังกับอาจารย์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ตกลงร่วมกันว่าจะมีการเยียวยาสภาพจิตใจผู้เสียหาย โดยจะประสานนักจิตวิทยา กรมสุขภาพจิต เข้ามาดูแล ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้เสียหาย ก็ยืนยันว่า มีความประสงค์ที่จะศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ต่อ เพราะผู้เสียหายชื่นชอบวิชาดนตรี

ด้าน นายสมศักดิ์ สนกนก ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนมารับตำแหน่งได้เพียง 6 เดือน ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ตนมาเป็น ผอ. ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ปกครองหรือนักเรียนคนใดมาร้องเรียนที่โรงเรียนแต่อย่างใด และตนเพิ่งมาทราบเรื่องราวทั้งหมดวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ผู้เสียหายมาเล่าให้ผู้ปกครองฟัง โดยหลังเกิดเรื่องตนก็ได้ชี้แจงไปที่สำนักงานเขตเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนแชทที่ปรากฏในสื่อว่ามีบุคลากรในโรงเรียนคุยกับผู้ปกครองของผู้เสียหายในลักษณะเจรจาขอไกล่เกลี่ยนั้น ทาง ผอ.เพิ่งมาทราบเรื่องจากข่าว และยังไม่ได้เรียกบุคคลดังกล่าวมาพูดคุยแต่อย่างใด เนื่องจากตอนนี้มีกิจกรรมในโรงเรียนค่อนข้างเยอะ แต่ยืนยันว่าบุคลากรดังกล่าวกระทำการโดยพละการ ไม่ได้มีการปรึกษาคณะผู้บริหารโรงเรียนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตนในฐานะ ผอ. ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้ปกป้องครูตามที่เป็นข่าว เพราะทันทีที่ทราบเรื่องตนก็ได้รีบรายงานไปที่สำนักงานเขตโดยทันที

นอกจากนี้ ทีมข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับนักเรียน หลายคนให้ข้อมูลแตกต่างกันออกไป บางกลุ่มก็ให้ข้อมูลว่าว่า ครูคนดังกล่าวมีอารมณ์รุนแรงและชอบถือไม้เรียวตีเด็กอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเรื่องพฤติกรรมลวนลามนักเรียนนั้นตนไม่ไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งทันทีที่ทราบเรื่องก็รู้สึกตกใจ และรู้สึกผิดหวังกับครูเป็นอย่างมาก ส่วนอีกกลุ่มก็ให้ข้อมูลว่า ครูคนนี้เรียนด้วยแล้วไม่เครียด เพราะสอนค่อนข้างตลก ส่วนเหตุผลที่ครูมักจะตีเด็ก เป็นเพราะว่าเด็กค่อนข้างดื้อมากกว่า

ดาราสาวทายาทพันล้าน ยันทำธุรกิจส่งออกจริง ย้ำชดเชยให้ลูกค้าหมดแล้ว

“จ่าคิงส์“ ไหว้ขอโทษ “อายวรา ไพรินทร์” ดารานักแสดง แถลงผลสรุปกองปราบฯ ปิดคดีฉ้อโกงประชาชนชักชวนส่งสินค้าไปขายดูไบ/บาห์เรน ด้าน ดารานักแสดงสาวยันมีการประกอบธุรกิจส่งออกจริง และในเรื่องความผิดพลาดการบริหารงาน ก็ได้มีการชดเชยให้กับลูกค้าแล้ว

วันนี้ (26 มิ.ย 67) ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน จตุจักร กทม. จากกรณีจ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ และ นายณัฐปกรณ์ สุดชา หรือ ทนายเจส พากลุ่มผู้เสียหาย จำนวนรวมกว่า 20 คนเข้าพบ พงส.บก.ป.เมื่อ 20 ธ.ค.66 และ 12 ก.พ.67 แจ้งความดำเนินคดีกับดาราสาว อาย วนาไพรินทร์ ธนวริสพร นักแสดงจากซีรี่ย์ดัง สงครามสมรสข้อหาฉ้อโกงประชาชนด้วยการจัดคอร์สอบรม และชักชวนทำธุรกิจส่งสินค้าอุปโภคบริโภคไปวางจำหน่ายในห้างดังที่ดูไบและประเทศบาห์เรน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

ต่อมานายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้พา อาย-วราไพรินทร์ ธนวริสพร อายุ 31 ปี ดารานักแสดงสาวชื่อดัง จากเรื่อง“สงครามสมรส”ทายาทธุรกิจพันล้าน เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป. โดยนำเอกสารหลักฐานต่างๆ มาประกอบการชี้แจงยืนยันแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยเปิดเผยว่า “มีการประกอบธุรกิจส่งออกจริง และในเรื่องความผิดพลาดการบริหารงาน ก็ได้มีการชดเชยให้กับลูกค้าแล้ว”

ซึ่ง ทนายรณณรงค์ ระบุว่า ทางกองปราบยังไม่ได้รับเป็นคดี ส่วนตัวคุณอาย ก็จะให้การเพิ่มเติม ตนดูแล้วไม่น่าจะเป็นการฉ้อโกง ซึ่งร้านก็มีจริง สินค้า/ของ ที่นำไปขายก็จริง แค่ขายได้ไม่ตามยอดเท่านั้น”เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างออกมาให้ข่าวมีการแถลงข่าวฝ่ายเดียว ทำให้ข้อมูลที่สื่อมวลชนนำไปรายงานข่าวไม่ครบถ้วนเพื่อความเป็นธรรม ทั้งสองฝ่ายจึงนัดกันมาแถลงข้อมูลที่ถูกต้องในวันนี้

จ่าคิงส์ กล่าวว่า ตนอยากจะขอโทษ อาย วนาไพรินทร์ ธนวริสพรจริงๆ ที่ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารให้ ครบถ้วน และเอกสารก็ครบแล้ว ทางกองบังคับการปราบปรามก็ได้ยกฟ้อง อาย วนาไพรินทร์ เป็นที่เรียบร้อย และครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเรียนของตน ที่เวลามีคนมาร้องขอความช่วยเหลือตนต้องเช็ค ข้อมูลหลักฐานให้ดีๆ ก่อนนำข้อมูลนั้น มาเผยแพร่บนสื่อสังคม สุดท้ายตนขอโทษจากใจจริง แบบลูกผู้ชาย ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด

อาย วราไพรินทร์ กล่าวว่า ตนคิดว่า จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตนได้รับผลกระทบหนักพอสมควร ซึ่งตนได้รับความเสียหายที่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของหน้าที่การงาน และหน้าตาชื่อเสียงในสังคม โดยตลอดระยะเวลาที่เป็นข่าว ตนโดนตราหน้าว่าเป็น ดาราโกง ต้มตุ๋น มิจฉาชีพ ลูกค้ายกเลิกงานของตนทุกชิ้น มีผลกระทบต่อพาร์ทเนอร์ ธุรกิจอื่นๆ จะไม่ขอร่วมงานกับตน จนกว่าทุกอย่างจะเคลียร์ และตนไม่กล้าออกไปเจอเพื่อน และออกไปสังคม เพราะตนกลัวว่าจะโดนเพื่อนมอง ตนในทางที่ไม่ดี และเหตุการณ์ที่ตนรับไม่ได้ คือตนรับเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ชนิดยี่ห้อหนึ่งแล้วมีบุคคลมาคอมเม้น บอกว่าทำไมถึงเอามิจฉาชีพมาเป็นเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์นี้

ทำให้ตนรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และตนเห็นเจตนาดีของจ่าคิงส์ ที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้ตนเสียหาย เพียงแค่เขาต้องการที่จะช่วยเหลือคนอื่น แต่เค้าไม่ตรวจสอบให้ดีเอง ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แน่นอนว่าตนอาจจะถูกกลั่นแกล้ง จากบุคคลที่ไม่ได้ชอบตน บุคคลเหล่านั้นชอบทักไปก่อกวน และพยายามขัดขวางเรื่องธุรกิจของตนทุกอย่าง สุดท้ายนี้ตนก็ขอให้จ่าคิงส์ ทบทวนบทเรียนครั้งนี้ และให้จ่าคิงส์ช่วยเหลือบุคคลอื่นๆต่อไป และตนก็จะกลับไปทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดก็หวังว่าทุกอย่างจะประสบความสำเร็จและเป็นไปในทางที่ดีทั้งด้านของจ่าคิงส์และก็ตนต่อไป

บุกรวบ “ชีนุ ทุ่งครุ”ตีนแมวสายธรรมะ ก่อเหตุเสร็จแผ่เมตตาให้ผู้เสียหายเพื่อขอบคุณ

ตามนโยบายของ น.1 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ให้ปราบปราบจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบนั้น

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.อิสเรศ ปาลาพงศ์ รอง ผบก สส.ฯ, พ.ต.อ.อรรชวศิษฎ์ ศรีบุญยมานนท์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.วิโรฒ จนุบุษย์ และ พ.ต.ท.นิธิ ปิยะพันธุ์ รอง ผกก.สส.3ฯ ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วรุตม์ คำหล้า สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พร้อมด้วย ร.ต.อ.พิชชากร กองสวัสดิ์ ,ร.ต.อ.พงศธร อารีย์ รอง สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ส.ต.อ.พลภัทร ปรีชา ผบ.หมู่ กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ชุดปฏิบัติการที่ 3 ร่วมกับ สืบสวน สน.อุดมสุข จับกุม

นายยานยนต์ หรือซีนุ อายุ 53 ปี ภูมิลำเนา แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ จ.357/256 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2567 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ โดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆโดยมอมหน้า(ปกปิดใบหน้า)หรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปฯ”สำหรับสถานที่จับกุม บริเวณห้องพักไม่มีเลขที่ ภายในอพาร์ทเม้นท์ ตำบลลัดหลวง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

พฤติการณ์ ด้วยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ได้มีผู้เสียหาย แจ้งว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 67 เวลาประมาณ 07.00 น. ที่ร้านวัสดุก่อสร้าง ซ.กาญจนาภิเษก 40 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ พบว่ามีร่องรอยการงัดแงะผนังของร้านฯ ผู้แจ้งตรวจสอบปรากฎว่ามีทรัพย์สินสูญหาย 1.เงินสดประมาณ 30,000 บาท 2.เครื่องเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด จำนวน 1 เครื่อง ราคาประมาณ 8,000 บาท ผู้แจ้งตรวจสอบกล้องวงจรปิด ของวันที่ 19 มี.ค. 67 เวลาประมาณ 01.40 น. พบคนร้ายใช้ผ้าคลุมศรีษะได้เข้าไปภายในร้านและลักทรัพย์ดังกล่าวไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเส้นทางหลบหนีคนร้าย พบว่าคนร้ายได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ ซอยสุขสวัสดิ์ 39 พื้นที่ จว.สมุทรปราการ ต่อมาได้สืบสวนหาข่าว จนสามารถทราบว่าตัวคนร้ายที่ก่อเหตุ คือ นายยานยนต์ หรือซีนุอายุ 53 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถออกหมายจับ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ จ.357/2567 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2567

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งว่า นายยานยนต์ ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักไม่มีเลขที่ ภายในอพาร์ทเม้นท์ ตำบลลัดหลวง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จึงได้นำกำลังเดินทางไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวพบนายยานยนต์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และแสดงหมายจับข้างต้น ให้ นายยานยนต์ ฯ ดู และตรวจสอบแล้วรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับข้างต้นมาก่อน

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ของนายยานยนต์ พบมีประวัติก่อเหตุพบว่ามีประวัติ จำนวน 3 คดี
1.ตามเลขคดีที่ 10/2552 ข้อหาเป็นเจ้ามือ หรือ จัดให้มีการเล่นพนัน สภ.พระประแดง
2.ตามเลขคดีที่ 356/2559 ข้อหา ลักทรัพย์ในเคหสถาน สถานที่ราชการฯ
3.ตามเลขคดีที่ 357/2559 ข้อหา ลักทรัพย์ในเคหสถาน สถานที่ราชการฯ

ในชั้นจับกุม จากการสอบถาม ผู้ต้องหานายยานยนต์ ให้การรับสารภาพว่า ตนเองได้ก่อเหตุลักทรัพย์ฯ ที่บ้านพัก ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซ.28 แยก 18 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ พื้นที่ สน.อุดมสุข เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 จริง

จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ กล่าวว่า คดีนี้ถือว่าเป็นภัยสังคมต่อพี่น้องประชาชนผู้สุจริต สร้างความเดือดร้อนให้คนที่ทำมาหากินเก็บเงินเก็บทอง สร้างตัว แต่กลับถูกโจรลักขโมยเอาไป ถ้าไม่ทำการจับกุมอย่างเร่งด่วน ก็เชื่อว่าน่าจะไปก่อเหตุที่อื่นอีก ยังไงก็ขอฝากให้เจ้าของบ้านติดตั้งกล้องวงจรปิดและสัญญาณเตือนภัย ติดตั้งเหล็กดัดประตูหน้าต่าง ควรเลือกเก็บของมีค่าไว้ในตู้เซฟที่มีความแข็งแรง สุดท้ายการผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน ก็ยังช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลบ้านใกล้กันได้

สบพ. มอบประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตร APR รุ่นที่ 39

สบพ. มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตร Aeroplane Piston Refresher Course (APR) รุ่นที่ 39

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 ดร.คงศักดิ์ ชมชุม รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิชาช่างอากาศยาน เป็นประธานมอบประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตร Aeroplane Piston Refresher Course (APR) รุ่นที่ 39 จัดโดยแผนกทดสอบแบบไม่ทำลาย กองวิชาช่างอากาศยาน ซึ่งดำเนินการฝึกอบรมระหว่างวันที่ 7 – 23 มิถุนายน 2567 ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมีผู้เข้ารับฝึกการอบรมจำนวน 36 คน ได้แก่ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด, กองทัพอากาศ, Global Aerospace Logistics,LLC, Vallair france

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), สนามบินนครสวรรค์, บริษัท โรยัลแอร์พอร์ทเซอร์วิสเซส จำกัด, บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด, บริษัท ไทยซัมเมอร์แอร์เวย์ จำกัด, บริษัท ไทยไลอ้อน เมนทารี จำกัด (ไทยไลอ้อนแอร์), กองพันบินที่ 9 ศูนย์การบินทหารบก, Hong Kong Aircraft Engineering Company Limited, บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค จำกัด, บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด, บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน), ฝูงบิน 202 และแผนกช่างอากาศ กองเทคนิค กองบิน 21 ฝึกอบรม ณ สบพ. กรุงเทพฯ

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับผู้มีใบอนุญาตนายช่างภาคพื้นดิน ที่มีความประสงค์จะยื่นคำขอต่อใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่หลังจากที่ใบอนุญาตเดิมหมดอายุลง เพี่อเป็นการทบทวนความรู้ด้านทฤษฎี และทักษะการฝึกปฏิบัติของนายช่างภาคพื้นดิน และเจ้าหน้าที่กลุ่มช่างอากาศยาน ผลักดันบุคลากรด้านการบินให้ได้มาตรฐานตามความต้องการขององค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ต่อไป

ผู้ว่าฯนราธิวาส ปล่อยแถวกวาดล้างยาเสพติด ย้ำทุกภาคส่วนบูรณาการแก้ปัญหาจริงจัง

ผู้ว่าฯ นราธิวาส ปล่อยแถวกวาดล้างยาเสพติด ตามแผนปฏิบัติการเร่งรัดการดำเนินการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดระยะเร่งด่วน 3 เดือน พื้นที่เป้าหมาย 25 จังหวัด ย้ำทุกภาคส่วนบูรณาการสนธิกำลังกันปฏิบัติร่วมมือกันปราบปรามแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง


เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.67 ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในกิจกรรมปล่อยแถวกวาดล้างยาเสพติด ตามแผนปฏิบัติการเร่งรัดการดำเนินการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดระยะเร่งด่วน 3 เดือน (1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม) ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมี นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ปลัดจังหวัดนราธิวาส , ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 9, นายอำเภอเมืองนราธิวาส , ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง เข้าร่วมฯ

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานรัฐ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมให้มีผลการจับกุมผู้กระทำความผิด และเป็นรูปธรรม ซึ่งมีพื้นที่สีแดงที่มีปัญหายาเสพติดรุนแรง จำนวน 25 จังหวัด โดยกำหนดแผนปฏิบัติการเร่งรัดการดำเนินงานป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดระยะเร่งด่วน 3 เดือน (1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2567)

เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างองค์รวมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง รัฐบาลได้เร่งรัดการปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นความพึงพอใจให้เกิดขึ้นกับประชาชนให้สูงขึ้น ไม่ให้ปัญหายาเสพติดสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน

“จังหวัดนราธิวาสได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงป้องกันปราบปรามและบำบัดรักษาเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน” ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกันเพื่อเร่งสร้างการรับรู้ให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติด โดยการดำเนินการค้นหาผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกหมู่บ้าน ชุมชน ทั้งผู้ใช้ผู้เสพและผู้มีอาการทางจิตและผู้ค้าด้วยการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ต่อไป

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

กรมการท่องเที่ยวเร่งยกระดับ Supply Side ชวนเที่ยวไทยมั่นใจไปกับช้างชูงวง ตอกย้ำภารกิจก้าวย่างอย่างยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยว เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ใช้มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า”สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตอกย้ำภารกิจยกระดับสินค้าและบริการครอบคลุมตลอดทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มุ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บริการท่องเที่ยว บุคลากรด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนการอนุญาตธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึงการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตั้งเป้าสู่การเป็น Tourism Hub ของโลก

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2567 กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานแถลงข่าว กรมการท่องเที่ยว ก้าวย่างอย่างยั่งยืน “ท่องเที่ยวไทยมั่นใจไปกับ DOT” ณ ลานอีเดน ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร หนึ่งในสถานที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย มาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยว

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ ว่า “กรมการท่องเที่ยวเดินหน้ายกระดับ Supply Side ชวนเที่ยวไทยมั่นใจไปกับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย สัญลักษณ์ช้างชูงวงเริงร่าประกอบลาย ประจำยาม ตอกย้ำภารกิจก้าวย่างอย่างยั่งยืน ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการและชุมชนให้มีความสะดวก สะอาด ปลอดภัย เป็นธรรม การให้บริการที่ดีกับนักท่องเที่ยว รวมถึงสิ่งสำคัญในปัจจุบันคือเรื่องสิ่งแวดล้อม มีทั้งสิ้น 56 มาตรฐาน ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยว ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ซึ่งผู้ที่ได้รับรองมาตรฐานจะเป็นสถานประกอบการที่ภาครัฐรับรองว่ามีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้รองรับนักท่องเที่ยวได้ ตามเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวของรัฐบาล”

นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ได้กล่าวเสริมถึงการยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยว ว่า “กรมการท่องเที่ยว ดำเนินการเรื่องการออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การยกเลิก หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว การประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ และการขึ้นทะเบียนผู้นำเที่ยว โดยมีสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สาขา จำนวน 8 แห่ง ในภูมิภาคต่าง ๆ ให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา หนองคาย สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และภูเก็ต อีกทั้ง ให้บริการออกใบอนุญาตนอกสถานที่และระบบ e-Service ในอนาคต

สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยผ่านการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว คุ้มครอง การประกอบธุรกิจนำเที่ยว และการประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ของคนไทย พร้อมกันนี้ มีการพัฒนาศักยภาพการให้บริการ ด้วยการฝึกอบรม การตรวจประเมินมาตรฐานธุรกิจนำเที่ยวและมาตรฐานมัคคุเทศก์ มีการประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชน ให้มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นได้ตามกฎหมาย”

นายบุญเสริม กล่าวเพิ่มเติมถึงการดำเนินงานด้านต่างประเทศ ว่า “เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง การท่องเที่ยวแห่งเอเชีย มีการพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี กับต่างประเทศตามกรอบความร่วมมือต่างๆ โดยส่งเสริมให้มีการพัฒนามาตรฐานสมรรถนะตลอดจนรับรองมาตรฐานสมรรถนะบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ตามข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน และข้อตกลงอื่นที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้ผลิตภาพยนตร์ชาวต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย ดำเนินมาตรการคืนเงินให้กับผู้ผลิตภาพยนตร์ที่มีเงินลงทุนถ่ายทำในประเทศไทยสูง ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้ไปยังธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย และประชาสัมพันธ์ภาพแหล่งท่องเที่ยวของไทยสู่ทั่วโลก”

นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวถึงภารกิจด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริการท่องเที่ยว ว่า “เพื่อให้เกิดการเดินทางและเกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวจากเมืองท่องเที่ยวหลัก ไปสู่เมืองน่าเที่ยว การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ได้คำนึงถึงการออกแบบสิ่งจำเป็นตามโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลหรือ Tourism for All ให้สามารถรองรับและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย นอกจากนี้ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้กับชุมชนทั่วประเทศ ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สำหรับการพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ได้จัดทำมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและตรวจประเมินมาตรฐาน ผ่านกระบวนการที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทย

และชาวต่างชาติ ผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริการทั้งหมด 36 มาตรฐาน แบ่งเป็นมาตรฐานที่พัก มาตรฐานบริการท่องเที่ยว และมาตรฐานกิจกรรมท่องเที่ยว จนมีสถานประกอบการด้านบริการที่อยู่ระหว่างการรับรองมาตรฐานไม่น้อยกว่า 1,293 แห่ง สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านอัตลักษณ์ สินค้า บริการ และกิจกรรมของชุมชนที่ได้มาตรฐาน ต่อยอดเพื่อสร้างจุดขายให้กับนักท่องเที่ยว ตอบโจทย์ Tourism Trend มีการอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ ตลอดจนจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวมุสลิม เพื่อส่งเสริมและบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการพัฒนาการท่องเที่ยวตามประเด็นต่าง ๆ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการและชุมชนที่ได้รับมาตรฐาน ให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งการจัดพิธีมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ประจำปี พ.ศ. 2567 จะจัดขึ้น ในวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2567 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน”

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมพัฒนาห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยวสร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ ชุมชน นักท่องเที่ยว รวมทั้งการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินการตาม 5 กลยุทธ์ ภายใต้นโยบาย IGNITE Thailand’s Tourism ของรัฐบาลเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Tourism Hub มุ่งหวังให้การท่องเที่ยวไทยก้าวย่างอย่างยั่งยืน นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย ได้รับบริการท่องเที่ยวที่ดี พร้อมท่องเที่ยวไทยมั่นใจไปกับ DOT

มาแล้ว!บุฟเฟต์ทุเรียนป่าละอู รร.จีหัวหินฯ แถมซีฟู้ดสดใหม่ ปลุกท่องเที่ยวเชิงอาหาร

นางธนพร โฆษิตชัยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการโรงแรมจี หัวหิน รีสอร์ทแอนด์มอลล์ เปิดเผยว่า โรงแรมจีหัวหินฯจับมือกับไร่ทวีกาญจน์ หัวหิน และกิมกั๊ก เปิดประสบการณ์สายหวาน ครั้งแรกในโรงแรมในหัวหิน เพิ่มแคลอรีพลังงานน้ำตาลในร่างกายช่วงทุเรียนป่าละอูออกผลผลิตเต็มที่ นำเสนอ Soft Power ของผลไม้ GI ประจำถิ่นที่ขึ้นชื่อที่สุดของหัวหินและประเทศไทยจากป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy ของหัวหินให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยจัดโปรโมชันแบบ Exclusive “บุฟเฟต์” หนึ่งปีมีครั้งเดียวให้คอทุเรียนป่าละอูได้กินแบบหายอยากกัน แกะกันสดๆ ทานได้ไม่อั้น ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล เพียง 1,250 บาท สำหรับผู้ใหญ่ ส่วนเด็กเพียง 599 บาท

ฟรี สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ และสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร จัดระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายน และวันที่ 6-7 กรกฎาคม เปิดวันละ 2 รอบตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ไม่เฉพาะทุเรียนเท่านั้น ยังมีเมนูอาหารหลักด้วย อาทิ สลัด ยำ เมี่ยงคำจีหัวหิน พิซซ่าทุเรียน ฮาวายเอี้ยนแฮมชีส ตบท้ายด้วยของหวานล้างคอ ไอศกรีมทุเรียน ข้าวเหนียวทุเรียน ขนมจากทุเรียน เปี๊ยะ เค้ก ทาร์ตทุเรียน เป็นต้น

นางธนพร กล่าวอีกว่า ความตั้งใจเดิม ช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นช่วงที่โรงแรมไม่สามารถขายห้องพักได้ จึงหารายได้ทดแทนจากการขายอาหาร เหมือนกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ แต่ในวิกฤติดังกล่าวกลับมองเห็นศักยภาพของความเป็น Gastronomy ของเมืองหัวหิน ซึ่งได้ค้นพบว่าหัวหินยังมีวัตถุดิบท้องถิ่นอีกหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ประกอบอาหาร หรือประยุกต์ดัดแปลงการประกอบอาหาร ให้สอดคล้องกับรสนิยมการบริโภค เป็นเสน่ห์เฉพาะอีกอย่างหนึ่งของเมืองตากอากาศหัวหิน

ที่สำคัญคืออาหารหรือวัตถุดิบท้องถิ่นที่นำมาประกอบอาหารบางชนิด นอกจากรสชาติความอร่อยและความใหม่แปลกของเมนูหรือวัตถุดิบแล้ว ยังเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดสารพิษอีกด้วย ซึ่งวัตถุดิบท้องถิ่นในหัวหิน มีเรื่องราวหลายอย่างที่เป็นอัตลักษณ์ชัดเจน สามารถนำมาขยายผล สื่อสารการท่องเที่ยวเชิงอาหารไปสู่นักท่องเที่ยวและประชาชนได้เป็นอย่างดี ตรงนี้เองที่นำไปสู่โอกาสในการขยายผล การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ทั้งนี้ หัวหินมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ซึ่ง ททท.สำนักงานประจวบฯ ก็โปรโมตในเรื่องนี้อยู่ อีกทั้งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่อยู่ในใจของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

นางธนพร กล่าวอีกว่า ประกอบกับช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมของทุกปี ทุเรียนป่าละอูจะออกผลผลิต จึงได้ริเริ่มและมีแนวคิดที่จะจัดบุฟเฟต์ทุเรียน โดยการจับมือร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ ไร่ทวีกาญจน์ ซึ่งอยู่ที่ป่าละอู มีพื้นฐานจากการทำเกษตรกรรม ปลูกพืชไร่พืชสวนมากว่า 50 ปี มีองค์ความรู้ถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการปลูกทุเรียนของไร่ทวีกาญจน์ มีความตั้งใจดูแลและพัฒนาผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือทางไร่รักษาคุณภาพการปลูก รับผิดชอบต่อลูกค้า เพื่อให้ได้ทุเรียนป่าละอูที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด และกิมกั๊ก แบรนด์ขนมเบเกอรี่ชื่อดัง ที่มีปรัชญาการประกอบธุรกิจอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน ไม่เพียงแต่ลูกค้าได้ทานขนมเบเกอรี่อร่อยเท่านั้น แต่ทานแล้วมีความสุขด้วย ซึ่งกิมกั๊กเองได้คิดค้นขนมจากทุเรียนหลากหลายรูปแบบและรสชาติ เช่น เค้ก เครปเค้ก เปี๊ยะ ทาร์ตทุเรียน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการจัดบุฟเฟต์ทุเรียน ทางโรงแรมไม่ได้มีเฉพาะให้ทานทุเรียนอย่างเดียว ยังมีไลน์อาหารอื่นให้ทานด้วย โดยเฉพาะเมนูที่อยากชวนชิมจากแนวคิด Farm to sea ที่นำปลาทะเลสดจากประมงท้องถิ่น ที่เป็นประมงเรือเล็ก มาขึ้นเป็นเมนูอาหาร รวมถึงสลัดผักที่มาจาก G Grow Farm ฟาร์มปลอดสารของโรงแรมจีหัวหิน รีสอร์ทแอนด์มอลล์ และผักสลัดปลอดสารจากฟาร์มปลอดสารท้องถิ่นในหัวหินอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้จากเพจโรงแรมจี หัวหิน รีสอร์ทแอนด์มอลล์ หรือสำรองโต๊ะได้ที่ โทร. 0-3251-5199 และ 09-4941-4495.

สุดเถื่อน!สาวพีอาร์ถูกบังคับค้ากามใช้หนี้ หนีตายถูกตามเจอกระทืบยับ

จากกรณีนางสาวเอ นามสมมติ อายุ 22 ปี อาชีพสาวพีอาร์ ชาว จ.ราชบุรี ได้โพสต์คลิปลงบนโลกโซเชียล หลังถูกสาวประเภทสอง รูปร่างใหญ่ พร้อมกับพวกรุมทำร้าย บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่ง ในซอยพัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยกล้องวงจรปิดข้างหอพัก รวมถึงผู้พักอาศัยที่อยู่ภายในห้องเช่า แอบถ่ายคลิปขณะเกิดเหตุไว้ได้ เหตุเกิดเวลา 23.35 น. ของวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา

ล่าสุดเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มิ.ย. 67 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบนางสาวเอ ผู้เสียหายรายนี้ ซึ่งเธอยังอยู่ในอาการหวาดกลัว และหวาดระแวงตลอดเวลา เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนหน้านี้เพื่อนได้ไปกู้เงินนอกระบบ โดยเธอเป็นคนเซ็นค้ำประกัน จำนวน 30,000 บาท เมื่อช่วงประมาณต้นปี ต่อมาเพื่อนของเธอได้หนีไปต่างประเทศ ทำให้เจ้าหนี้ต้องตามมาทวงหนี้ เนื่องจากเป็นผู้ค้ำประกันไว้

จนกระทั่งประมาณช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ได้มีนายเก๋ หรือเมซิ อายุ 21 ปี เป็นสาวประเภทสอง (LGBTQ) อ้างว่า รับว่าจ้างจากเจ้าหนี้ หรือเจ้าของเงินกู้นอกระบบ ให้มาจับตัวตนไปขังไว้ที่ร้านสักลายแห่งหนึ่งในซอยรุ้งแลนด์ พัทยาใต้ จากนั้นยึดโทรศัพท์มือถือ พร้อมกับบัตรประชาชนไว้ ขู่บังคับว่า “อยากได้โทรศัพท์มือถือและบัตรประชาชนคืน จะต้องทำงานใช้หนี้” ซึ่งงานที่ว่าคือ “ขายบริการทางเพศ” ตอนนั้นยอมรับว่ากลัวมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนมาคืนเจ้าหนี้ จึงตัดสินใจยอมทำตามที่นายเก๋ หรือเมซิ บอก คือการขายบริการทางเพศ โดยนายเก๋จะเป็นคนหาลูกค้าให้ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 4 วัน ตนเองก็ใช้หนี้ทั้งหมด จำนวน 30,000 บาท ได้สำเร็จ แต่นายเก๋ไม่ยอมปล่อย ขอเงินค่าติดตามทวงหนี้เพิ่มอีก 5,000 บาท ด้วยความที่ไม่อยากมีปัญหา และอยากได้อิสรภาพ รวมถึงอยากได้โทรศัพท์มือถือและบัตรประชาชนคืน ตนจึงยอมให้เงินเพิ่มไปอีก 5,000 บาท

ลังจ่ายเงินครบตามจำนวน ปรากฏว่านายเก๋บอกว่า ได้รับการติดต่อจากเจ้าหนี้ ที่ตนเองกับแฟนเก่าไปสร้างหนี้ไว้ เป็นจำนวน 90,000 บาท เมื่อนานมาแล้ว ตอนแรกที่ได้ยิน รู้สึกตกใจมาก โดยไม่คิดว่านายเก๋จะไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหน แต่คิดว่าน่าจะดูในโทรศัพท์มือถือของตนเองตอนที่ถูกยึดไว้ ซึ่งนายเก๋ก็บังคับด้วยวิธีเดิม คือให้ตนขายบริการทางเพศอีกครั้ง ซึ่งตนเองก็ยอมทำงานใช้หนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ยอมลำบาก ยอมเจ็บตัว ต้องขึ้นกับลูกค้าวันละ 10 รอบ คิดเป็นเงินครั้งละ 2,000 ถึง 3,000 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนชาวอเมริกา อินเดีย จีน และเกาหลี โดยติดต่อ ผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนเงินที่ได้จากการขายบริการ ตนไม่เคยได้ใช้แม้แต่บาทเดียว เพราะนายเก๋เป็นคนเก็บไปหมด จะได้เฉพาะเงินทิปจากลูกค้า จนเวลาผ่านไป 1 เดือน ทำงานใช้หนี้จนครบจำนวน จึงตัดสินใจหนีออกมา เมื่อประมาณวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา อาศัยอยู่ที่ห้องพักดังกล่าว

ต่อมา คืนวันที่ 22 มิ.ย. 67 นายเก๋ หรือเมซิ ก็สืบจนรู้ว่าตนแอบมาพักที่ห้องพัก ได้ยกพวกตามมารังควาน (มีภาพกล้องวงจรปิด) ทั้งมาเคาะประตู แอบย่องทางด้านหลังตึก พยายามกดดันให้ตนออกมาคุย โดยอ้างกับ รปภ. ของหอพักว่า ตนมีหมายจับ 5 ใบ จนทาง รปภ. ไม่กล้ายุ่งเกี่ยว แต่สุดท้ายพี่ รปภ. เห็นความผิดปกติหลายอย่าง จึงโทรตามตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองพัทยา มาตรวจสอบ พอตำรวจมาถึง ตนจึงยอมออกจากห้อง ออกมานั่งคุยกับนายเก๋ โดยมีการพูดคุยเจรจากันอยู่นาน สุดท้ายนายเก๋จึงยอมคืนโทรศัพท์มือถือให้ แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป ส่วนตำรวจสายตรวจก็แนะนำให้ตนไปแจ้งความ แต่หลังจากที่ตำรวจออกไปไม่ถึง 10 นาที กลุ่มนายเก๋ได้กลับมาที่หอพักอีกครั้ง พร้อมกับทำร้าย ทั้งตบทั้งตี กระชากผม กระทืบซ้ำ และพยายามจะฉุดกระชากขึ้นรถเก๋ง แต่ตนไม่ยอม ก่อนที่กลุ่มนายเก๋จะหลบหนีไป ตนจึงนำหลักฐานกล้องวงจรปิด เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองพัทยา เมื่อช่วงเวลาเที่ยงคืน เข้าวันที่ 23 มิถุนายน

“ตนรู้สึกแย่มาก หลังจากได้โทรศัพท์คืนมา ได้โทรศัพท์ไปถามเจ้าหนี้ตัวจริง ซึ่งเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบรายแรก เงิน 30,000 บาท โดยยอดนี้เจ้าของเงินได้รับเงินคืนครบ ส่วนอีกคน ยอดเงิน 90,000 บาท ปรากฏว่าเจ้าหนี้ยืนยันว่าไม่เคยได้รับเงินในส่วนนี้คืนแม้แต่บาทเดียว จึงนำคลิปมาขอความช่วยเหลือ พร้อมทั้งอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับนายเก๋พร้อมพวกให้ถึงที่สุด และขอเงินที่ตนยอมทำงานแลกมา นำไปคืนเจ้าหนี้ตัวจริง”

ขณะเดียวกันยังต้องอยู่อย่างหวาดระแวง เพราะหลังจากที่หนีออกมา กลุ่มคู่กรณีก็พยายามส่งข้อความมาข่มขู่ รวมถึงอ้างว่ารู้จักตำรวจยศใหญ่ และบอกว่าถึงแม้ตนจะแจ้งความก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อีกทั้งจะตามมาตบซ้ำ จึงอยากให้ตำรวจช่วยเร่งรัดคดีนี้ด้วย

ญาติ เพื่อน-ครู สุดเศร้า!เด็กชายม.6 พลัดตกอาคารเรียนดับ บำเพ็ญกุศลศพวันแรก

นครราชสีมา–เด็ก ม.6 พลัดตกอาคารเรียนเสียชีวิต ญาติบำเพ็ญกุศลศพวันแรก รมว.ศึกษาธิการ และเลขาธิการ กพฐ.ส่งพวงหรีดแสดงความอาลัย ขณะที่โรงเรียนรับเป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางญาติ เพื่อน- ครู และชาวบ้านกว่า 200 คนร่วมไว้อาลัย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้รับแจ้งเมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ว่า เด็กนักเรียนชาย อายุ 17 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมชื่อดังของจังหวัดนครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พลัดตกลงมาจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นอาคารเรียน 9 ชั้น มาที่บริเวณพื้นปูนชั้นล่างหน้า เป็นเหตุให้เสียชีวิต ทางเจ้าหน้าที่ฯ ได้นำร่างส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เย็นวันนี้ (25 มิถุนายน 2567) คณะผู้บริหาร อาจารย์ และเพื่อนนักเรียน ได้เดินทางไปร่วมงานศพที่วัดแชะ ต.แชะ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา บ้านเกิดของนักเรียนที่เสียชีวิต โดยโรงเรียนรับเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพเป็นคืนแรก พร้อมช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีนายพีรวัฒน์ ธีระวัฒนา นายอำเภอครบุรี พร้อมด้วย ตัวแทนส่วนราชการ คณะผู้บริหาร-ครูอาจารย์ นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ กว่า 200 คน มาร่วมในงาน โดย พล. ต. อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดพวงหรีดมาร่วมแสดงความอาลัยด้วย

ซึ่งนายวิเชียร ทองคลี่ ผู้อำนวยการโรงเรียนบุญวัฒนา (ขอสงวนชื่อ รร.) เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนได้เข้าไปพูดคุยเยียวยาทางครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตแล้ว พร้อมกันนี้ ได้จัดรถรับส่งอำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวในการไปติดต่อเรื่องที่สถานีตำรวจและที่โรงพยาบาล รวมทั้งมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 10,000 บาทให้กับครอบครัว และยังได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนต่างๆ เครือข่ายผู้ปกครอง กรรมการศิษย์เก่าฯ ที่เข้ามาร่วมดูแลช่วยเหลือครอบครัว และมีเงินจากกองทุนประกันชีวิตหมู่ของโรงเรียนมาสมทบช่วยเหลือดูแลด้วย ส่วนเรื่องการดูแลด้านจิตใจ ทางโรงเรียนก็มีความห่วงใยเข้ามาพูดคุยครอบครัวอย่างใกล้ชิด และวันนี้ได้ประสานงานไปร่วมรับร่างที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มาประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิด รวมไปถึงนำคณะครู และเด็กๆ เพื่อนนักเรียนมาร่วมรดน้ำศพ ช่วยเหลืองานด้วย

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนได้ประชุมกำชับมาตรการป้องกันดูแลตรวจสอบเรื่องการขึ้นลงอาคารให้เข้มงวดมากขึ้น โดยแต่ละวันจะกำหนดเวลาขึ้น-ลงอาคาร และมีครูเวร-เจ้าหน้าที่คอยสอดส่องตรวจตราไม่ให้มีใครตกค้างอยู่ภายในอาคาร จะล็อคกุญแจทุกอาคารอย่างแน่นหนา โดยเฉพาะวันหยุดจะต้องขึ้นไปตรวจอาคารต่างๆ ทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปในอาคาร จะได้ไม่เกิดเหตุซ้ำ ส่วนมาตรการระยะยาวจะนำงบประมาณที่มีอยู่และเสนอของงบประมาณจากหน่วยเหนือ มาจัดซื้อตะแกรงเหล็กมาติดตั้งเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนพลัดตกจากอาคาร

สำหรับเพื่อนนักเรียนที่เรียนด้วยกัน ซึ่งได้รับผลกะทบโดยตรง จะมีนักจิตวิทยาจา รพ.มหาราชฯ และจากเขตพื้นที่การศึกษามาพบปะพูดคุย และในวันพรุ่งนี้ ทางโรงเรียนจะประกอบพิธีทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจให้กับครู-นักเรียนของโรงเรียน รวมทั้งจะได้อุทิศส่วนกุศลให้กับนักเรียนที่เสียชีวิตด้วย สำหรับพิธีสวดอภิธรรมศพ ทางครอบครัวและญาติ จะตั้งสวดฯ เป็นเวลา 5 วัน โดยจะประกอบพิธีฌาปนกิจศพ ในวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2567 นี้ .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา