อพยพวุ่น ไฟไหม้อาคารสำนักนายกฯ สปป.ลาว ในเวียงจันทน์

เรดิโอ ฟรี เอเชีย รายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่อาคารของกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารของ สปป.ลาว ซึ่งเป็นอาคารเดียวกับที่ตั้งสำนักงานนายกรัฐมนตรี ในนครเวียงจันทน์ เมื่อวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่และพนักงานต้องรีบอพยพออกจากตึกด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ขณะที่ทีมดับเพลิงจะสามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงได้ในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สปป.ลาว กำลังสืบหาสาเหตุเพลิงไหม้รุนแรงครั้งนี้ ที่อาคารสูง 4 ชั้นของกระทรวงเทคโนโลยีฯ และสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง ควันดำทะมึนพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ขณะที่มีลูกจ้างคนหนึ่งของกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร เผยกับนักข่าว Radio Free Asia ว่า ดูเหมือนต้นเหตุเพลิงไหม้เกิดจากเครื่องปรับอากาศเครื่องหนึ่งบนชั้นสองของอาคาร ซึ่งอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่เครื่องปรับอากาศ

‘อากาศในเวียงจันทน์ร้อนมาก’ ลูกจ้างรัฐคนหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ กล่าว โดยเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. จากนั้นไฟได้ลามไปไหม้พรมที่พื้นอย่างรวดเร็ว และลุกลามไหม้เพดานและผนังของอาคาร ‘เมื่อมองดูอาคารที่กำลังถูกไฟไหม้ ฉันทำงานอยู่บนชั้น 4 ฉันตะโกนบอกว่าไฟไหม้ ไฟไหม้’ ลูกจ้างหญิงเล่านาทีที่เกิดเพลิงไหม้จนสร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก และทำให้อาคารได้รับความเสียหายอย่างมาก

แจ้งข้อกล่าวหา ผอ. รร.ดังหาดใหญ่ กับพวก “ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวัน”

ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ บก.ป. แจ้งข้อกล่าวหา ผอ. รร.ดังหาดใหญ่ กับพวก “ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวัน”

กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหา
1. นายพิพัตน์ฯ อายุ 56 ปี ผู้อำนวยการ/ผู้จัดการโรงเรียนฯ
2. นางอุบลฯ อายุ 55 ปี รองผู้อำนวยการโรงเรียนฯ
3. นางอัญชลีฯ อายุ 64 ปี รองผู้อำนวยการโรงเรียนฯ
4. นางถิระนันท์ฯ อายุ 65 ปี หัวหน้าฝ่ายบริหารงานงบประมาณ

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันยักยอก และ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม” (ป.อาญา ม.352,265,83)

พฤติการณ์ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ร่วมกับ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ทำการสืบสวน กรณี เมื่อวันที่ 26 ก.ย.66 นายสุกรี แวมูซอ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา มาร้องทุกข์กล่าวโทษมอบคดีต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับ นายพิพัตน์ฯ (ผู้ต้องหาที่ 1) ตำแหน่งผู้จัดการ/ผู้อำนวยการฯ, นางอุบลฯ (ผู้ต้องหาที่ 2) ตำแหน่งรองผู้อำนวยการฯ ฝ่ายงบประมาณ, นางอัญชลีฯ (ผู้ต้องหาที่ 3) ตำแหน่งรองผู้อำนวยการฯ ฝ่ายบริหารงานบุคคล และนางถิระนันท์ฯ (ผู้ต้องหาที่ 4) ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารงานงบประมาณ ซึ่งเป็นบุคคลากรของโรงเรียนฯ ว่าได้ร่วมกันทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันของโรงเรียน และมีการยื่นคำร้องขอรับเงินอุดหนุนโครงการเรียนฟรี 15 ปี ในส่วนของค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าเครื่องแบบนักเรียนจากสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสงขลา แต่ไม่นำเงินมามอบให้กับผู้ปกครอง


มีการทุจริตโดยการนำใบสำคัญรับเงินต่างๆ ให้กับครูประจำชั้นเพื่อนำไปให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อ โดยยังไม่มีการกรอกข้อความใดในใบอุดหนุนการศึกษา และขอเก็บสำเนาบัตรประชาชนผู้ปกครองไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และให้ครูปลอมเอกสารใบเสร็จรับเงินซึ่งเอกสารดังกล่าวทางโรงเรียนฯ ต้องเสนอหลักฐานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนต่อคณะกรรมการบริหารโรงเรียน เป็นเหตุให้ผู้ปกครองเสียสิทธิในการรับเงินอุดหนุนดังกล่าว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,226,910 บาท

และส่วนของเงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวัน มีการว่าจ้างให้ลูกจ้างเซ็นชื่อลอยไว้ในเอกสารใบสำคัญแทนโดยไม่มีการระบุข้อความ และจำนวนเงิน จากนั้นมีการกรอกข้อความจำนวนเงินเกินไปจากที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างจริง เป็นเหตุให้นักเรียนได้รับคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 968,286 บาท รวมความเสียหายที่เกิดขึ้น 2,195,196 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจนนำมาสู่ การแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย

สอบถามปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาทุกรายยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ทลายปาร์ตี้ยาเสพติดมั่วสุมเสพยา มั่วเซ็กส์ยึดยาเสพติดเพียบ

ตามนโยบายของรัฐบาลให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายเนื่องจากการแพร่ระบาดของยาเสพติดซึ่งเป็นภัยคุกคามและอาชญากรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ จึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายเนื่องจากการแพร่ระบาดของยาเสพติดซึ่งเป็นภัยคุกคามและอาชญากรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผช.ผบ.ตร.ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดติดตามจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สายตรวจ 191 ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติดังนี้

1.จับกุมผู้ต้องหา จำนวนรวมทั้งหมด 22 คน

สถานที่จับกุม บริเวณอาคารฟารอส เลขที่ 22/3 ซ.รามคำแหง 21 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
วัน เดือน ปี ที่ตรวจค้น/จับกุม  วันที่ 23 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 06.30 น.

พฤติการณ์กล่าวคือ  ตามวันเวลาเกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 06.40 น เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กก.สายตรวจ ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วังทองหลาง ร่วมกันตรวจค้นโดยมีหมายค้นศาลอาญา ที่ 200/2567 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2567 ที่อาคารฟารอส เลขที่ 22/3 ซ.รามคำแหง 21 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โดยได้เข้าทำการตรวจค้นภายในสถานที่ดังกล่าวพบผู้ใช้บริการที่กำลังมีการจัดปาร์ตี้มั่วสุมเสพยาเสพติด พบยาเสพติด อุปกรณ์การเสพยาเสพติด ถุงยางอนามัยใช้แล้ว จำนวนมากโดยจากนั้นได้ทำการทดสอบตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดผู้ใช้บริการผลการตรวจพบว่ามีจำนวน 22 ราย มีสารเสพติดจำพวกเมทแอมเฟตามีนอยู่ในร่างกาย

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สอบถาม บุคคลทั้ง 22 ราย ต่างสมัครใจเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาเพื่อส่งตัวผู้สมัครใจรับการบำบัดทั้ง 22 ราย เพื่อเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูต่อไปจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ2 ได้ทำการจับกุมผู้ถูกจับที่มียาเสพติดไว้ในความครอบครองได้ ทั้งหมดจำนวน 4 คน

ต่อจากนั้นได้มีนายวราวุธ ผู้ถูกจับได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการขยายผล โดย สามารถนำไปสู่การจับ นายบอยฯ(ขอสงวนชื่อสกุลจริง) ที่คอนโดศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร ถ.ลาดหญ้า แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นห้องพักของนายบอยฯ โดยนายบอยฯจะลงมารับและพาขึ้นไปบนห้องพักเพื่อทำการซื้อขายยาเสพติดกันภายในคอนโดดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนายบอยฯผู้ถูกจับ สอบถามนายบอยฯ (ผู้ถูกจับกุม) รับว่าของกลางทั้งหมดเป็นของตนเอง และได้ซักถามขยายผลเพิ่มเติมและนายพฤตินัยหรือบอยฯ (ผู้ถูกจับกุม) แจ้งว่าได้ติดต่อสั่งซื้อยาเสพติด(ไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีน) กับนายแจ็ค(ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง)  

โดยวิธีสั่งซื้อผ่านทางแอพพริเคชั่นไลน์ชื่อ “แจ๊ค แจ๊ค” และหมายเลขโทรศัพท์ เมื่อสั่งซื้อยาเสพติดแล้วนายแจ๊คฯ จะให้ ชายไทย(ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) สูงอายุ ที่นายแจ๊คฯเรียกว่า ”ตา” เป็นผู้ขับรถนำมาส่งให้ที่บริเวณหน้าคอนโดศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร ถ.ลาดหญ้า แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้นายบอยฯ (ผู้ถูกจับกุม) ติดต่อสั่งซื้อยาเสพติดจากนายแจ๊คฯอีกครั้งเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการลดโทษทางกฎหมาย  นายบอยฯ (ผู้ถูกจับกุม)  ยินยอมและสมัครใจช่วยเหลือราชการในการปรามปราบผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด จากนั้นนายบอยฯ (ผู้ถูกจับกุม) จึงติดต่อสั่งซื้อยาเสพติด(ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกันวางแผนจับกุมนายแจ๊ค(ขอสงวนชื่อสกุล) และตา (ขอสงวนชื่อสกุล)

จนกระทั้ง พบรถยนต์โตโยต้า อัลติส สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียน 8กณ 6801 กรุงเทพฯ ขับมาจอดบริเวณหน้าคอนโด จากนั้นมีชายไทย(ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) สูงอายุ ลงมาจากรถยนต์คันดังกล่าว นายพฤตินัยฯ จึงแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าชายไทยคนดังกล่าวคือคนที่นำไอซ์มาส่งให้กับตนเป็นประจำ โดยชายคนดังกล่าวคือ นายสุทินฯ(ผู้ถูกจับกุม) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบไอซ์ อยู่ในถุงพลาสติกซุกซ่อนอยู่ภายในถุงกระดาษสีน้ำตาล สอบถามนายสุทินฯ(ผู้ถูกจับ) ให้การรับสารภาพว่าไอซ์ที่พบนั้นมีนายแจ๊คฯ เป็นผู้ใช้ให้นำมาส่งให้กับลูกค้าที่บริเวณหน้าคอนโด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งแก่นายสุทินฯ(ผู้ถูกจับ) ว่าเขาต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิให้ทราบ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขยายผลการจับกุมไปยังนายแจ๊คฯ โดยนายสุทินฯ(ผู้ถูกจับ) แจ้งว่านายแจ๊คฯ พักอาศัยอยู่ที่บริเวณย่าน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่อยู่ซึ่งมีที่อยู่ตรงตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ของนายแจ๊คแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยนายสุทินฯ(ผู้ถูกจับ) จึงเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 98/97 ม.11 ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยนายสุทินฯ(ผู้ถูกจับ) เดินทางไปถึงบ้านเลขที่ 98/97 ม.11 ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พบชายไทยยืนอยู่ที่บริเวณหน้าบ้าน นายสุทินฯ(ผู้ถูกจับ) แจ้งว่าชายคนดังกล่าวคือนายแจ๊คฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้น

ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฏหมายแต่อย่างใดจากการสอบถามนายรุจ หรือแจ๊คฯ(ผู้ถูกจับ) ให้การรับว่าได้จำหน่ายไอซ์ ให้กับนายพฤตินัยฯ จริง และเป็นผู้ใช้ให้นายสุทินฯ(ผู้ถูกจับ) เป็นผู้นำไอซ์ ไปส่งให้กับนายพฤตินัยฯ ที่บริเวณหน้าคอนโด ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร ถ.ลาดหญ้าฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งแก่นายรุจ หรือแจ๊คฯ(ผู้ถูกจับ) ว่าเขาต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิให้ทราบ และดำเนินคดีคามกฏหมายต่อไป

ทนายอนันต์ชัยนำคณะแจ้งเอาผิด เด็ก 8 ขวบ พร้อมกลุ่มแอดมิน ลัทธิเชื่อมจิต

ทนายอนันต์ชัยพร้อมแก๊งแอดเวนเจอร์ แจ้งเอาผิด เด็ก 8 ขวบ พร้อมกลุ่มแอดมิน ลัทธิเชื่อมจิต เผย หากพ่อแม่เด็กยอมรับผิดต่อสังคม จะยอมถอนแจ้งความ

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ทนายความชื่อดัง พร้อมด้วย นางชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ หรือ อี้ แทนคุณ เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.พสิษฐ์ เงินยวง รอง สว.(สอบสวน) กก.1.บก.ปอท. เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มลัทธิเชื่อมจิต โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.น้องไนซ์ เชื่อมจิต 2.กลุ่มแอดมิน จำนวน 60 คน และ 3.ทนายธรรมราช สาระปัญญา

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า การในวันนี้ก็เพื่อต้องการแจ้งความเอาผิดกับเด็ก 8 ขวบ , ทนายธรรมราช และแอดมิน 60 คน โดยที่ผ่านมาไม่เคยมีใครแจ้งเอาผิดเด็กรายนี้ แต่เมื่อวานนี้เด็กคนดังกล่าวกลับไลฟ์สดขู่ว่าจะเอาพวกเราติดคุก วันนี้จึงตัดสินใจนำหลักฐานต่างๆ มาแจ้งความกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 กลุ่ม ใน 6 ข้อหา ตามพ.ร.บ.คอมฯ และ ตามประมวลกฎหมายอาญา,พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ,พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร ,พ.ร.บ. ควบคุมการขอทาน และ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร รวมทั้งหมด 19 กรรม

“ถึงแม้ว่าตามกฎหมายจะระบุว่าเด็กกระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าพบว่าพ่อแม่ของเด็กกระทำผิด ก็ต้องจับแยกออกจากกัน และเด็กต้องอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ พม.”

ด้าน นายแทนคุณ กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นที่ ทนายธรรมราช ออกมาเรี่ยไรเงินจากประชาชน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเอาเงินส่วนนั้นมาสู้คดีกับพวกตน มองว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี โดยวันนี้ก็ได้นำหลักฐานส่วนนี้มาแจ้งความกับตำรวจ บก.ปอศ. ซึ่งเรามีหลักฐานชัดเจนเพราะเป็นข้อมูลจากเฟซบุ๊กส่วนตัว ไม่สามารถอ้างได้ว่ามีการปลอมขึ้น เนื่องจากยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และ ในคอมเมนต์ใต้โพสต์เรี่ยไรเงินดังกล่าว ยังมีการระบุสลิปโอนเงินจากผู้บริจาค เป็นเงินจำนวน 0.99 บาท บ้าง 2 บาทบ้าง และสูงถึง 500 บาท ถึงบางยอดจะไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ผิด พ.ร.บ.เรี่ยไร

“นอกจากนี้ตนยังมีหลักฐานการเสียภาษีของบริษัท สำนักงานกฎหมายและทนายความของทนายธรรมราช โดยตั้งแต่เป็นทนายมายังไม่มีการเสียภาษีเลย จึงนำหลักฐานส่วนนี้มาให้ทาง ปอศ.ตรวจสอบ”

ด้าน นางชลิดา หรือ ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง กล่าวว่า เคยร้องเรียนให้สอบมรรยาททนายความ ของทนายธรรมราช ว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ โดยร้องเรียนไปตั้งแต่เดือน ธ.ค. 66 แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ส่วนกรณีที่แม่เด็ก 8 ขวบเคยพูดว่า “รักน้องทำไมทำกับน้องแบบนี้” ตนอยากบอกว่า เราสงสาร สงสารที่พ่อแม่ที่บอกว่ารักน้องทำกับน้องแบบนี้ ควรจะรักลูกให้ถูกทาง ตอนนี้พวกคุณกำลังทำร้ายเด็กคนนึงอยู่ และน้องมีอาการหนักขึ้นทุกวัน เราแค่อยากช่วยเด็กคนนึง ไม่มีวัตถุประสงค์ทำร้ายเด็กเลย “เราไม่ได้รัก เราแค่สงสาร เท่านั้นเอง”

นายอนันตชัย กล่าวเสริมอีกว่า ตอนนี้ต้องขอบคุณ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ที่ให้ความสนใจเรื่องนี้ซึ่งตอนนี้พวกตนได้ฝากความหวังไว้ที่ บก.ปอท. ในเรื่องของคดี ทั้งนี้อยากฝากบอกว่า จากใจคนเป็นพ่อที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ควรปรึกษายุวประสาท เป็นแพทย์เฉพาะทางให้ช่วยรักษาเด็ก และตัวแม่เองถ้ายอมมาสารภาพต่อสังคม ตนจะยอมถอนแจ้งความให้ในส่วนตนเอง เพื่อตัวของเด็กเอง และต้องสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก เพราะสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง

ขณะที่ นายแทนคุณ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของพัฒนาการของเด็ก8ขวบ ควรจะต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะจากการไลฟ์สดสอนธรรม น้องนิ่งได้ไม่เกิน 3 นาที จากภาษากายค่อนข้างเครียด เหมือนจะต้องต้องทำตามคำสั่งให้เสร็จตลอด มีปัญหาทางพัฒนาการแน่นอน และ เด็กถูกใช้เป็นเครื่องมือตลาด สร้างสตอรี่ที่เป็นเท็จ ในอนาคตเด็กจะอยู่ยากมากๆ เป็นไปไม่ได้ถ้าจะไม่โดยทักจากคนภายนอก ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอถ้าโดนโจมตีในอนาคต ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการกระทำของผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่

ไอเดียเจ๋ง!ไอศกรีมทุเรียนมูซังคิงเบตง เอาใจ คนชอบทุเรียนที่มา เยือนเมืองเบตง ท้าให้ลอง

ยะลา-ไอศกรีมทุเรียนมูซังคิงเบตง เอาใจ คนชอบทุเรียนที่มา เยือนเมืองเบตง ท้าให้ลองจะติดใจ มุ่งชูรสชาติและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ แถมราคามิตรภาพ

“ทุเรียนมูซังคิง” เป็นทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมืองของประเทศมาเลเซียที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาแห่งทุเรียนมาเลเซีย มีรสชาติหวานหอมอร่อย ถ้าเป็นผลสุกคาต้นจะมีรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้น สำหรับในประเทศไทยปลูกกันมากในพื้นที่เนินเขาของ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งช่วงนี้ถือว่าเริ่มเข้าสู่ฤดูทุเรียนแล้ว และเมื่อผลผลิตทุเรียนทยอยออกสู่ท้องตลาดในช่วงนี้ ทำให้พ่อค้าทุเรียนออนไลน์ในพื้นที่ อ.เบตง อย่าง นายเอกสิทธิ์ ธารีลาภรักษา หรือ “โกเอ็กซ์” ได้ผุดไอเดียเพิ่มช่องทางการตลาด นำทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิง มารังสรรค์เป็น “ไอศกรีม โฮมเมด” ทุเรียนมูซังคิง เพื่อเสิร์ฟเป็นเมนูของหวานต้อนรับนักท่องเที่ยวและคนที่ชื่นชอบทุเรียน

และในวันนี้เป็นช่วงสุดสัปดาห์จึงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจากหลากหลายพื้นที่มุ่งสู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ และมีเป้าหมายที่จะมาลิ้มลองความอร่อยของไอศกรีม โฮมเมด ทุเรียนมูซังคิง ที่ร้าน The Red House Betong ที่ขึ้นชื่อของอำเภอเบตง

นายเอกสิทธิ์ เล่าว่า ช่วงฤดูผลไม้ ถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของ อ.เบตง ก็ว่าได้ เพราะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ เดินทางมาทานผลไม้ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะทุเรียนพื้นบ้าน อย่างทุเรียนมูซังคิง หรือ “เหมาซานหว่อง” แปลเป็นภาษาไทยก็คือ “ราชาแมวป่า” และทุเรียนโอวฉี่ ที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ทุเรียนหนามดำ” ซึ่งเป็นทุเรียนสายพันธุ์ดั้งเดิมจากประเทศมาเลเซีย แต่ก็จะมีการปลูกอย่างแพร่หลายมากที่เบตงด้วย

แต่ด้วยสภาพดิน น้ำ และอากาศในพื้นที่ อ.เบตง ที่แตกต่างจากฝั่งมาเลย์ ทำให้ทุเรียนทั้งสองสายพันธุ์มีรสชาติที่อร่อยต่างออกไปจากต้นตำรับมาเลเซีย ซึ่งทุเรียนที่ปลูกในอำเภอเบตงจะให้รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อเยอะเป็นที่โปรดปรานสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นอย่างมาก และนอกจากรสชาติความอร่อยแล้ว ราคาทุเรียนยังถูกกว่าประเทศบ้านเกิดเป็นเท่าตัว โดยปีนี้ราคาทุเรียนมูซังคิง เกรด A ทางร้านขายกิโลกรัมละ 550 บาท ส่วนทุเรียนโอวฉี่ เกรด A ขายกิโลกรัมละ 650 บาท นอกจากขายหน้าร้านแล้วยังส่งขายออนไลน์ทั่วประเทศด้วย

ส่วน เมนูไอศกรีมทุเรียนมูซังคิง มีกรรมวิธีการทำโดยใช้เนื้อทุเรียนมูซังคิงล้วนๆ 100 % ผสมกับน้ำและเนื้อมะพร้าวน้ำหอม เมื่อ 2 อย่างมาผสมกันก็จะได้ “ไอศกรีมโฮมเมด ทุเรียนมูซังคิง” ที่ไม่มีการแต่งรส แต่งกลิ่น ซึ่งตนเองพยายามนำเสนอของกินที่อร่อย มีคุณภาพเพื่อให้นักท่องเที่ยวประทับใจและกลับมาเที่ยวเมืองเบตงอีกครั้ง

ส่วนราคาของไอศกรีม แบบกระปุก ขนาด 100 กรัม กระปุกละ 50 บาท หากจะทานที่ร้านก็จะตักเสิร์ฟเป็นถ้วย ราคา 59 บาท หากทานคู่กับข้าวเหนียวมูล ถ้วยละ 79 บาท ถ้าเป็นไอศกรีมพร้อมข้าวเหนียวมูลและเพิ่มเค้กทุเรียนด้วยก็จะอยู่ที่ถ้วยละ 129 บาท ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่บอกว่าอร่อยมาก เหมือนได้กินทุเรียนแช่เย็น

สำหรับผู้ที่อยากมาลิ้มลอง “ไอศครีม โฮมเมด ทุเรียนมูซังคิง” ไปหาทดลองลิ้มชิมรสได้ที่ร้าน The Red House Betong ซึ่งร้านก็หาไม่ยากเลย อยู่ใจกลางเมือง ใกล้หอนาฬิกาเมืองเบตง ทางไปศาลจังหวัดเบตง อาคารสีแดง มองเห็นได้อย่างชัดเจน

นอกจากจะมีไอศกรีมทุเรียนมูซังคิงแล้ว The Red House Betong ยังเป็นศูนย์รวมของอาหารรสชาติเบตง จากร้านอาหารต่างๆ ที่ขึ้นชื่อในเมืองเบตง ที่นำมาต้อนรับลูกค้าโดยไม่ต้องไปตระเวนตามร้านต่างๆให้เมื่อย ทางร้านพร้อมจัดเสิร์ฟความอร่อยให้รวมอยู่ในโต๊ะเดียวตามความต้องการของลูกค้า

ทั้งยังเปิดเป็นจุดประสานรถรับจ้างให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเบตง รวมไปถึงยังมีบริการห้องพักไว้รับรองนักท่องเที่ยวในรูปแบบครอบครัวและกลุ่มเพื่อนอีกด้วย

โดย….เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

ชาวนาโคราชเฮลั่น รัฐช่วยปุ๋ยคนละครึ่ง แบ่งเบาต้นทุนได้

นครราชสีมา-ชาวนาโคราชเฮ รัฐช่วยปุ๋ยคนละครึ่ง แบ่งเบาต้นทุนได้ วอนรัฐช่วยชาวไร่อ้อยและมันสำปะหลังด้วย

หลังจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2567/2568 โดยรัฐบาลจะช่วยครึ่งหนึ่งและชาวนาจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ผ่านการดำเนินการผ่านแอพพลิเคชันของ ธ.ก.ส. โดยจะสนับสนุนค่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ ไม่เกินไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมาย 4.68 ล้านครัวเรือน นั้น ส่งผลให้เกษตรกรทั่วประเทศต่างรู้สึกดีใจที่รัฐผลักดันมาตรการมาช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรในฤดูกาลเพาะปลูกปีนี้

ยนายพิทักษ์ เพชรโต หนึ่งในชาวนาพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บอกว่า ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกปีนี้ ชาวนาส่วนใหญ่กำลังทำนาหว่านข้าว และรอฝนตกลงมาหล่อเลี้ยง เพื่อจะได้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นข้าวที่เพิ่งหว่านไป และระหว่างนี้ บางคนถือโอกาสกำจัดวัชพืชออกจากแปลงนา และตัดหญ้าที่ปกคลุมตามคันนาออก ซึ่งหลังจากทราบข่าวว่า รัฐบาลมีโครงการจะช่วยเหลือค่าปุ๋ยคนละครึ่ง โดยรัฐจ่ายครึ่งหนึ่งและชาวนาจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันนอกจากค่าครองชีพในปัจจุบันจะสูง สินค้าดำรงชีพแพง ทำให้ประชาชน

โดยเฉพาะเกษตรกรต้องแบกภาระกันอย่างหนักแล้ว เรื่องต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นด้วย อย่างชาวนาต้องแบกรับค่าใช้จ่ายกันมาตลอด ยิ่งเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก จะมีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าปุ๋ย น้ำมัน และค่าไถที่แพงมากขึ้น ยิ่งใครไม่มีเมล็ดพันธุ์ ก็ต้องหาเงินไปไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาเพาะปลูก ถ้ารัฐบาลช่วยค่าปุ๋ยคนละครึ่งได้โดยเร็ว ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้กับชาวนาได้อย่างมาก และหากเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและปลูกอ้อยด้วย เพราะเป็นเกษตรกร จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในการเพาะปลูกเช่นกัน

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

หน่วยปราบยาเสพติด รวบ 4 ผู้ต้องหาชาวฮ่องกงลอบขนเฮโรอีน 40 แท่ง

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร แถลงการจับกุมผู้ต้องหาชาวฮ่องกง 4 ราย พร้อมเฮโรอีน 14 กิโลกรัม (40 แท่ง) ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทางแบบลาก เหตุเกิดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2567 สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับข้อมูลและการสืบสวนร่วมกับตำรวจฮ่องกง เพื่อติดตามพฤติการณ์ของนาย Leung Wai Kit (โหล่ง เหว๋ย กิต) ซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญชาวฮ่องกงที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อดำเนินการจัดหายาเสพติด โดยมีนาย Chun he Chow (เชา ชุน เฮ) ผู้ลำเลียงยาเสพติดร่วมในการเดินทางมาประเทศไทยเช่นกัน จึงได้สั่งการให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด เตรียมชุดปฏิบัติการปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task force : AITF) สืบสวนกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด



กระทั่งวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการสืบสวนได้ทราบว่า นาย Leung Wai Kit กับพวกอีก 1 คน ได้เดินทางเข้าพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพร้อมกระเป๋าเดินทางที่เชื่อว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ เพื่อเตรียมส่งต่อให้ ทีมลำเลียง 2 คน ที่รออยู่ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด จึงประสานงานกับนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อทำการตรวจค้นและควบคุมตัวกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ผลการตรวจสอบพบเฮโรอีน 14 กิโลกรัม (40 แท่ง) ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง พร้อมจับกุมตัวนาย Leung Wai Kit และพวกอีก 3 คน ทั้งหมดถูกแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันพยายามส่งออก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต”


พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการปฏิบัติในคดีการจับกุมดังกล่าว มาจากความร่วมมืออันดีระหว่าง สำนักงาน ป.ป.ส. กับ ตำรวจฮ่องกง โดยเป็นไปตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ให้ร่วมมือกับต่างประเทศอย่างใกล้ชิดในการทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่แพร่หลายในทุกภูมิภาค และการลักลอบลำเลียงยาเสพติดโดยใช้ไทยเป็นทางผ่านยังคงพบอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการขนส่งทางพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ ผ่านการขนส่งทางอากาศ และซุกซ่อนในสินค้าต่าง ๆ ผ่านการขนส่งทางเรือ ซึ่งทางสำนักงาน ป.ป.ส. ได้มีโครงการความร่วมมือด้านปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task force : AITF) และพื้นที่ท่าเรือ (Seaport Interdiction Task Force : SITF) เพื่อให้มีการสกัดกั้นการนำยาเสพติดเข้าประเทศและส่งออกไปยังประเทศที่สามอย่างมีประสิทธิภาพ

ททท.หนุนเมนูหมี่ซั่วประยุกต์ เป็นซอฟต์พาวเวอร์อาหารเมืองสองแคว กินได้ตลอดทั้งปี

ททท.พิษณุโลก พาชิมเมนูหมี่ซั่วประยุกต์ ทั้งหมี่ซั่วผัดกะเพรา หมี่ซั่วทะเลน้ำจิ้มซีฟู้ด และเมนูหมี่ซั่วซุปกระดูกอ่อน ดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ อาหารถิ่นพิษณุโลก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอหน้าเทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง

ที่ร้านน้าชวน 1998 ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าปทุมทอง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก น.ส.ญาติกา แก้วบริสุทธิ์ ผอ.ททท.สำนักงานพิษณุโลก ได้เชิญชวนชาวพิษณุโลก และนักท่องเที่ยวมาชิมเมนูอาหารที่ปรุงจากหมี่ซั่ว ที่ขึ้นชื่อเป็นของดีประจำจังหวัด เพราะในพิษณุโลกมีหลายโรงงานที่ผลิตหมี่ซั่วส่งขายเป็นของฝากทั่วประเทศ และส่งออกต่างประเทศด้วย แต่ปกติแล้วสำหรับเมนูอาหารที่ปรุงจากหมี่ซั่วส่วนใหญ่แล้ว นอกจากช่วงเทศกาลวันสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน ก็มีจำหน่ายตามร้านอาหารเจเพียงบางร้านเท่านั้น

สำหรับ ร้านน้าชวน 1998 เป็นร้านอาหารตามสั่งอยู่ภายในศูนย์การค้าปทุมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้เปิดเมนูหมี่ซั่วประยุกต์ เป็นหลากหลายเมนูที่น่าสนใจ ดันเมนูอาหารทางเลือกที่ไม่ซ้ำจำเจ โดยใช้หมี่ซั่วของจังหวัดพิษณุโลกมาปรุง เพราะมีจุดเด่นเรื่องของเส้นหมี่ซั่วที่เหนียว นุ่ม ไม่ใส่สี ไม่ใส่สารกันบูด เมื่อนำมาปรุงเป็นผัดหมี่ซั่ว หรือเมนูหมี่ซั่วประยุกต์จะทำให้ได้ความอร่อยที่ลงตัว

นายวิชาญ กุนมล หรือน้าชวน อายุ 54 ปี เจ้าของร้านน้าชวน 1998 เปิดเผยว่า เมนูหมี่ซั่วกลายเป็นอาหารที่ลูกค้ามาสั่งรับประทาน ด้วยความอร่อยของเส้นหมี่ซั่วที่เป็นเอกลักษณ์ เส้นที่มีความเหนียว นุ่ม เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนที่ได้กิน สำหรับเมนูที่ร้านมี หมี่ชั่วทะเลคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด อร่อยแซ่บมาก ร้านใช้กุ้งกับปลาหมึก ขนาดไซส์ใหญ่ ผัดกับเครื่องปรุงเข้มข้น เพิ่มความแซ่บด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดอร่อยลงตัว นอกจากนี้ยังมีหมี่ซั่วสูตรผัดแบบดั้งเดิม ใส่ผัก ใบกุยช่าย ผัดใส่ไข่ และกุนเชียง เป็นรสแบบดั้งเดิม แล้วถึงมีที่ร้านมีเมนูซิกเนเจอร์ เป็นผัดหมี่ซั่วผัดกะเพรา หอมกลิ่นหมี่ซั่วคู่กับใบกะเพรารสชาติอร่อยกลมกล่อม เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความแซ่บและความรสจัด ส่วนคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด ไม่ชอบอาหารเมนูผัด ก็มีหมี่ซั่วต้มซุปกระดูกอ่อน โดยเราจะใช้กระดูกอ่อนหมูต้มกับน้ำซุปหัวไชเท้า ตุ๋นจนนุ่มเข้าเนื้อ รสชาติกลมกล่อมละมุน ซดนำคล่องคอชื่นใจ ทานคู่กับหมี่ซั่วอร่อยไปอีกแล้ว เมนูนี้เหมาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ ที่ไม่ชอบรสชาติเผ็ด

เจ้าของร้านน้าชวน 1998 กล่าวต่อว่า สำหรับหมี่ซั่วเป็นหมี่ของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดพิษณุโลก แต่นักท่องเที่ยวที่มาพิษณุโลกหาร้านทานหมี่ซั่วได้ยาก หากไม่ใช่ช่วงเทศกาล หรือตามร้านอาหารเจ ซึ่งมีไม่กี่ร้านใน จ.พิษณุโลก และส่วนใหญ่เป็นผัดหมี่ซั่วเจ แบบออริจินอล ทางร้านจึงได้เปิดเมนูหมี่ซั่วประยุกต์ เป็นเมนูอาหารทางเลือก ให้ลูกค้าได้ชิมโดยเพิ่งนำเมนูหมี่ซั่วมาบรรจุอยู่ในร้านเพียง 1 เดือนเศษๆ ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ลูกค้าให้ความสนใจมาสั่งซื้อ โดยมีทั้งแบบ อาหารจานเดียว ราคาเริ่มต้นที่ 50 บาท หรือว่าจะทำเป็นเมนูจานใหญ่ ทานได้ 10 คน มีราคา 800 บาท สำหรับเมนูหมี่ซั่วผัดกะเพรา หมี่ซั่วออริจินอล หมี่ซั่วซุปกระดูกอ่อน และ 1,500 บาท สำหรับเมนู หมี่ซั่วทะเล ที่จะเน้นกุ้งและปลาหมึกสดๆ ตัวโตๆ พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ

ด้าน น.ส.ญาติกา แก้วบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการ ททท สำนักงานพิษณุโลก กล่าวว่า สำหรับหมี่ซั่วของจังหวัดพิษณุโลก เป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ เนื่องจากมีโรงงานหมี่ซั่วเป็นโรงงานต้นตำรับที่เก่าแก่มีอายุยาวนานกว่า 50 ปี โดยหมี่ซั่วนี้นำไปขายให้กับจังหวัดอื่นๆ จำนวนมาก และเป็นที่เลื่องลือว่าเส้นหมี่ซั่วของจังหวัดพิษณุโลก มีความนุ่ม เหนียวอร่อย และในพิษณุโลกเองก็เพิ่งจะมีร้าน น้าชวน 1998 ที่คิดค้น ครีเอตเมนูเส้นหมี่ซั่ว ขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่อยากรับประทานหมี่ซั่วซึ่งเป็นเส้นดั้งเดิมของพิษณุโลก

ผอ.ททท สำนักงานพิษณุโลก กล่าวอีกว่า เมนูวันนี้ที่ทำก็มีทั้ง หมี่ซั่วผัดกะเพรา หมี่ซั่วผัดซีฟู้ด ซึ่งก็มีกุ้งตัวใหญ่มากๆ มีทั้งขนาดจานเดียว และมีขนาดจานใหญ่ที่มาเป็นครอบครัว หรือมาแบบกรุ๊ปทัวร์ก็สามารถสั่งจานใหญ่ได้ แล้วก็มีหมี่ซั่วแบบดั้งเดิมผัดไข่ใส่กุนเชียง อีกเมนูหนึ่งก็ คือ ซุปกระดูกหมูอ่อนเส้นหมี่ซั่ว ถือว่าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของจังหวัดพิษณุโลก ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการอยากชิมแวะเข้ามาชิมที่จังหวัดพิษณุโลกของเราได้

ท่านใดสนใจอยากจะมาชิมเมนูหมี่ซั่วประยุกต์ของร้านน้าชวน 1998 สามารถเดินทางมาได้ ร้านตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าปทุมทอง ตรงข้ามกับโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก หรือสอบถามได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-5521-9059, 06-2249-1998, 08-1395-5353 หรือทางเพจ Facebook : น้าชวน 1998 หรือ ID ไลน์ : nachuan1998.

ร้อย.ม.4 ล่าระทึกแก๊งค้ายาบ้าแหกด่าน ก่อนจนมุม 1 ราย ยึดของกลาง 1.6 ล้านเม็ด

ทหารร้อย.ม.4 กกล.ผาเมือง ไล่ล่าสกัดจับแก๊งค้ายาเสพติด ลอบขนยาบ้า กว่า 1.6 ล้านเม็ด จากบ้านป่าคา ก่อนแหกจุดตรวจไปจนมุม รวบได้ 1 ราย พร้อมของกลางรถกระบะและ จยย.

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 67 พ.อ.วีระชัย ผองแก้ว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ สั่งการ ร.ท.พิทยะ ต๊ะวงค์รัตน์ ผบ.ร้อย.ม.4 ฉก.ไชยานุภาพ จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ กองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นในพื้นที่พร้อม นบยส.35 ปปส.ภาค 5 ศป.ปส.อ.ฝาง ร้อย.อส.ฝาง 3 ชฝด.1 ตำรวจภูธรฝาง ตชด.334 ติดตามกลุ่มขบวนการลอบขนยาเสพติดในพื้นที่ 

กระทั่งร้อย.ม.4 ได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มบุคคลต้องสงสัย เข้ามาในพื้นที่ประมาณ 5-6 คน บริเวณเส้นทางป่าคา เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเข้าพื้นที่ทำการลาดตระเวน สวนลิ้นจี่ บ.ป่าคา และตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยแบกเป้สะพายหลังมาตามเส้นทางดังกล่าว และกำลังดำเนินการขนย้ายยาเสพติดออกจากพื้นที่ โดยใช้รถกระบะ และรถมอเตอร์ไซค์ เป็นรถนำทาง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำการพยายามขับรถหลบหนี ออกจากบริเวณพื้นที่บ้านป่าคา จนมาถึงบริเวณที่เจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดกั้น (ชั่วคราว) จึงส่งสัญญาณให้หยุดรถ กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ขับรถชน และแหกด่านตรวจ หน่วยจึงทำการยิงสกัดกั้น แต่ขบวนการดังกล่าวขับหลบหนี ขึ้นไปตามเส้นทางหมู่บ้าน บริเวณลานวัดห้วยจะนุ ก่อนทิ้งรถ และพยายามจะวิ่งหลบหนี 

เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการจับกุม จากการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 16 เป้ ยาบ้าประมาณ 1,600,000 เม็ด รถยนต์กระบะ โตโยต้า รีโว่ ป้ายแดง เชียงราย และรถมอเตอร์ไซค์ ฮอนด้าเวฟ ทะเบียน 2 กว 7797 เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ทำการควบคุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางไว้ในช่วงสาย ทาง พ.อ.ณัฐพล บุญกระพือ รอง ผบ.ฉก.ไชยานุภาพ ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบของกลาง ก่อนจะมีการแถลงข่าวต่อไป  

พล.ต.ประพนธ์ กิติญาณทรัพย์ กับ ปัญหาสิ่งแวดล้อม จ.ภูเก็ต

พลตรี ประพนธ์ กิติญาณทรัพย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. และ พ.อ.เขษมวิศว์ สาคุณ ผู้ช่วย ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. พร้อมด้วยคณะชุดตรวจประเมินผลฯ ได้เข้าเยี่ยมคำนับ และหารือกับนายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผวจ.ภ.ก. มีประเด็นที่สำคัญ กล่าวคือ ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศ เป็นเกาะกลางทะเล มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงรองจาก กทม. เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีชื่อเสียงติดอันดับโลก จึงเป็นเหตุให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ และทำลายทรัพยากรทางทะเล

โดยนายทุนทั้งในและต่างประเทศ เกิดเป็นคดีความจำนวนมาก การเป็นเมืองท่องเที่ยวมีประชากรแฝง และนักท่องเที่ยวรวมกันมากเป็นสองเท่าของประชากรของจังหวัด แต่ภูเก็ตได้รับงบประมาณในการพัฒนาจังหวัดตามยอดประชากร ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยน้ำเสียลงทะเล ปัญหาขยะล้นเมือง และปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดสำหรับอุปโภค-บริโภคในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งมีผลต่อศักยภาพการเป็นเมืองท่องเที่ยวของภูเก็ตในอนาคต

ด้านทรัพยากรธรรมชาติ จ.ภูเก็ต มีพื้นที่ป่าไม้ จำนวน 107,578 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.70 ของพื้นที่จังหวัด มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินแก่ประชาชน 42 ชุมชน ตามมติ คทช. จำนวน 861-0-99 ไร่ ดำเนินการแล้วเสร็จใน 26 ชุมชน จำนวน 662-1-46 ไร่ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 16 ชุมชน จำนวน 198-3-53 ไร่

ด้านสิ่งแวดล้อม จ.ภูเก็ต กำลังประสบปัญหาขยะล้นเมือง และปัญหาการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล เนื่องจากมีพื้นที่จำกัดสำหรับการขยายระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการขยะ ทั้งนี้ ผวจ.ภ.ก. ได้รับทราบข้อมูล และสนใจนวัตกรรมการบำบัดน้ำเสียด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่คณะ ศปป.4ฯ แนะนำ เหมือนตัวอย่างใน จว.ก.บ. เพื่อจะนำมาทดลองใช้แก้ปัญหาในภูเก็ต นอกจากนี้ เกษตรจังหวัดได้จัดกิจกรรมโครงการคนภูเก็ตปลูกผักกินเอง และโครงการปลูกผักอินทรีย์วิถีชุมชนภูเก็ต ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารของจังหวัด

ด้าน ปภ. จ.ภูเก็ต ได้เตรียมแผนรับมือภาวะขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค โดยการตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาภัยแล้ง มี ปภ., ชลประทาน และประปาจังหวัด ร่วมบูรณาการกับหน่วยราชการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมรับมือและบรรเทาปัญหาให้แก่ประชาชน

ในโอกาสนี้ คณะ ศปป.4ฯ ลงพื้นที่เยี่ยมหน่วยปฏิบัติการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่งที่ 591 ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับมอบพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ สวนป่าบางขนุน อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ใช้ประโยชน์ในการทหาร จำนวน 3,763-1-2 ไร่ ตั้งแต่ 1 มี.ค. 66 แต่ประสบปัญหามีผู้อาศัยในบริเวณนั้นอ้างสิทธิ์ครอบครองพื้นที่มาก่อน จนนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ คณะฯ ได้แนะนำให้หน่วยประสานกรมแผนที่ทหาร เพื่อขอรับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศในห้วงปีที่มีผู้อ้างสิทธิ์เข้าครอบครองพื้นที่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการโต้แย้งสิทธิ์ และต่อสู้คดี

โดย..หมึก มายา รายงาน