ชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี ปราบโรครากปมในผักสลัด

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 จ.ขอนแก่น (สวพ.3) ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตร ได้รับแจ้งปัญหาจากเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งเป็นแปลงของ นางสาวพัสวี หาบุตรดี เกษตรกรผู้ปลูกผักอินทรีย์ ต.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ประสบปัญหาผักสลัดที่ปลูกในแปลงไม่เจริญเติบโต ลำต้นแคะแกร็น ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อถอนดูระบบรากพบรากเป็นปม มีลักษณะคล้ายกับอาการโรครากปม


ซึ่ง ดร.รัติกาล ยุทธศิลป์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิชาการ สวพ.3 ได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรครากปมที่เกิดจากไส้เดือนฝอยรากปม Meloidogyne sp. จึงได้สนับสนุนชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีพร้อมใช้ ซึ่งเป็นชีวภัณฑ์ของสำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ที่ใช้ป้องกันกำจัดโรครากปม จำนวน 30 ก้อน ให้เกษตรกรนำไปใช้แก้ปัญหาเบื้องต้น พร้อมทั้งประสานมายังศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบูรณ์ (ศวพ.เพชรบูรณ์) ให้เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นางสาวเพชรลดา นวลตาล นักวิชาการเกษตรชํานาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบูรณ์ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบปัญหาดังกล่าวในแปลงของเกษตรกร พบว่า เกิดการระบาดของโรครากปมในผักสลัดทุกโรงเรือนที่ปลูก ซึ่งถือว่าเป็นการระบาดที่ค่อนข้างรุนแรง จึงได้สนับสนุนก้อนเห็ดเรืองแสง สิรินรัศมีพร้อมใช้ จำนวน 100 ก้อน พร้อมทั้งแนะนำการใช้และการขยายเชื้อเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีเพื่อเตรียมไว้ใช้ในการป้องกันกำจัดอย่างต่อเนื่อง และแนะนำการจัดการแปลงปลูก เช่น การปลูกพืชหมุนเวียนหรือพักการปลูกผักสลัด เพื่อลดจำนวนประชากรของไส้เดือนฝอยรากปมในดิน ก่อนปลูกพืชครั้งต่อไปควรรองก้นหลุมด้วยเห็ดเรืองแสงและผสมในวัสดุเพาะกล้า

นางสาวเพชรลดา กล่าวว่า ชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี ของกรมวิชาการเกษตร มีข้อดีคือมีประสิทธิภาพสูง ทดแทนการใช้สารเคมีได้ มีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อม และไม่มีสารพิษตกค้าง เกษตรกรสามารถนำไปผลิตขยายใช้เองได้ง่าย มีอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 12 เดือนที่อุณหภูมิห้อง โดยสภาพก้อนไม่ย่อยสลาย มีความคงทน สามารถเจริญและสร้างสารในดินได้เป็นเวลานาน ช่วยลดต้นทุนในการผลิตพืช และลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยศวพ.เพชรบูรณ์ ได้ดำเนินการผลิตขยายชีวภัณฑ์เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมีเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นำไปใช้ประโยชน์ในการควบคุมโรครากปม ในพริก มะเขือเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง และพืชผัก

“ดึงเช็ง” คดีหมูเถื่อน ใครได้ : ใครเสีย?

2 ปีมาแล้ว ที่คดี “หมูเถื่อน” ยังอึมครึมไม่สามารถ “ลงดาบ” กับเครือข่ายหนุนหลังขบวนการนำเข้าเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นายทุน ข้าราชการระดับสูง ล้วนยังอยู่ในความมืด ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ย้ำมาโดยตลอด ว่า เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากร กรมปศุสัตว์และกรมประมง มีความผิดทางวินัยที่ปล่อยให้เนื้อสัตว์เถื่อนเหล่านี้เข้ามาในประเทศ พร้อมส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนบริษัทนำเข้าและชิปปิ้ง 10 ราย ที่กระทำผิด…พวกเขาใช่ตัวการที่แท้จริง หรือ แค่จับไปก่อนให้มีคนผิด?

การที่ ดีเอสไอ ทยอยส่งคดีหมูเถื่อนไปยัง ป.ป.ช. เหมือนส่งไปพักรอยืดเวลาพิจารณาคดี “ดึงเช็ง” ใช้เวลาให้นานที่สุด ไม่ทราบว่าเป็นเพราะคดีนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือผู้ใกล้ชิดนักการเมืองหรือไม่ วิธีการนี้จะทำให้ทั้ง ป.ป.ช. และสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ต้องรับไม้ต่อ ต้องพิจารณาคดีล่าช้าออกไปเช่นกัน ด้วยทั้ง 2 หน่วยงาน มีคดีอยู่ในมือจำนวนมาก และการพิจารณาคดีหมูเถื่อนที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันระหว่างบริษัทนำเข้ากับนายทุน และอาจถึงผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ยิ่งทำให้เสียเวลานานขึ้นอีก เห็นได้ว่าประโยชน์ไม่ตกกับประเทศชาติ เพราะผู้กระทำผิดถูกพิพากษาล่าช้า

การสอบสวนคดีหมูเถื่อน ยิ่งยืดเยื้อเท่าไร ยิ่งถูกสังคมจับตามอง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ยังเคลือบแคลงใจมองว่าเมื่อไหร่ ดีเอสไอ จะเปิดหน้าคนผิดตัวจริงที่สร้างภาระขาดทุนให้พวกเขาแบกมาจนถึงทุกวันนี้นานกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งหมูเถื่อนที่ทะลักเข้าไทยช่วงปี 2565-2566 จับกุมได้มากกว่า 70,000 ตัน ฉุดราคาในประเทศจากประมาณ 97 บาทในปี 2566 ร่วงลงต่ำที่สุดเหลือ 50 บาทต่อกิโลกรัม กว่าจะโงหัวขึ้นมายืนอยู่ที่เฉลี่ย 60-70 บาทต่อกิโลกรัมได้ในปีนี้ ต้องใช้เวลาหลายเดือน ผู้เลี้ยงหมู ย้ำ “คนผิดต้องถูกลงโทษตามกฎหมายและชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด”

เชื่อว่าหมูเถื่อนยังมีตกค้างอยู่ในห้องเย็นหรือเขตปลอดภาษีอากรภายใต้ Free Zone และหากหมูเถื่อนเหล่านี้หลุดรอดออกไปในตลาดทั่วประเทศได้ ก็จะเป็นชนวนฉุดให้ราคาตกต่ำอีกครั้งได้ สวนทางกับการผลิตที่เกษตรกรพยายามฟื้นฟูให้เข้าสู่ภาวะอุปสงค์-อุปทานสมดุล หลังเกิดโรคระบาด ASF ในปี 2565

ก่อนหน้านี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ตั้งคำถามว่า ทำไมการดำเนินคดีหมูเถื่อนถึงล่าช้า หากดูแนวทางการดำเนินคดีของ ดีเอสไอ จากการแถลงข่าวช่วงที่ผ่านมา สำนวนคดีส่วนใหญ่ถูกส่งไปที่ ป.ป.ช. จะเป็นไปได้หรือไม่ที่การสอบสวนดคีหมูเถื่อนโดย ดีเอสไอ จะดำเนินการสอบสวนอย่างครบถ้วนและรอบด้าน และส่งตรงไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ อัยการ สู่ขั้นตอนการพิพากษาของศาลได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะได้เห็นหน้าคนบงการที่บ่อนทำลายประเทศและเกษตรกรเลี้ยงหมูกันชัดๆ เสียที

ที่ผ่านมา คดีหมูเถื่อน มีการพูดถึงนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง เปิดชื่อย่อ ป, ผ, ช… ตลอดจนนายทุนที่ถูกจับกุมได้หลายคน แต่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ถึงมือศาลได้พิพากษาลงโทษ ก็ได้แต่ฝากความหวังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะ “ขุดราก ถอนโคน” ทั้งนายทุนผู้อยู่เบื้องหลัง นักการเมืองหรือผู้บงการเสียที เพราะยิ่งช้ามากเท่าไรคนผิดจะได้ประโยชน์มากเท่านั้น ส่วนฝ่ายที่เสียประโยชน์คือคนเลี้ยงหมูและประเทศไทยของทุกคน.

โดย…ศิริกุล สดับสำเนียง นักวิชาการอิสระด้านปศุสัตว์

ททท.เปิดเส้นทางตามรอย 10 สัมผัสแห่งศรัทธาเที่ยววัดวาอ่างทอง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง  ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นายพิริยะ ฉันทดิลก นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผวจ.อ่างทอง นายอภิวัฒน์ ทับทิมโต ผอ. ททท.สุพรรณบุรี ดูแลพื้นที่อ่างทองร่วมต้อนรับคณะสื่อมวลชน ที่เดินทางท่องเที่ยวตามรอย “10 สัมผัสศรัทธา เที่ยววัดวาเมืองอ่างทอง”  โดยนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมต้อนรับคณะสื่อมวลชนฯ จากสื่อส่วนกลางจากกรุงเทพ ในครั้งนี้ และเพื่อนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวไปประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดอ่างทองเพิ่มมากขึ้น และก่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนโดยรวม

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดอ่างทอง “10 สัมผัสศรัทธา เที่ยววัดวาเมืองอ่างทอง” “Senses of the faith, 10 holy places of worship @AngThong”  สัมผัส 2 พระหัตถ์ 4 พระบาท 2 พระเพลา 1 พระลูกแก้ว 1 พระรำพึงตั้งไข่ ประกอบด้วย

1. หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง อ.วิเศษชัยชาญ (สัมผัสพระหัตถ์)
2. หลวงพ่อสมเด็จพระศรีเมืองทอง วัดต้นสน อ.เมืองอ่างทอง  (สัมผัสพระหัตถ์)
3. หลวงพ่อนอน พระพุทธไสยาสน์ วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง (สัมผัสพระบาท)
4. หลวงพ่อโต พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมกวรวิหาร อ.ป่าโมก (สัมผัสพระบาท)
5. หลวงพ่อโต พระมหาพุทธพิมพ์ วัดไชโยวรวิหาร อ.ไชโย (สัมผัสพระบาท)


6. หลวงพ่อโต พระปางป่าเลไลย์ วัดสี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ (สัมผัสพระบาท)
7. หลวงพ่อดำ วัดอ้อย อ.วิเศษชัยชาญ (สัมผัสพระเพลา)
8. หลวงพ่อไกรทอง วัดบ้านพราน อ.แสวงหา (สัมผัสพระเพลา)
9. หลวงพ่อสด วัดจันทรังษี อ.เมืองอ่างทอง (สัมผัสพระลูกแก้ว)
10. หลวงพ่อพุทธรำพึง วัดถนน อ.ป่าโมก (ตั้งไข่)

ซึ่งโครงการเกิดขึ้นจากการที่จังหวัดอ่างทองมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่มีเรื่องราว (Story) น่าสนใจในลักษณะคล้ายคลึงกันที่จะสามารถนำไปสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ และดึงดูดนักท่องเที่ยว (ชาวมู) เข้ามาสักการะและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดอ่างทอง มีความคึกคักเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้จังหวัดอ่างทองมีจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางครั้งแรก (Frist Visit) ให้กลับมาท่องเที่ยวซ้ำอีก (Revisit) เพิ่มยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การเชื่อมโยงร้อยเรียงเรื่องราวดังกล่าว เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดอ่างทองได้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป


แนะนำร้านอร่อย
ร้านบังยุบ
ร้านตั้งตังอา
ร้านมะขามคาเฟ่

VIRGO ยักษ์ใหญ่ธุรกิจลามิเนตจากอินเดียเล็งลงทุนในไทย

VIRGO บริษัทดำเนินธุรกิจวัสดุปิดผิวลามิเนตชั้นนำจากอินเดีย จัดงานฉลองความสำเร็จในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ กลุ่มตัวแทนประเทศอาเซียนร่วมฉลองความสำเร็จ ที่สามารถทำยอดขายได้ล่าสุด กว่า 300 ล้านบาท พร้อมวาดแผนรุกขยายตลาด ตั้งโรงงานผลิตในไทย

Mr.HIMANSHU ARORA Managing Director VIRGO PACIFIC (THAILAND) COMPANY LIMITED   

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567  บริษัท VIRGO PACIFIC (THAILAND) COMPANY LIMITED.จัดงานฉลองความสำเร็จ เนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปี ณ โรงแรมไฮแอทเอราวัณ แบงค็อก โดยมี Mr.HIMANSHU ARORA Managing Director และ Mrs. ASHIMA H.ARORA Marketing Director พร้อมด้วยตัวแทนจำหน่ายจากกลุ่มประเทศอาเซียน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และพันธมิตร คู่ค้าประเทศไทย มาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง พร้อมจัดกิจกรรมปาร์ตี้, มินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ซานิ  Mini Concert by ZANI

Mrs. ASHIMA H.ARORA Marketing Director VIRGO PACIFIC (THAILAND) COMPANY LIMITED

คุณสิริวรรณา  นวเกียรติกำธร General Manager บริษัท เวอร์โก้ แปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Virgo เป็นบริษัทที่ผลิตวัสดุปิดผิวลามิเนตจากประเทศอินเดีย ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี เป็นที่ยอมรับจาก 90 ประเทศ ใน 5 ทวีปทั่วโลก ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 3,500 ล้านตารางฟุตต่อปี

สิริวรรณา นวเกียรติกำธร General Manager บริษัท เวอร์โก้ แปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด

“ในประเทศไทยได้เข้ามาทำตลาดเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยล่าสุด สามารถทำยอดขายได้ถึง 300 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรวมทั้งหมดตั้งแต่เข้ามาทำตลาดในไทยไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท” 

สถานการณ์ตลาดวัสดุปิดผิวลามิเนตประเทศไทย ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก จากประสบการณ์อันยาวนาน คุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ มีลวดลายที่หลากหลาย เชื่อมั่นว่า  Virgo จะสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุปิดผิวลามิเนต สำหรับนักออกแบบตกแต่งภายในและงานเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ของประเทศไทยได้ และในอนาคตบริษัทฯมีแผนที่จะตั้งโรงงานในไทยเพื่อลดต้นทุนการนำเข้าจากประเทศอินเดียอีกด้วย    

 สำหรับกลุ่ม Virgo มีปรัชญาการบริหารธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผบ.มชด.เยี่ยมพบปะและบำรุงขวัญพื้นที่รับผิดชอบและหน่วยใน มชด.

นาวาเอก อโศก ศรีสวัสดิ์ รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่1/ผู้บังคับหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน (รอง เสธ.ทรภ.1/ผบ.มชด.) พร้อมคณะฯ เดินทางลงพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รับฟังอุปสรรค ปัญหาข้อขัดข้อง และบำรุงขวัญกำลังพลทางเรือใน(มชด.) ได้แก่ สถานีตำรวจน้ำ 4 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ จว.จันทบุรี ศรชล จว.จันทบุรี ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่1สถานีตำรวจน้ำ 5 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ จว.ตราด ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน (มชด.)

ทั้งนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการข่าวสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ ทั้งรูปแบบเก่าและรูปแบบใหม่ ติดตามผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่สำคัญ รวมถึงอาศัยกรอบความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในทุกระดับ เพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังมีภารกิจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน พร้อมเยี่ยมบ้านพักอาศัย ความเป็นอยู่กำลังพลใน (มชด.) ให้โอวาทและมอบสิ่งของให้กับกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อบำรุงขวัญให้แก่กำลังพล อีกด้วย

โดย…นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าวจังหวัดชลบุรี

ผลิตภัณฑ์เด่น ‘กะปิกุ้งเคยแท้’ มาตรฐานสากล ของกลุ่มแม่บ้านฯเกาะลันตา

กรมส่งเสริมการเกษตร ยกย่อง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกะปิกุ้งแท้เกาะลันตา ผลิตสินค้าแปรรูปกะปิกุ้งแท้ โดยมีการพัฒนาคุณภาพจนได้สูตรมาตรฐาน วัตถุดิบทำมาจากกุ้งเคยแท้ๆ ในพื้นที่ ผลิตด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกะปิกุ้งแท้เกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์แปรรูปกะปิกุ้งแท้เกาะลันตา นำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นมาพัฒนาต่อยอดสูตรจนได้สูตรมาตรฐาน ใช้วัตถุดิบกุ้งเคยแท้ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ ผสมผสานกับวิธีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทันสมัย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง สะอาด ถูกสุขลักษณะ จนได้รับเครื่องหมาย อย. (เลขที่ 81-2-01455-2-0001) การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และเครื่องหมายฮาลาล

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังมีการพัฒนาไลน์สินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่กับมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ได้แก่ ซอสกะปิ และน้ำปลาหวาน เพื่อเพิ่มรายได้ และด้วยคุณภาพของกะปิที่โดดเด่น จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้า OTOP ของเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีผลการประเมินศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน 7 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับดี และมีผลการประเมินความสามารถในการดำเนินธุรกิจโดยรวมอยู่ในระดับ A นั่นคือ กิจการมีสภาพคล่องทางการเงินสูง มีความสามารถในการสร้างรายได้มากกว่า 1 เท่าของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ การใช้สินทรัพย์ให้เกิดผลตอบแทนมีประสิทธิภาพ และกิจการมีความสามารถสูงในการทำกำไรจากยอดขายอยู่ในระดับที่ดี (อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร 44.333%)

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกะปิกุ้งแท้เกาะลันตา ดำเนินการแปรรูปกุ้งเคยเป็นกะปิกุ้งแท้เกาะลันตา โดยเริ่มต้นจากการจำหน่ายในพื้นที่ และได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการเสริมสร้าง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้นเพื่อสร้างการยอมรับ และเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ซึ่งผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องการผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มมีกำลังในการผลิตเฉลี่ย 6 ตันต่อเดือน เพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค มีกำลังการผลิต 5,000-10,000 กระปุกต่อเดือน

ผลิตภัณฑ์ 1 ตัน จะแบ่งบรรจุได้ 2,000 กระปุก จำหน่ายกระปุกละ 55 บาท สร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเป็นเงิน 250,000-300,000 บาทต่อเดือน มีต้นทุนในการผลิตต่อกะปิ 1 ตัน อยู่ที่ 77,000 บาท แบ่งออกเป็นต้นทุนวัตถุดิบ 45,000 บาท ต้นทุนแรงงาน 30,000 บาท และต้นทุนในการผลิต 2,000 บาท มีกำไรสุทธิ 1,410,362 บาท ในปี 2565 และ 1,188,559 บาท ในปี 2566 ปัจจุบันได้มีการขยายตลาดและกระจายสินค้าออกสู่ตลาดหลากหลายช่องทาง ทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ ซึ่งสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะลันตา ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ผลักดันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเข้าสู่ช่องทางเว็บไซต์ ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่กลุ่มอีกช่องทางหนึ่ง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า กลุ่มเกษตรกรดังกล่าว เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่เคหกิจเกษตร สำนักงานอำเภอเกาะลันตา ได้เข้ามาทำการส่งเสริมการรวมกลุ่ม และดำเนินการจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ในนามว่า “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งหยีเพ็งร่วมใจ” ในปี 2540 ต่อมาในปี 2548 ทางกลุ่มได้ดำเนินการขอจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งใช้ชื่อว่า “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกะปิกุ้งแท้เกาะลันตา” ได้รับอนุมัติจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2448 ที่ตั้งอยู่เลขที่ 125 หมู่ที่ 4 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โดยมีนางห่าลี่หย้ะ สายนุ้ย เป็นประธาน มีสมาชิกเริ่มแรก 18 คน ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 53 คน เพื่อผลิตกะปิและกุ้งแท้ตามแบบออร์แกนิก เพื่อสร้างรายได้และเสริมสร้างชุมชนในด้านเศรษฐกิจ

ทำให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกะปิกุ้งแท้เกาะลันตา ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตกะปิกุ้งแท้หนึ่งเดียวในภาคใต้ที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง เป็นใบเบิกทางที่หนุนนำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพซึ่งมาพร้อมกับความอร่อยที่ผ่านการรับรอง และได้รับรางวัลที่ 3 ในการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรดีเด่น ประเภทกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2558 สำหรับผู้สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กะปิกุ้งแท้ และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ สามารถติดต่อโดยตรงได้ทาง 06-5402-0892, 06-5402-0892 และผ่านทางเว็บไซต์ ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com

ฝนทิ้งช่วง คนห้วยแถลงเดือดร้อนหนัก ขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา

นครราชสีมา – สถานการณ์ภัยแล้งยังไม่คลี่คลาย ชาวบ้านห้วยแถลงโคราชเดือดร้อนหนัก ฝนทิ้งช่วงทำน้ำดิบผลิตประปาแห้งขอดเหลือตะกอนแดงติดก้นสระแต่จำเป็นต้องจ่ายน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ ขณะที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเร่งทำฝนหลวงช่วยเติมน้ำให้เขื่อน

วันนี้ (23 มิถุนายน 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านเร่งเปิดน้ำระบายตะกอนแดงในน้ำประปาของระบบประปาหมู่บ้านกู่ศิลาขันธ์ ตำบลหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา หลังจากที่หมู่บ้านประสบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงมานานมากกว่า 3 เดือนหลังจากตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี ที่หมู่บ้านแห่งน้ำไม่เคยมีปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคเลย แต่จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ที่รุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ประกอบกับได้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จนทำให้แหล่งกักเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็วบางแห่งเหลือน้ำค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำกกรังซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำผิวดินแต่ปัจจุบันมีตะกอนแดงปนเปื้อนอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง ส่งผลเมื่อนำน้ำดิบมาใช้ในการผลิตน้ำประปาจะทำให้น้ำประปามีสีแดงขุ่น

ซึ่งจากการสอบถามนายมนูญศักดิ์ แสงสุข ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่า ทางหมู่บ้านก็ได้แก้ปัญหาโดยการนำน้ำจากบ่อน้ำบาดาลผสมเพิ่มเข้าไปเพื่อเจือจางตะกอนแดงในน้ำดิบก่อนนำไปผลิตประปา รวมถึงยังได้รถบรรทุกน้ำจากองค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่งประดู่นำน้ำเข้ามาเติมที่ถังน้ำที่ตั้งอยู่ตามจุดกระจายน้ำ จุดต่างๆ ภายในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการนำน้ำเข้ามาส่งแบบวันเว้นวัน จึงไม่เพียงพอกับจำนวนประชากรที่มีมากถึง 800 – 1000 คน

รวมถึงถังเก็บน้ำที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต้องขอหยิบยืมที่หมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งก็อยู่ในจุดวิกฤติใกล้ที่จะประสบภัยแล้งเช่นกันถ้าหากฝนยังทิ้งช่วงไม่ตกภายใน 1-2 เดือนต่อจากนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาในเบื้องต้นขณะนี้ทางหมู่บ้านต้องการนักวิชาการที่จะสามารถช่วยเหลือให้สามารถกรองตะกอนแดงที่ปนเปื้อนในน้ำดิบที่เหลืออยู่เพื่อที่จะสามารถนำมาผลิตประปาแจกจ่ายชาวบ้านได้ โดยไม่ต้องนำน้ำบาดาลมาผสมเพื่อเพิ่มปริมาณการสูบน้ำเข้าระบบประปาได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ บินปฏิบัติการณ์ทำฝนหลวงในโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยพื้นที่การเกษตรและช่วยเติมน้ำในเขื่อน ซึ่งคาดว่าช่วงนี้มีความชื้นที่เหมาะสม คาดว่าจะสามารถทำให้เกิดฝนตกลงมาในพื้นที่ได้พอสมควร.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ // นครราชสีมา

ศิษยานุศิษย์ทั่วสารทิศร่วมงานครบรอบ 152 ปี วันมรณภาพหลวงปู่โต

นครราชสีมา-มูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี เมตตาบารมีโคราช จัดงานครบรอบ 152 ปี แห่งมรณภาพของหลวงปู่โต ศิษยานุศิษย์แห่ร่วมคึกคัก

นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้จัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลครบรอบ 152 ปี วันมรณภาพของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยมีพระพรหมวชิรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีนายสานิตย์ ศรีทวี นายอำเภอสีคิ้ว เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ท่ามกลางศิษยานุศิษย์หลวงปู่โต เข้าร่วมพิธีจำนวนมากที่ มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

นางสุจิตต์ พรหมจันทึก หนึ่งในลูกศิษย์หลวงปู่โตฯ เปิดเผยว่า เมื่อครั้งที่นายกรีพงศ์ เทียมเศวต หรือ “สรพงศ์ ชาตรี” อดีตประธานของมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี ยังมีชีวิตอยู่ จะพาลูกศิษ์ลูกหาหลวงปู่โตฯ สวดมนต์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลเนื่องในวันครบรอบมรณภาพของหลวงปู่โตฯ ทุกๆ ปี และต่อมานางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิฯ คนปัจจุบัน ก็ได้ตามรอยนายสรพงศ์ฯ จัดกิจกรรมมาต่อเนื่อง ซึ่งทุกครั้งที่ตนมาที่วิหารกราบสักการะองค์หลวงปู่โตทองคำองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ก็จะระลึกถึงคุณงามความดีของนายสรพงศ์ฯ ที่นำความเจริญมาให้หมู่บ้านแถบนี้ และให้การศึกษาแก่เด็กที่ยากไร้ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มากราบสักการะหลวงปู่โตฯ ก็มักจะอธิษฐานขอบุญบารมีของหลวงปู่โตฯ และคุณความดีที่นายสรพงศ์ฯ ได้สร้างไว้ ส่งผลให้นายสรพงศ์ได้อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งมูลนิธิฯ และลูกศิษย์หลวงปู่โตฯ ทุกคนจะร่วมกันสืบสานทำทุกภารกิจให้สำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์และตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี ตั้งอยู่ในเขตบ้านโนนกุ่ม บริเวณริมถนนมิตรภาพ ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาประมาณ 42 กิโลเมตร เดิมมี นายกรีพงศ์ เทียมเศวต หรือ “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง และพระเอกตลอดกาล เป็นประธานของมูลนิธิฯ ได้ระดมทุนจัดสร้างและพัฒนาพื้นที่ให้มีความสวยงาม ซึ่งนอกจากจะมีวิหารประดิษฐานองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) องค์ใหญ่ที่สุดแล้ว บริเวณโดยรอบตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม

นอกจากนี้ยังเปิดโรงทานบริการอาหาร อาทิ ราดหน้าชาววัง ขนมครก และเครื่องดื่ม ไว้สำหรับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนด้วย ที่นี่จึงเป็น 1 ใน 9 สถานที่ท่องเที่ยวทางพุทธศาสนา ของ จ.นครราชสีมา จึงมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยว เดินทางมาท่องเที่ยวในแต่ละปีจำนวนมาก ซึ่งต่อมา “สรพงศ์ ชาตรี” ประธานมูลนิธิฯ ได้เสียชีวิตลง นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ภรรยา จึงได้สืบสานเจตนารมณ์ต่อ และมีการพัฒนาต่อยอดสร้างองค์หลวงปู่โตทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก และวิหารครอบองค์หลวงปู่โตที่สวยงาม กับสานต่อการจัดสร้างพระนอนพระพุทธไสยยาตร ขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั่วทั้งประเทศ .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ/นครราชสีมา

ขนสินค้าชื่อดังท้องถิ่นมาให้ช็อปที่งาน “เกษตรพากิน พาเที่ยว @ลานคนเมือง”

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพ ของดี ของอร่อย มาจำหน่าย พร้อมโปรโมชันเด็ดๆ ในงานมหกรรมสินค้าเกษตร “เกษตรพากิน พาเที่ยว @ลานคนเมือง” ระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน 2567 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า กิจกรรม “เกษตรพากิน พาเที่ยว @ลานคนเมือง” ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ รวมถึงสินค้า อัตลักษณ์ท้องถิ่น นำเสนอสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต รวมถึงสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานด้านการเกษตร ส่งเสริมกิจกรรมภาคการเกษตร ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว

ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมุ้งเน้นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริม เชื่อมโยงการตลาด โดยใช้กลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน สร้างโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร เชื่อมโยงภาคผลิตสู่การตลาดแบบครบวงจร ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้ที่แน่นอนให้แก่เกษตรกร 

“เกษตรพากิน พาเที่ยว @ลานคนเมือง” อ.ต.ก.ได้คัดสรรสินค้าคุณภาพ ของดี ของอร่อยในตลาด อ.ต.ก.มาจำหน่าย อาทิ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม สูตรเข้มข้น หอมน้ำตาลมะพร้าว ทำสดใหม่ทุกวัน, เจี๊ยบ หมูกรอบ หนังกรอบ เนื้อนุ่ม รสชาติกลมกล่อม, ข้าวแช่ อาหารไทยโบราณ หาทานยาก, “หม่ำตำนานรัก” สินค้า OTOP จังหวัดชัยภูมิ สะอาด ปลอดภัย เก็บได้นาน 3 เดือน และสินค้าอาหารคาวหวานมีให้เลือกหลากหลาย พิเศษสุด! โปรโมชันเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

ข้าวหอมมะลิ 100% ข้าวสารคุณภาพจาก สกต.บุรีรัมย์ สกก.กระสังบุรีรัมย์  สกก.โนนสูงนครราชสีมา ขนาด 5 กิโลกรัม ลดราคา 50% เพียงถุงละ 100 บาท ระหว่างเวลา 11.00-12.00 น. และเวลา 15.00-16.00 น. / ลำไยพันธุ์อีดอ จากเกษตรกรเครือข่ายแปลงใหญ่ จังหวัดลำพูน ซื้อ 3 กิโลกรัม แถมฟรี! 1 กิโลกรัม พบกันได้ที่ โซน B ล็อก B54-B59 และข้าวสารคุณภาพ โซน C ล็อก C72 (บริเวณเต็นท์ใกล้ๆ เวที) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิตบนเวที สาธิตการทำข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง การทำข้าวแต๋นน้ำแตงโม และกิจกรรม โปรโมชันดีๆ ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คัดสรรมาให้เลือกอีกมากมาย 

อ.ต.ก.ขอเชิญลูกค้าทุกท่านอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทย ร่วม ชม ชิม ช็อป กันอย่างเพลิดเพลิน ในงานมหกรรมสินค้าเกษตร “เกษตรพากิน พาเที่ยว @ ลานคนเมือง” ระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร 

กลุ่มผู้ประท้วงหลายหมื่นคน เดินขบวนต่อต้านรัฐบาลอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กลุมผู้ประท้วงหลายหมื่นคนโบกธงชาติอิสราเอลและตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู พร้อมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่และนำตัวประกันที่ถูกคุมขังในฉนวนกาซากลับมาให้ได้เร็วที่สุด

ขณะที่ เอเอฟพี รายงานว่า ชาวอิสราเอลจำนวนนับหมื่นคนรวมตัวเดินขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูที่ล้มเหลวในการนำตัวประกันในฉนวนกาซากลับมา พร้อมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่

การประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในอิสราเอลเป็นประจำทุกสัปดาห์ อันเนื่องมาจากการจัดการกับสงครามที่กินเวลามานานเกือบ 9 เดือนในฉนวนกาซาของเนทันยาฮู