ทุกภาคส่วนแห่ร่วมงานฉลองครบ 17 ปี ตั้งสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ

จัดใหญ่งานฉลองครบ 17 ปี ตั้งสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน องค์กรส่วนท้องถิ่น พ่อค้า ประชาชนแห่ร่วมคึกคัก

ร้านเมืองคาวบอย  ในหลังปั๊ม PTT ปารค์มอลล์ ถนนซอยวัดหนามแดง  ต.บางแก้ว  อ.บางพลี  จ.สมุทรปราการ   คณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ  นำโดย นายคเณศ หรือ (อ.เลิศ) กมลพันธ์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการ   ได้ร่วมกันจัดงานเลี้ยงฉลองครบรอบการต่อตั้งสมาคมฯครบ 17 ปี

ภายในงานมีคณะจากหน่วยงานราชการ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักธุรกิจ  พ่อค้า ประชาชน ตลอดจนเครือข่ายสื่อมวลชนจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทราปราการ  สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค  และบริษัทสาครเคเบิ้ล จำกัน เข้าร่วมกันเป็นจำนวนมาก

ส่วนไฮไลน์ในงานได้จัดเป็นรูปแบบกิจกรรมคาร์บอยไนท์  โดยมีหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  นักธุริกจ พ่อค้า ประชาชน จากทุกภาคส่วนร่วมให้การสนับสนุน

กิจกรรมจัดให้มีการมอบโล่เกียรติยศแก่หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน พร้อมจัดมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-หลานคณะกรรมการและสื่อมวลชนสังกัดสมาคมฯ จำนวน 9 ทุน  โดยมี ศาสตร์จารย์ ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์   สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทร  มาเป็นประธานเปิดงานและมอบโล่ประการเกียรติคุณ  และมีนายสิทธิไชย เชื้อไทย เรขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ  มาเป็นประธานมอบทุน

ทั้งนี้กิจกรรมที่ทางสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการจัดขึ้น  เป็นความร่วมือคณะกรรมการผู้ก่อตั้งและสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคหลายแขนงในจังหวัดสมุทรปราการรวมตัวกันก่อตั้งเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีความมั่นคง ในวิชาชีพสื่อมวลชน

โดยยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมในวิชาชีพ   ซึ่งทางสมาคมได้จัดกิจกรรมครบรอบของการก่อตั้งสมาคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐภาคเอกชนและผู้ใหญ่ใจดีและผู้ที่ศรัทธาในวิชาชีพของสื่อมวลชนตลอดมา  ส่วนรายได้จากการจัดกิจกรรมจะนำสมทบเป็นกองทุนในการช่วยเหลือจัดเป็นสวัสดิดูแลสมาชิกและทำกิจกรรมสาธารณะกุศลต่างๆ  โดยยึดเอาวันที่ 2 มีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันก่อตั้งสมาคม

.

สืบสานตำนานพันปีประเพณีไหว้พระธาตุ ปราสาท บ้านปราสาท อ.ห้วยทับทัน สุดยิ่งใหญ่

ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ลั่นฆ้อง-กลอง-ระฆัง เปิดงานสืบสานตำนานพันปีประเพณีไหว้พระธาตุ ปราสาทบ้านปราสาท อ.ห้วยทับทัน สุดยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 ที่ปราสาทบ้านปราสาท ต.ปราสาท อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงานสืบสานตำนานพันปีประเพณีไหว้พระธาตุ ต.ปราสาท ประจำปี 2569 โดยมี นายตระการ ชาลี นายอำเภอห้วยทับทัน พร้อมด้วย นายสมนึก ธรรมชาติ นายก อบต.ปราสาท หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับและร่วมกิจกรรม

ภายในงานมีกิจกรรม ประกอบด้วย การฟังพระธรรมเทศนาทุกคืน ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา กิจกรรมประกอบไปด้วย ขบวนแห่พานไหว้พระธาตุ ขบวนแห่ข้าวจี่ ขบวนต้นเงิน พิธีทอดผ้าป่าสามัคคีข้าวเปลือก การแสดงศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น และการเวียนเทียนและจุดเทียน 1,250 เล่ม เพื่อถวายพระอรหันต์ในวันมาฆบูชา และเวลา 20.00 น. ชมการแสดง แสง สี เสียง วัฒนธรรมย้อนยุค อีกด้วย

อนุรัตน์ ธรรมะประจำจิต ผู้ว่าฯศรีสะเกษ

นายสมนึก ธรรมชาติ นายก อบต.ปราสาท กล่าวว่า พระธาตุหรือปราสาทบ้านปราสาท เป็นองค์ปราสาทสามยอด ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยม ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ซึ่งก่อด้วยศิลาแลง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษ ที่ 16 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ปราสาทบ้านปราสาทเป็นโบราณสถาน ที่มีความสำคัญในทางพระพุทธศาสนา ชาว ต.ปราสาท และพุทธศาสนิกชนทั่วไปเชื่อว่า ปราสาท 3 องค์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ของอำเภอห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ

สมนึก ธรรมชาติ นายกอบต.ปราสาท

เมื่อปี พ.ศ. 2551 กรมศิลปากร ได้มาทำการขุดสำรวจบริเวณปราสาทและหลุมขุดค้นบริเวณด้านหลังองค์ปราสาท ในการขุดสำรวจได้พบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย เช่น เทวรูป กำไลสำริด ลูกปะคำสีส้ม กระสุนดินปืน เม็ดพลอย โครงการกระดูกมนุษย์โบราณ ที่มีอายุ ราว 1,500-3,000 ปี ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ที่มีความลึก 7 เมตร และทับหลังจำนวน 4 ชิ้น ได้แก่ ทับหลังบุคลทรงโคนนทิ ,ทับหลังหน้ากาลคล้ายท่อนพวงมาลัย ,ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธิ์ และทับหลังกวนเกษียรสมุทร

โดยเฉพาะทับหลังกวนเกษียรสมุทร ที่ขุดพบที่นี่ จะเหมือนกับทับหลังกวนเกษียรสมุทรที่โคปุระ ชั้นที่ 3 ของเขาพระวิหาร คือจะมีภาชนะคล้ายโอ่งน้ำอยู่บนหลังเต่า จากการศึกษาและสำรวจของกรมศิลปากร จะไม่ปรากฎพบทับหลังลักษณะนี้ในที่ใดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย  ประเทศกัมพูชา หรือประเทศลาว แต่ได้มาพบที่ปราสาทแห่งนี้

ซึ่งกรมศิลปากร ได้สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้างปราสาทบ้านปราสาท กับผู้ที่สร้างปราสาทเขาพระวิหาร เป็นช่างสกุลเดียวกัน ปัจจุบันโบราณวัตถุที่ขุดพบ ถูกนำไปเก็บไว้ที่กรมศิลปากร ที่ 11 จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีและเป็นการสักการะบรรพบุรุษ

ดังนั้นในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ชาว ต.ปราสาท จึงได้ร่วมกันจัดงานบุญประเพณีดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีในท้องถิ่น เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของโบราณสถานแห่งนี้

เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้รับทราบว่า ปราสาทบ้านปราสาท เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของ จ.ศรีสะเกษ

อีกทั้งยังเพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของ อ.ห้วยทับทัน และจ.ศรีสะเกษ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น และเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศล อันจะเป็นบ่อเกิดแห่งความรักความสามัคคีและความศรัทธาที่จะทะนุบำรุงพระพระพุทธศาสนาต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ไฟสงครามตะวันออกกลางดันเชื้อเพลิงพุ่งชาวเมียนมาแห่ขับรถเติมน้ำมันล้นปั๊มแม่สอด

ชาวเมียนมาได้นำรถยนต์เข้ามาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงปั้มอำเภอแม่สอดจำนวนมากหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำลังมีราคาเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะวันนี้วันแรกที่ปั้มในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ชาวเมียนมาจำนวนมากจากจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ได้นำรถยนต์ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถยนต์โดยสารเป็นรถตู้ของฝั่งเมียนมาได้ข้ามมาทางสะพานมิตรภาพไทย เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่1. บ้านริมเมย หมู่ 2.ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อมาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงกันจำนวนมาก โดยต่อคิวกันเติมน้ำที่ปั้มหลายแห่ง ซึ่งไม่เพียงแต่รถยนต์ชาวเมียนมาเท่านั้น มีรถยนต์ของชาวไทยทั้งรถส่วนตัว และรถบรรทุกขนส่งก็เข้าไปต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันเช่นกัน

รายงายข่าวแจ้งว่า สำหรับพื้นที่อำเภอชายแดนไทย=เมียนมาด้านจังหวัดตากเป็นพื้นที่ที่อยู่ในมาตรการ 3 ตัด โดยทางรัฐบาลไทยได้ห้ามไม่ให้มีการนำส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังฝั่งเมียนมา เพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มสแกมเมอร์ออนไลน์นำน้ำมันเชื่อเพลิงไปผลิตพลังงานไฟฟ้า ยกเว้นชาวเมียนมาที่นำรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงได้เท่านั้น ดั่งในภาพมีเจ้าของรถยนต์ชาวเมียนมารายหนึ่งพยายามโยกรถเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำมันเต็มถังเยอะๆ และเต็มแทบจะล้นถัง

.

ฟุตซอลหญิงไทย สู้สุดใจ ไล่แซง ออสเตรเลีย 5-4 คว้าแชมป์อาเซียนสมัยแรก

การแข่งขันฟุตซอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน รอบชิงชนะเลิศ ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย ทีมอันดับ 8 ของโลก ลงสนามพบกับ ออสเตรเลีย ทีมอันดับ 66 ของโลก เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เวลา 18.30 น. ณ เทอร์มินอลฮอลล์ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จ.นครราชสีมา 

เกมรอบรองชนะเลิศ ไทย เอาชนะ เวียดนาม มา 4-2 ส่วน ออสเตรเลีย เอาชนะ อินโดนีเซีย ในช่วงต่อเวลาพิเศษ มา 3-2เกมนี้โค้ชโอ ธนาธร สันทนาประสิทธิ์ ส่ง ศศิประภา สุขเสน (GK), เจนจิรา บุบผา, แพรพลอย หัวใจเพ็ชร, ณัฐมน อาจกล้า และ ดาริกา เพียรภายลุน กัปตันทีม เป็น 5 คนแรก

เริ่มเกมมาไทยเป็นฝ่ายครองเกมเดินหน้าเข้าใส่ นาทีที่ 5 จากลูกเตะมุม และเป็น ณัฐมน อาจกล้าที่จ่ายให้ แสงระวี มีขำ ที่กดด้วยซ้ายเข้าไปให้ ฟุตซอลหญิงไทย นำก่อน 1-0

นาทีที่ 6 ออสเตรเลียมาได้ลุ้นบ้างจากจังหวะที่ ศศิประภา สุขเสน ปัดลูกคิกอิน มาเข้าทาง นาตาลี ทาเธม ได้ยิงแต่ศศิประภา จะมาบล็อคได้ทัน

นาทีที่ 9 จากจังหวะโต้กลับ แสงระวี มีขำพาบอลลุยขึ้นมาก่อนยิงด้วยซ้ายไปติดเซฟของ ซาราห์ อีสโธป

นาทีที่ 12 ไทยได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะที่ สุชานาฎ นาคใหม่ เขี่ยบอลให้ เจนจิรา บุบผา ลากมายิงแต่ยังไปติดเซฟของ ซาราห์ อีสโธป อีกครั้ง

นาที 13 ไทยน่าได้ประตูที่ 2 จากจังหวะที่ เจนจิรา บุบผา เก็บบอลแดนบนได้ ก่อนพาบอลหนีแล้วจ่ายให้ แพรพลอย หัวใจเพ็ชร วิ่งมายิงไปชนคานกระเด้งออกมา

นาที 17 ออสเตรเลีย ได้คิกอิน ฮัลเล่ สมิท ได้ยิงไปแฉลบ แสงระวี มีขำเข้าไปให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1

นาที 19 ไทยมาได้ประตูออกนำอีกครั้ง จากคิกอิน และเป็น เจนจิรา บุบผา ที่ยิงเบียดเสาแรกเข้าไปให้ สกอร์เป็นฟุตซอลหญิงไทย นำ 2-1 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

ครึ่งหลัง เปิดมาเป็นออสเตรเลียที่ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะที่ ทรูลี คามิลเลรี แตะหลบดาริกา เพียรภายลุน ก่อนลัมตัวยิงด้วยซ้ายแต่ยังไปติดเซฟ ศศิประภา สุขเสน

นาที 23 ออสเตรเลีย ตีเสมอมาเป็น 2-2 จากลูกเตะมุม ที่ นิคกิต้า ฟาซซารี ยิงยัดไปโดน ศศิประภา สุขเสน เข้าไป

นาที 24 ออสเตรเลีย แซงนำ จากฟรีคิก อเลเซีย แคร์รีส์ สตาห์ล ที่ยิงทะลุกำแพงเข้าไปให้ ออสเตรเลีย นำครั้งแรก 3-2

หลังจากนั้น ไทยพยายามตั้งเกม และนาที 25 เจนจิรา บุบผา ได้ไหลให้ แพรพลอย หัวใจเพ็ชร ยิงด้วยขวาข้ามคานออกไป

ไทยเดินหน้าบุกเข้าใส่อย่างหนักนาที 30 เป็น แสงระวี มีขำ ที่ได้กดด้วยซ้าย บอลเสยคานออกหลังไปนิดเดียว

นาที 31 ไทยมาตามตีเสมอจากฟรีคิก ที่แพรพลอย หัวใจเพ็ชร จ่ายให้ ดาริกา เพียรภายลุน ยิงด้วยซ้ายเข้าไปให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 3-3

นาที 35 อารียา แซ่เติ๋น พาบอลลุยขึ้นมาก่อนยิงยัดไปที่ ดาริกา เพียรภายลุน แล้วตวัดด้วยซ้ายเข้าไป ให้สกอร์เป็น 4-3

นาที 36 ไทยนำห่างเป็น 5-3 จากจุดโทษจุดที่สองและเป็น ดาริกา เพียรภายลุน ที่ยิงเข้าไปเป็นแฮตทริกในเกมนี้

นาที 40 ออสเตรเลียได้ประตูตีตื้นจากจังหวะที่ นิคกี้ต้า ฟาซซารี ยิงแฉลบณัฐมน อาจกล้า เปลี่ยนทางเข้าไปให้ สกอร์ขยับมาเป็น 4-5

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติมจบเกม ฟุตซอลหญิงไทย เอาชนะ ออสเตรเลีย ไป 5-4 คว้าแชมป์อาเซียน สมัยแรกมาครองได้สำเร็จ ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ เวียดนาม ที่เอาชนะ อินโดนีเซีย ไป 4-1

#FAThailand #ฟุตซอลทีมชาติไทย #Womensfutsal #ฟุตซอลหญิง #ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย #AseanWomensFutsalChampionship2026 #ฟุตซอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน2026

ดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ออกดอกเหลืองอร่ามริมเขื่อนภูมิพลอ้าแขนรับนักท่องเที่ยว

“ผอ.หน่อง” ททท.ตาก  ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ชมดอกไม้หลายสายพันธุ์กำลังออกดอกเหลืองอร่ามเต็มพื้นที่ สร้างบรรยากาศสดชื่นสวยงาม

น.ส.ธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ  “ผอ.หน่อง” ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานตาก) ซึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดตาก เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสความงดงามของดอกไม้สีสันสดใสที่กำลังผลิบานสะพรั่ง บริเวณรอบเขื่อน

โดยเฉพาะที่ เขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ขณะนี้ดอกไม้หลายสายพันธุ์กำลังออกดอกเหลืองอร่ามเต็มพื้นที่ สร้างบรรยากาศสดชื่นสวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อนและถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง
ประกอบด้วยดอกเหลืองอินเดีย ดอกกัลปพฤกษ์

ดอกเหลืองปรีดียาธร ซึ่งต่างพร้อมใจกันบานสะพรั่งตลอดสองข้างทางและบริเวณโดยรอบเขื่อน กลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพธรรมชาติ ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพคือช่วงเช้าและช่วงเย็น แสงแดดอ่อน ๆ จะช่วยขับสีเหลืองให้โดดเด่นสวยงาม อี

กทั้งบริเวณเขื่อนยังมีทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำและแนวภูเขาเป็นฉากหลัง เพิ่มเสน่ห์ให้ภาพถ่ายมากยิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถวางแผนเดินทางท่องเที่ยวได้ในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้กำลังบานเต็มที่ คาดว่าจะสวยงามต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง ขับรถสะดวก มีจุดจอดรถและพื้นที่พักผ่อนรองรับถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ท่องเที่ยวหน้าร้อนของจังหวัดตาก ที่ไม่ควรพลาด

..

“นักรบชุดดำ”สกัดตรวจยึดยาบ้า 1 ล้านเม็ดมูลค่ากว่า 20 ล้านบาทคาริมแม่น้ำโขงที่อำนาจเจริญ

อำนาจเจริญ- “นักรบชุดดำ” กรมทหารพรานที่ 23 ร้อย.ฉก.กรม.ทพ.23 กองทัพบก   สกัดตรวจยึดยาบ้า 6 กระสอบ จำนวน1 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท คาริมฝั่งแม่น้ำโขง อ.ชานุมาน

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  พันเอก กัญญณัต  ไชยโอชะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ร่วมแถลงข่าวการตรวจยึดยาบ้าล็อตใหญ่ จำนวน 1 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ที่ตรวจยึดได้เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ปากห้วยทม ตำบลโคกก่ง อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ สืบเนื่องจากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23

นำโดยพันตรีสมพงษ์ เถือกเถาว์ ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ได้รับแจ้งจากสายลับเมื่อคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์2569 ว่า ช่วงกลางคืนจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งไทยตามริมแม่น้ำโขง ริมแม่น้ำโขงปากห้วยท่ม ม.7 บ.บุ่งเขียวน้อย ต.โคกก่ง อ.ชานุมาน

โดยจะนำยาบ้าเข้ามาในพื้นที่ตำบลโคกก่ง อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ จึงสั่งการให้จัดชุดซุ่มเฝ้าตรวจการณ์ แทรกซึมเข้าพื้นที่บริเวณปากห้วยทม ก่อนจะประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ที่บัญชาการกองกำลังสุรนารี นรข. เขตอุบลราชธานี มว.ฉก.ตชด.2273 สถานีตำรวจภูธรชานุมาน ปกครองอำเภอชานุมาน เพื่อบูรณาการกันเข้าจับกุม จนกระทั่ง เวลา 00.25 น. พบเรือพื้นบ้าน 1 ลำ มาจากฝั่งประเทศเพื่อบ้าน ลอยลำอยู่บริเวณกลางลำแม่น้ำโขง

ก่อนจะเคลื่อนเข้ามายังฝั่งประเทศไทย บนเรือมีชาย 3 คน ช่วยกันพายเข้ามาจอดริมแม่น้ำโขงฝั่งประเทศไทย ที่ปากห้วยทม จากนั้น ชายทั้ง 3 คน ได้ช่วยกันขนกระสอบสีดำขึ้นจากเรือ ชุดดักซุ่มจึงได้แสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ “สั่งให้หยุด สั่งให้นั่งลง” แต่ผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน ได้ทิ้งกระสอบ พากันวิ่งหลบหนี โดย 1 คน กระโดดหนีลงแม่น้ำโขงว่ายน้ำข้ามไปยังฝั่ง สปป.ลาว อีก 2 คน อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีเข้าป่า หลบรอดการจับกุมไปได้

จากการตรวจสอบภายในกระสอบสีดำ จำนวน 6 กระสอบ พบเป็นยาบ้าทั้งหมด นับโดยละเอียด ได้จำนวน 1 ล้านเม็ด โดยมี นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นผู้นำการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ณ สถานีตำรวจภูธรชานุมาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

ภาพข่าว-ทิพกร   หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

สงครามตะวันออกกลางจะลุกลามสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่? และผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทย

ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน  จะพัฒนาไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 เป็นคำถามที่ต้องพิจารณาภายใต้กรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง มิใช่อาศัยเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า การทำความเข้าใจ “พลวัตการยกระดับความขัดแย้ง” (escalation dynamics) ควบคู่กับ “โครงสร้างอำนาจของระบบโลก” (structure of international power system) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

1. ระยะเริ่มต้นของความขัดแย้ง: จากการโจมตีสู่สงครามภูมิภาค

หากเกิดการโจมตีทางทหารจริงระหว่างคู่ขัดแย้ง ผลลัพธ์ในระยะต้นมีแนวโน้มประกอบด้วย

1. การตอบโต้ของอิหร่านผ่านขีปนาวุธหรืออากาศยานไร้คนขับต่ออิสราเอล

2. การขยายแนวรบผ่านเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในเลบานอน อิรัก และซีเรีย

3. การเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐในอ่าวเปอร์เซียเพื่อปกป้องฐานทัพและเส้นทางพลังงาน

4. การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก

ในเชิงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวยังจัดอยู่ในกรอบ “สงครามภูมิภาค” (regional war) เนื่องจากยังไม่มีการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างมหาอำนาจหลายฝ่ายพร้อมกัน

2. เงื่อนไขการยกระดับสู่สงครามโลก

การพัฒนาไปสู่สงครามโลกจำเป็นต้องมีการปะทะโดยตรงระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ เช่น

-รัสเซีย เข้าร่วมรบโดยตรงเคียงข้างอิหร่าน

-จีน  เผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐ

การดึง นาโต้ (North Atlantic Treaty Organization (NATO)) เข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (strategic deterrence) โดยเฉพาะภายใต้สมดุลแห่งความหวาดกลัวทางนิวเคลียร์ (nuclear balance of terror) ทำให้ต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงสูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ด้วยเหตุนี้ รัสเซียและจีนจึงมีแนวโน้มเลือกใช้กลยุทธ์ “การสนับสนุนทางอ้อม” มากกว่าการเข้าร่วมรบโดยตรง

3. ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่จำกัดการลุกลาม

การประเมินเชิงระบบชี้ให้เห็นปัจจัยอย่างน้อยสี่ประการที่ช่วยจำกัดโอกาสของสงครามโลก ได้แก่

1. ความเสี่ยงนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้

2. ความพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจในระบบโลกาภิวัตน์

3. การดำรงอยู่ของช่องทางการทูตและกลไกระงับข้อพิพาท

4. ข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐในการเปิดแนวรบขนาดใหญ่เพิ่มเติม

ดังนั้น แม้โอกาสของสงครามภูมิภาคขยายวงจะอยู่ในระดับ “ปานกลาง” แต่ความเป็นไปได้ของสงครามโลกเต็มรูปแบบยังถือว่า “ต่ำ” ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน

4. ความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ: สงครามจำกัดวงแต่ยืดเยื้อ

ในทางวิเคราะห์ ความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าสงครามโลก คือภาวะ “สงครามจำกัดวงแต่ยืดเยื้อ” ซึ่งสามารถสร้างแรงกระแทกต่อระบบพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะกลางถึงระยะยาว

อิหร่านตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจเคลื่อนไหวดังนี้

-ความขัดแย้งจำกัดวง: 90–110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

-การปิดช่องแคบบางส่วน: 120–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

-การเข้าร่วมเต็มรูปแบบของมหาอำนาจ: มากกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ระดับดังกล่าวมีศักยภาพก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับโลก คล้ายกับวิกฤตพลังงานปี 2008

5. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากการนำเข้าน้ำมันสุทธิกว่า 80% ของการใช้ภายในประเทศ จึงได้รับผลกระทบผ่านกลไกราคาพลังงานโดยตรง

5.1 ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลต่อ

-ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์

-ค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรม

-ต้นทุนการผลิตภาคเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา

-ต้นทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)

แรงกดดันเงินเฟ้ออาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่งผลต่อกำลังซื้อภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชน

5.2 ค่าเงินบาท การส่งออก และตลาดทุน

ในระยะสั้น ภาวะความเสี่ยงสูงมักทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อภาคส่งออกบางส่วน อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลก คำสั่งซื้อจากต่างประเทศจะลดลง ทำให้ผลเชิงบวกจากอัตราแลกเปลี่ยนถูกหักล้าง

ตลาดทุนไทยมีแนวโน้มเผชิญแรงขายในระยะต้นจากพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off behavior)

6. การจัดวางผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์

ในมิติผลประโยชน์เชิงโครงสร้าง ผู้ที่อาจได้รับประโยชน์ประกอบด้วย

1. ผู้ส่งออกพลังงาน เช่น Saudi Arabia, Russia และ United Arab Emirates ซึ่งได้รับรายได้เพิ่มจากราคาน้ำมันสูง

2. อุตสาหกรรมอาวุธในสหรัฐและยุโรป จากงบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้น

3. สหรัฐ หากสามารถรักษาสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางได้

4. จีนในทางอ้อม หากสหรัฐต้องกระจายทรัพยากรจากภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

บทสรุปเชิงวิชาการ

ภายใต้เงื่อนไขโครงสร้างอำนาจโลกปัจจุบัน โอกาสเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 จากความขัดแย้งดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากกลไกการยับยั้งของมหาอำนาจยังทำงานอยู่ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของสงครามภูมิภาคที่ยืดเยื้อมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบพลังงานโลกและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบหลักจะถ่ายทอดผ่านราคาพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงไปยังเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ความท้าทายเชิงนโยบายมิใช่การเตรียมรับสงครามโลกโดยตรง หากแต่เป็นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (economic resilience) เพื่อรับมือกับความผันผวนระยะยาวของระบบโลกที่ไม่แน่นอน.

บทความโดย…ดร.วันเฉลิม จันทรากุล   เลขาธิการ สมาคมการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง

สุดสลด!หนุ่มซิ่งเก๋งกลับจากทำบุญ ชนเด็กนักเรียน ดับ 2 สาหัส 2 รอด 2

อุดรธานีเกิดเหตุสลด คนขับซิ่งเก๋งชนท้ายรถจยย นักเรียนรวด 3 คัน เผยสาเหตุคนขับเก๋งกลับจากทำบุญจะกลับบ้านหยอกล้อลูกสาวรถเกิดแฉลบชนท้ายรถจยย.เด็กที่กำลังเลี้ยวเข้าซอยอย่างจัง เด็กนักเรียนดับ 2 สาหัส 2 รอด 2

ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 ถนนนิตโยสายอุดรธานี-สกลนคร ช่วงกิโลเมตรที่ 7–8 ถนนอุดร–สกลนคร ขาเข้าตัวเมืองอุดรธานีตรงข้ามกับร้านรักษาสัตว์ จึงประสานหน่วยกู้ชีพและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทันที

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อซูซูกิ รุ่นสวิฟต์ สีขาว ทะเบียนอุดรธานี สภาพด้านหน้าฝั่งขวาพังเสียหายอย่างหนัก ถุงลมนิรภัยทำงานทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร มีนายจักรพงษ์ อายุ 30 ปี เป็นผู้ขับขี่ ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 3 คัน สภาพพังเสียหายกระจัดกระจายบนเกาะกลางถนน

ตรวจสอบพบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเด็กนักเรียน 4 ราย เจ้าหน้าที่เร่งทำการปั๊มหัวใจผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย แต่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 รายทราบชื่อต่อมาคือ ด.ช.ภูตะวัน อายุ 12 ปี และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รายคือ ด.ช.ชยพล อายุ 14 ปี นอกจากนี้ยังมีผุ้บาดเจ็บสาหัสอีก 2 รายซึ่งเป็นเพื่อนๆ ของผู้เสียชีวิตทั้งสอง และรอดชีวิตอีก 2 ราย โดยคนเจ็บเจ้าหน้าที่รีบนำส่ง รพ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน

ด.ช.เม่น อายุ 12 ปี ผู้รอดชีวิต บอกว่า ก่อนเกิดเหตุได้พากันขี่รถจักรยานยนต์พร้อมกลุ่มเพื่อนมาด้วยกัน 3 คันรวม 6 คนเพื่อเดินทางมาแลกเปลี่ยนท่อไอเสียกับรุ่นพี่ เมื่อเสร็จแล้วกำลังจะขับรถพากันกลับบ้านที่บ้านหนองแคน ต.โนนสูง ขณะที่กำลัง กำลังเลี้ยวเข้าซอยบ้านหนองหิน จู่ๆ ก็มีรถเก๋งวิ่งมาตามทางตรงและพุ่งชนอย่างแรง ทำให้มีเพื่อนๆ ได้รับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

ด้านนายจักรพงษ์ คนขับรถเก๋ง ให้การว่า เพิ่งเดินทางกลับจากการทำบุญที่บ้านโก่ยเสร็จแชและขับรถมากับลูกสาวจะกลับบ้าน ระหว่างขับมาถึงจุดเกิดเหตุได้หันไปพูดคุยกับลูกสาวเพียงชั่วขณะแต่จู่ๆ รถเสียหลักชนท้ายกลุ่มรถจยย.ของน้องๆ ที่กำลังเลี้ยวเข้าซอย ทำให้รถเบรกไม่ทันจึงพุ่งชนอย่างจัง พร้อมยอมรับว่าอาจมีอาการอ่อนเพลียมาก เนื่องจากพักผ่อนน้อยด้วย

ต่อมา พ.ต.ต.อดุลชัย ขาวขำ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมบันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

“มาร์เกซ” ดวงแตกยางระเบิด “เบซเซ็คคี” บิดม้วนเดียวจบชิวแชมป์โมโตจีพีสนามแรกที่บุรีรัมย์

ศึกมอเตอร์สปอร์ตสองล้อเบอร์หนึ่งของโลก “โมโตจีพี” ดวลความเร็วสนามแรก ที่ประเทศไทย ภายใต้ชื่อรายการ “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” กระหึ่มโลก ด้วยเกมสุดเร้าใจ มาร์โก เบซเซ็คคี ดาวบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง แก้ตัวสำเร็จนำม้วนเดียวจบผงาดคว้าชัยประเดิมฤดูกาลใหม่เหนือ เปโดร อคอสต้า นักบิดสแปนิชจาก เคทีเอ็ม ขณะ มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลกคนปัจจุบันจาก ดูคาติ ดวงแตกยางระเบิดไม่จบเรซ โดยโมโตจีพี สนามประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นปีที่ ทำลายสถิติ (Break  Records ) ผู้ชมสูงสุดกว่าทุกปี จำนวนกว่า 228,228 คน

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2026 สนามแรก รายการ พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ดวลความเร็วรอบ “เมนเรซ” วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ท่ามกลางจำนวนผู้ชมสูงสุดสถิติใหม่ถึง 228,228 คน ตลอดทั้งสุดสัปดาห์

โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ร่วมกับ คาร์เมโล เอซเปเลต้า ซีอีโอของ โมโตจีพี สปอร์ต เอนเตอร์เมนเมนต์ กรุ๊ป และ ฮอร์เก วิเอกาส ประธานสมาพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) ซึ่งมีการร่วมร้องเพลงชาติไทยกับแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย เพื่อเป็นสักขีพยานของการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่อย่างเป็นทางการ

ไฮไลต์ของการแข่งขันทั้งหมดถูกควบรวมมาไว้ในวันอาทิตย์ หลังจากที่ผ่านเกมในรอบซ้อมจนถึง “สปรินต์ เรซ” ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยจะเป็นการชี้วัดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในทุกรุ่น

เกมในรุ่นใหญ่ที่สุดอย่าง โมโตจีพี ซึ่งดวลกันทั้งสิ้น 26 รอบสนาม โดยตำแหน่งโพลบนกริดสตาร์ตเป็นของ มาร์โก เบซเซ็คคี นักบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ที่พลาดล้มจากในรอบสปรินต์ ขนาบข้างด้วย มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก 7 สมัยชาวสแปนิชจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม และ ราอูล เฟร์นันเดซ นักบิดสแปนิชจาก แทร็คเฮาส์ โมโตจีพี ทีม ในกริดที่ 2-3 ส่วน เปโดร อคอสต้า ผู้ชนะสปรินต์เรซจาก เรดบูล เคทีเอ็ม แฟ็คตอรี เรซซิ่ง เริ่มเกมจากกริดที่ 6

รูปเกมในเรซนี้แตกต่างอย่างมากกับในวันเสาร์ เพราะ เบซเซ็คคี ที่พลาดล้มอย่างน่าเจ็บใจใน “สปรินต์เรซ” สามารถแก้เกมจากความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างไร้ที่ติ สตาร์ตจากโพลขยับขึ้นนำได้ตั้งแต่โค้งแรก และบิดนำม้วนเดียวจบผงาดคว้าชัยชนะไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเวลารวม 39 นาที 36.270 วินาที พร้อมกับสร้างสถิติเป็นนักบิดคนแรกของ อพริเลีย ที่คว้าชัยชนะได้ 3 เรซติดต่อกัน

อันดับ 2 ในเรซนี้เป็นของ อคอสต้า ที่เค้นฟอร์มเก่งออกมาในสนามนี้ แม้จะออกตัวจากกริดที่ 6 แต่เมื่อ “การยึดเกาะ” เข้าที่ ดาวบิดสแปนิชก็ค่อยๆ ไล่แซงทั้ง มาร์เกซ และ ฮอร์เก มาร์ติน นักบิดสแปนิชจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ขึ้นมา ก่อนจะแซง ราอูล เฟร์นันเดซ ช่วงท้ายเรซบิดเข้าป้ายด้วยเวลาตามหลังผู้นำถึง 5.543 วินาที ตามด้วย ราอูล เฟร์นันเดซ ในอันดับ 3 ตามหลังผู้ชนะ 9.259 วินาที

ส่วนอันดับ 4 เป็นของ มาร์ติน ตามหลังผู้ชนะ 12.182 วินาที ตามด้วย ไอ โอกูระ นักบิดชาวญี่ปุ่นจาก แทร็คเฮาส์ โมโตจีพี ทีม ซึ่งสร้างผลงานอย่างร้อนแรง ไล่แซงจากอันดับ 11 ขึ้นมาจบเรซในอันดับ 5 ตามหลังผู้ชนะ 12.411 วินาที

ขณะที่ มาร์ค มาร์เกซ ที่กำลังลุ้นท็อปไฟว์อย่างหนักโชคร้ายยางหลังแตกที่โค้ง 4 ต้องออกจากการแข่งขันในช่วง 6 รอบสุดท้าย เช่นเดียวกับน้องชายอย่าง อเล็กซ์ มาร์เกซ จาก เกรซินี เรซซิ่ง ที่พลาดล้มในรอบถัดมา และ โจอัน เมียร์ นักบิดสแปนิชจาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี ที่รถแข่งขัดข้องจนต้องรีไทร์ไป

โดยในสนามนี้นักบิดที่ใช้รถแข่งดูคาติ ต่างเจองานหนัก ซึ่งผลงานดีที่สุดของพวกเขาคือ ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ นักบิดอิตาเลียนจาก เปอร์ตามิน่า เอ็นดูโร วีอาร์46 เรซซิ่ง ทีม ในอันดับ 6 ตามหลังผู้ชนะ 16.845 วินาที ตามด้วย แบรด บินเดอร์ นักบิดแอฟริกาใต้จาก เรดบูล เคทีเอ็ม แฟ็คตอรี เรซซิ่ง ในอันดับ 7 ตามหลัง 17.363 วินาที และ ฟรานโก้ มอร์บิเดลลี ที่แซงในโค้งสุดท้ายเข้าป้ายอันดับ 8 ตามหลัง 18.227 วินาที

ด้าน ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า นักบิดอิตาเลียนจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม ยังเค้นฟอร์มเก่งไม่ออก เริ่มเกมจากกริดที่ 13 ขยับขึ้นมาอันดับ 9 ช่วงต้นเกมแต่ก็ไม่สามารถทำได้ดีกว่านี้ เข้าเส้นชัยด้วยเวลาตามหลังผู้ชนะถึง 18.340 วินาที ตามด้วย ลูก้า มารินี เพื่อนร่วมชาติจาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล ในอันดับ 10 ตามหลัง 19.101 วินาที

หลังผ่านสนามแรกของปี อคอสต้า ทะยานขึ้นเป็นจ่าฝูงบนตารางแชมเปียนชิพของ โมโตจีพี มีทั้งสิ้น 32 คะแนน ตามด้วย เบซเซ็คคี อันดับ 2 มี 25 คะแนน และ ราอูล เฟร์นันเดซ อันดับ 3 มี 23 คะแนน ด้าน มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลกคนปัจจุบันเริ่มต้นฤดูกาลไม่เป็นไปตามเป้า ไร้แต้มจาก “เมนเรซ” รั้งอันดับ 8 มี 9 คะแนน

สำหรับผลการแข่งขันในรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะ โมโตทู ซึ่งเกิดธงแดงถึง 2 ครั้งจากอุบัติเหตุในสนาม ก่อนจะดวลกันได้แค่ 7 รอบ ผลปรากฏว่าชัยชนะตกเป็นของ มานูเอล กอนซาเลซ นักบิดสแปนิชจาก ลิควิ โมลี ไดนาโวลต์ อินแท็คต์ จีพี คว้าชัยไปครองด้วยเวลา 11 นาที 11.575 วินาที เฉือน อีซาน เกวาร่า จาก บลู ครู พรามัค ยามาฮ่า โมโตทู อันดับ 2 เพียง 0.099 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ดาเนียล โฮลกาโด จาก ซีเอฟ โมโต อินดี้ อัสพาร์ ทีม 
ตามหลัง 0.454 วินาที

อีกรุ่นที่ดวลกันอย่างสุดมันส์และต้องตัดสินแพ้ชนะกันด้วยภาพถ่ายคือ โมโตทรี ที่ดวลกันทั้งสิ้น 19 รอบสนาม ชัยชนะตกเป็นของ ดาบิด อัลมันซ่า ดาวรุ่งชาวสแปนิชจาก ลิควิ โมลี ไดนาโวลต์ อินแท็คต์ จีพี ด้วยเวลารวม 32 นาที 14.186 วินาที เฉือนเพื่อนร่วมชาติอย่าง มักซิโม คีเลส จาก ซีเอฟ โมโต กาวิโอต้า อัสพาร์ ทีม อันดับ 2 เพียง 0.003 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ วาเลนติน เปอโรเน นักบิดอาร์เจนไตน์จาก เรดบูล เคทีเอ็ม เทคทรี ตามหลัง 9.480 วินาที

ทั้งนี้ ประเทศไทย ได้รับการยืนยันต่อสัญญากับ โมโตจีพี ออกไปอีก 5 ปี จากสัญญาฉบับเดิม โดยจะยังคงเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ไปจนถึงฤดูกาล 2031 ส่งสัญญาณว่าประเทศของเรายังคงเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

.

“จีน-เกาหลีเหนือ”ประณาม “สหรัฐฯ-อิสราเอล” สังหาร “คาเมเนอี” ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

รมว.ต่างประเทศจีนยอมรับไม่ได้พร้อมประณามการสังหาร “คาเมเนอี” ชี้ผลักตะวันออกกลางเข้าสู่หุบเหวอันตราย จี้สหรัฐฯ-อิสราเอลหยุดปฏิบติการทันที ด้าน กต.เกาหลีเหนือจวกละเมิดอธิปไตยของรัฐ รุกรานผิดกฎหมาย 

นานาประเทศทยอยแสดงท่าทีต่อข่าวการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสังหารจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในกรุงเตหะรานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รวมถึงการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านในตะวันออกกลาง

นาย หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุว่า การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นเรื่อง “ไม่อาจยอมรับได้” พร้อมประณามว่าเป็น “การสังหารผู้นำของรัฐอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นการยุยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง”

นายหวัง อี้ ยังแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า “สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจถูกผลักเข้าสู่หุบเหวอันตราย” ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ เมื่อวันอาทิตย์ ตามแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีน

“การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”รมว.ต่างประเทศจีน ระบุ พร้อมย้ำจุดยืนของจีนที่เรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารโดยทันที

ขณะที่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ระบุว่า การโจมตีอิหร่านของอิสราเอล และปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ถือเป็น “การรุกรานที่ผิดกฎหมาย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐ ตามรายงานของสื่อทางการเกาหลีเหนือ