ตำรวจนำตัว “บู๊” พี่เขย “แจ๊ส ชวนชื่น” ฝากขัง สน.มีนบุรี

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย 67 ที่ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้นำตัว นายภูมิพัฒน์ หรือบู๊ พี่เขย แจ๊ส ชวนชื่น ไปฝากขังที่ สน.มีนบุรี ในข้อหา “ลักทรัพย์ในเคหะสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกันสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์”

จากกรณีเมื่อวาน “สืบนครบาลIDMB” โพสต์ข้อความระบุว่า “”สารวัตรแจ๊ะไม่ได้หายไปไหน” ผู้การจํอส่งไปผจญภัยชายแดนบูรพา ก่อนรวบตัว “บู๊” พี่เขยแจ๊ส ชวนชื่น ตามหมายจับศาลมีนบุรี หลังผู้ต้องหาถูกออกหมายจับ นอกจากจะไลฟ์สด คุกคามฝ่ายผู้เสียหายไม่เลิก ‘ยังกล้ามาท้าทายระบบ

ในชั้นสอบสวน นายภูมิพัฒน์ ฯ หรือบู๊ ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ในทางคดีตนไม่ได้เป็นคนขโมยเอารองเท้าไปตามที่ถูกแจ้งความ ตนเองโดนกลั่นแกล้งโดยใครบางคนเพราะตนเป็นคนชอบพูดตรง ๆ แล้วตนเองก็เป็นคนที่ภาษีไม่ดีในวงเครือญาติ เพราะตนเองเคยก่อคดีร้ายแรงหลายคดี และจากความเกเรในสมัยก่อนจึงค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองหนีเก่งคาดไม่ถึงว่าจะถูกจับได้ เลยพลั้งเผลอท้าทายเจ้าหน้าที่ไปหลายครั้ง ขอโทษที่ทำลงไป ยืนยันว่าไม่ได้คิดจะมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ยอมรับว่าหากเจ้าหน้าที่ไม่มาจับกุม จะกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อชำระแค้นไอพวกนี้ให้หมด”

ขณะตำรวจ ควบคุมตัวนายภูมิพัฒน์ ฯ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าต้องการชี้แจงอะไรหรือไม่ นายภูมิพัฒน์ ตอบว่า ขอโทษสังคมที่ท้าทายอำนาจรัฐ แต่ตนไม่ได้ขโมยรองเท้า และอาจเป็นการเข้าใจผิด ตนเคยบุกไปถ่ายรูปหน้าบ้านแจ๊ส แต่ไม่ได้ข่มขู่แต่อย่างใด และสำนึกผิดด้วย

เบื้องต้น จะนำตัว นายภูมิพัฒน์ หรือบู๊ ไปฝากขัง ศาลมีนบุรี ในวันที่ 24 มิถุนายน 2567

ทหารฉก.ราชมนูสกัดตรวจยึดจยย.8คันเตรียมส่งขายข้ามแดนแม่สอด

แม่สอด-หหารฉก.ราชมนู สกัดตรวจยึดรถจักรยานยนต์ ขณะส่งข้ามแดน 8 คัน ส่วนคนร้ายวิ่่งหลบหนีไปได้

พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู) สั่งการให้ทหาร ในสังกัด ฉก.ราชมนู โดย มว.คทร.กองกำลังนเรศวร(กกล.นเรศวร) นำกำลัง ออกปฎิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่ชายแดนไทย=เมียนมา ริมแม่น้ำเมย บริเวณพื้นที่ บ้านแม่โกนเกน หมู่ 1 ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยลักลอบนำรถจักรยานยนต์ข้ามแดนโดยผิดกฏหมาย บริเวณป่าอ้อยริมแม่น้ำเมย จึงแสดงตัวเพื่อตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้วิ่งหลบหนีข้ามแม่น้ำเมยไปยังฝั่งเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ ได้จำนวน 8 คัน

จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ หรือเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยรถจักรยานยนต์ และผู้ที่แสดงตัวเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ ดังกล่าว ทางทหาร ฉก.ราชมนู จึงได้ประสาน เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

ตำรวจไซเบอร์บุกรวบ “จอน วอน คุก”ทำคอนเทนต์แปะลิงก์เว็บพนันบอลยูโร2024

สืบเนื่องจาก ช่วงการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 หรือ UEFA EURO 2024 เป็นช่วงที่มีการระบาดของการพนันทายผลฟุตบอลสูง พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. จึงได้กำชับตำรวจไซเบอร์ทั่วประเทศให้เร่งดำเนินการเฝ้าระวังการกระทำผิดทุกรูปแบบ และสืบสวนจับกุมการกระทำผิดในทุกมิติอย่างเข้มข้น

จนกระทั่ง กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พบข้อมูลบัญชีเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ “จอน วอน คุก” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 5.5 แสนคน มีพฤติกรรมทำคอนเทนต์ในลักษณะแฝงการโฆษณาเว็บพนัน เช่น การอวดเงินสดพร้อมแปะลิงก์ที่ใช้เข้าสู่เว็บพนัน ทำให้คนเชื่อว่าสามารถหาเงินได้จากเว็บพนันที่แปะลิงก์ไว้ การลงคอนเทนต์ปกติทั่วไปแต่มีการแปะลิงก์ที่นำไปสู่เว็บพนันไว้ในข้อความ เป็นต้น ซึ่งแต่ละคอนเทนต์มีคนกดไลก์ กดแชร์ เป็นจำนวนหลายพันคน และชุดสืบสวนยังพบข้อมูลว่าได้ทำพฤติกรรมดังกล่าวมาแล้วอย่างต่อเนื่อง

ต่อมา พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ส่งเจ้าหน้าที่ออกสืบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จนกระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายค้นบ้านพักของอินฟลูเอนเซอร์คนดังกล่าวได้สำเร็จ

กระทั่ง เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 21 มิ.ย.2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษบก.สอท.3 ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดพล ที่ 1069/2567 ลง 20 มิ.ย.2567 เข้าตรวจค้นบ้านพักของเจ้าของเพจ “จอน วอน คุก” ในพื้นที่ ม.8 บ้านดอนตะแบง ต.ตะกั่วป่า อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ผลการตรวจค้น พบนายสุชาติ อายุ 39 ปี เจ้าของเพจ พักอาศัยอยู่ในบ้าน จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ พบแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กที่สามารถล็อกอินบัญชีเพจ “จอน วอน คุก” และยังพบข้อมูลการโพสต์คอนเทนต์ที่มีการแปะลิงก์โฆษณาเว็บพนันออนไลน์จริง ซึ่งมีประชาชนทั่วไปเข้าถึงเป็นจำนวนมาก

เบื้องต้น นายสุชาติฯ รับสารภาพว่า ตนได้ทำคอนเทนต์แปะลิงก์เพื่อโฆษณาเว็บพนันลงเพจดังกล่าวจริงโดยได้รับค่าจ้างเป็นเงิน จำนวน 1,000–1,500 บาท ต่อโพสต์หรือคลิป โดยเฉลี่ยแล้วสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนได้มากถึงประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ นายสุชาติฯ ยังได้เผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้มีแฟนคลับของตนเตือนเกี่ยวกับการแปะลิงก์โฆษณาเว็บพนันแล้ว แต่ตนก็ไม่ฟังเพราะคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง จนกระทั่งมาถึงวันที่ตำรวจไซเบอร์มาหาตนถึงหน้าบ้านในตอนเช้าตรู่

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคาร พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา“ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่น (พนันออนไลน์) ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” นำส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อ่างเก็บน้ำโคราช 27 แห่งลุ้น 22-26 มิ.ย.ฝนตกหนักเติมเต็มความจุ หลังฝนทิ้ช่วงนาน

นครราชสีมา-ชลประทานโคราชเตรียมเฮ อุตุฯ คาดพายุฝนจะเทลงมาช่วง 22-26 มิ.ย.นี้ อ่างเก็บน้ำโคราช 27 แห่ง รอคอยความหวังเติมเต็มความจุ หลังฝนทิ้งช่วงติดต่อกันมายาวนาน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567) ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้ออกประกาศฉบับที่ 2 (21 / 2567) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีผลกระทบในช่วงวันที่ 22-26 มิถุนายน 2567) โดยมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับมีแนวร่อมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉีงเหนือ ในขณะที่หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ โดยจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ที่จังหวัดนครราชสีมา วันนี้พยากรณ์ว่า มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่างรู้สึกดีใจที่จะมีฝนตกลงมาในพื้นที่เพราะเข้าสู่ฤดูฝนมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ฝนกลับไม่ตก ทิ้งช่วงนานหลายสัปดาห์ ทำให้ปริมาณน้ำกักเก็บในสระน้ำดิบผลิตประปาของแต่ละหมู่บ้าน รวมทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 27 แห่งของจังหวัด ลดระดับลงอย่างรวดเร็วเพราะช่วงกลางวันสภาพอากาศร้อนจัด มีการใช้น้ำมากขึ้น แต่ไม่มีฝนตกลงมาเติมน้ำลงในแหล่งกักเก็บน้ำนานหลายสัปดาห์ ประชาชนจึงรู้สึกกังวลว่าจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ในขณะที่ภาคการเกษตรยิ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยชาวนาที่ลงมือเพาะปลูกข้าวนาปีแล้ว เริ่มขาดแคลนน้ำทำการเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวที่ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติไหลผ่านและนาข้าวที่อยู่นอกเขตชลประทาน หลายพื้นที่ต้องปล่อยให้ต้นกล้าที่เพิ่งงอกไม่นาน เหี่ยวเฉา เพราะไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยง แต่เมื่อทราบข่าวประกาศจากของกรมอุตุนิยมวิทยา จึงรู้สึกดีใจอย่างมากที่จะมีฝนตกลงมาช่วยเติมน้ำลงในแหล่งกักเก็บน้ำและในพื้นที่การเกษตร

ขณะที่โครงการชลประทานนครราชสีมา ได้รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 27 แห่งของจังหวัดนครราชสีมาว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ่างเก็บน้ำมูลบน และอ่างเก็บน้ำลำแชะ มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมเหลือ 327.16 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 36.95 % แต่เป็นน้ำใช้การได้แค่ 289.72 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 34.16 % เท่านั้น โดยอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ต้องส่งจ่ายน้ำไปให้5 อำเภอ เพื่อใช้ผลิตผลิตประปาแจกจ่ายให้กับประชากรได้อุปโภค-บริโภค แต่กลับเหลือน้ำน้อยสุด โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ 90.36 ล้านลูกบาศก์เมตรของความจุกักเก็บ หรือ 28.73 % เท่านั้น และเป็นน้ำใช้การได้เพียง 67.64 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 23.18 % ในขณะที่อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง เหลือน้ำมากสุด 83.21 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53.69 % และเป็นน้ำใช้การได้ 82.49 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53.47 % ส่วนอ่างเก็บน้ำมูลบน เหลือน้ำ 55.12 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 39.09 % เป็นน้ำใช้การได้ 48.12 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 35.91 % และอ่างเก็บน้ำลำแชะ เหลือน้ำ 98.46 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 35.80 % และเป็นน้ำใช้การได้ 91.46 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 34.13 %

ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 แห่ง เหลือปริมาณน้ำเก็บกักรวม อยู่ที่ 138.16 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 41.20 % และเป็นน้ำใช้การได้ 112.78 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 36.39 % ดังนั้น ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมเหลือล่าสุด อยู่ที่ 465.32 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 38.12 % และเป็นน้ำใช้การได้ 402.50 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 34.76 % ยังอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย ชลประทานยังเฝ้าติดตามการพยากรณ์ลักษณะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยากันอย่างใกล้ชิด เพื่อต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม เพื่อส่งจ่ายน้ำให้กับประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อน้ำสำหรับการบริโภค-อุปโภค

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ผู้เลี้ยงหมูร้องรัฐ ตรวจสอบ DSI คดีหมูเถื่อนไม่คืบ คนผิดยังลอยนวล

เกษตรกรเลี้ยงหมู เรียกร้องภาครัฐตรวจสอบและเร่งรัดการดำเนินคดีหมูเถื่อนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่การสอบสวนไม่คืบหน้าและล่าช้ามากว่า 1 ปี ยิ่งปล่อยคดีไว้นานวัน หวั่นคนบงการหลุดรอดคดีทั้งขบวนการ

นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวว่า ผู้เลี้ยงหมูต้องการเห็นภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีหมูเถื่อน โดยนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลให้ตัดสินลงโทษตามความผิด ตามที่ฝ่ายตำรวจดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 3 คดี ผู้ต้องหาได้รับโทษทั้งจำทั้งปรับ โดยเฉพาะหลัง DSI รับคดีมาสอบสวนต่อจากกรมศุลกากรมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงขณะนี้ ยังไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจนถึงที่สุดได้เลย ทั้งที่มีการประกาศรายชื่อบริษัทที่ลักลอบนำเข้า และชื่อนายทุนที่เป็นผู้นำเข้าแล้ว แต่ก็เพียงเรียกมาสอบปากคำแล้วปล่อยตัวไป

“เกษตรกรเกรงว่า ยิ่งปล่อยไว้นานวัน ผู้ต้องหาลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจะรอดจากคดีทั้งหมด เพราะการหาหลักฐานหรือการสอบสวนปากคำต่อจากนี้ไปจะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการหลายรายและน่าจะเชื่อมโยงกัน หลักฐานต่างๆอาจถูกทำลาย ไม่สามารถหาได้ โอกาสที่จะสาวไปถึงนายทุนหรือนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ก็ลดลงด้วย” นายปรีชา กล่าว

ปัจจุบัน DSI รับผิดชอบคดีหมูเถื่อนทั้งหมด 4 กลุ่มคดี ประกอบด้วย 1. คดีหมูเถื่อนตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง 161 ตู้ ซึ่งเป็นกลุ่มดำเนินคดีมีความคืบหน้าที่สุด โดย DSI เตรียมส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาจำนวน 10 บริษัท 2. คดีหมูเถื่อน 2,385 ใบขน หมูเถื่อนถูกนำออกไปกระจายทั่วประเทศแล้ว คดีนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และเตรียมจะพิจารณาเป็นคดีนอกราชอาณาจักร เพื่อเดินทางไปสอบสวนบริษัทต้นทางหมูเถื่อนในประเทศบราซิล (จะทำให้เสียเวลาอีกประมาณ 1 ปี) 3.คดีลักลอบนำเข้าซากสัตว์อื่น หมู วัว และขาไก่ จำนวน 10,000 ตู้ เกี่ยวข้องกับคนสนิทนักการเมือง มีการฟ้องร้องแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้าของคดี และกลุ่มสุดท้ายหมูเถื่อนตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง 17 ตู้ พบมีบริษัทนำเข้าทำผิดกฎหมายเพิ่มเติมอีก 5 บริษัท ซึ่ง DSI คงทำการสอบสวนและส่งสำนวนต่อให้ ป.ป.ช. เช่นกัน

นายปรีชา กล่าวว่า หมูเถื่อนเป็นปัจจัยบ่อนทำลายการเลี้ยงหมูของไทยอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหมูเถื่อนซึ่งเป็นหมูที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย 50% จากประเทศบราซิลและประเทศในสหภาพยุโรป ทะลักเข้ามาและกระจายไปทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 70,000 ตัน กดราคาหมูไทยจนผู้เลี้ยงหมูต้องแบกภาระขาดทุนสะสมจนถึงทุกวันนี้ นานกว่า 12 เดือน ถึงขณะนี้ ราคาหมูหน้าฟาร์มที่ปรับขึ้นมาบ้างแต่ยังไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่ 80-82 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เกษตรกรขายได้จริง 66-70 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น

นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ และ DSI ต้องร่วมมือกันตรวจสอบบริษัทนำเข้าเนื้อสัตว์ที่อยู่ภายใต้เขตปลอดอากร (Free Zone) โดยได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าและขาออก ที่นำสินค้าเข้ามาโรงงานหรือพื้นที่ที่ขออนุญาตไว้ และทำการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมามีการตรวจพบหมูเถื่อนในพื้นที่ Free Zone จำนวนมาก หลังมีบริษัทนำเข้าถูกจับดำเนินคดีนำเข้าซากสัตว์ วัว ขาไก่และหมูเถื่อน จำนวน 10,000 ตู้ รวมถึงท่าเรือคลองเตย ที่ยังไม่เคยมีการตรวจค้น เพราะหากหมูเถื่อนที่ยังตกค้างถูกระบายออกมาจะฉุดราคาหมูในประเทศให้ตกต่ำอีกครั้ง เป็นการเพิ่มปัญหาขาดทุนสะสมของเกษตรกร และทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทย  “เกษตรกรอยากให้ DSI เร่งทำคดีและปราบปรามหมูเถื่อนให้หมดสิ้น นำการผลิตเข้าสู่ภาวะปกติ นำราคาเข้าสู่กลไกตลาดอย่างสมดุล แทนที่จะต้องแบกภาระขาดทุนจนต้องเลิกอาชีพไปจำนวนไม่น้อย หากเป็นแบบนี้ต่อไปจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของคนไทยในอนาคต” นายปรีชา กล่าว

ล่าสุดจากการเปิดตู้สินค้าตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ยังพบหมูเถื่อนอีก 17 ตู้ และอาจจะยังตกค้างอยู่ที่ท่าเรืออื่นๆ ได้ หากหมูเถื่อนถูกลักลอบออกจากท่าเรือไปจำหน่ายในตลาดได้อีก ก็จะสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไม่มีวันจบ

ศึกทนายเดือดระอุ!”ทนายธรรมราช” หอบหลักฐานยื่นเอาผิด “ทนายอนันต์ชัย”

“ทนายธรรมราช” หอบหลักฐานยื่นเอาผิด “ทนายอนันต์ชัย” อ้างดูหมิ่นตำรวจสน.ทองหล่อ เตรียมแจ้งความเพิ่ม “ชาย ใส่หมวกขาว” ต่อว่าตำรวจ 2 มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.67 ที่สน.ทองหล่อ ทนายธรรมราช สาระปัญญา หรือทนายธรรมราช หอบเอกสารหลักฐาน ที่ถอดคำพูดการให้สัมภาษณ์โดยละเอียดของทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม เพื่อกล่าวโทษ จากกรณีสืบเนื่องเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่อาจารย์น้อง 8 ขวบ และครอบครัว รวมถึงตนเองเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา ที่สน. ทองหล่อ และมีเหตุการณ์ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ที่ทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจ จากนั้นก็มีตำรวจไปขอโทษคุณหนุ่ม กรรชัย ซึ่งเข้าใจว่าเป็นกรณีเรื่องการไม่ให้เข้าห้องน้ำ แต่ในวันนั้น ทนายอนันต์ชัย กลับมีการตำหนิตำรวจ ซึ่งส่วนตัวมองว่าแรงไป

แล้ววันต่อมาก็ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง บอกว่าตำรวจสน. ทองหล่ออ่อนหัด ซื่อบื้อบ้างแหละ และสองมาตรฐาน ซึ่งตนเองยังไม่ได้ชี้ชัดว่าถูกหรือผิด แต่มองว่าการกระทำแบบนี้ไม่ควรไปพูดกับตำรวจ เพราะตำรวจปฎิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ตนเองมองว่าเข้าข่ายความผิดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 136

รวมถึงมีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ตำรวจสน.ทองหล่อมีการประกาศตัวบทกฎหมาย พรบ.คุ้มครองเด็ก ตามมาตรา 37 ผ่านเครื่องขยายเสียง โดยมีการกล่าวหาว่าไปข่มขู่สื่อ ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่การขู่ เพียงแต่เป็นการประกาศให้ประชาชนทราบว่ามีข้อกฎหมายตามนี้

นอกจากนี้ ทนายธรรมราช ย้ำว่า วันนี้ตนเองมากล่าวโทษในฐานะประชาชน ไม่ใช่ในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งตนเองสามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าทุกข์ แต่หากตำรวจนายใดต้องการเป็นเจ้าทุกข์ เค้าก็ต้องพิสูจน์ตัวเค้าให้ได้ก่อนว่าถูกกล่าวถึงอย่างไร
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเห็นคลิปดังกล่าวในพื้นที่ใด ทนายธรรมราชอ้างว่า ตนเห็นคลิป ก็เห็นพื้นแถว ๆ นี้ และเขากล่าวถึงที่นี่จึงมาแจ้งความที่สน. นี้ มันเป็นสื่อโซเชียลและความผิดเกิดขึ้นทั่วประเทศจึงมาแจ้งความที่นี่ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง ถึงแม้จะมีข้อพิพาทกับทนายอนันต์ชัยก็ตาม และหากคู่กรณีเห็นว่าตนเองทำไม่ถูกต้องก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้เช่นกัน

ส่วนกรณีที่โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “กู้ศักดิ์ศรีตำรวจไทย ไม่ให้ใครมาหยามหมิ่น” ซึ่งวันนี้จะมากล่าวโทษทนายอนันต์ชัยเพียงคนเดียว เพราะมีหลักฐานชัดเจน แต่ก็อาจจะมีบุคคลอื่นด้วย ที่ไปยืนพูดอยู่หน้าสน. เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า ตำรวจปกป้องคนผิด และ ตำรวจสองมาตรฐาน มองว่าสองคำนี้เข้าข่ายแน่นอน เพราะวันนั้นยังไม่มีคนผิด มีแต่ผู้ต้องหา ที่มารับทราบข้อหา ให้ย้อนดูคลิปก็รู้ว่าเป็นใคร ก่อนจะบอกว่า “วันนั้นได้ยินคนเดียว ใส่หมวกสีขาวอ่ะ” ส่วนจะแจ้งกล่าวโทษเมื่อไหร่ จะดูวันอีกที

อย่างไรก็ตามทนายธรรมราช ยังอัปเดตความคืบหน้าคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สน.ทองหล่อ ว่ามี 2 คดี ที่ตกเป็นผู้ต้องหา ที่มารับมาทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา และคดีที่เป็นผู้เสียหาย กรณีที่แจ้งความว่าถูกคุกคาม ซึ่งคดีนี้ได้สอบคำให้การในส่วนของตนเองเรียบร้อยแล้ว

ส่วนคดีที่ พม.ไต่สวนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปรากฏว่ามีญาติธรรม เป็นห่วงอาจารย์น้องจึงแจ้งความจำนง ที่จะเป็นพยานในคดีนี้นับ 100 คน จากตอนแรกที่ตนเองอ้างพยานไป 4 ปาก ว่าการสอนธรรมะเป็นประโยชน์ ว่ากิจกรรมของอาจารย์น้องไม่ได้ขัดต่อสวัสดิภาพของเด็ก แต่ในทางกลับกัน กิจการหากศาลสั่งให้หยุดกิจกรรมต่างๆ อาจารย์น้องรู้สึกเสียใจ เพราะรับหน้าที่มาสอนธรรมะ จะให้หยุดทำไม

สำหรับกรณีที่มีกลุ่มแอดมินไปยื่นกล่าวโทษสื่อ 4 รายการ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น เป็นการกล่าวโทษ เพื่อเปิดคดี หลังจากนั้นจะมีการนัดพยานวันละ 5 ปาก

โดยทนายธรรมราชยังไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นรายการ หรือ สื่อใดบ้าง โดยอ้างว่า “เป็นสื่อที่ชอบเอาคนโกหกไปออกรายการ” ซึ่งทางเพจก็เคยมีการชี้แจงไปแล้วว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ แต่ยังเอาไปออกรายการซ้ำๆ ยืนยันไม่ได้เป็นการฟ้องมั่ว ฟ้องดะ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่ามองว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร ทนายธรรมราช ย้ำว่า อาจารย์น้องมีการเผยแพร่คลิปมากกว่าพันคลิป ที่มีปัญหาก็เอามาดูว่ามีปัญหาจริงหรือไม่ อันไหนมีปัญหาปรับได้หรือไม่ แต่จะให้สั่งหยุดกิจกรรมไม่ได้ ต้องสู้เต็มที่ หากสำนักพุทธบอกว่ากระทบกระเทือนพระไตรปิฎก เถรวาท ก็ต้องมาดูว่าพฤติการณ์ไหน ไม่ใช่มาดำเนินคดีอย่างเดียว

เมื่อถามว่า หากเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลจะสามารถพิสูจน์อย่างไรว่าอาจารย์น้องเชื่อมจิตได้ ทนายธรรมราช บอกว่า ตนได้พูดคุยกับอาจารย์น้องแล้วว่าอนาคามีพิสูจน์อย่างไร อาจารย์น้องบอกว่าภูมิธรรม ภูมิปัญญาไง จะเอาดีเอ็นเอมาตรวจยังไง พร้อมเปรียบเทียบกับตนเองว่า หากเป็นทนายความที่ไม่มีเอกสารให้ดู ตนเองก็ จะตอบว่า “ก็ความรู้ไง ผมก็จะบอกข้อกฎหมายไง”

จบเกม!ทลาย 2 เว็บไซต์แก๊งมังกรเปิดแทงบอลยูโรยึดทรัพย์กว่า 287 ล.

ตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพชร รรท.ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการกระทำผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 หรือ UEFA EURO 2024 ซึ่ง พล.ต.ท.อัครเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศเร่งดำเนินการ และตำรวจไซเบอร์เองได้ปฏิบัติการอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดพร้อมทั้งขยายผลเพื่อจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้ทั้งขบวนการ

เมื่อวัน 21 มิ.ย.67 ณ อาคารสัมมนาและฝึกอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เมืองทองธานี) นำโดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. /ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 บช.สอท., พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ปฏิบัติการ SHUTDOWN EURO BET บุกทลาย 2 เว็บแทงบอลยูโรรายใหญ่ รวบแก๊งชาวจีนตัวการพร้อมเครือข่ายยึดทรัพย์รวมกว่า 287 ล้านบาท

สืบเนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 หรือ UEFA EURO 2024 พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบเล่นพนันทายผลฟุตบอลอย่างเข้มข้น จนกระทั่งพบเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับเว็บไซต์รับทายผลพนันฟุตบอลออนไลน์ ซึ่ง พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รอง ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3, พ.ต.อ.สรกฤช พันธ์ศรี ผกก.3 บก.สอท.3 และ ว่าที่ พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจออกสืบสวนเครือข่ายดังกล่าว จนพบข้อมูลเว็บพนันผลฟุตบอล จำนวน 2 เว็บไซต์ ได้แก่ เว็บไซต์ wm88 vip และ เว็บไซต์ x-stand com จากการวิเคราะห์เส้นทางการเงินของทั้ง 2 เครือข่าย ซึ่งมีเงินหมุนเวียนในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.2567 ถึง 1,400 ล้านบาท

ต่อมาตำรวจไซเบอร์ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขอศาลอาญาออกหมายค้นและหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดได้ทั้งขบวนการ จำนวน 64 ราย แบ่งเป็น
– กลุ่มผู้ต้องหาทำหน้าที่บัญชีรับโอนเงิน จำนวน 11 ราย
– กลุ่มผู้ต้องหาทำหน้าที่บัญชีพักเงิน หมุนเวียน จำนวน 37 ราย
– กลุ่มผู้ต้องหาทำหน้าที่บัญชีซื้อขายเหรียญ จำนวน 6 ราย
– กลุ่มผู้ต้องหาทำหน้าที่ผู้ทำหน้าที่กดเงิน จำนวน 4 ราย
– กลุ่มผู้ต้องหาชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์ (จีน 5 ราย/กัมพูชา 1 ราย) จำนวน 6 ราย

กระทั่ง พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้นำกำลังตำรวจไซเบอร์พร้อมหมายค้นเข้าตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่ กทม. จำนวน 2 จุด สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินทั้งหมด รวมมูลค่าประมาณ 287,396,713 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

จุดที่ 1 ตรวจค้นบ้านเลขที่ 333/3 ในหมู่บ้านหรูย่านทองหล่อ ซอยแสงทอง แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. สามารถตรวจยึดและอายัดของกลาง รวมมูลค่าประมาณ 264,816,982 บาท ได้แก่
1. โฉนดห้องชุด พบภายในตู้เสื้อผ้า จำนวน 6 ฉบับ มูลค่ารวม 33,874,110 บาท
2. โฉนดห้องชุด พบภายในตู้เซฟ จำนวน 5 ฉบับ มูลค่ารวม 17,124,300 บาท
3. ธนบัตรไทย รวมจำนวน 13,830,000 บาท
4. ธนบัตรดอลลาร์ รวมจำนวน 3,200 ดอลลาร์
5. ธนบัตรจีน รวมจำนวน 25,400 หยวน
6. รถยนต์ Bentley มูลค่าประมาณ 20,000,000 บาท
7. รถยนต์ Mercedes-Benz มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท
8. รถยนต์ GWM Tank 500 มูลค่าประมาณ 2 ล้าน
9. อายัดเงินฝากในบัญชี จำนวน 86,749,572 บาท
10. สัญญาซื้อขายบ้านหรู ราคาประมาณ 88,000,000 บาท

จุดที่ 2 ตรวจค้นห้องพักภายในคอนโดหรู ย่านพร้อมพงษ์ ซอยสุขุมวิท 39 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.สามารถตรวจยึดและอายัดของกลาง รวมมูลค่าประมาณ 22,580,000 บาท ได้แก่
1. รถยนต์ Toyota Alphard จำนวน 5 คัน มูลค่าประมาณ 20,000,000 บาท
2 .ธนบัตรไทย มูลค่า 2,260,000 ล้านบาท
3. ธนบัตรต่างประเทศ มูลค่า 50,000 บาท
4. คอมพิวเตอร์ mac pro มูลค่า 50,000 บาท
5. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 8 เครื่อง 200,000บาท
6. รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน มูลค่า 20,000 บาท

นอกจากนี้ ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับซึ่งเป็นกลุ่มตัวการรับผลประโยชน์ และกลุ่มที่ทำหน้าที่บริหารเงินของเว็บพนันออนไลน์ ได้จำนวน 7 ราย ดังนี้
1) Mr.XIANG ZHANG อายุ 42 ปี สัญชาติจีน (ผู้รับผลประโยชน์)
2) Mrs.HUIQING ZHANG อายุ 37 ปี สัญชาติจีน (ผู้รับผลประโยชน์)
3) MR.JUN XIA อายุ 36 ปี สัญชาติจีน (ผู้บริหารการเงิน/ฟอกเงิน)
4) นายโชคชัย อายุ 29 ปี (ทำหน้าที่กดเงินสด)
5) นายภูมิ อายุ 46 ปี (ทำหน้าที่กดเงินสด)
6) นายจตุรงค์ อายุ 29 ปี (ทำหน้าที่กดเงินสด)
7) นายภูเบศ อายุ 27 ปี (ทำหน้าที่กดเงินสด)

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขยายผลและจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปศุสัตว์นครราชสีมาผนึกซีพีเอฟ เปิดตัว “โครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย”

ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดตัว “โครงการสัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย ครั้ง 1/2567” เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในพื้นที่และชุมชน เป็นการป้องกันและเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ปีกเชิงรุก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาด ให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ทำให้ได้วัตถุดิบเนื้อสัตว์ปลอดโรคและอาหารปลอดภัย

 โครงการนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับธุรกิจของซีพีเอฟ ประกอบด้วย ธุรกิจไก่กระทง ธุรกิจไก่พ่อ-แม่พันธุ์ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ สายธุรกิจไก่เนื้อ1 และฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จักราช โดยเปิดตัวกิจกรรมวานนี้ (18 มิถุนายน 2567) ที่พื้นที่ตำบลสารภี อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา โดยมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 250 คน

นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กิจกรรมในวันนี้ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมาและซีพีเอฟ นำเจ้าหน้าที่และสัตวแพทย์ลงพื้นที่ร่วมให้ความรู้เรื่องโรคระบาดของสัตว์ พร้อมสาธิตการผสมวัคซีนและการให้วัคซีนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกกับเกษตรกรในจังหวัด เพื่อให้ประชาชนที่รับมอบวัคซีนจากปศุสัตว์สามารถนำวัคซีนไปใช้ป้องกันโรคกับไก่ภายในครัวเรือนได้เอง เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อในสัตว์ปีกเกิดขึ้นในพื้นที่ทั้งในส่วนของฟาร์มไก่และไก่พื้นบ้านของประชาชน

 โดยกิจกรรมเริ่มต้นที่อำเภอหนองบุญมาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์ปีกมากที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา มีฟาร์มในพื้นที่ 6 แห่ง และมีการส่งสัตว์ปีกออกสู่ตลาดต่อรุ่นมากกว่า 7.5 ล้านตัวต่อปี นอกจากนี้ยังมีไก่พื้นเมืองที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้กว่า 1 แสนตัว ดังนั้นการสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้เกษตรกรลดความเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิต และสร้างความมั่นใจในการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกแก่ผู้บริโภคว่าได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพปลอดภัยปราศจากโรค

 ด้าน นายสาคร ทวรรณกุล รองผู้อำนวยการด้านการผลิตไก่กระทง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้ริเริ่มโครงการ “สัตว์ปลอดโรค อาหารปลอดภัย” ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด เพื่อป้องกันโรคระบาดที่เกิดขึ้นในสัตว์และให้ความรู้กับประชาชนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก โดย ซีพีเอฟ ได้ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์ปีกในชุมชนรอบฟาร์มทุกปีเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปีแล้ว และจะขยายไปในทุกพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา โดยในปีนี้มีเป้าหมายการฉีดวัคซีนในไก่พื้นเมืองให้ได้ รวม 40,000 ตัว

 “ซีพีเอฟในฐานะผู้ผลิตอาหารให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของอาหารและการป้องกันโรคเพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อนเกิดขึ้นในอาหาร การให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการกับชุมชนรอบโรงงานและฟาร์มของบริษัทฯ เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่บริษัทยึดมั่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของอาหารปลอดภัย สัตว์ปลอดโรค โดยการป้องกันโรคสัตว์ และการฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยง เพื่อยกระดับการบริโภคให้ถูกต้องตามหลักอนามัยและสุขภาพที่ดี และยังเป็นการลดความเสี่ยงและลดโอกาสในการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีกและป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มของบริษัทฯ” นายสาคร กล่าว  

 ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความปลอดภัยทางอาหารและมีนโยบายส่งเสริมให้คนในชุมชนและผู้บริโภค รับทราบถึงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์อย่างปลอดภัย โดยปัญหาด้านโรคที่เกิดจากสัตว์เลี้ยงในชุมชนเป็นปัญหาที่หน่วยงานราชการและประชาชนต้องร่วมกันเฝ้าระวัง เพราะโรคที่เกิดจากสัตว์หากเกิดการระบาดขึ้นจะเป็นปัญหาระดับประเทศได้ สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อภาคปศุสัตว์ไทย ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ ที่เป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ชั้นนำ การรณรงค์การป้องกันโรคอย่างถูกวิธี จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน เกษตรกร และประเทศในอนาคต

 บริษัทยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ คือประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท สำหรับโครงการดังกล่าวฯ บริษัทฯ ช่วยดูแลชุมชนในพื้นที่ และประชาชนได้นำความรู้กลับไปปรับปรุงและป้องกันสัตว์เลี้ยง และสภาพแวดล้อมของชุมชนให้ดีขึ้น เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการสร้างความปลอดภัยทางอาหารของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้ ซึ่งถือเป็นการตอบแทนคุณของแผ่นดินตามปรัชาสู่ความยั่งยืน

ชาวเมืองสองแควต่อแถวยาวเฟื้อยรอซื้อลอดช่องสิงค์โปร์จากร้านยายจ๋า

ที่บริเวณริมกำแพงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร(วัดใหญ่) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ประชาชนชาวพิษณุโลกนับร้อยคนมาจองคิว ต่อแถวยืนรอซื้อลอดช่องสิงค์โปรจากร้านยายจ๋า ลอดช่องสิงค์โปรใบเตยเส้นสด ที่กำลังโด่งดังในโซเชียลมีเดียอยู่ในขณะนี้ เพราะความอร่อยไม่เหมือนใคร และปริมาณเยอะจุใจ ในราคาเพียงแก้วละ 40 บาท จึงทำให้มีคนรอลิ้มรสความอร่อยทั้งลูกค้าเก่าที่ติดใจ และลูกค้าใหม่ที่อยากลองชิม

น.ส.ชญานิศา ภัทรวรรณเวช ลูกค้าคิวแรกของวันนี้ บอกว่า เห็นคนรีวิวในโซเชียลมีเดีย จึงมาจองคิวตั้งแต่ยังไม่ 5 โมงเย็น เพียงแป๊บเดียวเท่านั้น คนก็มาต่อคิวกันเยอะมาก จนถึงเวลา 18.30 น.แถวยาวนับร้อยคนเห็นจะได้ วันนี้อยากจะชิมว่า จะอร่อยสมคำร่ำลือหรือไม่ ดีใจมาไว ได้คิวแรกเลย

ด้าน น.ส.ฐิติรัตน์ ไชยสิน นักเรียนบอกว่า แวะมาต่อคิวอุดหนุนลอดช่องสิงค์โปรร้านนี้เพราะรสชาตอร่อย เพราะเป็นเส้นสดหนึบ น้ำกะทิหอม หวาน มัน วันนี้มาตอน 5 โมง ก็คิวเริ่มยาวแล้ว แต่ของอร่อยนานแค่ไหนก็รอได้

อย่างไรก็ตาม พอช่วงเวลาประมาณ 18.30 น.ทันทีที่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ของร้านยายจ๋าลอดช่องสิงค์โปรใบเตยเส้นสด ขับมาถึง ลูกค้าที่ต่อคิวรอนับร้อยก็เริ่มดีใจเพราะจะได้ลิ้มรสความอร่อยแล้ว วันนี้เป็นลูกสาวและลูกสะใภ้เป็นคนออกมาตั้งร้านเพราะว่าตัวยายจ๋า หรือนางอารีวรรณ์ นครไทยภูมิ อายุ 60 ปี เจ้าของร้านนั้น กำลังง่วนอยู่กับการต้มเส้นลอดช่องสิงค์โปร ก่อนจะตามมาสมทบในช่วงค่ำๆ

น.ส.รัติยา ช่างเหล็ก อายุ 26 ปี ลูกสะใภ้ของยายจ๋า เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนแม่สามีมาขายลอดช่องสิงค์โปรเส้นสด อยู่ตรงข้างวัดใหญ่ในช่วงค่ำๆ ส่วนตอนเช้าจะไปขายอีกแห่งหนึ่ง แต่ขายไม่ค่อยได้ต่อเนื่องเพราะมีปัญหาสุขภาพ เมื่อก่อนแม่ทำขายคนเดียว คนอื่นในครอบครัวแยกย้ายกันไปทำงาน จนเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว มีลูกค้าถ่ายคลิปรีวิวให้ พอวันรุ่งขึ้นตกใจมากเพราะคนมารอซื้อเยอะมากๆ จนแม่ทำคนเดียวไม่ไหว คนในครอบครัวต้องมาช่วยทำ ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาขายดีมาก จากเดิมแม่ทำเส้นลอดช่องขายวันละประมาณ 4-5 กิโลกรัม บางวันขายไม่หมดก็ต้องทิ้งเส้น แต่ช่วง 1 สัปดาห์มานี้ ใช้เส้นลอดช่องเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6 เท่าตัว หรือประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อวัน จนตนต้องออกมาตั้งร้านเองกับพี่สาว ส่วนแม่จะลวกเส้นอยู่ที่บ้าน แล้วจึงตามมาสมทบตอนค่ำๆ

ทั้งนี้ เฉลี่ยต่อวันช่วงนี้ลูกค้ามาอุดหนุนลอดช่องสิงค์โปรเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 400 แก้ว (แก้วขนาด 22 ออนซ์) บางวันพุ่งไปถึง 500 กว่าแก้ว เรียกได้ว่าขายเท่าที่แม่มีแรงลวกเส้นลอดช่องสิงค์โปร ความแตกต่างของลอดช่องสิงค์โปรใบเตยเส้นสดของแม่คือจะใช้แป้งที่ทำเส้นลอดช่องไม่เหมือนที่อื่น และใช้การลวกเส้นสด เหมือนขนมจีน จึงได้เส้นลอดช่องที่ นุ่ม เหนียว หนึบ รวมถึงทับทิมกรอบก็ทำเอง ส่วนทีเด็ดอยู่ที่น้ำกะทิที่เข้มข้น หวาน มัน หอม อย่างลงตัว เมนูที่ร้านจะขายลอดช่องสิงค์โปร และเมนูลอดช่องรวมมิตร ที่จะใส่ขนุน และโรยหน้าด้วยทับทิมกรอบ ราคาขายก็เพียงแก้วละ 40 บาท เท่านั้นขนาดแก้ว 22 ออนซ์เยอะจุใจ

หากใครอยากมารอชิมความอร่อย ของลอดช่องสิงค์โปรจากร้านยายจ๋าลอดช่องสิงค์โปรใบเตยเส้นสด (ริมรั้ววัดใหญ่เยื้องๆกับโรงเรียนจ่าการบุญ) ก็สามารถมาอุดหนุนกันได้ แต่ช่วงนี้คนอาจจะเยอะหน่อย มาต่อคิวกันตั้งแต่ช่วง 5 โมงเย็น ร้านจะออกมาประมาณ 18.30 น. ขายยาวๆ ไปจนถึงของหมดไม่มีขาย หรือช่วงประมาณเที่ยงคืน ขายทุกวันไม่มีวันหยุด

ข่าว/ภาพ : นายชินวัฒน์  สิงหะ ผู้สื่อข่าวจังหวัดพิษณุโลก

เปิดปฏิบัติการ “กวาดบ้าน ให้ ส.ป.ก. คืนความเป็นธรรมให้เกษตรกร”

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงาน ป.ป.ช. ภายใต้การอำนวยการของ นายนิวัติชัย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายศรชัย ชูวิเชียร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ นายสุขสันต์ ประสาระเอ ผู้อำนวยการ สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ มอบหมายให้ นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 และเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนฯ

สำนักงาน ป.ป.ท. ภายใต้การอำนวยการของ นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ป.ป.ท. และ นายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการฯ มอบหมายให้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้อำนวยการกองปราบการทุจริตในภาครัฐ 2 และ พ.ต.ท.สราวุธ คำเหลือง ผู้อำนวยการกองอำนวยการต่อต้านการทุจริต โดยร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย

โดยกล่าวหาว่า “เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” (ป.อาญา ม.151,157,172,83 และ พ.ร.ป.ปปช.มาตรา 172)

พฤติการณ์ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้ทำการสืบสวน กรณี

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.66 ได้มีผู้กล่าวหา ได้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. จังหวัดนครราชสีมา ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากการปล่อยปะละเลยให้โรงงานแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นเหตุให้ทรัพยากรบริเวณดังกล่าวเสียหาย

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นบ่อน้ำ และมีน้ำเสียปะปนอยู่

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดพบว่าโรงงานดังกล่าวครอบครองที่ดินของ ส.ป.ก. โดยมิชอบ ตั้งแต่ปี 2521 และได้ทำการขุดบ่อปล่อยน้ำเสียจากโรงงานลงในที่ดินของ ส.ป.ก. มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

เมื่อทำการสอบสวนเพิ่มเติม พบว่ามีการฉ้อฉล ปลอมเอกสารสิทธิ์ เร่งรัดดำเนินการการออกหนังสืออนุญาตให้ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) บริเวณดังกล่าวให้กับประชาชนจำนวน 13 ราย เพื่อให้ได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินสามารถถือครองที่ดินแทนบริษัทในลักษณะเป็นนอมินี

โดยระบุว่ารับกระจายสิทธิมาจากโรงงานอุตสาหกรรมนี้ เพื่อเลี้ยงปลา และเพาะเลี้ยงสาหร่าย ซึ่งโดยสภาพพื้นที่ไม่อาจอนุญาตให้ประชาชนเข้าทำการเกษตรได้

ซึ่งการกระทำนี้ ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าพนักงานสังกัด ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา และการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. อันทุจริตนี้ เป็นเหตุให้ที่ดินของ ส.ป.ก. เสียหายกว่า 600 ไร่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย และขอหมายค้น จำนวน 14 จุด

จนวันนี้ บก.ปปป.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และได้รับการประสานงานจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษา ได้วางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหา และเข้าค้นจุดต้องสงสัย พร้อมกัน 14 จุด ในเขตพื้นที่ จ.นครราชสีมา อุดรธานี และกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษาฯ เป็นผู้ประสานงานกับเลขาธิการ ส.ป.ก. สนับสนุนข้อมูลที่เป็นประโยชน์จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา และนำมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาทุกรายยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา