ชูไทยเป็นเศรษฐกิจ จัดแสดงสินค้านวัตกรรมด้านของใช้ในโรงแรมจากจีน ดีเดย์ 18-20 ก.ค.นี้

“ไทย จีน ฟัลคัม” เตรียมจัดงานแสดงสิน+ค้า Furniture-Hotel Supplyies-Building Fair ครั้งที่ 1 ณ ศูนย์การแสดงสินค้า เดอะ บาซาร์ รัชดาภิเษก ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2567


ด้านไพโรจน์ ทุ่งทอง เผยภายในงานมีสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมและอื่นๆมากกว่า 1,000 รายการ จากผู้ผลิตในประเทศจีนกว่า 2,000 ราย ในราคาจากโรงงาน พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค เปิดช่องให้คนทั่วโลกมาชมงาน คาดมีผู้เข้าชมงานกว่าวันละ 3,500 คน เม็ดเงินสะพัดกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อม “จัดกลับ” นำสินค้ากลุ่มอาหารและโอทอปของไทยไปแสดงโชว์ในมณฑลหูหนาน ประเทศจีน

นายไพโรจน์ ทุ่งทอง ประธานกรรมการบริหาร บจก. ไทย จีน ฟัลครัม และ บจก สวนลุมไนท์ บาซาร์ รัชดาภิเษก เปิดเผยว่าบริษัทฯมีแผนจะจัดงานมหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม (Furniture-Hotel Supplyies-Building Fair) ครั้งที่ 1 ที่ศูนย์การแสดงสินค้า เดอะบาซาร์ รัชดาภิเษก ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2567 โดยมีสินค้ามากกว่า 1,000 รายการ จากผู้ผลิตในประเทศจีนกว่า 2,000 ราย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้เข้าถึงสินค้าและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในราคาที่เหมาะสม โดยเป็นราคาเดียวกับที่จำหน่ายในประเทศจีนบวกค่าขนส่งมายังประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยได้รับสินค้าที่มีมาตรฐานคุณภาพ มีความทันสมัย และสะดวกในการใช้งาน

เป็นโอกาสที่ดีที่ไทยเราจะเป็นตัวกลางในเชื่อมประสานระหว่างตัวสินค้าและความต้องการใช้ ซึ่งการจัดงานมหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรมครั้งแรกนี้ จะเป็นเวทีกลางให้ผู้ประกอบด้านโรงแรม รีสอร์ท ภัตตาคาร ร้านอาหารและธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้เข้ามาชมและรับทราบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในวันข้างหน้า ซึ่งหลังจากจัดงานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคมแล้ว บริษัทฯยังจะ Stand by จัดแสดงสินค้าต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะนักธรุกิจโรงแรม สถาปนิก มันฑนากร และผู้เกี่ยวข้อง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เข้ามาชม มาหาข้อมูล รวมถึงมาเจรจาติดต่อค้าขายในช่วงเวลาดังกล่าวต่อไป

งานนี้จะช่วยยกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการจำหน่ายสินค้าในกลุ่มนี้ สามารถจะส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เมียนมา ลาว กัมพูชาได้ รวมถึงยังเปิดโอกาสให้นักธุกิจจากสหรัฐอเมริการและยุโรปได้มามาชมและสั่งซื้อสินค้าได้อีก ทั้งนี้บริษัทฯตั้งเป้าหมายว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายเข้าชมงานไม่น้อยกว่าวันละ 3,500 คน และมีการใช้จ่ายตลอด 3 วัน ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนจะจัดงานแสดงสินค้าจากประเทศจีนตลอดทั้งปี ในคอนเซ็ปท์ที่แตกต่างกันทุกเดือน รวม 12 ครั้ง และหวังจะใช้ประเทศไทยเป็นเซ็นเตอร์กระจายสินค้าไปทั่วโลก โดยมีสินค้าจีนเป็นผู้นำและสินค้าไทยเป็นผู้ตาม เนื่องจากสินค้าจีนในทุกวันนี้มีมาตรฐานคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิตที่สูง แต่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ การจัดงาน Furniture-Hotel Supplyies-Building Fair ครั้งที่ 1 ทางผู้จัดงานได้เตรียมที่จอดรถรองรับกว่า 1,200 คัน หรือจะเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) หรือรถไฟฟ้าสายสีเหลือง 

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากภัณฑิล จงจิตรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์, ดร.มานิต เอื้อทวีกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทย ไชน่าซิตี้ และกลุ่มบริษัทในเครือ ซิตี้ คอมเพล็กซ์ ประตูน้ำ, ปรียาวรรณ คำอยู่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามวันใหม่อินเตอร์เทรด และสุรชัย วิเศษโสภา นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชน (ประเทศไทย) ฯลฯ เข้าร่วมงานด้วย

พพ. ปลื้ม 2 นวัตกรรมไทย ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน

คณะผู้บริหารกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน นำโดย  นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน, นายนันทนิษฎ์   วงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน และนายอาวุธ  เครือเขื่อนเพชร พร้อมทีมงาน   เยี่ยมชม Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon และสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมบรรยายหัวข้อ “ เรื่อง  Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response 

 นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กล่าวถึง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon ถือเป็นนวัตกรรมของ   คนไทยตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพราะปัจจุบันเรื่องพลังงานถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายให้คนไทยมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ลดการนำเข้าพลังงาน หม้อแปลงดังกล่าวจึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการที่จะพลิกโฉมประเทศ   สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า เน้นการเติบโตที่สมดุล ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สร้างพลวัตใหม่ให้แก่เศรษฐกิจ ยังช่วยลดการใช้พลังงาน ลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน ลดเรือนกระจก และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด 

 ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้แทนพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าว ได้รับเกียรติบรรยายเรื่อง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้ร่วมวิจัยและได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง   Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage 

 ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ภายใต้โครงการ “Low Carbon Transformerระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy” ซึ่งจากการดำเนินงานพบว่าหม้อแปลงที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่กล่าวในข้างต้น ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม Smart Factory, Smart Building ในด้าน Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา  2 – 5  ปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด 

 นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าว ขอขอบพระคุณ ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  โดยหม้อแปลงดังกล่าว ตอบโจทย์การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ของภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอาคารสถานที่ ที่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 9% และลดคาร์บอนมากกว่า 100 ล้านตันคาร์บอน คืนทุนภายใน 2-5 ปี เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน เพื่อผลัดดันการเปลี่ยนผ่านไป สู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องประกาศนโยบายการลดคาร์บอน โดยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางของแผนลดก๊าซคาร์บอนในปี 2575 จะเห็นภาพการใช้พลังงานทั้งด้านอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญกับการ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ดังนั้น หม้อแปลงที่กล่าวข้างต้นจึงตอบโจทย์ทุกหน่วยงาน ภาครัฐ, เอกชน และภาคอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและลดคาร์บอน

เชิญช้อปบัตรบุฟเฟต์สุดคุ้มช่วงงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70

โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ขอเชิญชวนทุกท่านพบโปรโมชั่นสุดคุ้ม กับคูปองราคาพิเศษมากมายหลากหลายความอร่อย ไม่ว่าจะเป็น

•บุฟเฟต์นานาชาติรวมซีฟู้ดและซูชิพรีเมียม มื้อเย็น ทั้งฟัวกราส์ วากิว กุ้งแม่น้ำ หอยนางรม ฯลฯ ราคาใบละ 999 บาท (ปกติ 1,700 บาท)

•บุฟเฟต์ติ่มซำ มื้อกลางวัน รวมออเดิร์ฟ ผัดผัก ซุป จานหลัก ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ราคาใบละ 850 บาท (ปกติ 1,300 บาท)

ช่วงงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 ระหว่างวันที่ 27 -28 มิถุนายน 2567 เวลา 08.00 – 18.00 น. ซื้อได้ที่ทุกห้องอาหารของโรงแรม และ Line Shopping : The Emerald Hotel คูปองมีอายุถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2567


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 หรือไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldhotel

วันสุดท้าย ผู้แสวงบุญฝ่าอากาศร้อนระอุประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุฯ

ผู้แสวงบุญฝ่าอากาศร้อนจัด ประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบียในวันสุดท้าย โดยในปีนี้มีผู้แสวงบุญจากทั่วโลกเดินทางไปร่วมพิธีมากถึง 1.8 ล้านคน

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ผู้แสวงบุญชาวมุสลิมใช้เวลาช่วงเช้าตรู่ ร่วมกันขว้างหินใส่เสาหิน 3 ต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนปิศาจ ที่เมืองมีนา ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย ในวันจันทร์ ซึ่งเป็นการประกอบพิธีวันที่สอง ก่อนที่จะมีการขว้างหินครั้งที่ 3 ในวันนี้ และเป็นการปิดท้ายพิธีฮัจญ์ในวันสุดท้าย ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ก่อนวันอำลาเฏาะวาฟ หรือการเดินวงกลมรอบหินกะอ์บะฮ์ รูปทรงลูกบาศก์ในนครเมกกะ

ศูนย์มาตรวิทยาแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ในปีนี้พิธีฮัจญ์จัดขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศร้อนอบอ้าวของฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 49 องศาเซลเซียส ทั้งในบริเวณนครเมกกะ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในและรอบๆ เมือง ตามรายงานของศูนย์มาตรวิทยาแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย โดยมีเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความปลอดภัย และหน่วยแพทย์ ถูกส่งไปประจำการทั้งในและรอบๆ เมืองมีนา โดยเฉพาะบนถนนและพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อช่วยเหลือผู้แสวงบุญ

ทางด้าน กระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ผู้แสวงบุญมากกว่า 2,760 ราย ล้มป่วยจากโรคลมแดด และความเครียดจากความร้อนในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการปาหินรอบแรก ขณะที่ทางการจอร์แดนเปิดเผยว่า ผู้แสวงบุญชาวจอร์แดนเสียชีวิต 14 ศพจากโรคลมแดดระหว่างพิธีฮัจญ์

ทั้งนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า ชาวมุสลิมมากกว่า 1.83 ล้านคนเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในนี้ปี น้อยกว่าตัวเลข 1.84 ล้านคนในปีที่แล้วเล็กน้อย โดยการประกอบพิธีฮัจญ์ส่วนใหญ่เป็นการรำลึกถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์กุรอาน และการแสวงบุญฮัจญ์เป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมทุกคนจะต้องประกอบพิธีฮัจญ์ 5 วัน อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต หากพวกเขามีความพร้อมทั้งทางร่างกายและการเงิน

ทลาย 2 เครือข่ายผลิต จำหน่าย และนำเข้า ยา สัตว์เถื่อน กว่า 48 ล้าน

ทลาย 2 เครือข่ายผลิต จำหน่าย และนำเข้า ยา สัตว์เถื่อน ที่ผิดกฎหมาย ส่งผลอันตรายและผลกระทบต่อสัตว์ มูลค่ากว่า 48 ล้านบาท

วันนี้ (18 มิ.ย 67) ที่ ชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม ตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ. และ นายกองตรี ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ร่วม แถลงข่าว ผลการปฏิบัติ กรณี ทลายเครือข่ายผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และนำเข้ายาสัตว์เถื่อน ในพื้นที่ จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร ตรวจยึดของกลางจำนวน 214,894 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 84 ล้านบาท

สืบเนื่องจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย ) ให้ทำการตรวจสอบการลักลอบผลิตยาสัตว์เถื่อน สถานที่เก็บ และ จำหน่ายยาสัตว์เถื่อน ซึ่งหากนำมาใช้กับสัตว์อาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้มีอายุขัยเฉลี่ยน้อยลงกว่าวัยอันควร เกิดภาวะช็อก หมดสติ หรือเสียชีวิต อีกทั้งแม้ยาดังกล่าวไม่มีผลโดยตรงกับมนุษย์แต่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้

ซึ่งเมื่อประมาณ เดือนเมษายน 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้กวาดล้างแหล่งผลิตและจำหน่ายยาหยอดเห็บหมัดเถื่อนตรวจยึดของกลาง กว่า 40,450 ชิ้น ตามท้องตลาด จึงเป็นที่มาของการระดมกวาดล้างเครือข่ายผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายและผู้นำเข้าจากต่างประเทศในครั้งนี้จำนวน 2 เครือข่าย จากการสืบสวนพบว่ากลุ่ม เครือข่ายดังกล่าว เป็นกลุ่มเครือข่ายที่เคยถูก เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ.ร่วมกับ อย. ดำเนินคดีมาแล้วเมื่อปี พ.ศ.2563 กรณีคดีนักวิ่งถูกวางยา ยาไซชาซีน ที่ใช้กลุ่มสัตว์ในน้ำดื่ม

ขณะที่ไปวิ่งที่สวนสาธารณะพื้นที่ จังหวัดนนทบุรี แต่การสืบสวนยังพบ การลักลอบผลิตจำหน่ายมาอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ อย. ได้ประสานข้อมูลและเฝ้าระวังร่วมกันมาโดยตลอดโดยพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้น อำเภอกำแพงแสน โดยเมื่อผลิตเสร็จแล้วสินค้าจะถูกนำไปจำหน่ายในพื้นที่ และกระจายตามร้านเพ็ทช็อป และผ่านช่องทางออนไลน์ไปทั่วประเทศประเทศ

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด พระราชบัญญัติ ยา พ.ศ. 2510 กรณีพบการลักลอบตั้งโรงงานผลิตผลิตยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโรงงานเถื่อน มีความผิด ผลิตยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งถ้าผลิตยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณียารับประทานสำหรับสัตว์ ผู้จำหน่ายจะมีความผิดขายยาขึ้นทะเบียนตำรับยาระหว่างโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 5000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการโฆษณาขายยาทางออนไลน์ มีความผิดฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับ อนุมัติข้อความ เสียง หรือภาพจากผู้อนุญาต ฝ่าฝืนมาตรา 88 ทวิ โทษ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ. กล่าวว่า ผู้ผลิตและขายยาจะต้อง ขออนุญาตให้ถูกต้องเพื่อเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าอย่าผลิตมาสู่ท้องตลาด มีมาตรฐาน และรักษาโรคได้จริง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์ทุกชนิดที่ใช้ยารักษาสัตว์

เปิดน้ำตกปิตุ๊โกร “หัวใจแห่งผืนป่าอุ้มผาง” แผ่นดินดอยลอยฟ้า

นายอำเภออุ้มผาง เปิดน้ำตกปิตุ๊โกร (เปรโต๊ะหลอซู,น้ำตกรูปหัวใจ) “หัวใจแห่งผืนป่าอุ้มผาง” แผ่นดินดอยลอยฟ้า

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก นายสเดชชัย สุวรรณจันทร์ “นายกต้อน” พร้อมด้วยปลัดอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) นายกเทศมนตรีฯ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) สมาชิกสภาท้องถื่น ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภออุ้มผาง เดินทางมาเปิดน้ำตกปิตุ๊โกร (เปรโต๊ะหลอซู,น้ำตกรูปหัวใจ) “หัวใจแห่งผืนป่าอุ้มผาง” อ.อุ้มผาง แผ่นดินดอยลอยฟ้า บนถนนลอยฟ้า 1,219 โค้ง

นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง ขอชวนเชิญนักท่องเที่ยว ในพื้นที่ รวมทั้งจากต่างจังหวัดและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มาท่วเที่ยว ที่น้ำตกปิตุโก ซึ่งเปิด ในวันนี้ (17 มิ.ย.2566) มาตามหาหัวใจ มาตามหาความรักที่เปรโต๊ะหลอซู,น้ำตกรูปหัวใจ

รายงานข่าวแจ้งว่า น้ำตกปิตุ๊โกร หรือ น้ำตกรูปหัวใจ ตั้งอยู่กลางผืนป่าตะวันตกในเขต อ.อุ้มผาง จ.ตาก น้ำตกแห่งนี้มีความสูงกว่า 500 เมตร รูปร่างของน้ำตกจะมีขนาดใหญ่เเละจะมีสายน้ำไหลผ่านเเบ่งสองฝั่งมาบรรจบตรงปลาย จนทำให้เรามองรูปหัวใจได้อย่างชัดเจน เชื่อเเล้วว่า หากมาพิชิตที่นี้ต้องอดทนกับการนั่งรถอย่างมาก ซึ่งในการไปพิชิตน้ำตกนั้น เราจะต้องนั่งรถจากคำสิงห์โฮมสเตย์ไปยังจุดเริ่มเดินอีก 2 ชั่วโมง จากนั้นถึงจะเริ่มเดินได้ เส้นทางการเดินเท้าที่นี้นั้นเดินไม่ยาก ระยะทางจากจุดเดินไปยังเเคมป์ประมาณ 5 กิโล เเละจากเเคมป์ไปยังน้ำตกประมาณ 1 กิโลเศษ ๆ หรือใช้เวลาในการเดินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

ทหารพราน 35.พบสื่อมวลชนชายแดนแม่สอดเพื่อสร้าความเข้าใจร่วมกันด้านการข่าว

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567. พ.อ.องอาจ สัมพันธ์ “ผู้การเอ” ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน ที่35.(ฉก.ทพ.35)ได้เชิญสื่อมวลชนชายแดน ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  เข้ามาพบปะสังสรรค์รับประทานอาหารร่วมกันและแนะนำตัว  เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน ที่35 กับสื่อมวลชนชายแดน   เพื่อสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกันด้านการข่าว และ การประชาสัมพันธ์ เป็นการประสานความเข้าใจประสานงานระหว่างนักข่าว สื่อมวลชนกับทหาร

โดย พ.อ.องอาจ สัมพันธ์ “ผู้การเอ” ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน ที่35.(ฉก.ทพ.35)ได้ ให้ความสำคัญกับสื่อมวลชน เพื่อประสานความร่วมมือในการทำงาน โดยจะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ อย่างต่อเนื่่องโดยหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพราน 35. จะมีการพบปะสานความสัมพันธ์กับสื่อมวลชน เป็นการสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานร่วมกัน

โดยมีการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการข่าว เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นใก้ลชิด  ระหว่างทหารพรานกับนักข่าว สื่อมวลชน  เพื่อสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกันด้านการข่าว และ การประชาสัมพันธ์ เป็นการประสานความเข้าใจประสานงานระหว่างนักข่าวกับทหารพรานอีกด้วย

“เคี้ยง กระเพาะปลา”เจ้าเก่า สูตรเด็ดเจ้าตำหรับ อร่อยคู่เมืองเบตงมานานกว่า 60 ปี

นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเลเซีย สิงคโปร์ และ นักท่องเที่ยวชาวไทย ต่างเมื่อเดินทางมาถึง อ.เบตง จ.ยะลา เป็นต้องตามหาความอร่อยตามที่หาข้อมูลมาซึ่ง 1 ในนั้นก็คือ ร้านกระเพาะปลา เจ้าเก่ารสเด็ดกับรสชาติดั้งเดิมที่ต้องบอกเลยว่าอร่อยระดับเหลาโดยเน้นวัตถุดิบเป็นกระเพาะปลาแท้ ไม่มีส่วนผสมอื่น นอกจากกระเพาะปลาล้วนๆ

นายวีระศักดิ์ ศักดิ์สิริวงศ์ วัย 67ปี เจ้าของร้านเคี้ยงกระเพาะปลา เจ้าเก่าเมืองเบตง ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าว่า กระเพาะปลาแท้เจ้าเก่าของอำเภอเบตงเปิดขายมากว่า 60 ปีแล้ว การันตีความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น ดั้งเดิมก็เป็นร้านของคุณพ่อสมัยก่อนคุณพ่อขายหาบเร่ ไม่มีหน้าร้านจนเก็บเงินได้ก็มาเปิดขายหน้าตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงขายมาได้ 30 กว่าปีชื่อร้านดั้งเดิม “เหล่าซัว กระเพาะปลา “ ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนเบตงและคนต่างชาติชาวจีนมาเลเซีย สิงคโปร์ผมมารับช่วงต่อเป็นรุ่นที่ 2 ก็มาเปลี่ยนชื่อเป็น “เคี้ยง กระเพาะปลา”

ผมพึ่งย้ายจากหน้าตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงมาได้ 6 เดือนแล้ว ซอยนี้เขาเรียกซอยภมรสิงห์ส่วนคนเบตงเรียกซอยแผงลอย ส่วนมากที่ร้านลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมาเลเซีย สิงคโปร์ จุดเด่นร้านเราใช้กระเพาะปลาแท้แบบ เป็นหลอด มีเนื้อนุ่ม แน่น กลมกล่อม ส่วนหม้อต้มกระเพาะปลาที่นี่เราไม่เหมือนใครมีความคลาสสิกมากมีอายุกว่า 30 ปี ส่วนชื้นกระเพาะปลาชิ้นใหญ่พอดีคำ น้ำซุปหอมอร่อย มีความเหนียวข้นแล้วก็รสชาติกลมกล่อมมากๆใครที่มาเที่ยวเบตงห้ามพลาดเลย

นายวีระศักดิ์ เล่าอีกว่า กระเพาะปลาที่ร้าน “เคี้ยงกระเพาะปลา” ราคาเริ่มต้นที่ 100 บาทเท่านั้น พิเศษ 120 บาท นอกจากราคาประหยัดแล้ว เรายังวัตถุดิบที่มีคุณภาพ โดยกระเพาะปลาที่ใช้เป็นกระเพาะปลาแท้ๆ ทอดมาใหม่ๆ จากโรงงาน ซึ่งทอดแบบไม่อมน้ำมัน และไม่ราดน้ำมันเพิ่มบนกระเพาะปลา สังเกตได้จากสีของกระเพาะปลาที่เป็นสีทอง แถมส่วนเลือดเอาส่วนหน้าและหลังออก เพื่อให้ได้ส่วนที่สะอาด ล้างด้วยเกลือทะเลแล้วล้างน้ำเปล่าซ้ำอีกครั้งและแช่น้ำแข็ง เสิร์ฟแบบร้อนๆ ไม่ต้องปรุงก็อร่อยแล้ว ขอบอกว่าร้านนี้คิวแน่นตั้งแต่เปิดร้าน ถ้ามาช้าอาจไม่ได้ทานครับ

ส่วนกรรมวิธีการทำกรเพาะปลาโดยร้านนี้จะไม่ใส่หน่อไม้ ไม่ใส่หนังหมู โดยน้ำซุปได้จากการเคี่ยวกระดูกไก่ ขาไก่ ตีนไก่ นานกว่า 4 – 5 ชั่วโมงโดยเริ่มเตรียมเครื่องปรุงต่างๆตั้งแต่ช่วงเย็นและมาปรุงกระเพาะปลากันอีกครั้งตั้งแต่ตอนตี 3 จนน้ำซุปเหนียวข้นและไม่ต้องใส่แป้งมันและผงชูรส โดยกระเพาะปลาที่ใช้เป็นแบบหลอด เรียกว่าเต็งลั้ง หั่นมาพอดีคำ เสิร์ฟมาพร้อมกับเลือดหมู ไข่นกกระทา ซึ่งเครื่องปรุงทำเองทั้งหมด จัดเป็นกระเพาะปลาที่มาครบในรสชาติดั้งเดิมเลยทีเดียว

ปักหมุดร้านอร่อยในเบตงต้องที่นี่เลย “เคี้ยงกระเพาะปลา” เจ้าเก่าในตำนานที่เปิดขายมานานกว่า 60 ปีการันตีความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น

พิกัดร้าน เคี้ยงกระเพาะปลาเจ้าเก่า อยู่ในซอยภมรสิงห์หรือที่ชาวเบตงเรียกว่าซอยแผงลอย เทศบาลเมืองเบตง โทรศัพท์: 098 016 6821

เวลาเปิดให้บริการตั้งแต่: 06:00 – 12.00 น.หยุดวันอาทิตย์

โดย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

เจ็บระนาว 28 ชีวิต รถทัวร์พุ่งชนพ่วงขนท่อนไม้ คนขับ-พนง.สาวดับคาที

ชุมพร-ดับ-เจ็บระนาว ระทึก28ชีวิต รถทัวร์พุ่งชนยับท้ายรถพ่วงบรรทุกท่อนไม้ยางพารา ขณะเลี้ยวกลับรถ คนขับ-พนักงานต้อนรับสาวถูกอัดก๊อปปี้เสียชีวิต กระบะตามมาอีก2คันเบรกไม่ทันเสยซ้ำ

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 16 มิ.ย.67 ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สมบูรณ์ พุ่มขจร สารวัตร(สอบสวน) สภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถทัวร์โดยสารประจำทางชนกับรถพ่วงบรรทุกท่อนไม้ยางพารา บนถนนสายเพชรเกษม บริเวณจุดกลับรถหน้าป้อมตำรวจทางหลวงเขาพาง ตำบลท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายและมีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย

จึงเดินทางตรวจสอบพร้อมด้วยรถกู้ชีพพยาบาลโรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โรงพยาบาลท่าแซะ โรงพยาบาลธนบุรี-ชุมพร และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์เร่งตรวจสอบ

จุดเกิดเหตุอยู่ฝั่งขาขึ้นกรุงเทพมหานคร พบรถทัวร์โดยสารร่วม บขส.ประจำทาง กรุงเทพ-ระนอง สีขาว แถบฟ้าเหลือง ทะเบียน 15-4515 กรุงเทพมหานคร ติดสติ๊กเกอร์ข้างว่า รถสมบัติทัวร์ จอดอยู่ช่องทางขวา สภาพด้านหน้าพังเสียหายยับ เพราะไปชนเสยท้ายรถพ่วงยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 70-0900 ระนอง ซึ่งบรรทุกท่อนไม้ยางพารามาเต็มคันที่กำลังจะหันหัวกลับรถ ทำให้เศษชิ้นส่วนรถและท่อนไม้ยางพาราตกเกลื่อนถนน

ขณะที่บริเวณเกิดเหตุมีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย หน่วยกู้ภัยกู้ชีพเร่งปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่เกิดเหตุก่อนนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งชายหญิงส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โรงพยาบาลธนบุรี-ชุมพร และโรงพยาบาลท่าแซะ ซึ่งอยู่ในระหว่างตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริงว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนกี่ราย

ตรวจสอบพบอีกว่ามีคนขับรถทัวร์ทราบชื่อภายหลัง คือ นายธนากร เอื้องาน ถูกส่วนหน้ารถอัดก๊อปปี้ติดคาพวงมาลัยบนเบาะนั่งคนขับเสียชีวิตทันที ข้างกันพบร่างของพนักงานบัสโฮสเตสหรือพนักงานต้อนรับสาว ถูกชิ้นส่วนรถอัดก๊อปปี้นั่งเสียชีวิตอยู่บนเบาะบริเวณส่วนกลางหน้ารถใกล้คนขับ

หน่วยกู้ภัยใช้เครื่องตัดถ่างงัดซากรถนำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน ออกจากตัวรถส่งแพทย์ชันสูตรพลิกศพอีกครั้ง

ในที่เกิดเหตุยังมีรถยนต์กระบะตอนเดียวยี่ห้ออีซูซุ ดีแมกซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บร 1979 ชุมพร ของนายศรณ์ฉัตร เศรษฐภาคย์คิน อายุ 45 ปี ชาวตำบลนากระตาม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร สภาพรถด้านหน้าไปชนท้ายรถทัวร์พังยับเสียหายหนัก และกระบะท้ายถูกรถอีซูซุ ดีแมกซ์ สี่ประตูสีฟ้า ทะเบียน กต 1691 ชุมพร เบรกไม่ทันชนท้ายอีกที ซึ่งเจ้าของรถกระบะทั้ง 2 คันไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

จากการสอบถามนายมาโนช น้อยจิ๋ว อายุ 42 ปี คนขับรถพ่วงบรรทุกท่อนไม้ยางพารา ชาวจังหวัดระนอง เล่าว่า ขับรถมาจากตำบลปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง ไปส่งไม้ที่จังหวัดตรัง โดยรับว่าตนเองให้สัญญาณไฟทุกอย่างแล้ว แต่กำลังจะกลับหัวรถเพื่อเติมก๊าซที่ปั๊มได้ยินเสียงดังตูมเดียวเลย

ส่วนนายศรณ์ฉัตร เจ้าของรถกระบะอีซูซุตอนเดียวที่ขับตามหลังรถทัวร์ เล่าว่า ตนขับอยู่เลนซ้ายความเร็วปกติประมาณ 80 กม./ชม.จังหวะนั้นเหตุเกิดขึ้นเร็วมาก รถชนท้ายรถทัวร์เลย พอรู้ตัวอีกทีมีล้อรถขวางอยู่แล้ว

สอบสวนทราบว่า รถทัวร์คันดังกล่าวได้รับผู้โดยสารมาจากจังหวัดระนองจำนวน 24 คน คนขับ 2 คน พนักงานสาวบัสโฮสเตสจำนวน 2 คน รวมทั้งคนมาด้วยกัน 28 ชีวิต จนมาเกิดเหตุดังกล่าว

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์และเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ เพื่อหาสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป สำหรับจำนวนผู้บาดเจ็บนั้นกำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบจำนวนที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

ฝนตกถนนลื่นรถตู้ครูพุ่งชนรถฉุกเฉินดับ1เจ็บ4

เกิดอุบัติเหตุรถฉุกเฉินรงพยาบาลประโคนชัย นำคนไข้ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ ขณะฝนตก ถูกรถตู้ครูโรงเรียนดังเฉี่ยวชนพังยับเยินทั้ง 2 คัน ครูเสียชีวิตคารถ ส่วนรถฉุกเฉินบาดเจ็บ 4 ราย  

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 67 เวลาประมาณ 22.30 น. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.อนิรุต ผดุงดี รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์ อ.เมืองบุรีรัมย์ รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีอุบัติเหตุรถตู้เฉี่ยวชนกับรถฉุกเฉินโรงพยาบาล มีผู้ติดภายในและได้รับบาดเจ็บหลายราย จึงประสานหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาบุรีรัมย์นำชุดอุปกรณ์ตัดถ่างสนับสนุนที่เกิดเหตุ 

ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลน สายบุรีรัมย์-ประโคนชัย บริเวณบ้านหัววัว หมู่ 4 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ขาเข้าตัวเมืองบุรีรัมย์พบรถตู้ฉุกเฉิน (Ambulance) ของโรงพยาบาลประโคนชัย ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน กบ 575 บุรีรัมย์ สภาพด้านหน้าพังยับเยิน พบคนขับรถถูกอัดก๊อบปี้ติดภายใน เจ้าเหน้าที่ใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเร่งช่วยเหลือ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ภายในรถฉุกเฉินพบมีเจ้าหน้าที่ พยาบาล ผู้ช่วยเหลือคนไข้ และผู้ป่วย ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่เร่งทำการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์

ห่างไปอีก 50 เมตร พบรถตู้ ยี่ห้อโตโยต้า Vanlife สีเทา หมายเลขทะเบียน บษ 9388 บุรีรัมย์ สภาพด้านหน้าพังยับเยิน ชิ้นส่วนกระจายเกลื่อนทั่วบริเวณถนน ตรวจสอบภายในรถมีคนขับถูกอัดก๊อบปี้ติดอยู่ภายในรถ เบื้องต้นพบว่าเสียชีวิต ทราบชื่อ นายพิพัฒน์ หรือครูโน๊ต แหลมประโคน อายุประมาณ 45 ปี เป็นครูสอนศิลปะ และเป็นครูดนตรีของโรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

สอบถาม นายสุทธิโชค ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ได้ยินเสียงดังสนั่นจึงรีบวิ่งมาดู เห็นรถตู้และรถฉุกเฉินโรงพยาบาลประโคนชัยจอดอยู่มีคนเจ็บและคนติดอยู่ภายใน จึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่

นายสุทธิโชค เล่าอีกว่า รถตู้ของครูมาจากตัวเมืองบุรีรัมย์ ส่วนรถฉุกเฉินโรงพยาบาลประโคนชัยเปิดสัญญาณไฟนำคนไข้ไปส่งต่อที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ แต่เนื่องด้วยถนนตรงที่เกิดเหตุเป็นลักษณะเหมือนคอขวด จาก 4 เลน ลดลงเหลือ 2 เลน คนขับอาจจะมองไม่เห็น และที่สำคัญช่วงเกิดอุบัติเหตุมีฝนตกอาจจะทำให้ถนนลื่นด้วย จึงเกิดชนประสานงากันอย่างจัง.