เกี้ยวต้มไส้ทะลักเมืองเบตงเจ้าแรก ถูกปากนักท่องเที่ยวทั้งไทยต่างชาติอิ่มแบบจุกจุก

วันนี้พามาดูเรื่องของกินกันบ้างในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อำเภอที่อยู่ใต้สุดแดนสยาม ติดกับประเทศมาเลเซีย มีเจ้าของไอเดียเจ๋ง ซึ่งเป็นเจ้าแรก เปิดร้านเมนูเกี้ยวต้ม ที่โดนใจลูกค้าทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ชนิดแบบทำกันสดๆ ให้เห็นกันเลย พร้อมเครื่องปรุง 3 รส น้ำจิ้มซีอิ้ว น้ำจิ้มสุกี้ และน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติจัดจ้านมาก ยกมาบริการให้ลูกค้าทำเองปรุงเองด้วยตนเอง และเมนูทอดมันกุ้ง รสชาติ อร่อยถูกปาก ลองแล้วติดใจในราคาชุดละ 50 บาท และเมนูชูโรง อย่าง เกี้ยวต้ม ไส้ทะลัก ที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ยอดขายสุดปัง เพราะมีโภชนาการ ครบถ้วน คำเดียวอิ่มแบบจุกจุก

นางจิราพร แซ่ฉิ่ง หรือ ปลาม์ เจ้าของร้าน ฉ ฉิ่ง เกี้ยวต้มไส้ทะลัก บอกว่า การทำเกี้ยวต้มใช้เวลาต้ม 7 นาที เราใช้เนื้อไก่ตรงส่วนอกไก่ ส่วนสะโพกไก่ และหนังไก่ เอามาผสมกับสูตรลับของเราที่คิดเองเพื่อให้เป็นไก่เด้ง เวลากินจะมีความรู้สึกเหมือนไม่ใช่เนื้อไก่ ไม่รู้ว่าเป็นไก่ ผสมกันให้มันเข้ากัน ทำให้ส่วนอกไก่ไม่แข็ง จนเกินไปและไม่เละเหมือนหนังไก่ เวลากินอยู่ในปากจะรู้สึกได้ถึงความฉ่ำของส่วนผสม ซึ่งเป็นสูตรเด็ดของทางร้าน และขายในราคาย่อมเยา ชิ้นละ 10 บาท มี 5 ไส้ คือ ไส้กุ้ง ไส้หมึก ไส้เห็ดเข็ม ไส้กรอก และไส้โบโรน่า/แฮม เด่นสุดคือไส้กุ้ง ตักทุกครั้งหมดทุกครั้งพร้อมน้ำจิ้ม สูตรเด็ด แทบทำไม่ทันเลยทีเดียว นอกจากนี้เนื้อไก่เด้งยังแบ่งมาทำทอดมันกุ้ง ได้อีกเพราะถ้าหากลูกค้าเบื่อทอดมันกุ้ง ก็มากินเกี้ยวต้มได้

ส่วนสูตรคิดเอง ลองผิดลองถูก ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากจะให้แม่มาขายส้มตำ แต่แม่ไม่ชอบที่แคบๆเลยคิดว่าจะขายอะไรดี ซึ่งในอำเภอเบตง ยังไม่มีใครขายทอดมันกุ้งเลยทำขายเป็นเมนูแรกเริ่ม แต่หลังจากที่ขายทอดมันกุ้งมาสักพัก ก็เลยหาตัวเลือกให้ลูกค้าให้มากขึ้น เลยทำเป็นเกี้ยว เนื้อเกี้ยว เพราะเนื้อไก่ที่เราทำสามารถทำอย่างอื่นได้อีก

ส่วนเกี้ยวต้ม จุดประกายมาจากการดู ติ๊ก ต๊อก ที่เขาฮิตกันมากใน ติ๊ก ต๊อก เกี้ยวต้มไส้ทะลักในตอนนั้น ก็เลยทำให้เรานึกได้ว่าเนื้อไก่เราที่มีอยู่เราก็นำมาทำ เกี้ยวต้มได้อีกเมนูหนึ่งและกลับกลายเป็นเมนูที่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวโดนใจ เมื่อมาทุกครั้งเป็นต้องแวะมาซื้อ ลูกค้าชาวมาเลเซีย บอกว่า เกี้ยวต้มที่เบตง แปลกดี ที่มาเลย์ไม่มี อร่อยถูกปาก และมีราคาถูกด้วย คำเดียวอิ่ม ลูกค้าชาวมาเลเซียบอก ซึ่งสร้างได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

พิกัด ร้าน ฉ ฉิ่ง ทอดมันกุ้ง อยู่แถวหอนาฬิกา โซนถนนคนเดินหรือหลังเคมาร์ ซุปเปอร์มาร์มาเก็ต เปิดขายตั้งแต่ 16.00 ถึง 21.00 น.

โย…เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา

สธ.ทุ่มนับสิบล้านเปิดห้องคลอด-ฟักฟื้นระดับพรีเมี่ยมที่ขอนแก่น

สธ.ทุ่มงบนับสิบล้านบาท เปิดห้องคลอด-ห้องพักฟื้น  ระดับพรีเมี่ยม   ดูแลคุณแม่-คุณลูกตั้งแต่ตั้งครรภ์  ด้วยมาตรฐานเอกชนในราคารัฐบาลและเบิกได้ตามสิทธิ์ นำร่อง 20 ห้องพิเศษสุดหรูแห่งแรกในภาคอีสาน “ชาตรี”ย้ำชัดเด็กไทยยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตั้งครรภ์ส่งต่อจนถึงวัยเรียน ครบจบในที่เดียว

  นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมและความเรียบร้อยห้องคลอดและทารกแรกเกิด ประจำ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ภายหลังจากที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการปรับปรุงสถานที่ภายในโรงพยาบาลให้เป็นห้อคลอดและห้องพักฟื้น และการให้บริการกับคุณพ่อและคุณแม่หลังคลอด ด้วยมาตรฐานการให้บริการเทียบเท่าสากล ในราคารัฐบาลและสามารถเบิกจ่ายได้ตามสิทธิ์ของผู้เข้ารับบริการ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่อยากมีบุตรและคุณแม่ตั้งครรภ์มาติดต่อสอบถามและทยอยขอรับริการอย่างต่อเนื่อง

 นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น กล่าวว่า รพ.ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ได้หยุดให้บริการในเรื่องการทำคลอดมานานกว่า 7 ปี ตามนโยบายของผู้บริหารในขณะนั้น แต่ด้วยงานหลักที่ทำคือการดูแลคนไทยให้มีสุขภาพที่ดีและงานด้านวิชาการ ซึ่งก็พบว่าคนอีสานมีสถิติในการคลอดบุตรจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ความรับผิดชอบ 4จังหวัดของศูนย์ฯ ประกอบกับการที่ศูนย์ฯ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นโรงพยาบาลแม่และเด็กชั้นนำของภูมิภาค จึงได้มีการเสนอต่อผู้บริหารในการนำห้องคลอดและทารกแรกเกิด กลับมาให้บริการอีกครั้งด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยและมีการปรับปรุงอาคารห้องคลอดเดิม เรียกได้ว่าปัดฝุ่นและปรับโฉมงานบริการเทียบเท่าเอกชน มาใช้ในรูปแบบของ รพ.รัฐ ด้วยห้องคลอดธรรมชาติ 2 ห้อง,องคลอดฉุกเฉินหากต้องมีการผ่าตัด 2 ห้อง ห้องพักฟื้นซึ่งจัดทำเป็นห้องพิเศษทั้งหมดรวม 20 เตียง เพราะ รพ.เน้นหนักในเรื่องของการดูแลสุขภาพคุณแม่และคุณลูก คลอดเองตามธรรมชาติและหลังคลอด 30 นาทีลูกจะต้องได้ทานนมแม่ทันที

 “ เราได้กลับมาให้บริการคุณพ่อคุณแม่แต่เริ่มต้น ด้วยมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะกับสิทธิ์ที่คนไทยจต้องได้รับ ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการมีบุตรสามารถที่จะเข้ารับการปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ จนกระทั่งมาสู่การเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งคนไทยทุกคนนั้นมีสิทธิ์และเข้ารับการบริการจากรัฐที่จะฝากครรภ์ได้ฟรี จากนั้นก็จะเข้าสู่การเรียนการสอนของโรงเรียนคุณพ่อ-คุณแม่ ที่จะร่วมกันเตรียมความพร้อมในการมีบุตร การดูแลตนเอง และการดูแลบัตร โดยเฉพาะห้องคลอดของเรานั้นอนุญาตให้คุณพ่อเข้าสังเกตุการณ์ได้แต่การเข้าได้นั้นจะต้องเรียนรู้และเข้าใจในกระบวนการการทำงานขอทีมแพทย์และพยาบาล จากนั้นก็เข้าสู่การให้บริการห้องคลอดที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเราเน้นการคลอดแบบธรมชาติ ที่จะพักฟื้นที่ รพ.ฯ 3 วัน 2 คืน ขณะที่คลอดด้วยการผ่าตัดจะพักฟื้น 4 วัน 3 คืน โดยอัตราค่าบริการการคลอดและห้องพักฟื้นแบบพิเศษนั้น รพ.ฯจะตรวจสอบสิทธิ์ของคุณพ่อและคุณแม่ก่อนและจะแจ้ค่าช้จ่ายได้รับทราบเพื่อความพึงพอใจของทุกฝ่ายในภาพรวม ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วก็จะมีส่วนต่างไม่มากแต่ได้รับการบริการในระดับพรีเมี่ยม”

 นพ.ชาตรี กล่าวต่ออีกว่า ยอมรับว่าขณะนี้มีคุณแม่ติดต่อมาขอรับบริการการคลอดแบบพรีเมี่ยมที่ รพ.อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง รพ.ได้สงวนสิทธิ์ให้กับคุณแม่ที่ฝากครรภ์ กับ รพ.เป็นอันดับแรก แต่ก็ยังคงเปิดให้คุณแม่ที่ต้องการเข้ารับบริการกับทีมแพทย์ พยาบาลมืออาชีพและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านแม่และเด็ก ได้มาคลอดด้วยการประเมินคุณแม่ทุกรายหากพบว่ามีความเสี่ยงต่ำ รพ.ก็จะรับเข้ามาดูแลตั้งแต่การเตรียมตัวคุณแม่ การรอคลอด การคลอดและการดูแลหลังคลอดตามหลักวิชาการ นอกจากนี้หลังการคลอด รพ.ยังคงมีคลินิกนมแม่ การจัดตั้งเป็นศูนย์ดูแลเด็กตั้งแต่ 3 เดือน ไปจนถึงระดับอนุบาลฯตามหลักวิชการ ร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ 

 อย่างไรก็ตามการเตรียมตัวให้กับคุณพ่อ -คุณแม่ ตั้งแต่ต้องการมีบุตร ไปจนถึงขั้นตอนของการมีบุตร ไปจนถึงวัยเรียนหากมีการเตรียมตัวที่ดี ได้รับการบริการตามหลักวิชาการ ทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณภาพ สมวัยและเข้ารับบริการเสริมในด้านสุขอนามัย งานโภชนาการ การส่งเสริมสุขภาพ ตามสิทธืที่ควรได้รับ หรือการเข้าบริการที่ถูกต้องสมวัยและเป็นการเตรียมตัวให้กับเด็กไทยยุคใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักที่สำคัญของชาติต่อไปในอนาคตได้อย่างครบถ้วน โดยที่คุณพ่อและคุณแม่ ได้รับการดูแลและมีส่วนร่วมในการดูแลบัตรหลานของตนเองควบคู่กันไปด้วย

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หายาก-แพง ดันต้นทุนเลี้ยงหมูสูงลิบ สวนทางราคาหมู

เกษตรกรเดือดร้อน เหตุข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หายากและแพงขึ้นทุกวัน ดันต้นทุนเลี้ยงหมูสูงลิบ สวนทางราคาหมู

นางยุพิณ หลิ่มเกื้อ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้หาข้าวโพดมาผสมอาหารหมูได้ยาก และแม้จะหาได้ก็มีราคาแพงมาก จนทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นมาก ซึ่งตนและเพื่อนเกษตรกรอีกหลายคนต่างก็เผชิญปัญหาเดียวกันนี้โดยถ้วนหน้า ไม่เข้าใจข้าวโพดหายไปไหน ร้องขอภาครัฐช่วยแก้ปัญหาด่วน

“ลำพังการเลี้ยงหมูก็ลำบากมากอยู่แล้ว เจอทั้งหมูเถื่อน และราคาขายที่ยังไม่ถึงต้นทุน ต้นทุน กก.ละ 80-82 บาท ขายได้แค่ 68-72 บาทก็ว่าแย่แล้ว ยังต้องมาเจอค่าข้าวโพดทำต้นทุนสูงขึ้นอีก ทั้งยังหายาก ไม่รู้ข้าวโพดหายไปไหนหมดตลาด ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงต้องเลี้ยงรุ่นนี้เป็นรุ่นสุดท้าย ก่อนพักเล้ายาว” นางยุพิณกล่าว

พร้อมทั้งขอร้องให้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแล ช่วยตรวจสอบสต็อกข้าวโพดทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อตามหาข้าวโพด และแก้ปัญหาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ก่อนต้องยกธงขาวยอมแพ้ เลิกเลี้ยงกันหมด

ทั้งนี้ ราคาข้าวโพดปัจจุบันอยู่ที่ กก.ละ 12 บาท สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน จากเดือนที่แล้วที่ราคา กก.ละ 10.30 บาท เพิ่มขึ้นถึง กก.ละ 1.70 บาท นับเป็นต้นทุนสำคัญในการเลี้ยงหมู เนื่องจากสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในการผสมอาหารสัตว์นั้นเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดราว 30-40% การที่ข้าวโพดขาดตลาดและมีราคาแพงจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเลี้ยงสัตว์

“นี่ขนาดมาตรการให้ซื้อเฉพาะข้าวโพดที่ไม่ผ่านการเผาตอ ยังไม่ถูกบังคับใช้ ยังหาข้าวโพดยากขนาดนี้ เมื่อไหร่มีผลขึ้นมา จะตามหาข้าวโพดมาตรฐาน หรือจะหาวัตถุดิบอื่นทดแทนกันให้พอใช้ได้อย่างไร” นางยุพิณกล่าวทิ้งท้าย

จากความเดือดร้อนดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย จ.ราชบุรี ได้เข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่กระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา

เพื่อชีวิต เพื่อคนกีฬา”คาราบาว และผองเพื่อน รีเทิร์น” ราชมังคลาฯ 3 ส.ค.นี้กระหึ่มแน่ !!!

แถลงข่าว คอนเสิร์ต “คาราบาว และผองเพื่อน รีเทิร์น” เพื่อชีวิต เพื่อคนกีฬา แฟนเพลงวงคาราบาว เตรียมเฮ !!! ปลุกตำนานเพลงเพื่อชีวิตที่อยู่ในใจของคนไทยทุกคน กำลังจะกลับมาอีกครั้ง กับเส้นทางมิตรภาพที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ของผองเพื่อนศิลปินเพลงที่ยังรัก เชื่อมั่น ศรัทธา และจะไม่มีวันเปลี่ยนไป พร้อมขึ้นเวทีราชมังคลากีฬาสถาน ในรอบ 25 ปี ปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง ของวงคาราบาว ที่มาพร้อมผองเพื่อนพี่น้องศิลปิน ร้องเล่นบรรเลงในคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์คนดนตรีที่จะต้องบันทึกไว้.. โดยมี ดร.ก้องศักด ยอดมณี (ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย) พร้อมด้วย คุณไมตรี คงเรือง (นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรม ราชูปถัมภ์) ,คุณพัฒน์ชรัช รัตนศุทธพบูลย์ (ที่ปรึกษา บริษัท บัวทอง เอ็กซ์ซิบิชั่น กรุ๊ป จำกัด) เจ้าของผลิตภัณฑ์ เกร็กคู ,คุณรัสรินทร์ ชัยสิทธิ์กิติกุล (กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิคทอรี่ เอท จำกัด) ,คุณโปรดปราน สมานมิตร (รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายส่งเสริมกีฬา ฝ่ายส่งเสริมกีฬา) ,คุณณัฏฐชัย ณครแก้ว ประธานที่ปรึกษาบริษัท วิคทอรี่ เอท จำกัด ,คุณยุธยา จีนหีต (ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย) , คุณทอม ดันดี ตัวแทนศิลปิน ตลอดจนตัวแทนนักกีฬาทีมชาติไทย ร่วมด้วย สาลินี ปันยารชุน และ ธีระชาติ ธีระวิทยากุล (อู๊ด เป็นต่อ) รับหน้าที่พิธีกรในงาน ณ ห้องประชุม ชั้น 25 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ การกีฬาแห่งประเทศไทย

มีเหตุผลเดียว !!! วงคาราบาว กลับมารวมตัวกันอีกครั้งขึ้นเวทีคอนเสิร์ต ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในรอบ 25 ปี หลังจากเคยสร้างตำนานในการแสดงสดครั้งแรกที่นี่ !!! เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2542 จากวันนั้นถึงวันนี้ พวกเขากำลังจะกลับมาสร้างตำนานเพลงเพื่อชีวิตครั้งใหม่ในปี พ.ศ. 2567 เพื่อส่งต่อความปรารถนาดีให้การกีฬาแห่งประเทศไทยใช้เป็นทุนในการสนับสนุนนักกีฬาต่อไป

บทเพลงคาราบาว ตำนานเพลงเพื่อชีวิตที่อมตะคลาสสิคตลอดกาลยาวนานกว่า 40 ปี เพลงของวงคาราบาว ได้หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณสรรค์สร้างสังคมไทย ผ่านบทเพลงฮิตมากกว่า 1,000 เพลง เสียงเพลงแห่งความหวัง มนต์เพลงคาราบาว..สื่อสะท้อนสังคมไทยทุกชนชั้น สร้างรอยยิ้ม ความสนุก และความ ประทับใจมาหลายยุคสมัย ทุกบทเพลงในความทรงจำจะถูกนำ

กลับมาเล่าใหม่ในคอนเสิร์ต “คาราบาว และผองเพื่อน รีเทิร์น” เพื่อชีวิต เพื่อคนกีฬา เต็มอิ่ม..กับเหล่าเพื่อนพ้องศิลปินน้อง-พี่ (รับเชิญ) เสือ ธนพล ,พลพล ,หมู พงษ์เทพ ,ทอม ดันดี , คาราวาน ,หินเหล็กไฟ และวงคาราบาว วันนี้..ได้พิสูจน์แล้วว่า บทเพลงเพื่อชีวิตของคาราบาว ไม่มีวันตายไปจากสังคมไทย และจะคงอยู่ในใจของแฟนเพลงทุกคน “เรา..ได้ก้าวผ่านมาในทุกช่วงของชีวิตมาด้วยกัน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่น่าจดจำ” โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , บริษัท บัวทอง เอ็กซ์ซิบิชั่น กรุ๊ป จำกัด เจ้าของ ผลิตภัณฑ์ เกร็กคู และ บริษัท วิคทอรี่ เอท จำกัด

พบกับ “คาราบาว และผองเพื่อน รีเทิร์น” ในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2567 รอบเดียวเท่านั้น !!!ณ สนามราชมังคลากีฬาสถานเปิดจำหน่ายบัตรพร้อมกันวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ราคา 5,000 / 4,500 / 3,500 / 2,500 / 1,800 / 1,200 บาท ซื้อบัตรได้ที่ Ticket Melon : https://ticketmelon.com/ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สอบถามรายละเอียด โทร +(66) 2 026 3068 ( ticket melon ) ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook : Victory Eight Co.,Ltd.

     ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง..ในบทบันทึกประวัติศาสตร์แห่งตำนานเพลงเพื่อชีวิต แล้วพบกัน..พี่น้องชาวไทย 

ซาชิมิโอโทโร่พิเศษทุกวันพฤหัสบดี

ดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ เชิญลิ้มลองความพรีเมียมของเมนู “ซาชิมิโอโทโร่” ทุกวันพฤหัสบดีตลอดเดือนมิถุนายน บริการรวมในบุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น ระหว่าง เวลา 18.00 – 22.00 น.

บุฟเฟต์ประกอบด้วย “ซีฟู้ด” อาทิ หอยนางรม ปูม้า หอยหวาน กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ฯลฯ พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดซี๊ดซ้าด รสแซบ “ซูชิพรีเมียม” ทั้งฟัวกราส์ วากิว ปลาไหลญี่ปุ่น โฮตาเตะ ฮามาจิ แซลมอน “ข้าวต้มกุ๊ย” บริการทั้งข้าวต้มแดง ข้าวต้มขาว ข้าวต้มข้าวกล้อง และเครื่องเคียงกับข้าวมากมาย “มุม Carving Station 7 วัน 7 เมนู”

ขาหมูสูตรดิเอมเมอรัลด์ ข้าวต้มปลากะพง ซุปเห็ดทรัฟเฟิล กุ้งแม่น้ำเผา เทมปุระ เทปปันยากิ พาสต้า เครื่องดื่มน้ำอัดลม ชา-กาแฟ ของหวานทั้งไทย เบเกอรี่ ไอศกรีม และผลไม้ตามฤดูกาล รับประกันความคุ้มค่า ในราคาเพียงท่านละ 1,700 บาทถ้วน

พิเศษตลอดเดือนมิถุนายน! จัดโปรเหลือเพียงท่านละ 1,199 บาทสุทธิ และทุกวันพฤหัสบดี ทานได้ไม่อั้นกับเมนู “โอโทโร่” เป็นพิเศษ ไม่จำกัดเวลา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8429-30 หรือ ไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldcoffeeshop

ไก่สดแพง ร้านข้าวมันไก่อ่วมต้นทุนพุ่ง ยอดขายหด ลูกค้าหนี

พ่อค้าแม่ค้าในเขตเทศบาลหนองฉาง ที่ใช้ไก่เป็นวัตถุดิบหลักในทำอาหารขาย หลังจากที่ช่วงนี้พบว่าราคาไก่สดนั้น มีการขยับราคาขายปลีกแตะไปเกือบจะถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ในเวลาประมาณเพียง 2 สัปดาห์ หลังจากที่ได้มีการสำรวจราคาส่งไก่สดแล้ว พบว่าปัจจุบันมีราคาส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 80-81 บาท จากเดิมที่กิโลกรัมละ 54-55 บาท ทำให้หน้าแผงขายไก่สดต้องขยับราคาขายเป็นกิโลกรัมละ 90-95 บาท 

นายวุฒิธา อินทร์สมบูรณ์ อายุ 38 ปี พ่อค้าขายข้าวมันไก่ ในเขตเทศบาลตำบลหนองฉาง เปิดเผยว่า หลังจากที่ไก่สดมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เกือบจะถึงกิโลกรัมละ 100 บาทแล้วนั้น ในส่วนของตนเอง ซึ่งเปิดร้านขายข้าวมันไก่ ก็ถือเป็นหนึ่งในลูกค้าที่ต้องซื้อไก่สดเป็นตัวมาทำข้าวมันไก่ขาย ก็ได้รับผลกระทบตรงนี้เต็มๆ ด้วยเช่นกัน เพราะถึงแม้ไก่สดจะขึ้นราคา แต่ที่ร้านไม่สามารถขึ้นราคาขายข้าวมันไก่ได้ ยังคงต้องขายในราคาเดิมที่จาน/ห่อละ 30 บาท พิเศษ 35 บาท เพราะกลัวว่าลูกค้าจะลดหายไป

“ตอนนี้จึงทำได้แค่ประคองให้เราอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้ไปก่อน ที่สำคัญตอนนี้ก็ลดปริมาณการทำน้อยลง เพราะยอดการซื้อของลูกค้านั้นลดลงมากกว่าเดิม ซึ่งคาดว่าเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้แต่ละคนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย” นายวุฒิธา กล่าว

ขณะที่ นางชนิดา แก้วเกตุ อายุ 52 ปี เจ้าของร้านส้มตำเจ๊มด ที่ตั้งร้านขายอยู่ในตลาดสดเขตเทศบาลหนองฉาง เล่าว่า หลังจากที่ไก่สดขยับขึ้นราคาสูงขึ้นจนเกือบแตะกิโลกรัมละ 100 บาท ทำให้ตอนนี้ที่ร้านของตนเองนั้นก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน แต่ยังถือว่าพอที่จะประคองขายไก่ย่างในราคาเดิมที่ไม้ละ 5-15 บาท ต่อไปได้อยู่ เนื่องจากที่ร้านนั้นจะซื้อเป็นชิ้นส่วนไก่มาย่างขาย ไม่ได้ซื้อไก่ยกตัวมา แม้ชิ้นส่วนไก่จะมีการขยับราคาขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่สูงเท่าไก่สดยกตัว 

อย่างร้านข้างเคียงกันที่ขายไก่ต้มน้ำปลานั้นได้รับผลกระทบเต็มๆ ทำให้ต้องขยับราคาขายขึ้นมา จากเดิมเคยขายที่ตัวละ 180-200 บาท ตอนนี้ต้องขายที่ตัวละ 250-270 บาท ซึ่งรวมแล้วแทบไม่เหลือกำไร เพราะยังไม่ได้หักต้นทุนค่าวัตถุดิบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงรส และแก๊สที่ต้องใช้ในปริมาณมากในทุกวัน แต่ถึงแม้ว่าข้าวของทุกอย่างที่ ขายนั้น จะพยายามประคองราคาไม่ให้ปรับขึ้นมาเพื่อส่งผลกระทบต่อการซื้อของลูกค้าแล้วนั้น แต่ทุกวันนี้บรรยากาศที่ตลาดสดทุกที่ ต่างซบเซาและเงียบเหงาลงมากๆ เพราะคนมีกำลังในการจับจ่ายซื้อของกันน้อยลง ต้องประหยัดเงินในกระเป๋า เพราะค่าครองชีพนั้นขยับราคาขึ้นทุกอย่าง

ชัยภูมิชวนเที่ยวหน้าฝน เทศกาลดอกกระเจียวบาน ทิวลิปไทยแลนด์

ที่หน้าลาน สำนักงานอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ น.ส.อรอาภา โล่วีระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วยนายวรวิทย์ นามมหานวล อำเภอเทพสถิต นายสมศักดิ์ กาญจนะคช หัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแถลงถึงการจัดงานเทศกาลดอกกระเจียวบาน ประจำปี 2567

โดยในปีนี้ประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ฝนตกชุกมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ดอกกระเจียวภายในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เริ่มบานสะพรั่งแล้วกว่า 15% พร้อมเปิดงานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบานเปิดงาน 21 มิถุนายนนี้ ไปจนถึงจนถึง 31 สิงหาคม 2567 รวม 3 เดือน ในรูปแบบท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ สู่แหล่งท่องเที่ยวSoft Powerทั้งจังหวัด สู่สากลระดับนานาชาติ หนึ่งเดียวของประเทศไทย

https://youtube.com/watch?v=oh6gdiWO-5E%3Fsi%3DyAEoRp5X20W5gW7k

ที่ในหนึ่งปี จะมีดอกกระเจียวบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ป่าเต็งรังภายในอุทยานป่าหินงาม ภายในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีจุดที่น่าสนใจคือป่าหินธรรมชาติที่มีรูปร่างสวยงามแปลกตาหลายชนิด ทั้งรูปปราสาท รูปช้าง รูปถ้วยฟุตบอลโลก และอื่น ๆ กระจายอยู่ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 200 ไร่ มีจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีความร่มรื่น มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 800 เมตร เรียกว่าสุดแผ่นดินที่ราบสูง เป็นเขตแดนระหว่างภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

และในช่วงฤดูฝนของทุกปี ต้นดอกกระเจียวภายในทุ่งหญ้าป่าเพ็ก จะชูช่อออกดอกสีชมพูอมม่วง เต็มพื้นที่พื้นที่ป่าไม้ ตามซอกหิน อย่างมากมายเต็มพื้นที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เป็นที่น่าประทับใจของผู้มาเที่ยวชม ตลอดช่วง 3 เดือน วันเสาร์ อาทิตย์ ในช่วงการจัดงานดอกกระเจียวบานปี 2567 จะมีการจัดกิจกรรมมากมายทั้ง ทั้งการจัดนิทรรศการแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด การจัดประกวดดอกกระเจียวประดิษฐ์ ประกวดภาพถ่ายแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม การแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของคนพื้นเมือง ที่เรียกว่าชาวบน หรือที่เรียกว่าชาว “ญัฮกุร” (ยัด-กุน) มอญโบราณ การจำหน่ายสินค้าผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านมากมาย โดยเฉพาะทุเรียนที่นี่ มีรสชาติที่มีเอกลักษณ์ อร่อยไม่เหมือนใคร จนได้รับการขนานนามให้เป็นทุเรียนโอโซนผลไม้แห่งเทือกเขาป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

มาเที่ยวชัยภูมิแล้วต้องมาชิม นอกจากนี้ยังมีสินค้าโอทอปชื่อดัง ทั้งอาหาร เครื่องแต่งกาย สมุนไพร จากทุกอำเภอของจังหวัดชัยภูมิ พิเศษสุดสำหรับปีนี้ได้จัดรถ OTOP บริการ รับ-ส่งนักท่องเที่ยว ในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ เพื่อสร้างความสะดวก ปลอดภัย และสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งบรรยากาศการ แถลงข่าวไปครั้งนี้มีกลิ่นไอแคมปิ้งทำให้อยากชวนเพื่อนฝูง พี่น้อง และคนในครอบครัวเดินทางออกมากางเต็นท์เลยก็ว่าได้

ขณะที่ น.ส.อรอาภา โล่วีระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ บอกว่าไฮไลน์ทของเทศกาลดอกกระเจียวบานที่ปีนี้ มีฝนตกชุกมากกว่าหลายปีแล้ว นักท่องเที่ยวจะตื่นตาตื่นใจกับดอกกะเจียว เต็มท้องทุ่งป่าเตงรัง พื้นที่กว่า 200 ไร่ ตลอด 3 เดือน นักท่องเที่ยวจะได้ชมลานวัฒนธรรมหมู่บ้านชาว “ญัฮกุร” (ยัด-กุน) มอญโบราณ ให้ชมตลอด 3 เดือนของการจัดงาน ซึ่ในปีนี้ได้มีการยกระดับมาตรฐานการจัดงานสู่สากลที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

“ศุภมาส”หนุนวว.วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขาภาพรองรับสังคมผู้สูงอายุและทางการแพทย์

“ศุภมาส”  มอบนโยบายสนับสนุน วว. เป็นหน่วยงานวิจัยชั้นแนวหน้า พัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพรองรับสังคมผู้สูงอายุและทางการแพทย์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ FODMAP  อาหารแนวใหม่สำหรับโรคลำไส้แปรปรวน   

นางสาวศุภมาส   อิศรภักดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 61 ปี การดำเนินงาน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)  หน่วยงานวิจัยหลักของประเทศ ในวันที่  12  มิถุนายน  2567  ณ  วว. เทคโนธานี  คลองห้า  จ.ปทุมธานี  โดยได้รับเกียรติจาก นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผู้ริหารกระทรวง อว.  หน่วยงานในสังกัด และเครือข่ายพันธมิตร เข้าร่วมเป็นเกียรติในงาน  ภายในงานมีกิจกรรม  การมอบนโยบายและตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน  การแถลงข่าว “นโยบาย  อว.  สนับสนุน วว. เพื่อเป็นหน่วยงานวิจัยชั้นแนวหน้าในงานพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุและทางการแพทย์” การเปิดตัวงานวิจัย/บริการและรับรองอาหาร FODMAP …อาหารแนวใหม่สำหรับโรคลำไส้แปรปรวน   การมอบประกาศเกียรติคุณ แก่หน่วยงาน/บุคคลภายนอกที่ทำคุณประโยชน์ให้ วว.  พิธีลงนามความร่วมมือ Development of Thai ATMP industry for cell therapy into an international medical hub  กับเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่  บริษัท โรงพยาบาลกล้วยน้ำไทย จำกัด   3  AGEMBIO PTE LTD ,สิงค์โปร  และบริษัท วีก้า   เวลเนส  จำกัด  พิธีเปิดอาคาร 60 ปี วว. ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประยุกต์สู่ SMEs  ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ผู้ประกอบการเข้าใช้บริการจะได้รับสิทธิประโยชน์มาตรการทางภาษีและมาตรการส่งเสริมการลงทุน

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า  จากนโยบายที่มุ่งเน้นในด้านการวิจัยและนวัตกรรม คือ“วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ ได้แก่ Go Green  พอเพียง  ความยั่งยืน (Sustainability) ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)  พลังงานสะอาด  เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เศรษฐกิจชีวภาพ  เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” โดยมีทั้งมิติที่ทำเพื่อความเป็นเลิศ และมิติเพื่อสร้างความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจ ดังนั้นการสนับสนุนให้ วว. เป็นหน่วยงานวิจัยชั้นแนวหน้าในงานพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุและทางการแพทย์ ซึ่งเป็นธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และธุรกิจ Wellness & Longevity ในประเทศไทยที่มีการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการดำเนินการตามภารกิจที่ วว. มีความเชี่ยวชาญและได้สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 60 ปี มีผลงานการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ  จึงสอดคล้องกับการขับเคลื่อนของ  อว. ที่มุ่งเน้นหลักการสำคัญ คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” โดยให้เอกชนผู้ที่จะใช้ประโยชน์เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าควรจะทำเรื่องอะไร อย่างไร แล้วสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ของ อว. จะเข้าไปดำเนินการและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ใช้ความต้องการเป็นตัวนำ (market-driven) พร้อมปลดล็อกระเบียบ ข้อจำกัดต่างๆ นอกจากนี้ อว. ยังมุ่งส่งเสริมการสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการนวัตกรรมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเยาวชน สตาร์ตอัพ SMEs และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่  ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า  การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านสุขภาพเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นหนึ่งในเป้าหมายการวิจัยและพัฒนาของ  วว. โดยมีการทำงานอย่างครบวงจรเพื่อมุ่งเน้นนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้วยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล ผลิตผลิตภัณฑ์ผ่านโครงสร้างพื้นฐานโรงงานต้นแบบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากการลงทุนภาครัฐ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ตลอดจนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ โดยสาขาความเชี่ยวชาญของ วว. ที่รองรับความต้องการในการวิจัยและพัฒนาและให้บริการสำหรับธุรกิจ Wellness & Longevity และธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มีดังนี้  ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรและส่วนประกอบอาหารฟังก์ชัน/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Herbal extracts and Functional food ingredients)   ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง (Cosmetics) และเวชสำอางจากสมุนไพร (Herbal Cosmeceutical)   ความเชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์จากกลุ่มจุลินทรีย์ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future foods) ทั้งโปรตีนทางเลือก (Alternative protein) อาหารฟังก์ชั่น  (Functional foods) และอาหาร FODMAP ได้แก่  1) “ฐานข้อมูล FODMAP  ของวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารที่มีในประเทศไทย” ที่ยังไม่มีที่ใดทำและจะพัฒนา Application เพื่อเผยแพร่ให้คนทั่วไป  2) พัฒนาสูตรอาหาร FODMAP  เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดของการเป็นอาหาร Low FODMAP   3) โครงสร้างพื้นฐานด้านอาหาร ที่พร้อมให้บริการแก่ผู้ประกอบการ  ได้แก่ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (FISP) บริการวิจัยพัฒนา วิเคราะห์ทดสอบ ผลิตอาหารแบบ One Stop Service แก่ผู้ประกอบการ  รวมทั้งครัวแบ่งปัน (Co-working food space) พื้นที่เปิดบริการสำหรับผู้ประกอบการเพื่อผลิตอาหาร ได้มาตรฐาน ระดับสากล  

  นอกจากนี้ วว. ยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advance Therapy Medicinal Product, ATMP) ชนิดเซลล์บำบัด (Cell Therapy) ซึ่งนำ Stem cell (เซลล์ต้นกำเนิด) หรือองค์ประกอบของเซลล์มาช่วยฟื้นฟูความแข็งแรง  กระตุ้นการซ่อมแซมและเติบโตให้แก่เซลล์ในร่างกาย  พร้อมทั้งให้บริการวิเคราะห์ทดสอบการแตกหักของดีเอ็นเอ (DNA Damage) ของ Mesenchymal stem cells ด้วย Comet Assay ด้วย  โดยภายในงานยังมีพิธีลงนามความร่วมมือ เรื่อง  Development of Thai ATMP industry for cell therapy into an international medical hub  กับเครือข่ายพันธมิตร ได้แก่  บริษัท โรงพยาบาลกล้วยน้ำไทย จำกัด     AGEM BIO PTE LTD,สิงคโปร์   และบริษัท วีก้า   เวลเนส  จำกัด  โดย วว.  มีความร่วมมือกับ Department of Biochemistry National University of Singapore (NUS) ร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการรักษาด้วยเซลล์บำบัด  โดยมีความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูงเพื่อรักษามะเร็งซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของบุคลากรจาก NUS ความร่วมมือดังกล่าวเริ่มจากการร่วมกันดำเนินโครงการการพัฒนาสถานที่และกระบวนการผลิต Allogeneic umbilical cord-derived mesenchymal stem cell ตามมาตรฐาน GMP สำหรับการรักษาด้วยเซลล์บำบัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และบริษัทวีก้า เวลเนส จำกัด ในปีงบประมาณ 2566 โดยมีคณะผู้วิจัยหลักอยู่ที่  วว. และมีหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มีเป้าหมาย คือ การพัฒนาสถานที่ผลิต ระบบการผลิตสเต็มเซลล์ ระบบควบคุมคุณภาพ ระบบควบคุมความเสี่ยง ให้เป็นไปตามมาตรฐาน PIC/S GMP ทดสอบฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์ต้นแบบในระดับสัตว์ทดลอง ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต้นแบบในระดับหลอดทดลองที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อให้ได้มาซึ่ง allogeneic stem cells สำหรับใช้ในการบำบัดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดเพื่อเตรียมพร้อมสู่การนำไปใช้ยืนยันความปลอดภัยในเชิงคลินิกในอาสาสมัคร (phase I/II clinical trials) ในโครงการระยะถัดไป ตามแผนการดำเนินงานคาดว่าจะสามารถขึ้นทะเบียนสถานที่ผลิต Allogeneic stem cell ซึ่งจัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เสริมความพร้อมในการขยายผลทางคลินิกสู่การแพทย์ในเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2568 

 นอกจากนี้ ยังได้เปิดอาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประยุกต์สู่ SMEs (อาคาร 60 ปี วว.) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นเขตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามมติการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่  รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา และการเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการวิจัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ  เช่น  การผลิตชิ้นส่วนระบบราง  การผลิตชิ้นส่วนรถไฟฟ้าหรือยานยนต์สมัยใหม่  อุตสาหกรรมและบริการเพื่อสุขภาพ  อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต   อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่  อุตสาหกรรมชีวภาพ   รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม  โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก วว. จะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริม โดยอาคารฯ ดังกล่าวรองรับการดำเนินงานถ่ายทอดเทคโนโลยี และผลงานวิจัยให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)  ในการนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตและเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ และเพื่อใช้เป็นอาคารศูนย์กลางเพื่อรองรับการพัฒนากลไกหรือบริการด้านอื่นๆในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เช่น กิจกรรมบ่มเพาะผู้ประกอบการ , กิจกรรมยี่ยมชมโชว์ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของ วว. สู่การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ สร้างความพร้อมด้านธุรกิจ และผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล   วว. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของทุกภาคส่วนของสังคม เป็น  “Partner for your success” พร้อมเป็นที่ปรึกษาและให้บริการวิจัยพัฒนา บริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. 0 2577 9000 E-mail : tistr@tistr.or.th หรือที่ “วว. JUMP”

ชัยภูมิ เมืองน่าเที่ยว…Must Go..“หยิบหมอก หยอกดอกกระเจียว”

ยิ่งใหญ่อลังการงานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน จังหวัดชัยภูมิ ประจำปี ๒๕๖๗ ชัยภูมิ เมืองน่าเที่ยว…Must Go..“หยิบหมอก หยอกดอกกระเจียว”ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และอุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ๒๕๖๗

จังหวัดวัดชัยภูมิ ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อุทยานแห่งชาติไทรทอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชัยภูมิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครราชสีมา และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง


ขอเชิญทุกท่านร่วมเพลิดเพลินไปกับงานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน จังหวัดชัยภูมิ “หยิบหมอก หยอกดอกกระเจียว” ประจำปี ๒๕๖๗ ในระหว่างช่วงเดือน มิถุนายน – สิงหาคม ๒๕๖๗ ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต และ อุทยานแห่งชาติไทรทอง อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ

นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครราชสีมา เผยว่า ความสวยงามของทุ่งหญ้าเพ็กสีเขียวและความสดใสของดอกกระเจียวสีชมพูอมม่วงที่ล้อสายหมอก หยอกสายลมในช่วงหน้าฝนที่ใครหลายคนคิดว่าเป็นฤดูที่แตกต่าง “งานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน จังหวัดชัยภูมิ ประจำปี ๒๕๖๗” ที่จัดขึ้น ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต และ อุทยานแห่งชาติไทรทอง อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ เป็นกิจกรรมที่จัดต้อนรับฤดูฝน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน สร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนในท้องที่ สามารถสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวช่วงฤดูฝนให้กับนักท่องเที่ยวที่มีหัวใจอนุรักษ์ธรรมชาติ และผู้ที่สนใจทั่วไปที่เดินทางมาเยือนดินแดนชัยภูมิ

กิจกรรมภายในงาน อาทิ กิจกรรมดนตรีในสวน ชมไฟประดับ(Lighting) ลานวัฒนธรรมพื้นบ้าน(ทุกวันศุกร์-เสาร์) กิจกรรมดูดาว วิ่งเทรล กิจกรรมการประกวดภาพถ่าย Shoppingของที่ระลึกผลิตภัณฑ์ OTOP พื้นบ้าน รับประทานอาหารถิ่นมีชื่อ นอกจากนี้ทาง ททท.สำนักงานนครราชสีมา ยังร่วมกับพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในประเทศจัดแพ็คเกจเดินทางท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ โดย ณ ปัจจุบันได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์จำหน่ายแพ็คเกจทัวร์ได้แล้วจำนวน ๔ กรุ๊ป และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจซื้อแพ็คเกจทัวร์และเดินทางท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิในช่วงงานเทศกาลดอกกระเจียวบานไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คน

และคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองผ่านการรับข่าวสารข้อมูลทางช่องทางประชาสัมพันธ์อีกไม่ต่ำกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และชุมชนท้องถิ่นในชัยภูมิสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ โทร.๐ ๔๔๘๒ ๒๕๐๒ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โทร.๐ ๔๔๘๑ ๑๓๗๖ อำเภอเทพสถิต โทร.๐ ๔๔๘๕ ๗๑๐๕ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม โทร. ๐ ๔๔๐๕ ๖๑๔๑ – ๒ อุทยานแห่งชาติไทรทอง

สายสีแดงยกระดับคุมเข้มคนร้ายกราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เตรียมความพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน จัดโครงการฝึกอบรมการรองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter)

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินนโยบาย มาตรการต่างๆ ที่เป็นการยกระดับด้านการให้บริการรถไฟฟ้า ควบคู่กับการให้ความสำคัญในด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด อีกทั้งในปัจจุบันเกิดเหตุการณ์กราดยิงในพื้นที่สาธารณะ และมีการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆบ่อยครั้ง จึงได้จัดโครงการ ฝึกอบรมการรองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับกองบังคับการและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรที่มีประสบการณ์ เข้าให้การบรรยายเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่พนักงานทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในสถานีรถไฟฟ้า ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รวมถึงเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดกรณีเผชิญเหตุการณ์กราดยิง (Active Shooter) และยังได้รับเกียรติจากสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน ซึ่งกำกับดูแลในพื้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย โดยจัดให้มีการฝึกอบรมทั้งหมด 4 รุ่น ตั้งแต่วันที่ 10 – 13 มิถุนายน 2567 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจว่า สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างปลอดภัย

บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง