ขาหมูรสเด็ด-น้ำพะโล้หอมเข้มข้น ร้านติ๊ดอ้วน อร่อยคู่เมืองแกลง กว่า 80 ปี

ใครที่ขับรถผ่านถนนสายวังหิน-วังหว้า มาถึงพื้นที่ ม.13 ต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง ท้องร้อง รู้สึกหิว ขอแนะนำให้ไปแวะรับประทาน ข้าวขาหมูพะโล้สูตรเด็ดกว่า 80 ปี ร้านติ๊ดอ้วน ขาหมูชุ่มฉ่ำ เนื้อหมูละลายในปาก พร้อมน้ำพะโล้ที่เข้มข้น กลมกล่อม เริ่มต้นที่จานละ 50 บาท

ร้านข้าวขาหมู “ติ๊ดอ้วน” ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านขาหมูพะโล้เจ้าดังของระยอง และลูกค้าบอกปากต่อปากว่า มีรสชาติที่อร่อยเพราะวัตถุดิบของทางร้านสดใหม่ทุกวัน ขณะที่น้ำพะโล้ก็เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ผ่านการเคี่ยวปรุงจนอร่อย ที่สำคัญน้ำพะโล้มีความเข้มข้น และความกลมกล่อมอย่างลงตัว

สำหรับน้ำพะโล้ในหม้อมีความเสถียร ตามสูตรที่ได้ทำมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปี เวลาที่ลูกค้ามาทานจะได้ทานรสชาติที่มีความเข้มข้นของน้ำพะโล้ ที่ซึมเข้าไปในเนื้อของขาหมู มีความชุ่มฉ่ำ เนื้อหมูละลายในปาก อร่อยทุกชาม ราคาขาหมูพะโล้จานละ 400 บาท มีทั้งแบบสับ และไม่สับ แต่ถ้าเป็นข้าวขาหมูเริ่มต้นที่ 50 บาท

คุณ วัชระ ถนอมวงค์ หรือ ติ๊ดอ้วน อายุ 57 ปี บอกว่า ตัวเองเป็นคนชอบทำอาหาร และเคยขายข้าวขาหมูที่ อ.วังจันทร์ เมื่อ 20 ปีก่อน และเลิกขายไปเนื่องจากย้ายไปอยู่ จ.จันทบุรี พออยู่ได้สักพัก ตนก็มีโอกาสได้ย้ายกลับมาอยู่ จ.ระยอง ตนก็เลยคุยกับครอบครัว จะกลับมาทำอาชีพเดิม จนปัจจุบันนี้ขายมาแล้ว 5 ปี ที่ อ.แกลง จ.ระยอง ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก

นอกจากนี้ ลูกค้าเก่าที่ อ.วังจันทร์ พอรู้ข่าวว่าตนกลับมาขายข้าวขาหมูต่อ ก็ตามกลับมากินที่ร้าน จะขายดีมากวันเสาร์-อาทิตย์ ยอดขายประมาณ 78-80 กิโลต่อวัน ส่วนวันธรรมดาก็จะขายอยู่ 40-50 กิโล บางวันก็หมดเร็ว ตนจึงอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ถ้ามาเที่ยว จ.ระยอง หรือ จ.จันทบุรี ให้ลองมาชิมขาหมูพะโล้สูตรเด็ดของตนด้วย ทางร้านยังมีเมนูแนะนำอีกหลายอย่าง นอกจากขาหมูพะโล้ เช่น กะเพราขาหมู ที่มีความแห้งไม่มันรสชาติกลมกล่อม และก๋วยเตี๋ยวขาหมู

ร้านเปิดขายทุกวันไม่มีวันหยุด เปิดตั้งแต่เวลา 07.00-15.00 น. ติดต่อทางร้านได้ที่เบอร์โทร 083-615-8644 หรือ เฟซบุ๊กของร้าน ชื่อ “ติ๊ดอ้วน”

คอหวยเฮลั่น!ครม.คลอดหวย 3 ตัว โต๊ด-เต็ง สุ่มแจกรางวัลพิเศษ

คอหวยมีเฮ หลัง ครม.เห็นชอบให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการสลาก 3 ตัว (N3) แบบสมทบเงินรางวัล ที่ให้ผู้ซื้อสามารถเลือกหมายเลขแต่ละหลักให้ครบสามหลักและหลักซ้ำได้ กรณีไม่มีผู้ถูกรางวัลจะนำเงินรางวัลไปสมทบในงวดต่อไป พร้อมเปิดรูปแบบรางวัลซื้อ 1 ครั้ง มีลุ้นถึง 4 รางวัล ทั้ง 3 ตัวตรง 3 ตัวสลับ (โต๊ด) 2 ตัวตรง และรางวัลพิเศษที่สุ่มหมายเลขจากสลากที่ถูกรางวัล 3 ตัวตรง ด้านโฆษกบอร์ดสลากฯชี้จากนี้เตรียมประชุมเพื่อหาข้อสรุป 3 ประเด็น ราคาขาย 20-50 บาท การคัดเลือกผู้ขายและระบบในการจำหน่าย ด้าน ผอ.สำนักงานสลากฯยันจะเร่งทำ เริ่มจากทดลองขายเองก่อนภายในปีนี้ ส่วนรูปแบบการออกรางวัลรอสรุปอีกครั้ง

คอหวยไทยจะได้ซื้อหวย 3 ตัวแล้ว โดยเมื่อช่วงสายวันที่ 11 มิ.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีหนึ่งในวาระสำคัญคือการเสนอเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สลากแบบ 3 ตัว (N3) ว่า ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงสมทบเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ตัวเลข 3 หลัก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกหมายเลขแต่ละหลักให้ครบ 3 หลัก และหลักซ้ำกันได้ เป็นสลากประเภทสมทบเงินรางวัล แต่ไม่เกิน 1 งวด โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดสรรเงินรางวัลให้ 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสลากเลข 3 หลักใน
แต่ละงวด

หลังจากนั้น นายเศรษฐาได้ทวีตผ่านแอปพลิเคชัน X เพิ่มเติมว่า ข่าวดีคอหวยมาแล้วครับ วันนี้ ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงการสมทบเงินรางวัลสลากกิน แบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก โดยหลักการคือ ปัจจุบันสลากกินแบ่งที่เรารู้จักคือ สลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก (L6) เรากำลังจะมีสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลข 3 หลัก (N3) เพิ่มอีกแบบหนึ่ง โดยซื้อหนึ่งครั้ง เราจะเล่นได้ 4 เกมส์ (ลุ้นได้ 4 รางวัล) คือ 3 ตัวตรง, 2 ตัวตรง, 3 ตัวสลับหลัก และรางวัลพิเศษ โดยหวย N3 นี้ ถ้าไม่ถูกรางวัลในงวดนี้ สามารถสะสมเงินรางวัลไปอีกงวดหนึ่งได้ แต่ได้แค่งวดเดียวเท่านั้น ถ้าอีกงวดหนึ่งยังไม่มีคนถูกรางวัลพิเศษอีก ก็นำเงินส่งเข้ารัฐเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งรายละเอียดขอให้ติดตามการแถลงข่าวของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลต่อไป

“ไทย-เวียดนาม”เชื่อมความสัมพันธ์ความงามเชิงท่องเที่ยว จัดงาน Global Eco Tourism Beauty Pageants

เมื่อเร็ว ๆ นี้    Amedia ได้มีการจัดงาน Global Eco Tourism Beauty Pageants ประกวดความงามการท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก 2024   ขึ้นที่  The Bazaar Hotel Bangkok (ประเทศไทย)  เพื่อตอบสนองต่อวันคุ้มครองโลกในวันที่  5 มิถุนายน 2567

Ms. Jen Bui  ประธานจัดงาน ประกวดความงามการท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก 2024 กล่าวว่า  เพื่อตอบสนองต่อวันสิ่งแวดล้อมโลก และเป็นการแลกเปลี่ยนและมิตรภาพระหว่าง ประเทศเวียดนามและไทย จึงมีการจัดกิจกรรมแข่งขันงานดังกล่าวขึ้น 

“ประเทศไทยที่มีความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อแบ่งปันและเรียนรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจากให้นานาประเทศได้รับรู้”

ปี 2024 ถือเป็นปีพิเศษที่มีเหตุการณ์สำคัญมากมายในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นช่วงที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลก ทำให้ผู้คนต้องหาทางแก้ไขและเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมสีเขียว

การประกวดความงาม Global Eco Tourism Beauty Pageants  กลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การแข่งขันไม่เพียงแต่มุ่งเน้นไปที่ความงามเท่านั้น แต่ยังผสมผสานการให้ความสำคัญในเรื่องการปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม และให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชุมชนและสังคม

การจัดงาน Global Eco Tourism Beauty Pageants นี้  ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการแข่งขันเพื่อค้นหาตัวแทนที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรการท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก รอบชิงชนะเลิศ ขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา 

โดยทาง  Amedia Star ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดงานได้ร่วมสนับสนุนที่พักที่โรงแรม The Bazaar Hotel Bangkok (ประเทศไทย) เพื่อเป็นสถานที่สำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ การแข่งขัน ซึ่งได้รับความสนใจจากนานาชาติหลังจากลงทะเบียนอย่างเป็นทางการเป็นเวลานานกว่า 4 เดือน ผู้จัดงานได้รับใบสมัครมากกว่า 60 รายการจากทั่วทุกมุมโลก

สำหรับบรรยากาศในงาน มีแขกผู้รับเชิญจากนานาประเทศ และทูตคนสำคัญเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง  โดย  Mrs Eco Tourism Global 2024 ได้รับรางวัล Le Thi Hoai Phuong จากเวียดนาม  และรองชนะเลิศอีก 2 ราย ได้แก่ ภาวินี อารัมเปต (ไทย) และ Kseni Gubic (รัสเซีย)

หลังจากสาวงามคว้าแชมป์ในการประกวดครั้งนี้ เธอจะรับหน้าที่เป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์ กิจกรรมเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นระยะเวลา 1 ปี

สำหรับผู้ที่ชนะการประกวดงานครั้งนี้ ประกอบด้วย 

ในประเภท Miss, Miss Teen และ Miss Teen ผู้ชนะได้แก่:

  • Miss Eco Tourism Global 2024: Hoang Thi Hai Yen
  • Miss Teen Eco Tourism Global 2024: Truong Thao Vy
  • Little Miss Eco Tourism Global 2024: Vanessa Angel Edshin (Indonesia)

ประเภท  Miss Teen Eco Tourism Global 2024

Winner: Truong Thao Vy (Vietnam)

Runner Up 1: Swar Mnemosyne Ricafort (Philippines FCIV)

Runner Up 2: Pathira Ekjakkaew (Thailand)

Miss Teen Eco Tourism Global Ambassador 2024: Swar Mnemosyne Ricafort (Philippines FCIV)

ประเภท  Little Miss Eco Tourism Global 2024

Winner: Vanessa Angel Edshin (Indonesia)

Runner Up 1: Patricia Ashgari (Thailand)

ประเภท Miss Eco Tourism Global 2024

Winner: Hoang Thi Hai Yen (Vietnam)

Runner Up 1: Doangkamon Racharin (Thailand)

Runner Up 2: Thidarat Oopkamdeang (Thailand)

Runner Up 3: Sophia Magsipoc (Philippines)

Miss Eco Tourism Global Ambassador 2024: Virakam Krudthongkul (Thailand)

งานใหญ่ประจำปี ขาช้อป ต้องไม่พลาด มหกรรม “OTOP MIDYEAR 2024″เมืองทองธานี

อำนาจเจริญ “เมืองหลวงแห่งเมืองผ้าขาวม้า” พช. อำนาจเจริญร่วมพิธีเปิดงาน OTOP MIDYEAR 2024 “หลากหลายผลิตภัณฑ์ สีสันภูมิปัญญาไทย” ชูสินค้าเอกลักษณ์ท้องถิ่น งานหัตถศิลป์ล้ำค่า อลังการงานผ้า จากฝีมือคนไทย ระหว่างวันที่ 8 – 16 มิถุนายน 2567 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี


นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) เป็นประธานพิธีเปิดงาน OTOP MIDYEAR 2024 ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด “หลากหลายผลิตภัณฑ์ สีสันภูมิปัญญาไทย” โดยมี นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะทูตานุทูต ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้ประกอบการ OTOP สื่อมวลชน และภาคีเครือข่าย ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

จังหวัดอำนาจเจริญ โดย ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มอบหมายให้ นายประทีป บูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมด้วย ส.ต.ต. หญิง พรวิไล จันพิรักษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน OTOP MIDYEAR 2024 “หลากหลายผลิตภัณฑ์ สีสันภูมิปัญญาไทย” พร้อมทั้งเยี่ยมชมให้กำลังใจ กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดอำนาจเจริญ

กลุ่มอาชีพกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี บริษัทประชารัฐสามัคคีจังหวัดอำนาจเจริญ และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และแฟนคลับ OTOP เที่ยวงาน OTOP MIDYEAR 2024 “หลากหลายผลิตภัณฑ์ สีสันภูมิปัญญาไทย” ระหว่างวันที่ 8 – 16 มิถุนายน 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ชม ช็อป ชิม แช๊ะ แชร์ การจัดงานแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย ร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศไทย

ภาพ-ข่าว/นายทิพกร หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ รายงาน

เปิดสวนทุเรียน 38 สายพันธุ์วังน้ำเขียว ชม ชิม ช้อป สดยกขั้วจากต้น

นครราชสีมา-เริ่มแล้ว..สวนทุเรียนเพลินจิต เปิดสวนทุเรียน 38 สายพันธุ์วังน้ำเขียว เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสวน ชิม ช้อป อย่างจุใจ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 นายสาธิต ตริตารักษ์ เป็นเจ้าของสวนทุเรียนเพลินจิต ตั้งอยู่ที่บ้านคลองทราย หมู่ 8 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า “สวนทุเรียนเพลินจิต ปลูกทุเรียนเบญจพรรณกว่า 40 สายพันธุ์ จำนวน 360 ต้น บนพื้นที่ 12 ไร่ ซึ่งสายพันธุ์ที่รู้จักกันดี จะมีทั้งหมอนทอง ชะนี พวงมณี มูซานคิง กบชายน้ำ กบสุวรรณ หลงลับแล โอวฉี่หนามดำ ส่วนสายพันธุ์ที่หาทานยาก แทบจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จะมีพันธุ์ฉัตรสีนาก ทองย้อยฉัตร นกหยิบ ยาวลิ้นจี่ กลีบสมุทร นวลทองจันทร์ ทองลินจง สายน้ำผึ้ง ทองกมล ทองบางสะพาน เม็ดในยายปราง ย่ำมะหวาด ทองตำตัว ทองลาบู และสำหรับทุเรียนตระกูลก้านยาว ที่ปลูกไว้จะมีทั้งก้านยาวสีนาก ก้านยาววัดสัก ก้านยาวทรงหวด ส่วนตระกูลกบก็มีเช่นกัน อาทิ กบแม่เฒ่า กบตาขำ กบพิกุล กบสาวน้อย กบเล็บเหยี่ยว กบทองคำคมบาง กบทองคำนนทบุรี เป็นต้น

การดูแลสวนทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ ตนจะศึกษาหาความรู้จากยูทูปจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำการดูแลทุเรียนอยู่มากมาย แต่ที่สวนนำมาปรับใช้ จะเน้นการบำรุงดินให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อต้นทุเรียน ซึ่งทางสวนจะเน้นการใช้มูลสัตว์หมักและการปรับสภาพดินโดยใช้ยิบซั่มเป็นหลัก ทั้งนี้ในส่วนของธาตุรอง-ธาตุเสริม ทางสวนจะให้ปีละ 2 ครั้งทุก 6 เดือน ซึ่งคาดว่า ในปีนี้จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เป็นต้นไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ ทางสวนจะตัดทุเรียนที่แก่จัดเท่านั้น จึงทำให้ลูกค้าไม่พบปัญหาทุเรียนอ่อนอย่างแน่นอน และในปีนี้จะเน้นขายทุเรียนที่หน้าสวนเป็นหลัก ไม่ได้ขายออนไลน์

นอกจากนี้ สวนทุเรียนเพลินจิตในปีนี้ ยังได้สร้างร้านขายทุเรียนและขนมหวานขึ้นมาใหม่ ผู้ที่เยี่ยมเยือนอุดหนุน นอกจากจะได้ชิมทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ แล้ว ยังมีขนมหวานหลากชนิดที่ทางร้านได้เลือกสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ พิถีพิถันการทำทุกขั้นตอน มาไว้บริการให้กับลูกค้าได้ทานของอร่อยๆ อาทิ ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ และขนมหวานอื่นๆ อีกหลายชนิด รวมทั้ง ยังมีไอศกรีมโฮมเมดทำเอง เช่นไอศกรีมทุเรียน กะทิสด มะม่วง โยเกิร์ต ซอร์เบท์ฝรั่ง และเครื่องดื่มเย็นจำพวก อิตาเลี่ยนโซดา และชารสต่างๆ

โดยร้าน Ploenchit Durian &Desserts ร้านขายทุเรียน, ขนมหวาน,ไอศกรีม และเครื่องดื่ม จะเปิด soft opening ในวันที่ 29 มิถุนายน 2567 และจะGrand opening เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ ท่านใดที่ชื่นชอบทุเรียน ขนมหวาน และไอศกรีม หรือนักท่องเที่ยวที่มาชมฝูงกระทิงบนจุดสกัดเขาสูงเขาแผงม้า สามารถแวะมา ถ่ายรูปกับลูกทุเรียน และแวะชิมขนมที่ร้านได้ที่ สวนทุเรียนเพลินจิต บ้านคลองทราย อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

ไฟไหม้ตลาดนัดจตุจักรโซนค้าสัตว์สลดถูกย่างสดนับพัน-วอด 118 ร้าน

หนีตายระทึก ไฟไหม้ตลาดศรีสมรัตน์ รับรุ่งอรุณ หลังเจเจมอลล์ ตลาดนัดจตุจักร เผาโซนค้าสัตว์-วอด 118 ร้าน จนท.ใช้เวลาควบคุมเพลิงกว่า 1 ชม. พบซากสัตว์ถูกไฟคลอกตายเกลื่อน คาดไฟฟ้าลัดวงจร-ความเสียหายหลายล้านบาท สนง.เขตตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. 67 ร.ต.ท.ณัฐพงศ์ ปิยนามวณิช รอง สว.(สอบสวน) สน.บางซื่อ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในตลาดศรีสมรัตน์ ด้านหลังตลาดเจเจมอลล์ ถนนกำแพงเพชร 3 แขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพฯ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบพร้อมรถดับเพลิง 10 คัน

ที่เกิดเหตุอยู่ใกล้กับตลาดนัดจตุจักร แบ่งเป็นล็อกขายสัตว์ต่างๆ จำนวน 118 ห้อง มีชั้นลอยสำหรับเก็บของและห้องพักของคนดูแลร้าน เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วจนไหม้เต็มพื้นที่ เจ้าหน้าที่ระดมใช้น้ำฉีดเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงเพลิงจึงสงบ เบื้องต้นเพลิงเผาวอดเสียหายทั้งหมด 118 ห้อง

จากการสอบสวน น.ส.หมีชา แลเชอ อายุ 36 ปี พนักงานขายของร้านเจ๊หนึ่ง ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนนอนเฝ้านกแปลกและนกหายากอยู่บนชั้นลอยของร้าน ได้ยินเสียงดังของสัตว์เลี้ยงนานาชนิด มีกลุ่มควันปกคลุมเต็มพื้นที่จนหายใจไม่ออก ต้องปีนหน้าต่างกระโดดหนีตายลงมาจากชั้นบน ส่วนสัตว์เลี้ยงในร้านตายทั้งหมด นกที่มีราคาแพงที่สุดคือ นกกระตั้ว ตัวละ 3 หมื่นบาท ซึ่งตอนนี้เจ้าของร้านทราบเรื่องแล้วกำลังเดินทางมา

ด้าน นายศักดา บรรพจุลจินดา อายุ 54 ปี เจ้าของร้านทีเค ฟาร์ม กล่าวว่า ตนมีร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุ ขายสัตว์แปลกนำเข้าจากต่างประเทศนานาชนิด ราคาตัวละตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน รวมมูลค่าในร้านนับสิบล้านบาท โชคดีที่ไม่ถูกไฟไหม้ ส่วนตลาดที่เกิดเหตุขายสินค้าประเภทสัตว์เช่นเดียวกัน เพลิงเกิดจากร้านหัวมุมถนนที่แต่ก่อนขายนก ชื่อร้านแองเจิ้ล เบิร์ด ช็อป ตอนนี้เปลี่ยนเป็นขายสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น พุดเดิ้ล ชิสุ และปอมฯ โดยเจ้าของร้านเลี้ยงและขายกันเอง ไม่มีลูกจ้าง กลางคืนก็จะเปิดพัดลมไว้ให้สุนัขทั้งคืน

ทั้งนี้คาดว่าไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เกิดเหตุดังกล่าว สำหรับความเสียหายมีสัตว์เลี้ยงตายคาดว่านับพันตัว ประกอบด้วย ปลาสวยงาม แมว สุนัข สัตว์แปลก เช่น หงส์ นก ลิง ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาตัวละหลักหมื่นจนถึงหลักแสน มูลค่ารวมน่าจะหลายล้านบาท โดยบางร้านจะมีพนักงานนอนเฝ้าอยู่บนชั้นลอย บางร้านใช้เป็นที่เก็บของ ตอนนี้ยังไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เบื้องต้นเจ้าของร้านทุกร้านทราบเรื่องแล้ว ซึ่งทางสำนักงานเขตจตุจักร ได้ตั้งโต๊ะให้เจ้าของร้านมาลงทะเบียน และรวมมูลค่าความเสียหายของแต่ละร้านเพื่อหาทางช่วยเหลือเบื้องต้น ซึ่งในช่วงสายจะได้แจ้งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อหาจุดเกิดเหตุและสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

นราธิวาสอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน”สร้างจิตสำนึกคนในชาติ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 4 จัดฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 4) รุ่นที่ 4  ประจำปี 2567  เพื่อผลิตจิตอาสา 904 เป็นบุคลากรแกนนำของประชาชนจิตอาสาร่วมสร้างจิตสำนึกให้กับคนในชาติ

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.67  เวลา 15.00 น. ที่ ศูนย์ฝึกจิตอาสา ภาค 4 ค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส  พลโท ศานติ  ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4  ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 4 เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 4) รุ่นที่  4 ประจำปี 2567  โดยมี ว่าที่ร้อยตรี  ตระกูล  โทธรรม  ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  พร้อมผู้แทนจากส่วนราชการต่าง ๆ เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานการฝึกอบรมหลักสูตรจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 4) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2567 ณ ศูนย์ฝึกจิตอาสา ภาค 4 ค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ระหว่างวันที่ 10  –  26  มิถุนายน  2567  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม สามารถเป็นแกนนำในการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ในลักษณะการเป็นจิตอาสา สร้างผู้นำที่มีความเสียสละ มีระเบียบวินัย รู้จักหน้าที่ 

นอกจากนี้มีจิตสาธารณะเป็นเครือข่ายจิตอาสาเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ประสานความร่วมมือกับภาครัฐ และภาคเอกชน  โดยคัดเลือกเยาวชน และนักเรียนเข้ารับการอบรมเป็นรุ่นแรก จำนวน 60 คน และผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จำนวน 140 คน จากข้าราชการ และประชาชน ใน 14 จังหวัดภาคใต้  รวม  200 คน และ มีวิทยากร และเจ้าหน้าที่ ดูแลการฝึก จำนวน  77 คน

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

คดีหมูเถื่อน จับ “ปลาซิวปลาสร้อย” ปล่อย “ปลาใหญ่”

ในปี 2567 เกิดคดีใหญ่ๆ หลายคดีที่เป็น Talk of the Town ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ฉ้อโกงและการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ล้วนอยู่ในความสนใจและการติดตามของสังคมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข่าวสำคัญก่อนหน้าถูกเบียดจนตกกระแส ทั้งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องมาจับตาดูว่า “คดีหมูเถื่อน” กฎหมายจะนำคนผิดมาลงโทษได้อย่างไร เพราะเป็นคดีที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้ประเทศชาติ โดยเฉพาะคนเลี้ยงหมู ที่ได้รับผลกระทบจากกลไกราคาถูกบิดเบือนจนราคาตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตนานกว่า 1 ปี  บีบเกษตรกรรายย่อยต้องออกจากระบบไปนับหมื่นราย จากช่วงปี 2564 ก่อนเกิดโรคระบาด ASF ซึ่งมีผู้เลี้ยงทั่วประเทศประมาณ 150,000 ราย ปัจจุบันเหลือเพียง 50,000 ราย

การสืบสวนจับกุมคดีหมูเถื่อน เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ในความรับผิดชอบของกรมศุลกากร แต่เป็นการจับกุมระหว่างการขนย้ายและลักลอบนำเข้าตามชายแดน มากกว่าจับกุมที่ต้นทางสินค้าการนำเข้ามาในประเทศ แล้วส่งคดีไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้ดำเนินคดี นำไปสู่การเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตรวจค้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จับกุมหมูเถื่อนล็อตใหญ่เป็นครั้งแรก 161 ตู้ ของกลาง 4,500 ตัน เป็นข่าวคึกโครมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 นำไปสู่การขยายผลเป็นคดีใหญ่อีก 2 กลุ่ม คือ คดีหมูเถื่อน 2,385 ใบขน ที่มีการสำแดงเท็จผ่านพิธีการศุลกากรออกไปจำหน่ายทั่วประเทศไทย และยังมีคดีนำเข้าซากสัตว์ เนื้อวัว หมูเถื่อนและสัตว์อื่น สวมสิทธิ์ตีนไก่อีกนับหมื่นตู้ แต่ทั้งสองคดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าแม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 8 เดือนแล้วก็ตาม

การดำเนินคดีหมูเถื่อนเปรียบได้กับ “ม้าตีนต้น” ควบเต็มกำลังออกตัวแรงช่วงต้นและแผ่วลงตามลำดับ ไปไม่ถึงเส้นชัยจับคนทำผิด “ตัวใหญ่” ไม่ได้เสียที จนร้อนถึงนายกรัฐมนตรีต้องลงมาสั่งการและติดตามงานด้วยตัวเองอยู่ระยะหนึ่ง นำไปสู่การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพราะคดีไม่คืบหน้า ช่วงนี้แม้จะมีข่าวความคืบหน้าออกมาบ้าง แต่ก็ยังไม่มีชื่อนักการเมือง หรือ ข้าราชการระดับสูงที่อยู่เบื้องหลัง และทราบว่าจะมีการขออนุมัติสอบสวนคดีตู้ที่นำออกเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ส่วนคดี 161 ตู้ ได้ส่งสำนวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยแถลงข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นข้าราชการระดับ “เจ้าหน้าที่” ตรวจสอบเอกสารเท่านั้น  

ยิ่งนานวันยิ่งเกิดคำถามเกี่ยวกับการดำเนินคดีหมูเถื่อนว่า หรือคดีนี้จะมี “ใบสั่ง” เพราะมีการตั้งข้อสังเกตที่เริ่มต้นคดีเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ที่จะทำให้คดีล่าช้าออกไปอีก ซึ่งคดีลักษณะนี้ พนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยทำสำนวน และสรุปสำนวนส่งให้ศาลพิพากษาตัดสินคดีเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว 3 คดี คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ 1.จำเป็นต้องเลือกเป็นการสอบสวนคดีนอกราชอาณาจักรหรือไม่ 2.เหตุใดจึงไม่รีบดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ดังเช่นที่ตำรวจเคยทำ และ 3.การได้ประวิงเวลาออกไปจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่ และใครจะได้ประโยชน์ 

จากคำถามของสังคมข้างต้น ล้วนเป็นเหตุเป็นผลให้คิดไปว่า หรือจะจับ “ปลาใหญ่” ไม่ได้แน่ เพราะปลาใหญ่จับยาก จับได้ก็ดิ้นหนีเพราะแรงมาก สำหรับคดีหมูเถื่อนเดินทางมา 2 ปีกว่า แม้จะได้เพียงปลาซิวปลาสร้อย ทั้งเจ้าหน้าที่และนายทุน (ตัวเล็ก)ก็ต้องจับไว้ก่อนดีกว่า “คว้าน้ำเหลว” จับใครไม่ได้ จะเป็นการสั่นคลอนความน่าเชื่อถือและความโปรงใสของขบวนการสืบสวน สอบสวน และดำเนินคดีของไทย

โดย…อาบอรุณ ธรรมทาน

“ศัลยกรรม-เอจจิ้ง” เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2024

ธุรกิจการแพทย์ในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัว สอดรับกับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ โดยเฉพาะด้านศัลยกรรมและความงาม ที่มีเทคนิคการแพทย์ใหม่ ๆ หลายรูปแบบมาตอบโจทย์ตลาด และด้าน Anti-Aging หรือ เวชศาสตร์ชะลอวัย ที่กำลังเติบโตอย่างมาก

คุณหมิว – ปณภัทร พลอึงรัตนวงศ์ Co-Founder และ Beauty Assistance จากแบรนด์ A-Listic ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์การตลาด เปิดเผยถึงเทรนด์สุขภาพในปี 2024 ว่า ธุรกิจด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของไทยยังคงเป็นด้านศัลยกรรมและความงาม ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ และธุรกิจด้าน Anti-Aging หรือ เวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งมีแนวโน้มที่กำลังเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะด้านศัลยกรรมและความงาม ที่มีเทคนิคการแพทย์ใหม่ ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ตลาด และด้าน Anti-Aging หรือ เวชศาสตร์ชะลอวัย ที่มีทั้งเทคนิคและเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย สามารถเข้ามาช่วยในการดูแลสุขภาพและชะลอวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการมีบุคลิกที่ดูดีแม้จะสูงวัย และไม่อยากให้ดูแก่ก่อนวัย

“มูลค่าของธุรกิจด้านสุขภาพและความงามในช่วง 2-3 ปีมานี้ จะอยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท และมีอัตราการเติบโต 10-20% ทุกปี ตอนนี้คนให้ความสนใจด้าน Wellness เกี่ยวกับความงามเพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยเองก็มีคลินิกและสถานประกอบการด้านสุขภาพที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพสูงอยู่เป็นจำนวนมาก คลินิกด้านความงามที่มีมาตรฐานสูง ๆ ก็จะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้แลและให้คำปรึกษา อย่าง A-Listic เราก็มีแพทย์หญิงต้องหทัย ตั้งสินมั่นคง ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ระดับอาจารย์แพทย์ และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคปรับรูปหน้า และการดูแลรูปร่างด้วยนวัตกรรม 

และผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานระดับโลก ผ่าน US FDA ในทุกหัตถการ มาคอยให้คำปรึกษาและดูแล ซึ่งปัญหาหลักที่พบมากตอนนี้คือ เคสเกี่ยวกับการดูแลรูปร่าง โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น และมีปัญหาระบบการเผาผลาญที่ลดลงตามวัย ซึ่งวิธีการหรือเทคนิคในปัจจุบันที่ใช้ในการดูแลรูปร่างนั้น ก็จะมีหลากหลายเทคนิค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำเทคนิคที่เหมาะสมในการดูแลรูปร่าง โดยจะใช้ระยะเวลาเริ่มต้นที่ 1 เดือน ค่าใช้จ่ายเริ่มที่ประมาณหลักหมื่นต้น ๆ ก็สามารถดูแลแก้ปัญหาเรื่องรูปร่างได้แล้ว ซึ่งเราก็ยินดีให้คำปรึกษาแนะนำในเบื้องต้นเพียงทักเข้ามาพูดคุยผ่านช่องทางไลน์ @alisticclinic หรือ Instagram : alisticclinic หรือ โทร. 09-4368-8264 ค่ะ” คุณหมิวกล่าว 

ปัจจุบันนี้นอกจากเทรนด์การดูแลสุขภาพจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นแล้ว การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยยังนับเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการชะลอวัยมีการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นด้วย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า ผู้สูงอายุคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละ 5 แสนคน และคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2568 ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยจะมีผู้สูงอายุ 1 คน ต่อประชากร 5 คน ซึ่งเชื่อว่ากลุ่มประชากร Silver Age ที่ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงนั้น จะมีความต้องการใช้ชีวิตอย่างแอคทีฟเหมือนคนวัยหนุ่มสาว และส่งผลให้ธุรกิจด้านการชะลอวัยแบบองค์รวมจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงบริการทางการแพทย์และบริการสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งจะมีการพัฒนาระดับการดูแลที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ และอาจรวมไปถึงที่อยู่อาศัย สังคม และคุณภาพชีวิตจนครบทุกมิติด้วย 

เข้าสู่ฤดูฝนมะนาวพิจิตรออกผลดกฉุดราคาลดฮวบเหลือ 10 ผล 1 บาท

พาณิชย์พิจิตรลงพื้นที่ดูการตลาดมะนาวเมืองชาละวันหลังเข้าสู่ฤดูฝนผลผลิตออกดกฉุดราคาลดลงหนัก 10 ผล 1 บาท

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 นายพิชัย เมืองมัจฉา พาณิชย์จังหวัดพิจิตร มอบหมายให้นายปริญญา บุญมา หัวหน้ากลุ่มกำกับและพัฒนาเศรฐกิจการค้า พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ร่วมกับเกษตรอำเภอโพทะเล​ (นายพรชัย​ แก้วเพชร​) ติดตามสถานการณ์ผลผลิตและการตลาดมะนาวในพื้นที่อำเภอโพทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกมะนาวมากสุดในจังหวัดพิจิตร พบว่า ช่วงนี้ผลผลิตมะนาวทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

และจะออกมากในช่วงกลางเดือนมิถุนายนไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม 67 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกับจังหวัดแหล่งผลิตอื่น จึงทำให้ราคาลดลงจากช่วงก่อน ซึ่งก็จะเป็นไปตามกลไกของตลาด ผลผลิตมีมาก ก็จะราคาถูกลง ของมีน้อย ราคาก็จะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานจะได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยได้รายงานราคารับซื้อมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567

มะนาวเบอร์ 0 (เบอร์300) ราคาลูกละ 0.80-1.00 บาท
มะนาวเบอร์ 1 (เบอร์400) ราคาลูกละ 0.40 บาท
มะนาวเบอร์ 2 (เบอร์500) ราคาลูกละ 0.20 บาท
มะนาวเบอร์ 3 (เบอร์600) ราคาลูกละ 0.10 บาท

สำหรับผู้ทำธุรกิจ ค้าส่งค้าปลีก ด้านผลผลิตการเกษตร หรือสินค้าอื่นๆของจังหวัดพิจิตรหากสนใจ สามารถขอข้อมูลได้ที่สำนักงาน พาณิชย์จังหวัดพิจิตร ในวันและเวลาราชการ โทร 056990380

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย /พิจิตร