“เปิดเมืองน่าเที่ยว”ตลาดจริงใจมาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ นำเสนอเสน่ห์ชุมชน

นายกรัฐมนตรี เปิดงาน “เปิดเมืองน่าเที่ยว” ตลาดจริงใจมาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ ปลุกตลาดการท่องเที่ยวผ่านแนวคิด 5 Must Do in Thailand นำเสนอเสน่ห์ไทย มุ่งสร้างรายได้ในชุมชน

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาสนเปิดงาน “เปิดเมืองน่าเที่ยว” จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และน.สซฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมงาน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางถึงได้เยี่ยมชมร้าน Good Goods สินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผ่านการพัฒนาคุณภาพและออกแบบให้มีความร่วมสมัย สู่ผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทยสไตล์สากล ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม และสนับสนุนชุมชนไทยให้มีความสุขอย่างยั่งยืน กำไรทั้งหมดนำไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายในร้านแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนอาหารและกาแฟ โซนแฟชั่น โซนคราฟต์ ของแต่งบ้าน และงานศิลปะ พร้อมทั้งเดินชมบูธประสบการณ์ท่องเที่ยวใน 55 เมืองน่าเที่ยวของ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ผ่านแนวคิด 5 Must Do in Thailand

ประกอบด้วย 1. Must Eat: อิ่มอร่อย 5 ภูมิภาค และสาธิตการทำอาหารประจำถิ่น 2. Must See: ละลานตาวัฒนธรรม ด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 5 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ-ฟ้อนขันดอก ฟ้อนแง้นภาคใต้ – ระบำชนไก่ โนราห์ ภาคอีสาน – เซิ้งกะลากะโป๋ เซิ้งไข่มดแดง ภาคตะวันออก – Colorful บูรพา ภาคกลาง – ศิลปะการต่อสู้โบราณ และการแสดงดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ได้แก่ วันที่ 8 มิ.ย. เวลา 16.00 – 17.00 น. อ้อม รัตนัง โฟล์คซองล้านนา เวลา 19.00 – 20.00 น. ซาร่า ซาโลลา วันที่ 9 มิ.ย. เวลา 12.00 – 13.00น. เดอะ เพอะ 14.00 – 15.00 น. เบล วริศรา17.00 – 18.00 น. ป๊อป ปองกูล 3. Must Seek: แสวงหา unseen ถิ่นน่าเที่ยวด้วยการตั้งบูธประชาสัมพันธ์เส้นทางการท่องเที่ยว ตลอดจนสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของเมืองน่าเที่ยวใน 5 ภูมิภาค ด้วยการให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ 4. Must Buy: หัตถกรรมล้ำค่าน่าซื้อฝาก นำเสนอสินค้าและหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ 5 ภูมิภาค 5. Must Beat: สุดยอดกีฬาท้าทายกายใจ อาทิ มวย วิ่ง จักรยาน แข่งเรือ นำเสนออีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในพื้นที้เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ 

นายกฯ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน “เมืองน่าเที่ยว” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของรัฐบาลตามนโยบาย IGNITE TOURISM THAILAND เพื่อมุ่งผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการเป็น Tourism Hub ที่สำคัญของโลก เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยเป็นเมืองน่าเที่ยว หลาย ๆ โพลล์ หลาย ๆ สำนัก ต่างบอกว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอาหาร เกาะต่าง ๆ ที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งเป็นจุดขายหลักของประเทศไทย แต่เมื่อเกิดโรคโควิด การท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเรานั้นก็สะดุดไป แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ตระหนักดีถึงความสำคัญในการปลุกตลาดการท่องเที่ยวขึ้นมาอีกครั้ง

ทั้งนี้ เรามีแนวคิด 5 Must Do in Thailand นำเสนอเสน่ห์ไทย ด้วย Must Eat : อิ่มอร่อยกับอาหารถิ่นทั่วไทย Must See : ละลานตา วัฒนธรรมไทย Must Seek : Unseen ถิ่นน่าเที่ยว Must Buy : หัตถกรรมล้ำค่าน่าซื้อฝาก และ Must Beat : สุดยอดกีฬา ท้าทายกายใจ ซึ่งเป็นความคิดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้ การท่องเที่ยวของไทยจะเดินไปข้างหน้าอย่างเต็มศักยภาพได้นั้น ไม่ใช่แค่เรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีหรือมีนิทรรศการต่าง ๆ มี Festival มีคอนเสิร์ตระดับโลกเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักดีถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่สูง ซึ่งเราพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้จะมีการเดินทางไปที่จังหวัดลำพูนและลำปางด้วย เพื่อไปดูการท่องเที่ยวเชิงอารยธรรม การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เพราะฉะนั้นการ kick off ในวันนี้จะไม่ใช่การ kick off แค่จังหวัดในภาคเหนืออย่างเดียว แต่เราจะมีการ kick off ในภาคใต้ ภาคอีสานด้วยเช่นกัน เพราะแต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งรัฐบาลมองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ โดยรัฐบาลมีความมุ่งมั่นและคาดหวังที่จะทำให้ประชาชนมีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ อยากขอให้ทุกคนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมทการท่องเที่ยว สุขทันทีที่เที่ยวไทยและสร้างความทรงจำที่ประทับใจอย่างไม่รู้ลืมง

สำหรับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดจัดกิจกรรม “เปิดเมืองน่าเที่ยว” ที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย IGNITE TOURISM THAILAND ของรัฐบาล ในการที่จะมุ่งผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการเป็น Tourism Hub ที่สำคัญของโลก โดยหนึ่งใน 5 กลยุทธ์ที่สำคัญในการจุดพลังการท่องเที่ยวไทย ได้แก่ เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว โดยจะเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรอง นำเสนอศักยภาพและความพร้อมของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวเพื่อเปลี่ยนเมืองรองสู่เมืองน่าเที่ยว พร้อมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ด้วยแนวคิด 365 วัน มหัศจรรย์เมืองน่าเที่ยว สร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น

 

จับกุมเครือข่ายยาเสพติดยึดของกลาง 4.8 ล้านเม็ดมูลค่า 140 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2567 ตามนโยบายของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี, นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ,พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ,นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และนายธนากร คัยนันท์ ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่เน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งระบบด้วยการสืบสวนขยายผลวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเครือข่ายของนักค้ายาเสพติดอย่างรู้เท่าทันเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาตั้งแต่ ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากกรณีจับกุมยาเสพติดรายสำคัญทุกราย รวมถึงวิเคราะห์ความเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ลำเลียง ผู้จัดเก็บ ผู้จำหน่าย และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนเข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวนตำรวจภาค 1 ได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลการจับกุมคดียาเสพติด รายสำคัญในพื้นที่ภาค 1 จนนำไปสู่การจับกุมนักค้ายาเสพติด และทีมลำเลียงยาเสพติดได้เป็นจำนวนมากหลายคดี จึงทำให้ทราบว่า ในห้วงวันที่ 6-7 มิ.ย.67 จะมีการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือมาส่งมอบให้กับกลุ่มผู้ค้า ยาเสพติดในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย โดยใช้รถบรรทุก IZUZU สีน้ำเงิน ตู้ทึบสีขาว ทะเบียน กทม. ในการลำเลียงยาเสพติด จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้รับสั่งการให้สืบสวนจับกุม และได้บูรณาการกำลังสืบสวนติดตามความเคลื่อนไหว เพื่อทำการจับกุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อมา ในวันที่ 7 มิ.ย.67 จากการสืบสวนทราบว่า รถบรรทุก IZUZU คันเป้าหมาย ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติด เข้ามาในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สะกดรอยติดตามจนถึง ลานจอดรถริมถนนคลองหลวง ม. 5 ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จว.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเพื่อทำการตรวจค้น และสามารถจับกุมตัวนายครรชิตหรือเก่ง อายุ 30 ปี ได้พร้อมของกลาง ดังนี้ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวนประมาณ 4,800,000 เม็ด และ รถบรรทุก IZUZU สีน้ำเงิน ตู้ทึบสีขาว ทะเบียน กทม. จำนวน 1 คัน (ใช้สำหรับลำเลียงยาเสพติด) โดยกล่าวหาว่า นายครรชิตหรือเก่ง กระทำความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยสามารถจับกุมได้ที่ บริเวณลานจอดรถริมถนนสายคลองหลวง หมายเลข 3214 ใกล้กับถนนวงแหวนเชียงรากใหญ่ ม.5 ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

จากการสอบถามเพื่อขยายผล นายครรชิตหรือเก่ง ยอมรับสารภาพว่า ได้รับว่าจ้างจากนายโอ ให้ขับรถบรรทุกลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือมาส่งมอบให้กับผู้จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 3,000บาทการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลาง หากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 140,000,000 บาท และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป

ตำรวจบุกทลายผับเถื่อนติดมหาวิทยาลัยดังย่านรังสิต

ทลายผับเถื่อน ติดมหาวิทยาลัยดังย่านรังสิต ปทุมธานี หลังพบปล่อยเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการมากถึง 65 คน


กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จับกุมผู้ต้องหา นายปฏิภาณฯ อายุ28ปี ในความผิดฐาน 1.เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต , 2. ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดห้ามขาย , 3.ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 22/58 ลงวันที่22 ก.ค.58 ข้อ 4(1)(2)(3)(4) ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี


พฤติการณ์ในคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.2 บก.ปคม. ได้สืบสวนทราบว่าที่ผับชื่อ Flip Rangsit อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่วัยรุ่นนักเที่ยวกลางคืนโซนรังสิต ว่าเป็นผับที่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถเข้าใช้บริการได้ และมีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบ โดยมีการพบว่าขณะเข้าตรวจสอบยังมีการแสดงดนตรี มีลูกค้าหญิงชายวัยรุ่นกำลังดื่มสุราและเต้นรำอยู่จำนวนมาก จึงขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวลูกค้าที่มาเที่ยว พบลูกค้าที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 65 คน

ทั้งนี้มีนายปฏิภาณฯ อายุ 28 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของร้าน ยอมรับว่าได้เปิดผับดังกล่าวแต่ยังไม่เคยขอใบอนุญาติ และให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้ามาใช้บริการจริง โดยจากการตรวจสอบได้มีการพบ เด็กเยาวชนอายุไม่ถึง 20 ปี เข้ามาใช้บริการมากกว่า 65 คน ซึ่งถือว่าเป็นการปล่อยปะละเลยของเจ้าของร้าน และการ์ดที่มีการตรวจบัตรหน้าประตู เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปคม. จึงได้แจ้งความผิด และจับกุมตัว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต จว.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดินหน้ายกระดับให้บริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์สอดรับกับเทคโนฯดิจิทัล

การประชุมวิชาการประจำปีสมาคมสังคมสงคราะห์ทางการแพทย์ไทย ประจำปี 2567 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน ภายใต้หัวข้อ “ยกระดับบริการคลินิกสังคมสงเคราะห์” ซึ่งสนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการการพัฒนาและเสริมสมรรถนะกลไกและเครือข่ายการดูแลทางสังคมของนักสังคมสงเคราะห์และสหวิชาชีพเพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิเพื่อขยายผลการทำงานในระดับพื้นที่ (SocialTelecare)

พญ.วชิราภรณ์ อรุโณทอง รองผู้อำนวยการสำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการเดินหน้าคลินิกสังคมสงเคราะห์ในยุคดิจิทัลมีความสำคัญมากในปัจจุบัน เนื่องจากจะทำให้การแลกเปลี่ยนและจัดเก็บข้อมูลมีการเชื่อมโยงในทุกหน่วยงาน จากเดิมที่ใช้การบันทึกในรูปแบบกระดาษ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในภาพรวมเพื่อช่วยในเรื่องการจัดสรรทรัพยากร และการให้บริการประชาชน ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมในการบริหารจัดการทั้งบุคลากรและข้อมูลด้านสุขภาพต่างๆ ซึ่งการที่จะก้าวไประบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบนั้น บุคลากรเองก็จะต้องมีความพร้อมมีการทำการศึกษาข้อมูลและระบบในปัจจุบัน โดยในส่วนของด้านสุขภาพนั้นกระทรวงสาธารณสุขคาดหวังว่าประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง รู้ในเรื่องของการใช้ยา การวินิจฉัย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อจะเป็นข้อมูลของผู้เข้ารับบริการทางสุขภาพ และสิ่งสำคัญคือเมื่อประชาชนทราบข้อมูลทางสุขภาพของตนเองก็จะทำให้เกิดความตระหนักในการระมัดระวังและป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ

ด้านนายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวถึงการยกระดับการบริการคลินิกสังคมสงเคราะห์ในระบบดิจิทัล ว่า นักสังคมสงเคราะห์ถือเป็นหนึ่งในวิชาชีพสำคัญในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นโรคทางกายหรือโรคทางจิตใจ แต่มิติทางด้านสังคมก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งมิติที่ต้องดูแลให้ครบถ้วนซึ่งในกระบวนการของนักสังคมสงเคราะห์ จะต้องมีการดำเนินการทั้งกายวินิจฉัยการประเมิน รวมทั้งการปรับแผนในการดูแลและประสานกับเครือข่าย ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันการที่มีเทคโนโลยี ก็จะถือเป็นช่องทาง และความก้าวหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีการปรับตัวและพัฒนาตัวเองให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันก็มีแพลตฟอร์มของนักสังคมสงเคราะห์ที่จะเป็นเครื่องมือให้นักสังคมสงเคราะห์ในการดำเนินการผ่านเทคโนโลยีต่างๆเพื่อช่วยเหลือผู้เข้ารับบริการให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ สค.ร.ระพีพรรณ คำหอม นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และหัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงการยกระดับการบริการคลินิกสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ว่า ถือเป็นหนึ่งในความคาดหวัง ที่จะยกระดับการทำงาน เพื่อเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Social telecare เพื่อบูรณาการ กับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการเชื่อมต่อข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างเต็มระบบ ก็จะทำให้งานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์สามารถทำงานควบคู่กับ ระบบ HIS และ Health Link กลไกของภาครัฐเพื่อให้ ขยายเครือข่ายกับสหวิชาชีพ อาทิ แพทย์ พยาบาล เภสัชกรรม และสิ่งสำคัญของการยกระดับครั้งนี้ก็จะทำให้นักสังคมสงเคราะห์เห็นภาพรวมของการทำงานสังคมสงเคราะห์ เพื่อออกแบบการให้บริการให้มีประสิทธิภาพ ส่วนผู้เข้ารับบริการก็จะลดภาระค่าใช้จ่ายลดการเดินทางในการเข้ารับบริการ ลดความแออัดการมาใช้บริการที่โรงพยาบาล จะทำให้การดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเป็นการทำงานในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ตามสโลแกน คุ้มค่า แม่นยำ รวดเร็ว

ดร. กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (สวทช.) มองว่าปัจจุบันการใช้เครื่องมือดิจิทัลมีส่วนสำคัญเพราะสามารถทำงานได้รวดเร็วทำให้สามารถจัดการระบบอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดประโยชน์ต่องานด้านระบบบริการสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์เนื่องจากทุกข้อมูลจะถูกรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ วันนี้นักสังคมสงเคราะห์ต้องพยายามศึกษาการใช้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งหากประเทศไทยสามารถบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูลได้ครอบคลุมจะเป็นประโยชน์อย่างมากเพราะจะเห็นภาพใหญ่ของระบบข้อมูลทั้งหมด

นางสาววีรมลล์ จันทรดี หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในกระบวนการทำงานมีทั้งการจัดเก็บข้อมูลการประเมินปัญหา เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการสื่อสารเพื่อจัดการปัญหา วิเคราะห์ปัญหาจากจำนวนงานที่มาก การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยเหลืออย่างมาก เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเชื่อมโยงทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ สหวิชาชีพ ชุมชนหรือหน่วยงานด้านอื่นๆเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาของผู้ป่วย ครอบครัว สังคม

ไฟต์บีบหัวใจ! “ตะวันฉาย” เบียดชนะ “โจ” เสียงข้างมาก รั้งบัลลังก์ครั้งที่ 3

ไม่ทำให้แฟนกีฬาการต่อสู้มากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ต้องผิดหวัง สำหรับความมันครบรสชาติที่เกิดขึ้นในศึก ONE 167 ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยผลปรากฏว่า “ตะวันฉาย พีเค.แสนชัย” สามารถย้ำชัย “โจ ณัฐวุฒิ” ป้องกันบัลลังก์ครั้งที่ 3 ได้สำเร็จ ขณะที่ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” และ “สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง” พร้อมใจกันเก็บชัยชนะมาครองได้อย่างสุดสะใจ ส่วน “โนแอล กรองด์ชอง” พลาดท่าพ่ายเป็นไฟต์ที่ 2 ติดต่อกัน

คู่เอกของรายการ “ตะวันฉาย พีเค.แสนชัย” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต (145 – 155 ป.) วัย 25 ปี ลงสังเวียนป้องกันบัลลังก์ครั้งที่ 3 พบกับ “โจ ณัฐวุฒิ” นักชกอินดี้ วัย 34 ปี ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าที่เคยประชันฝีมือกันมาแล้วอย่างดุเดือดในกติกาคิกบ็อกซิ่ง เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ช่วงสองยกแรก “โจ” ไม่กลัวศักดิ์ศรีแชมป์ ปล่อยอาวุธแลกกับแข้งซ้ายของ “ตะวันฉาย” ได้อย่างดุเดือด เข้ายก 3 ผู้ท้าชิงเร่งเครื่องกดดันหนักและได้จังหวะซัดหมัดจน “ตะวันฉาย” ตาปิด เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย “ตะวันฉาย” อาศัยความสดกว่าเดินบดบี้สู้กับ “โจ” จนหยดสุดท้ายเรียกเสียงเชียร์จากแฟนคลับของทั้งสองฝ่ายดังสนั่น ครบ 5 ยก กรรมการชูมือให้ “ตะวันฉาย” เป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ป้องกันเข็มขัดครั้งที่ 3 สำเร็จ

คู่รอง “ดิไอรอนแมน” รถถัง จิตรเมืองนนท์ ราชันมวยไทย รุ่นฟลายเวต (125 – 135 ป.) วัย 26 ปี หวนคืนเวทีครั้งแรกของปีท้าชน “เดนิส พูริช” มวยเก๋า วัย 39 ปี ตัวแทนจากบอสเนีย – แคนาดา ที่ได้โอกาสสู้กับนักชกคนดังชาวไทยสมใจ ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง พิกัดเฉพาะ (แคตช์เวต) 141.25 ป.

ภาพรวมเกมการชกตลอดทั้งสามยก ดำเนินไปอย่างสุดมันสมการรอคอย ต่างฝ่ายต่างเดินเข้าหากันอย่างไม่เกรงกลัว โดย “รถถัง” ใช้ความไวของการออกอาวุธที่เหนือกว่า ชิงเล่นงานโกยคะแนนอย่างต่อเนื่อง ด้าน “เดนิส” อาศัยหัวใจนักสู้ยืดซดกับจอมบู๊ชาวไทยได้แบบถึงพริกถึงขิงถูกใจคนดู สุดท้ายเป็น “รถถัง” ที่ได้รับการชูมือชนะแต้มเอกฉันท์

ขณะที่ “สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง” ตำนานคิกบ็อกซิ่งขวัญใจชาวไทย วัย 32 ปี อาสารับน้อง “มาซาอากิ โนอิริ” นักชกคิกบ็อกซิ่งซูเปอร์สตาร์ จากญี่ปุ่น วัย 31 ปี ที่มาประเดิมโชว์ฝีมือบนเวทีระดับโลก ONE เป็นครั้งแรก ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต (145-155 ป.)

เปิดฉากยกแรก “สิทธิชัย” ไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดฉากเดินโจมตี “มาซาอากิ” ทันที โดยทำคะแนนได้อย่างจะแจ้งจากการวางแข้งและหมัดซ้าย ที่อัดเข้าเป้าอย่างต่อเนื่อง ยกสอง “มาซาอากิ” แก้เกมเดินสาดหมัดหวังโกยแต้มคืน แต่ยังทำอะไรได้ไม่ถนัดเท่าไหร่ ยกตัดสินทั้งสองฝ่ายงัดอาวุธทุกอย่างที่มีออกมาฟาดกันไม่เลี้ยง ครบ 3 ยก ผู้ชี้ขาดบนเวทีชูมือให้ “สิทธิชัย” ชนะคะแนนเอกฉันท์ กู้ศรัทธาแฟนมวยทั่วโลกกลับมาได้สำเร็จ

ด้าน “โนแอล กรองด์ชอง” นักสู้หญิงแกร่งลูกครึ่งไทย – ฝรั่งเศส วัย 28 ปี ส้มหล่นครั้งใหญ่ ได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองกับนักสู้ตัวท็อปของแรงกิง อย่าง “เดนิส แซมโบอันกา” นักสู้สวยสังหาร วัย 27 ปี จากฟิลิปปินส์ ในกติกาการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) รุ่นอะตอมเวต (105 – 115 ป.)

เริ่มยกแรกเป็นทางด้าน “เดนิส” ที่คุมเกมได้เหนือกว่า โดยเฉพาะในช่วงปลายยกที่พา “โนแอล” ลงไปเล่นเกมนอนจนเกือบจะปิดเกมได้ในช่วงท้ายยก จากนั้นช่วงที่เหลือรูปเกมหนักไปทางยืนสู้ แม้ “โนแอล” จะพยายามเร่งเต็มที่ในยกสุดท้าย แต่ “เดนิส” ยังคงทำได้เหนือกว่าชัดเจน จบครบ 3 ยก “เดนิส” เข้าวินด้วยคะแนนเอกฉันท์ พร้อมรักษาสิทธิ์ในการเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์ของ “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” ต่อไป

สำหรับโบนัสอัดฉีดในศึกนี้มีทั้งหมด 3 คน ได้แก่ อาเดรียน ลี, เคด รูโทโล และ ไมกี มูซูเมกี ที่ระเบิดฟอร์มโดนใจบิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ได้รับเงินรางวัลคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) รวมยอดกว่า 5.5 ล้านบาท (ห้าล้านห้าแสนบาท) ในอีเวนต์เดียว

สรุปการแข่งขันทุกคู่ศึก ONE 167


คู่เอก ตะวันฉาย พีเค.แสนชัย ชนะคะแนนเสียงข้างมาก โจ ณัฐวุฒิ (ชิงแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต 145 – 155 ป.), คู่รอง รถถัง จิตรเมืองนนท์ ชนะคะแนนเอกฉันท์ เดนิส พูริช (คิกบ็อกซิ่ง แคตช์เวต 141.25 ป.), ไมกี มูซูเมกี ชนะซับมิชชัน กาเบรียล ซูซา นาทีที่ 3:07 ของยกแรก (ปล้ำจับล็อก รุ่นแบนตัมเวต 135 – 145 ป.), เคด รูโทโล ชนะซับมิชชัน เบลก คูเปอร์ นาทีที่ 3:20 ของยกแรก (MMA รุ่นไลต์เวต 155 – 170 ป.), สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง ชนะคะแนนเอกฉันท์ มาซาอากิ โนอิริ (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต 145 – 155 ป.)

เดนิส แซมโบอันกา ชนะคะแนนเอกฉันท์ โนแอล กรองด์ชอง (MMA รุ่นอะตอมเวต 105 – 115 ป.), อาเดรียน ลี ชนะซับมิชชัน อันโตนิโอ มัมมาเรลลา นาทีที่ 1:56 ของยกที่ 2 (MMA รุ่นไลต์เวต 155 – 170 ป.), เหงียน ตรัน ดุย งัด ชนะคะแนนเอกฉันท์ โจฮัน กาซาลี (มวยไทย รุ่นฟลายเวต 125 – 135 ป.) วิกตอเรีย ซูซา ชนะซับมิชชัน อิตซูกิ ฮิราตะ นาทีที่ 1:31 ของยกแรก (MMA รุ่นอะตอมเวต 105 – 115 ป.), โยฮัน เอสตูปินาน ชนะคะแนนเอกฉันท์ ซาเฟอร์ ซายิก (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 135 – 145 ป.)

“ทาร์ริ” คว้ามง MUT สุราษฎร์ธานี ลุยต่อ Miss Universe Thailand 2024

คุณสุปราณี ศรีเทพ และ อาจารย์ มีนา มัญชุมาศ บุญชู โกคิง ซิตี้ ไดเรกเตอร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดแถลงข่าวแต่งตั้ง ทาร์ริ ธาริตา สมิท ดำรงตำแหน่ง Miss Universe Thailand จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2024 อย่างเป็นทางการ .โดยมีผู้สนับสนุนหลักอย่าง Peony Firming Spa , บริษัท ศรีบุญเรือง ฟู๊ด จำกัด, ทาเลนท์ดีเทคทีฟ (Talentdetective), THE PHOENIX MEDICAL CLINIC DR.JOOP และ ห้องเสื้อ SUPA East Glamorอาจารย์มีนา มัญชุมาศ

บุญชู โกคิง กรรมการผู้จัดการ ทาเลนท์ดีเทคทีฟ (Talentdetective) ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาโรงเรียนเอกชนนอกระบบกรุงเทพมหานคร ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเป็น ซิตี้ ไดเรกเตอร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งนี้ว่า “อยากให้เวทีประกวดในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ที่มีความยั่งยืน เข้าถึงทุกเพศทุกวัย เพราะส่วนตัวเชื่อเสมอว่า คนทุกคนมีความโดดเด่นและแตกต่าง หากได้รู้จักตนเองและพยายามฝึกฝน ปรับวิธีคิด และการแสดงออก ที่มีความมั่นใจแต่คงไว้ในความงดงามและอ่อนโยน ให้สำนึกรักในแผ่นดินเกิด ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จ และไปสู่รางวัลเกียรติยศได้ เพื่อส่งต่อประสบการณ์ และแรงบันดาลใจต่างๆ ไปสู่สังคม เป็นไอดอลแก่คนในสังคมในทุกมิติ ปัจจุบันดิฉัน ตระหนักเสมอว่า เราจะฟังเสียงเด็กเยาวชน ฟังเสียงวัยรุ่น ต้องยอมรับเทรนใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาอย่างทันสมัย และยั่งยืน เพราะกระแสของเวทีการประกวด จะเป็น Soft Power ที่จะสามารถช่วยพัฒนาคนในสังคม ให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองถนัด เพื่อยกระดับสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป”

สำหรับ ทาร์ริ ธาริตา สมิท ผู้ดำรงตำแหน่ง Miss Universe Thailand สุราษฎร์ธานี 2024 ปัจจุบันอายุ 26 ปี ส่วนสูง 170 เซนติเมตร กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยทองสุข และทำงานเป็น Ambassador ให้กับ บริษัท แคนเบอร์รี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวป้ายที่ประเทศเยอรมนี โดย “ทาร์ริ” ได้มีโครงการสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้แก่สังคม โดยการชวนเด็กๆ ตามโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนติดชายแดน มาทำกิจกรรม เพื่อเพิ่มความสุข และสร้างภาพความทรงจำที่ดีให้แก่เด็กๆ ทั้งนี้ยังได้ทำงานใน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ซึ่งเป็นมูลนิธิสำหรับเด็กเปราะบาง และนอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับค่ายมวยดังของประเทศเยอรมนี ชื่อว่า ค่าย MTB-NEW Muaythai – Bund NRW-E.V รวมถึงทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้บริษัทของครอบครัวอีกด้วย “ทาร์ริเป็นคนชอบใช้ชีวิตอิสระค่ะ ไม่ชอบการอยู่ในกรอบ ชอบทำงานและชอบหาเงินค่ะ” เป็นสโลแกนบ่งบอกความเป็นตัวเอง ที่เธอพูดไว้ในวันรับตำแหน่ง

คุณสุปราณี ศรีเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีบุญเรือง ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพริกแกงใต้ แบรนด์ “ลูกเผ็ด” และ กรรมการผู้จัดการ ร้าน Peony firming spa กล่าวถึง การมอบตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2024 สุราษฎร์ธานี ในครั้งนี้ว่า “ดิฉันกับอาจารย์มีนา เราทำงานกันอย่างหนัก เพื่อคัดสาวงามที่มีความเพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา ความสามารถ ทัศนคติ และแนวคิด น้องทาร์ริ เป็นคนที่ผ่านในทุกๆองค์ประกอบที่เราตั้งไว้ จากนั้นก็นำมาฝึกฝน แต่ง เติม เสริม เพื่อให้เป็นนางงามที่สวยงามเพียบพร้อมในทุกๆด้าน ที่สำคัญน้องคนนี้สวยจากภายในสู่ภายนอก น้องทำทุกๆอย่างในชีวิตด้วยหัวใจจริงๆค่ะ และต่อจากนี้เราก็ยังไม่หยุด เพื่อพัฒนาน้องให้มีศักยภาพมากขึ้นไปอีก ก่อนเข้าไปชิงมงกุฎ Miss Universe Thailand 2024 เพราะทุกๆอย่างที่เราทั้งสองคนเป็นผู้กลั่นกรองออกมานั้นจะต้อง “เพอร์เฟค” ค่ะ จึงขอฝากน้องทาร์ริ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกๆคนด้วยนะคะ”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ การร้องเพลงเปิดตัวนางงาม โดย อาจารย์แมน วทัญญู มุ่งหมาย, มินิคอนเสริต์โดย มิคกี้ ปิยะวัฒน์, น๊อต ภัทร์สพล สุขโข เพลง ปล่อยวาง, การออกบูธของเครื่องแกงใต้แบรนด์ “ลูกเผ็ด” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประทานอาหารที่ใช้เครื่อง “ลูกเผ็ด” เป็นส่วนประกอบ และบูธ “ทาเลนท์ดีเทคทีฟ” ที่พร้อมให้คุณเข้ามาเรียนรู้ ศาสตร์การค้นหาศักยภาพผ่านลายนิ้วมือ รวมถึง โปรโมชั่นดีๆจาก Peony Firming Spa ที่พร้อมให้คุณมาดูแลผิวพรรณ สัดส่วน อย่างครบเซตจบในที่เดียวอีกด้วย

งานแถลงข่าวแต่งตั้ง Miss Universe Thailand จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2024 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลา 15.00 – 18.30 น. ณ Peony Firming Spa โดยผู้สนใจสามารถติดตาม เป็นกำลังใจ เชียร์ “น้องทาร์ริ” ได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=100091914552690

ทรัพย์ยั่งยืนฯ เยือน ร.ร. ราชประชานุเคราะห์ 63 จ.ร้อยเอ็ด พร้อม สนับสนุน “ยุวเกษตร”

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ 2567 เวลา 15.00 น. นางสาวเพ็ญภักดิ์ ลีกระจ่าง ประธานกรรมการบริหารบริษัท ทรัพย์ยั่งยืน เอ็นเตอร์ไพรส์ 59 จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหาร บริษัท เยี่ยมชม โครงการ “ยุวเกษตร” โรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ 63 จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนางสาวธนภรณ์ ฤทธิแผลง ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ และคณะครูให้การต้อนรับ นำเยี่ยมชมแปลงเกษตรสาธิต บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจากนายดำรงค์ศักดิ์ นาคีสังข์ นายอำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมให้การต้อนรับ

CEO บริษัททรัพย์ยั่งยืนฯ กล่าวว่า วัตถุประสงค์การ เข้ามาเยี่ยมชมโครงการยุวเกษตร โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 63 ครั้งนี้ เพื่อต้องสนับสนุนส่งเสริม โครงการดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งเป็นนโยบายการดำเนินงานของบริษัทที่ต้องการ ช่วยเหลือเกษตรกรอยู่แล้ว และเห็นว่าโครงการนี้ เป็นการเพาะบ่มการเรียนรู้ด้านการเกษตรตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งเป็นการเสริมสร้างทักษะอาชีพและทักษะการดำเนินชีวิตตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านการเกษตรของไทยในอนาคต

นางสาวธนภรณ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 63 กล่าวว่า ทางโรงเรียนยินดี ที่บริษัท ทรัพย์ยั่งยืนเอ็นเตอร์ไพรส์ 59 จำกัด (มหาชน) เห็นความสำคัญ และเข้ามาเยี่ยมชมโครงการยุวกษตรในครั้งนี้ ปัจจุบันโรงเรียนมีพื้นที่ 100 กว่าไร่ แบ่งจัดทำเป็นพื้นที่ แปลงเกษตร จำนวน 30 ไร่ พัฒนาปลูกแปลงผักไปแล้วจำนวน 15 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 15 ไร่ สามารถนำมาพัฒนาปลูกแปลงข้าวสาธิตได้

ด้านนายดำรงค์ศักดิ์ นายอำเภอธวัชบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 63 มีนักเรียนอยู่ในการดูแล 500 กว่าคน และมีนโยบาย จัดกิจกรรมด้านการเกษตรให้นักเรียนได้มีทักษะด้านการเกษตร และได้นำมาเป็นอาหารกลางวัน ลดรายจ่ายให้กับโรงเรียน ขณะเดียวกันทักษะนี้ก็จะติดตัวเด็กไป สามารถช่วยเหลือครอบครัว ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครัวเรือน และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้ในอนาคต

ศก.แย่ ลูกค้าหาย แบกต้นทุนพุ่ง ไม่เกินสิ้นปีร้านอาหารแห่ปิดกิจการหนีขาดทุน

นครราชสีมา-ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารโคราชปวดหัว เศรษฐกิจแย่ ปชช.ไม่มีกำลังจับจ่าย ส่งผลลูกค้าลด ขาดรายได้ ชี้ ไม่ถึงสิ้นปี ร้านค้า-สถานบริการจ่อปิดตัวเพิ่มขึ้น วอนรัฐรับผิดชอบแก้ปัญหาให้เร็ว ก่อนหมดลมหายใจ

นายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกมาเปิดเผยว่า “ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศอย่างรุนแรง ทำให้ไม่มีกำลังซื้อจับจ่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกจ้าง หาเช้ากินค่ำยิ่งเดือดร้อนหนัก ไม่เหมือนข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่มีเงินเดือน-มีบำเหน็จ-บำนาญให้ใช้จ่าย จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ขณะที่สถานประกอบการก็ขาดสภาพคล่อง ได้รับผลกระทบกันเป็นทอดๆ ซึ่งในช่วงเดือนที่แล้ว ทราบมาว่า กำลังการซื้อขายลดลงอย่างน่าตกใจ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดหายไปกว่าครึ่ง เพราะคนมาซื้อสินค้าลดลง ไม่มีเงินจับจ่าย จึงทำให้ขายสินค้าไม่ได้ ในตลาดต่างๆ แม่ค้าต่างนั่งมองหน้ากัน เพราะแทบไม่มีคนมาซื้อสินค้า ทำให้ค้าขายยาก รายได้ลด ในขณะที่ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในจังหวัดก็ประสบปัญหาไม่แตกต่างกัน และมีหลายร้านที่อาการสาหัสถึงขั้นต้องปิดตัวลง ไปต่อไม่ได้ เพราะไม่มีเงินทุนหมุนเวียน สายป่านไม่ยาว ถ้าสภาพเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น หลายร้านที่ขาดทุนต่อเนื่องก็รอวันปิดกิจการลงในไม่ช้า

ส่วนสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ก็ซบเซาอย่างหนัก แทบจะร้องไห้ตามๆ กัน เพราะไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ แต่ทางร้านยังจำเป็นต้องซื้ออาหาร-เครื่องดื่มมาเตรียมไว้บริการ แถมยังต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าจ้างพนักงานอีก เรียกได้ว่า ต้องแบกภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายกันเต็มๆ แต่ละร้านต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เพื่อให้อยู่รอด ทั้งเรื่องการซื้อสินค้าต้องลดจำนวนลง ลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง บางร้านจำเป็นต้องลดพนักงานลง เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าจ้าง เหลือแค่พนักงานในตำแหน่งที่สำคัญไม่กี่คนเอาไว้ ไม่รู้ว่าจะทนกันได้อีกสักแค่ไหน

จึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน อย่าปล่อยให้ทุกคนต้องทนกับสภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่า ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ขยับในอีก 1-2 เดือน หรือยืดเต็มที่ไม่ถึงสิ้นปีนี้ ร้านอาหาร สถานบันเทิง รวมไปถึงสถานประกอบกิจการต่างๆ คงต้องปิดตัวลงเพิ่มมากขึ้น แต่ละคนจะอยู่กันอย่างไร ต้องฝากไปถึงผู้มีอำนาจให้รีบผลักดันแก้ไขปัญหา เร่งเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเร็วๆ รับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่ประชาชนจะได้มีเงินมาจับจ่าย ธุรกิจจะได้มีมาหมุนเวียน ประทังชีวิตและกิจการให้อยู่รอดต่อไปได้ ขอให้รีบดำเนินการด้วย” นายจีระศักดิ์ กล่าว .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

สายมูห้ามพลาดเที่ยววัดเขาพลอยแหวน ไหว้พระบรมธาตุเจดีย์-พระพุทธบาทจำลอง

วัดเขาพลอยแหวน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 190 ปี อยู่ใกล้ตัวเมืองจันทบุรี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร เดิมวัดเขาพลอยแหวน เป็นวัดเล็กๆ ตั้งอยู่บนเนินเขาพลอยแหวน บริเวณนี้เดิมเคยเป็นแหล่งขุดพลอยแห่งแรกของ จ.จันทบุรี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2364 โดยพระยาจันทบุรี ที่ชื่อพระนนทบุรี (สองเมือง) เป็นผู้สร้างขึ้นในช่วงที่ย้ายตัวเมืองมาตั้งที่ค่ายเนินวงได้ราว 2 ปีต่อมาได้มีการสร้าง เจดีย์และมณฑป เพิ่มเติมขึ้นบนบริเวณยอดเขา และกลายเป็นจุดชมวิวที่เห็นทัศนียภาพเมืองจันทบุรี ได้โดยรอบ

นอกจากนี้ ยังเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาส และทรงเคยตรัสว่า ภูมิประเทศของวัดเขาพลอยแหวน เหมือนกับเขาสัตตนาถ (เขาวัง) ที่เมืองราชบุรี ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ. 2530

บริเวณวัดเขาพลอยแหวน โดยรอบ จะเต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีต้นไม้ครึ้ม ร่มรื่น และยังคงอนุรักษ์ต้นไม้ต่างๆ ไว้ตามธรรมชาติ บริเวณวัดด้านล่าง มีอุโบสถ และเมรุเผาศพสำหรับประกอบพิธีทางศาสนา เลยจากอุโบสถไปหน่อยจะมีซุ้มศาลา และบันไดทางขึ้นเขาพลอยแหวนอีก 600 กว่าขั้น ที่สามารถเดินขึ้นไปยังรัตนคีรีเจดีย์ มณฑปและจุดชมวิว ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจ บริเวณวัดเขาพลอยแหวน คือ พระบรมธาตุรัตนคีรีเจดีย์

จากหลักฐานบนศิลาจารึกการสร้างเจดีย์ ได้ระบุไว้ว่า เจดีย์ สร้างโดยพระยาไกรโกษา (หรือ สองเมือง ผู้สร้างวัดเขาพลอยแหวน) สร้างขึ้นเมื่อวันเสาร์ เดือน 11 จุลศักราช 1198 ปีวอก (หรือ พ.ศ. 2379) โดยสร้างแบบก่ออิฐถือปูน เป็นเจดีย์ทรงกลมลังกา เดิมสร้างไว้โดยยังไม่มีชื่ออะไร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เคยเสด็จธุดงค์ขณะทรงผนวชเป็นพระภิกษุ จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิชัยธิบดีศรีรณรงค์ฤาชัย (โต บุญนาค) ซึ่งเป็นตำแหน่งของพระยาจันทบุรีในขณะนั้น บรรจุพระบรมธาตุไว้ในเจดีย์ และให้เรียกว่า “รัตนคีรีเจดีย์”

ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2495 ได้มีการบูรณะปฏิสังขร องค์พระเจดีย์ ทำให้เจดีย์มีขนาดกว้างขึ้น และสูงขึ้นเป็นกว้าง 6 วา สูง 7 วา 3 ศอก สวน มณฑป ได้สร้างขึ้นข้างๆ รัตนเจดีย์ แต่สร้างขึ้นภายหลัง เมื่อปี พ.ศ. 2471 เป็นมณฑปจตุรมุข ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง เป็นทองเหลือง เพื่อแทนรอยพระพุทธบาทเดิมที่เป็นศิลาทราย สันนิษฐานว่าเป็นศิลาที่ย้ายมาจากเมืองเพนียด หน้าวัดทองทั่ว ปัจจุบันศิลาชิ้นนี้แตกหัก จึงถูกเก็บรักษาไว้ในศาลาข้างรัตนคีรีเจดีย์

สำหรับ วัดเขาพลอยแหวน เป็นวัดที่อยู่บนเขา บางช่วงเวลาอาจมีคนมาเที่ยวชมน้อย หากขึ้นไปเป็นกลุ่มจะดูเหมาะกว่า นอกจากการเที่ยวชมเจดีย์ และมณฑปบนยอดเขาพลอยแหวนแล้ว บนยอดเขายังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม สามารถมองเห็นเมืองจันทบุรีได้รอบ ด้านหนึ่งจะเห็นวิวเขาสระบาป ทิวเขาสอยดาว และเหมืองพลอยบางแห่งที่ยังคงมีอยู่ ส่วนอีกด้านสามารถเห็นถึงทะเล และปากแม่น้ำแหลมสิงห์

เตือนภัยสายความงาม ตร.บุกทลายแหล่งผลิตกลูต้าปลอมในคอนโดฯ

ตำรวจไซเบอร์ ร่วม สสจ.ชลบุรี บุกยึดกลูต้าปลอม ใช้ห้องพักในคอนโดฯ กลางเมืองบางละมุง เป็นแหล่งผลิตหลอกขายสายรักความงามในราคากระปุกละ 190 บาท อึ้งหนักพบกรรมวิธีผลิตใช้มือล้วนๆ โดยไม่รู้ส่วนผสมมีอะไรบ้าง

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2567 พ.ต.ท.เอกภณ คณะญาพงศ์ รอง ผกก.2 บก.สอท.2 พร้อมด้วย ร.ต.อ.ภีมวัจน์ จิตต์สงวน รองสว.ปรก.กก.2 บก.สอท.2 ได้สนธิกำลังร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.2 ภายใต้การนำของ พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท. และพ.ต.อ.จักรกฤช ศรีโรจนากูร ผกก.2 บก.สอท.2 รวมทั้งนายจิระสันต์ มีรัตน์ธนวัต เภสัชชำนาญการพิเศษ ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ได้หมายค้นเข้าตรวจสอบภายในห้องพักเลขที่ 820/33 บี 209ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งเขต อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

หลังได้รับแจ้งว่าสายลับว่า มีการจำหน่ายอาหารเสริมความงามที่มีการโฆษณาเกินความเป็นจริง จึงวางแผนจับกุมพร้อมขออนุญาตหมายค้น จากศาลจังหวัดพัทยา กระทั่งพบ น.ส.ณัฐกิจ เสมแย้ม อายุ 26 ปี พร้อมผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมความงาม ประเภทกลูต้าบำรุงผิวขาว ยี่ห้อ BLACK MAJIC จำนวนมากที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์เตรียมส่งจำหน่ายให้กับสายรักความงาม เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางเป็นอาหารเสริมยี่ห้อ BLACK MAJIC จำนวน 1,497 กระปุก สารที่ใช้เป็นส่วนผสมจำนวนหลายกิโลกรัม รวมทั้งอุปกรณ์บรรจุแคปซูล และแคปซูลสำหรับบรรจุจำนวนมาก

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สิ่งที่น่าตกใจมากกว่าการยึดของกลางอาหารเสริมดังกล่าวก็คือ ภาพที่เจ้าหน้าที่เห็นขณะบุกเข้าตรวจค้นเพราะนอกจากจะพบอุปกรณ์การผลิต รวมตั้งตัวแคปซูลที่ถูกบรรจุอยู่ในถุงสีดำกว่า 10,000 แคบซูลแล้ว บุคคลที่ถูกบุกจับยังอ้างว่าอุปกรณ์ทั้งหมดถูกส่งมาจากกรุงเทพฯ และตนเองเป็นเพียงผู้รับจ้างนำส่วนผสมทั้งมาผสมเองก่อนบรรจุลงแคปซูล โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าส่วนผสมต่างๆ มีอะไรบ้าง

นอกจากนั้นยังสาธิตวิธีการผสมอาหารเสริมดังกล่าวโดยใช้ช้อนตัก บรรจุลงแคปซูลก่อนนำใส่กระปุกและบรรจุกล่องแบรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น จากนั้นก็จะนำไปโพสต์ขายผ่านทางเฟซบุ๊กในราคากระปุกละ 190 บาท จนสามารถสร้างรายได้มากถึง 30,000-50,000 บาทต่อเดือน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว น.ส.ณัฐกิจ เสมแย้ม พร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองปรือ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “ผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย ซึ่งอาหารปลอม ซึ่งเป็นอาหารที่มีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ ประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิต”ตามมาตรา 25 (2) ประกอบมาตรา 27(4) พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย

ส่วนสารที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเสริมดังกล่าวเจ้าหน้าที่จะส่งไปตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นสารอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่ จากนั้นจึงจะดำเนินคดีในข้อหาต่างๆ เพิ่มเติมต่อไป