ตำรวจบุกรวบ “ทนายดัง”อดีต ผู้สมัคร สส.สงขลา ข่มขืนลูกความ

หญิงสาววัย 26 ปี สลัดความวุ่นวายก่อนตัดสินใจกระโดดจากดาดฟ้าเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ หวังจบชีวิตลง เป็นชนวนเปิดโปงคดีอื้อฉาวของ “ทนายดัง” อดีตผู้สมัคร ส.ส.ในเขตจังหวัดสงขลา โดยเรื่องเลวร้ายถูกถ่ายทอดพร้อมกับน้ำตาของเธอกว่า 2 ชั่วโมง ให้กับชุดสืบนครบาลฟัง มันเริ่มปลายปี พ.ศ. 2565 ขณะนั้นผู้เสียหายพบกับมรสุมชีวิตเพราะต้องทวงเงินคืนจากเพื่อน จำนวน 100,000 บาท จนพบทนายดังกล่าว

ต่อมาผู้ต้องหาได้ออกอุบายเธอมาร่วมงานประชุมของพรรคที่ ย่านดอนเมือง ให้ผู้เสียหายขนของเก็บบนห้อง จนสามารถลงมือล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งหลังเกิดเหตุ ตามกดดันเหยื่อให้กลับมาบำเรอซ้ำ บังคับว่าจะบอกสามีเหยื่อทราบและจะไม่ทำคดีต่อ เหยื่อตัดสินใจเข้าแจ้งความ แต่ก็ถูกทนายดัง “ฟ้องกลับ” ในข้อหา กรรโชกทรัพย์ และ แจ้งความเท็จ เรียกได้ว่าใช้กฎหมายรังแกผู้หญิงจนกระทั่งเธอแทบจะเป็นโรคซึมเศร้า ต้องออกจากงานราชการ แล้วท้ายสุดเธอก็ตัดสินใจกระโดดจากยอดเรือหลวงจักรีนฤเบศร์เพื่อฆ่าตัวตาย


เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ศอ.ปส.ตร.ร่วมกับเจ้าหน้าที่สืบนครบาลร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว นายทนายอาร์ม อายุ 34 ปี ภูมิลำเนา ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2055/2567 ลงวันที่ 3 พ.ค. 67ข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้น อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้”พบประวัติการถูกดำเนินคดี 2 คดี ปี 2566 ถูกดำเนินคดีข้อหา “บุกรุก” พื้นที่ สภ.ทุ่งลุง จ.สงขลา ปี 2566 ถูกดำเนินคดีข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้น อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้” พื้นที่ สน.ดอนเมือง (คดีนี้) โดย จับกุมตัวได้ที่ บริเวณ ถ.เทศบาล 38 ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

พฤติการณ์กล่าวคือ ณ ดาดฟ้าเรือหลวงจักรีนฤเบศร์จอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ดในฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ท่ามกลางนักท่องเที่ยวมาขึ้นมาเยี่ยมชมหญิงสาววัย 26 ปี ตัดสินใจกระโดดลงมาจากดาดฟ้าเรือหวังจบชีวิต หากแต่เธอยังไม่ถึงคราวดับ เพราะสัญชาตญาณทหารของ “พ.จ.อ.ดาวลอย นาธงไชย และ พลทหารกูฮัท ซัน สมัย” ที่เห็นเหตุการณ์แล้วกระโดดช่วยเหลือเธอในน้ำทัน ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นข่าวตามสื่อโซเชียลเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 66 .“เธอผ่านอะไรมา” คำถามที่กลายเป็นชนวนเหตุสู่การเปิดโปงคดีโดยเรื่องเลวร้ายถูกถ่ายทอดไปพร้อมๆกับน้ำตาที่นองใบหน้าเธอกว่า 2 ชั่วโมง ให้กับชุดสืบนครบาลฟังถึงเรื่องราวทั้งหมด

เริ่มต้นปลายปี พ.ศ. 2565 ขณะนั้นหญิงผู้เสียหายเธอต้องพบกับมรสุมชีวิตเพราะไม่สามารถตามทวงเงินคืนจากเพื่อนได้ มันเป็นเงินกว่า 100,000 บาท เธอจึงมองหาทนายเพื่อให้ดำเนินคดีความทางแพ่งให้ ต่อมาเธอพบกับทนายดังรายนี้ที่ตกลงรับทำคดีให้กับเธอ คดีความดำเนินไปถึงขั้นบังคับคดี ผู้ต้องหาได้เข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการลงสมัคร ส.ส.ในเขตจังหวัดสงขลา ในนามของพรรคการเมืองชื่อดัง ทนายดังใช้โอกาสล่อลวงเธอให้มาร่วมงานประชุมและกินเลี้ยงของพรรคที่กรุงเทพฯ เพื่อจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องคดีความกับเธอ เธอจึงขับรถมาถึงย่านดอนเมือง เมื่อเธอมาถึงโรงแรมกลับเป็นโรงแรมเล็กๆไม่มีห้องประชุมใดๆ

แต่ทนายดังออกอุบายให้เธอขนของขึ้นไปเก็บบนห้องก่อนแล้วจะเดินทางไปคุยงานด้วยกันที่อื่น เธอเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า เมื่อเธอเดินเข้าไปภายในห้องพักเพื่อเก็บของ ทนายดังก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เธอถูกผลักและจับเธอบีบคอกดลงกับเตียงทันที ก่อนจะลงมือข่มขืนเธอผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบเมื่อเธอได้สติตื่นมาก็พบว่าทนายดังยังนอนเธอพยายามคว้ากระเป๋าเธอได้ทำของหล่นพื้นทำให้ผู้ต้องหาสะดุ้งตื่นขึ้นมาเห็น วิ่งมาฉุดกระชากลากแขนเธอทุ่มลงกับเตียงอีกครั้ง “หนีไปบอกใครก็ไม่มีใครเชื่อหรอก เดินเข้ามาในห้องเองแบบนี้คือการสมยอม” เสียงสุดโรคจิตของมันตะคอกใส่เธอ ก่อนจะลงมือข่มขืนจนเธอสลบไปอีกครั้ง

หลังเหตุการณ์เลวร้ายในคืนนั้นทนายดังรายนี้ คอยโทรศัพท์มาหาเธอด้วยวาจาท่าทีเสมือนเช็คชัวร์ว่าเธอจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังพร้อมทั้งคอยส่งข้อความข่มขู่เธอสารพัด โดยที่เลวร้ายที่สุดเห็นจะเป็นการใช้วาทะบีบคั้นเรื่องการทำคดีแพ่งต่อให้เธอ กดดันให้เธอกลับไปหาอีก เธอจนตรอกและต้องจมอยู่กับความอึดอัดคับแค้นใจนี้กว่าหลายวัน ก่อนกัดฟันเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง แจ้งความทนายดังในข้อหา “ข่มขืนฯ” แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เริ่มบานปลาย เพราะทนายดังพยายามส่งข้อความมาหาเธอทำทีว่าจะรับผิดชอบ ให้เธอพิมพ์จำนวนเงินผ่านแชทไลน์อยู่ 4-5 ครั้ง จนกระทั่งเธอหลงกล ทนายดังแค็ปหน้าจอก่อนจะใช้เป็นหลักฐานไปแจ้งความกลับเธอในข้อหา “กรรโชกทรัพย์” พร้อมทั้งส่งข้อความข่มขู่เธอด้วยถ้อยคำรุนแรง “กูจะทำให้ดู นรกเป็นยังไง”, “มึงอีห่า กูจะใช้กฎหมายกับมึง กูจะใช้ทุกอย่างให้มึงติดคุก”

หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้รับจดหมายอีกหนึ่งฉบับ ซึ่งเปิดออกมา พบว่าเป็นหมายศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง พร้อมทั้งแนบคำฟ้องจากการที่เธอถูกทนายดังฟ้องเธอต่อศาลในข้อหา “แจ้งความเท็จ” พ่วงมาด้วยการเรียกร้องเงินจากเธอถึง 300,000 บาท ทั้งกลัวทั้งสิ้นหวัง เธออ่านคำฟ้องด้วยน้ำตานองใบหน้า เธอเป็นประชาชนคนธรรมดาที่ต้องงัดข้อกับทนายผู้มีความรู้กฎหมาย เธอเล่าว่าตอนนั้นมันอับจนหาทางแล้ว เธอด่ำดิ่งจนเกือบจะเป็นบ้า มันเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรับไหวแล้ว จึงตัดสินใจไปเลือกจบชีวิตด้วยการกระโดดจากเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ เพราะหวังว่าน้ำทะเลจะช่วยทำให้วิญญาณของตนเย็นลงจากไฟแค้นนี้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องราวจากปากของหญิงผู้เสียหาย

ล่าสุดได้มีการออกหมายจับ ทนายรายนี้แล้ว และเรื่องนี้ถึงหูของ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ไล่ล่าติดตามจับกุมตัวทันทีกระทั่งวันที่ 19 พ.ค. 67 ชุดสืบนครบาลก็สามารถไปจับกุมตัวทนายดังรายนี้ได้ที่ จ.สงขลา

ในชั้นจับกุม นายทนายอาร์มฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “มันเป็นการสมยอมของทั้งสองฝ่าย คดีนี้ผมชนะอยู่แล้ว ถ้าผมแพ้ผมก็คงเลิกเป็นทนายความ แล้วตอนนี้ตนเองได้ฟ้องกลับฝ่ายหญิงแล้ว ข้อหา กรรโชกทรัพย์ และแจ้งความเท็จ และตนเองก็ได้ร้องไปที่ ปปช. ด้วยถึงการทำงานของพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ยืนยันว่าที่ฟ้องกลับเหล่านี้ไม่ได้เป็นการแก้เกลี้ยว ส่วนเรื่องที่ฝ่ายหญิงไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายตนเองไม่ทราบ และไม่ได้เห็นใจอะไร ขออย่าไปเข้าข้างฝ่ายหญิง ให้ดูข้อเท็จจริงด้วย คนสองคนเดินเข้าห้องไปด้วยกันมันสมยอมอยู่แล้ว”

หลังจับกุมตัว ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ลูกค้าซื้อไม่อั้น “แมงจีนูน”อาหารพื้นเมืองอีสานแซบของแทร่!!

“แมงจีนูน” อาหารอีสานประจำถิ่นสุดแซบ 1 ปีมีครั้งเดียวมีวางขายตามท้องตลาดแล้ว ราคาไม่ธรรมดาตกกก.ละ 400-500 บาท ลูกค้าแห่ซื้อเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการซื้อขายอาหารประจำถิ่น โดยเฉพาะที่ตลาดบางลำภู ภายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ได้จัดให้มีโซนอาหารประจำถิ่นตามฤดูกาล และเมนูเด็ดสุดยอดอาหารท้องถิ่นอีสาน ซึ่งแต่ละปีจะได้กินเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น โดยช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แมงจีนูนตัวใหญ่ไข่เต็มท้องมาวางขาย ราคาขายอยู่ที่ กก.ละ 500 บาท มีเท่าไรลูกค้าแห่ซื้อหมดเกลี้ยง

นางวราพร สิงหาบุตร อายุ 48 ปี แม่ค้าอาหารประจำถิ่น บอกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลแมงจีนูน ราคาถือว่ายังสูงอยู่ เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาลที่ออกมาเป็นครั้งแรก โดยเปิดราคาจำหน่ายมานั้นอยู่ที่ กิโลกรัมละ 400-500 บาท ที่ร้านนำมาแบ่งจำหน่ายถุงละ 100 บาท ตามความต้อมการของลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหารอีสานที่หลากหลาย

“ช่วงนี้แมงจีนูนจะตัวใหญ่ไข่เต็มท้อง เมื่อนำไปทำอาหารจะมีรสมันและอร่อยมาก คนอีสานส่วนมากจะนิยมนำไปคั่วมาทำป่นแมงจีนูน หรือนำไปทอดกรอบแล้วนำไปตำใส่มะม่วงป่า จะมีกลิ่นหอมกว่ามะม่วงทั่วไป บางคนนำไปแกงใส่ผักต่างๆ แล้วแต่ความชอบ”

นางวราพร บอกว่า ปีนี้แมงจีนูนถือว่าออกช้ากว่าทุกปี ในปีที่ผ่านมาแมงจีนูนหาได้และนำมาจำหน่ายไปจนถึงเดือน มิ.ย. แต่ดีที่สุดคือควรที่จะนำมาประกอบอาหารในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงที่ไข่จะมาก ให้ความมัน หอม และอร่อย เป็นที่ชื่นชอบของคนที่ชอบอาหารพื้นถิ่น มีมาขายเท่าใดก็ขายหมดไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

ข่าว/ภาพ : จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

 

ฮ.ประธานาธิบดี-นายกรัฐมนตรีอิหร่านโหม่งโลก กู้ภัย 40 ทีมเร่งค้นหา

สำนักข่าวต่างประเทศ  รายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ลำที่มีประธานาธิบดีอีบราฮิม ไรซี ตลอดจนรัฐมนตรีต่างประเทศ ของอิหร่านโดยสารอยู่ ประสบ “อุบัติเหตุ” ท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้ายเมื่อวันอาทิตย์ (19 พ.ค.) เวลานี้กำลังมีการค้นหา และยังไม่มีข่าวว่าเขาเป็นอะไรหรือไม่ 

ทั้งนี้ตามรายงานของสื่อมวลชนของรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านผู้หนึ่งบอกกับรอยเตอร์อย่างตรงไปตรงมาว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวโหม่งโลกขณะกำลังบินข้ามพื้นที่ภูเขาท่ามกลางหมอกลงจัด

ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นที่ภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่าน หลังเฮลิคอปเตอร์ที่บรรทุกประธานาธิบดี เอบราฮิม ราอิซี และนายโฮสเซน อามีร์ อับดุลลาห์ยาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศหายสาบสูญไป และเชื่อว่าเครื่องตกเพราะอากาศเลวร้าย

สวนสำนักข่าว IRNA รายงานวา ตอนนี้มีทีมกู้ภัยมากกว่า 40 ทีม กำลังใช้โดรนและสุนัขดมกลิ่นออกค้นหาบริเวณจุดที่คาดว่าเป็นจุดตก ซึ่งห่างจากเมืองตาบริซ (Tabriz) ราว 50 กม. เพื่อตามหาผู้สูญหาย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่พบ ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย ซึ่งมีทั้งฝนและหมอกลงจัด

ขณะที่นายอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เรียกร้องให้ประชาชน “อย่ากังวล” และยืนยันว่า เหตุการณ์นี้จะไม่กระทบต่อการทำงานของประเทศ

เปลี่ยนไร่มันเป็นสวนทุเรียนพันธุ์ “ภูเขาไฟ-น้ำแร่”ตัดขายครั้งแรกรับเงินเฉียดล้าน

นายวิวัฒน์   สมมณี  อายุ 53 ปี  เกษตรกรบ้านเริงแก้ว  ต.โคกมะม่วง  อ.ปะคำ  จ.บุรีรัมย์  ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยปลูกมันสำปะหลัง ทดลองหันมาปลูกทุเรียนหมอนทองภูเขาไฟ-น้ำแร่ บนเนื้อที่ 4 ไร่ ได้ประมาณ 6 ปีกว่า พอครบอายุตัดขายเป็นครั้งแรก ก็มีผู้ประกอบการจากจังหวัดภาคตะวันออก เดินทางมารับซื้อเหมายกสวนทั้งหมดเกือบ 7 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 150 บาท คิดเป็นเงินเกือบ 1 ล้านบาท  สร้างความดีใจให้กับนายนิวัฒน์ และครอบครัวที่ได้เห็นเงินก้อน จากเมื่อก่อนปลูกพืชมาหลายชนิดล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

นายวิวัฒน์ บอกว่า ที่ผ่านมาปลูกพืชมาหลายชนิดทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แตงโม แต่ก็ประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติ   ศัตรูพืช และราคาตกต่ำมาตลอด แต่พอเวลาไปซื้อทุเรียนกินกลับพบว่า มีราคาแพงมาก จึงเกิดความคิดลองซื้อต้นพันธุ์มาปลูกที่บ้านก่อน 1 ต้นปรากฏว่าได้ผลผลิตจริง ก็คิดว่าหากปลูกขายน่าจะผลไม้ที่ทำเงินได้ดี ตัดสินใจปรับเปลี่ยนไร่มันสำปะหลัง ปลูกทุเรียนหมอนทองดินภูเขาไฟและน้ำแร่ธรรมชาติ แปลงแรก 120 ต้น ลองผิดลองถูกหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตบ้าง เรียนรู้จากคนที่ปลูกก่อนบ้าง และอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านการทำการเกษตรมาบ้าง

ทั้งนี้ ยอมรับว่า ประสบปัญหาเรื่องสภาพอากาศ และศัตรูพืชไม่แตกต่างกัน  แต่ก็ปรับตัวหาวิธีดูแลแก้ไขจนผ่านมาได้ กระทั่งได้ผลผลิตและสามารถตัดขายได้เป็นครั้งแรก 100 ต้น เกือบ 7 ตัน และมีผู้ประกอบการมารับซื้อเหมาสวน ส่วนอีก 20 ต้นยังไม่แก่เต็มที่ แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นเงินก้อนเกือบล้าน ปีต่อไปจะดูแลให้ดีขึ้น และหวังว่าจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่านี้  ก็ขอเป็นกำลังใจให้เกษตรกรที่อาจจะประสบปัญหาในด้านต่างๆ ก็ลองปรับเปลี่ยนหาพืชที่จะสร้างรายได้ให้กับตัวเอง

ด้าน นายอัครวัฒน์  กิตติพงษ์ภากรณ์  กรรมการกลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ตำบลโคกมะม่วง  อ.ปะคำ  บอกว่า   ปัจจุบันได้มีเกษตรกรในพื้นที่ อ.ปะคำ ที่เคยปลูกพืชชนิดอื่นหันมาปลูกทุเรียนแล้วเกือบ 600 ไร่  บางคนก็เพิ่งจะได้ตัดขาดฃยครั้งแรก แต่บางคนก็ได้ขายผลผลิตหลายปีแล้ว 

สำหรับ สาเหตุที่เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนภูเขาไฟน้ำแร่ เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น แต่ก็ยอมรับว่าการปลูกทุเรียนก็ไม่ได้ง่าย มีปัญหาทั้งเรื่องภัยธรรมชาติ  สภาพอากาศ ศัตรูพืช ไม่ต่างจากพืชอื่นๆ   แต่เกษตรกรก็ต้องปรับตัวหาวิธีที่จะทำให้ทุเรียนที่ปลูกได้ขายผลผลิต ไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรก็ต้องมีปัญหาที่แตกต่างกัน  แต่ทุเรียนถือเป็นไม้ผลที่ทำเงินได้ดี เชื่อว่าจะมีเกษตรกรหันมาปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  แต่ทุเรียนภูเขาไฟน้ำแร่ของ อ.ปะคำ และ อ.โนนสุวรรณ เป็นที่ต้องการของตลาดเพราะมีกลิ่นหอมละมุน  เนื้อดี  รสชาติอร่อย

ข่าว/ภาพ : สุรชัย พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์ 

วันวิสาขบูชาโลก บุญประเพณี นมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ วัดต้นโพธิ์

ในช่วงกลางเดือน 6 หรือ ตรงกับ “วันวิสาขบูชาโลก” มีงานบุญประเพณีที่สำคัญยิ่งใหญ่! คือ “งานบุญประเพณีนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์วัดต้นโพธิ์กลางเดือน 6 และ จุดบั้งไฟถวายเป็นพุทธบูชา-ขอฟ้าฝน” ก่อนฤดูกาลไถหว่าน ณ วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ ที่เป็นประเพณีท้องถิ่นสืบทอดต่อ ๆกันมาแต่ครั้งโบราณกาล

โดยพุทธสาสนิกชนจากทั่วสารทิศ จะพากันหลั่งไหลเดินทางมานมัสการสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า คือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศ อายุมากเกินกว่า 2,500ปี เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และ เป็นต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี นำหน่อมาจากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย ต้นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

ในโอกาส วันวิสาขบูชาโลก วันเพ๊ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 นี้ หรือ ตรงกับในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 นี้ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาน้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วิสาขบูชา ที่ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จปรินิพพาน

ทางวัดต้นโพธิ์พระศรีมหาโพธิ์ได้จัดให้มี กิจกรรม อาทิ การนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ พร้อมกับมี กิจกรรมรำเซิ้งบั้งไปของชาวไทยเชื้อสายพวน และ จุดบั้งไฟถวายเป็นพุทธบูชาและ ขอฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลก่อนการไถหว่าน เป็นบุญบั้งไฟใกล้กรุงเทพที่สุดด้วย

นอกจากได้บุญนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในงานมีการเวียนเทียนรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ นำโดยนายรณรงค์ นครจินดา ผวจ.ปราจีนบุรี , ชมรำเซิ้งบั้งไฟจากสาวเชื้อสายลาวพวน และ ชมบั้งไฟใกล้กรุงเทพฯที่สุดแล้ว ในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ อื่น อาทิ อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ ไหว้ศิวลึงค์ที่ใหญ่และสูงที่สุดยุคทวารวดี ให้สักการะ ด้วย

โดย…มานิตย์ สนับบุญ- ข่าว/ณัฐนนัท์ (ดาว) –ภาพ /ปราจีนบุรี

จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ‘แมนฯซิตี้’เถลิงแชมป์ พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 4 ทีมแรกแดนผู้ดี

สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทีมแรกแห่งเกาะอังกฤษ!”เรือใบสีฟ้า” แมนฯซิตี้ ฉลองแชมป์ พรีเมียร์ ลีก 202/24อย่างยิ่งใหญ่ หลังเปิดเอติฮัด สเตเดียม ไล่ถลุง เวสต์แฮม ส่งท้าย 3-1 ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล กลายเป็นแชมป์ พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 4 ติดต่อกัน และถือเป็นแชมป์สมัยที่ 6 ในรอบ 7 ฤดูกาลหลังสุด

นรข.มุกดาหารสนธิกำลังยึดยาบ้า 8 แสนเม็ด พร้อมผู้ต้องหา 1 คน

มุกดาหาร- หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง กองทัพเรือ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จับกุมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 800,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา 1 คน รถยนต์ 1 คัน สารภาพทำครั้งแรก ได้ค่าจ้าง 50,000 บาท และติดคุกปี 58 ได้พ้นโทษปี 61 คดีจำหน่ายยาเสพติด ว่างงานจึงได้หันมารับจ้างขนยาบ้า

ภายใต้การอำนวยการของ พลเรือตรี นรินทร์ ขาวเจริญ ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโซง (ผบ.นรช.) , นายบุญเรือง เมฆฉิม รอง ผวจ .มุกดาหาร , นาวาเอก ณฐพัฒน์ ชื่อมงคล รองผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง , นาวาเอก วรรณะ เกื้อทิพย์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม , นาวาโท ศิริพงษ์ นพไธสง หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับว่าในห้วงนี้จะมีกลุ่มบุคคล ต้องสงสัยลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.หว้านใหญ่ จังมุกดาหาร จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ได้ประสานหน่วยงานความมั่นคง

ประกอบด้วย ตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร นำโดย พ.ต.อ.พิทักษ์พงษ์ เจริญกุล ผกก.ตม.จ.มุกดาหาร ,พ.ต.ท.ธนูศิลป์ ดวงแก้วงาม รอง ผกก.ตม.จ.มุกดาหาร , พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รอง ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร , พ.ต.อ.เจด็ด ปรีพูล ผกก.สภ.หว้านใหญ่ , ตชด.234 , ตำรวจน้ำ, ทหารพรานที่ 2105 , กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี พร้อมด้วยชุดสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสถานีเรือมุกตาหาร พร้อมทั้งได้บูรณาการกับชุดปฏิบัติกรพิศษศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองทัพเรือ ชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง และชุดปฏิบัติการข่าวหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เพื่อร่วมกันวางแผนและปฏิบัติการสกัดกั้นและจับกุมการวางแผนเบื้องตันได้จัดกำลังดักชุ่มเฝ้าตรวจอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง อ.หว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ รวมถึงจัดวางกำลังตามเส้นทางคมนาคม ที่คาดผู้กระทำผิดจะใช้เป็นเส้นทางใน การหลบหนี

จนกระทั่งชุดเฝ้าตรวจที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงได้พบรถยนต์ต้องสงสัยขับเข้ามาในพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงที่ เจ้าหน้าที่ที่ดักชุ่มอยู่จึงสังเกตเห็นว่า มีการลำเลียงถุงกระสอบขึ้นรถ จำนวน 2 ถุง ขึ้นมาบนรถ เจ้าหน้าที่จึงได้ปิดระยะเข้าไปยังรถยนต์คันดังกล่าว แต่ขณะนั้นเอง รถก็ได้เคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ริมฝั่งตลิ่งแม่น้ำโขง เจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าตรวจริมฝั่งโขงจึงได้แจ้งข้อมูล ของรถดังกล่าวให้กับชุดที่วางกำลังตามเส้นทางคมนาคม เพื่อติดตามและค้นหารถคันดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ชุดที่วางกำลังอยู่บนถนน จำนวน 2 คัน ได้ออกติดตาม และมาพบรถต้องสงสัยดังกล่าวบริเวณถนนหมายเลข 3010 ใกล้กับสี่แยก ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกรถดังกล่าวให้จอด พร้อมแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ นรข. เพื่อขอเข้าตรวจสอบเมื่อรถหยุด เจ้าหน้าที่ จึงได้ให้คนขับรถลงจากรถ พร้อมเข้าตรวจสอบตัวรถดังกล่าว พบถุงกระสอบปุยสีน้ำเงิน จำนวน 2 กระสอบ อยู่ในเบาะหลังตัวรถ คาดว่าจะเป็นยาเสพติด จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทราบ เพื่อร่วมกันตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยนั้น โดยมี พ.ต.อ.เจด็จ ปรีพูล ผกก.สภ.หว้านใหญ่ ร่วมในการตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น เป็นยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) พร้อมด้วย นายพรชัย เท่าสิงห์ อายุ 30 ปี ที่อยู่ 45 หมู่ 1 ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นคนขับรถกระบะ ยี่ห้อ ฟอร์ด สีขาว สี่ประตู หมายเลขทะเบียน กพ-995 บุรีรัมย์ จึงได้ทำการตรวจยึด และนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาที่ สถานีเรือมุกดาหาร เพื่อทำการตรวจสอบโดยละเอียด

จากการตรวจสอบพบว่าเป็นยาเสพติตให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 2 กระสอบ ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล พันด้วยเทปกาวอย่างหนาแน่น ประทับตราอักษร Y 1 จำนวน 128 มัดใหญ่ 8 มัดเล็ก มัดใหญ่ละ 6,000 เม็ด และมัดเล็ก มัดละ4,000 เม็ด รวมทั้งสิ้นประมาณ 800,000 เม็ด

จากการสอบถาม นายพรชัย เท่าสิงห์ ผู้ต้องหา บอกว่า ได้รับจ้างมารับยาบ้าไปส่งจังหวัดศรีสะเกษ ได้ค่าจ้าง 50,000 บาท ทำเป็นครั้งแรก และตนเองเคยติดคุกคดีจำหน่ายยาเสพติดมาแล้ว เมื่อปี 58 พ้นโทษปี 61 ว่างงานไม่มีงานทำ และชอบเล่นการพนัน จึงได้หันมารับจ้างขนยาบ้า แต่ยังไม่ได้เงินค่าจ้างมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทแอมเฟตามีน)โดยมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำเพื่อการค้าการแพร่กระจายและกระทบความมั่นคงของรัฐก่อนนำผู้ต้องหา พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป..

โดย…อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ // มุกดาหาร

เสียงสะท้อน กัญชาเสรีขายฝัง ตายหมู่ เจ๊งยับ แถมรัฐยังกระทืบซ้ำจะดึงเข้าบัญชียาเสพติด

ลำปาง-เกษตรกรผู้ปลูกกัญชา เรียงหน้าถามหาความชัดเจนนโยบายกัญชาเสรีจากรัฐบาล หลังถูกขายฝันควักเงินเก็บทั้งชีวิต บางรายกู้หนี้ยืมสิน มาร่วมลงทุนกัญชาทางการแพทย์รวมกว่า 10 ล้าน สุดท้ายเจ๊งไม่เป็นท่า แถมยังจ่อถูกดึงกลับเข้าบัญชียาเสพติดซ้ำ

นายสมเชษฐ์ อุดมวงศ์ อายุ 65 ปี ประธานวิสาหกิจสมุนไพรอินทรีย์ หมู่ที่ 8 ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาภายใต้ MOA กัญชาทางการแพทย์กับกรมการแพทย์แผนไทย ได้นำผู้สื่อข่าวดูโรงเรือนต่างๆที่สร้างไว้สำหรับการปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เกือบจะร้าง ประสบปัญหาขาดทุน สุดท้ายทำให้สมาชิกที่นำเงินมาลงทุนร่วมกันกว่า 10 ล้านบาท ต้องเป็นหนี้สินบางคนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

นายสมเชษฐ์ กล่าวว่า เมื่อปี 2563 ได้มีการตั้งกลุ่มวิสาหกิจสมุนไพรอินทรีย์ขึ้นมาโดยมีสมาชิกกว่า 80 คน ร่วมกันลงทุนเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท เพื่อทำแปลงเกษตร และปลูกกัญชา ตามนโยบายกัญชาเสรี ปฎิบัติตามข้อกำหนดของทางราชการทุกอย่าง เงินหมดไปกับการทำโรงเรือนแบบปิดครบถ้วน เมื่อทำได้ระยะหนึ่งก้ประสบปัญหาคุรภาพของกัญชาที่ไม่ได้มาตรฐาน ยอมรับว่าตอนแรกยังไม่ค่อยมีความรู้และขาดประสบการณ์ จึงนำกัญชาที่ไม่ได้มาตรฐานแปรรูปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆแทน

ต่อมามีการเปิดกัญชาเสรี ราคาที่หวังไว้ก็ไม่ได้ตามเป้า ตลาดมีน้อยลง เพราะมีการปลูกกันทั่วไป สุดท้ายทำให้วิสาหกิจชุมชนประสบปัญหามากมายสุดจนเจ๊งอย่างไม่เป็นท่า เดินต่อไม่ได้เพราะเงินทุนหายไปหมด เงินของตนเองและสมาชิกต่างๆที่นำเงินเก็บทั้งชีวิตและกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนเพื่อหวังว่าการลงทุนในครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายกลับทำให้ชีวิตแย่กว่าเดิมกลายเป็นหนี้สิน ทำให้ทุกคนเครียดจัดถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ

ขณะนี้รัฐบาลชุดนี้จะนำกัญชาเข้าสู่บัญชียาเสพติดเหมือนเดิมตนเองก็เห็นด้วย แต่อยากถามรัฐบาลกลับว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ลงทุนปลูกกัญชาอย่างถูกต้อง มี MOA กับกรมการแพทย์ รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือยังไง หรือมีช่องทางการเยียวยากับเกษตรกรกลุ่มนี้หรือไม่ อยากให้ทางภาครัฐลงมาช่วยเหลือด้วย

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มฯ ได้เริ่มจากการปลูกผักออร์แกนิกส์ ผักปลอดสารพิษ โดยมีนักวิชาอิสระรายหนึ่งเข้ามาให้คำแนะนำการปลูกพืชเศรษฐกิจ นำต้นกล้ามาขายให้กับกลุ่มเกษตรกร และมาเป็นที่ปรึกษา กลุ่มเกษตรกรซึ่งเพิ่งจะเริ่มทำก็เชื่อ ยอมควักเงินลงทุนไปกับต้นกล้าและการปรับพื้นที่เพื่อให้ได้มาตรฐานตามคำแนะนำจำนวนมาก สุดท้ายก็ไม่มีตลาดรองรับก็ต้องยุติทั้งแปลงผักและการปลูกกัญชาโดยสิ้นเชิง เพราะขาดทุนย่อยยับ

ด้านร.ต.อ.ชูชาติ สงเคราะห์ อายุ 65 ปี ประธานวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมแม่ทะ เปิดเผยว่า กลุ่มของตนก็ลงทุนปลูกกัญชามีMOAกับกรมการแพทย์ ลงทุนไปกว่า 3 ล้านบาท ปลูกกัญชาแบบ outdoor สุดท้ายไม่ประสบผลสำเร็จขาดทุนกันหมดตนต้องขายที่นาใช้หนี้ธนาคารเพราะสู้ดอกเบี้ยไม่ไหวก็อยากทราบความชัดเจนของรัฐบาลว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรยังไง เพราะแต่ละคนตอนนี้เป็นหนี้เป็นสินกันหมด ทุกคนต่างหวังกับการปลูกกัญชาไว้สูงมากสุดท้ายเจ๊งไม่เป็นท่าเพราะนโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐ

คุณตา 94 ปีสุดแค้นสาปแช่งสาวหลอกขายน้ำผึ้งปลอมสูญเงิน 2,400 บาท

อุทัยธานี-คุณตา 94 ปีสุดแค้นใจอย่างหนักถึงขั้นสาบแช่งมิจฉาชีพสาว อ้างลูกสาวให้มาส่งน้ำผึ้ง 12 ขวดเป็นเน 2,400 บาท แถม เจ็บใจยิ่งกว่าเก่าได้น้ำผึ้งปลอม

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2567 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่ 1 บ้านชุมหัวเด่น ต.ห้วยคต อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ได้รับการเปิดเผยจากนายภู อุทัย อายุ 94 ปี บ้านเลขที่ 3 หมู่ 1 ต.ห้วยคต อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี พร้อมญาติๆและชาวบ้าน นั่งสาบแช่งมิจฉาชีพหญิงสาว วัยกลางคน มาหลอกขายน้ำผึ้งปลอมให้กับตาภู โดยอ้างว่าลูกสาวตาภู ได้สั่งน้ำผึ้งไว้แล้วให้มาส่งที่บ้านพร้อมเก็บเงินจากตาภูไป 2,400 บาท ที่ผ่านมา ช่วงเวลาบ่ายโมง ขณะที่ตาภูอยู่บ้านเพียงลำพังเนื่องจากญาติๆได้ออกไปทำงาน ได้มีหญิงสาววัยกลางคน ขับรถจยย.ไม่ทราบยี่ห้อ ไม่ทราบทะเบียน เข้ามาในบ้านโดยมาคนเดียว บรรจุน้ำผึ้งอยู่ในลังจำนวน 12 ขวด ที่คอนโซลหน้ารถคนขับ ได้จอดรถที่หน้าบ้านโดยสังเกตุมองดูรอบบ้าน แล้วมาเห็นตานั่งอยู่หน้าบ้านคนเดียว จึงได้ตะโกนเรียกตา ให้ตาเดินออกมาที่หน้าบ้าน หลังจากที่ตาค่อยๆเดินออกมาแล้ว หญิงสาวคนดังกล่าวก็บอกกับตาว่า ทางลูกสาวตาสั่งน้ำผึ้งไว้ 12 ขวด ทั้งหมด 2,400 บาท ตัวตาเองก็คิดว่าลูกสาวให้มาส่งที่บ้าน ตาจึงหยิบตังในกระเป๋า จำนวน 2,400 บาท ให้กับมิจฉาชีพสาวไป

จนกระทั่งช่วงเย็นลูกสาวตัวตากลับมาบ้าน ได้สอบถามตัวตาว่าทำไมพ่อซื้อน้ำผึ้งขวดไว้เยอะจัง ตัวตาจึงได้ตอบไปว่าลูกสั่งให้มาส่งไม่ใช่หรือ เท่านั้นแหละ ตัวตาเริ่มรู้ว่าถูกมิจฉาชีพสาวดังกล่าวหลอกอย่างแน่นอน เสียทั้งเงิน แถมยังได้น้ำผึ้งปลอม ถึงขั้นยกมือไหว้ขอสาบแช่งมิจฉาชีพ ที่หลอกลวงคนแก่ ขอให้หากินไม่ขึ้น ไม่มีอันจะกิน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวจึงได้ให้ทางญาติๆของตาภู (จำลองภาพเหตุการณ์)ในวันที่มิจฉาชีพสาว ขับรถจยย.ไม่ทราบยี่ห้อ ไม่ทราบทะเบียน ทำทีเข้ามาในบ้าน เนื่องจากบริเวณบ้านตาติดกับป่า ไม่ได้ติดกล้องวงจรปิด พร้อมกับบรรดาญาติๆ และชาวบ้าน ร่วมกันนำ น้ำผึ้งทั้งหมด 12 ขวด มาพิสูจน์ทดลอง โดยนำน้ำผึ้งของแท้มาผสมน้ำ แล้วนำมาคนให้ทั่ว พบน้ำผึ้งยังเกาะตัวอยู่ไม่แตกละลายไปกับน้ำ แต่พอเอาน้ำผึ้งปลอม ที่ทางคุณตาซื้อมาทดลอง ผสมกับน้ำ คนให้เข้ากัน ปรากฏน้ำผึ้งนั้นแตกละลายรวมกับน้ำ เป็นสีน้ำเดียวกัน คือน้ำผึ้งปลอมหรือน้ำผึ้งไม่แท้ เนื่องจากน้ำผึ้งแท้ จะผสมน้ำยังไง ก็ไม่สามารถแตกละลายได้ แต่หาก เป็นน้ำผึ้งปลอม จะแตกละลายไปกับน้ำเป็นสีเดียวกัน

ทั้งนี้ นางสุทิน ขันทอง อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นชาวบ้าน เปิดเผยว่า มิจฉาชีพเดี๋ยวนี้ ชอบหากินกับคนแก่ คนแก่กว่าจะหาเงินได้แต่ละบาท แล้วมาเจอมิจฉาชีพหลอกลวงอีก อยากจะฝากถึงแม่ค้าที่เอาน้ำผึ้งมาขายตา ให้เอาเงินมาคืนตาด้วย แล้วเอาน้ำผึ้งกลับไป อย่าสร้างเวรสร้างกรรมมันบาป ทำกับคนแก่ หากไม่เอามาคืนจะสาปแช่งมิจฉาชีพสาวดังกล่าว หากดูข่าวอยู่ พร้อมกับเตือนภัยให้สังคมรับรู้ ควรระวังคนแก่ที่อยู่บ้านเพียงลำพัง

สองสามีภรรยา ลองผิดลองถูก สูญเงินล้าน ทุ่มเท 5 ปี ทุเรียนรัตนวาปี ออกผลผลิตล็อตแรก

นับเป็นอีกครอบครัวเกษตรกรต้นแบบหัวก้าวหน้า ต้องยกให้นายสฤษดิ์ คำหอม อายุ 68 ปี และ นางลำปาง คำหอม 62 ปี เจ้าของสวนทุเรียนหมอนทอ บ้านยางชุม ต.นาทับไฮ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย โดยทั้งคู่ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกเกษตรทฤษฎีใหม่ บนพื้นที่ทั้งหมด 30 กว่าไร่ มีการแบ่งพื้นที่ปลูกพืชแบบผสมผสาน อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด กล้วย ขุดสระเลี้ยงปลา และนำน้ำในสระมาใช้รดต้นไม้เก็บเกี่ยวผลผลิตตลอดทั้งปี ซึ่งพื้นที่ภายในสวนน่าอยู่มาก ปลูกทุกอย่างหากมีพื้นที่ว่างดูแลพื้นที่เป็นอย่างดี

นายสฤษดิ์ บอกว่า เมื่อก่อนเป็นเกษตรกรทำนามาทั้งชีวิต ทำนามาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็ประสบปัญหาทั้งราคาข้าวที่ตกต่ำ ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นทุกปี จนเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2562 จึงตัดสินใจอยากลองปลูกพืชใหม่ๆ บ้าง จึงเปลี่ยนจากทำนามาปลูกไม้ผล โดยที่ดินแปลงนี้มีพื้นที่ประมาณ 30 กว่าไร่ แบ่งพื้นที่เป็นขุดสระ 2 ไร่ ขุดร่องน้ำ 3 ไร่ ปลูกทุเรียน 15 ไร่ ปลูกเงาะ 10 ไร่ กล้วย 2 ไร่ แบ่งพื้นที่อยู่เป็นอาศัยประมาณ 2 ไร่ มังคุดปลูกแซมในสวนทุเรียน พันธุ์ทุเรียนก็หาซื้อตามตลาดนัด ไม่ได้มีแหล่งซื้อเฉพาะเจาะจง ซื้อมาปลูกทีละ 5 ต้น 10 ต้น มีหลายพันธุ์ผสมกันไป เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ทุเรียนพันธุ์มูซานคิง ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล ทุเรียนพันธุ์พวงมณี แต่จะเน้นทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากที่สุด ส่วนสายพันธุ์อื่นปลูก 4-5 ต้น พอได้ชิม

นายสฤษดิ์ บอต่อว่า หลังจากเริ่มปลูกทุเรียนมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ปลูกไปตายไป เพราะไม่รู้วิธีการดูแลรักษา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบส่งน้ำเขาทำกันยังไง ช่วงแรกก็ไปซื้อสายน้ำ PE สายเล็กๆ มาใช้ ประสบปัญหาน้ำไหลไม่เพียงพอ เปลี่ยนมาใช้ท่อ PVC 4 หุน ก็ยังประสบปัญหาน้ำไหลไม่เพียงพอเหมือนเดิม ต้นน้ำแรงปลายน้ำค่อย เปลี่ยนมาใช้ท่อ PVC 1 นิ้ว มาได้ระยะหนึ่งช่วงแรกก็ดี แต่พอต้นทุเรียนเริ่มโตก็ประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพออีก จึงเปลี่ยนมาใช้ท่อ PVC 1.5 นิ้วแทน และใช้มาถึงปัจจุบันก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำอีก ลองผิดลองถูกด้วยตนเองมาตลอด เพราะไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ตนเองก็ปลูกทุเรียนเป็นครั้งแรก แถวนี้ก็ไม่มีใครปลูกทุเรียน ส่วนใหญ่จะทำนาข้าว ทำสวนยางพารา และไร่มันสําปะหลัง

สำหรับการดูแลรักษาทุเรียนในช่วง 3 ปีแรก นายสฤษดิ์ ยอมรับว่าดูแลยากมาก ประสบปัญหาทั้งดินเป็นกรดเป็นด่าง น้ำไม่เพียงพอยืนต้นตายทั้งแถวก็มี ตายเยอะมาก เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย เรียนรู้ด้วยตนเองทุกอย่าง ต้นไหนตายก็ซื้อมาปลูกทดแทน ตามตลาดนัด ฉีดยาฆ่าแมลงช่วงแรกเพื่อไม่ให้แมลงมารบกวน ช่วงเจริญเติบโต ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ผ่านระบบสปริงเกอร์ ปุ๋ยครั้งแรกใช้ปุ๋ยเคมีทุเรียนตาย จึงเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีถึงโตมาถึงทุกวันนี้ ส่วนช่วงที่ดูแลยากก็ 1-3 ปี หลังจากนั้นก็ดูแลง่ายแล้ว

นายสฤษดิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค.67 ที่ผ่านมาได้เก็บเกี่ยวผลผลิตชุดแรกได้ทุเรียนกว่า 100 กิโลกรัม ส่งขายให้กับลูกค้าที่สั่งจองไว้ก่อนหน้าที่ลูกจะสุก กิโลกรัมละ 150 บาท ลูกหนึ่งก็หนักประมาณ 3-5 กิโลกรัม ตอนนี้ไม่พอขาย มีลูกค้าสั่งจองอีกจำนวนมาก ลูกค้าตอบกลับมาว่ารสชาติหอมหวานเนื้อกรอบ พูใหญ่ เนื้อแห้งเม็ดเล็ก ที่สวนมีทุเรียนรวมกันประมาณ 300 กว่าต้น ปลูกมาได้ 5-6 ปี ปีนี้ได้ผลผลิตเป็นปีแรก ผลตอบรับดีเกินคาด และตอนนี้กำลังเร่งปลูกทุเรียนแทนเงาะทั้งหมด

อย่างไรก็ตามส่วนต้นมังคุดที่ปลูกแซมไปกับต้นทุเรียนปีนี้ ล่าสุดก็ออกลูกแล้ว แต่ยังไม่ได้ขาย เพราะเป็นปีแรก ออกลูก 4 ต้น ลองชิมดูก็มีรสชาติหอมหวานอร่อยดี คาดว่าปีหน้าน่าจะได้ผลผลิตเยอะพอสมควร ตั้งแต่ปลูกพืชผสมผสานมาใช้เงินลงทุนไป ทั้งหมด 1,130,000 บาท เพราะจดรายการค่าใช้จ่ายไว้ตลอด แต่ไม่ใช่เป็นเงินก้อน เป็นการทยอยจ่าย ที่หนักสุดคือระบบน้ำ เปลี่ยนท่อไปหลายรอบ เพราะลองถูกลองผิดกับตัวเอง ลงทุนไปกับระบบน้ำกว่า 2-3 แสนบาท กลางคืนลูกชาย นายเทวฤทธิ์ คำหอม อายุ 37 ปี จะมานอนเฝ้าสวน ตอนนี้ไฟฟ้ายังเข้ามาไม่ถึงก็คงต้องลงทุนอีกครั้ง ตอนนี้ไฟฟ้าใช้ระบบโซลาร์เซลล์เป็นหลัก ใช้ปั๊มสูบน้ำขึ้นแท็งก์พักน้ำ แล้วปล่อยน้ำตามเวลา