ส่งถึงบึงฉวากแล้ว ลูกเสือโคร่ง ที่เกือบกลายเป็นไลเกอร์

เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าฯ นำลูกเสือโคร่งเพศเมีย ที่หลุดเดินในซอยที่บางปะกง ฉะเชิงเทรา ส่งไปดูแลที่บึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี แล้วหลังเจ้าของอ้างเป็นตุเป็นตะเป็นไลเกอร์ ที่นำมาเพ้นต์สีเพื่อเข้าฉากแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลุดออกไป ก่อนจะยอมรับในที่สุด พบไม่มีหลักฐานการได้มา ผิดกฎหมายโทษหนักจำคุกถึง 5 ปี

หลังจากจ้าของฟาร์มสิงโตบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าของลูกเสือโคร่งที่หลุดออกไปเดินในซอยที่ อ.บางปะกง แต่อ้างว่า ไลเกอร์ ถูกนำไปพ่นสี เพื่อเข้าฉากภาพยนตร์ฮอลลีวูด นำหลักฐานไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ และรับลูกเสือกลับมา ต่อมาจึงยอมรับว่าเป็นลูกเสือโคร่งจริง ไม่ใช่ไลเกอร์ตามที่อ้าง และนัดกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำเสือตัวจริงมามอบให้ที่ หอประชุมอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

นายก้องเกียรติ เต็มตำนาน ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ได้ลงไปตรวจสอบนั้น แบ่งเป็นสองกรณีทั้งเสือและสิงโต โดยเสือ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเสือผิดกฎหมายแน่นอน เพราะว่าไม่มีหลักฐานในการได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และในส่วนความผิดก็มีความผิดตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุก 5 ปีและปรับ 5 แสนบาท ในส่วนของสิงโตนั้นมีหลักฐานการได้มาตามกฎหมาย แต่ว่าการเคลื่อนย้ายจากฟาร์มต้นสังกัดนั้นไม่มีใบแจ้งการเคลื่อนย้าย ก็ถือว่าผิดกฎหมายฐานเคลื่อนย้ายโดยไม่ได้รับการอนุญาต มีโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5 หมื่นบาท

“เสือตัวที่ได้มา คาดว่าเป็นตัวเดียวกับที่เป็นข่าว ด้วยขนาดรูปพรรณสัณฐานนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดยจะแจ้งข้อหาครอบครองสัตว์คุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีการขยายผลต่อไปด้วยเพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่าได้เสือมาจากชายแดนตามที่กล่าวอ้าง ส่วนเรื่องที่อ้างว่าเป็นไลเกอร์นั้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเสือจริงๆ ไม่ใช่ไลเกอร์ตามที่บอกกับเจ้าหน้าที่ หลังจากตรวจสอบ ตรวจยึดแล้ว นำลูกเสือโคร่งตัวดังกล่าวไปดูแลต่อที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าที่บึงฉวาก”

อย่างไรก็ตามต่อมา เช้าวันที่ 18 พ.ค. 2567 เวลา 05.00 น. ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี นายอนันต์ ศรีผุดผ่อง หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตวป่าบึงฉวาก สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากฯ ได้รับมอบลูกเสือโคร่ง เพศเมีย 1 ตัว อายุประมาณ 3-4 เดือน จากหัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 2 (กระบกคู่) และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นเกี่ยวกับตัวสัตว์และคดี ต้องรอการบันทึกการตรวจยึดจับกุมจากเจ้าหน้าที่

ตามจับผัวปากีฯร่วมเมียไทย ฆ่าโหดหนุ่มอินเดีย ทิ้งศพริมทางพังงา

ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วม ภ.8 และ ตำรวจท่องเที่ยว ตามรวบสามีชาวปากีสถาน ร่วมสาวไทย สังหารหดหนุ่มอินเดียแล้วโยนศพทิ้งริมถนน จ.พังงา คาดปมหักหลังธุรกิจ

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 67 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.ฤทธิชัย ชุมช่วย, พ.ต.ท.หัตถพร ทองคำ, พ.ต.ท.หัตถพล ทองคำ และ พ.ต.ท.ณัติรุจน์ วัฒนะฉัตรรัตน์ รอง ผกก.5 บก.ป. ร่วมกับ ตำรวจภูธรภาค 8, พิสูจน์หลักฐาน และ ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ มีมุสิก สว.กก.5 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 5 กก.5 บก.ป. ร่วมกันจับกุม  

1. นายยาเซอร์ (Mr.Yasir) สัญชาติปากีสถาน อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพังงาที่ จ.120/67 ลงวันที่ 18 พ.ค. 2567 เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และพาอาวุธไปในทาง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” 

2. นางคาดิจายาซิร์ สัญชาติไทย อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพังงาที่ จ.121/67 ลงวันที่ 18 พ.ค. 2567 “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และพาอาวุธไปในทาง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” 

ตรวจยึดของกลาง 1.อาวุธปืนยี่ห้อ CZ จำนวน 1 กระบอก พร้อมด้วย เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 9 นัด 2.รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีขาว จำนวน 1 คัน รวมถึงพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ 

เนื่องจากเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 67 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งพบศพชายชาวต่างชาติถูกทำร้ายเสียชีวิต บริเวณริมถนน หมู่ 3 บ้านนา ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบว่า บริเวณที่เกิดเหตุ พบศพนายเพาลูส (Mr.Poulose) ชายชาวอินเดีย (ทราบชื่อภายหลัง) ลักษณะท้ายทอยถูกยิงด้วยอาวุธปืนทะลุแก้มข้างซ้าย หลังจากเสียชีวิตจากนั้นคนร้ายได้นำศพมาโยนทิ้งริมถนนบริเวณที่เกิดเหตุและหลบหนีไป ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เร่งดำเนินการสืบสวนติดตามตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีโดยเร่งด่วน 

ต่อมา จากการสืบสวนพบว่านายเพาลูส ได้เดินทางมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 67 และเข้าพักที่คอนโดแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.วิชิต จ.ภูเก็ต พร้อมด้วยนายยาเซอร์ และ นางคาดิจายาซิร์ (ผู้ต้องหาในคดีนี้) จึงได้ทำการขอหมายค้นและตรวจสอบกล้องวงจรปิด จนกระทั่งทราบว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 67 นายยาเซอร์ และ นางคาดิจายาซิร์ (ผู้ขับขี่) พร้อมด้วยผู้ตายได้โดยสารรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าวีออส มุ่งหน้าไปพื้นที่ จ.พังงา ซึ่งในระหว่างทางผู้ตายกับนายยาเซอร์ ได้มีปากเสียงกัน นายยาเซอร์ จึงบอกให้นางคาดิจายาซิร์ ขับรถไปจนถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จากนั้น นายยาเซอร์ ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในรถจนเสียชีวิต จากนั้นได้ลากศพลงไปทิ้งไว้บริเวณที่เกิดเหตุและหลบหนีไปที่บ้านพักในพื้นที่ ต.โคกกลอย จ.พังงา เพื่อล้างรถ ทำลายหลักฐาน และนำอาวุธปืนไปซ่อนไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว จากนั้นได้นำทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตายติดตัวไปเก็บไว้ที่คอนโดในพื้นที่ ต.วิชิต จ.พังงา 

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวบพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองคนดังกล่าว จึงได้แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ และนำตัวส่ง พงส.สภ.โคกกลอย จ.พังงา เพื่อดำเนินคดีต่อไป  

จากการสอบสวนผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสาเหตุในคดีนี้อาจเกิดจากการที่ผู้ต้องหาได้มีการหลอกเอาเงินผู้ตายไปลงทุน เป็นเหตุให้วันที่เกิดเหตุผู้ตายและนายยาเซอร์ มีปากเสียงกัน จนนายยาเซอร์ ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายดังกล่าว ซึ่งในเบื้องต้น นายยาเซอร์ ยังให้การปฏิเสธ

สลด!2พี่น้องหลอนยา ควงมีดไล่แทงลุงสัปเหร่อดับสยอง สางปมคิดค่าปลงศพตาแพง

อุดรธานี-สลด 2 พี่น้องหลอนยา ถือมีดไล่แทงลุงสัปเหร่อดับหน้าร้านของชำกลางหมู่บ้าน คาดปมสางแค้นคิดค่าปลงศพตาแพง ตำรวจตามไปจับถึงบ้านขณะนอนฟังเพลง โดยทั้งคู่ยอมรับเสพยา ก่อนดื่มเหล้าขาวแล้วไปก่อเหตุ


พ.ต.ท.องอาจ ปลัดขวา สว.สอบสวน สภ.กุดจับ จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 18 พ.ค. 67 เกิดเหตุใช้อาวุธมีดแทงกันเสียชีวิต เหตุเกิดที่หน้าร้านขายของชำกลางหมู่บ้านดงธาตุ ม.7 ต.กุดจับ อ.กุดจับ โดยผู้ก่อเหตุ 2 คน เป็นพี่น้องยังเดินป้วนเปี้ยนอยู่ภายในหมู่บ้านด้วยอาการเมาและหลอน จึงออกไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.ต.พนม แสนทอง สว.สส.สภ.กุดจับ พ.ต.ต.สังวาลย์ บุญนันท์ สวป.สภ.กุดจับ นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน และตำรวจป้องกันและปราบปราม นำอุปกรณ์ไม้ง่าม พร้อมกับประสานแพทย์เวร รพ.กุดจับ และอาสากู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมสถาน จุดบริการ อ.กุดจับ รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบศพนายอุไร คำเพ็ง อายุ 65 ปี สัปเหร่อวัดประจำหมู่บ้าน อยู่บ้านเลขที่ 180 ม.7 บ.ดงธาตุ ต.กุดจับ ถูกแทงด้วยอาวุธมีดปลายแหลมเข้าบริเวณลิ้นปี่ นอนหงายเสียชีวิตอยู่หน้าร้านขายของชำริมถนนกลางหมู่บ้านดงธาตุ โดยมีชาวบ้านเก็บของกลางอาวุธมีดไว้ให้ตำรวจ เป็นมีดพับปลายแหลมเปื้อนเลือด หรือมีดปลอกผลไม้ ยาวประมาณ 6 นิ้ว 1 เล่ม มีดตัดอ้อยยาวประมาณ 60 ซม. 1 เล่ม และมีดสปาร์ตาเปื้อนเลือดความยาวประมาณ 60 ซม. 1 เล่ม ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน และมอบศพผู้ตายให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านพัก ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 400 เมตร 

ส่วนผู้ก่อเหตุเป็นเครือญาติกัน และมีศักดิ์เป็นหลาน ทราบชื่อภายหลังคือ นายยุทธพงษ์ ไชยวัน หรือไก่ อายุ 32 ปี และนายอดิศักดิ์ ไชยวัน อายุ 30 ปี พี่น้องร่วมสายเลือด หลังก่อเหตุได้พากันขี่จักรยานกลับบ้าน ตำรวจจึงตามไปจับกุมตัว นายยุทธพงษ์ หรือไก่ ได้ที่หน้าบ้านพัก ขณะนอนอยู่บนเปลใต้ถุนบ้าน และฟังเพลงไปด้วย 

โดยข้างเปลพบอาวุธมีดพร้าและขวาน ตำรวจจึงใช้ยุทธวิธี ใช้ไม้ง่าม ไม้ตะขอ และโล่ เข้าควบคุมตัว ที่ยังอยู่ในอาการเมาเหล้าขาว และอาการหลอนยา พูดจาวกวนไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่จับใจความได้ว่า ไม่รู้ว่าตนและน้องไปฆ่าสัปเหร่อ ซึ่งเป็นเครือญาติกัน และตนก็ได้รับบาดเจ็บถูกสัปเหร่อใช้มีดสปาร์ตาฟันที่ง่ามมือขวาได้รับบาดเจ็บ ปมจากมีปากเสียงเรื่องงานศพให้ตาของตน ก่อนตำรวจควบคุมตัวมาที่โรงพัก

ขณะที่นายอดิศักดิ์ หรือเขียว ตำรวจได้ปูพรมหาตัวทั่วหมู่บ้านประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่พบตัว จึงให้ญาติเกลี่ยกล่อมพาเข้ามอบตัวกับตำรวจชุดสืบสวน ควบคุมตัวมาสอบสวน ตรวจปัสสาวะทั้งสองคน พบเป็นสีม่วง แต่ทั้งสองยังอยู่ในอาการเมาและหลอน พูดจาไม่รู้เรื่อง และทั้งสองคนยอมรับว่าเสพยาบ้าเมื่อวานก่อน 3 เม็ด และพากันมากินเหล้าขาว เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธมีดไปตามหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย  

ระทึก!จนท.ป่าไม้ประจันหน้าหมีควายไล่ขย้ำเฉียดตาย

ชัยภูมิ-เจ้าหน้าที่ป่าไม้ออกตรวจลาดตระเวนบนเทือกเขาป่าภูเขียวประจันหน้าหมีควายโผล่ตะปบกัดขย้ำหน้าอกและไหล่เลือดอาบเฉียดตาย

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.67)เหตุเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูเขียว ประจันหน้ากับหมีควายโผล่ตะปบ กัดขย้ำหัวเฉียดตายบนเทือกเขาป่าภูเขียว ขณะกำลังออกลาดตะเวนพื้นที่ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อก่อนค่ำวานที่ผ่านมา(17)เวลา 17.30น.ขณะที่เจ้าหน้าที่ทีมป้องกันภัย เทศบาลทุ่งลุยลาย ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้รับแจ้งจากนายสุขสันต์ ชาติทหาร นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งลุยลาย ได้ออกรับผู้ได้รับบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ป่าไม้ถูกหมีกัดบนเทือกเขาภูเขียว ส่งโรงพยาบาลคอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ พื้นที่เกิดเหตุที่บริเวณใกล้ๆสำนักงานป่าไม่หน่วยศาลาพรมทุ่งกะมัง พบเจ้าหน้าป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว พากันแบกหามลำเรียงผู้ได้รับ บาดเจ็บ ถูกหมีควายขนาดใหญ่ ได้ใช้ขาหน้าตะปบจากด้านหลัง ที่หน้าอกและไหล่ เลือดอาบหลัง ลงมาจากเขา มาให้ปฐมพยาบาลก่อนนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลคอนสาร

ขณะที่นายวิชานนท์ แสนผาลาหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เปิดเผยว่า จากการสอบถามนายดนัย คำแก้ว อายุ 39 ปี ที่อยู่ 105/2 ม.5 ต.บ่อไทย อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกะมัง) ผู้ได้รับบาดเจ็บทราบว่าระหว่างนำกำลัง จนท.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ออกลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบอยู่นั้นได้ถูกหมีควายขนาดใหญ่ รอบเข้ามาทำร้ายตะปบเข้าทางด้านหลังและบริเวณหน้าอกและไหล่ซ้ายจน ทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บล้มลงที่พื้นก่อนจะกัดขย้ำเข้าที่บริเวณใบหน้า และสะโพก

จนเป็นแผลเวอวะเลือดอาบร่าง หลังเกิดเหตุเพื่อนร่วมงานที่เดินทางไปด้วยกัน และเห็นเหตุการณ์ ได้เข้าช่วยกันวิ่งเข้ามาใช้ไม้ตีขับไล่หมีที่กำลังกัดฝั่งเขียวออกจากสะโพกนายดนัย ผู้ได้รับบาดเจ็บ หมีควายได้วิ่งหายเข้าไปในป่าหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้หามลำเลียงนายดนัย ผู้ได้รับบาดเจ็บลงจากเทือกเขาภูเขียว ส่งให้กู้ชีพทุ่งลุยลาย นำส่งถึงโรงพยาบาลคอนสาร ขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว ในส่วนของการช่วยเหลือเบื้องต้นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด ได้อยู่ระหว่างติดต่อประสานงานกับกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ ตามระเบียบต่อไป

โดย… มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

ส่องวิถีชีวิตชนเผ่าดาราอั้งเก็บชาอินทรีย์ สูดโอโซน 18-19 องศาฯ บนดอยอ่างขาง

ช่วงนี้เป็นช่วงต้นฤดูกาลในการเก็บชาอินทรีย์ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ที่มีการปลูกในแปลงส่งเสริมการผลิตชาอินทรีย์ (แปลง 2000) ภายในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยบนดอยอ่างขางช่วงนี้ อากาศเย็นสบาย ประมาณ 18-19 องศาเซลเซียส ซึ่งสถานีฯ ดอยอ่างขาง ปกติแล้วมีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยช่วงเดือนเมษายน-พฤศจิกายนของทุกปี จะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตยอดชา เพื่อนำมาแปรรูปเป็นชาเขียว ชาแดง ชาอู่หลงก้านอ่อน และชาอู่หลงเบอร์ 12

วันนี้ถือโอกาสติดตามพวกพี่ๆ ชาวดาราอั้ง ที่เป็นชาวไทใหญ่ที่เป็นชนเผ่าอาศัยอยู่บนพื้นที่สูง เรียกอีกชื่อว่า ปะหล่อง มาร่วมกันลงแขกเก็บชาในแปลง โดยพี่ๆ เล่าให้ฟังว่า เป็นการเอามื้อ ส้ายมื้อ ตามภาษาพูด ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า มาช่วยกันเก็บ โดยจะเวียนกันตามลำดับของเกษตรกรของแต่ละแปลง และนำผลผลิตที่ได้ขึ้นไปเข้ากระบวนการต่างๆ ที่โรงชา ที่ตั้งอยู่ด้านบนของแปลงชา 2,000 ซึ่งถือว่าเป็นโรงชาที่มีเครื่องจักร และขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน

การปลูกชาอินทรีย์ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นพืชที่ได้ทำการส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกเป็นอาชีพหลัก นอกเหนือจากไม้ผลเมืองหนาว ผักเมืองหนาว สตรอว์เบอร์รี ไม้ดอก พืชไร่ สมุนไพร กาแฟ เห็ด และปศุสัตว์ โดยงานส่งเสริมชาอินทรีย์ได้เริ่มเมื่อปี 2535 มาจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2535 สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เริ่มนำเมล็ดพันธุ์ชาลูกผสม (ชาจีน ชาอัสสัม) จากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ มาทดสอบปลูกที่บ้านนอแล

ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ต้นชาที่นำมาทดลองปลูกเริ่มให้ผลผลิต (ยอดชา) ได้เก็บมาแปรรูป ผลผลิตชาของปีนั้นกลิ่นและสีเป็นที่น่าพอใจ ทางมูลนิธิโครงการหลวงจึงได้ตั้งทีมส่งเสริมและพัฒนาชาจีนขึ้น (จากนั้นได้มีสถานีฯ ต่างๆ เข้าร่วม 5 แห่ง ได้แก่ อ่างขาง ขุนวาง ม่อนเงาะ ห้วยน้ำขุ่น และแม่ปูนหลวง)

ในช่วง พ.ศ. 2540 สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน และสถาบันพัฒนาพื้นที่สูง (องค์กรมหาชน) ช่วยเหลือเรื่องอาคารโรงงาน เครื่องจักรแปรรูป และเทคนิคในการแปรรูปชา

พ.ศ. 2542 สถานีฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานร่วม ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และกรมชลประทาน ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่แปลงไม้ผลเขตหนาวเก่าของสถานีฯ ให้เป็นแปลงส่งเสริมการปลูกชาจีน (แปลงสองพัน) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของต้นชา โดยมีพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ได้จัดเกษตรกรชนเผ่าดาราอั้ง (ปะหล่อง) 46 ครัวเรือน เข้ารับการส่งเสริมปลูกชาจีนจำนวน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ก้านอ่อน และพันธุ์เบอร์ 12 โดยมีพันธุ์ก้านอ่อนจำนวน 50,000 ต้น และพันธุ์เบอร์ 12 จำนวน 50,000 ต้น

นายรัฐวิชญ์ อัยราวงศ์ วิทยากรปฏิบัติงานด้านวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่นี่มีการพัฒนาการผลิตชาแปรรูปในชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และให้คุณภาพที่ดีขึ้น จากชาอินทรีย์ที่ทำการส่งเสริม ซึ่งปัจจุบันแปลงสองพันสามารถผลิตชาส่งผ่านสถานีฯ ได้ปีละประมาณ 60,000 กิโลกรัม และมีศูนย์ฯ และสถานีฯ ที่เข้าร่วม รวมจำนวนกว่า 10 ที่ ตามโครงการหลวงดอยต่างๆ ในภาคเหนือ.

ช่วงนี้เป็นช่วงต้นฤดูกาลในการเก็บชาอินทรีย์ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ที่มีการปลูกในแปลงส่งเสริมการผลิตชาอินทรีย์ (แปลง 2000) ภายในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยบนดอยอ่างขางช่วงนี้ อากาศเย็นสบาย ประมาณ 18-19 องศาเซลเซียส ซึ่งสถานีฯ ดอยอ่างขาง ปกติแล้วมีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยช่วงเดือนเมษายน-พฤศจิกายนของทุกปี จะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตยอดชา เพื่อนำมาแปรรูปเป็นชาเขียว ชาแดง ชาอู่หลงก้านอ่อน และชาอู่หลงเบอร์ 12

วันนี้ถือโอกาสติดตามพวกพี่ๆ ชาวดาราอั้ง ที่เป็นชาวไทใหญ่ที่เป็นชนเผ่าอาศัยอยู่บนพื้นที่สูง เรียกอีกชื่อว่า ปะหล่อง มาร่วมกันลงแขกเก็บชาในแปลง โดยพี่ๆ เล่าให้ฟังว่า เป็นการเอามื้อ ส้ายมื้อ ตามภาษาพูด ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า มาช่วยกันเก็บ โดยจะเวียนกันตามลำดับของเกษตรกรของแต่ละแปลง และนำผลผลิตที่ได้ขึ้นไปเข้ากระบวนการต่างๆ ที่โรงชา ที่ตั้งอยู่ด้านบนของแปลงชา 2,000 ซึ่งถือว่าเป็นโรงชาที่มีเครื่องจักร และขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน

การปลูกชาอินทรีย์ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นพืชที่ได้ทำการส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกเป็นอาชีพหลัก นอกเหนือจากไม้ผลเมืองหนาว ผักเมืองหนาว สตรอว์เบอร์รี ไม้ดอก พืชไร่ สมุนไพร กาแฟ เห็ด และปศุสัตว์ โดยงานส่งเสริมชาอินทรีย์ได้เริ่มเมื่อปี 2535 มาจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2535 สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เริ่มนำเมล็ดพันธุ์ชาลูกผสม (ชาจีน ชาอัสสัม) จากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ มาทดสอบปลูกที่บ้านนอแล

ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ต้นชาที่นำมาทดลองปลูกเริ่มให้ผลผลิต (ยอดชา) ได้เก็บมาแปรรูป ผลผลิตชาของปีนั้นกลิ่นและสีเป็นที่น่าพอใจ ทางมูลนิธิโครงการหลวงจึงได้ตั้งทีมส่งเสริมและพัฒนาชาจีนขึ้น (จากนั้นได้มีสถานีฯ ต่างๆ เข้าร่วม 5 แห่ง ได้แก่ อ่างขาง ขุนวาง ม่อนเงาะ ห้วยน้ำขุ่น และแม่ปูนหลวง)

ในช่วง พ.ศ. 2540 สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน และสถาบันพัฒนาพื้นที่สูง (องค์กรมหาชน) ช่วยเหลือเรื่องอาคารโรงงาน เครื่องจักรแปรรูป และเทคนิคในการแปรรูปชา

พ.ศ. 2542 สถานีฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานร่วม ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดิน, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และกรมชลประทาน ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่แปลงไม้ผลเขตหนาวเก่าของสถานีฯ ให้เป็นแปลงส่งเสริมการปลูกชาจีน (แปลงสองพัน) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของต้นชา โดยมีพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ได้จัดเกษตรกรชนเผ่าดาราอั้ง (ปะหล่อง) 46 ครัวเรือน เข้ารับการส่งเสริมปลูกชาจีนจำนวน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ก้านอ่อน และพันธุ์เบอร์ 12 โดยมีพันธุ์ก้านอ่อนจำนวน 50,000 ต้น และพันธุ์เบอร์ 12 จำนวน 50,000 ต้น

นายรัฐวิชญ์ อัยราวงศ์ วิทยากรปฏิบัติงานด้านวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่นี่มีการพัฒนาการผลิตชาแปรรูปในชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และให้คุณภาพที่ดีขึ้น จากชาอินทรีย์ที่ทำการส่งเสริม ซึ่งปัจจุบันแปลงสองพันสามารถผลิตชาส่งผ่านสถานีฯ ได้ปีละประมาณ 60,000 กิโลกรัม และมีศูนย์ฯ และสถานีฯ ที่เข้าร่วม รวมจำนวนกว่า 10 ที่ ตามโครงการหลวงดอยต่างๆ ในภาคเหนือ.

ทลายเว็บพนัน‘whanjeab777’ยึดเงินเกือบ 24 ล้าน พบเงินหมุนเวียนนับพันล้านต่อเดือน

ตำรวจไซเบอร์เปิดปฎิบัติการบุกค้น 5 จุดจับเว็บพนันออนไลน์ ยึดเงินสดเกือบ 24 ล้านบาท พบเงินหมุนเวียนนับพันล้านต่อเดือน

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 67 พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. ร่วมแถลงปฏิบัติการบุกค้น 5 จุด จับเว็บพนันออนไลน์ ‘whanjeab777’ ยึดเงินสดเกือบ 24 ล้านบาท พบเงินหมุนเวียนนับพันล้านบาทต่อเดือน

พล.ต.ท.วรวัตฒน์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนและประสานข้อมูลกับศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ จนพบการกระทำผิดจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ คือ เว็บไซต์ whanjeab777 หรือหวานเจี้ยบ777 เบื้องต้นพบว่ามียอดสมาชิกผู้เล่นประมาณ 40,000 คน เงินหมุนเวียนประมาณหนึ่งพันล้านบาทต่อเดือน จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอาญาออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดจำนวน 9 ราย

ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุด ในพื้นที่ กรุงเทพฯ 4 จุด และ จ.พระนครศรีอยุธยา 1 จุด จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ตรวจยึดของกลางหลายรายการ ประกอบด้วย เงินสด 23,991,500 บาท รถยนต์หรู BMW X3 จำนวน 1 คัน รถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ 2 คัน คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 2,341 เล่ม บัตรกดเงินอิเล็กทรอนิกส์ 1,779 ใบ แท็ปเล็ต 1 เครื่อง และมือถือ 46 เครื่อง รวมมูลค่าของกลางกว่า 30 ล้านบาท ก่อนคุมตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดี พร้อมขยายผลจับกุมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

เห็ดเผาะทรัพย์ในดินเมนูพื้นบาทฝนแรกราคาพุ่งกก.ละ800บาท

ขอนแก่น-เห็ดเผาะฝนแรกอาหารพื้นบ้านราคาพุ่งกก.ละ 800 บาท ทรัพย์ในดินวางขายแล้ว ราคากก.ละ 800 บาท หนังบาง ไส้เยอะ อ่อนละมุล ท้าให้ลองชิม

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 18 พ.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการซื้อขายอาหารประจำถิ่นโดยเฉพาะที่ตลาดบางลำภู ภายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งในระยะนี้เป็นช่วงเริ่มฤดูฝนทำให้เห็ดหลายชนิดเริ่มทยอยออกดอก ทำให้พ่อค้า แม่ค้าเร่งออกหาเห็ดในพื้นที่ป่าสาธารณะ และป่าชุมชนเพื่อนำจำหน่าย โดยเฉพาะเห็ดเผาะ ที่เริ่มมีมาวางจำหน่ายกันแล้ว โดยจากการสอบถามพบว่าขณะนี้ เห็ดจากภาคเหนือ มาจำหน่ายในพื้นที่อย่างมากเพราะอ่อนและอร่อย

นางวราพร สิงหาบุตร อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 144/13 บ้านเหล่าใหญ่ ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น แม่ค้าอาหารประจำถิ่น กล่าวว่า ช่วงนี้เห็ดเผาะราคาสูงมากเพราะเป็นช่วงฝนใหม่ เห็ดเริ่มทยอยออกดอก ซึ่งร้านรับซื้อมาจากชาวบ้านที่ออกหาจากทั้งในพื้นที่ภาคอีสานและทางภาคเหนือ แต่เห็ดเผาะภาคเหนือจะเป็นเห็ดเผาะหนังอ่อนต่าง ไส้เยอะ จะอร่อยกว่าเห็ดของบ้านเรา

” ร้านรับและนำมาจำหน่ายในราคาขีดละ 80 บาท หรือ กก.ละ 800 บาท หรือขายแล้วแต่ลูกค้าจะสั่งว่าจะเอาราคาเท่าไร โดยในช่วงแรกนี้เห็ดออกใหม่ ร้านนำมาขายวันละ 5 กก.เท่านั้นไม่กล้าเอามาเยอะเพราะกลัวจะขายไม่หมดเพราะราคายังสูงอยู่ ทำให้ไม่กล้าลงทุนเยอะเพราะเสี่ยงขายไม่หมด แต่ผู้บริโภคส่วนมากหากต้องการกินเห็นเผาะต้องกินช่วงนี้เพราะกำลังออกใหม่เห็ดยังอ่อนไม่แข็งกินอร่อย”

นางวราพร กล่าวต่ออีกว่า ได้มีการสอบถามชาวบ้านที่ออกไปหาช่วงนี้ พบว่าระยะนี้นั้นเห็ดยังออกไม่เยอะ แม่ค้าต้องแย่งกันรับมาขายเพราะของมีน้อยผู้บริโภคมีเยอะของเลยจะราคาสูงในช่วงนี้ ซึ่งเห็ดเผาะจะออกช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ประมาณ เดือนกว่าๆเห็ดจะเริ่มแก่และจะเหนียวรสชาติจะไม่ดี อย่างไรก็ตามตอนนี้เห็ดออกใหม่ ขาว อ่อน ไม่เหนียว กัดเข้าไปจะทำให้เคี้ยวเพลิน ส่วนมากคนนิยมนำไปแกงใส่ผักอีลอก, แกงใส่ผักหวาน และผัดน้ำมันหอย ถ้าเป็นแกงแบบไทยๆจะเป็นแกงใส่กะทิ อย่างไรก็ตามคาดว่าอีกประมาณ 1 เดือนราคาเห็ดเผาะจะลดลงเพราะเห็ดเริ่มแก่ราคาจะถูก แต่ที่นำมาขายวันนี้คือเห็ดจากทางภาคเหนือใหม่อ่อนๆ ทั้งนั้น

ตื่นตาตื่นใจผีเสื้อนับแสนรวมตัวที่อุโมงต้นแจง แก่งวังวนหลังฝนเทอช.ทับลาน ชุ่มฉ่ำ

นครราชสีมา –สุดอลังการ ผีเสื้อนับแสนรวมตัวที่อุโมงค์ต้นแจง แก่งวังวน เขื่อนลำแชะโชว์นักท่องเที่ยว หลังฝนตกหนักทำให้อุทยานแห่งชาติทับลานชุ่มฉ่ำ

วันนี้ (18 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำเหนือเขื่อนลำแชะที่ ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ในช่วงนี้ฝนเริ่มตกลงมา ทำให้มีน้ำไหลเข้าสู่เขื่อนอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้สภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจัด ทำให้ปริมาณน้ำภายในเขื่อนลดระดับลงอย่างรวดเร็ว

โดยล่าสุด ปริมาณน้ำภายในเขื่อนลำแชะ เริ่มกลับมาทรงตัวอยู่ที่ 101.08 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 36.76 ของความจุกักเก็บที่ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นน้ำใช้การได้ 94.08 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 35.11 ของความจุกักเก็บซึ่งมวลน้ำฝนที่ตกลงมา นอกจากจะส่งผลดีเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนแล้ว ยังทำให้บริเวณแก่งวังวน น้ำตกวังเต่า แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่แทบไม่เหลือน้ำ ตอนนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมธรรมชาติและเล่นน้ำคลายร้อน

นายคำพา สงกระโทก อายุ 50 ปี ประธานกลุ่มให้บริการเรือท่องเที่ยวเขื่อนลำแชะ บอกว่า ในช่วงนี้ น้ำจากอุทยานแห่งชาติทับลาน เริ่มไหลลงมายังเขื่อนลำแชะอีกครั้ง ทำให้แก่งวงวัน น้ำตกวังเต่า ในตอนนี้มีสายน้ำไหลผ่านแก่งหินสวยงามเหมือนเช่นเคย โดยเฉพาะบริเวณอุโมงค์ต้นแจงที่เกิดบนแก่งหิน จะมีต้นแจงหลายร้อยต้นขึ้นอยู่หนาแน่น ก็เริ่มมีน้ำไหลผ่านแก่งหินลอดอุโมงค์ต้นแจง เหมาะสำหรับเล่นน้ำใต้ร่มไม้เป็นอย่างมากขณะเดียวกัน ป่าไม้ที่อยู่บริเวณโดยรอบก็เริ่มกลับมาเก็บขจีจากความชุ่มชื้น

บางส่วนก็ผลิใบดอกสร้างสีสันและบรรยากาศให้กลับมาสวยงามน่าท่องเที่ยวอีกครั้ง และที่สำคัญ ในช่วงที่สภาพอากาศยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน บริเวณนี้จะมีเสื้อนานาชนิดนับร้อยสายพันธุ์หลากสีสัน บินมารวมฝูงกันอยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งหากนักท่องเที่ยวมีโอกาสเดินทางมาในช่วงนี้ รับรองได้เลยว่า คุ้มค่าและไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน .

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ / นครราชสีมา

เต็มอิ่มจุใจ “เทศกาลอาหารเกาหลีสไตล์บุฟเฟ่ต์” ที่โรงแรมแคนเทอรี่ เบย์ ระยอง

วันที่ 28 – 30 พฤษภาคม 2567 อร่อยฟินเหมือนบินไปเกาหลีกับ “เทศกาลอาหารเกาหลีสไตล์บุฟเฟ่ต์” ณ ห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียน บิสโทร โรงแรมแคนทารี เบย์ ระยอง พร้อมเสิร์ฟบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำรสชาติต้นตำรับจากประเทศเกาหลี ทั้งวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่ถูกเชฟคัดสรรมาอย่างดี ตระการตากับเมนูยอดฮิต อาทิ เนื้อย่างเกาหลี ข้าวยำบิบิมบับ กุ้งดอง แซลมอนดอง กิมจิ และเมนูอื่นๆอีกมากมาย พร้อมของหวานตบท้ายมื้ออร่อย อาทิ ไอศกรีมชาเขียว และเค้กรสเลิศต่างๆในราคา 750 บาท (สุทธิ) ต่อท่าน สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือส่วนสูงไม่เกิน 120 ซม. ลดครึ่งราคา ในวันที่ 28 – 30 พฤษภาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น.  

สำรองที่นั่งล่วงหน้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมแคนทารี เบย์ ระยอง โทร. 038 804 844 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.kantarybay-rayong.com/

* โรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไข
โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางช่องทางการติดต่อสื่อสารของโรงแรมฯ

Related

ราชาทุเรียนบ้าน”สาลิกา”เบอร์ 1 ภาคใต้ ของแท้ GIพังงา ออกสู่ท้องตลาดแล้ว

ราชาของทุเรียนบ้านเบอร์ 1 ภาคใต้ คือ ทุเรียนสาลิกา โดยเป็นทุเรียน GI ของ จ.พังงา มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อำเภอกะปง เนื้อเหลืองหนา แน่น ละเอียด ไม่มีเส้นใย มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ฉุน น้ำหนักเฉลี่ย 1-2.5 กิโลกรัม ของแท้ ตรงกลางแกนเปลือกทุเรียนจะมีสีสนิมแดง

เมื่อพูดถึงทุเรียนสาลิกา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เรียนสากา” นับว่าเป็นราชาของทุเรียนบ้านเบอร์ 1 ภาคใต้ เป็นทุเรียนที่หลายคนต่างรอคอยที่จะลิ้มรสชาติในทุกๆ ปี โดยทุเรียนสาลิกามีแหล่งกำเนิดอยู่ในพื้นที่อำเภอกะปง ของจังหวัดพังงา เป็นทุเรียนที่มีรสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อปี 2561

ผู้ที่ชื่นชอบทุเรียนจะมีคำพูดว่า “ถ้ามาพังงาแล้วไม่ได้กินทุเรียนสากา เหมือนมาไม่ถึงเมืองพังงา” ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่ทุเรียนสาลิกาออกสู่ตลาด ล่าสุดพบว่าหลายสวนได้นำผลผลิตออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดแล้ว โดยราคาล่าสุดพบว่าจะขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 220-280 บาท และพบว่าเกษตรกรบางรายได้เตรียมเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต ด้วยการเปิดสวนทุเรียนให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบทุเรียนเข้ามาเที่ยวชม ชิม ช็อป กันอีกหลายสวน

นายฐิติกร เอี๋ยวสกุล เจ้าของสวนเย็นจิต อำเภอกะปง ได้นำเที่ยวชมสวนทุเรียนสาลิกาของครอบครัว ที่กำลังให้ผลผลิตเตรียมออกสู่ตลาดแล้ว โดยบอกว่าปีนี้ผลผลิตค่อนข้างน้อยลงกว่าทุกปีเนื่องจากปัญหาสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ฝนทิ้งช่วงไปนาน ทำให้แต่ละสวนขาดแคลนน้ำ และเมื่อกำลังจะตัดผลผลิตก็มีฝนตกลงมาอีก จึงอยากให้เกษตรกรแต่ละสวนตรวจสอบคุณภาพทุเรียนให้ดี ให้เนื้อแก่จัดได้ที่ก่อนจะตัดออกไปจำหน่าย เป็นการช่วยรักษาคุณภาพและชื่อเสียงของ ทุเรียนสาลิกากะปง ขณะที่สวนเย็นจิตได้พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชม ชิม ช็อป กันได้ นอกจากทุเรียนสาลิกา ที่สวนยังมีทุเรียนอีกสารพัดสายพันธุ์ถึงเกือบ 100 สายพันธุ์อีกด้วย

สำหรับ ทุเรียนสาลิกา ของแท้ดั้งเดิมที่ได้รับเครื่องหมาย GI จะต้องเป็นของอำเภอกะปงเท่านั้น มีลักษณะผลค่อนข้างกลม เปลือกผลบาง หนามสั้นและค่อนข้างถี่ ผลดิบเปลือกจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อผลแก่สีจะอ่อนลงเล็กน้อย และมีสีน้ำตาลอ่อนบริเวณร่องพู เมล็ดภายในส่วนใหญ่จะลีบ ขนาดเล็กเกือบทั้งหมด รสชาติหวานมัน และมีความหวานมากกว่าทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ เนื้อทุเรียนมีสีเหลือง เนื้อหนา ละเอียด ไม่มีเส้นใย เนื้อแน่น ไม่เละ มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์แต่ไม่ฉุน น้ำหนักต่อผลโดยเฉลี่ยประมาณ 1-2.5 กิโลกรัม และที่สำคัญทุเรียนสาลิกาพันธุ์ของแท้ดั้งเดิมที่ปลูกในพื้นที่อำเภอกะปง บริเวณตรงกลางแกนเปลือกทุเรียนจะมีสีสนิมแดงทุกผล ซึ่งแตกต่างจากทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ สมกับที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ราชาทุเรียนบ้าน” หากใครซื้อทุเรียนสาลิกาไปปอกเนื้อกินที่บ้าน ถ้าเจอรอยสีสนิมแดงที่แกนผล ก็มั่นใจได้เลยว่า ได้กินทุเรียนสาลิกาของแท้จากอำเภอกะปงอย่างแน่นอน

ด้าน นายนิรันดร์ หอมทอง เจ้าของแผงผลไม้ไร่สุขนิรันดร์ บริเวณริมถนนหน้าสำนักงาน อบต.เหมาะ กล่าวว่า ขณะนี้ เข้าสู่ฤดูทุเรียนสาลิกา ราชาทุเรียนบ้านเบอร์ 1 ของภาคใต้ การันตีด้วยเครื่องหมาย จีไอจากกระทรวงพาณิชย์ ทางไร่สุขนิรันดร์ได้รวมทุเรียนสาลิกาของเกษตรกรในพื้นที่มาวางขายทั้งแบบหน้าร้านและแบบออนไลน์ โดยมีการคัดคุณภาพตัดทุเรียนสาลิกาที่แก่จัดจากในสวนมาส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งพบว่ามียอดขายดีมากโดยเฉพาะการสั่งซื้อผ่านช่องทาง เฟซบุ๊กเพจ : ไร่สุขนิรันดร์ และทางโทรศัพท์ 06-4014-8592 สำหรับราคาขายในปีนี้นั้นเริ่มตั้งแต่ กก.ละ 220-280 บาท พร้อมส่งทั่วประเทศ.