ผู้การฯขอนแก่นฟุ้งกวาดล้างยาเสพติดเป็นอันดับ 1 ของตำรวจภูธรภาค 4

ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดขอนแก่น พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก. ภ.จว.ขอนแก่น พร้อมด้วย นายยุทธพร พิรุณสาร รอง ผวจ.ขอนแก่น แถลงผลการผลปฏิบัติการป้องกัน ปราบปรามบำบัดรักษา และแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2567ภายใต้ ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่นและ ปฏิบัติการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 เพื่อดำเนินการปราบปรามนักค้ายาเสพติด และเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ปฏิบัติการเชิงลึกปิดล้อมตรวจค้น จับกุมบุคลตามหมายจับ และดำเนินการยึด  อายัด ทรัพย์สินนักค้ายาเสพติดทุกรายให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม 

พล.ต.ต.อนุวัตร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ระดมกวาดล้างจับกุมมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ต.ค. 2566 ในพื้นที่ 26 อำเภอ , 30 สถานีตำรวจภูธร และ 1 กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัด โดยทำการเอกซเรย์ผู้เสพ 8,252 ราย พบผู้เสพที่มีอาการทางจิต 1,670 ราย พบผู้ค้ายาเสพติด 1,792 ราย รวม 11,714 ราย และทำการตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่รัฐ 12,526 ราย ผลบวก 50 ราย ตรวจสารเสพติดพระภิกษุสงฆ์ สามเณร 103 รูป ผลบวก 6 รูป ลาสิกขาและเข้าสู่กระบวนการบำบัด

“ขณะเดียสกันกำลังเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายในทุกอำเภอ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จับกุมและดำเนินคดี จำนวน  5,842 คดี ผู้ต้องหา 5,878 คน เป็นการดำเนินคดีรายสำคัญ 6 ราย  โดยมีการจับกุมในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น 2 ราย ยาบ้า รวม184,600 เม็ด, อำเภอ น้ำพอง 1 ราย ยาบ้า 34,000 เม็ด อำเภอ ชุมแพ 2 ราย ยาบ้ารวม 281,809 เม็ด อำเภอบ้านฝาง 1 ราย ยาบ้า 342,000 เม็ด”พล.ต.ต.อนุวัตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม จ.ขอนแก่น ที่มีการสนธิกำลังปฏิบัติการปราบปรามมาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง สามารถตรวจยึดยาเสพติดของกลาง เป็นยาบ้า 1,478,178 เม็ด,ยาไอซ์ 141.58 กรัม,คีตามีน 102.48 กรัม และยังยึดอาวุธปืน 108 กระบอกกระสุน 414 นัด ยึดทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่า 13,864,954 บาท  ซึ่งมีทั้งรถจักรยายนต์และรถยนต์ และบ้านพร้อมที่ดิน ทำให้สถิติการทำงานด้านปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นนั้น เป็นอันดับ 1 ของตำรวจภูธรภาค 4

“ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น,ฝ่ายปกครองจังหวัดขอนแก่น,ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองขอนแก่น,เจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 4,เจ้าหน้าที่ทหาร มทบ.23, เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ขอนแก่นและหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น ร่วมกันของตำรวจและฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาวุธปืน และสิ่งผิดกฎหมาย ตามแผนยุทธการ พิทักษ์ขอนแก่น” ของศอ.ปส.จว.ขอนแก่น และ ปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 ของ บช.ภ.4 รวมจำนวน 10 เป้าหมาย  ซึ่งการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นั้น ได้สนธิกำลังกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจค้นและการจับกุมทั้งผู้ค้ารายย่อยและผู้เสพ รวมถึงผู้ค้ารายสำคัญที่มีการซัดทอดจากผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ก็สามารถจับกุมตัวได้หลายราย” ผบก. ภ.จว.ขอนแก่น กล่าว

สำหรับ ผู้เสพ หรือผู้ที่ถูกจับกุมตัวพร้อมยาบ้า 1 เม็ดนั้น อาจจะไม่เป็นแค่ผู้เสพ เพราะ เจ้าหน้าที่ต้องทำการตรวจคัดกรองและสืบสวนพฤติการณ์ว่า เพียงแค่มีครอบครองเพื่อเสพ หรือจริงๆแล้ว เป็นผู้ค้าก็ได้  ฝากถึงญาติพี่น้องของผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวติดยาบ้า อยากรักษา อยากเข้าสู่กระบวรการการรักษา ให้ติดต่อผู้นำชุมชน ให้พาไปที่ศูนย์พักคอย ซึ่งจังหวัดขอนแก่น มีศูนย์พักคอยให้ผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด ที่อยากรักษา อยากบำบัด  ที่มีขบวนการดำเนินการเหมือนในรพ.กินยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะหายได้ ขณะนี้จังหวัดขอนแก่น บูรณาการ่วมกันทุกฝ่าย เพื่อให้คนป่วย คนที่ติดยาเสพติดหาย และกลับมาใช้ชีวิตร่วมในสังคมได้ตามปกติ

ข่าว/ภาพ : จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น

ฮือไล่เจ้าอาวาสอ้างลุแก่อำนาจทำพระ-ชาวบ้านแตกแยกถึงขั้นแบ่งฝ่ายทำบุญ

คณะอุบาสก  อุบาสิกา และตัวแทนชาวบ้านสะแกซำ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์  ได้รวมตัวถือป้ายที่บริเวณหน้าศาลาหอฉัน ภายในวัดศาลาลอย ต.สะแกซำ  เพื่อประท้วงขับไล่เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย โดยอ้างว่า เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันมีพฤติกรรมลุแก่อำนาจ  กลั่นแกล้งพระลูกวัดที่ไม่ยอมเข้าข้าง  ทำให้ทั้งพระและโยมแยกแตกกัน ล่าสุดเมื่อต้นเดือน เม.ย.2567  ที่ผ่านมา ได้ตัดมิเตอร์ไฟที่ต่อพ่วงไปใช้กุฏิและศาลาหอฉัน  โรงครัว  ทำให้พระ 12 รูป รวมถึงชาวบ้านที่ไปทำบุญ หรือกิจกรรมทางศาสนาในวัดเดือดร้อนไม่มีไฟฟ้าใช้นานกว่า 20 วัน จนญาติโยมต้องลงขันกันบริจาคเงินติดตั้งโซล่าเซล เพื่อให้พระทั้ง 12 รูป  รวมถึงชาวบ้านที่ไปทำบุญหรือกิจกรรมทางศาสนาภายในวัดได้มีไฟใช้

ทั้งนี้ ตัวแทนชาวบ้านที่มาประท้วงขับไล่เจ้าอาวาสยังได้นำคลิปที่อ้างว่า เป็นพฤติกรมของเจ้าอาวาสมาที่ยืนโต้เถียงกับพระลูกวัดที่ไม่ยอมเข้าข้างออกมาร้องเรียนด้วย      

นางสมิต ไชยยอดน้อย  ตัวแทนชาวบ้านบ้านสะแกซำ  บอกว่า  หลังจากเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันดำรงตำแหน่งมาประมาณ 2 ปี  ก็มีพฤติกรรมลุแก่อำนาจกลั่นแกล้งพระลูกวัดที่ไม่ยอมเข้าข้าง เพื่อกดดันให้ออกจากวัด  ล่าสุดถึงขั้นตัดไฟที่ต่อไปยังกุฏิ และศาลาหอฉันเดือดร้อนไม่มีไฟฟ้าใช้กว่า 20 วัน หลังจากที่มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปนี้ตำรงตำแหน่ง ทั้งพระและโยมก็แตกแยกกัน  เวลามาทำบุญก็ทำบุญคนละฝั่ง จึงอยากให้ทางพระผู้ใหญ่ หรือมูลนิธิกองทัพธรรม  เข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในวัดด้วย ก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรงบานปลายไปมากกว่านี้

ด้านพระเชษ  อินทวันโณ  หนึ่งในพระลูกวัด  บอกว่า จริงๆ มีปัญหาภายในวัดมาประมาณ 7 ปีแล้วตั้งแต่ที่เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเป็นพระลูกวัด กระทั่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส พระลูกวัดและชาวบ้านบางส่วนได้ร้องคัดค้านการแต่งตั้งพระรูปนี้เป็นเจ้าอาวาสแล้ว เพราะเกรงจะเกิดปัญหาแต่ก็ไม่เป็นผล กระทั่งมีการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสก็ลุแก่อำนาจกลั่นแกล้งพระลูกวัดที่ไม่ยอมเห็นด้วย หรือเข้าข้างสารพัด เพื่อกดดันให้ออกจากวัด ถึงขั้นมีการตัดมิเตอร์ไฟที่ต่อพ่วงมาให้พระใช้ออก จนญาติโยมสงสารมาติดตั้งโซล่าเซลให้ใช้  ก็อยากให้ทางพระผู้ใหญ่ได้พิจารณาแต่งตั้งพระองค์อื่นจากวัดไหนก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาสแทน  เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในวัด

ทั้งนี้ เมื่อทีมข่าวได้เดินทางไปตามหาเจ้าอาวาสแต่พระฝั่งที่อยู่กับเจ้าอาวาส บอกว่า เจ้าอาวาสไม่อยู่ไปกิจนิมนต์  ส่วนพระก็ไม่สะดวกจะให้ข้อมูลแทนได้  และเมื่อเดินทางไปสอบถามเจ้าคณะตำบลท่านบอกว่าไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลใดๆ

นายชุ่ม พรหมภักดิ์ หนึ่งในคณะกรรมการวัด  ยอมรับว่า ภายในวัดมีปัญหาความขัดแย้งมานานหลายปีแล้ว  ส่วนกรณีที่พระและชาวบ้านบางส่วนร้องว่าท่านเจ้าอาวาสตัดไฟ ความจริงเจ้าอาวาสไม่ได้ตัด หม้อที่เขาร้องว่าตัดไฟเป็นหม้อพ่วงซึ่งการไฟฟ้ามาติดให้เพื่อลดปัญหาทะเลาะกัน แต่ตนซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการวัดที่ร่วมดูแล เป็นคนตัดเอง  เพราะฝั่งพระและชาวบ้านที่ออกมาร้องเรียนใช้ไฟเยอะเฉลี่ยเดือนละ 3 พันบาท แล้วค้างค่าไฟ 2 เดือน  ตนกำลังจะตรวจดูว่าทำไมค่าไฟแพงแต่ตัวแทนชาวบ้านที่ออกมาร้อง มาด่าตนเองประกอบกับทางวัดไม่มีเงินจ่าย  จึงจำเป็นต้องตัด เพราะแต่ละเดือนต้องจ่ายค่าไฟ 6 – 8 พันบาท ส่วนตัวแทนชาวบ้านที่ออกมาร้องเรียนชอบทำตัวเป็นใหญ่ในวัด

ข่าว/ภาพ : สุรชัย พิรักษา ผู้สื่อข่าวจังหวัดบุรีรัมย์

ครั้งแรกของเมืองแปดริ้ว ‘ประกวดโคกระบือ-ไก่สวยงาม”ท่าตะเกียบ คึกคัก เงินสะพัด

ฉะเชิงเทรา-ช้างป่าเปิดทางสร้างความคึกคักงานประกวดโคกระบือไก่สวยงามวันแรกครั้งแรกของจังหวัดฉะเชิงเทราที่จัดยิ่งใหญ่ ณ บ้านคลองมะหาดใจกลางดงช้างป่าท่าตะเกียบ นายกฯอบต.ย้ำมีควายไทยราคากว่าสิบล้านมาให้ชมในงานทั้งกระบือเผือกกระบือดำ

นายทวี สาธุชาติ นายก อบต.ท่าตะเกียบ เนรมิตพื้นที่ลานป่าหน้าศาลากลางบ้าน หมู่ที่ 14 บ้านคลองมะหาด ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพื้นที่บริเวณจัดงานประกวดโค กระบือ และไก่สวยงาม ในโครงการวัว ไก่สวย ควายพันธุ์ดี ท่องเที่ยวเกษตรอินทร์ย์ วิถีพอเพียง ประจำปีงบประมาณ 2567 ถือเป็นความท้าทายของการจัดงานด้วยพื้นที่ตรงนี้เป็นจุดเส้นทางของช้างป่าที่จะต้องผ่านในทุกเช้า และค่ำคืน ตามที่ปรากฏเป็นภาพข่าวมาโดยตลอดที่ว่าช้างป่าทุกโขลงจะมาพักอาศัยด้านหลังชายป่าไผ่ท้ายวัดบ้านคลองมะหาด และจุดนี้เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ช้างป่าเพิ่งจะชนกัน และก่อนจัดงาน 3 วัน ช้างป่าก็เพิ่งมาพักหลับนอนและก็กลับไปในป่าลึก

บรรยากาศจัดงานวันแรกที่ถือว่าคึกคักอย่างมาก มีผู้ให้ความสนใจนำโค กระบือร่วมเข้าประกวดกระบือเผือก เพศเมีย เพศผู้ฟันน้ำนม และการประกวดไก่ชนสวยงามทุกสายพันธุ์ ในช่วงเช้า ส่วนภาคบ่ายจนถึงเย็น ยังจัดให้มีการประกวดกระบือดำ เพศเมีย เพศผู้ฟันน้ำนม การประกวดกระบือดำ เพศเมีย เพศผู้ ฟันแท้ และการประกวดกระบือยอดเยี่ยม GRAND CHA,PION รวมเผือกดำ เพศผู้เพศเมีย ที่ทำเอาคณะกรรมบอกว่าไม่น่าเชื่อ นี่เพิ่งเป็นวันแรกของการจัดงาน 17 – 19 พฤษภาคม 67 ยิ่งใหญ่มาก ในการเตรียมสถานที่จัดงาน ที่มีการอัดทรายอัดดินคือการปรับพื้นสนามรองรับกระบือที่มีน้ำหนักกว่าพันกิโล นายกฯทวี สาธุชาติ ย้ำผ่านสื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวในและนอกพื้นที่ทั้งต่างจังหวัด มีควายไทยราคากว่าสิบล้านมาให้ชมในงานทั้งกระบือเผือกกระบือดำ

ด้านนายกฯทวี สาธุชาติ นายก อบต.ท่าตะเกียบ พร้อมคณะผู้บริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ และชาวบ้าน ได้ถือโอกาสในการจัดงานวันนี้เป็นวันแรกแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เชิญชวนเที่ยวงานปะกวดโค กระบือไก่สวยงามวันแรก ครั้งแรกของจังหวัดฉะเชิงเทราที่จัดยิ่งใหญ่ได้มาตรฐาน ณ บ้านคลองมะหาดใจกลางดงช้างป่าท่าตะเกียบ พร้อมบอกว่า โครงการนี้ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางการสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้านในพื้นที่ๆต้องปรับใช้ชีวิตที่ต้องยอมรับอยู่ร่วมกันกับคนกับช้างป่า และยังเป็นการส่งเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้านคลองมะหาด และทั้งอำเภอท่าตะเกียบได้มีรายได้ในการร่วมออกร้านค้าขาย การจัดงานจัดขึ้น 3 วัน 3 คืน

ทั้งนี้วันที่ 17 พ.ค.2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกก็มีหลายหน่วยงานมาร่วมออกบูธภาคการเกษตรทั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดเพื่อนบ้านบ้านอย่างสระแก้ว ปราจีนบุรี ด้านท่านกำนันสมจิตร สาธุชาติ กำนันสาโรจน์ ลายสุวรรณ อีกสองตัวแทนราชสีห์ฝ่ายปกครองก็การรันตรีว่านักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวชมงานทั้ง 3 วัน จะได้รับความปลอกภัยภายในงานทีจัดขึ้นเพราะมีการประสานจัดกำลังบูรณาการทหารพรานที่1306 ตำรวจ สภ.ท่าตะเกียบ อปพร. ทุกฝ่ายอย่างดี

โดย…สราวุฒิ บุญสร้าง ผู้สื่อข่าวภูมิภาคฉะเชิงเทรา

ชาวปราจีนบุรีลุกฮือประท้วงโรงงานเถื่อนส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง

กลุ่มคนรักษ์หนองหอย หมู่ที่10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรีกว่า30 คนรวมตัวกันถือป้ายคัดค้านโรงงานเถื่อนซึ่งมาก่อตั้งในพื้นที่ส่งกลิ่นเหม็น ยื่นหนังสือคัดค้านโรงงานเถื่อนต่ออุตสาหกรรมจังหวัดและตัวแทนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ผ่านไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ในหนังสือระบุขอให้ตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานที่มีผลกระทบต่อชุมชน ในพื้นที่หมู่ที่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยมีเนื้อหาระบุว่าด้วยพวกเรา “กลุ่มคนรักษ์หนองหอย” ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงานคัดแยก หล่อหลอม และรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรมจำนวนหลายโรงงาน ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตร จากโรงเรียนบ้านหนองหอยหมู่ที่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มีโรงงานคัดแยก หล่อหลอม และรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ในรัศมี 3 กิโลเมตร จากโรงเรียนบ้านหนองหอยจำนวนหลายโรง ซึ่งโรงงานเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้มีการติดป้ายชื่อบริษัทที่หน้าโรงงาน และเกือบทั้งหมดประกอบกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน

บางจุดมีการหลอมโลหะในช่วงเวลากลางคืน จนทำให้เกิดกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปไกลกว่า 2 กิโลเมตร บางจุดมีการทิ้งสารเคมีหรือวัสดุซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นขยะอุตสาหกรรมลงไปในแหล่งน้ำ พวกเราจึงร้องเรียนด้วยวาจาไปทางผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ กระทั่งในวันที่ 4 มกราคม 2561 ผู้ใหญ่บ้าน จึงยื่นหนังสือร้องทุกข์ไปยังนายอำเภอศรีมหาโพธิ เพื่อขอให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหา แต่ทว่าจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด รายการนี้ พวกเรา “กลุ่มคนรักษ์หนองหอย”ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีดำเนินการตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานที่มีผลกระทบต่อชุมชน ในพื้นที่หมู่ที่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ดังนี้

1.ขอให้ตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานของบริษัท
2.ขอให้ตรวจสอบการลักลอบฝังกบขยะอุตสาหกรรมบนโฉนดที่ดินเลขที่ 140 17 ตั้งอยู่ที่ ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิด
3.ขอให้ตรวจสอบการลักลอบประกอบกิจการโรงงานโดยไม่รับอนุญาตบนโฉนดที่ดิน และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดด้วย

จากการลงพื้นที่โรงงานดังกล่าวพบว่าเป็นโรงงานไม่มีชื่อของบริษัทติดอยู่หน้าโรงงาน ทางเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด ฝ่ายปกครอง สาธารณสุขจังหวัด กอรมน.ได้เข้าตรวจสอบภายในโรงงานปรากฏว่า ด้านใดมีวัสดุและเครื่องจักรอยู่ในอาคารโรงงาน แต่ไม่มีพนักงานอยู่ด้านในแม้แต่คนเดียว แต่ประตูเปิดโรงงานถูกเปิดทิ้งไว้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ออกมาบอกกับกลุ่มคนรักษ์หนองหอยว่า จากการตรวจสอบภายในอาคารโรงงานไม่พบพนักงานอยู่ด้านใน และเครื่องจักรก็ไม่ได้มีการทำงานแต่อย่างใด สร้างความสับสนให้กับกลุ่มคนรักษ์หนองหอยเป็นอย่างมาก ไม่เชื่อว่าจะไม่มีการเดินเครื่องทำงาน อาจเป็นไปได้ว่ามีการพบเห็นทางเจ้าหน้าที่และกลุ่มชาวบ้านมาที่ด้านหน้าโรงงาน ได้พากันหลบออกจากทางด้านหลังโรงงานก่อนหน้าที่ทางเจ้าหน้าที่จะเข้ามาถึงบริเวณหน้าโรงงาน

นายกิตติชัย ศรีแก้ว ชาวบ้านกล่าวว่า โรงงานดังกล่าวมีการแอบลักลอบหล่อหลอมบางอย่างทุกคืน ในการหล่อหลอมของแต่ละคืนนั้นส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ชาวบ้านต้องทนสูดดมกลิ่นหลอมโลหะทุกคืนจนทนไม่ไหว จึงรวมตัวกันออกมายื่นหนังสือคัดค้านขอให้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดปิดโรงงานแห่งนี้ไว้ก่อน หากมีการทำการหล่อหลอมต่อไปจะดำเนินการทางกฎหมายกับอุตสาหกรรมจังหวัดในมาตรา 157

ทั้งนี้นายพัดทอง กิตติวัฒน์ อุตสาหกรรมจังหวัดกล่าวว่า โรงงานดังกล่าวได้ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย แต่ดำเนินการผิดที่ผิดสถานที่ตั้งซึ่งผู้ประกอบการได้ขออนุญาตประกอบการอย่างถูกต้องอีกโรงหนึ่ง จากนี้จะได้เรียกผู้ประกอบการมาสอบถาม และจะติดต่อให้ผู้ประกอบการยุติการประกอบการใดๆในโรงงานนี้ไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จ เพื่อความถูกต้องและสบายใจของชาวบ้าน

โดย…มานิตย์ สนับบุญข่าว-/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ /ปราจีนบุรี

ทลายขบวนค้าเด็กวัยใสจับผอ.ร.ร.-อดีตครูซื้อบริการเด็กหญิงวัย 12

มูลนิธิปวีณาร่วมกับตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จับ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูเกษียณอายุ ราชการ ในจังหวัดขอนแก่น ซื้อบริการทางเพศกับเด็กในโรงเรียนตัวเอง มาแล้วมากกว่า 2 ครั้ง

นางปาวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วย พลตำรวจตรีศารุติ แขวงโสภา ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม การค้ามนุษย์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ร่วมกันแถลงผลการจับกุมขบวนการค้ามนุษย์กับเด็กวัยใส ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสามารถจับกุมได้ทั้งนายหน้าและผู้ซื้อบริการ

พันตำรวจเอก ศราวุธ จันต๊ะวงค์ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ ขยายผลมาจากการเข้าไปช่วยเหลือเด็ก อายุ 12 ปี ที่ ผู้ปกครองได้เข้าขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณา จนสามารถจับกุม นางสาววันทนานนท์ หรือติ๊ก อายุ 26 ปี ผู้ทำหน้าที่เป็นนายหน้า ต่อมาตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ได้ทำการสืบสวนขนายผลจนสามารถจับกุมนายสิทธิพร หรือหนึ่ง และนางดาวเรือง เจ้าของรีสอร์ท 2 แห่งใน จังหวัดขอนแก่น ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้าเช่นกัน และได้ช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี จำนวน 2 คน ที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี

จากการสอบข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือของนายหน้าทั้ง 2 คน พบข้อมูลการซื้อบริการทางเพศเด็กอายุ 12 ปี จึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาได้ 2 คน คือ นายพจน์ หรือ แดง อายุ 58 ปี อำนวยโรงเรียนชั้นประถม แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น และ นายพิชัย หรือเฮียหมี อดีตข้าราชการครูเกษียณ ในความผิดฐาน เป็นธุระจัดหารไปหรือชักพาไปให้เพื่อบุคคลกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ซึ่งจากพบข้อมูลว่าผู้ต้องหา เคยซื้อบริการทางเพศกับเด็กมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง และเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนตัวเอง

ด้านพันตำรวจตรี เกียรติบดินทร์ วงค์งาม สารวัตรกอง 3 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำในเบื้องต้นผู้เสียหายให้การว่า ตนมีความรู้สึกสนิทสนมกับนางสาวติ๊ก โดยนางสาวติ๊กได้ใช้ประโยชน์จากความสนิทสนม ชักชวนให้มาทำงานในลักษณะนี้ โดยอ้างว่าหากมาทำงานด้วยจะได้รับค่าตอบแทน เพื่อนำไปซื้อสินค้าที่ต้องการ เมื่อเด็กหลงจะพาเด็กเป็นนายหน้าคอยส่งเด็กไปให้กับผู้ซื้อบริการที่ต้องการ ซึ่งค่าตัวเด็ก 1 คนจะอยู่ที่ราคา 1,200 บาท ดูนางสาวติ๊กจะหักค่าหัวคิวคนละ 400 บาทต่อการขายบริการ 1 ครั้ง

ด้าน นางปวีณา เปิดเผยว่า สำหรับเด็กที่ให้การช่วยเหลือทั้ง 3 คน ขณะนี้อยู่ในคุ้มครองของบ้านเกร็ดตระการ เพื่อดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจ พร้อมทั้งยังได้ประสานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เด็กกลับ/กศึกษาต่อ และจะดำเนินการเอาผิดทางวินัยกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่ซื้อบริการ

เขื่อนป่าสักฯวิกฤติ น้ำแห้งขอด ตอม่อสะพานโผล่ จุดเช็กอินสุดอันซีนลพบุรี

หลังจากที่ระดับน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน และถึงแม้จะมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะเติมเต็มน้ำให้กับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ โดยเฉพาะบริเวณจุดชมวิว “รถไฟลอยน้ำ” ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานที่อันซีนสุดปัง และเป็นแลนด์มาร์กสำคัญด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรี ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดลพบุรี และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเป็นจำทุกๆ ปี ในช่วงฤดูน้ำหลาก ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม ของทุกปี เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมเดินทางสัมผัสลมหนาวเส้นทางอันซีน หนึ่งเดียวของเมืองไทย นั่งรถไฟลอยน้ำสุดโรแมนติก กลางเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กับ ขบวนรถพิเศษนำเที่ยวเส้นทางกรุงเทพ – เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และตั๋วก็มักจะถูกจองเต็มหมดทุกขบวนอยู่เสมอ

แต่เมื่อถึงในช่วงฤดูแล้ง ที่ระดับน้ำในเขื่อนเหลือน้อย ต่ำกว่า 15% ของความจุ โดยวันนี้เหลืออยู่เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ของความจุ ทำให้บริเวณจุดชมวิว “รถไฟลอยน้ำ” ระดับน้ำที่ลดฮวบจนถึงพื้นดิน ซึ่งเป็นบริเวณส่วนฐานรากของการก่อสร้าง ตอม่อรางรถไฟลอยน้ำ ที่มีระดับความลึกมากกว่า 10 เมตร และทอดยาวไปบนเขื่อนป่าสักฯ นั้น ขณะนี้นักท่องเที่ยวสามารถนำรถยนต์ส่วนตัวขับลงไปได้จนถึงตอม่อสะพานรางรถไฟ “อย่างภาพที่เห็น” ทำให้ในแต่ละวันมักจะมีนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวต่างให้ความสนใจ พาครอบครัวมาออกทริปท่องเที่ยวจับจองพื้นที่ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ลงเล่นน้ำคลายร้อน และนำอาหาร เครื่องดื่ม มาล้อมวงร่วมรับประทานกัน เพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกเย็นกันเกือบทุกวัน ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

อย่างไรก็ตาม ทางเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต้องขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด บริเวณสถานที่ท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะสิ่งที่นักท่องเที่ยวนำติดตัวมา ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติก ขวดน้ำ ถุงพลาสติก กล่องโฟม ภาชนะใส่อาหาร หรือเศษอาหาร ก่อนที่จะเดินทางกลับ ต้องขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวช่วยกันเก็บทำความสะอาดสถานที่ท่องเที่ยว โดยนำกลับไปให้ด้วย เพราะหากทิ้งไว้ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากก็จะเป็นขยะลอยน้ำ เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และส่งผลเสียต่อระบบนิเวศทางน้ำอีกด้วย.

เครื่องร้อนพร้อมลุย “รถถัง” โชว์ฟิต ก่อนดวลเดือด “เดนิส” ศึก ONE 167

รถถัง” เปิดฐานทัพค่ายมวยลูกทรายกองดิน ต้อนรับพี่น้องสื่อมวลชน อัปเดตความพร้อม และร่วมทำกิจกรรม Open Workout ก่อนคืนสังเวียนบู๊ในศึก ONE 167

“รถถัง จิตรเมืองนนท์” แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต (125 – 135 ป.) เตรียมกลับมาโชว์ฝีมือให้หายคิดถึงพบกับ “เดนิช พูริช” มวยบู๊รุ่นใหญ่ วัย 39 ปี ตัวแทนแคนาดา – บอสเนีย ที่เฝ้านับวันรออยากดวลกับนักชกขวัญใจชาวไทยมานาน โดยทั้งคู่จะซัดกันในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต ในศึก ONE 167 ที่จะถ่ายทอดสดจากอิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี ในช่วงไพรม์ไทม์อเมริกา ซึ่งตรงกับช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ของวันเสาร์ที่ 8 มิ.ย.นี้

“รถถัง” ได้เปิดค่ายมวยลูกทรายกองดิน ที่เจ้าตัวใช้เป็นสถานที่ในการฟิตซ้อมร่างกายอยู่ปัจจุบัน ต้อนรับพี่น้องสื่อมวลชนเพื่อร่วมทำกิจกรรม Open Workout ซ้อมโชว์ความพร้อมล่าสุดให้ทุกคนได้เก็บภาพ รวมทั้งให้สัมภาษณ์ถึงสภาพร่างกายก่อนขึ้นสังเวียนอีกครั้งในรอบเกือบ 9 เดือน

“ตอนนี้ผมให้ตัวเองพร้อม 99 เปอร์เซ็นต์แล้ว สภาพร่างกายหลังจากมีอาการเจ็บที่มือจากไฟต์ที่แพ้ ซุปเปอร์เล็ก ตอนนี้รักษาจนหายดีแล้วเรียบร้อย ตั้งแต่รักษาตัวผมก็อยู่ที่ค่าย ฟิตซ้อมร่างกายอยู่ตลอดไม่ได้ไปไหนเลยครับ”

“สำหรับ เดนิส ถือเป็นคู่ชกที่มีประสบการณ์สูง อาวุธน่ากลัวทุกลูก ทั้งเรื่องการดักออกจังหวะสองและการเข้าออกที่รวดเร็ว ทำให้ผมประมาทเขาไม่ได้ ผมมองว่าช่วงต้นยกอาจจะเอาเขาลงได้ยาก แต่ถ้าช่วงปลาย ๆ ของการแข่งขัน ลูกบู๊ดุดันของผมมีมากกว่าแน่นอน เขาอาจจะหันหลังนอนไปเลยก็ได้ครับ”

นอกจากนี้ เจ้าของฉายา “ดิไอรอนแมน” ยังเสริมอีกว่าตั้งเป้าเอาชนะ “เดนิส” แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก่อนเดินหน้าปะทะ “ทาเครุ เซกาวา” ซูเปอร์สตาร์แดนซามูไรคู่ต่อสู้ที่ทำสัญญาใจกันมานาน

“ทุกคนเมื่อได้รับโอกาสไปชกใน วัน แชมเปียนชิพ สิ่งแรกที่ทุกคนอยากได้เหมือนกันคือเข็มขัดแชมป์และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเงินรางวัลโบนัส เพราะฉะนั้นไฟต์นี้ผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะคว้าโบนัสมาครองให้ได้”

“แล้วถ้าผมสามารถผ่านไฟต์นี้ไปได้ด้วยดี เป้าหมายต่อไปผมอยากเจอกับ ทาเครุ หลังเราสองคนเคยถูกประกบคู่เจอกันแล้ว แต่ผมไม่สามารถขึ้นชกได้ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ ต้องฝากคำขอโทษไปยังแฟนมวยทุกคนที่เฝ้ารอดูไฟต์นี้ด้วย ผมจึงอยากกลับไปสร้างไฟต์ประวัติศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริงครับ”

สำหรับศึก ONE 167 นอกจากคู่ของ “รถถัง vs เดนิส” แล้ว ยังมีการพบกันระหว่างคู่เอก “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” แชมป์โลก ONE MMA รุ่นอะตอมเวตหญิง (105 – 115 ป.) ที่จะลงป้องเข็มขัดครั้งแรกจาก “เดนิส แซมโบอันกา” เพื่อนซี้ชาวฟิลิปปินส์ และคู่รอง “ตะวันฉาย พีเค.แสนชัย” จะป้องกันตำแหน่งแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต (145 – 155 ป.) กับผู้ท้าชิงคู่ปรับเก่า “โจ ณัฐวุฒิ”

ร่วมด้วย “สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง” ตำนานคิกบ็อกซิ่ง ขวัญใจชาวไทย รับน้อง “มาซาอากิ โนอิริ” ซูเปอร์สตาร์คิกบ็อกซิ่งจากญี่ปุ่น ที่จะประเดิมเวทีระดับโลก ONE ครั้งแรก ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต (145-155 ป.) งานใหญ่แบบนี้แฟนตัวจริงห้ามพลาด

แฟนกีฬาชาวไทยสามารถจองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง Thaiticketmajor.com คู่แรกเริ่มเวลา 07.00 น. รับชมการถ่ายทอดสดทาง ช่อง 7HD กด 35 (ภาษาไทย) เริ่ม 10.00 น. รวมทั้งติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของศึกนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com และอินสตาแกรม ONEChampTh

พิษณุโลกอ่วม พายุกระหน่ำ ลมแรงซัดตลาดค้าส่งไทยเจริญถล่มทับแม่ค้าเจ็บ 4

พิษณุโลก-พายุฤดูร้อน ลมกรรโชกแรง พัดหลังคาอาคารตลาดไทเจริญหมู่ 6 ตำบลบ้านป่าอำเภอเมืองดพิษณุโลกถล่ม พับลงมา มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เครื่องตัดถ่างเข้าช่วยเหลือ

วานนี้( 16 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก มีมีลมพายุและฝนตกในหลายพื้นที่ ล่าสุดได้เกิดเกิดเหตุหลังคาอาคารตลาดไทยเจริญหมู่ 6 ตำบลบ้านป่า อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกถล่มลงมาจากแรงพายุฝน เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 4 รายถูกโครงหลังคาพับติดอยู่คาซาก เป็นแม่ค้าขายไส้กรอกตอนนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เครื่องมือตัดทางงัดนำร่างออกมายังมีชีวิตอยู่หายใจรวยริน เบื้องต้นมีเสาไฟฟ้าหักโค่นภายในตลาดหลายต้นจึงต้องให้เจ้าหน้าที่ไฟฟ้ามาทำการดับไฟเป็นการเร่งด่วน

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญญสถานได้ขอการสนับสนุนไปยังศูนย์ป้องกันสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก เพื่อนำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มาทำการยกซากอาคารที่ทับแม่ค้าขายไส้กรอกที่เคราะห์ร้าย จนได้รับผู้บาดเจ็บ เป็นการด่วน


ต่อมานายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน นำเครื่องตัดถ่าง มาช่วยเหลือแม่ค้าไส้กรอกที่ยังคงติดในซาก ขณะที่แพทย์ได้ให้น้ำเกลือ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็สามารถนำผู้ได้รับบาดเจ็บออกมาจากซาก หลังคาได้เป็นที่เรียบร้อย สำหรับความเสียหายในครั้งนี้ คาดว่า ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว เกิดพายุพัดกระหน่ำในหลายพื้นที่ของจังหวัดพิษณุโลก มีต้นไม้ และเสาไฟฟ้าล้ม แต่ที่หนักสุดคือลมได้พัดพายุกระหน่ำที่บริเวณตลาดไทยเจริญ อาคาร 2 จนหลังคาพังเสียหายและทับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด จนได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เป็น ชาย 2 ราย หญิง 2 ราย

รายล่าสุดเป็นแม่ค้าไส้กรอก ที่ขับรถสามล้อผ่านมาขณะลมพายุพัดกระหน่ำ จนหลังคาอาคารดังกล่าวหล่นมาทับ โชคดีเจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือไว้ได้ เบื้องต้นนายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้สั่งการให้สั่งปิดอาคารมิให้เข้าออกเป็นการเบื้องต้น จนกว่าจะปลอดภัย ส่วนความเสียของอาคาร นั้นทางเจ้าของตลาดไทย ก็จะเข้ามาดูแลทั้งผู้บาดเจ็บและการซ่อมแซมอีกครั้ง

โดย…ทีมข่าวภูมิภาค พิษณุโลก

เริ่มแล้ววันนี้ ความสุข ทุก Lifestyle กับบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง ทุกประเภท

“เครื่องประดับ ของขวัญ ของใช้ส่วนตัว ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม สนามกอล์ฟ เครื่องสำอางค์ สุขภาพ ความงาม เครดิตเงินคืน .. . “

ร้านค้า บริการ ที่ร่วมรายการ
• SEIKO CASIO ALBA LUMINOX
• สนามกอล์ฟ พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท
• ธนาคารทหารไทยธนชาต
• โรงแรมอมารีดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ : Amari Don Muang Airport Bangkok
• โรงแรมเบสท์เวสท์เทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ : Best Western Hotels & Resorts
• เอี่ยวไถ่ สุกี้โบราณ

• ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Margidish
• ยาดมสมุนไพร ตราดัมเบิ้ล : Dumble Inhaler
• เบลล่าลินคลินิก : Bellalin Clinic
• คาเมลเลีย คลินิก : Camellia Clinic
• ทิพยประกันภัย

(เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทขอสงวนสิทธ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ยกเลิกได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

รายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง www.srtet.co.th หรือ inbox ใน Facebook Fan Page พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

“มากกว่าการเดินทางคือ .. . ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดงยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

1690 ☎️ ตลอด 24 ชม.

เมืองน้ำดำจัดยิ่งใหญ่ ประเพณีวัฒนธรรมผู้ไท บุญบั้งไฟตะไลล้านหนึ่งเดียวในโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ จัดงานยิ่งใหญ่ ประเพณีวัฒนธรรมผู้ไท บุญบั้งไฟตะไลล้านหนึ่งเดียวในโลก ประจำปี 2567

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและจังหวัดกาฬสินธุ์ เชิญชวนทุกคนเที่ยวงานประเพณีวัฒนธรรมผู้ไท ชมวิถีวัฒนธรรมหนึ่งเดียวในโลก และสัมผัสเสน่ห์ทางการท่องเที่ยวในช่วงบุญเดือนหกตามวิถีประเพณีฮีตสิบสองของชาวอีสานในงาน “ประเพณีวัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน ประจำปี 2567” วันที่ 15-19 พฤษภาคม 2567 นี้ ณ เทศบาลตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

โดยในงานนอกจากการจุดบั้งไฟตะไลล้านที่มีแห่งเดียวในประเทศไทยและในโลกแล้ว ยังจัดแสดงวัฒนธรรมผู้ไทย วิถีความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตที่เรียบง่ายของชนเผ่าผู้ไท เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมความเป็นอัตลักษณ์ของชาติพันธ์ผู้ไท ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม มีการจัดนิทรรศการวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง การแสดงทางวัฒนธรรม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้าน

ซึ่งจะมีพิธีเปิดงานวันที่ 18 พฤษภาคม 2567 ชมการแสดงฟ้อนบวงสรวงพญาแถนของชาวตำบลกุดหว้า ชมขบวนแห่บั้งไฟตะไลล้านที่สวยงาม ความยาวอย่างน้อย 2 กิโลเมตร วันที่ 19 พฤษภาคม 2567 ชมการแข่งขันจุดบั้งไฟตะไลแสนขึ้นสูง บั้งไฟตะไลสองล้าน และบั้งไฟตะไลสิบล้าน บูชาพญาแถน ที่บริเวณทุ่งนาหลังวัดกกต้องกุดหว้า ดังนั้นจึงขอเชิญชาวกาฬสินธุ์และจังหวัดใกล้เคียงเที่ยวงานครั้งนี้ระหว่างวันที่ 15-19 พฤษภาคม 2567 ณ เทศบาลตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

กิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่

– การแสดงแสง สี เสียง ประวัติความเป็นมาของ “ชนเผ่าผู้ไท” ที่มีความอ่อนช้อยสวยงามและยิ่งใหญ่

– มหกรรมอาหารผู้ไท “มากินแกงเข้าโล้ง ซูดน้ำซว้าไก่ ฮอยฮีตผู้ไท เบิ่งตะไลล้านบ้านกุดหว้า”

– การจัดบูธแสดงสาธิตผลิตภัณฑ์ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมชุมชนชาวผู้ไท

– การประกวดขบวนแห่บั้งไฟตะไลล้าน การแข่งขันจุดบั้งไฟตะไลแสนขึ้นสูง และการจุดบั้งไฟตะไลล้านบูชาพญาแถน

บั้งไฟตะไลในงานนี้มีความโดดเด่นด้วยลักษณะวงกลมคล้ายล้อเกวียน ประกอบด้วยกระบอกอัดแน่นด้วยดินปืน และขนาดของบั้งไฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะหลากหลาย ทั้งบั้งไฟตะไลจิ๋ว ตะไลแสน ตะไลล้าน ตะไล 2 ล้าน และตะไลสิบล้าน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
– เทศบาลตำบลกุดหว้า โทร. 0 4360 2124
– ททท.สำนักงานขอนแก่น โทร. 0 4322 7714-5
– Facebook : ททท.สำนักงานขอนแก่น TAT Khonkaen Fanpage (ททท.สำนักงานขอนแก่น TAT Khonkaen Fanpage)