เรือนจำพิจิตรจัดกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียวเฉลิมพระเกียรติในหลวง

เรือนจำจังหวัดพิจิตรจัดกิจกรรมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและรับมอบพันธุ์กล้าไม้ ตามโครงการร่วมใจภักดิ์รักษ์สิ่งแวดล้อม เฉลิมพระเกียรติพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฏาคม 2567

เมื่อวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. น. นายอดิเทพ กมลเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธาน มอบพันธุ์กล้าไม้ให้กับ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพิจิตร ปกครองจังหวัดพิจิตร ท้องถิ่นจังหวัดพิจิตร ประชาสัมพันธ์จังหวัดพิจิตร สำนักงานจังหวัดพิจิตร ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหัดพิจิตร ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพิจิตร และหน่วยงานราชการต่างๆ พร้อมนำส่วนราชการต่างๆร่วมปลูกต้นไม้ภายใต้โครงการร่วมใจภักดิ์รักษ์สิ่งแวดล้อม เฉลิมพระเกียรติพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฏาคม 2567 ตามกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียว ณ เรือนจำชั่วคราวหนองบึงกลาง สังกัดเรือนจำจังหวัดพิจิตร

โดยกรมราชทัฑณ์ กรมคุมประพฤติและกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการร่วมใจภักดิ์รักษ์สิ่งแวดล้อม เฉลิมพระเกียรติพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฏาคม 2567 จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ผู้ต้องขังราชทัฑณ์ของกระทรวงยุติธรรมได้มีโอกาสทำงานสาธารณประโยชน์และบริการสังคม อันจะเป็นการชดเชยความผิดที่ได้กระทำให้สังคม และเพื่อให้ผู้ต้องราชทัฑณ์ของกระทรวงยุติธรรมได้รับการอบรม ให้ความรู้ เสริมสร้างทักษะเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาพื้นที่ให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

ทั้งนี้เรือนจำจังหวัดพิจิตรได้ รับการสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้จากสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิจิตร ที่สำคัญเหมาะแก่การเพาะปลูกได้แก่ ต้นบุนนาค ต้นประดู่ ต้นพยุง ต้นสัก และต้นมะค่า จำนวนกว่า300 ต้น ปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 80 ไร่ ของเรือนจำชั่วคราวหนองบึงกลาง สังกัดเรือนจำจังหวัดพิจิตร โดยมี หัวหน้าส่วนส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนมาร่วมกิจกรรมปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก.

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/ พิจิตร

ประธานชมรมผู้สื่อข่าว เชิญชวนศิษยานุศิษย์ร่วมทำบุญใหญ่กับ ‘หลวงปู่โทน’ มรณภาพแล้วฟื้น 2 ครั้ง

พระครูมงคลธรรมโสภณ ดร.(หลวงปู่ใหญ่/หลวงปู่โทน ตายแล้วฟื้น 2 วัดแจ้ง เมืองเก่า​ ปราจีนบุรี แจกทานบารมี 1,111 ครอบครัว/มอบทุนการศึกษาและทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์สามเณรรวม111รูป​ วันอาทิตย์ที่26พ.ค2567

ชยุต เมธาวิชิตชัย ประธานชมรมผู้สื่อข่าวและกัลยาณมิตรกลุ่มจริงใจสายบุญฯ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศไทย และทั่วโลก​ ร่วมสักการะบูชา ท้าวเวสสุวรรณ ศักดิ์สิทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในโลก และเชิญร่วมงานร่วมออกโรงทานฯ และร่วม​ เป็นเจ้าภาพร่วมบุญใหญ่กับหลวงปู่โทนได้ โดยโอนปัจจัยเข้าบัญชีชื่อ พระครูมงคลธรรมโสภณ/ ธนาคารไทยพาณิชย์.เลขที่บัญชี #403 -159-936-9  (พิเศษ​ :ร่วมทำบุญฯเป็นเจ้าภาพแจกทานบารมี​600บาท/1กอง​ รับ​ ผ้ายันต์​ท้าวเวสสุวรรณ​ ของแท้1ผืน/เหลือจำนวนจำกัด!!!)

สอบถามข้อมูล​เพิ่มเติม​ได้ที่ 061-249-8651  (คุณฉลอง​ทองเทพ)​ หรือ 080-016-8916  (อาจารย์​จินตนา​ คำเงิน​ / รับสมัคร​เยาวชน​ฯ​ และ​ ผู้​ที่ยึดมั่นในศีลในธรรม​ บวชเรียน​ ฟรี​ มีที่พัก​ มีทุนการศึกษา​ให้)​

หรือประสานงาน​ฯได้ที่ โทร.061-91-91-789 : 091-093-5555

คุณปู​นักข่าว​ฯ/คุณ​ ชยุต​ เม​ธาวิชิตชัย ประธาน​ ชมรม​ผู้​สื่อข่าวและ​กัลยาณมิตร​กลุ่ม​จริงใจ​สา​ยบุญ​

300 ชีวิต ฟ้อนรำบวงสรวงพญาช้าง 31 ปี งานบุญประเพณีบั้งไฟล้านเอราวัณ

เลย-นางรำ 300 คน ฟ้อนรำบวงสรวงพญาช้าง ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเอราวัณ สวนสุขภาพเอราวัณ ต.ผาอินทร์แปลง อ.เอราวัณ จ.เลย ก่อนเปิดงานบุญประเพณีบั้งไฟล้านเอราวัณ ประจำปี 2567 จัดยิ่งใหญ่ 17-19 พ.ค. 2567

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 67 ที่ผ่านมา ที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเอราวัณ สวนสุขภาพเอราวัณ ต.ผาอินทร์แปลง อ.เอราวัณ จ.เลย นายกฤษณะ รักษ์มณี นายอำเภอเอราวัณ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร ไหว้เปลี่ยนผ้าทรงพระพุทธปารมี ไหว้บวงสรวงพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ก่อนเปิดงานประเพณีบั้งไฟเอราวัณ ประจำปี 2567 ที่จะมีพิธีเปิดขบวนแห่ พิธีเปิดงานในวันที่ 17 พ.ค. 67 ณ สนามโรงเรียนบ้านเอราวัณ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการ ประชาชน ร่วมในพิธีจำนวนมาก โดยวันนี้จัดพิธีทำบุญตักบาตร พิธีบวงสรวงพญาช้างเอราวัณด้วยนางรำ 300 คน รำบวงสรวงด้วยเพลง “เอราวัณบ้านเฮา” 3 รอบ

สำหรับกำหนดการของงานบุญประเพณีบั้งไฟล้านเอราวัณ ประจำปี 2567 ประกอบด้วย วันที่ 14 พ.ค. 67 พิธีรำบวงสรวง 09.30 น. งานแถลงข่าว 31 ปี ตำนานประเพณีบุญบั้งไฟเอราวัณ วันที่ 17 พ.ค. 67 เวลา 14.30 น. มีการทำบุญตักบาตร พิธีบวงสรวงพระอินทร์ บวงสรวงพญาช้างเอราวัณ นมัสการพระพุทธรูปบารมีร่มเย็น พิธีบวงสรวงพญาช้างเอราวัณ/พระบารมีร่มเย็น รำบวงสรวง บริเวณสนามโรงเรียนป้านเอราวัณ การจุดบั้งไฟแสนถวายเจ้าปู่เอราวัณ

ชมขบวนแห่ประเพณีบุญบั้งไฟ พิธีงานและการแสดงแสง สี เสียง ตำนานบุญบั้งไฟ 31 ปี ณ สนามโรงเรียมบ้านเอราวัณ ต.ผาอินทร์แปลง อ.เอราวัณ จ.เลย วันที่ 18 พ.ค. 67 ชมการจุดบั้งไฟและคอนเสิร์ตตลอดวัน ณ สนามบริเวณเทศบาลตำบลผาอินทร์แปลง กลางคืนพบกับการแสดงคอนเสิร์ต และวันสุดท้าย 19 พ.ค. 67 ชมการจุดบั้งไฟ และคอนเสิร์ตตลอดวัน ณ สนามหน้าเทศบาลตำบลพาอินทร์แปลง กลางคืนพบกับการแสดงคอนเสิร์ต.

“เข้ม-หลิน” พระนางเคมีใหม่ นำทีมบวงสรวงหนังรักโรแมนติก “Why We Love”

บริษัท บลูแซมพิคเจอร์ จำกัด ถือฤกษ์ดี จัดพิธีบวงสรวงภาพยนตร์รักโรแมนติก “Why We Love” (วาย วี เลิฟ) อำนวยการสร้างโดย ณัฐธนาวรรน เพ็ญชาญวัฒนกิจ เจ๊ใหญ่ กำกับภาพยนตร์โดย สำรวย รักชาติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและโปรโมชั่นโดย ดร.วโรดม ศิริสุข โปรดิวเซอร์โดย เกียรติศักดิ์ ศรีราษฏร์โนนสูง

การพบกันครั้งแรกของพระนางเคมีใหม่ เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล และ หลิน-มาลิน ชระอนันต์ มิสแกรนด์ไทยแลนด์2024 ที่เรียกว่าเป็น “นางเอกป้ายแดง” ใหม่ๆ สดๆ ซิงๆ และถูกจับตามองว่าเป็น “นางเอกคนล่าสุดของ เข้ม หัสวีร์”นอกจากจะมีพระนางเคมีใหม่แล้ว ยังมีนักแสดงเข้าพิธีบวงสรวงอีกคับคั่ง เล้ง-ณัฐพล นิลดอนหวาย, บิว ลลิฉัตร์ วราวิโรจน์พล, ทอฝัน-ไอณัฐชา นภสวัสดิรังสี, กิมจุ้ย เอื้ออังกูร เพ็ญชาญวัฒนกิจ, หยก-พชรพร พงษ์สุวรรณ, พลรัตน์ รอดรักษา, ญาณวี คุปตะเวทิน, ก๊อต-สุทธิรักษ์ ศรีทองกุล, แซน-ปรานต์ จันทนา, นินิว-อนุธิดา สาระธนะ และ ลาเต้ กฤษดา ธนากร ณ บริเวณ ชั้น 2 ศาลตายาย (ทางเชื่อมรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬา) ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

Why We Love เรื่องราวของ น้ำแข็ง (หลิน มาลิน) หญิงสาวอัจฉริยะที่จบ ป.โท วิทยาศาสตร์ด้านชีวภาพ เธอฉลาด และเก่ง แต่ไม่เก่งเรื่องความรัก จนเธอได้มาพบ มีน (เข้ม หัสวีร์) หนุ่มโปรแกรมเมอร์ที่มีปูมหลังด้านครอบครัว เมื่อทั้งคู่ถูกนัดหมายให้เจอกันจากการวางแผนของเพื่อนๆ เพื่อจับคู่ และการพบกันครั้งแรกก็ไม่ค่อยประทับใจกันสักเท่าไหร่ น้ำแข็ง ต้องดูแลหลานสาวกำพร้า เพราะพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และนั่นทำให้เขาและเธอได้พบกันอีกครั้ง ไปร่วมลุ้นความรักของเขาและเธอว่าจะลงเอยอย่างไรในภาพยนตร์เรื่อง Why We Love ในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้!!!

อพยพอลหม่าน!ไฟไหม้ตลาดเก่าสามพราน 150 ปี เสียหาย 12 คูหา

นครปฐม-อพยพหนีตายระทึกไฟลุกไหม้บ้านร้างในตลาดเก่า 150 ปี อ.สามพราน ท่ามกลางอากาศร้อน ลมแรง ลามไหม้วอด 12 คูหา เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุ และค่าเสียหาย

พ.ต.ต.กานต์ธีรา ชาญพนา สารวัตร สภ.สามพราน จ.นครปฐม ได้รับแจ้งเวลา 15.00 น. วันที่ 14 พ.ค. 2567 มีเหตุเพลิงไหม้ภายในตลาดเก่าสามพราน ข้างโรงเรียนบ้านสามพราน หมู่ 8 ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม จึงไปที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.ไพบูลย์ แพรสีนวล ผกก.สภ.สามพราน นายธรรมศักดิ์ จิระวิทยพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองสามพราน รถดับเพลิงเทศบาลเมืองสามพราน เทศบาลเมืองไร่ขิง เทศบาลนครนครปฐม เทศบาล ต.อ้อมใหญ่ เทศบาล ต.นครชัยศรี อ.นครชัยศรี อบต. หน่วยบรรเทาสาธารณภัยใกล้เคียง มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม

ที่เกิดเหตุพบเพลิงลุกไหม้บ้าน 2 ชั้นอย่างรวดเร็ว และลุกลามมาติดอาคารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนติดโรงเรียนบ้านสามพราน เพื่อนบ้านช่วยกันขนข้าวของออกจาก อาคารพาณิชย์ที่อยู่ด้านข้างและด้านหน้าจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมฉีดน้ำใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ เบื้องต้นเพลิงไหม้วอดไป 12 คูหา

สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่าเห็นกลุ่มควันจากหลังบ้านเลขที่ 52 ซึ่งไม่มีใครอยู่ เป็นบ้านร้างไฟไหม้อย่างรุนแรงเนื่องจากเป็นบ้านไม้และลมแรง ส่วนสาเหตุและค่าเสียหายยังไม่ทราบต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ

สำหรับตลาดเก่าสามพรานมีอายุกว่า 150 ปี มีอาคารริมแม่น้ำท่าจีนเป็นอาคารไม้เก่า 2 ชั้นปลูกติดกันกว่า 100 ห้อง ด้านหน้าเป็นอาคารพาณิชย์และตลาดสด อยู่ติดกับโรงเรียนบ้านสามพราน สภ.สามพราน และที่ว่าการอำเภอสามพราน

กลุ่ม “ทะลุวัง”ร่วมจุดเทียน ยืนไว้อาลัย “บุ้ง” 1 ชั่วโมง 12 นาที หน้าศาลอาญา

แนวร่วมกลุ่มทะลุวังจัดกิจกรรมยืนไว้อาลัย น.ส.เนติพร หรือ บุ้ง ที่เสียชีวิต เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ก่อนจุดเทียนรำลึก

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาฯ มีกลุ่มคนมาทำกิจกรรมรยืนไว้อาลัย ในเวลา 18.00-19.12 เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที และจุดเทียนไว้อาลัยให้กับ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ผู้ต้องขังทัณฑสถานหญิงกลาง คดีละเมิดอำนาจศาลและกระทำผิดมาตรา 112 หลังเสียชีวิตลงเมื่อเวลา 11.22 น.ที่ผ่านมา สาเหตุการอาการหัวใจหยุดเต้น จากการอดอาหารประท้วงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 2567

ขณะที่เพจ ทะลุฟ้า – Thalufah โพสต์ในฐานะผู้ร่วมอุดมการณ์ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรมไทย ทำให้คนธรรมดาต้องเอาชีวิตตนเองเข้าแลกกับความยุติธรรม ข้าแต่ศาลที่เคารพ เมื่อไหร่จะทำตัวให้ประชาชนเคารพสักที

ด้าน ‘ไมค์’ ภาณุพงศ์ แกนนำม็อบราษฎรอีกคน ที่อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับคดี ม. 112 หลังศาลตัดสินจำคุก 3 ปี ทวิตข้อความ ว่า “การเสียสละชีวิตของคนหนึ่งคน เพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรมให้สังคม กลายเป็นเรื่องขบขันของเดรัจฉาน ซึ่งมืดบอดกับคำว่า “ความเป็นมนุษย์”

ส่วน น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก Pannika Chor Wanich ระบุ บุ้งโดนคดี 112 จากการทำโพลเกี่ยวกับสถาบัน

บุ้งได้รับการประกันตัวออกมา แต่ถูกถอนประกัน เพราะแสดงออกทางการเมืองต่อเนื่อง และโดนคดีละเมิดอำนาจศาลเพิ่มด้วย

บุ้งอดอาหารประท้วงตั้งแต่ต้นปี เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การได้สิทธิประกันตัวของผู้ต้องหาคดีการเมือง และการยกเลิก 112, 116

คนทั่วไปไม่สนใจการอดอาหารของบุ้ง เช่นเดียวกับที่ไม่เคยสนใจให้ค่าการอดอาหารประท้วงทุกครั้งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย บางคนบอกว่าให้เลิกเถอะ เพราะทำไปก็ไม่ได้ผล แต่บุ้งไม่เลิก ไม่ยอมจำนน

การอดอาหารประท้วง คือการใช้สิ่งมีค่าที่สุดที่มนุษย์ครอบครอง นั่นก็คือ “ชีวิต” เป็นเครื่องมือต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง และมันยังเป็นสิ่งสุดท้ายที่มนุษย์มี ในยามที่หมดสิ้นหนทางอื่นในการต่อสู้

วันนี้ บุ้งจากไปแล้ว ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของคนไม่น้อย พวกเขาบอกว่า บุ้งทำตัวเอง ไม่มีใครไปบังคับให้อดอาหาร บางคนบอกว่าบุ้งทำผิดกฎหมาย สมควรตายแล้ว

ย้ำอีกครั้ง การกระทำที่ทำให้บุ้งโดนคดี 112 คือการทำโพลสำรวจความคิดเห็น ไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บจากการกระทำนี้ แต่บุ้งต้องเสียชีวิตในระหว่างการประท้วงกระบวนการยุติธรรม

คนเห็นต่างไม่ควรตาย
คนเห็นต่างต้องได้สิทธิประกันตัว
คนเห็นต่างยังคงเป็นคน

“ซิโก้” โบกมือลาคุมสโมสรเวียดนาม เตรียมหวนกลับไทย

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรกงอัน ฮานอ ในศึกฟุตบอลวีลีก ประเทศเวียดนาม

โดยเฮดโค้ชขวัญใจชาวไทย ย้ายจาก ฮองอันห์ ยาลาย มารับงานคุมทัพ กงอัน ฮานอย เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2024 ที่ผ่านมา พาทีมรั้งอันดับที่ 2 ของตารางคะแนนวีลีก

ทว่าล่าสุด โค้ชซิโก้ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คของตนเองว่า “เรียนท่านประธาน สโมสรฟุตบอลกงอัน ฮานอย รวมถึง ผู้เล่นทั้งหมดของผม ทีมงานทั้งหมด ผู้สนับสนุน และ แฟนๆ สโมสร กงอันฮานอย รวมถึงแฟนบอลและเพื่อนๆ ผู้สื่อ ข่าวของผม

เช้านี้ผมได้รับประทานอาหารกับท่านประธานสโมสร กงอัน ฮานอย ซึ่งเป็นการบอกลาอย่างอบอุ่นจากเจ้านายที่แสนดี ของผม ผมมีความสุขอย่างมากตลอดเวลาที่ทำงานกับสโมสร ผมขอขอบคุณสำหรับโอกาสและประสบการณ์ในการทำงานที่ นี่แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ผมได้เรียนรู้หลายๆอย่าง ระหว่างการทำงานที่นี่อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาส่วนตัวผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน ของสโมสรกงอัน ฮานอย และจะกลับไปประเทศไทย ทั้งนี้ผม ได้ทำเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วและจะจัดเตรียม เอกสารที่จำเป็นในส่วนของผม เพื่อสนับสนุนทีมให้ดีที่สุดเท่า ที่จะเป็นไปได้

ผมขอโอกาสนี้รักษาความสัมพันธ์เชิงบวกกับ สโมสร กับผู้เล่นของผม กับเพื่อนร่วมทีม และที่สำคัญที่สุดกับ แฟนบอลและเพื่อนๆ สื่อมวลชนของผม ในอนาคตผมหวังว่า สโมสรจะประสบความสำเร็จต่อไป

ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างครับ

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง”

สืบสานประเพณีบุญบั้งไฟเมืองปากน้ำโพยิ่งใหญ่สนุกครึกครื้น

ชาวบ้านและหน่วยงานราชการที่ อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ จัดงานสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟประจำปี 2567 ขบวนแห่อลังการ ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปีที่ผ่านมา โดย อ.แม่เปิน มีชาวอีสานมาอาศัยจำนวนมาก จึงมีการจัดงานในช่วงเดือน 6 ของทุกปี  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านและหน่วยงานราชการ อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ได้จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ครั้งที่ 22 จัดระหว่าง 11-12 พ.ค.67 ที่ผ่านมา ที่อ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ อำเภอแม่เป็น จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีขบวนแห่การจุดบั้งไฟล้าน การจุดตะไลแสน มีการประกวดการประดับบั้งไฟ การประกวดรำเซิ้ง และกลางคืนมาการแสดงของหมอลำคณะหนูภารวิเศษศิลป์ และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย โดยมีประชาชน เข้าร่วมงานดังกล่าวเป็นคึกคัก และปีนี้ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้ปีที่ผ่านมา

งานสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟ ตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นประเพณีหนึ่งของทางภาคอีสานของประเทศไทย ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมใจกันจัดงานบุญบั้งไฟขึ้น เพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้า พระยาแถนหรือเทพวัสสกาลเทพบุตร ชาวบ้านเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลและมีความชื่น ชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟบูชาฝน ฝนก็จะไม่ ตกถูกต้องตามฤดูกาล หลายภูมิภาคทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ต่างมีการจัดงานบุญบั้งไฟบูชาพระยาแถน ในช่วงเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติหรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี

สำหรับบริเวณ อำเภอแม่เปิน และอำเภอใกล้เคียงของจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ที่มีชาวไทยอีสานที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่กันจำนวนมาก จึงได้นำเอาประเพณีการละเล่นต่าง ๆ ของภาคอีสานตามมาด้วย ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นงานบุญที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยอีสาน ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งมีเสน่ห์ไม่เหมือนที่ใด กิจกรรมประกอบด้วย ขบวนแห่บั้งไฟ การแสดงหมอลำพื้นบ้าน การประกวดรำเซ็ง การจัดการแข่งขันจุดบั้งไฟขึ้นที่สูงและมีอาหารอร่อยให้เลือกซื้อเลือกชมหลากหลาย.

แม่ร่ำให้รับศพ “ดาบโก้” ยันไม่อโหสิกรรม ขอคนร้ายให้รับโทษสูงสุด

แม่รับศพ “ดาบโก้” น้ำตานองหน้า สงสารลูกถูกยิงพร้อมเมียท้องอย่างโหดเหี้ยม กรวดน้ำอุทิศให้ เผยชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดมาเป็นลูกแม่อีก โดยจะประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด อำนาจเจริญ “น้องสาว” ยันไม่ขออโหสิกรรม ขอให้คนทำได้รับโทษสูงสุด ด้าน รองผู้การ เผยเบื้องต้นจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบ 1 ล้านเศษ 

 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัว และญาติ ได้นำร่างของ ด.ต.สกล บรรลุ ที่ถูกยิงพร้อมภรรยาชาวลาว เสียชีวิต มาถึงที่ วัดโพธิ์ศรี บ้านนาหมอม้า ต.นาหมอม้า อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เพื่อมาประกอบพิธีทางศาสนา โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้ามีญาติพี่น้อง มาช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ ตั้งเต็นท์ ประกอบอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมงาน 


ขณะเดียวกันพ่อแม่ของ ด.ต.สกล ยังอยู่ในอาการช็อก ทำใจไม่ได้และไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ เนื่องจากเมื่อช่วงเช้าหลังจากที่รับศพลูกชายก็เป็นลมล้มลงไป จากที่เคยเห็นหน้าลูกชายตอนนี้ทำได้เพียงแค่จัดชุด เตรียมรองเท้าและข้าวของของลูกชาย เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

 จากการพูดคุยกับ นางสาวบุษยพรรณ บรรลุ อายุ 25 ปี น้องสาวของ ด.ต.สกล บรรลุ ผู้ตาย เผยว่า ตลอดทั้งชีวิตมีพี่ชายคอยดูแลมาตลอด ทั้งเลี้ยงดู ส่งเสียให้เรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี ทุกปัญหาที่พบเจอพี่ชายจะคอยจัดการให้เสมอ ในชีวิตไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ พี่ชายบรรจุรับราชการตำรวจ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ จ.นราธิวาส ทำงานได้ประมาณ 10 ปี คือย้ายมาที่ จ.ปราจีนบุรี อยู่มาเกือบ 10 ปี ก็ย้ายกลับมาบ้านที่ จ.อำนาจเจริญ ได้ประมาณ 2 ปีกว่า เนื่องจากพ่อกับแม่อายุมากแล้ว ไม่มีคนดูแล จึงขอย้ายกลับบ้าน ปกติพี่ชายจะเป็นคนอารมณ์ดี เฮฮากับเพื่อนๆ พี่น้อง ไม่เคยมีปัญญากับใคร 

“ล่าสุดที่คุยกันเมื่อเดือนที่แล้ว พี่ชายโทรหาอยากให้พี่สะใภ้ไปพักอยู่ด้วยที่ กทม.แต่ตนเองไม่สะดวก พี่ชายและพี่สะใภ้จึงมาอยู่ด้วยกันที่ อำนาจเจริญ สำหรับตนมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำที่อุกอาจมาก ทำเหมือนไม่เกรงกลัวกฎหมายมิหนำซ้ำยังฆ่าได้แม้กระทั่งคนท้อง ช่างโหดร้ายเหลือเกิน หากจับได้ก็อยากให้ลงโทษขั้นสูงสุดคือประหารชีวิต และตนก็ไม่อโหสิกรรมให้ ขอให้ไปรับกรรมต่อในนรก แต่ที่ยังห่วงคือ ลูกสองคนของดาบโก้ ที่กำลังจะโตกำลังจะเรียนต่อ จากนี้จะทำยังไงต่อยังไม่รู้เลยแต่ทางครอบครัวก็จะพยายามเลี้ยงดูหลานทั้งสองคนอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้”

 ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ โดยได้พบกับ พ.ต.อ.วิเชียร โชคพิพัฒน์ทวี รอง ผบก.ภ.จว.อำนาจเจริญ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นต้นสังกัดที่ ด.ต.สกล สังกัดอยู่ สภ.น้ำปลีก เจ้าของพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือในการจัดงานศพ ส่วนเรื่องสวัสดิการนั้น ตามระเบียบเบื้องต้น ด.ต.สกล จะได้รับเงินช่วยเหลือราวๆ 1,400,000 บาท และในส่วนอื่นๆ นั้น ยังไม่สามารถสรุปได้เนื่องจากต้องรอข้อเท็จจริงจากทางท้องที่ที่เกิดเหตุอีกที

ล้งรับซื้อทุเรียนนับ 10 รายโร่แจ้งความถูกนายหน้าเก๊ตุ๋นขายทุเรียนทิพย์

เจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนนับ 10 รายขึ้นโรงพัก สภ.ทุ่งเบญจา หลังต่างถูกนายหน้ากำมะลอ ปลอมตัวเป็นเจ้าของสวนทุเรียนเมืองจันท์ หลอกทำสัญญาขายทุเรียนทิพย์ รวมค่าความเสียหาย 10 ล้าน หอบหลักฐานแจ้งความดำเนินคดี คาดว่าจะมีการทำเป็นขบวนการทุเรียนทิพย์

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 67 ที่ สภ.ทุ่งเบญจา ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี น.ส.อริสรา นาพญาธีระกุล อายุ 37 ปี ผู้ประกอบการล้งทุเรียนอาหยาง ในพื้นที่หมู่ 6 ต.วังใหม่ อ.นายายอาม จ.จันทบุรี นำเอกสารเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายทุเรียน/สลิปโอนเงิน/รูปถ่าย เดินทางเข้าพบกับ ร.ต.อ.อัษฎายุธ ทองสวรรค์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ทุ่งเบญจา เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ กรณีถูกหลอกให้ทำสัญญาเหมาซื้อตัดทุเรียน ในสวนผลไม้แห่งหนึ่งใน ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ แต่เมื่อถึงวันครบกำหนดเข้าตัด กลับพบว่าทุเรียนที่ทำสัญญาเหมาไว้ มีคนเข้ามาตัดไปแล้ว ขณะเจ้าของสวนก็ไม่ใช่ตัวจริง ขณะเดียวกันที่ น.ส.อริสรา ล้งผู้เสียหาย เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน ได้มีผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนอีกนับ 10 ราย ซึ่งตกเป็นผู้เสียหาย ทยอยนำเอกสารสัญญาซื้อขายทุเรียน พร้อมกับรูปถ่าย ที่ทำกับนายหน้ารายเดียวกัน เดินทางเข้ามาแจ้งความด้วยเช่นกัน

จากการสอบถาม น.ส.อริสรา และผู้เสียหายรายอื่นๆ ให้ข้อมูลซึ่งมีความคล้ายและสอดคล้องกันว่า ก่อนหน้านี้ ได้ให้ทีมงานตัดทุเรียนของแต่ละล้งติดต่อกับนายหน้ารายหนึ่ง เพื่อให้ช่วยหาเหมาสวนตัดทุเรียน โดยติดต่อกับนายหน้าชื่อ นายแว่น (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ผ่านทาง นางพู (นามสมมติ) อายุ 56 ปี ซึ่งนายหน้าอีกคนที่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อน ต่อมา นายแว่น ได้พาทีมตัดทุเรียนไปดูสวนในพื้นที่ ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ โดยอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของสวน และมีการพูดคุยกันจนทีมตัดหลงเชื่อ ได้ทำสัญญาเหมาตัดสวนทุเรียนจำนวน 5 พันลูก เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 67 ที่ผ่านมา โดยได้เรียกเงินค่ามัดจำไป 150,000 บาท แต่เมื่อถึงวันครบกำหนดสัญญา ได้เข้ามาที่สวนกลับพบว่าทุเรียนที่เหมาไว้ถูกตัดไปแล้ว ซ้ำ นายแว่น ก็ไม่ใช่เจ้าของสวนทุเรียนตัวจริง จึงได้นำไปโพสต์แจ้งเตือนภัยในโซเชียล

จากนั้น จึงได้มีเจ้าของล้ง ผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนอีกหลายราย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ถูกนายแว่น นายหน้าคนเดียวกัน หลอกพาไปดูสวน และปลอมตัวว่าเป็นเจ้าของ บางรายถูกอ้างว่าเป็นคนเช่า และมีการทำสัญญาซ้อนในสวนเดียวกันด้วย จึงต่างพากันนำหลักฐานไปแจ้งความกับตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายหน้าแสบในท้องที่ที่ได้รับความเสียหาย

น.ส.อริสรา ผู้ประกอบการล้งผู้เสียหาย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่มีเจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนออกมาแจ้งความและให้ข้อมูล ยังพบว่ามีตัวละครทั้งที่ถูกจัดมาแสดงให้เป็นเจ้าของสวน นายหน้า และผู้เช่า ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ นายแว่น นายหน้ากำมะลอ โดยตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นการทำในรูปแบบขบวนการ ทั้งนี้ ได้มีผู้เสียหายออกมาแสดงตัว และเข้าแจ้งความกับตำรวจแล้วกว่า 10 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท และคาดว่าจะยังมีผู้เสียหายทยอยออกมาแจ้งความเรื่อยๆ ทั้งนี้ อยากให้ทางตำรวจติดตามจับกุมตัวนายหน้ากำมะลอ ซึ่งถือว่าเป็นภัยสังคมมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับชาวสวน และ จ.จันทบุรี โดยเร็ว.