ร้อนแล้งทุเรียนกบชายน้ำ “นางพญา”ลูกละ 1 หมื่นผลผลิตน้อย งดส่งนอก

ปราจีนบุรี–ผลผลิตทุเรียนกบชายน้ำ “นางพญา” ลูกละ 10,000 บาท เจออากาศร้อน- แล้งจัดร่วงมากลดจำนวน แต่ยอดสั่งซื้อไม่ตกแจงปีนี้งดส่งออกเพราะปริมาณไม่เพียงพอ

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.67 ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี รายงานได้ลงพื้นที่สำรวจ สวนผลไม้ลือเลื่องที่ตั้งในย่านเขตนิคมอุตสาหกรรม “สวนจิตรนิยม” เลขที่ 129/2 หมู่ 2 เลยจากสี่แยกโคกขวาง 5 กม.เศษ ติดริมถนนสายบ้านคลองรั้ง – สายบ้านระเบาะไผ่ ต.หนองโพรง อ. ศรีมหาโพธิ จ .ปราจีนบุรี เป็นสวนผลไม้ที่โด่งดังทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำ ที่มีการอนุรักษ์ อายุต้นพันธุ์ยาวนานมามากกว่า 100ปี

พบ นายเกรียงศักดิ์ อุดมสิน อายุ 57 ปี เจ้าของสวน กล่าวว่า “ปีนี้ผลผลิตของผลไม้เกือบทุกประเภทในสวน ตั้งแต่มะไฟที่ออกก่อน,เงาะ,มังคุด ผลผลิตออกน้อยหมด ทุเรียนกบชายน้ำ ในสวนที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ปลูกไว้รวม จำนวน20ต้น แต่ละต้นประมาณ 1 คนโอบ ต้นหนึ่งให้ผลผลิต รวมกว่า 300 ผล ปีนี้แต่ละต้นได้ผลผลิตเหลือเพียงประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมากปีนี้

สาเหตุ ปีนี้ที่ผลผลิตหายเหลือน้อยมากเป็นปีที่หนักสุดเนื่องจากร่วงหนักสุด มาจากความร้อนที่สุด – แล้งที่สุด และ เมื่อไว ๆ นี้เกิดฝนตกหนักไม่ลืมหูลืมตาทั้งวัน ทำให้ต้นไม้ปรับตัวไม่ทัน – กระรอกปกติจะมีอาหารอื่นกินอุดมสมบูรณ์ แต่ผลผลิตอื่นปีนี้แล้ง มีน้อยได้รบกวนรุนแรงได้หันกลับมากินทุเรียนจำนวนมาก

การตลาดการขายแนวหน้าทันสมัยผ่านเว็ปไซต์ ตลาดออนไลน์ผ่านโซเชี่ยลมิเดียจองล่วงหน้าเหมือนเดิม ปีนี้ได้มีบุตรชายมาช่วยด้านการเกษตร ,การตลาด ช่วยต่อยอด อัตราราคาทุเรียนกบชายน้ำนั้นปีนี้ไม่ปรับขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจเห็นใจผู้บริโภคได้เท่าใดก็เอาเท่านั้น ยัง กับ CP. หรือออกตรงจากสวน ราคา12,900 บาท ,นางพญาราคา ลูกละ 100,000 บาท / ลูก เหมือนเดิม ปกติทุเรียนนางพญาจะมี ต้นละ 1 ผล แต่ปีนี้ทั้งหมดเหลือ นางพญา 3 – 4 ผลเท่านั้นเองจากปัญหาผลผลิตร่วง

พื้นที่สวนทั้งหมด รวม 520 ไร่ ปลูกผลไม้ผสมผสานหลากหลาย ปลูกทั้งเงาะ ทุเรียน กระท้อน ขนุน กล้วย สัปปะรด ช่วงนี้เงาะ มังคุด ทุเรียน แต่ปีนี้ผลผลิตน้อยมาก เมื่อเร็ว ๆ ก่อนหน้าจำหน่ายมะไฟหมดไปแล้วตั้งแต่ เม.ย.67 แล้ว ตอนนี้ เงาะปีนี้ ผลผลิตลดลงเหลือเพียง 10 เปอร์เซนต์ และ ในส่วนผลผลิตทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำ ยังเหลือระเวลาอีกประมาณกว่า 10 วัน จึงจะสามารถตัดจำหน่ายออกสู่ตลาดได้ แต่ช่วงนี้ได้แค่ลูก- สองลูก

สำหรับยอดจองการสั่งซื้อทุเรียนกบชายน้ำของที่นี่เต็ม ไม่พอจำหน่าย ให้เหลือโควตาจองได้แค่เจ้าละ 3 ลูกเยอะกว่านั้นทางสวนก็ไม่ไหว ตลาดต่างประเทศปีนี้ กบชายน้ำไม่ได้ส่งขายเลย เพราะว่ามีปริมาณน้อย ซึ่งอายุของพันธุ์ทุเรียนกบชายน้ำสวนจิตรนิยม ความโดดเด่น ที่นี่ปลูกมาตั้งแต่สมัยรุ่นอากง อายุมากกว่า 100ปีแล้ว เป็นออร์แกนนิคแท้ 100 เปอร์เซนต์ ตั้งแต่ปลูกมาไม่เคยได้รับยาฆ่าแมลง หรือปุ๋ยเคมีอะไรเลยเป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซนต์ นายเกรียงศักดิ์กล่าว

และกล่าวต่อไปว่า “พื้นเพชื่อสายพันธุ์ทุเรียนกบชายน้ำสวนจิตรนิยม นั้น ที่สวนได้พันธุ์ดั้งเดิมมาจากการเพาะเมล็ดพันธุ์ที่นำมาจาก จ.นนทบุรี แล้วต่อมาเกิดกลายพันธุ์ รูปทรงของกบชายน้ำที่นี่ ทรงทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำที่นี่จะกลม มี 5 ฟูเต็ม ตั้งด้วยตัวเองได้ ก้นเป็นหลุมเหมือนสะดือคน ไม่ปิดเบี้ยว เนื้อในเนียนเหลืองเป็นทอง เวลาสุกจะไม่มีกลิ่นเหม็นมากจะหอมเหมือนดอกไม้ป่า ลูกโตแต่ไม่ใหญ่มาก เป็นไซต์มาตรฐาน ขนาดน้ำหนักแต่ละลูก 1.5 -2.00 กก./ ลูก ส่วนไซต์นางพญา น้ำหนักประมาณ 2.5 กก./ลูก”นายเกรียงศักดิ์ กล่าวในที่สุด

ด้านนายบุญกร หรือ น้องเนียร์ อุดมสิน อายุ 23 ปี จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ ม.ลาดกระบังกำลังเรียนต่อในระดับ ป.โท แนบุตรชายคนเล็ก กล่าวว่า เป็นคนดูแลสวน (ทายาท) ในรุ่นที่ 4 กำลังทำการเกษตรประยุกต์ร่วมกันระหว่างแบบดั้งเดิมกับสมัยใหม่ ในการนำเทคโนโลยีระบบควบคุมที่ใช้ในสวนในการใช้น้ำปริมาณที่เหมาะสมกับต้นไม้ ,การดูแลสภาพอุณหภูมิที่เหมาะสมในเรือนปลูก ในการนำมาพัฒนา – ปรับใช้ในสวน นายบุญกร หรือ น้องเนียร์ กล่าว

โดย…มานิตย์ สนับบุญ- ข่าว / ณัฐนันท์ (ดาว) – ภาพ / ปราจีนบุรี

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือโคราชยกเลิกเมนูผสมกัญชาหลังไม่มั่นใจรัฐต่อกม.ยาเสพติด

นครราชสีมา – ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่โคราช ประกาศยกเลิกเมนูผสมกัญชาแล้วทั้งที่ขายดี หลังไม่แน่ใจท่าทีของรัฐบาลปมการแก้กฎหมายยาเสพติดที่จะนำกัญชากลับเข้ามาอยู่ในบัญชียาเสพติดอีกครั้ง เพื่อความสบายใจของตัวเองและลูกค้า

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือยกพลขึ้นบก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดเป็นร้านที่ขายก๋วยเตี๋ยวที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมรวมไปถึงเมนูอื่นภายในร้าน เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือ น้ำสมุนไพรที่ผสมกัญชา กากหมูเจียวที่เอาไว้กินกับก๋วยเตี๋ยว แต่ปัจจุบันนี้ทางร้านได้ยกเลิกเมนูที่ใส่กัญชาเป็นส่วนผสมไปหมดแล้วเหลือเพียงแต่เมนูปกติ สาเหตุมาจากลูกค้าบางส่วนที่มารับประทานอาหารที่ร้านนั้นรู้สึกเป็นกังวลว่าทุกเมนูที่ร้านนั้นจะใส่กัญชาทุกเมนูและอีกสาเหตุก็คือกระแสข่าวเรื่องจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด

นางสาวภคมน ปัญจะโรทัย เจ้าของร้าน กล่าวว่า เมื่อก่อนนี้ที่ร้านของตนนั้นมีเมนูอาหารที่ใส่กัญชาเป็นส่วนผสม ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ ,น้ำสมุนไพร ,กากหมูเจียวผสมกัญชา ซึ่งเป็นเมนูที่ขายดีและมีลูกค้าสนใจสั่งเป็นจำนวนมากซึ่งตนก็ขายเรื่อยมา จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทำให้ตนปรึกษากับทางบ้านว่าจะเลิกใส่กัญชาลงในอาหารก็คือ ลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้านรู้สึกกังวลว่าอาหารจะใส่กัญชาหรือเปล่า บางคนรับประทานขนมจีนน้ำเงี้ยวแต่พอกลับไปถึงบ้านก็สอบถามเข้ามาในเพจของร้านว่าใส่กัญชาลงในอาหารหรือเปล่า ทั้งที่เมนูที่ลูกค้ารับประทานไปนั้นไม่ได้ผสมกัญชา

อย่างไรก็ตามด้วยความกังวลลูกค้าเลยมักจะถามอยู่เป็นประจำไม่เว้นแม้กระทั่งของหวาน ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ตนเลิกใส่กัญชาลงในอาหารก็คือ รอท่าทีของทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะเอาอย่างไรกับกัญชาว่าจะนำกลับไปเป็นยาเสพติดหรือไม่ หรือเป็นยาเสพติดแล้วผู้ประกอบการจะยังคงขายอาหารที่ผสมกัญชาได้หรือไม่ ด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงทำให้ตนนั้นตัดสินใจที่ยกเลิกเมนูอาหารที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมเพื่อความสบายใจของลูกค้าและของทางร้านเอง.

โดย…ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ//นครราชสีมา

‘สมเด็จธงชัย’ ประธานพิธีสมโภชใหญ่ ‘พระแท่นวัชรอาสน์’ จำลอง ถวายเป็นพระราชกุศล

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ณ บริเวณลานธรรมหลวงพ่อทวด วัดแหลมแค อ.พานทอง จ.ชลบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส ในพิธีสมโภชพระแท่นวัชรอาสน์ จำลอง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร และคณะสงฆ์ร่วมพิธี โดยมีนายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายปรัตรวีร์ วิจบ นายอำเภอพานทอง หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

“พระแท่นวัชรอาสน์” เป็นที่ประทับนั่งตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สร้างด้วยวัสดุหินทรายเป็นรูปหัวเพชรสี่เหลี่ยม กว้าง 4.10 นิ้ว ยาว 7.6 นิ้ว หนา 5.5 นิ้ว ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐฉาบด้วยปูน ด้านบนพื้นผิวแกะสลักเป็นศิลปะเหมือนกับหัวแหวนเพชรและมีรูปดอกบัว รูปหงส์ และรูปดอกบัวมณฑารพ ปัจจุบันมีอายุ 2,300 ปีเศษ ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างพระแท่นจำลองขึ้นทับพระแท่นเดิม เพื่อยืนยันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ณ จุดนี้ สำหรับพระแท่นวัชรอาสน์ จำลอง นี้ สร้างมาจากหินทรายสีชมพู หนัก 2 ตัน รูปแบบเดียวกับพระแท่นวัชรอาสน์ของจริง โดยใช้ช่างที่สร้างจากตระกูลเดียวกับช่างที่จัดสร้างพระแท่นวัชรอาสน์ของจริง และไม่เคยมีผู้ใดเคยจัดสร้างจำลองมาก่อน

คาดว่าจะเป็นชิ้นแรกที่จัดสร้างและอัญเชิญเข้ามาในประเทศไทย โดยได้ทำพิธีใหญ่ก่อนจะเคลื่อนย้ายมา ณ บริเวณลานธรรมหลวงพ่อทวด วัดแหลมแค อ.พานทอง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 และจัดพิธีสมโภชน์ใหญ่พระแท่นวัชรอาสน์ จำลอง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 และพิธีบวงสรวงต้นปรมัตถสิริมหาโพธิหน่อเนื้อพุทธางกูร ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และทรงมีพระราชกรณียกิจด้านศาสนามาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ทั้งนี้ พุทธศาสนิกชนท่านใดสนใจ สามารถเข้าร่วมพิธีและกราบสักการะได้ในระหว่างวันที่ 10-12 พฤษภาคม 2567 ณ วัดแหลมแค อ.พานทอง จ.ชลบุรี

“การอัญเชิญพระแท่นวัชรอาสน์ จำลอง จากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานที่บริเวณต้นปรมัตถสิริมหาโพธิ์ ลานธรรมหลวงพ่อทวด วัดแหลมแค ต.หน้าประดู่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการสร้างเพื่อให้เห็นว่าเหมือน แต่ต้องการให้ชาวพุทธระลึกถึงกรรมฐาน และปริศนาธรรมที่พระแท่นวัชรอาสน์ซึ่งคนที่มีสติปัญญาจะได้มองเห็นสิ่งเหล่านั้น และจากการสืบค้น ยังไม่พบว่าเคยมีการจัดสร้าง จำลองขึ้นมาใหม่ คาดว่าจะเป็นชิ้นแรกที่จัดสร้างและอัญเชิญเข้ามาในประเทศไทย ถือเป็นมหามงคล ที่ได้จัดสร้างพระแท่นวัชรอาสน์ จำลอง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกรณียกิจด้านศาสนามาอย่างต่อเนื่อง และตรัสว่าจะทำอย่างไรให้พระสงฆ์เรียนบาลี และเข้าถึงพระไตรปิฎก ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง ดังนั้น พระแท่นวัชรอาสน์ จำลองที่จัดสร้างครั้งนี้ ก็ได้สื่อถึงหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประโยชน์ต่อพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนที่ได้มาสักการะบูชา ขอเชิญชวน ประชาชนมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่พระแท่นวัชรอาสน์ จำลอง เป็นการมาขอพรเพื่อความสำเร็จของตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ.

มท.1ล่องใต้เยี่ยมกำลังพลยัน”รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง” พร้อมหนุนทุกภารกิจ

มท.1 ลงใต้ เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จ.นราธิวาส ยืนยัน!! “รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง” พร้อมหนุนทุกภารกิจ เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุขของพื้นที่

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดนพร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในสังกัดกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส โดยจุดแรกได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจชุดคุ้มครองตำบลลำภู อำเภอเมือง และมอบสิ่งของบำรุงขวัญกำลังใจจำนวน 49 ชุด และชุดยังชีพให้แก่กำลังพลในพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ จำนวน 1,000 ชุด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ในช่วงนี้ที่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรัฐบาลเอง ก็รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกห่วงใยเป็นอย่างมาก โดยจะต้องหาแนวทางมาตราการต่างๆ ในการป้องกันเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองและประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียหรือได้รับความเสียหายขึ้นอีก และจะต้องทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง โดยจะมีการบูรณาการกันหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครองเพื่อร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขโดยเร็ว

รองนายกรัฐมนตรี ฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายจะให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีความใกล้ชิดกับชาวบ้านในท้องที่ให้เข้ามารักษาสถานการณ์ เพื่อให้กำลังทหารปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศได้อย่างเต็มที่ ก็จะมีการฝึกร่วมกัน ประสานการทำงาน ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงมหาดไทยและทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะศอ.บต. กอ.รมน.ภาค 4 สน. ซึ่งมีความร่วมมือและตั้งใจร่วมกันในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้บรรลุทุกๆภารกิจ และมีความปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่ทุกคนต่อไป

จากนั้นช่วงบ่ายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯ ได้เดินทางไปยังบก.ฉก. นราธิวาส ค่ายกัลยาณิวัฒนา อำเภอเมือง เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และร่วมหาแนวทางมาตรการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีพลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พลตรี ศานติ ศกุนตนาค เเม่ทัพภาค 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฯ ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมการฝึกเสริมสร้างผู้นำสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 10 พฤษภาคม 2567 ณ ที่ว่าการอำเภอสุคิริน

โดย…แวดาโอ๊ะ​ หะไร​ จ.นราธิวาส

พิธีแห่นาคที่นี่…แปลก…ประหลาด…และโหดที่สุดในโลก!! ที่ชัยภูมิ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครราชสีมา ขอเชิญร่วมงานบุญ พิธีแห่นาคที่นี่…แปลก…ประหลาด…และโหดที่สุดในโลก!! นั้นคือ …แห่นาคโหด… บททดสอบความอดทนอดกลั้นของลูกผู้ชาย เพื่อทดแทนพระคุณ ของ “แม่” ที่ต้องอดทนอดกลั้นกับความเจ็บปวดเมื่อตอนคลอดลูกออกมา และต้องอดทนกับความทรมานในการ “อยู่ไฟ”บนแคร่ไม้ไผ่ ฉะนั้นนาคที่นี่จะสามารถบวชได้ ต้องอดทนกับความเจ็บปวดและครองตัวให้มั่นบนแคร่ไม้ไผ่ที่ถูกเซิ้ง ถูกโยนอย่างรุนแรง และถูกหามแห่ไปรอบๆหมู่บ้าน

สำหรับ ประเพณีแห่นาคโหด ที่บ้านโนนเสลา อ.ภูเขียว จ. ชัยภูมิ ถือเป็นประเพณีโบราณที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี โดยชาวบ้านจะร่วมกันจัดงานอุปสมบทหมู่ให้กับคนหนุ่มหรือบุตรหลานในหมู่บ้านที่มีอายุครบ ๒๐ ปี เพื่อให้ลูกหลานได้บวชแทนคุณบิดามารดา ด้วยความตั้งใจที่จะบวชเอง ซึ่งจะมีการเตรียมตัวมาตั้งแต่เดือนสี่ โดยผู้เป็นบิดาจะพาบุตรชายไปฝากไว้กับเจ้าอาวาส ใน ๒ วัดของหมู่บ้านโนนเสลา คือวัดบุญถนอมพัฒนาราม (วัดนอก) และวัดตาแขก (วัดใน) เพื่อถือขัน ๕ ประกอบด้วย เทียน ๕ คู่ ดอกไม้ ๕ คู่ ไปฝากตัวเป็นนาคปฏิบัติธรรมถือศีล ๘ อยู่ที่วัด เรียนรู้บทสวดที่จะบวช และเรียนรู้ พระธรรมวินัยเบื้องต้น ก่อนถึงกำหนดวันบวชของประเพณี งานบุญเดือนหกเริ่มต้นด้วย พิธีการตัดและโกนผมนาคกันก่อน ตามพิธีบวชปกติ แต่ก่อนจะเข้าพิธีสู่ขวัญ นาคทุกคนจะต้องพากันออกจากวัดไปกราบศาลปู่ตาซึ่งเป็นศาลประจำหมูบ้านกันก่อน เมื่อเสร็จแล้วนาคทุกคนค่อยกลับวัดเพื่อทำพิธีสู่ขวัญนาคต่อไป

จากนี้ไปเป็นความเชื่อที่นับถือกันต่อมา ด้วยการแห่นาค จากบ้านตนเองรอบหมู่บ้าน โดยจะใช้คนหนุ่มที่ยังไม่ได้บวชของแต่ละหมู่บ้าน มาช่วยกันหามแคร่ไม้ไผ่ แห่นาคไปรอบหมู่บ้าน และเขย่าโยนนาคอย่างรุนแรง ถือเป็นการทดสอบความตั้งใจว่า ผู้บวชจะมีความมุ่งมั่นอดทนที่จะบวชแทนคุณบิดามารดาหรือไม่ โดยผู้บวชจะต้องประคองตัวเองไม่ให้ตกลงมาจากแคร่ หากใครตกลงมาถูกพื้นดินจะถือว่าขาดคุณสมบัติไม่ให้บวช โดยจะเป็นเช่นนี้ตลอดระยะทางที่แห่รอบหมู่บ้านกว่า ๓ กิโลเมตร ซึ่งตั้งแต่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาใน พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีผู้ใดตกลงมาถูกดินเลยสักราย

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่สุด คือ ศีรษะแตกและแขนหลุดก็ตาม ศรัทธามหามงคลยังดำเนินต่อไปตามความเชื่อและความรู้สึกในเส้นทางศาสนา แม้จะแห่ด้วยความโหด แต่ด้วยความมุ่งมั่นตลอด ๓ – ๔ ชั่วโมง อย่างต่อเนื่อง และด้วยรอบโบสถ์วัดอีก ๓ รอบ ความศรัทธายังไม่เสื่อมคลาย….สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือเป็นความ..แซ่บ..ของอีสานที่ลงตัวและหล่อหลอมด้วยความเป็นเสน่ห์ที่ยั่งยืน ควรค่าแก่การเรียนรู้และสืบทอดต่อไป

ส่องคลาส Workshop สุดเข้มข้นของ ซีรีส์ “The Love Matter ติวเตอร์ติวรัก”

เดินหน้าลุยงานกันเข้มข้นทุกขั้นตอนสำหรับค่าย The Rich Y U Group (บริษัท เดอะริช 
วาย ยู กรุ๊ป จำกัด) ล่าสุดยกทัพเหล่านักแสดงซีรีส์เรื่อง “The Love Matter ติวเตอร์ติวรัก” นำทีมโดย
บูม-ปัณณธร ปวรภูบดินทร์, ต๊ะ พิชัย รัศมีประภา, เฟียต จิรพนธ์ สัมฤทธิ์, โชกุน วชิรวิชญ์ 
สิริวัฒนาเดชากุล และเหล่านักแสดง

พร้อมด้วย ผู้บริหาร คุณไมค์-ธีรธัณย์ และ คุณปิง-อิสรีย์ 
มหภาคโสภณพิศาล ร่วมกับ คุณเผด็จ อ่อนละฮุง ผู้กำกับฯ ยกกองไป Workshop เพิ่มทักษะด้านต่างๆ
ให้นักแสดงแบบเต็มศักยภาพถึง 3 วัน 2 คืน ณ สายธารไอยรารีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี

เรียกว่านักแสดงแต่ละคนทุ่มเทเรียนและทำกิจกรรมด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อพัฒนาตนเองในทุกกิจกรรมต่างๆ โดยงานนี้ก็ได้
ตูมตาม-ณัฐฏ์กร ถาวรชาติ มาเป็นติวเตอร์ฝึกสอนการแสดงให้กับน้องๆ อย่างเข้มข้นทุกหลักสูตรด้านการแสดงเลยทีเดียว บอกเลยว่าแค่เบื้องหลังบรรยากาศการ Workshop ของนักแสดงแต่ละคนก็เรียกรอยยิ้มกระตุ้นต่อมความฟินกันกรุบกริบแน่นอน

สำหรับแฟนๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ของซีรีส์ “The Love Matter ติวเตอร์ติวรัก”
ได้ทาง Facebook: The Rich Y U Group | IG /X(เอ็กซ์) และ Tiktok: therichyugroup

หมูเถื่อน “หลุมดำ” หวั่นกระบวนการสอบสวนเจาะไม่ถึง “ตัวการ”

“คดีหมูเถื่อน” อาจเจอทางตันและหายเข้ากลีบเมฆไปไม่ต่างกับคดีใหญ่ๆ ในอดีต ที่คดีใดก็ตามพัวพันกับผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศ นักการเมืองใหญ่ หรือ ข้าราชการการเมืองและข้าราชการระดับสูง ผู้กระทำผิดมีอันรอดพ้นจากความผิดจากการพิจารณาคดีที่ลากยาว นานจนลืมว่าสอบสวนไปถึงขั้นตอนใด หรืออาจยืดนานจนคดีหมดอายุความ หรือ อาจจะรื้อฟื้นคดีขึ้นมา ฟอกขาวให้ผู้ต้องหาจนกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ก็เคยมีให้เห็นมาแล้ว    

ดคีหมูเถื่อนและเนื้อสัตว์เถื่อน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถูกแยกคดีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. คดีหมูเถื่อนตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง 161 ตู้ 2. คดีหมูเถื่อนสำแดงเท็จเป็นโพลิเมอร์และอาหารทะเลแช่แข็ง จำนวน 2,385 ใบขน นำออกไปขายในตลาดแล้วมากกว่า 60,000 ตัน และ 3. คดีนำเข้าตีนไก่ 10,000 ตู้ ที่มีเนื้อสัตว์อื่นๆ ปนอยู่ด้วย ซึ่งคดีในกลุ่มแรกทำการสอบสวนกันมายาวนานเกือบ 2 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีถึงที่สุดหรือสาวถึงตัวผู้บงการเบื้องหลังได้แม้แต่รายเดียว จับได้เพียงผู้ต้องหานายทุน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่ความจริงทั้งหมด ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 10 ราย จาก 10 คดี ผลการสอบสวนเสร็จสิ้นเมื่อเดือนเมษายน (ตามคำกำหนดของ DSI)  ต้องจับตาดูกันว่าการจับกุมจะได้ “ปลาซิว” หรือ “ปลาฉลาม” สังคมต้องจับตาดูบทพิสูจน์ขบวนการยุติธรรมของไทย  

จากคำให้สัมภาษณ์ของ DSI ผ่านรายงานข่าวแห่งหนึ่งว่า คดีในกลุ่มที่ 2 (หมูเถื่อนสำแดงเท็จ 2,385 ใบขน) ได้มีการหารือร่วมกับคณะอัยการ มีความเห็นว่าคดีในกลุ่มนี้ (เล็ดลอดออกสู่ตลาดในประเทศไปแล้ว) อาจใช้ช่องทางความร่วมมือทางอาญา (Mutual Legal Assistance Treaty : MLAT) เพื่อขอให้จัดส่งเอกสารหลักฐานอย่างเป็นทางการจากประเทศต้นทางบริษัทส่งออกหมูเถื่อน ทั้งจากบราซิลและบริษัทในยุโรป มาทำการตรวจสอบว่าสินค้าที่นำเข้าเป็นการปลอมใบ Invoice หรือไม่

ซึ่งเท่ากับเป็นการนำคดีหมูเถื่อนไปพิจารณาเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ทำให้ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งในขั้นตอนการสอบสวนทั้งหมด และต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี ในการสอบสวน ตามที่ DSI แจง จึงเกิดคำถามว่าเป็นการ “ดึงเวลา” เพื่อใคร?  

ขอมองต่างมุมการตีความตามกฎหมาย ว่า หมูเถื่อนที่สำแดงเท็จจำนวน 2,385 ใบขน นั้นถูกกระจายไปทั่วประเทศ มีการซื้อ-ขายกันแล้ว เป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย เหตุใดหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ดำเนินคดีภายใต้กฎหมายไทยกับผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด จากหลักฐานเอกสารและพยานบุคคลที่จับกุมได้ก่อนหน้านี้ หรือเรียกเอกสารนำเข้าเพิ่มเติมจากกรมศุลกากร ก็จะสามารถเดินหน้าให้คดีมีความคืบหน้าได้และอาจจะได้คนที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ตัวจริงแล้ว เหตุใดจึงต้องไปพิสูจน์ว่า Invoice ดังกล่าวว่าเป็นของปลอมจากประเทศต้นทาง เพราะการนำสินค้าออกจากท่าเรือโดยสินค้าที่แจ้งไม่ตรงกับสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ ก็เป็นการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเอกสารนำเข้านั้นเป็นของปลอมจริง 

ตัวอย่างการพิจารณาคดีหมูเถื่อนภายใต้กฎหมายไทย ที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบคดี จนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนาทวี พิพากษาทั้งจำและปรับผู้ต้องหา 4 ราย คดีลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน 30,000 กิโลกรัม เข้ามาในราชอาณาจักร ปรับหนักเป็นคดีแรกคนละ 8.6 ล้านบาท จำคุก  6 เดือน เพราะเป็นคดีนโยบายระดับประเทศ แสดงให้เห็นว่าภายใต้กฎหมายไทยสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้แน่นอน และคดีนี้ไม่ใช่คดีแรกที่มีการตัดสินถึงที่สุดในชั้นศาล เพราะเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ศาลจังหวัดสมุทรสาคร ได้ตัดสินบริษัทอนุสรณ์มหาชัยห้องเย็น จำกัด โทษคุก-ปรับ ฐานลักลอบค้าหมูเถื่อน ถือเป็นรายแรกที่มีการทำสำนวนการสอบสวนสั่งฟ้อง 

วิธีการของ DSI ดังกล่าว จะทำให้คดีหมูเถื่อนลากยาวจาก 2 ปี เป็น 3 ปี เปิดช่องให้ผู้กระทำผิด ได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการต่อสู้คดี โอกาสที่จะสอบสวนให้ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งนักการเมืองอักษรย่อ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูง ดูจะริบหรี่เต็มที เหมือน “หลุมดำ” ที่ไม่มีอะไรสามารถเข้าถึงได้ สำคัญอย่างยิ่งเมื่อคดีลากยาวไปทำให้การสอบสวนไม่เคร่งครัดและต่อเนื่องเหมือนเดิม เมื่อสังคม ลืมๆ อุตสาหกรรมหมูเขาไม่หยุดรอ ต้องเดินหน้าต่อไปไม่หยุดยั้งเพื่อรักษาอาชีพ ก็คงจะไม่ได้หวนกลับทวงความยุติธรรมอีก คดีนี้อาจจะถูกฝังกลบให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ยเหมือนกับ “หมูเถื่อน” จึงอยากตั้งคำถามไว้ว่าการพิจารณาคดีข้างต้นเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ผลดีจะเกิดกับประเทศ หรือ เกิดกับใครกันแน่

โดย…อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ 

พืชมงคล 2567 พระยาแรกนา พระโคกิน “เหล้า-น้ำ-หญ้า”น้ำท่าจะบริบูรณ์ เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2567 ปีนี้ ผลเสี่ยงทาย ของกิน 7 สิ่ง ของพระโคพอ พระโคเพียง พระโคกินน้ำ หญ้า เหล้า ขณะที่พระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้านุ่ง ได้ผ้า 5 คืบ ทำนายว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2567 เวลา 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ในการนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อ่านกราบบังคมทูล ความว่า โหรหลวงได้ให้คำพยากรณ์ว่า พระยาแรกนา ตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่ง หยิบผ้าได้ 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

การเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง ประกอบไปด้วยของกิน 7 สิ่ง โดยปีนี้พระโค “กินน้ำ หญ้า” พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วย ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ดี “กินเหล้า” การคมนาคมสะดวกยิ่่งขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง

“วิน” ปลื้มปลดหนี้หมดเกลี้ยง เล็งล่าโบนัสไฟต์ที่ 2 ต่อยอดธุรกิจส่วนตัว

“วิน ศิษย์เจ๊นิ่ม” มวยฝีมือดี วัย 23 ปี จากชัยภูมิ หวังจะมาคว้าชัยชนะพร้อมโบนัสครั้งที่ 2 ในศึก ONE ลุมพินี 62 วันศุกร์ที่ 10 พ.ค. นี้ เพื่อนำเงินไปสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ที่บ้านเกิด

โดยไฟต์ล่าสุดของ “วิน” เพิ่งจัดอาวุธหนักเอาชนะน็อก “เมาคลี ฉ.อจลบุญ” ไปได้ในยกที่ 2 ในศึก ONE ลุมพินี 50 เมื่อ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมคว้าโบนัส 350,000 บาท จากบิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ได้อีกด้วย ซึ่งเขานำเงินโบนัสก้อนนั้นไปใช้หนี้สินที่ค้างไว้จนหมดแล้ว

“ทุกวันนี้ฐานะผมดีขึ้นเยอะ จากเป็นหนี้ ก็หมดหนี้ และยังส่งให้แม่ ส่งให้ทางบ้านได้เยอะ เงินโบนัสที่ได้จาก ONE ผมเอาเงินไปใช้หนี้หมดเลยครับ หนี้ ธกส. และค่าเทอมที่ผมเคยค้างมหาวิทยาลัยไว้ ทุกวันนี้ หนี้ผมหมดแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่นิดหน่อยผมเก็บเอาไว้ใช้จ่ายครับ”

วิน และ “เจ๊นิ่ม” แม่ผู้ให้กำเนิด และ หัวหน้าคณะ “ศิษย์เจ๊นิ่ม”

ครั้งนี้ “วิน” จึงตั้งเป้าปักธงชัดเจนว่าอยากจะเอาชนะแบบสวย ๆ เพื่อคว้าโบนัสและหวังจะนำเงินไปลงทุนเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง

“ถ้าได้โบนัสไฟต์นี้อีกครั้ง ผมอยากจะเอาเงินไปซื้อที่ดินที่บ้านเกิดเอาไว้ทำฟาร์มไก่ไข่ครับ”

ไฟต์ที่ 3 ของ “วิน” ใน ONE ลุมพินี จะต้องเจอกับ “ซาเวียร์ กอนซาเลส” จอมบู๊ดุดันจากสเปน วัย 22 ปี โดยคู่นี้จะชกกันภายใต้กติกามวยไทย พิกัดเฉพาะ (แคตช์เวต) 127 ป. ในฐานะรองคู่เอกของศึก ONE ลุมพินี 62 วันศุกร์ที่ 10 พ.ค. นี้ ที่สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) คู่แรกเริ่มเวลา 19.30 น.

โดย “วิน” เชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถต้านความแรงของ “ซาเวียร์” ด้วยการจัดเซอร์ไพรส์ให้แบบจุก ๆ

“ผมตื่นเต้นมากครับที่ ONE ให้ผมชกเป็นรองคู่เอกในครั้งนี้ ผมเตรียมตัวมาเต็มที่ประมาณ 1 เดือน ส่วน ซาเวียร์ ผมศึกษามาแล้วครับ เขามีจุดเด่นที่มีหมัดฮุกนำดี และเป็นมวยเดินไม่หยุด ซึ่งผมก็จะระวังในจุดนี้ ส่วนจุดอ่อนของเขาผมเห็นเขาแพ้แข้งซ้าย และการป้องกันตัวเวลาเขาเดินเข้าหายังไม่ดีนัก ผมมีแผนไว้ในใจแล้วครับ แต่ขอเก็บไว้ใช้บนเวทีดีกว่า”

แฟนกีฬาชาวไทยสามารถจองบัตรเข้าชมในสนามผ่านทาง THAI TICKET MAJOR คู่แรกเริ่มเวลา 19.30 น. รับชมการถ่ายทอดสดทาง Watch.ONEFC.com (บางประเทศ), Facebook & YouTube ONE (บางประเทศ) และทางช่อง 7HD กด 35 (ภาษาไทย) เริ่ม 20.30 น.

“เมธาสิทธิ์” ผงาดแชมป์เอเชียสมัยที่ 3-“วิภาวี” พ่ายอิเหนา 1 วิ. ได้เหรียญเงิน

“เมธาสิทธิ์ บุญเสน่ห์” นักปั่นทีมชาติไทยผงาดคว้าแชมป์ดาวน์ฮิล รุ่นประชาชนชาย ในศึกจักรยานเสือภูเขาชิงแชมป์เอเชีย 2024 ที่ประเทศมาเลเซีย นับเป็นการคว้าแชมป์ครั้งที่ 3 หลังจากเคยได้แชมป์มาแล้วในปี 2019 และ 2020 ส่วน “วิภาวี ดีคาบาเลส” เสียจังหวะในรอบชิงชนะเลิศพ่ายนักปั่นอินโดนีเซียไปแค่ 1 วินาทีเศษ ได้เพียงเหรียญเงินในรุ่นประชาชนหญิง เช่นเดียวกับ “ปธากรณ์ สมชัยธนาวัฒน์” ซึ่งได้เหรียญเงินรุ่นเยาวชนชาย ด้าน “เสธ.หมึก” เผยนักปั่นไทยทำผลงานน่าพอใจ และถือเป็นการหาข้อมูลคู่แข่งเพื่อเตรียมทีมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีหน้า โดยทั้ง “เมธาสิทธิ์” และ “วิภาวี” ยังมีโปรแกรมลงแข่งขันรายการอิลิมิเนเตอร์ในวันที่ 12 พ.ค.67

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (เอซีเอฟ) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า จาการที่สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ส่งนักกีฬาจักรยานเสือภูเขาทีมชาติไทยเดินทางไปสู้ศึกจักรยานเสือภูเขาชิงแชมป์เอเชีย 2024 ระหว่างวันที่ 8-12 พฤษภาคม ที่เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ได้รับรายงานจาก น.ต.สุภัทร ศรีไสว ผู้จัดการทีมและผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยว่านักปั่นไทยมีโปรแกรมลงแข่งขันรายการดาวน์ฮิล ในรุ่นประชาชนชาย-หญิง และรุ่นเยาวชนชายหญิง ผลปรากฏว่าทัพนักปั่นไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมคว้ามาได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน



พลเอกเดชา กล่าวว่า สำหรับเหรียทองได้จาก “เบส” นายเมธาสิทธิ์ บุญเสน่ห์ ในรุ่นประชาชนชาย ซึ่งมีดีกรีเป็นแชมป์เก่า 2 สมัย ในปี 2019 ที่ประเทศเลบานอน และปี 2020 ที่จังหวัดเชียงราย โดยในสนามนี้มีนักปั่นลงแข่งขันทั้งหมด 19 คนจาก 8 ชาติ ระยะทาง 900 เมตร ปรากฏว่าเมธาสิทธิ์ในรอบจัดอันดับ เมธาสิทธิ์ทำเวลาเป็นที่ 2 แต่ในรอบชิงชนะเลิศ “เจ้าเบส” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมผงาดคว้าแชมป์มาครอง ด้วยเวลา 1.09.655 นาที ส่งผลให้เมธาสิทธิ์คว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 3 ส่วนเหรียญเงินเป็นของ เจียง เซิง ซาน นักปั่นทีมชาติไต้หวันทำเวลาได้ 1.11.655 นาที ห่างจากเมธาสิทธิ์ 2 วินาที, เหรียญทองแดง แรนดี้ วาเรร่า ซานจาย่า นักปั่นทีมชาติอินโดนีเซีย เวลา 1.11.782 นาที ด้าน นายศรัณวิทย์ รัศมี นักปั่นทีมชาติไทยอีกคนได้อันดับ 9 เวลา 1.15.797 นาที


“เสธ.หมึก” กล่าวต่อไปว่า ส่วนเหรียญเงิน ได้จาก “เจ้าเพ็ชร์” จ.อ.หญิง วิภาวี ดีคาบาเลส อดีตแชมป์เอเชีย 9 สมัย ในรุ่นประชาชนหญิง เกมการแข่งขันวิภาวีเกิดเสียจังหวะไปเพียงเล็กน้อยจึงเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 เวลา 1.20.603 นาที ได้เหรียญเงิน ส่วนแชมป์เป็นของ มิลาตุล คากิมา นักปั่นทีมชาติอินฌโดนีเซีย เวลา 1.18.964 นาที เฉือนชนะวิภาวีไปแค่ 1.639 วินาที และเหรียญทองแดง ริสก้า อเมเลีย ออกุสตินา จากอินโดนีเซีย เวลา 1.21.033 นาที ขณะที่ น.ส.น.ส.กนกรัตน์ ฤทธิเดช ได้อันดับ 8 เวลา 1.26.882 นาที อีก 1 เหรียญเงินได้จาก “เอตเ” นายปธากรณ์ สมชัยธนาวัฒน์ ในรุ่นเยาวชนชาย ซึ่งทำเวลา 1.14.983 นาที ส่วนเหรียญทองเป็นของ แพนดู ซาทริโอ เปอร์คาซา จากอินโดนีเซีย เวลา 1.12.483 นาที และเหรียญทองแดง หลิว จือ จี้ จากไต้หวัน เวลา 1.18.271 นาที ด้านรุ่นเยาวชนหญิง น.ส.นาดา บินบูฮัมหมัด ได้อันดับ 5 เวลา 2.21.231 นาที

พลเอกเดชา กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับเมธาสิทธิ์ที่ได้แชมป์เอเชียมาครองเป็นสมัยที่ 3 แต่เสียดายที่วิภาวี เสียจังหวะไปเล็กน้อยในรอบชิงชนะเลิศ ทำให้ได้เพียงเหรียญเงินในรุ่นประชาชนหญิง ขณะที่ปธากรณ์ ที่ได้เหรียยเงินในรุ่นเยาวชนชาย ก็ทำผลงานได้น่าพอใจ ซึ่งจากการแข่งขันครั้งนี้เป็นการหาข้อมูลคู่แข่งเพื่อเตรียมทีมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปีหน้า โดยคู่แข่งสำคัญก็คือนักกีฬาจากประเทศอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม นักปั่นไทยเรายังมีลุ้นในการแข่งขันรายการอิลิมิเนเตอร์ในวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งทั้งเมธาสิทธิ์ และวิภาวี ก็จะลงแข่งขันด้วย เริ่มรอบจัดอันดับเวลา 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 11.30 น. ในประเทศไทย ต้องขอแรงใจจากพี่น้องชาวไทยช่วยเชียร์นักปั่นไทยให้คว้าเหรียญรางวัลเพิ่มให้ได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยต่อไป

ด้าน เมธาสิทธิ์ กล่าวว่า “ขอขอบพระคุณท่านพลเอกเดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ที่ส่งพวกเรายนักปั่นเสือภูเขาทีมชาติไทยมาแข่งขันรายการชิงแชมป์เอเชียในครั้งนี้ ซึ่งพวกเราทำผลงานมาได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน สำหรับสนามแข่งขันมีความท้าทายมากเนื่องจากระยะทางค่อนข้างสั้น ใช้เวลาปั่นแค่ 1 นาทีเศษ ทุกคนก็เอาชนะกันแค่เพียงเสี้ยววินาที และขอฝากถึงแฟน ๆ ชาวไทย ช่วยส่งกำลังใจให้นักปั่นไทยด้วย พวกเราทุกคนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ”