‘สกสค.’ เคาะ ‘5 เอกชน’ คว้างานพิมพ์แบบเรียนปี 69 เซฟงบรัฐกว่า 250 ล้านบาท แถมไร้ร้องเรีย

‘สกสค.’ ประกาศผล e-bidding พิมพ์แบบเรียนปี 69 ราคาต่ำกว่างบเกิน 25% ประหยัดทะลุ 250 ล้าน ผลพวง ‘พีระพันธ์’ วางแนวโปร่งใส-ตรวจสอบได้ มอบ ‘ชนนิกานต์’ คุมเข้ม พร้อมเซ็นข้อตกลงคุณธรรม ดึง ‘ป.ป.ช.-สตง.-ACT’ ร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน จนไร้ข้อร้องเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงาน สกสค.ได้ลงนามประกาศสำนักงาน สกสค. เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 จำนวน 150 รายการ วงเงินงบประมาณ 1,010 ล้านบาท ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) และเอกสารประกวดราคาตามประกาศสำนักงาน สกสค.เลขที่ D75/2568 ลงวันที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งได้เปิดให้ผู้สนใจยื่นเสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 มี 5 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท วรรณชาติเพรส (2020) จำกัด จำนวน 47 รายการ รวมพิมพ์ 9,545,000 เล่ม วงเงิน 330.6 ล้านบาทเศษ, 2. บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด จำนวน 54 รายการ รวมพิมพ์ 7,785,000 เล่ม วงเงิน 180.3 ล้านบาทเศษ, 3.บริษัท อุดมศึกษา จำกัด จำนวน 24 รายการ รวมพิมพ์ 6,160,000 เล่ม วงเงิน 159.4 ล้านบาทเศษ, 4. ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ จำนวน 24 รายการ รวมพิมพ์ 3,340,000 เล่ม วงเงิน 79.5 ล้านบาทเศษ และ 5.บริษัท สยามเพรส จำกัด จำนวน 1 รายการ พิมพ์ 450,000 เล่ม วงเงิน 4.4 ล้านบาทเศษ รวมวงเงิน 754.3 ล้านบาทเศษ จากราคากลางที่กำหนดไว้ 901.9 ล้านบาทเศษ

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า มูลค่ารวมที่จัดหาได้จำนวน 754.3 ล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ 1,010 ล้านบาท เป็นจำนวน 255.6 ล้านบาทเศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ทั้งยังลดลงจากโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2568 ซึ่งใช้วิธีการคัดเลือกด้วยงบประมาณทั้งสิ้นราว 852 ล้านบาท ถึงกว่า 100 ล้านบาทอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ภายหลัง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง ได้มีข้อวินิจฉัยว่า การดำเนินโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2568 ด้วยวิธีการคัดเลือกนั้น ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการสำนักงาน สกสค. ได้กำชับแนวนโยบายดำเนินโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ปีการศึกษา 2569 โดยยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ครู และระบบการศึกษาไทยเป็นสำคัญ พร้อมให้ประมวลปัญหาอุปสรรค ตลอดจนข้อสังเกต และข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นำมาปรับใช้เพื่อให้การดำเนินการจัดหาจัดจ้างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากพบว่ามีกรณีข้อร้องเรียนมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมี นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการสำนักงาน สกสค. ในฐานะประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค.ปีการศึกษา 2569 เป็นผู้รับผิดชอบกำกับติดตามโครงการฯ

พร้อมกันนี้ สกสค.ยังได้นำโครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้า สกสค.ปีการศึกษา 2569 เข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โดยได้เชิญผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานภายนอก อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), กรมบัญชีกลาง และองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ร่วมติดตามการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัดด้วย ส่งผลให้การดำเนินการภายใต้การกำกับของ นายพีระพันธ์ และนางสาวชนนิกานต์ ไม่มีเรื่องร้องเรียนเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา.

ตำรวจบุกรวบโจ๋วัย 18 คาลานจอดรถ! เครือข่ายค้าปืนออนไลน์ “มาวิน” ยึดลูกโม่.38 พร้อมกระสุนอื้อ

ตำรวจ 191 วางแผนล่อซื้อจับกุมหนุ่มวัย 18 ปี คาลานจอดรถร้านกาแฟดังย่านดอนเมือง ขณะส่งมอบปืนลูกโม่ .38 สารภาพรับมาแค่หลักพัน กะเก็งกำไรขายต่อหลักหมื่น ก่อนพาค้นบ้านเจอกระสุนเพิ่ม

พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. พร้อมด้วยรองผบก.สปพ. และ พ.ต.อ.เอกภพ ลิขิตธนสมบัติ ผกก.สายตรวจ สั่งการให้ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.นฤนาท ทิพากร ทองสอดแสง สว.งานสายตรวจ 1 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ นำโดยร.ต.อ.ชวิศ ชูช่วย, ร.ต.ท.ภีมณัช ธิติมูละกุล และทีมงานสายตรวจ 1 กก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมกันจับกุม นายวรเดช มาชะศรี อายุ 18 ปี ชาวจังหวัดหนองบัวลำภู

ส่องพฤติการณ์: ล่อซื้อผ่านไลน์ “มาวิน”

สืบเนื่องจากนโยบายกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าสามารถติดต่อซื้ออาวุธปืนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ชื่อ “มาวิน” จึงวางแผนล่อซื้อปืนลูกโม่จำนวน 1 กระบอกพร้อมกระสุน ในราคา 8,500 บาท โดยนัดหมายส่งมอบกันบริเวณซอยวัดเวฬุวนาราม เขตดอนเมือง

เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายวรเดชได้ปรากฏตัวที่ลานจอดรถร้านอเมซอน ถนนวัดเวฬุวนาราม พร้อมถือถุงพัสดุมาส่งมอบให้กับสายลับ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นอาวุธปืนจริง จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวรเดชยอมรับสารภาพว่ายังมีเครื่องกระสุนซุกซ่อนอยู่ที่บ้านพักอีกจำนวนหนึ่ง จึงสมัครใจนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 8/117 ซอยวัดเวฬุวนาราม 13/1 พบของกลางเป็น
 – อาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก
 – เครื่องกระสุนปืนขนาด .38 รวม 6 นัด
 – เครื่องกระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 12 จำนวน 3 นัด


นายวรเดช ให้การว่าตนซื้อปืนกระบอกนี้มาจากเพื่อนในราคาเพียง 1,000 บาท เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว ก่อนจะนำมาประกาศขายต่อเพื่อหวังกำไร จนกระทั่งถูกตำรวจวางแผนจับกุมได้ในที่สุด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา พยายามจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

หนีกรรมไม่พ้น!ตำรวจบุกรวบพ่อเลี้ยงหื่นอนาจารลูกเลี้ยงหนีซุกบางละมุง

ตามนโยบาย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น. ให้กวดขันจับกุมในห้วงระดมอาชญากรรม โดย พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส.บช.น.,พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์,พ.ต.ท.นราธิป คงเพ็ชร์,พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.กก.ดส. สั่งการให้ พ.ต.ท.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สว.กก.ดส.บช.น. นำกำลังชุดปฏิบัติการที่ 2 จับกุม นายปรีชาฯ อายุ 58 ปี ชาว จ.นครพนม ตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.349/2567 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี,กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ข่มขืนกระทำชำเราเราผู้อื่นโดยการขู่เข็ญด้วยประการใดๆ และพาไปเพื่อการอนาจารแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี” จับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 65/17 ม.6 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ผู้ต้องหามีพฤติการณ์การกระทำความผิดคือ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2553 ที่ผู้เสียหายมีอายุประมาณ 6 ปี และจำความได้ ผู้เสียหายได้พักอาศัยอยู่กับนายปรีชาฯ พ่อเลี้ยง ที่บ้านพักแคมป์คนงานก่อสร้างมาโดยตลอด ในเวลากลางคืน นายปรีชาฯ ผู้ต้องหามักจะเข้าไปนอนข้างๆและพยายามที่จะเอาอวัยวะเพศของตนสอดใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากขณะนั้นผู้เสียหายยังเป็นเด็กอยู่ ผู้ต้องหาจึงได้ใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปแทนหลังจากนั้นมาผู้ต้องหาก็ได้กระทำในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอดเกือบทุกวัน จนกระทั่งผู้เสียหายมีอายุประมาณ 10 ปี เริ่มโตเป็นสาว ผู้ต้องหาได้ลงมือข่มขืนกระทำชำผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ครั้งสุดท้ายที่ผู้เสียหายถูกกระทำชำเราคือวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ต่อมามารดาของ ด.ญ.(ผู้เสียหาย)จึงเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์กับ พงส.ให้ดำเนินคดี นายปรีชาฯจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ต่อมาเมื่อวันที่ 27ก.พ.69 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 65/17 ม.6 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา หลังจากนั้นจึงได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรีฝากประชาสัมพันธ์ผู้ปกครองค่อยสอดส่องดูแลบุตรหลานเพื่อป้องกันเหตุไม่ให้เด็กหรือเยาวชนตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จึงขอฝากไปยัง บิดา มารดา และ ผู้ปกครอง ให้กำกับดูแลและสอดส่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม

อากาศร้อนดันธุรกิจริมถนนคึกคัก “มะพร้าวหอม”เฉาะแช่เย็นขายรายได้พุ่ง

ปราจีนบุรี ––มะพร้อมน้ำหอมตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท เจ้าของสวนพลิกวิกฤตขนมะพร้วมน้ำหอมจากสวนแปรรูปแช่เย็นขายริมถนนสร้างรายได้พุ่ง

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดปราจีนบุรี จากวิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำพบเจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านสวนทุเรียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พลิกวิกฤตหลังจากราคามะพร้าวน้ำหอมราคาตกต่ำสุดๆลูกละ 2 บาทในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา

พ่อค้าที่เคยรับซื้อจากสวนไม่รับซื้อ จึงต้องนำมะพร้าวน้ำหอมในสวนมาแปรรูป  ตั้งร้านริมทางขายสดๆริมถนนสายสุวินทวงศ์(ศรีมหาโพธิ –กบินทร์บุรี) หรือสาย 304 ขาเข้ากบินทร์บุรี   ก่อนถึงสถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรี   โดยเจ้าของสวนจะเลือกตัดมะพร้าวน้ำหอมใหม่ๆสดๆมาแปรรูปขายทุกวันต่อวัน

นายสุนทร พรมบุตร อายุ 51 ปี เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอมบ้านสวนทุเรียน    เปิดเผยว่า    ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 500 ต้น  บนเนื้อที่ 15 ไร่ เมื่อก่อนมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน เฉลี่ยรายได้ปีละเกือบแสนบาท

 โดยขายมะพร้าวน้ำหอมมานาน10ปี    ปีนี้ยอมรับว่าราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท   พ่อค้าแทบจะไม่มารับซื้อด้วยซ้ำ เมื่อก่อนมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนลูกละ 5-10 บาท ไซส์เล็ก-ไซส์ใหญ่

จึงต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นำมะพร้าวน้ำหอมจากสวนมาแปรรูปขายสดๆริมถนน หลายรูปแบบ เช่น น้ำมะพร้าวสดแช่เย็น  กะทิมะพร้าวสด วูดดิ้งมะพร้าวสด และ   มะพร้าวถอดเสื้อ บริการแก่ผู้สัญจรผ่านไป-มา

ราคามะพร้าวสดแช่เย็นขวดละ 30 บาท/มิลลิลิตร ปกติขายขวดละ 20 บาท และ  มะพร้าวถอดเสื้อลูกละ 50 บาท/ลูก   มีหลายรายการ 

หากสนใจอยากจะซื้อมะพร้าวน้ำหอมใหม่ๆสดๆ วันต่อวัน จากสวนโดยตรง   ติดต่อสอบถามได้ทางเบอร์โทรศัพท์ 093-338 5669

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

รัฐเร่งส่งออกข้าวล็อตแรกให้จีน 40,000 ตันภายในก.พ.นี้ตั้งเป้าครบ 500,000 ตันในสิ้นปี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำและเข้าหารือตามคำเชิญของ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกำกับดูแลนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฝ่ายจีนยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำของจีนจะขยายการลงทุนมายังประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานและเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย

พร้อมกันนี้ ฝ่ายจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลจีนว่าไม่สนับสนุนสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการกำกับดูแลกระบวนการศุลกากรและการนำเข้าให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และได้ระบุถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และแสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

โดยในการหารือ ฝ่ายจีนได้กล่าวชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะผู้นำที่สามารถแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ภายในเวลาอันสั้น มีความตรงไปตรงมา จริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเป็นกันเอง

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการกระชับความสัมพันธ์ไทย–จีนในทุกมิติ จากสถานการณ์สงครามทางการค้า จีนพร้อมที่จะเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากไทย

พ่อเมืองเกินร้อยแปลงโฉมเป็นชูชกปลุกกระแสงานบุญผะเหวด 2569

นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด สร้างมิติใหม่ให้การประชุมคณะกรมการจังหวัด ครั้งที่ 2/2569 ด้วยการแต่งกายเป็น “ชูชก” ตัวละครสำคัญจาก มหาเวสสันดรชาดก นำทีมรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และนายอำเภอ พร้อมใจกันสวมบทบาทตัวละคร อาทิ พระเวสสันดร กัณหา–ชาลี

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่การปรากฏตัวของ น.ส.กมลรัตน์ ศรีอาภรณ์ นางสาวไทยร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 ซึ่งมาในชุด “พระนางมัทรี” อย่างสง่างาม สะท้อนภาพวรรณกรรมพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึกในวิถีอีสาน

การแต่งกายธีม “มหาเวสสันดรชาดก” ไม่ได้เป็นเพียงสีสัน แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “มหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวดร้อยเอ็ด” ประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–8 มีนาคม 2569 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ และบริเวณบึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด ระบุว่า การหยิบยกเรื่องราวมหาชาติขึ้นมาเป็นธีมการประชุม คือการใช้พลังวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็น Soft Power กระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างความภาคภูมิใจให้คนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่า “บุญผะเหวด” ไม่ใช่เพียงงานประเพณี แต่คือรากเหง้าแห่งศรัทธาที่หล่อหลอมชุมชน

ก่อนเข้าสู่วาระประชุมอย่างเป็นทางการ บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงชื่นชม โดยมีการมอบเงินการกุศลจากกิจกรรม “รำวงคนร้อยเอ็ด” รวม 140,000 บาท สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

จากนั้นที่ประชุมได้หารือข้อราชการสำคัญ ทั้งการเตรียมงานรัฐพิธี การติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และความคืบหน้าโครงการ TO BE NUMBER ONE รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ทั้งนี้ จังหวัดร้อยเอ็ดได้นัดหมายประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 30 มีนาคม 2569 เพื่อเดินหน้าภารกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีบริหารราชการ แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนพลังศรัทธาและวัฒนธรรม ที่กำลังถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองเกินร้อยอย่างเต็มรูปแบบ

.

ศึก ONE Samurai นัดปฐมฤกษ์เดือด!“รถถัง” รีแมตช์ “ทาเครุ” ชิงเข็มขัดคิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต

เผยโฉมคู่แรกออกมาเป็นที่เรียบร้อยสำหรับอีเวนต์ใหญ่ที่แฟนมวยทั่วโลกตั้งตารอในศึก ONE Samurai 1 ที่จะระเบิดความมันขึ้นในวันพุธที่ 29 เม.ย.นี้ ณ สนามอาริอาเกะ อารีนา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยประกบสองนักชกซูเปอร์สตาร์ระดับโลกให้โคจรมาปะทะกันอีกครั้ง ระหว่าง “รถถัง จิตรเมืองนนท์” อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.) จากพัทลุง พบกับ “ทาเครุ เซกาวา” กำปั้นขวัญใจชาวอาทิตย์อุทัย โดยมีเข็มขัดแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต เฉพาะกาล เป็นเดิมพัน

ศึกภาคแรกระหว่าง “รถถัง” และ “ทาเครุ” เกิดขึ้นในศึก ONE 172 ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน มี.ค. 68 ซึ่งเกมในวันนั้นจบลงอย่างรวดเร็วจากหมัดฮุกซ้ายของ “รถถัง” ที่บรรจงกดเข้าเต็มคาง “ทาเครุ” ร่วงลงไปกองลุกไม่ขึ้น ปิดฉากน็อกไปด้วยเวลาเพียง 1.20 นาที ของยกแรก พร้อมฝากรอยแค้นฝังลึกในใจของ “ทาเครุ” มาจนถึงทุกวันนี้ โดยการรีแมตช์ครั้งนี้ยิ่งทวีความเดือดกว่าภาคแรกหลายเท่า เพราะมีเข็มขัดแชมป์โลกเฉพาะกาลเป็นรางวัลของผู้ชนะ

“รถถัง” พลาดโอกาสชิงเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ที่ว่าง พบกับ “น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย” อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135–145 ป.) ในศึก ONE 173 เนื่องจากเหตุสุดวิสัย ครั้งนี้ เขาเตรียมกลับมาขึ้นสังเวียนให้แฟน ๆ หายคิดถึงในรอบกว่า 1 ปี โดยพร้อมประจันหน้าคู่ปรับเก่า “ทาเครุ” อีกครั้งตามที่เคยให้คำมั่นสัญญา และตั้งเป้าคว้าเข็มขัดแชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต เฉพาะกาล กลับไทยให้ได้

ด้าน “ทาเครุ” หลังจากพ่ายน็อก “รถถัง” แบบสุดช็อก ก็สามารถคืนฟอร์มเก่งได้สำเร็จ ด้วยการไล่ต้อนเอาชนะทีเคโอ “เดนิส พูริช” คู่ชกจอมเก๋าจากบอสเนีย-แคนาดา ไปได้อย่างสุดอลังการต่อหน้าแฟนมวยบ้านเกิดในไฟต์ล่าสุด พร้อมประกาศกลางเวทีขอโอกาสรีแมตช์กับ “รถถัง” ตามความตั้งใจก่อนอำลาสังเวียน ที่พิเศษยิ่งกว่าคือเขายังมีโอกาสลุ้นได้ครองเข็มขัด ONE อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตนักสู้อีกด้วย

แฟนกีฬาที่สนใจเข้าชมศึก ONE Samurai ถึงขอบสนาม สามารถจองบัตรเข้าชมผ่านทาง Eplus และสามารถติดตามข่าวสารอัปเดตของศึกนี้ได้ที่เฟซบุ๊ก ONE Championship Thailand เว็บไซต์ ONEFC.com อินสตาแกรม ONEChampTh  และ TikTok ONEChampTH

ตอบสนองนโยบายรัฐบาล!ปราจีนบุรีเร่งขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” ปั้นเมืองสมุนไพรสู่สากล

ปราจีนบุรี –ปราจีนบุรีเปิดเกมรุกเร่งขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” ปั้นเมืองสมุนไพรสู่สากล ผนึกทุกภาคส่วนจัด “Prachinburi Wellness Fest 2026” เชื่อม Health & Wellness Economy ของประเทศ

ผู้ว่าฯต้อนรับรัฐบาลนายก “หนูฯ”  ปราจีนบุรีประกาศความพร้อมในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดงาน “มหกรรมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปราจีนบุรี ครั้งที่ 2 – Prachinburi Wellness Fest 2026” ภายใต้แนวคิด “สุขกาย สบายใจ จากอโรคยาศาลา สู่เมืองสมุนไพรปราจีนบุรี” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ ภูมิภูเบศร ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาสุขภาพ จังหวัดปราจีนบุรี

เมื่อเวลา 16.55 น.วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดปราจีนบุรี   นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า “จังหวัดปราจีนบุรี เป็น 1 ใน 4 เมืองสมุนไพรต้นแบบของประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนทิศทางเชิงนโยบายของจังหวัด ที่มุ่งพัฒนาเมืองสมุนไพรให้เป็นกลไกเศรษฐกิจใหม่ของพื้นที่ สอดรับกับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพของประเทศ และอุตสาหกรรมสมุนไพรที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมด้านเวลเนส ของไทยมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 8% ของ GDP ของประเทศ และติดอันดับต้นๆ ของโลก สำหรับ ปราจีนบุรี ในฐานะจังหวัดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมสุขภาพ

โดยเฉพาะด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงเวลเนส ที่เป็นจุดแข็งของเรา ทำให้เกิดงานครั้งนี้ขึ้น และงานครั้งนี้ยังเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลและมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี การท่องเที่ยวและกีฬา ททท.นครนายก ตลอดจนภาคเอกชนที่ร่วมจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ซึ่งทำให้ภาพของเมืองสมุนไพรปราจีนบุรีชัดเจนยิ่งขึ้น”

ด้าน พญ.อรรัตน์ จันทร์เพ็ญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า “Prachinburi Wellness Fest 2026 หรือ มหกรรมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปราจีนบุรี ครั้งที่ 2 เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงานในปีที่ผ่านมา

โดยขยายมิติทั้งด้านวิชาการ ด้านบริการสุขภาพด้วยศาสตร์แผนไทย และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุนต่อบทบาทของจังหวัดในฐานะผู้นำเมืองสมุนไพร เรามุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้จริง ส่งเสริมการดูแลและป้องกันก่อนป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรที่เข้าถึงง่าย

ภายในงานจึงมีทั้งเวทีวิชาการ บริการตรวจรักษา นวดไทยฟรี นิทรรศการความรู้ ลานอาหารพื้นถิ่น สินค้าเพื่อสุขภาพ และกิจกรรมเวิร์กช็อปสมุนไพรตลอดทั้งวัน สำหรับในงานนี้ ผู้ที่ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมเรียนรู้ด้านสมุนไพรครบทุกจุดไฮไลต์จะได้รับใบประกาศรับรองผ่านการอบรมอีกด้วย”

ขณะที่ พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “อภัยภูเบศรทำหน้าที่ต่อยอดงานเมืองสมุนไพรปราจีนบุรีมาอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้เราต้องการสะท้อนให้เห็นว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีความพร้อมครบวงจร ทั้งองค์ความรู้ การผลิต และเครือข่ายสุขภาพ โดยมี รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรมสมุนไพรของประเทศ

งานปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง ‘ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ’ ของอุตสาหกรรมสมุนไพร ตั้งแต่การปลูกเกษตรอินทรีย์ การแปรรูป การพัฒนามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ ส่งเสริมการสร้างอาชีพ ไปจนถึงบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการจับคู่ธุรกิจ”

นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นในการพัฒนาคนโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพร สู่ภาคประชาชน และเยาวชนผ่านความร่วมมือกับวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจภูมิปัญญาไทยและสามารถต่อยอดสู่มาตรฐานสากลได้ในอนาคต และเรายังมองว่า “สมุนไพร” คือหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ

 ที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ภูมิปัญญาเป็นทุนทางวัฒนธรรม และใช้สมุนไพรเป็นทุนทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างงานอาชีพด้านสมุนไพรสำหรับผู้ที่สนใจได้อีกด้วย”

Prachinburi Wellness Fest 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานมหกรรมสุขภาพ แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเมืองสมุนไพรเชิงยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจสุขภาพของจังหวัดกับทิศทางการพัฒนาระดับประเทศ และสนับสนุนบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลาง Medical & Wellness Hub ของภูมิภาคอย่างชัดเจน

โดย…มานิตย์ สนับบุญ- ข่าว/ณัฐนันท์-ศุภมิตร – ภาพ/ปราจีนบุรี ###

ส.กีฬาทางน้ำตั้งเป้าเงือก-ฉลามไทยหวังทำเวลาผ่านเกณฑ์เอได้ตั๋วลุยอลป.4 คน

สระไทยหวังปั้นนักว่ายน้ำผ่านเกณฑ์เอ ตีตั๋วไปแข่งโอลิมปิก 2028 “โค้ชตึก” เชื่อเด็กไทยมีลุ้นทำได้ โดยเน้นไปที่นักกีฬาเหรียญทองซีเกมส์ แต่หากไม่ได้คงต้องเอาสิทธิ์ไวลด์การ์ด

“โค้ชตึก” นายธนาวิชญ์ โถสกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา 2 ปีหลังจากนี้ จะมีการแข่งขันหลายมหกรรมที่นักกีฬาภายใต้สมาคมฯ จะต้องเตรียมความพร้อมและร่วมแข่งขัน ทั้งกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ 2025 เมืองซานย่า ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 22-30 เมษายน ต่อด้วยเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกย่าและไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม และในปีหน้ายังมีกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 34 ที่ประเทศมาเลเซีย

ทางสมาคมฯ ก็ได้กำชับให้ทุกชนิดกีฬาภายใต้การดูแลของสมาคมฯ ที่มีแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา วางแผนระยะยาว เพื่อลุ้นโควต้าเข้าร่วมการแข่งขันให้ได้ด้วย โดยเฉพาะกีฬาว่ายน้ำ ที่ได้หารือและมอบนโยบายกับโค้ชของแต่ละสโมสรไปแล้วว่า อยากจะให้มีนักว่ายน้ำไทยได้โควต้าไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้วยเกณฑ์มาตรฐานเอ 4 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนคาดหวังมาก เพราะในอดีตนักว่ายน้ำไทยเคยทำเวลาผ่านควอลิฟาย

 แต่ในระยะหลังเราแทบไม่มีนักว่ายน้ำไทยที่ได้โควต้าโอลิมปิกในระดับเกณฑ์เอ แต่ทำได้ดีที่สุดคือผ่านเกณฑ์บี ซึ่งก็ยังไม่ได้สิทธิแข่งขันรอบมหกรรม เพราะจำนวนนักว่ายน้ำผ่านเกณฑ์บีจากทั่วโลกเยอะมาก ทำให้ต้องไปแข่งขันด้วยสิทธิพิเศษ(ไวลด์การ์ด) มาตลอด แต่ครั้งนี้เชื่อว่ายังพอมีเวลาในเตรียมตัว และนักว่ายน้ำที่ได้เหรียญทองในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็เป็นกำลังหลักที่จะทำให้เป็นไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาของตัวนักกีฬาและโค้ชด้วย ซึ่งสมาคมพร้อมให้การสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อจะทำให้นักว่ายน้ำไทยได้ไปแข่งขันโอลิมปิกในอีก 2 ปีข้างหน้า ให้ได้มากที่สุด

“เรายังมีอีกหลายเกมที่ใช้ในการลุ้นทำเวลาเพื่อไปโอลิมปิกได้ อาจจะเป็นงานยากที่ถ้าพัฒนาเวลาไปได้อีก ก็มีความเป็นไปได้ จริงๆ แล้วเราจะต้องใช้เวลา 8 ปี ในการสร้างนักกีฬาเพื่อไปโอลิมปิก เลือกนักว่ายน้ำอายุ 12-14 ปี มาสร้างกันตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งก็เป็นแนวทางของสมาคมอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เหลือเวลาอีก 2 ปีกว่าๆ ก็อยากให้คนที่มีศักยภาพทำผลงานออกมาให้ดีที่สุดเพื่อโอลิมปิกที่ใกล้จะถึงนี้ก่อน สมาคมก็พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ สหพันธ์กีฬาทางน้ำนานาชาติ(เวิลด์ อควอติคส์) จะแจ้งรายการแข่งขันที่รับรองสถิติในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2570 และ เริ่มต้นเก็บสถิติการแข่งขันว่ายน้ำเพื่อชิงตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2028 ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2570

สนองนโยบายรัฐ!อบต.สวนพริกไทย ปทุมธานี ปั้น”หมอนวด”สร้างรายได้ชุมชน

“คูณเรียม ปัทสีสร้อย”นายกอบต.สวนพริกไทย สนองนโยบายรัฐบาลเดินหน้าอบรม “หมอนวดแผนไทย”หวังสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี นายคูณเรียม ปัทสีสร้อย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย เป็นประธานปิดโครงการฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพในชุมชน ประจำปี 2569 (พื้นฐานการนวดแผนไทย)พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 26 –27 กุมภาพันธ์ โดยมี นางสมบุญ พันธ์ไม้สี รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทยเจ้าหน้าที่ผู้อบรมเข้าร่วมพิธี

นายคูณเรียม ปัทสีสร้อย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย เปิดเผยว่า  การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาเศรษฐกิจในครัวเรือน ก่อให้เกิดรายได้ และแก้ปัญหาการว่างงานของประชาชน เป็นกระบวนการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ และเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนได้เกิดกลุ่มอาชีพที่หลากหลาย มีการพึ่งพาอาศัยกันและกัน เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ

สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้กินของไทย ใช้ของไทย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน อันจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาในระดับเศรษฐกิจรากหญ้า ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถและมีประสิทธิภาพ ความเข้มแข็งต่อชุมชน ให้สามารถพึ่งตนเองได้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ตลอดจนให้คนจนไม่มีอาชีพ ให้มีรายได้เสริมสามารถครองตนเองให้อยู่ได้ อันจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้อยู่อย่างมีประสิทธิภาพและ ยั่งยืนต่อไป

องค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมอาชีพ จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพในชุมชนขึ้นเพื่อให้ประชาชนที่สนใจและ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีความรู้ ทักษะและสามารถถ่ายทอดความรู้ และทักษะที่ได้ให้กับชุมชน เพื่อมีส่วนร่วมในกิจกรรมและส่งเสริมให้ได้รับการดูแลด้วยแพทย์ทางเลือกในการดูแลสุขภาพตนเองมากยิ่งขึ้น

ตลอดทั้งส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทย มีทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างอาชีพและสร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทยให้ดีขึ้นอีกด้วย

โครงการฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพนวดแผนไทยในชุมชน มุ่งเน้นการสร้างทักษะการนวดเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถนำไปประกอบอาชีพและเสริมรายได้

.