อาย-เต๊ะ ดึง ธนาธร ร่วมหลักสูตร CEO idol เผยสูตรสำเร็จในการบริหารธุรกิจหมดเปลือก

อาย-เต๊ะ ดึง ธนาธร ร่วมหลักสูตร CEO idol เผยสูตรสำเร็จในการบริหารธุรกิจหมดเปลือก

อาย-เต๊ะ ดึง ธนาธร ร่วมหลักสูตร CEO idol เผยสูตรสำเร็จในการบริหารธุรกิจหมดเปลือก เพื่อนำธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก

เปิดตัวกันไปแล้วกับ CEO idol รุ่นที่ 2 งานนี้หัวเรือใหญ่ อย่าง อาย วราไพรินทร์ ธนวริสพร และ เต๊ะ ศตวรรษ จับมือกับ อาร์ต วศิน วรรณพฤกษ์ เบอร์ดี้ บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมกันออกแบบหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับสูง เจ้าของธุรกิจคนรุ่นใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับประเทศ สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมชาติ โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ และสอนกลยุทธ์เชิงธุรกิจแบบไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน พร้อมเผยผลกระทบสงคราม

ตะวันออกกลาง จะสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างไร ผลักดันและส่งเสริมธุรกิจส่งออก นอกจากนี้ยังมีวิทยากรระดับตัวท็อปตลอด 10 สัปดาห์ อาทิเช่น เมทินี กิ่งโพยม ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ และ ปวินท์ เจริญรุ่งศิริ เป็นต้น ทำให้ในปีนี้ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจเจ้าของกิจการคนรุ่นใหม่ คนดังในวงการบันเทิง ผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมหลักสูตร

เพราะนอกจากความเข้มข้นของหลักสูตรการยกระดับและพัฒนาศักยภาพแบบทุกมิติแล้ว ผู้เข้าร่วมหลักสูตรจะได้รับความสุข และความอิ่มเอมใจจากการร่วมทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์คืนสู่สังคม โดยร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ดีที่สุดแบบครบจบในหลักสูตรเดียว

ติดตามความเคลื่อนไหวของหลักสูตรนี้ได้ทาง Official Page • CEO idol และ www.ceoidolthailand.com

ADVERTISEMENT

วพน.7 พบปะสังสรรค์

วพน.7 พบปะสังสรรค์

ฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ประธานนักศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.7) 

นัดเพื่อนๆ ร่วมรุ่นมาพบปะสังสรรค์ อาทิ ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ ดร.ธีรอัศฐ์ สีหสินอิทธ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา พล.อ. ยศนันท์​ หร่ายเจริญ และ พงศธร ทวีสิน พร้อมส่งมอบตำแหน่งประธานรุ่นคนใหม่ให้กับ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา

โดยมี ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมาร่วมแสดงความยินดีในงานด้วย ที่ห้องมรกต โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ เมื่อค่ำวันก่อน

ADVERTISEMENT

Belt and Road Forum For lnternational Cooperation:BRF 3

Belt and Road Forum For lnternational Cooperation:BRF 3

แนะนำ ความเป็นไปมา หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง…ความร่วมมือ และโครงการลงทุนระหว่างประเทศ

การประชุมข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Forum For lnternational Cooperation:BRF) ครั้งที่ 3 ณ กรุงปักกิ่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของยุทธศาสตร์ความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางหรือ Belt and Road lnitiatative (BRI)(-带-路倡議)งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘High quality Belt and Road Cooperation:Together for Common Developmen and Prosperity’ การเขื่อมโยงทางเศรษฐกิจพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มาของ BRI เป็นยุทธศาสตร์ความริเริ่ม หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เป็นชื่อย่อของ แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่21 เมือครั้งที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงไปเยือนเอเชียกลางและเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในเดือนกันยายนและตุลาคม 2013 ได้เสนอแนวคิดนี้ ซึ่งแนวคิดนี้ มีแนวคิดห้าข้อริเริ่ม 1.การประสานนโยบาย 2.การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน 3.การค้าคล่องสะดวก 4.การหมุนเวียนทางการเงิน 5.การเชื่อมใจประชาชน

มีสาระสำคัญคือ ร่วมกันหารือ ร่วมกันสร้าง ร่วมกันแบ่งปัน เป็นหลักการในการสร้างประโยชน์สุขให้แก่กลุ่มประเทศและประชาชนในบนเส้นทางสายไหม กับผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ปฎิบัติตามแนวโน้มของความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก เส้นทางสายไหมเป็นเวทีแห่งการปฏิสัมพันธ์ของสังคมแห่งมนุษยชาติที่มีความหลากหลายทางชนชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยสัมพันธภาพอันดีของประเทศเข้าร่วม ข้อริเริ่มนี้เป็นหลักขั้นพื้นฐานของการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน มีโครงการของข้อริเริ่มนี่ 4,000 กว่าโครงการในบนเส้นทางสายไหมในกลุ่มประเทศเข้าร่วม

เป้าหมายการสร้างประชาคมแห่งผลประโยชน์ร่วมกัน ประชาชมแห่งความรับผิดชอบร่วมกัน ประชาคมแห่งโชคชะตาร่วมกัน สาระสำคัญของความร่วมมือ การประสานนโยบาย การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การค้าคล่องสะดวก การหมุนเวียนทางการเงิน การเชื่อมใจประชนชน การสร้างระเบียบเศรษฐกิจ กลไกความร่วมมือเป็นต้น…โคยใช้ความร่วมมือและข้อตกลงภายใต้ ข้อริเริ่ม หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

คาดว่าในการประชุมครั้งนี้ จะมีการประกาศโครงการความร่วมมือและโครงการลงทุนระหว่างประเทศอีกหลายโครงการ

ประเทศไทยจะได้อะไรกับโครงการข้อริเริ่มนี้ ประเทศไทยได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ เราต้องพัฒนาทุนมนุษย์สร้างคน เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการต่างที่กลุ่มทุนจีนที่จะมาลงทุนในไทย ในการลงทุนสร้างฐานการผลิตรถ EV พลังงานสะอาด พลังงานสีเขียว การค้า การลงทุน อุตสาหกรรมด้านต่างๆ ในอนาคตที่อันใกล้นี้… 

ดร.ธารากร วุฒิสถิรกูล ประธาน สถาบันวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา บีอาร์ไอ

นายก สมาคมการค้าการลงทุนเส้นทางสายไหมไทยจีน

ADVERTISEMENT

รฟฟท. ปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายของรัฐบาล เริ่ม 16 ต.ค. 66

รฟฟท. ปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง 20 บาท ตลอดสาย ตามนโยบายของรัฐบาล เริ่ม 16 ต.ค. 66

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 20 บาท ตลอดสาย เพื่อตอบสนองตามนโยบายของรัฐบาล เริ่ม 16 ตุลาคม 2566

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีแดงมีปริมาณผู้โดยสาร อยู่ที่ประมาณ 25,000 คนต่อวัน ซึ่งคาดว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาล จะช่วยให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนโยบายดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนที่ใช้รถยนต์หันมาใช้บริการระบบรถไฟฟ้าตลอดจนระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดมลพิษทางอากาศ ทำให้เกิดประโยชน์ด้านการขนส่ง และด้านอื่นๆ เช่น ลดระยะเวลาการเดินทางบนท้องถนน ช่วยลดปัญหาปริมาณฝุ่น PM 2.5 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพของประชาชน รวมถึงลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เป็นต้น

ทั้งนี้รายละเอียดเงื่อนไขค่าโดยสารนั้น กำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง อัตราสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย (จากอัตราค่าโดยสารปัจจุบัน สูงสุด 42 บาท) ตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ ตั้งแต่ 05.00 น. – 24.00 น. ผู้โดยสารทั่วไปที่เดินทางตามระยะทางที่มีมูลค่าไม่เกิน 20 บาท ชำระค่าโดยสารตามจริง สำหรับผู้โดยสารที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อน ที่เดินทางตามระยะทางมีมูลค่าการเดินทางมากกว่า 20 บาท ชำระค่าเดินทางเพียง 20 บาทเท่านั้น และผู้โดยสารที่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนที่เดินทางตามระยะทางมีมูลค่าเดินทางไม่เกินราคา 20 บาท คงได้รับสิทธิ์ลดหย่อนตามปกติ ทั้งนี้ เด็ก ผู้สูงอายุ และพระภิกษุ ยังคงได้รับส่วนลด 50% ส่วนนักเรียนและนักศึกษา ยังคงได้รับส่วนลด 10% จากอัตราค่าโดยสารเดิม โดยจะมีมูลค่าการเดินทางสูงสุดไม่เกิน 20 บาท แต่สำหรับผู้ที่ถือบัตรโดยสารประเภทบัตรเหมาจ่าย” TRANSIT PASS RED LINE X BMTA ที่เดินทางด้วยรถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถโดยสาร ขสมก. จะไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว ผู้โดยสารสามารถอยู่ในระบบรถไฟฟ้าได้ไม่เกิน 120 นาที หากอยู่ในระบบเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด จะคิดค่าธรรมเนียมอยู่เกินเวลาตามอัตราค่าโดยสารสูงสุด คือ 42 บาท

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ www.srtet.co.th

และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ADVERTISEMENT

“เวลเนสเอเชีย” ฉลองครบรอบ 10 ปี เบญจออยล์ เปิดตัวยาดมสมุนไพรตำรับท่านขุน

“เวลเนสเอเชีย” ฉลองครบรอบ 10 ปี เบญจออยล์ เปิดตัวยาดมสมุนไพรตำรับท่านขุน

“เวลเนสเอเชีย” ฉลองครบรอบ 10 ปี เบญจออยล์ เปิดตัวยาดมสมุนไพรตำรับท่านขุน “เวลเนส เอเชีย” จัดงานฉลองครบรอบ 10 ปี เบญจออยล์ และงาน 30 ปี wa group ที่ สนง.ใหญ่ ย่านรามอินทรา โดยมี นพ.ดร.สุขุม กาญจนพิมาย อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกวีไอพี พันธมิตรทางธุรกิจ นายอรุณพร อนุกูลไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหาร wa group เปิดเผยว่า ถือโอกาสดีวันที่ 10 เดือน 10 บ้านเลขที่ 10 จัดงานครบรอบ10 ปี เบญจอออยล์และถือโอกาสเปิดตัวสินค้าใหม่ : ยาดมสมุนไพรเบญจออยล์ ที่พัฒนาตำรับร่วมกับอุทัยประสิทธิ์ โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา WA group มุ่งมั่นที่พัฒนา ทุกทิศทาง ทั้งสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์ Wellness ให้ผู้บริโภค ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรนด์หลักอย่าง เบญจออยล์ที่ทำยอดขายกว่า 10 ล้าน กระปุก ผ่านช่องทาง ทีวีโฮมช้อปปิ้งชั้นนำ อาทิ ซีเคอร์มิน, ดี แอคทีฟ เป็นต้น ปีนี้ขยายกำลังผลิตอีก 2 เท่าตัว 

มีพันธมิตรเพิ่มขึ้นอย่างหลากหลาย เช่น DR.CBD , อุทัยประสิทธิ์ , Peach Palm Asia เพื่อพัฒนาโปรดักส์ใหม่ๆ เพื่อรองรับตลาดในอนาคต ที่กำลังมีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน “ตอนนี้บริษัทกำลังจับมือกับอาลีบาบา อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในวงการค้าออนไลน์ของจีน” ส่วนตลาดในประเทศ ปีนี้จะรุกขยายตลาดทุกช่องทางแบบ Omni channel เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารวดเร็ว ทั้งช่องทางออนไลน์ ทีวี ร้านยา ร้านสุขภาพ นอกจากนั้นยังได้เริ่มการจำหน่ายช่องทาง เวลเนส ไดเร็กต์ เพื่อขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม และเปิดให้บริการ wa cafe คาเฟ่ที่จำหน่ายเครื่องดื่มสำหรับคนรักสุขภาพ ขณะที่แผนลงทุนในปีนี้ จะมุ่งเน้นการพัฒนาโปรดักส์ใหม่ ๆ ทั้งกลุ่มอาหารเสริม และสินค้ากลุ่มสมุนไพร จากปัจจุบันมีสินค้าอยู่กว่า 50 รายการ โดยใช้เทคโนโลยีนาโน ที่ได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยชื่อดัง อาทิ ม.ธรรมศาสตร์, ม.ขอนแก่น, ม.พระจอมเกล้าฯธนบุรี “ในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการปรับ

โครงสร้างภายในองค์กร” สำหรับบรรยากาศในวันจัดงานฉลองครบรอบ 10 ปีเบญจออยล์ และงาน 30 ปี wa group เป็นไปอย่างคึกคัก มี Live เสวนาเรื่อง NCDS และ มีศิลปินนักร้อง อาทิ ชมพู-ปิงฟรุตตี้,ป้อม ออโต้บาห์น ,ต้น ตระการ และ มนต์สิทธิ์ คำสร้อย มาร่วมมอบความสนุกสนาน และแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพกันอย่างอบอุ่น 

ADVERTISEMENT

“หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ เร่งติดตั้งเรือผลักดันน้ำบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำนครนายกอีก 1 จุด”

“หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ เร่งติดตั้งเรือผลักดันน้ำบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำนครนายกอีก 1 จุด”

ช่วงบ่ายของวันที่ 10 ตุลาคม 2566 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ โดยหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำพื้นที่ จ.นครนายก อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ 

ได้ดำเนินการติดตั้งเรือผลักดันน้ำบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำนครนายก ต.ทรายมูล อ.องครักษ์ จ.นครนายก ชุดที่ 2 อีกจำนวน 15 ลำ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ติดตั้งแล้ว จำนวน 5 ลำ ทำให้จุดผลักดันน้ำบริเวณนี้ ได้ติดตั้งครบ จำนวน 20 ลำ และพร้อมที่จะดำเนินการเดินเครื่องผลักดันน้ำทันที เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังบริเวณริมแม่น้ำนครนายก และมวลน้ำที่ไหลลงมาจากทางเหนือจากเหตุฝนตกหนักก่อนหน้านี้ สำหรับจุดวางเรือผลักดันน้ำบริเวณสะพานโยทะกา ต.บางสมบูรณ์ อ.องครักษ์นั้น หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำฯ ได้ดำเนินการติดตั้ง จำนวน 20 ลำเป็นที่เรียบร้อย และได้เดินเครื่องเร่งระบายน้ำในทันที โดยจะรองรับมวลน้ำจากจุดผลักดันน้ำจุดแรก เพื่อเร่งระบายไปยังแม่น้ำบางประกง และจะไหลลงสู่อ่าวไทยต่อไป โดยจะเดินเครื่องผลักดันน้ำวันละ 12 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. ซึ่งจะสามารถเร่งระบายน้ำในปริมาณ 100,000 ลบ.ม./วัน/ลำ

นอกจากนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ ยังได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำฯ ดำเนินการติดตั้งเรือผลักดันน้ำในพื้นที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในช่วงดึกของวันที่ 10 ตุลาคม 2566 อีกด้วย หลังจากที่ได้รับการประสานขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจาก จ.สมุทรปราการ

ADVERTISEMENT

“เสนาธิการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ พื้นที่จังหวัดนครนายก”

“เสนาธิการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ พื้นที่จังหวัดนครนายก”

วันที่ 8 ตุลาคม 2566 เวลา 15.00 น. พลเรือเอก วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง เสนาธิการทหารเรือ / เสนาธิการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติภารกิจของหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ บริเวณสะพานโยทะกา ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

ตามที่กองทัพเรือ ได้รับหนังสือขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่แม่น้ำบางปะกง ณ พื้นที่อำเภอองครักษ์นั้น ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ ได้สั่งการให้กรมอู่ทหารเรือจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยจัดเรือผลักดันน้ำ จำนวน 40 ลำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ จากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ ซึ่งได้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจตามที่จังหวัดนครนายกร้องขอ และจะทำการติดตั้งเรือผลักดันน้ำทั้ง 2 จุด จำนวนจุดละ 20 ลำ

โดยในเวลา 13.00 น. หน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำได้ติดตั้งและเดินเครื่องระบบเรือผลักดันน้ำชุดแรก จำนวน 10 ลำ บริเวณสะพานโยทะกา ซึ่งบริเวณนี้จะมีการติดตั้งเรือผลักดันน้ำอีก 10 ลำ ในวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566

ต่อมา เรือผลักดันน้ำชุดที่สอง ได้ถูกติดตั้ง ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำนครนายก ตำบลทรายมูล จำนวน 5 ลำ และจะดำเนินการติดตั้งอีก 15 ลำ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2566 ตลอดจนเดินเครื่องผลักดันน้ำพร้อมกันทันทีทั้ง 2 จุด เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างด่วนที่สุด โดยการปฏิบัติชุดเฉพาะกิจผลักดันน้ำ จะเดินเครื่องวันละ 12 ชั่วโมง เวลา 08.00-20.00 น.

สำหรับเรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริสำหรับแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากตั้งแต่ปี 2538 โดยแนวความคิดนี้ กรมชลประทานได้นำไปดัดแปลงระบบ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาระบบน้ำทั่วประเทศจวบจนปัจจุบัน และจากองค์ความรู้ในการสร้างเรือผลักดันน้ำที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ทำให้กองทัพเรือสร้างเรือผลักดันน้ำขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่ประสบอุทกภัยในปี 2554 ได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังเป็นการสนองต่อพระราชดำริแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการนำอุปกรณ์เครื่องยนต์ที่มีอยู่เดิมมาผลิตและพัฒนาขึ้นใหม่เป็น 3 ขนาด คือขนาด 320 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 150,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ขนาด 220 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 100,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน และขนาด 120 แรงม้า ผลักดันน้ำได้ 30,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน

โดยเรือผลักดันน้ำของหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ มีขนาดเรือ กว้าง 1.8 ม. ยาว 5.5 ม. สูง 1.25 ม. กินน้ำลึก 0.75 ม. เครื่องยนต์ ตราอักษร Volvo รุ่น Penta TAD 720VE กำลัง 237 แรงม้า อัตราความสิ้นเปลือง น้ำมันเชื้อเพลิง ดีเซล 16 – 20 ลิตร/ชม. (ตามความเร็วรอบเครื่อง) มีขีดความสามารถเร่งความเร็วน้ำ 100,000 ลบ.ม./วัน/ลำ มีจำนวนทั้งสิ้น 100 ลำ ซึ่งมีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจผลักดันน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยขณะนี้ได้เตรียมการสนับสนุนจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อผลักดันน้ำบริเวณพื้นที่อำเภอบางบ่ออีกด้วย

ทั้งนี้ เรือผลักดันน้ำ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการระบายน้ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ครั้งละปริมาณมาก อีกทั้งยังสามารถชะล้างไล่ดินเลนที่ตกตะกอนอยู่ก้นแอ่งให้หมดไป ทำให้น้ำไหลได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง เป็นบึงและเป็นคอขวด ซึ่งเป็นที่ลุ่มระบายน้ำออกได้ลำบากและไหลออกได้ช้า

ฝ่ายกิจการพลเรือน
ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ

ADVERTISEMENT

“กองทัพเรือ สนับสนุนเรือผลักดันน้ำ ช่วยเร่งระบายน้ำแม่น้ำนครนายก”

“กองทัพเรือ สนับสนุนเรือผลักดันน้ำ ช่วยเร่งระบายน้ำแม่น้ำนครนายก”

วันที่ 8 ตุลาคม 2566 เวลา 08.30 น. พลเรือโท พาสุกรี วิลัยรักษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ เป็นประธานปล่อยขบวนรถลำเลียงเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพลเพื่อไปปฏิบัติภารกิจผลักดันน้ำในพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ณ อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

ตามที่จังหวัดนครนายก ได้ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่แม่น้ำบางปะกง ในพื้นที่อำเภอองครักษ์ จำนวน 2 จุด ได้แก่บริเวณสะพานโยทะกา ตำบลบางสมบูรณ์ และบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำนครนายก ตำบลทรายมูล จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดนครนายก ช่วงวันที่ 27-29 กันยายน 2566 ทำให้มีปริมาณน้ำ ในลำคลองสายต่างๆไหลสะสมลงสู่แม่น้ำนครนายกในปริมาณมาก ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งและขังระบายไม่ทันในพื้นที่ลุ่มต่ำ ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน และพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจำนวนมาก ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 6-8 ตุลาคม 2566 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมด้านตะวันตกของประเทศไทย ในขณะที่มรสุมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ อีกทั้งยังคงมีปริมาณน้ำท่วมขังในพื้นที่เป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกไปลงแม่น้ำบางปะกงให้ทันท่วงที ด้วยเหตุนี้จังหวัดนครนายกจึงได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ/เหตุการณ์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีอุทกภัย

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ได้สั่งการให้กรมอู่ทหารเรือ จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำในพื้นที่จังหวัดนครนายก โดยจัดเรือผลักดันน้ำ จำนวน 40 ลำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ จากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจตามที่จังหวัดนครนายกร้องขอ โดยจะทำการติดตั้งเรือผลักดันน้ำทั้ง 2 จุด จำนวนจุดละ 20 ลำ และจะทำการเดินเครื่องผลักดันน้ำทันทีเมื่อติดตั้งเสร็จ เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อ.องครักษ์ จ.นครนายก ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
ฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ / กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ

ADVERTISEMENT

อยุธยาซิตี้พาร์ค ร่วมกับ พันธมิตร แถลงข่าวจัดประกวดปลากัด(สวยงาม) ปลากัด(พื้นบ้าน) บอนสี(แห่งประเทศไทย)

อยุธยาซิตี้พาร์ค ร่วมกับ พันธมิตร แถลงข่าวจัดประกวดปลากัด(สวยงาม) ปลากัด(พื้นบ้าน) บอนสี(แห่งประเทศไทย)

อยุธยาซิตี้พาร์ค ร่วมกับ พันธมิตร แถลงข่าวจัดประกวดปลากัด(สวยงาม) ปลากัด(พื้นบ้าน) บอนสี(แห่งประเทศไทย) “จากอโยธยา สู่ Galaxy” วันที่ 13-15 ตุลาคม 2566 ที่ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ณ ห้อง Meeting Room 4 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ชมรมประกวดปลากัดสวยงาม , ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดพื้นบ้าน , สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาบอนสีแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวจัดการประกวดปลากัด(สวยงาม) ปลากัด(พื้นบ้าน) บอนสี(แห่งประเทศไทย) “จากอโยธยา สู่ Galaxy” โดยมี ดร.สมพล รัชตพิมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค คุณวงศพัทธ์ รังสรรค์ปรีชา ประธานชมรมประกวดปลากัดสวยงาม และกรรมการผู้จัดการผลิตภัณฑ์ซูม่า คุณมนูธรรม หาญณรงค์พาณิชย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมประกวดปลากัดสวยงาม และเจ้าของกิจการธุรกิจฟาร์มลุงแดงปลากัดยักษ์ไทย คุณชาญชัย สุนันท์กิ่งเพชร ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดพื้นบ้าน และบุคคล โครงการดีเด่นแห่งชาติปี 61 และคุณชัยวัฒน์ ลีเลียง นายกสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาบอนสีแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าว

ดร.สมพล รัชตพิมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค กล่าวถึงการจัดงานประกวดปลากัด (สวยงาม) ปลากัด (พื้นบ้าน) บอนสี (แห่งประเทศไทย) “จากอโยธยา สู่ Galaxy” ว่า การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ถือว่าเป็นการจัดงานครั้งแรก ที่ได้รับความร่วมมือจากทั้ง 3 องค์กร ได้แก่ ชมรมปลากัด (สวยงาม), ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดพื้นบ้าน และสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาบอนสีแห่งประเทศไทย และที่ยิ่งไปกว่านั้นการมาจัดการประกวดปลากัด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราชธานีเก่า ซึ่งในสมัยนั้นเวลาว่างจากการศึกสงคราม ชาวบ้านมักจะเล่นกีฬาการกัดปลากันอย่างสนุกสนาน แต่ในการประกวดครั้งนี้ไม่ได้เน้นด้านกีฬา แต่เน้นเรื่องความสวยงามของสีสันและการพัฒนาสายพันธุ์ ให้เป็นที่ประจักษ์ระดับสากล ให้รู้จัก “ปลากัดไทย” มากขึ้น และการจัดงานครั้งนี้ยังได้มาจัดใน “ดินแดนอโยธยา” เป็นความลงตัวที่สวยงามอย่างมาก

การจัดงานประกวดครั้งนี้ อยุธยาซิตี้พาร์คต้องการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ผู้เล่น ผู้ที่สนใจ และผู้ที่ชื่นชอบการเพาะพันธุ์ปลากัดให้มีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยนกัน เป็นการกระตุ้นวงการปลากัด บอนสีให้กลับคึกคักอีกครั้ง และในด้านความร่วมมือและการสนับสนุนการจัดงาน อยุธยาซิตี้พาร์จัดเตรียมพื้นที่สำหรับจัดการประกวดปลากัด ปลากัดพื้นที่ บอนสี กว่า 600 ตร.ม. บริเวณชั้น 1 หน้าโลตัส และร่วมสนับสนุนถ้วยรางวัลในนามศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จำนวน 120 ถ้วย, เหรียญรางวัล จำนวนกว่า 200 เหรียญ

นอกจากนี้ทางศูนย์การค้าฯ จัดเตรียมสถานที่รองรับผู้ที่ส่งปลากัด บอนสีเข้าร่วมประกวด และผู้เข้ามาชมงานด้วยพื้นที่จอดรถกว่า 3,000 คัน มีร้านค้าและบริการต่างๆ กว่า 350 ร้าน และพื้นที่ที่มีการรีโนเวท พร้อมเปิดให้บริการแล้วได้แก่พื้นที่ภายในศูนย์การค้าฯ “แกรนด์ฮอลล์”ชั้น 1 และพื้นที่ภายนอก “Event Park” ที่ปรับปรุงใหม่ ด้วยการนำ“อิฐมูลช้าง” ที่มีคุณสมบัติด้านเส้นใยใน “มูลช้าง” มาแปรรูปเป็นก้อนอิฐที่แข็งแรง สามารถใช้เป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้จริง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมให้บริการตลอดการจัดงาน

คุณวงศพัทธ์ รังสรรค์ปรีชา ประธานชมรมประกวดปลากัดสวยงาม กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการประกวดครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมหลักจากศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ที่ให้ชมรมประกวดปลากัดสวยงาม ปลากัดพื้นบ้าน และบอนสี เพื่อส่งผลต่อภาคเกษตรกรและการตลาด ให้มีความยั่งยืนโดยการผลักดัน วงการปลากัดสวยงาม ให้มีความต้องการสูงขึ้น ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ทั่วโลก ซึ่ง ณ เวลานี้ก็มีอยู่อย่างแพร่หลาย ตลอดจนกลไกราคาตคลาด ซึ่งไฮไลท์การจัดประกวด ในครั้งนี้จัดใหญ่ที่รุ่นหลัก 17 รุ่นและรุ่นย่อย 50 รุ่นรวม 67 รุ่น ซึ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดอยุธยาที่เคยมีมา และมากกว่านั้นยังมีพันธมิตร จากชมรมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดพื้นบ้าน สมาคมบอนสีแห่งประเทศไทย เรียกได้ว่าการประกวดนั้นรวมกว่า 100 รุ่นการแข่งขันเลยทีเดียว

อีกทั้งทางชมรมฯ ยังมีการ ส่งเสริมปลาที่ชนะเลิศรางวัลยอดเยี่ยมปลากัด หางสั้น หางยาว ให้เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันยังเวทีสากล และ การแข่งขันแสดง สายพันธุ์ปลากัดที่มีสีสัน ลวดลายคล้ายธงชาติไทยและทั่วโลก ซึ่งเป็นไฮไลท์ ครั้งแรกของประเทศไทยที่เปิดให้รวบรวมสีธงชาติทั่วโลก ตลอดจนปลาที่ได้อันดับสองให้มีการสนับสนุนชิงรางวัลยอดเยี่ยมอันดับสองอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนา เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Art และ การเพาะพันธุ์ปลากัด ละอองดาว กาแลคซี่ จากผู้มีประสบการณ์ ในครั้งนี้ กิจกรรมการออกร้านจัดจำหน่ายปลากัดสายพันธุ์เกรดคุณภาพ ภายในงาน บอนสี ปลากัดพื้นบ้าน กิจกรรมเกมส์และการแจกของรางวัล สายพันธุ์ปลา มากมาย เรียนเชิญให้มาร่วมงานกัน ณ อยุธยาซิตี้พาร์ค ชั้น 1 หน้าโลตัส จังหวัดอยุธยา

คุณชาญชัย สุนันท์กิ่งเพชร ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดพื้นบ้าน กล่าวว่า ปลากัดป่าหรือปลากัดพื้นบ้านดั้งเดิม (Betta Splendens) เท่าที่สืบค้นข้อมูลมาได้ มีความเกี่ยวพันกับสังคมไทยมาทุกยุคสมัย ตั้งแต่สุโขทัยจนถึงปัจจุบัน และการเลี้ยงปลากัดก็เข้าถึงในทุกชนชั้นตั้งแต่ชาวบ้าน เจ้าขุนมูลนายถึงพระมหากษัตริย์ ในยุคแรกนิยมหากันมาเลี้ยงเพื่อสันทนาการหรือการพนัน แต่ภายหลังปัจจุบันนำมาพัฒนาสีสันแลดูแปลกตา จึงนิยมนำมาเป็นเกมส์ประกวดกันมากขึ้น

ปลากัดป่าหรือปลากัดพื้นบ้านดั้งเดิม เป็นรากเหง้าหรือต้นตอของปลากัดสวยงามที่เห็นกันในปัจจุบัน ดังที่จะขอเสนอปลากัดป่าที่ถูกพัฒนาได้จนมีสีสันคล้ายปลากัดแบล็คซามูไร แต่ยังคงรูปทรงเพรียวบางความมีเสน่ห์ของปลากัดป่าอยู่ ความแปลกใหม่สวยงามนี้ทำให้สร้างมูลค่าสูงถึงตัวละกว่า 5 พันบาท และอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้เห็นการพัฒนาปลาสายนี้ในรูปแบบ “ปลากัดลาย กาแล็กซี” อีกด้วย

คุณชัยวัฒน์ ลีเลียง นายกสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาบอนสีแห่งประเทศไทย (บอนสี Caladium) กล่าวว่า บอนสีมีในเมืองไทยมานานแล้ว และได้มีการนำเข้าจากต่างประเทศมาในเมืองไทยราวต้นรัชกาลที่ 5 หรืออาจก่อนนั้น ครั้งสำคัญคือคราวเสด็จประพาสยุโรป ได้นำพรรณไม้นานาชนิดเข้ามาในไทยรวมถึงบอนสีด้วย ต่อมามีการศึกษาการขยายพันธุ์และผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ และนิยมเลี้ยงในหมู่เจ้านายและผู้มีฐานะใส่กระถางเคลือบวางโชว์รอบเรือนเป็นการอวดบารมี จนได้ชื่อว่าบอนเจ้า

ยุคเฟื่องฟูของบอนสีคือ ปี 2474-2475 บาร์ไก่ขาว สถานที่นัดพบของนักเลงบอนสีในยุคนั้น มีการนำมาประชันอวดโฉมตลอดจนให้ชื่อ โดยอิงตามวรรณคดีไทย เช่นตับขุนช้างขุนแผน ตับอิเหนา ตับนก เป็นต้น ต่อมาราวปี 2509 เป็นต้นมามีการนำเข้าบอนใบยาวหรือใบจีนมีความอ่อนช้อยสวยงามและผสมได้สายพันธุ์ใหม่ๆมากมายจนถึง 2525 ที่มีการก่อตั้งสมาคมขึ้นมา และดำเนินการประกวดบอนสีมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2548 – 2549 เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ก่อกำเนิดสมาคมบอนสีรวมถึง 2 สมาคม เห็นได้ว่าบอนสีมีความเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก และในปี 2565 นับเป็นยุคทองแห่งบอนสีก็ว่าได้ ด้วยมีการผสมบอนสีสายพันธุ์ด่างป้าย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดความสนใจในวงกว้างและซื้อขายต้นละหลักแสนบาทเลยทีเดียว และในปีนี้เองก็ได้ก่อกำเนิดสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาบอนสีแห่งประเทศไทย อันเป็นสมาคมที่เกี่ยวกับบอนสีลำดับที่ 3

บอนสีและปลากัด ต้องเรียกว่าเป็นของคู่กัน เพราะเป็นที่นิยมสะสมมาตั้งแต่อดีต มีการประกวดประชันแข่งขันกันมาโดยตลอด และครั้งนี้นับเป็นครั้งสำคัญที่ปลากัดและบอนสีได้เฉิดฉายเคียงคู่กันอีกครั้ง

คุณมนูธรรม หาญณรงค์พาณิชย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมประกวดปลากัดสวยงาม และเจ้าของกิจการธุรกิจฟาร์มลุงแดงปลากัดยักษ์ไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ซึ่งเล็งเห็นประโยชน์จากการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมภาคเกษตรกรและผู้เพาะเลี้ยงทำให้เกิดสภาพคล่องทางอุตสาหกรรมการตลาดในธุรกิจปลากัดสวยงาม ซึ่งมียอดส่งออกเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มปลาสวยงามทั้งหมดซึ่งเล็งเห็นว่า มีความต้องการทางการตลาดสูงมาก

และการประกวด จะเป็นตัวเชื่อมโยงที่จะประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศและสู่สากลในกลุ่มผู้เลี้ยงและผู้สนใจ ให้เกิดความหลงใหลในความงดงามของปลากัดไทย อีกทั้งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มมูลค่าค้าส่งและค้าปลีกได้อีกด้วย และในงานนี้เราก็ได้นำปลากัดยักษ์ไทยซึ่งมีการพัฒนามามากกว่า 20 ปี โดยทำให้ขนาดลำตัวของปลากัดมีขนาดใหญ่กว่าปกติถึง 2 เท่า มาจัดแสดงอีกด้วย

ADVERTISEMENT

ชมรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ จัดทัวร์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายในประเทศ 1 วัน

ชมรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ จัดทัวร์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายในประเทศ 1 วัน

ชมรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ จัดทัวร์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายในประเทศ 1 วันทัวร์ เส้นทาง สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา บางปะอิน ทำบุญไหว้พระ ท่องประวัติศาสตร์ ชิม ช็อป

ออกสตาร์ท เวลา 07.00น. เดินทางไป :-

จังหวัดสิงห์บุรี วัดโพธิ์ 9 ต้น รำลึกวีรชนค่ายบางระจัน

จังหวัดอ่างทอง วัดม่วง ไหว้พระขอพรพระพุทธองค์ใหญ่ที่สุดของไทย

จังหวัดอยุธยา วัดใหญ่ชัยมงคล โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ , วัดพนัญเชิงฯ สักการะหลวงพ่อโต เจ้าพ่อซำปอกง และ วัดท่าการ้อง วัดดังกรุงเก่า ขอพระหลวงพ่อทันใจ หลวงพ่อยิ้ม

จังหวัดบางปะอิน พระราชวังฤดูร้อน ร.5 วัดนิเวศธรรมประวัติ วัดไทยสไตล์ทรงโบสถ์ฝรั่ง นั่งกระเช้าโบราณไทยปิดท้ายแวะศูนย์สินค้าแบรนด์เนมอยุธยา ช็อบปิ้งสินค้าลดราคาให้สนุกสะใจ

ค่าทัวร์ ท่านละ 600 บาท

ADVERTISEMENT