อิหร่านส่งออกยารักษาโรค ไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก

อิหร่านส่งออกยารักษาโรค ไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก

นายด็อกเตอร์ ซัยยิดฮัยดัร มุฮัมมะดีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและผู้อำนวยการองค์การอาหารและยาของอิหร่าน กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การส่งออกยารักษาโรคของอิหร่านเพิ่มขึ้นอย่างมากและถูกส่งไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก

นายซัยยิดฮัยดัร มุฮัมมะดี กล่าวในระหว่างการเยี่ยมชมนิทรรศการยารักษาโรคและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 8 (Iran Pharma)ณ กรุงเตหะราน ว่า เรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีของอิหร่านกับประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านทางด้านการแพทย์และยารักษาโรค โดยเน้นย้ำว่า เราหวังว่า ในที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G5 และความร่วมมือระดับภูมิภาค ประชาชนจะเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขอิหร่านกล่าวเสริมว่า ในช่วงของการจัดนิทรรศการครั้งนี้มีบริษัทในประเทศ 427 บริษัท และบริษัทจากต่างประเทศ 282 บริษัท จาก 33 ประเทศเข้าร่วมงานด้วย

นายมุฮัมมะดี ระบุว่า การเข้าร่วมของบริษัทจากต่างประเทศ ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิทรรศการอิหร่าน ฟาร์มา Iran Pharma และกล่าวว่า ในทุกปี นิทรรศการนี้ ได้รับสถานภาพที่ดีอย่างมากในการจัดหาและนำเสนอศักยภาพทางเภสัชกรรมของประเทศของเรา และในปีนี้ก็จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และได้รับการต้อนรับที่ดีด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน นายบะห์รอม อัยนุลลอฮี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน ได้ประกาศเกี่ยวกับการเร่งรัดการออกใบอนุญาตทางด้านอาหารและยา และการเปิดตัวกระบวนการผลิตยาชนิดใหม่ 33 กระบวนการ และยาชนิดใหม่ถึง 75 ชนิด ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา

นาย บะห์รอม อัยนุลลอฮี ยังเน้นย้ำว่า กลยุทธ์ของเรา คือ การมีส่วนร่วมและการทำงานร่วมกันกับประเทศอื่นๆ และกล่าวว่า ในระหว่างการเจรจากับบรรดารัฐมนตรีสาธารณสุขทั้ง 20 ประเทศ พวกเขายินดีกับประเด็นนี้ และเราได้แสดงความพร้อมสำหรับความร่วมมือ การแบ่งปันความรู้ และการส่งออกยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน ยังระบุอีกว่า การผลิตยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งและเกียรติของภาคส่วนด้านสุขภาพของอิหร่าน โดยเขากล่าวว่า ณ ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลก ถือว่า ยารักษาโรคที่ผลิตในอิหร่านนั้นมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ และในนิทรรศการที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ ก็ได้มีการกล่าวถึงประเด็นนี้อีกด้วย

ADVERTISEMENT

18มงกุฎ หลอกเหยื่อสาวชาวใต้หวัน ตุ้นเงินไป 300000 บาท

18มงกุฎ หลอกเหยื่อสาวชาวใต้หวัน ตุ้นเงินไป 300000 บาท

วันนี้ 6 ตุลาคม 2566 เวลา 14.30 น. Miss.wang Mei ชาวใต้หวั่นเดินมายังสถานีตำรวจลุมพินี เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนซึ่งได้นำพระเก๋มาขาย
โดยพฤติกรรมผู้ต้องหานั้นนำพระที่ไม่ได้มีการจำหน่ายและผลิตที่วัดประดู่หรือผลิตโดยทางวัดจึงกล่าวว่าเป็นพระปลอม

แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสอบสวนไม่สามารถจะรับแจ้งความไว้ได้เนื่องจากพิสูจน์ไม่ได้ว่าพระที่ผู้เสียหายซื้อมานั้นปลอมหรือไม่ปลอม ผู้เสียหายจึงเดินทางไปยังวัดประดู่ฉิมพลี เพื่อทำการตรวจพิสูจน์ และได้พบพระสมุห์สยาม ธัมมธโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี

โดย ท่านผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้ดูพระแล้วกล่าวว่า ไม่เคยและไม่เคยเห็นพระแบบที่ผู้เสียหายนำมาให้พร้อมยืนยันว่าพระปลอมแน่นอนและท่านไปเซ็นรับลองว่าพระของผู้เสียหายเป็นของปลอม ต่อมาเวลา 18.55 น ผู้เสียหายเดินทางมายังสถานีตำรวจลุมพินี อีกเพื่อแจ้งความร้องทุกข์อีกครั้ง

ADVERTISEMENT

“ปูขนฮ่องกง” ที่ห้องอาหารจีนหยก

“ปูขนฮ่องกง” ที่ห้องอาหารจีนหยก

สุดยอดรสชาติของ “ปูขน” ที่ดีสุดคือช่วงเดือนตุลาคมได้เวียนกลับมาอีกครั้งแล้ว ห้องอาหารจีนหยก โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ จึงขอเชิญชวนให้คุณมาลิ้มลอง “ปูขนฮ่องกงนึ่งใบชา” ทำให้ได้กลิ่นหอม เนื้อปูแน่นๆ ทานพร้อมน้ำจิ้มผสมขิงซึ่งเป็นสูตรเฉพาะ รับประกันความอร่อย เพียงตัวละ 1,200 บาทถ้วนเท่านั้น เปิดบริการมื้อกลางวันเวลา 11.30 – 14.30 น. และมื้อเย็น 18.00 – 22.00 น.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองโต๊ะล่วงหน้าโทร.0-2279-4567 ต่อ 8429 ไลน์ : @theemeraldhotel และ www.facebook.com/yoktheemerald

ADVERTISEMENT

รฟฟท. ร่วมกับ สภากาชาดไทย ชวนร่วมบริจาคโลหิต ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 12 ต.ค. นี้

รฟฟท. ร่วมกับ สภากาชาดไทย ชวนร่วมบริจาคโลหิต ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 12 ต.ค. นี้

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ร่วมกับ สภากาชาดไทย ชวนบริจาคโลหิต ในโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 12 ต.ค. 66 นี้

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดตั้งศูนย์บริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิต เพื่อส่งมอบปริมาณโลหิตให้เพียงพอกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ สำหรับการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความจำเป็นในการใช้โลหิตเพื่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จึงจัด “โครงการหนึ่งคนให้ หลายคนรับ” ขึ้น เพื่อร่วมสนับสนุนสภากาชาดไทย ในการประชาสัมพันธ์และจัดหาปริมาณโลหิต โดยใช้พื้นที่ภายในสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ อำนวยความสะดวกให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย อีกทั้งรองรับให้ผู้ที่จะเดินทางมาบริจาคโลหิต ได้รับความสะดวกรวดเร็วด้วยระบบขนส่งทางราง ที่สำคัญคือ เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกและสร้างวัฒนธรรมในการเป็น “ผู้ให้” ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมให้พนักงานและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการให้บริการของบริษัทฯ จึงอยากเชิญชวนประชาชนทั่วไป และผู้โดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มาร่วมแสดงพลัง ร่วมใจในการทำความดี ด้วยการบริจาคโลหิต โดย 100 ท่านแรก รับของขวัญที่ระลึกจาก รฟฟท. ทั้งนี้ การบริจาคโลหิตถือเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ โดยการบริจาคโลหิต 1 ครั้ง สามารถช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยได้ 3 คน มาร่วมเป็นผู้ให้ เพราะทุก ๆ การให้ของท่านจะช่วยเติมเต็มชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วย ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดง มาลงที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และเดินไปยังจุดรับบริจาคโลหิตที่จัดไว้ ณ บริเวณหน้าห้องจำหน่ายตั๋ว ประตู 13 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ต.ค. 2566 เวลา 11.00 – 19.00 น. (พัก 15.00 – 16.00 น.)

สำหรับผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง เตรียมพบกับการปรับอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายของรัฐบาล เร็วๆนี้

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ADVERTISEMENT

MORAL AWARD 5 ยิ่งใหญ่ 2 แผ่นดิน ไทย- ไต้หวัน

MORAL AWARD 5 ยิ่งใหญ่ 2 แผ่นดิน ไทย- ไต้หวัน

สมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์ ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย จัดงานรางวัลเกียรติคุณนานาชาติ MORAL AWARD ครั้งที่ 5 ครั้งสำคัญขึ้น 2 แผ่นดิน ที่ประเทศไทยและไต้หวัน

สมาพันธ์สื่อสร้างสรรค์ (Innovation Mass Media Confederation) ร่วมกับ องค์กรทูตสันติภาพ
(The Envoy For Peace), มูลนิธิองค์การพิทักษ์ความปลอดภัย ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมโลก World
Natural Resources Safety Protection Foundation Administration (WSPF), มูลนิธิธรรมโชติมงคล ;เนปาล-ไทย- อินเดีย) (Thamma Chot Mongkhol Foundation ; Nepal Thailand India), ศูนย์การศึกษาแห่งโลก(อาฟริกาใต้) (Global Center for Education (South Africa), สมาคมความรักเอื้ออาทรและภราดรภาพสากล (ประเทศไทย) (The Universal Love and Brotherhood Association Thailand (ULBA Thailand), มูลนิธิเพื่อการกุศลและการพัฒนาจริยธรรมเยาวชนนานาชาติ (Foundation for International Youth Ethics Charity and Development (FIYECAD) ได้พร้อมใจกันจัดงานมอบรางวัลเกียรติคุณนานาชาติ ภายใต้โครงการ
ส่งเสริมคนดีมีคุณธรรม MORAL AWARD ครั้งที่ 5 “คุณธรรม คุณค่าแห่งบุคคล” ขึ้นพร้อมกันเป็นครั้งแรกที่จัดมอบถึง 2 ประเทศ โดยมีการจัดขึ้นก่อน เมื่อ
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ณ โรงแรมซีซาร์เมโทร เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน จากนั้น ได้มีการจัดมอบอีกครั้ง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2566 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักดิ์ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมการจัดงาน ได้ร่วมกับ
ภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นองค์กรสังกัด UN จัดงานรางวัลเกียรติคุณนานาชาติดังกล่าว ภายใต้การสนับสนุนของ
รัฐสภาระหว่างประเทศ เพื่อความปลอดภัย สันติภาพ และความยุติธรรม แห่งองค์การสหประชาชาติ (International Parliament for Safety and Peace Justice – United Nations) (IPSPJ -UN) มาแล้ว 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ที่หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย ครั้งที่ 2 ที่ประเทศสิงคโปร์ ครั้งที่ 3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประมาเลเซียเซีย ครั้งที่ 4 ที่มหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และครั้งนี้ คือครั้งที่ 5 ที่กรุงไทเป ไต้หวัน และมีการจัดมอบเป็นกรณีพิเศษิที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและเชิดชูเกียรติองค์กรและบุคคลที่มีความดี มีคุณธรรม และเป็น
แบบอย่างที่ดี จากทุกประเทศทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ความดีและคุณธรรมในอนาคต

MORAL AWARD 5

The Innovation Mass Media Confederation, Join The Envoy For Peace, World Natural
Resources Safety Protection Foundation Administration (WSPF), Thamma Chot Mongkhol Foundation (Nepal Thailand India), Global Center for Global Education (South Africa), The Universal Love and Brotherhood Association Thailand (ULBA Thailand) And Foundation for International Youth Ethics Charity and Development (FIYECAD) organized an event INTERNATIONAL FAMOUS AWARD “To Support The Good & Virtuous Person” MORAL AWARD 2023 5th “Virtue and Goodness of the person” Sunday, 16 July 2023 At Taipei, Taiwan and Saturday, 26 August 2023 At Vayupak Convention, Chaengwattana Government Center, Bangkok, Thailand
The purpose is to promote and honour the organization and the person who is good,
virtuous and a good role model. From all countries around the world to encourage the creation of goodness and morality in the future …

ADVERTISEMENT

ดร.สมพล รัชตพิมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด เปิดอยุธยาซิตี้ปาร์คให้ ประธานชมรม bcc จัดใหญ่

ดร.สมพล รัชตพิมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด เปิดอยุธยาซิตี้ปาร์คให้ ประธานชมรม bcc จัดใหญ่

#อลังการ  ดร.สมพล รัชตพิมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด เปิดอยุธยาซิตี้ปาร์คให้ ประธานชมรม bcc จัดใหญ่  นายวงศพัทธ์ รังสรรค์ปรีชา บิ๊กบอสแห่ง บ. บางกอก อควาเทค เวิลด์ จำกัด จัดประกวด ปลากัดสวยงามนานาชาติ 13 ต.ค. นี้ ครั้งแรกในจังหวัดอยุธยา พลาดไม่ได้ ! ผู้ที่สนใจส่งปลากัดสวยงาม เข้าประกวด คว้ารางวัลชนะเลิศ “ชมรม” จัดเต็ม ส่งประกวดต่อรายการ “นานาชาติ” ทันที! และพบตลกพันหน้าซ่าหมาว้อ! ร่วมสร้างความบันเทิง อโยธยา

ADVERTISEMENT

สังสรรค์ เพื่อนพ้องน้องพี่ “เสธฯแอ่น” พล.ท.ไกรเทพ อนุศักดิ์ สโมสรทหารบกวิภาวดี 5ตค.

สังสรรค์ เพื่อนพ้องน้องพี่ “เสธฯแอ่น” พล.ท.ไกรเทพ อนุศักดิ์ สโมสรทหารบกวิภาวดี 5ตค.

สังสรรค์ เพื่อนพ้องน้องพี่ “เสธฯแอ่น” พล.ท.ไกรเทพ อนุศักดิ์ สโมสรทหารบกวิภาวดี 5ตค.

บรรดาเพื่อนมิตร เสธฯแอ่น ร่วนสังสรรค์มิตรภาพ ความรักและผูกพันธ์ เพื่อนพ้องน้องพี่ เฮฮาสามัคคี ที่ห้องเทเวศร์ รำลึก สโมสรกองทัพบกวิภาวดี เมื่อ5ตค. ที่ผ่าน บรรยากาศชื่นมื่น

ADVERTISEMENT

TCCTA ประกาศรางวัลสุดยอดคอนแทคเซ็นเตอร์แห่งปี”TCCTA Contact Center Awards 2023″

TCCTA ประกาศรางวัลสุดยอดคอนแทคเซ็นเตอร์แห่งปี”TCCTA Contact Center Awards 2023″

TCCTA ประกาศรางวัลสุดยอดคอนแทคเซ็นเตอร์แห่งปี
“TCCTA Contact Center Awards 2023”
4 ตุลาคม 2566, กรุงเทพ – สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA: Thai
Contact Center Trade Association) ศูนย์กลางการประสานงาน เผยแพร่ข่าวสารระหว่างบุคคล สถาบัน
องค์กร ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดอนแทดเซ็นเดอร์ทั้งในและต่งประเทศ จัดงานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่แห่งปี
TCCTA Contact Center Awards 2023″ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจและตักยภาพ คอนแทคเซ็นเตอร์ไทย
ให้มีคุณภาพเทียบเท่าสากล โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทองค์กร (Corporate) และ
ประเภทบุดคล (Individual) รวมทั้งสิ้น 142 รางวัล ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์

นายศรัณย์ เวชสุภาพร นายกสมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA:
Thai Contact Center Trade Association) เผยว่า -“ในปัจจุบันอุดสาหกรรมดอนแทคเซ็นเดอร์ยังคงขยาย
ตัวอย่างต่อเนื่อง อันเกิดจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย เศรษฐกิจ การเดินทาง การซื้อสินด้ ร้านอาหาร
การท่องเที่ยว การศึกษา กลับมาดึกคักมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีส่วนในการผลักคันให้เกิดการ
ติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กรกับลูกดำาเพิ่มเป็นทวีดูณ อุดสาหกรรมคอนแทดเซ็นเดอร์เริ่มมีการใช้สื่อ Digital
เข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสารมากขึ้น ทำให้หลายองค์กรต้องมีทีม Social Media Contact Center
เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั้งทาง Voice และ Chat เพื่อให้มีประสิทธิภาพและทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมาก
ที่สุด”

สมาคมฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนบริการคอนแทคเซ็นเดอร์ให้เกิดการสร้างสรรค์
นวัดกรรมและบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่สามารถดอบสนองและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผล
ให้บริการในประเทศไทยเดิบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ ตามเป้าหมายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น
ศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงเกิดงานประกาศรางวัล ‘”TCCTA Contact Center
Awards 2023″ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยผู้เข้าแข่งขันทุกบริษัทมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องการบริการ นวัดกรรม การบริหารจัดการ การพัฒนาสถานที่ในการทำงาน กระบวนการทำงานที่กระชับ
และรวดเร็วมากขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า รวมทั้งการบริการทางด้น Social Media มีการ
พัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการกำหนด KPI ที่ท้ทาย และมีการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย

ADVERTISEMENT

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. จับมือ TUS Holdings Thailand จัดประชุมสัมมนาวิชาการ ความร่วมมือไทย-จีน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. จับมือ TUS Holdings Thailand จัดประชุมสัมมนาวิชาการ ความร่วมมือไทย-จีน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. จับมือ TUS Holdings Thailand จัดประชุมสัมมนาวิชาการ ความร่วมมือไทย-จีน มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ และหุ่นยนต์ 2566 เพื่อสร้างมาตรฐานการทดสอบ และการขับเคลื่อนสู่การใช้งานจริงของยานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ เมื่อวันที่ 25 และ 26 กันยายน​ 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา​ ​วิ​ทยาศาสตร์​ วิจัยและนวัตกรรม​(อว.) โดย​ กรมวิทยาศาสตร์บริการ​ (วศ.) ร่วมมือกับ TUS​ Holdings Thailand จัดกิจกรรมประชุม สัมมนาวิชาการความร่วมมือ ไทย – จีน ด้านการพัฒนสเทคโนโลยี ขับขี่อัตโนมัติและหุ่นยนต์ 2566 มาตรฐานการทดสอบและการขับเคลื่อน สู่การใช้งานจริง ของยานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ Connected Automated Vehicle (CAV) โดยวันที่ 25 กันยายน ได้รับเกียรติจาก ดร. นพ. ปฐม​ สวรรค์ปัญญาเลิศ​ อธิบดี วศ. เป็นประธานเปิดงาน​ และให้สัมภาษ​์​กับสื่อมวลชน ณ​ โรงแรม Graph Hotel เขตห้วยขวาง​ กรุงเทพฯ โดยถัดมาในวันที่ 26 กันยายน 2566 มีการเยี่ยมชมดูงานสนามทดสอบ CAV ณ​ ศูนย์ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ​ ณ EECi วังจันทร์วัลเลย์​ อำเภอวังจันทร์​ จังหวัดระยอง 

เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระบบโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์อัตโนมัติของเซินเจิ้น Smart City และความพร้อมในการขับเคลื่อน​ เทคโนโลยี CAV ของไทยในอนาคต ด้าน ดร.​ กนิษฐ์​ ตะปะสา ผู้อำนวยการกองวัสดุวิศวกรรม​ วศ. ให้ข้อมูล​เพิ่มเติมว่า การประชุมสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์​ ในการแลกเปลี่ยน ความรู้ประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น สู่การนำเทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับมาใช้งานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม​ในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาหัวข้อ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากมุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน​ไทยและจีน​ เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการวางแผนขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและนำ​ CAV มาใช้ในประเทศไทย ซึ่งกิจกรรมการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ มีทั้ง Onsite และแบบ Real Time Online Link คือหนึ่ง​งานจัดสองสถานที่พร้อมกันทั้งที่กรุงเทพฯและเซินเจิ้น​ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับความสนใจ​ จากกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 คน และวันที่ 26 กันยายน 2566 ผู้ร่วมสัมมนาทั้ง 2 ฝ่าย และสื่อมวลชน ได้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบ ยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ บนพื้นที่ 26 ไร่ ณ EEC​i วังจันทร์วัลเลย์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง 

โดยมี ดร ปาษาณ​ กุลวานิช​ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ หัวหน้าโครงการ​พัฒนาสนามทดสอบยานยนต์ CAV Provng Ground ของ วศ. พร้อมทีมงานผู้​วิจัย ได้สาธิตการทดสอบแสดงการทำงานของรถอัตโนมัติบนสนามทดสอบดังกล่าว ซึ่งได้รับความสนใจ จาก ผู้สื่อข่าว​และผู้​มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้​ วศ.เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและภารกิจในการให้บริการ​ ด้านห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไทย รวมถึงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยกลไกการ ตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ และการวิจัยพัฒนา นวัตกรรมซึ่งในปัจจุบัน วศ. ได้พัฒนาศักยภาพในการให้บริการทดสอบยานยนต์ สมัยใหม่ไร้คนขับ รวมถึงการทดสอบด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ดังนั้น การแสวงความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรของประเทศต่างๆ 

โดยเฉพาะประเทศจีนถือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกันมาอย่างยาวนาน และมั่นคงมีความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่​ วศ. มุ่งหวังสร้างความร่วมมือเพื่อส่งเสริมพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติกองวัสดุวิศวกรรมกรมวิทยาศาสตร์บริการโทร 02 2017 388 หรือ​ที่ Call center 02 201 7000 ภาพ/ข่าว โดย​ ชยุต​ เมธา​วิชิต​ชัย​ และทีมงาน​ 

ADVERTISEMENT

บทความทางกฎหมายโดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ (๔ ตค ๒๕๖๖)

บทความทางกฎหมายโดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ (๔ ตค ๒๕๖๖)

เด็ก ๑๔ ปี ทำผิดอาญาต้องรับโทษหรือไม่ ?  
เมื่อเร็วเร็วนี้…. ได้เกิดเหตุยิงกันในห้างสยามพารากอน ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิต ๓ ราย และได้รับบาดเจ็บ ๔ ราย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ เป็นเด็กชายอายุ ๑๔ ปี พร้อมอาวุธปืนแบงกัน (ดัดแปลง) ขนาด ๙ มม. ที่ใช้ก่อเหตุ มีรายงานแจ้งว่า สาเหตุที่เด็กอายุ ๑๔ ปี ก่อเหตุนั้น เนื่องจากเกิดจากอาการหูแว่ว มีคนสั่งให้ทำ จึงก่อเหตุกราดยิงดังกล่าว เบื้องต้นทราบว่า มีประวัติติดเกม ส่วนประวัติอาการทางจิตอยู่ระหว่างตรวจสอบ

ข่าวนี้ดังไปทั่วโลก จึงเกิดคำถามในสังคมว่า “อะไรเป็นสาเหตุให้เด็กคนดังกล่าวก่อเหตุรุนแรงได้เพียงนั้น” และ “อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเด็กได้มาอย่างไร” และ “เด็กมีสภาวะป่วยทางจิตหรือไม่” หรือ “เกิดจากผลพวงของการติดเกมที่ใช้ความรุนแรง” และท้ายที่สุด “ เด็กจะต้องรับผิดทางอาญา หรือไม่ อย่างไร ? 

มาดู หลักกฎหมายในเรื่องนี้ 

๑. การที่เด็กมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน (นายทะเบียนอาวุธปืน) ย่อมเป็นความผิดฐาน “ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”ตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ ซึ่งมีโทษตามมาตรา ๗๒ จำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี และปรับ ตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท

๒. จากนั้น เด็ก ได้นำอาวุธปืนดังกล่าวไปยังห้างพารากอน ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ จึงเป็นความผิดฐาน “พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ฯ และโดยไม่มีเหตุอันควร” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ ซึ่งมีโทษตามาตรา ๗๒ ทวิ จำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
โดยมีเงื่อนไขว่า “อาวุธปืนของกลาง ต้องส่งไปตรวจพิสูจน์ที่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน แล้วผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏผลว่า “ อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔

๓. จากนั้น การที่เด็ก ๑๔ ปี นำเอา อาวุธปืนของกลางไปใช้ยิงผู้อื่นจนเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย และ กรณีผู้ถูกยิงแต่ไม่ตาย ย่อมเป็นความผิดฐาน
๓.๑ “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ (๔) ซึ่งมีโทษ “ ประหารชีวิต”
ศาลฎีกาได้เคยวางหลักไว้ว่า “ การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ‬ หมายความว่าก่อนทำการฆ่า ผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรอง ทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิด
๓.๒ กรณี “ผู้ถูกยิงไม่ตาย” ก็จะเป็นความผิดฐาน “ พยายามฆ่าผู้อื่น” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ ต้องระวางโทษ สองในสามส่วน ของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ( คือ จําคุกตลอดชีวิต (ฎ.๔๙๒๐/๒๕๓๑)
๓.๓ การใช้อาวุธปืนซึ่งใช้ดินระเบิดก่อเหตุยิงในห้างพารากอน ย่อมเป็นความผิดฐาน “ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมืองหมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ วัน หรือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๖
ความผิดตามข้อ ๓.๓ (ยิงปืนโดยใช้ดินระเบิด) เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทกับความผิดตามข้อ ๓.๑ และ ๓.๒ (ฆ่าโดยไตร่ตรอง กับ พยายามฆ่า) ซึ่งศาลจะลงโทษบทหนัก คือ “ฆ่าโดยไตร่ตรอง”

หากเหตุการณ์เดียวกันนี้ ผู้ก่อเหตุเป็นผู้ใหญ่ (อายุตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) ผู้กระทำจะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าว (อาจได้รับโทษถึงขั้นประหารชีวิตได้)
แต่เนื่องจากผู้ก่อเหตุในคดีนี้เป็นเด็กอายุ ๑๔ ปี ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น

กล่าวคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔
“มาตรา ๗๔ เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ ให้ศาลมีอำนาจ ที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อยตัวไป และถ้าศาลเห็นสมควร จะเรียกบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาตักเตือนด้วยก็ได้

(๒) ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กนั้นได้ ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไป โดย วางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือ ผู้ปกครองระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดซึ่งต้องไม่เกินสามปี และกำหนดจำนวนเงิน ตามที่เห็นสมควรซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครองจะต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละหนึ่งหมื่นบาทในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น

(๓) ส่งตัวเด็กนั้นไปยังสถานศึกษา หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิต หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่ไม่ให้เกินกว่าวันที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี ฯ

จะเห็นได้ว่า กรณีเด็ก ๑๔ ปี(ยังไม่เกิน ๑๕ ปี) ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงในห้างพารากอน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัส แต่กลับ ไม่ได้รับโทษ ตามพฤติการณ์ที่กระทำและตามบทกฎหมายดังกล่าว (ดังเช่นกรณีผู้ใหญ่กระทำผิดซึ่งมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต)  
แต่กลับให้ ศาลอาจกำหนดมาตรการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๗๔ ( ว่ากล่าวตักเตือนฯ, วางข้อกำหนด, ส่งตัวไปฝึกอบรมฯ) แทนการลงโทษทางอาญา  

นอกจากนี้ กรณี “เด็ก” และ “เยาวชน”กระทำผิดยังมีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. ๒๕๕๓ มาคุ้มครองอีก กล่าวคือ
มาตรา ๑๓๒ ในกรณีที่ศาลเห็นว่า “ ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคําพิพากษา เมื่อศาลสอบถาม ผู้เสียหายแล้ว

๑. ศาลอาจมี “ คําสั่งให้ปล่อยตัวจําเลยชั่วคราว” แล้วมอบตัวจําเลยให้บุคคลดังกล่าวโดยไม่มีประกันหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยก็ได้โดยกําหนดเงื่อนไข แต่ต้อง ไม่เกินกว่า จําเลยนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูณ์

๒. ในกรณีศาลเห็นว่า จําเลยไม่สมควรใช้วิธีการตามวรรคหนึ่ง ศาลจะส่งตัวจําเลยไปยังสถานพินิจ หรือ สถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวจําเลยไว้ดูแลชั่วคราว หรือ จะให้ใช้วิธี การสําหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนก็ได้แต้ต้อง ไม่เกินกว่าจําเลยนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์

๓. เมื่อ จําเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและภายในระยะเวลาที่ศาลกําหนดตามมาตรา ๑๓๒ แล้วให้ศาล “สั่งยุติคดี” โดยไม้ต้องมีคําพิพากษาเกี่ยวกับการกระทําความผิดของจําเลย เว้นแต่่ คําสั่งเกี่ยวกับของกลาง และ ให้ถือว่า “สิทธินําคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ” ถ้าจําเลยผิดเงื่อนไขตามมาตรา ๑๓๒ ก็ให้ศาล “ยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษา” ต่อไป

จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่ “เด็ก” (อายุยังไม่เกินสิบห้าปีบริบูรณ์) และ “ เยาวชน”(อายุเกินสิบห้าปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์) กระทำผิดอาญา ศาลอาจจะยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินคดีที่เด็กกระทำผิดก็ได้ แต่ศาลอาจใช้วิธี “ส่งตัวเด็กและเยาวชนไป สถานพินิจ แทน” , หรือ “ กำหนดเงื่อนไขให้จำเลยปฏิบัติตาม และหากจำเลยสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้สำเร็จ ศาลก็จะสั่งยุติคดี โดยไม่ต้องมีคำพิพากษา แต่ถ้าจำเลยทำไม่สำเร็จ หรือทำผิดเงื่อนไข ศาลก็จะหยิบยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ต่อไป
เหตุที่ “เด็ก” และ” เยาวชน”กระทำผิดอาญา แต่กลับไม่ได้รับโทษทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา และ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. ๒๕๕๓ ดังกล่าวแล้ว  
ทั้งนี้ ก็เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว รวมถึง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Right of the Child = CRC) ซึ่งเป็น” สิทธิสากล” (Universal Rights) และเป็น “ สิทธิเด็ดขาด” (Absolute Rights) ซึ่งมีหลักการ” มุ่งแก้ไขมากกว่าการลงโทษ” มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชน
สำหรับกรณี เด็ก ๑๔ ปีก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงในห้างพารากอนดังกล่าว ยังมีประเด็นที่จะพิจารณาเรื่อง “ขณะกระทำผิดมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนหรือไม่” ด้วย 
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๕
ผู้ใด กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือ จิตฟั่นเฟือน ผู้นั้น “ไม่ต้องรับโทษ” สำหรับความผิดนั้น
แต่ถ้า ผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้น ต้องรับโทษ สำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
จะเห็นได้ว่า เด็ก ๑๔ ปี ใช้อาวุธปืนยิงในห้างพารากอนจนมีผู้เสียชีวิต นอกจาก เด็ก ๑๔ ปีจะยังไม่ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๔ แล้ว ยังอาจไม่ต้องรับโทษตามมาตรา ๖๕ หากได้ความว่า เด็ก ๑๔ ปี กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ศาลอาจกำหนดมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๗๔ หรือ อาจใช้ วิธีการตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๓๒ แทนการมีคำพิพากษา
ถึงเวลาหรือยังที่จะทบทวนเรื่อง “ เด็กกระทำผิด” ?
หากจะมองในแง่การคุ้มครองเด็กก็เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวคุ้มครองเด็กกระทำผิด
แต่หากจะมองใน “ฝ่ายผู้สูญเสีย/ผู้เสียหาย” ในหลายคดีที่เด็กกระทำผิด เช่นไปฆ่าเขาตาย ใช้อาวุธปืน ใช้อาวุธมีดแทงเขาตาย หรือ ไปข่มขืนผู้หญิง ( รวมถึงเด็ก และผู้อ่อนแอกว่า) เกิดความสูญเสีย เกิดความเสียหายที่ยากจะแก้ไข ยากจะเยียวยา ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้ แต่เด็กกลับไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษเพียงส่งตัวไปสถานพินิจ ไปฝึกและอบรม เทียบไม่ได้กับความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดแก่ผู้เสียหาย 
หากคุ้มครองเด็ก มากเกินไป ผู้เสียหายย่อมถูกกระทบสิทธิมากเท่านั้น
แต่ถ้าคุ้มครองเด็กน้อยไป ก็อาจส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตไปในอนาคต
การรักษาดุลภาคระหว่าง “ การคุ้มครองเด็ก” กับ “ การแก้ไขเยียวยาผู้เสียหาย” จึงเป็นประเด็นที่ผู้เขียนได้เคยนำเสนอผ่าน “ รายงานการศึกษาอิสระ เรื่อง ดุลพินิจกำหนดโทษเด็กและเยาวชน” เสนอต่อ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ( คณะนิติศาสตร์ การศึกษาระดับมหาบัณฑิต) ปีการศึกษา ๒๕๔๕ โดยนำเสนอ “ หลักการกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” มาแก้ปัญหา 

“ จำเลยรู้สำนึกในการกระทำผิดพร้อมจะแก้ไขการกระทำผิด/ ผู้เสียหายยินยอมและให้อภัย/ สังคมชุมชนเข้ามาช่วยควบคุมการแก้ไขความประพฤติ”

“ หลักสัดส่วน” ( ความรุนแรงในการกระทำผิด กับ หลักการเยียวยา ต้องได้สัดส่วน) และศาลต้องไม่ถูกจำกัด “ดุลพินิจกำหนดโทษเด็กและเยาวชน”

  • นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
    อัยการศาลสูงจังหวัดสมุทรปราการ
    อดีต รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม (คนที่สอง) ในคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

ADVERTISEMENT