กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. จับมือ TUS Holdings Thailand จัดประชุมสัมมนาวิชาการ ความร่วมมือไทย-จีน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. จับมือ TUS Holdings Thailand จัดประชุมสัมมนาวิชาการ ความร่วมมือไทย-จีน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวง อว. จับมือ TUS Holdings Thailand จัดประชุมสัมมนาวิชาการ ความร่วมมือไทย-จีน มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ และหุ่นยนต์ 2566 เพื่อสร้างมาตรฐานการทดสอบ และการขับเคลื่อนสู่การใช้งานจริงของยานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ เมื่อวันที่ 25 และ 26 กันยายน​ 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา​ ​วิ​ทยาศาสตร์​ วิจัยและนวัตกรรม​(อว.) โดย​ กรมวิทยาศาสตร์บริการ​ (วศ.) ร่วมมือกับ TUS​ Holdings Thailand จัดกิจกรรมประชุม สัมมนาวิชาการความร่วมมือ ไทย – จีน ด้านการพัฒนสเทคโนโลยี ขับขี่อัตโนมัติและหุ่นยนต์ 2566 มาตรฐานการทดสอบและการขับเคลื่อน สู่การใช้งานจริง ของยานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ Connected Automated Vehicle (CAV) โดยวันที่ 25 กันยายน ได้รับเกียรติจาก ดร. นพ. ปฐม​ สวรรค์ปัญญาเลิศ​ อธิบดี วศ. เป็นประธานเปิดงาน​ และให้สัมภาษ​์​กับสื่อมวลชน ณ​ โรงแรม Graph Hotel เขตห้วยขวาง​ กรุงเทพฯ โดยถัดมาในวันที่ 26 กันยายน 2566 มีการเยี่ยมชมดูงานสนามทดสอบ CAV ณ​ ศูนย์ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ​ ณ EECi วังจันทร์วัลเลย์​ อำเภอวังจันทร์​ จังหวัดระยอง 

เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระบบโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์อัตโนมัติของเซินเจิ้น Smart City และความพร้อมในการขับเคลื่อน​ เทคโนโลยี CAV ของไทยในอนาคต ด้าน ดร.​ กนิษฐ์​ ตะปะสา ผู้อำนวยการกองวัสดุวิศวกรรม​ วศ. ให้ข้อมูล​เพิ่มเติมว่า การประชุมสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์​ ในการแลกเปลี่ยน ความรู้ประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น สู่การนำเทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับมาใช้งานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม​ในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาหัวข้อ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากมุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน​ไทยและจีน​ เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการวางแผนขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและนำ​ CAV มาใช้ในประเทศไทย ซึ่งกิจกรรมการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ มีทั้ง Onsite และแบบ Real Time Online Link คือหนึ่ง​งานจัดสองสถานที่พร้อมกันทั้งที่กรุงเทพฯและเซินเจิ้น​ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับความสนใจ​ จากกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 คน และวันที่ 26 กันยายน 2566 ผู้ร่วมสัมมนาทั้ง 2 ฝ่าย และสื่อมวลชน ได้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบ ยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ บนพื้นที่ 26 ไร่ ณ EEC​i วังจันทร์วัลเลย์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง 

โดยมี ดร ปาษาณ​ กุลวานิช​ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ หัวหน้าโครงการ​พัฒนาสนามทดสอบยานยนต์ CAV Provng Ground ของ วศ. พร้อมทีมงานผู้​วิจัย ได้สาธิตการทดสอบแสดงการทำงานของรถอัตโนมัติบนสนามทดสอบดังกล่าว ซึ่งได้รับความสนใจ จาก ผู้สื่อข่าว​และผู้​มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้​ วศ.เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและภารกิจในการให้บริการ​ ด้านห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไทย รวมถึงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยกลไกการ ตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ และการวิจัยพัฒนา นวัตกรรมซึ่งในปัจจุบัน วศ. ได้พัฒนาศักยภาพในการให้บริการทดสอบยานยนต์ สมัยใหม่ไร้คนขับ รวมถึงการทดสอบด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ดังนั้น การแสวงความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรของประเทศต่างๆ 

โดยเฉพาะประเทศจีนถือเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกันมาอย่างยาวนาน และมั่นคงมีความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่​ วศ. มุ่งหวังสร้างความร่วมมือเพื่อส่งเสริมพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มนวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติกองวัสดุวิศวกรรมกรมวิทยาศาสตร์บริการโทร 02 2017 388 หรือ​ที่ Call center 02 201 7000 ภาพ/ข่าว โดย​ ชยุต​ เมธา​วิชิต​ชัย​ และทีมงาน​ 

ADVERTISEMENT

บทความทางกฎหมายโดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ (๔ ตค ๒๕๖๖)

บทความทางกฎหมายโดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์ (๔ ตค ๒๕๖๖)

เด็ก ๑๔ ปี ทำผิดอาญาต้องรับโทษหรือไม่ ?  
เมื่อเร็วเร็วนี้…. ได้เกิดเหตุยิงกันในห้างสยามพารากอน ส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิต ๓ ราย และได้รับบาดเจ็บ ๔ ราย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ เป็นเด็กชายอายุ ๑๔ ปี พร้อมอาวุธปืนแบงกัน (ดัดแปลง) ขนาด ๙ มม. ที่ใช้ก่อเหตุ มีรายงานแจ้งว่า สาเหตุที่เด็กอายุ ๑๔ ปี ก่อเหตุนั้น เนื่องจากเกิดจากอาการหูแว่ว มีคนสั่งให้ทำ จึงก่อเหตุกราดยิงดังกล่าว เบื้องต้นทราบว่า มีประวัติติดเกม ส่วนประวัติอาการทางจิตอยู่ระหว่างตรวจสอบ

ข่าวนี้ดังไปทั่วโลก จึงเกิดคำถามในสังคมว่า “อะไรเป็นสาเหตุให้เด็กคนดังกล่าวก่อเหตุรุนแรงได้เพียงนั้น” และ “อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเด็กได้มาอย่างไร” และ “เด็กมีสภาวะป่วยทางจิตหรือไม่” หรือ “เกิดจากผลพวงของการติดเกมที่ใช้ความรุนแรง” และท้ายที่สุด “ เด็กจะต้องรับผิดทางอาญา หรือไม่ อย่างไร ? 

มาดู หลักกฎหมายในเรื่องนี้ 

๑. การที่เด็กมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน (นายทะเบียนอาวุธปืน) ย่อมเป็นความผิดฐาน “ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”ตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ ซึ่งมีโทษตามมาตรา ๗๒ จำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี และปรับ ตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท

๒. จากนั้น เด็ก ได้นำอาวุธปืนดังกล่าวไปยังห้างพารากอน ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ จึงเป็นความผิดฐาน “พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ฯ และโดยไม่มีเหตุอันควร” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ ซึ่งมีโทษตามาตรา ๗๒ ทวิ จำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
โดยมีเงื่อนไขว่า “อาวุธปืนของกลาง ต้องส่งไปตรวจพิสูจน์ที่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน แล้วผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏผลว่า “ อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๔

๓. จากนั้น การที่เด็ก ๑๔ ปี นำเอา อาวุธปืนของกลางไปใช้ยิงผู้อื่นจนเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย และ กรณีผู้ถูกยิงแต่ไม่ตาย ย่อมเป็นความผิดฐาน
๓.๑ “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ (๔) ซึ่งมีโทษ “ ประหารชีวิต”
ศาลฎีกาได้เคยวางหลักไว้ว่า “ การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ‬ หมายความว่าก่อนทำการฆ่า ผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรอง ทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิด
๓.๒ กรณี “ผู้ถูกยิงไม่ตาย” ก็จะเป็นความผิดฐาน “ พยายามฆ่าผู้อื่น” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ , ๘๐ ต้องระวางโทษ สองในสามส่วน ของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ( คือ จําคุกตลอดชีวิต (ฎ.๔๙๒๐/๒๕๓๑)
๓.๓ การใช้อาวุธปืนซึ่งใช้ดินระเบิดก่อเหตุยิงในห้างพารากอน ย่อมเป็นความผิดฐาน “ ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมืองหมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ วัน หรือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๖
ความผิดตามข้อ ๓.๓ (ยิงปืนโดยใช้ดินระเบิด) เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทกับความผิดตามข้อ ๓.๑ และ ๓.๒ (ฆ่าโดยไตร่ตรอง กับ พยายามฆ่า) ซึ่งศาลจะลงโทษบทหนัก คือ “ฆ่าโดยไตร่ตรอง”

หากเหตุการณ์เดียวกันนี้ ผู้ก่อเหตุเป็นผู้ใหญ่ (อายุตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) ผู้กระทำจะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าว (อาจได้รับโทษถึงขั้นประหารชีวิตได้)
แต่เนื่องจากผู้ก่อเหตุในคดีนี้เป็นเด็กอายุ ๑๔ ปี ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น

กล่าวคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔
“มาตรา ๗๔ เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ ให้ศาลมีอำนาจ ที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อยตัวไป และถ้าศาลเห็นสมควร จะเรียกบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่มาตักเตือนด้วยก็ได้

(๒) ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กนั้นได้ ศาลจะมีคำสั่งให้มอบตัวเด็กนั้นให้แก่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไป โดย วางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือ ผู้ปกครองระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนดซึ่งต้องไม่เกินสามปี และกำหนดจำนวนเงิน ตามที่เห็นสมควรซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครองจะต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละหนึ่งหมื่นบาทในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น

(๓) ส่งตัวเด็กนั้นไปยังสถานศึกษา หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิต หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่ไม่ให้เกินกว่าวันที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี ฯ

จะเห็นได้ว่า กรณีเด็ก ๑๔ ปี(ยังไม่เกิน ๑๕ ปี) ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงในห้างพารากอน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัส แต่กลับ ไม่ได้รับโทษ ตามพฤติการณ์ที่กระทำและตามบทกฎหมายดังกล่าว (ดังเช่นกรณีผู้ใหญ่กระทำผิดซึ่งมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต)  
แต่กลับให้ ศาลอาจกำหนดมาตรการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๗๔ ( ว่ากล่าวตักเตือนฯ, วางข้อกำหนด, ส่งตัวไปฝึกอบรมฯ) แทนการลงโทษทางอาญา  

นอกจากนี้ กรณี “เด็ก” และ “เยาวชน”กระทำผิดยังมีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. ๒๕๕๓ มาคุ้มครองอีก กล่าวคือ
มาตรา ๑๓๒ ในกรณีที่ศาลเห็นว่า “ ตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคําพิพากษา เมื่อศาลสอบถาม ผู้เสียหายแล้ว

๑. ศาลอาจมี “ คําสั่งให้ปล่อยตัวจําเลยชั่วคราว” แล้วมอบตัวจําเลยให้บุคคลดังกล่าวโดยไม่มีประกันหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยก็ได้โดยกําหนดเงื่อนไข แต่ต้อง ไม่เกินกว่า จําเลยนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูณ์

๒. ในกรณีศาลเห็นว่า จําเลยไม่สมควรใช้วิธีการตามวรรคหนึ่ง ศาลจะส่งตัวจําเลยไปยังสถานพินิจ หรือ สถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวจําเลยไว้ดูแลชั่วคราว หรือ จะให้ใช้วิธี การสําหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนก็ได้แต้ต้อง ไม่เกินกว่าจําเลยนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์

๓. เมื่อ จําเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและภายในระยะเวลาที่ศาลกําหนดตามมาตรา ๑๓๒ แล้วให้ศาล “สั่งยุติคดี” โดยไม้ต้องมีคําพิพากษาเกี่ยวกับการกระทําความผิดของจําเลย เว้นแต่่ คําสั่งเกี่ยวกับของกลาง และ ให้ถือว่า “สิทธินําคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ” ถ้าจําเลยผิดเงื่อนไขตามมาตรา ๑๓๒ ก็ให้ศาล “ยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษา” ต่อไป

จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่ “เด็ก” (อายุยังไม่เกินสิบห้าปีบริบูรณ์) และ “ เยาวชน”(อายุเกินสิบห้าปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์) กระทำผิดอาญา ศาลอาจจะยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินคดีที่เด็กกระทำผิดก็ได้ แต่ศาลอาจใช้วิธี “ส่งตัวเด็กและเยาวชนไป สถานพินิจ แทน” , หรือ “ กำหนดเงื่อนไขให้จำเลยปฏิบัติตาม และหากจำเลยสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้สำเร็จ ศาลก็จะสั่งยุติคดี โดยไม่ต้องมีคำพิพากษา แต่ถ้าจำเลยทำไม่สำเร็จ หรือทำผิดเงื่อนไข ศาลก็จะหยิบยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ต่อไป
เหตุที่ “เด็ก” และ” เยาวชน”กระทำผิดอาญา แต่กลับไม่ได้รับโทษทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา และ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. ๒๕๕๓ ดังกล่าวแล้ว  
ทั้งนี้ ก็เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว รวมถึง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Right of the Child = CRC) ซึ่งเป็น” สิทธิสากล” (Universal Rights) และเป็น “ สิทธิเด็ดขาด” (Absolute Rights) ซึ่งมีหลักการ” มุ่งแก้ไขมากกว่าการลงโทษ” มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชน
สำหรับกรณี เด็ก ๑๔ ปีก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงในห้างพารากอนดังกล่าว ยังมีประเด็นที่จะพิจารณาเรื่อง “ขณะกระทำผิดมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนหรือไม่” ด้วย 
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๕
ผู้ใด กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือ จิตฟั่นเฟือน ผู้นั้น “ไม่ต้องรับโทษ” สำหรับความผิดนั้น
แต่ถ้า ผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้น ต้องรับโทษ สำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
จะเห็นได้ว่า เด็ก ๑๔ ปี ใช้อาวุธปืนยิงในห้างพารากอนจนมีผู้เสียชีวิต นอกจาก เด็ก ๑๔ ปีจะยังไม่ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๔ แล้ว ยังอาจไม่ต้องรับโทษตามมาตรา ๖๕ หากได้ความว่า เด็ก ๑๔ ปี กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ศาลอาจกำหนดมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๗๔ หรือ อาจใช้ วิธีการตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๓๒ แทนการมีคำพิพากษา
ถึงเวลาหรือยังที่จะทบทวนเรื่อง “ เด็กกระทำผิด” ?
หากจะมองในแง่การคุ้มครองเด็กก็เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวคุ้มครองเด็กกระทำผิด
แต่หากจะมองใน “ฝ่ายผู้สูญเสีย/ผู้เสียหาย” ในหลายคดีที่เด็กกระทำผิด เช่นไปฆ่าเขาตาย ใช้อาวุธปืน ใช้อาวุธมีดแทงเขาตาย หรือ ไปข่มขืนผู้หญิง ( รวมถึงเด็ก และผู้อ่อนแอกว่า) เกิดความสูญเสีย เกิดความเสียหายที่ยากจะแก้ไข ยากจะเยียวยา ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้ แต่เด็กกลับไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษเพียงส่งตัวไปสถานพินิจ ไปฝึกและอบรม เทียบไม่ได้กับความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดแก่ผู้เสียหาย 
หากคุ้มครองเด็ก มากเกินไป ผู้เสียหายย่อมถูกกระทบสิทธิมากเท่านั้น
แต่ถ้าคุ้มครองเด็กน้อยไป ก็อาจส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่จะเติบโตไปในอนาคต
การรักษาดุลภาคระหว่าง “ การคุ้มครองเด็ก” กับ “ การแก้ไขเยียวยาผู้เสียหาย” จึงเป็นประเด็นที่ผู้เขียนได้เคยนำเสนอผ่าน “ รายงานการศึกษาอิสระ เรื่อง ดุลพินิจกำหนดโทษเด็กและเยาวชน” เสนอต่อ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ( คณะนิติศาสตร์ การศึกษาระดับมหาบัณฑิต) ปีการศึกษา ๒๕๔๕ โดยนำเสนอ “ หลักการกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” มาแก้ปัญหา 

“ จำเลยรู้สำนึกในการกระทำผิดพร้อมจะแก้ไขการกระทำผิด/ ผู้เสียหายยินยอมและให้อภัย/ สังคมชุมชนเข้ามาช่วยควบคุมการแก้ไขความประพฤติ”

“ หลักสัดส่วน” ( ความรุนแรงในการกระทำผิด กับ หลักการเยียวยา ต้องได้สัดส่วน) และศาลต้องไม่ถูกจำกัด “ดุลพินิจกำหนดโทษเด็กและเยาวชน”

  • นายวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
    อัยการศาลสูงจังหวัดสมุทรปราการ
    อดีต รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม (คนที่สอง) ในคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร

ADVERTISEMENT

รมว.ยุติธรรม เร่งกรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาเหยื่อกราดยิงที่สยามพารากอน

รมว.ยุติธรรม เร่งกรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาเหยื่อกราดยิงที่สยามพารากอน

รมว.ยุติธรรม เร่งกรมคุ้มครองสิทธิฯ เยียวยาเหยื่อกราดยิงที่สยามพารากอน วอนสังคมหยุดเผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนตัวผู้ต้องหา

จากกรณีเหตุระทึกยิงกลางห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ในช่วงเย็นของวันที่ 3 ตุลาคม 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย โดยผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนอายุ 14 ปี นั้น พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัว ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นับเป็นการกระทำที่รุนแรงและสะเทือนขวัญของสังคม อีกทั้งผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนด้วย จึงได้สั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ อย่างรวดเร็ว

สำหรับการช่วยเหลือการเยียวยา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 นั้น กรณีเสียชีวิต มีสิทธิได้รับ(1) ค่าตอบแทนกรณีถึงแก่ชีวิต 100,000 บาท (2) ค่าจัดการศพ 20,000 บาท (3) ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู 40,000 บาท (4) ค่าเสียหายอื่น 40,000 บาท ทั้งนี้ เนื่องกรณีดังกล่าว เป็นคดีอุจฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ สาธารณชน สามารถจ่ายสูงสุดตามกฎหมาย รวม 200,000 บาท ส่วนกรณีบาดเจ็บ มีสิทธิได้รับ (1) ค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 40,000 บาท(2) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ร่างกายและจิตใจ ไม่เกิน 20,000 บาท (3) ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่เกิน 1 ปี ในกทม. วันละ 353 บาท (4) ค่าตอบแทนความเสียหายอื่น ไม่เกิน 50,000 บาท โดยการจ่ายค่าตอบแทนฯ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจในการพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งกระทรวงยุติธรรม จะเร่งดำเนินการให้การช่วยเหลือเยียวยาและการช่วยเหลือในด้านอื่นๆ อย่างเร็วที่สุด โดยการช่วยเหลือเยียวยาตามกฏหมายนี้ จะให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของทุกคนที่ประสบเหตุในประเทศไทย ไม่เลือกปฏิบัติ

รมว.ยธ. เน้นย้ำว่า แม้ว่าผู้ต้องหาในคดีนี้ จะได้ก่อเหตุรุนแรงก็ตาม แต่เนื่องจากยังเป็นเยาวชน ดังนั้น จึงขอวอนสื่อมวลชนใช้ความระมัดระวังในการทำข่าว และเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กและข้อมูลส่วนบุคคล จึงขอวอนสังคม ไม่เผยแพร่ภาพบัตรประชาชนหรือรูปภาพของเยาวชนผู้ก่อเหตุ ส่วนในการสอบสวนเยาวชนที่ก่อเหตุนั้น จะต้องมีทีมสหวิชาชีพเข้าร่วมสอบปากคำด้วย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล 

ADVERTISEMENT

“กองทัพเรือ เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน”

“กองทัพเรือ เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน”

“กองทัพเรือ เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน”

วันที่ 3 กันยายน 2566 เวลา 14.00 น. พลเรือเอก วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง เสนาธิการทหารเรือ / เสนาธิการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการเกิดอุทกภัย และจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการรับฟังการบรรยายสรุป ตรวจความพร้อมด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ ในการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย ของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยฐานทัพเรือกรุงเทพ และความพร้อมของหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ กรมอู่ทหารเรือ ณ ฐานทัพเรือกรุงเทพ ถ. อรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช และพื้นที่เสี่ยงชุมชนดุสิตนิมิตใหม่ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

จากสถาการณ์ที่มีฝนฟ้าคะนองกระจายในพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมขังหลายบริเวณ เสนาธิการทหารเรือ / เสนาธิการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ จึงกรุณามีดำริให้ตรวจสอบความพร้อมของหน่วยในการให้การช่วยเหลือประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์ โดยได้ตรวจเยี่ยมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ากองทัพเรือจะอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ และหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือประชาชนจากเหตุอุทกภัยและวาตภัย ในพื้นที่รับผิดชอบได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุ ทั้งนี้สภาพอากาศในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ประเทศไทยจะมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองกระจายเป็นแห่ง ๆ กับมีฝนตกหนักเป็นบางแห่ง ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นและอาจล้นเขื่อนแนวป้องกัน รวมทั้งทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ โดยประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน สามารถแจ้งเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากกองทัพเรือ ได้ที่สายด่วนศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ 1696 ตลอด 24 ชั่วโมง

ADVERTISEMENT

ทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เน้นย้ำความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองประเทศไทย-อิหร่าน

ทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เน้นย้ำความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองประเทศไทย-อิหร่าน

ผู้สื่อข่าว รายงานจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ณ จังหวัดเชียงรายว่า นายซัยยิด เรซา โนบัคตี (H.E.Mr. Seyed Reza Nobakhti)เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้ส่งผู้แทนสถานทูตฯเข้าร่วมในงาน 25 ปีแห่งสถาปนามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีบรรดาทุตานุทูต เจ้าหน้าที่การทูตต่างประเทศ ข้าราชการ อาจารย์และนักศึกษา จำนวนหนึ่ง เข้าร่วมด้วย

ในงานนี้ นายมุรเตซา ซุลทานี ผู้ชำนาญการฝ่ายการเมืองและวัฒนธรรมประจำสถานทูตอิหร่าน เป็นผู้แทน นายซัยยิด เรซา โนบัคตี เอกอัครราชทูตอิหร่าน อ่านสาสน์ของทูตอิหร่าน ซึ่งในสาส์นดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ทางมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและอิหร่าน 400 กว่าปี พร้อมทั้งเชิญชวนให้มีความร่วมมือกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยทั้งสองประเทศไทย-อิหร่าน

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เริ่มต้นมาจากการเดินทางมายังประเทศไทยของเฉกอะหมัด กุมมี ที่กรุงศรีอยุธยา เมืองหลวงประเทศไทยในสมัยนั้น จนกระทั่งมีการขยายความสัมพันธ์มากยิ่งขึ้นในปัจจุบันนี้

เฉกอะหมัด เดินทางยังกรุงศรีอยุธา ในปี 1605 หลังจากนั้นเขาก็สามารถกลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงในราชสำนักของกษัตริย์ เนื่องจากการบริหารจัดการและไหวพริบของเขา และเขาเข้ารับราชการที่กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของกษัตริย์ 6 พระองค์และดำรงตำแหน่งต่างๆ อีกด้วย เนื่องจากเขาได้รับความไว้วางใจ

เฉกอะหมัด ยังได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ให้ดำรงตำแหน่ง ชัยคุลอิสลามคนแรกของราชอาณาจักรไทย โดยมีหน้าที่ในการเป็นผู้นำชาวมุสลิมและดูแลกิจการของชาวมุสลิมในประเทศ

ในสมัยของเฉกอะหมัด ข้าราชบริพารและขนบธรรมเนียมของพวกเขาได้รับอิทธิพลจากชาวอิหร่าน กษัตริย์แห่งสยามได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอิหร่านในการแต่งกาย การรับประทานอาหาร และรูปแบบสถาปัตยกรรม และชาวอิหร่านเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์เป็นประจำ

เฉกอะหมัด สมรสกับสตรีคนหนึ่งในราชวงศ์อยุธยา และผลของการแต่งงานครั้งนี้ คือลู กชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน ปัจจุบันลูกหลานของเขากลายเป็นครอบครัวไทยที่มีชื่อเสียงทั้งสองครอบครัว คือ ตระกูลอะหมัดจุฬา และบุนนาค

เฉกอะหมัด เสียชีวิตในปี 1631 ขณะที่มีอายุ 88 ปี และหลุมฝังศพของเขา ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมอิสลาม-อิหร่าน ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ห่างกรุงเทพประมาณ 80 กิโลเมตร 

ADVERTISEMENT

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วยบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด จัดแถลงข่าว เปิดตัวรายการพิเศษ “เสน่ห์ไทย”

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วยบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด จัดแถลงข่าว เปิดตัวรายการพิเศษ “เสน่ห์ไทย”

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วยบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด จัดแถลงข่าว เปิดตัวรายการพิเศษ “เสน่ห์ไทย”
“Thailand Soft Power พลังแห่งการสร้างสรรค์ เสน่ห์ไทย ครองใจโลก”
มีสื่อมวลชน และข้าราชการพร้อมทั้งแขกผู้มีเกียรติให้ความสนใจร่วมงานจำนวนมาก
โดย รายการ “เสน่ห์ไทย” จะเริ่มออกอากาศ
ใน วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566 นี้ เป็นตอนแรก ทางช่อง JKN 18 และ ทาง YouTube

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566 ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ร้อยโท ดร. ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ รองผู้จัดการ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเปิดงาน “เสน่ห์ไทย” ครองใจโลก
จากนั้น ดร. เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ขึ้นกล่าว Special Talk ในหัวข้อ Thailand Soft Power พลังแห่งการสร้างสรรค์ เสน่ห์ไทยครองใจโลก
และหลังจากนั้น 3 พิธีกรอารมณ์ดี ชื่อดัง
กนก รัตน์วงศ์สกุล ธีระ ธัญไพบูลย์ และ สันติสุข มะโรงศรีได้ร่วมกันกล่าวถึง เสน่ห์เมืองไทย ในรูปแบบรายการวาไรตี้ เพื่อ ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ทั่วประเทศไทย เป็นการเปิดมุมมองเสน่ห์เมืองไทย 6 เรื่องราว 6 ตอนพิเศษ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการรับรู้ในการสร้างมูลค่าเชิงวัฒนธรรมเกี่ยวกับ Soft Power ของเมืองไทย

ภายใต้แนวความคิด Thailand Soft Power เสน่ห์ไทยครองใจโลก ซึ่งมี 6 ตอนโดย
ตอนที่ 1 ทุเรียนเสน่ห์ผลไม้ไทย ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566
เป็นตอนแรก

ตอนที่ 2 นวดแผนไทย เสน่ห์แพทย์ทางเลือก ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2566

ตอนที่ 3 Street Food เสน่ห์ครัวไทย ครองใจโลก
ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2566

ตอนที่ 4 ฟ้าทะลายโจร เสน่ห์สมุนไพรไทย ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2566

ตอนที่ 5 เรือนไทย เสน่ห์ไทยสถาปัตย์ ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2566

ตอนที่ 6 ถนนคนเดิน เสน่ห์ชุมชนวิถีไทย ออกอากาศ
วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2566

ซึ่งในงานแถลงข่าวครั้งนี้ได้มีการนำ ผลไม้ไทย แปรรูป อาทิเช่น ทุเรียนอบ, ลาบทุเรียน, ช็อกโกแลตทุเรียน, ทุเรียนสด, ทุเรียนเสียบไม้แช่แข็ง, ฯลฯ เพื่อให้เห็น ถึงการประยุกต์ ผลิตภัณฑ์ ทุเรียน ในรูปแบบใหม่ๆ โดยผู้ที่มาร่วมงานและสื่อมวลชนได้ร่วมชิม “ทุเรียน ราชาผลไม้ของไทย”ด้วยความอร่อย และชื่นชม ในไอเดียใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ สู่ระดับสากลอย่างน่าทึ่ง ด้านเสน่ห์ครัวไทย ก็มีการนำขนมไทย ของหวานนานาชนิด ที่พิถีพิถันในขั้นตอนการทำมีภาพลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อร่อยแบบไทยไทย พร้อมทั้งมีน้ำสมุนไพร มากคุณประโยชน์ อาทิเช่นน้ำอัญชันมะนาว, น้ำใบบัวบก, น้ำตะไคร้, มาให้ชมและลิ้มลองได้สดชื่นฯ กันอย่างทั่วถึง

ส่วนประเภทอาหารที่ขึ้นชื่อของบ้านเรา ที่คนทั่วโลก
รู้จักในนาม “สตรีทฟู้ด”
ก็นำมาโชว์และให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ชิม โดยยก ร้าน ก่วงเฮง ร้านข้าวมันไก่ชื่อดัง
ที่มีทั้ง ข้าวมันไก่ (น้ำจิ้มรสเด็ด) และ กระเพาะปลา มาเสิร์ฟความอิ่มอร่อยกันถึงที่

นอกจากนี้ยังมีซุ้มเสน่ห์แพทย์ทางเลือก โดยเป็นการสาธิตและนวดกันจริงๆ
จาก โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพน
ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ผ่อนคลายและสัมผัสถึงมรดก วัฒนธรรมทางภูมิปัญญา
ของไทย ที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ชาวต่างชาติล้วนพูดถึง และมาเมืองไทยเพื่อมา นวดแผนไทย เพื่อการ ผ่อนคลาย และบำบัด อาการต่างๆ อย่าง ขึ้นชื่อ ซึ่งเป็นเสน่ห์ไทย ที่โด่งดังไปทั่วโลก

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยของเรา มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย ที่หลากหลายและเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า เสน่ห์ไทยจึงเป็น Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดึงดูดเงินตรา ต่างชาติ เข้ามายังประเทศไทยของเรา
สินค้าและ การบริการในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในทุกมิติทางวัฒนธรรม เสน่ห์ไทย จึงพร้อมแล้วที่จะพาทุกท่าน
ไปพบกับเสน่ห์แบบไทยๆที่ยิ่งดูแล้วจะยิ่งหลงรักเมืองไทยของเรามากกว่าเดิม
และจะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
ของคนไทยทุกคนมากขึ้น ทั้งยังส่งผลไปยังแนว ความคิด ของคนรุ่นหลังให้ร่วมกันสานต่อสิ่งดีๆ ที่มีประโยชน์เหล่านี้ และร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย ของเราทุกคน ให้ยังคงรุ่มรวยทางวัฒนธรรม และทรงอิทธิพลของโลก ได้ในอนาคต

ชยุต เมธาวิชิตชัย ประธาน ชมรม ผู้สื่อข่าวฯ โทรศัพท์ 061-9191-789 หนึ่งในผู้นำคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมงานในครั้งนี้ กล่าวว่า
สำหรับรายการ “เสน่ห์ไทย”
ทั้ง 6 ตอนพิเศษนี้
ออกอากาศทาง
ช่อง JKN 18
ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.55น.ถึง 11.45 น.ติดต่อกัน 6 ตอน
เริ่มตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566 นี้
โดยทุกท่านสามารถ รับชมย้อนหลังผ่านช่องทาง YouTube
ที่มี subtitle 2 ภาษา
ไทย จีน รวมทั้ง 6 ตอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ได้ที่ ประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจ
คุณ นันทพร 089-891-4891
ID Line : nannypemango

ADVERTISEMENT

นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ พร้อมคณะ ร่วมพิธีรดน้ำ ศพ คุณมานพ คำหอม ตำนานช่างภาพ แห่งช่อง 7 สี

นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ พร้อมคณะ ร่วมพิธีรดน้ำ ศพ คุณมานพ คำหอม ตำนานช่างภาพ แห่งช่อง 7 สี

นายสุรชัย วิเศษโสภา นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ พร้อมคณะ ร่วมพิธีรดน้ำ ศพ คุณมานพ คำหอม ตำนานช่างภาพ แห่งช่อง 7 สี โดยมี ป๋าอาทร จุลโรบล ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัทกรังด์ปรีซ์ International ร่วมในงานด้วย ณ ศาลา 6 วัดไผ่ตัน สะพานควาย พหลโยธิน

ADVERTISEMENT

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ เปิดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 5/2566

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ เปิดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 5/2566

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566 เวลา 14.00 น.  ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ชั้น 2 อาคารชาตรีโสภณพนิช เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

นายนคร วีระประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญคณะกรรมการบริหารสมาคมร่วมประชุมครั้งที่ 5/2566 โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล อุปนายกบริหาร และเลขาธิการ, นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ อุปนายกและประธานฝ่ายวิชาการ-สารสนเทศ, นายสันติ ชูขวัญทอง อุปนายกฝ่ายหารายได้, นางวันทนา วิริยะกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ, นายอนันต์ นิลมานนท์ นายทะเบียน, 

นายสมบัติ สวางควัฒน์ บรรณารักษ์, นายนำชัยชนะ ดีวิปฏิคมและสมาชิกสัมพันธ์, นายพิพัฒน์ นวสวัสดิ์ รองประธานวิเทศสัมพันธ์, น.ส.ปิยสุดา จันทรสุข ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์, นายภักดี วีระรัตน์ รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์, นายภากร ยังแจ่ม รองเลขาธิการ และได้เชิญนายโกวิฐ วัฒนกุล นักแสดงอาวุโส ร่วมเป็นคณะทำงานจัดงานใหญ่ของสมาคมฯ ปลายปีนี้

โดยมีวาระการประชุมดังนี้ วาระที่ 1 ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ,วาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 4/2566, วาระที่ 3 เรื่องสืบเนื่อง, วาระที่ 4 เรื่องเพื่อพิจารณา และวาระที่ 5 เรื่องอื่นๆ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0TMjSmVJWXF4r8KqtftNz4wg1mfPu4tcMhjDhsHEn9ssDmVHkv98opsZwgSdEJ39Ll&id=100063579673616&mibextid=Nif5oz

ADVERTISEMENT

“โทนี่ จา” Global Ambassador ของคนไทย ประกาศสร้างวัตถุมงคล “พรพระพรหม168”

“โทนี่ จา” Global Ambassador ของคนไทย ประกาศสร้างวัตถุมงคล “พรพระพรหม168”

พร้อมผลักดันเป็นซอฟท์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทย ให้ดังไกลไปทั่วโลก

“โทนี่ จา” หรือ “จาพนม ยีรัมย์” นักแสดงบู๊ชาวไทยที่ก้าวไกลโด่งดังระดับฮอลลีวู๊ด และกำลังมีผลงานระดับโลกเรี่องใหม่ ในภาพยนตร์ Expendables4 โคตรคนทีมมหากาฬ 4 ที่ทำเงินทั่วโลกไปมากถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยใช้ทุนสร้างกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย “โทนี่ จา” หรือ “จา พนม” ร่วมแสดงนำ ประชันบทบาทกับ เจสัน สเตแธม

และคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าตั้งแต่ พ.ศ.2546 เมื่อภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ประกาศศักดากับแฟนหนังทั่วโลก ชื่อของ โทนี่ จา หรือ จาพนม ยีรัมย์ กลายเป็นชื่อของ ราชานักบู๊ ที่ถือคติ แสดงจริง ไม่ใช้สตันแมน และไม่ใช้เทคนิคพิเศษ ทำให้ชื่อของ โทนี่ จา จากประเทศไทย เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก กระทั่ง จาพนม ยีรัมย์ กลายเป็นบุคคลที่คนไทยทั้งประเทศต่างพร้อมใจกันยกให้เขาเป็น Global Ambassador ตัวจริงของประเทศไทย ประกาศศักดาด้วยการนำศาสตร์มวยไทย ใส่คิวบู๊ที่ได้รับการฝึกฝนจากครูบาอาจารย์แบบทุ่มเท ทุ่มสุดตัว จนสร้างความทึ่งให้กับคนทั่วโลกในภาพยนตร์ทุกๆ เรื่องที่เขาแสดง นำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทยทั้งประเทศ

ล่าสุด..นับเป็นข่าวดีของคนไทย เมื่อ จาพนม นักแสดงระดับฮอลลีวู๊ด กลับไม่ลืมประเทศไทยบ้านเกิด จึงกลับมาในบทบาทใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในฐานะ ประธานการจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น “พรพระพรหม168” เพื่อผลักดันให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก โดยตั้งใจจะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน และสมทบทุนในการพัฒนา วัดนิเวศน์วัฒนาราม บ้านโคกสูง ต.บักได จ.สุรินทร์ ที่ขาดการพัฒนา ไม่มีพระอุโบสถที่ใช้ประกอบกิจกรรมทางศาสนา รวมถึงตั้งมั่นฟื้นฟูวิถีชีวิตในชุมชนบ้านเกิด ผลักดันให้สุรินทร์เป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเต็มกำลัง

“พรพระพรหม168” วัตถุมงคลที่ จาพนม ยีรัมย์ เป็นประธานในการจัดสร้างเป็นครั้งแรก เป็นผลงานพุทธศิลป์ที่งดงามด้วยท่วงท่าการร่ายรำ “ท่าปฐมเทพพนมพรหมสี่หน้า” ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์ รวมถึงวิชามวยไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ที่ทำให้ จาพนม ยีรัมย์ นำคุณธรรมประจำใจ ที่ว่าด้วยเรื่องของพรหมวิหาร 4 การประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตาและ อุเบกขา ทำให้เกิดเป็นวัตถุมงคลอันงดงามและล้ำค่าขึ้นมา พร้อมมุ่งมั่นในการสร้างวัตถุมงคลนี้ เพื่อต้องการเผยแพร่ วัฒนธรรม พุทธศิลป์ของไทยไปทั่วโลก มุ่งหวังสร้างเป็นซอฟท์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก

โดย จาพนม ยีรัมย์ กล่าวว่า “การที่ผมได้กลับมาทำงานครั้งนี้เป็นบทบาทใหม่ของผมมันเริ่มมาจากความชอบพระเครื่อง เครื่องรางของขลังเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เวลาเราไปต่างประเทศผมมักจะนำวัตถุมงคลจากประเทศไทยไปมอบให้เพื่อนๆนักแสดงหลายๆคนอย่าง วิน ดีเซล หรือเพื่อนๆ นักแสดงทั้งจากจีน ไต้หวัน เขา

ชอบกันมากๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจ ที่คิดจะสร้างวัตถุมงคลที่เป็นตัวแทนความศรัทธาของตนเองไปเผยแพร่ทั่วทุกมุมโลก เป็นการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม ในด้านพุทธศิลป์ของไทยให้ไปทั่วโลก ส่วนสำคัญที่ทำให้ผมระลึกถึงอยู่เสมอ นั่นคือเราอยู่ในสายงานอาชีพนักบู๊ ดังนั้นท่าปฐมเทพพนมพรหมสี่หน้า และวิชามวยไทย กระบี่กระบอง จะเป็นส่วนหนึ่งในงานของเรามาตลอด หลายครั้งในชีวิตของผม เวลาประสบปัญหาชีวิต บางครั้งที่ทำให้ขาดกำลังใจ ก็จะ ทำสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ นอบน้อมนึกถึงท้าวมหาพรหม ก็จะทำให้ได้รับแรงบันดาลใจรวมถึงพลังใจในการกลับเข้ามาสู้ใหม่ ทำให้เราก้าวข้ามปัญหา อุปสรรคขวากหนามได้ในทุกๆครั้ง และยังได้รับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตมากมาย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผม จึงต้องการเผยแพร่บารมีของท้าวมหาพรหมให้ถึงทุกๆคน

นอกจากนี้ในหนังที่เราเล่น ซึ่งจะเป็นหนังแอ็คชั่น ทำให้เราต้องใช้จิตวิญญาณอย่างมาก สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเราได้คือคำสอนของครูบาอาจารย์ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบิดา มารดา การที่ผมมาสร้างวัตถุมงคลนี้ ถือเป็นเหรียญแรกที่ผมทำ จะมีด้านพุทธศิลป์คือความสวยงาม ด้านพุทธคุณคือ ผมได้รวบรวมมวลสารจากทั่วทุกสารทิศที่ผมได้ไปกราบไหว้ครูบาอาจารย์มา ทั่วทุกภาคของประเทศไทย พร้อมทั้งได้รวมมวลสารเป็นพระผงจากหลากหลายสถานที่ ที่เรามาทำตรงนี้ก็เพื่อนำรายได้ไปบูรณะและพัฒนาวัดเพื่อให้เป็นสาธารณะ เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่จะดึงคนจากทั่วโลกและคนไทยให้มาเที่ยวที่นี่ และการสร้าง“พรพระพรหม168” ผมได้พี่ อุ๊ กรุงสยาม (คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์) ที่ได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่อง ที่มีประสบการณ์ในการนำความเจริญเข้าไปพัฒนาพื้นที่ด้วยการสร้างแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวจากการก่อสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ในหลายๆพื้นที่ เพื่อให้คนไทยได้ไปสักการะบูชา เป็นการดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว เพื่อนำไปพัฒนาวัด พัฒนาชุมชน เป็นการรวมพลังที่จะช่วยส่งเสริม และสร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ๆให้แก่คนในชุมชนที่ยังขาดแคลนมากๆ ผมถือว่าการที่เราสร้าง วัตถุมงคล “พรพระพรหม168” ครั้งนี้ นอกจากเรานำรายได้มาพัฒนาบ้านเกิดแล้ว ยังถือเป็นซอฟท์เพาเวอร์ทางวัฒนธรรมด้านพุทธศิลป์ให้ประเทศไทย ด้วยนะครับ” จาพนม กล่าว
การจัดสร้างวัตถุมงคลชุด “พรพระพรหม168” ในครั้งนี้ประกอบไปด้วย เหรียญโลหะ เหรียญหยก รูปหล่อลอยองค์ รูปลอยองค์เนื้อหยก พระผง วอลเปเปอร์ ผ้ายันต์ แผ่นทอง สติ๊กเกอร์ การ์ดสวดมนต์ โดยมีแนวคิด คือ พุทธศิลป์ ต้องสวยงามมีความหมายทางพุทธธรรม พิธีกรรมพุทธมนต์ต้องเข้มขลัง ก่อให้เกิดพุทธคุณเพื่อเป็นมงคลแก่ผู้ครอบครอง ด้วยมหามวลสาร 168 ชนิด ที่ทำการรวบรวมจากเกจิอาจารย์ และผู้มอบมวลสารมากมาย จึงทำให้เกิดพิธีมหาพุทธาภิเษกสุดยอดแห่งความมงคลในครั้งนี้ โดยโครงการจัดสร้างวัตถุมงคลชุด “พรพระพรหม168” ได้มีการจัดพิธีมหาพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยพิธีปลุกเสกจากเกจิอาจารย์ชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย 168 รูป ณ ปะรัมพิธี วัดขนอน ตำบลหนองน้ำส้ม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง เฟซบุ๊กเพจ pronphraphrom168 (พรพระพรหม168) หรือทาง อินสตาแกรม pronphraphrom168 เว็บไซต์ http://www.pronphraphrom168.com เว็บไซต์สำหรับสั่งซื้อ และประมูลสินค้า https://www.pronphraphrom168.shop Line OA : @phrom168

ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์
อุมา จงสิริวิทยา (น้อง) โทร.081-899-5395
สุรีรัตน์ ปานพรม (รัตน์) โทร.085-058-9777
วรเชษฐ์ ถมมา (หว่าหวา) โทร.062-3368252

ADVERTISEMENT

ททท. จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง

ททท. จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง

(Tourism Management Program for Executives: TME) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2566
บ่ายวันนี้ (27 กันยายน 2566) ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียดรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Tourism
Management Program for Executives: TME) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2566 ณ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน (Jim
Thompson Heritage Quarter ชั้น 2 ห้อง The Moonlight Hall)ในงานมีนส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าฯ ททท.นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดและนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หลักสูตร

การบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหลักสูตรที่ประศาสน์วิทยาการ องค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้กับผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจโรงแรม สมาคมการท่องเที่ยว และสื่อมวลชน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดการท่องเที่ยวสมัยใหม่ การสำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรฯ
นี้ นับว่าเป็นเกียรติและมีความสำคัญยิ่ง และหวังว่าผู้อบรมทุกท่านจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศระดับสากล อันจะช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต่อไปในอนาคตหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 4 นี้ ดำเนินการภายใต้ความต้องการของตลาด
โดยแบ่งหลักสูตรการฝึกอบรมออกเป็น 3 บทเรียน คือ ประกอบด้วย 3 ชุดวิชา ได้แก่ ชุดวิชาที่ 1: TECHNOLOGY (Harnessing Technology for Sustainable Tourism Management in Digital Age) ค้นพบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล ชุดวิชาที่ 2 : MANAGEMENT (Developing Professional
Leadership & Management Skills for Sustainable Tourism Industry) พัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำและนักบริหารการ

ท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนงสู่ความยั่งยืน ชุดวิซาที่ 3: ExPERIENCE (Create Meaningful Travel Experiences through Innovation for Sustainable Tourism) ออกแบบและพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่
หลากหลายสู่ความก้าวหน้าที่ทันสมัยและยั่งยืน อีกทั้งยังมีการศึกษาดูงานนอกสถานที่ จำนวน 3 ครั้ง ประกอบด้วย สาธารณรัฐเกาหลี จังหวัดระยอง และจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ผู้เข้ารับการอบรมยังได้สัมผัสประสบการณ์จริงจากการ ลงพื้นที่เยี่ยมชมหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สามพราน, ทรู ดิจิทัล พาร์ค, และเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนในกรุงเทพมหานคร อีกทั้ง ผู้
อบรมยังได้มีโอกาสนำเสนอแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจากเนื้อหาและองค์ความรู้ที่ได้อบรมมาตลอดทั้งหลักสูตร โดย แผน
ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของผู้อบรมจะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ททท. ต่อไปด้วย

ADVERTISEMENT