คนตลาดอำนาจเจริญผวากิ่งไม้ขนาดใหญ่หวั่นฝนตกลมกระโชแรงหักโค่น

ฟ้องด้วยภาพ “เป็นภัยอันตราย”ชาวตลาดอำนาจเจริญต่างหวาดผวากิ่งไม้ขนาดใหญ่เมื่อมีฝนตกและลมกรรโชกแรงโค่นอันตรายต่อประชาชน

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวได้รับ การร้องทุกข์ จากพี่น้องประชาชนชาวอำนาจเจริญ ว่า ต้นไม้ เป็นต้นจามจุรีขนาดใหญ่ ที่ ยืนต้นตระการตาอยู่บนถนนข้างตลาด ตอน เช้าของตลาดเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ว่าไม่รู้ วันดีคืนดีวันไหน กิ่งก้านสาขาขนาดใหญ่ จะหักหรือลำตนจะโค้นล้มลงมา ขับรถยนต์หรือยานพาหะนะที่วิ่งผ่านไปผ่านมาและประชาชน ที่มาจับจ่ายซื้อหาอาหารในช่วงเช้าและช่วงเย็น วันไหนก็ไม่ทราบ ทำเอาเสียวสันหลังไปตามๆกัน

โดยเฉพาะวันไหน มีฝนตกลมแรง ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ที่ตลาดสดวันนี้ ต่างมีความ กังวลไปตามๆกันว่า ต้นไม้กิ่งไม้ขนาดใหญ่นี้ จะโค่นหัก มาทำอันตรายรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาหรือรายยานพาหนะต่างๆทีรวิ่งผ่านไปมา และประชาชนที่สัญจรไปมา ในช่วงเวลาอันเร่งด่วน จึงร้อนผ่านสื่อ ไปยังผู้เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบในความปลอดภัยของประชาชน ช่วยมาตัดทอน โค่นล้มให้หายไปจาก ถนน เส้นดังกล่าว นี้ด้วย

ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัย ของประชาชน ที่ใช้ยานพาหนะผ่านเส้นทางนี้ และบรรดาประชาชนที่มาจับจ่าย ใช้สอยซื้ออาหารการกินในช่วงเช้าและเย็น ด้วยเถอะ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

ภาพข่าว -ทิพากร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

TQM ฟันกำไรปี’ 68 ทะลุ 784ล้าน มั่นใจปี’69 เดินหน้ากลยุทธ์ เพิ่มอัตราอายุ-พัฒนาลูกค้า

บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQM รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยมีกำไรสุทธิ 784 ล้านบาท และสร้างเบี้ยประกันภัยรวมกว่า 20,000 ล้านบาท แรงหนุนสำคัญมาจากการปรับกลยุทธ์สู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI อย่างเป็นรูปธรรมในไตรมาส 4 ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขาย การบริหารต้นทุน และการให้บริการลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ

จากผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่แข็งแกร่งดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300 ล้านบาท จำนวนหุ้นที่ซื้อคืนไม่เกิน 20 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 3.37% ของทุนเรียกชำระแล้ว โดยกำหนดซื้อคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การซื้อหุ้นคืนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของกลุ่มบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งนักลงทุนและองค์กร พร้อมทั้งช่วยสะท้อนมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นในตลาด

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาล 0.50 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวม 1.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 656.26 ล้านบาท สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 พิจารณานำเสนอแต่งตั้งนายวรภัทร ชวนะนิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการบริหารธุรกิจ ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านธรรมาภิบาลและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท เพื่อขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นต่อไป

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ปี 2568 เผชิญความผันผวนเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ TQM ยังเติบโตต่อเนื่อง จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมพันธมิตรบริษัทประกันภัยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครอบคลุม หนุนรายได้ธุรกิจหลักเติบโตแบบ Organic โดยปี 2568 มีรายได้รวม 3,950 ล้านบาท ปี 2569 บริษัทวาง 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management) การขับเคลื่อนองค์กรด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร (People Development) เพื่อเพิ่มอัตราต่ออายุกรมธรรม์ ขยายการถือครองผลิตภัณฑ์ต่อราย และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างการเติบโตมั่นคงระยะยาว”

ด้าน ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เสริมว่า “วันนี้เราเดินหน้าสู่การเป็น Data-Driven Organization อย่างเต็มรูปแบบ นำ Big Data และ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อออกแบบข้อเสนอที่เหมาะสมและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์แบบ Real-Time ครอบคลุมการตลาด การดูแลลูกค้า และการบริหารความเสี่ยง ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเชื่อมข้อมูลทุกช่องทางสู่บริการแบบ 360 องศา การใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่แม่นยำและยั่งยืน พร้อมผลักดัน TQM สู่ผู้นำธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตของประเทศ”

ในปีเดียวกัน TQM คว้า 3 รางวัลจากเวที SET Awards 2025 กลุ่ม Business Excellence สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 10,000–30,000 ล้านบาท ได้แก่ Best Company Performance Awards, Outstanding Company Performance Awards และ Outstanding CEO Awards จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ วารสารการเงินธนาคาร เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น บริหารจัดการเป็นเลิศ และผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ สะท้อนศักยภาพและมาตรฐานระดับแนวหน้าของตลาดทุนไทย

ศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์ “ยิม เลียก-เบน สมิธ-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน” ระหว่างพิจารณาคดี กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท

ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน”ยิม เลียก-เบน สมิธ-เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน” ระหว่างพิจารณาคดี กว่า 1.3 หมื่นล้านบาทไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณา คดีฉ้อโกงประชาชน ขบวนการสแกมเมอร์ มูลค่ากว่า 13,074 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. แถลงว่า ตามที่ คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 11 ก.พ.69 ให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สิน
ที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และต่อมา วันที่ 17 ก.พ.69 นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้มอบหมายให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีสำคัญ 4 รายคดี รวมมูลค่า ประมาณ 13,074 ล้านบาท นั้น

ปัจจุบัน พนักงานอัยการได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีสำคัญ 4 รายคดีดังกล่าวแล้ว โดยศาลแพ่งพิเคราะห์พยานหลักฐานของพนักงานอัยการในชั้นไต่สวนแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย หรือยักย้ายไปเสียซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด 
ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยให้เลขาธิการ ปปง. เป็นผู้ดำเนินการยึดหรืออายัด เก็บรักษาทรัพย์สิน ตลอดจนมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบรายละเอียด ดังนี้

1. รายคดี น.ส.แตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM (ยิม เลียก) นางวิรินยา , MR.SMITH BEN (เบน สมิธ) และ น.ส.แคทรียา กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569 โดยเมื่อวันที่ 26 ก.พ.69 มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สินที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท

2. รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 25/2569 โดยเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สิน ที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 345 ล้านบาท

3. รายคดี นายก๊ก อาน กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 29/2569 โดยเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 
มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สิน ที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 560 ล้านบาท

4. รายคดี นายเอื้ออังกูร กับพวก ศาลแพ่งรับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 20/2569 โดยเมื่อวันที่ 24 ก.พ.69 มีหมายแจ้งคำสั่ง ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สินที่สำนักงาน ปปง. ส่งให้พนักงานอัยการฯ รวมมูลค่าประมาณ 46 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากทรัพย์สินที่ศาลได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดไว้ชั่วคราวใน 4 รายคดีดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ หรือหากเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการ เช่น รถยนต์ หรือเรือยอร์ช เลขาธิการ ปปง. อาจสั่งให้นำทรัพย์สินประเภทดังกล่าวออกขายทอดตลาดและเก็บรักษาไว้เป็นเงินแทนได้ ตามมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

อนึ่ง ในรายคดีดังกล่าว หากมีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลนำเงินหรือทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าว มาคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

ยิ่งใหญ่!สืบสานประเพณี “สู่ขวัญข้าวตำบลนนทรี”ส่งเสริมท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ

ปราจีนบุรี–ค่ำคืนแห่งความสุดคึกคัก! อบต.นนทรีจัดสืบสานงานสู่ขวัญข้าวตำบลนนทรี “Nice rise”2569 ยิ่งใหญ่!  ส่งเสริมการท่องเที่ยวพักผ่อนกระตุ้นเศรษฐกิจ   ชม ชิม ช้อปสินค้า ตลาดนัดชุมชน/สินค้า OTOP   สตรีทฟู้ด   พร้อมชมคอนเสิร์ตท่ามกลางประชาชนหนุ่มสาวโรงงานย่านเครือสหพัฒน์หลังเลิกงาน  นทท. จำนวนมากกว่า 500 คน

เมื่อเวลา 20.50 น.วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ที่ลานกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี (อบต.) อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี  นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานสู่ขวัญข้าวตำบลนนทรี “Nice rise” ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๙  พร้อมด้วยนายชนาธิป 

โคกมณี นายสัญญา  นามี 2 รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี  โดยมีนายธรรมรัฏฐ์ งามแสง นายอำเภอกบินทร์บุรี ดร.สฤษดิ์ บุตรเนียร ส.ส.ปราจีนบุรี เขต3 พรรคภูมิใจไทย ร่วมเป็นเกียรติ นายสมบูรณ์ พิณทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี (อบต.) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการ จัดงาน พร้อมดัวย ส.ต.ต.ณรงค์สิทธิ์ รังสี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี(อบต.) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี(ส.อบต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักเรียน ประชาชนหนุ่มสาวโรงงานย่านเครือสหพัฒน์ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทคกบินทร์  เขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี หลังเลิกงาน  นทท. จำนวนมากกว่า 500 คน

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสืบสานรักษา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตในชุมชน อันน่ามา ซึ่งความรัก ความสามัคคี ความเสียสละและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อรำลึกและแสดงถึงความกตัญกฏรู้คุณต่อข้าวและพระแม่แม่โพสพรวมทั้งศักยภาพของความสามัคคี พร้อมเพรียงในชุมชน   งานจัดในระหว่าง  วันที่ ๒๖-๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี

นายสมาน มณีสม หมอสู่ขวัญพื้นบ้าน

ก่อนพิธีเปิด   มีกิจกรรมในงานมีการจัดประกวดขบวนแห่สู่ขวัญข้าวตำบลนนทรี เป็นการรำลึกและแสดงถึงความกตัญญูรู้คุณต่อข้าวและพระแม่โพสพ เป็นคติความเชื่อที่สืบทอดกันมา  ขบวนแหสู่ขวัญข้าวที่สามารถสะท้อนแนวคิดความเชื่อ และสวยงาม สมบูรณ์แบบหลากหลาย  ในความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ให้ผู้ชมขบวนได้รับรู้เข้าใจ ไม่ว่าเป็นคติความเชื่อเกี่ยวกับ ประเพณีสู่ขวัญข้าว เรื่องราวความเป็นมาวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของชุมชน รวมตลอดถึงอุดมการณ์ ความมุ่งมั่นที่มี ต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฯลฯ

จากนั้นมีการแสดงรำบวงสรวงพระแม่โพสพ โดยนักเรียนโรงเรียนนนทรีวิทยาคม   พิธีสู่ขวัญข้าว โดย นายสมาน มณีสม หมอขวัญพื้นบ้าน   การแสดงคีตะมวยไทย โดยนักเรียนโรงเรียนอนุบาลกบินทร์บุรี การแสดง ฟ้อนเจ้าเฮือนหญิงถวายพรชัย โดย สภาวัฒนธรรมร่วมกับกลุ่มสตรี พัฒนาตำบลนนทวี    การแสดงชุดที่ 2 เสียงจากสาวลาว โดย สภาวัฒนธรรมร่วมกับกลุ่มสตรีพัฒนาตำบล นนทรี พร้อมในงานมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวพักผ่อนกระตุ้นเศรษฐกิจ   ชม ชิม ช้อปสินค้า ตลาดนัดชุมชน/สินค้า OTOP   สตรีทฟู้ด   พร้อมชมคอนเสิร์ต วงลัคกี้วาไรตี้สร้างความบันเทิงด้วย

นายสมาน มณีสม หมอสู่ขวัญพื้นบ้าน   กล่าวว่า  พิธีสู่ขวัญข้าว (ทำขวัญข้าว) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแสดงความกตัญญูต่อ แม่โพสพ (เทพธิดาแห่งข้าว) ที่ช่วยให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ โดยเป็นการขอขมาที่ได้ล่วงเกินแม่โพสพจากการทำนา เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ และเรียกขวัญข้าวให้สถิตอยู่คู่ยุ้งฉางเพื่อให้ปีต่อไปทำนาได้ผลผลิตดี

จัดขึ้นหลังจากที่เอาข้าวขึ้นยุ้งแล้ว เพื่อกล่อมขวัญแม่โพสพให้อยู่เหย้าเฝ้ายุ้ง อย่าตื่นตกใจหนีไปอยู่ป่าอยู่เขา และเพื่อขอขมาลาโทษที่ได้ล่วงเกินแม่โพสพ เช่น นวด ตำ ถอน หว่าน ปักดำ เก็บเกี่ยว หาบคอนซึ่งถือเป็นการล่วงเกิน  สร้างความเป็นสิริมงคล: เป็นการทำบุญเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ให้ผลผลิตในปีถัดไปดียิ่งขึ้น   และ  บำรุงขวัญชาวนา: สร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรหลังจากตรากตรำทำงานหนัก  นายสมานกล่าว

โดย… มานิตย์ สนับบุญ- ข่าว/ณัฐนันท์-ศุภมิตร – ภาพ/ปราจีนบุรี ###

กรมอุทยานฯเผยตรวจพบ “พลายด้วน”เป็นฝี ไม่ใช่ขยะพลาสติก เตรียมให้ยาต่อเนื่อง

ปราจีนบุรี – กรมอุทยานฯ แจงความคืบหน้าการรักษา “พลายด้วน”  พบเป็นฝี ไม่ใช่ขยะพลาสติก เตรียมให้ยาจำนวน 20 เม็ดต่อวันต่อเนื่อง

ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแจ้งว่า    นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผย ถึงกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจและเป็นห่วงช้างป่า “พลายด้วน”  ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าถ่ายออกมาเป็นถุงพลาสติก ว่ากรมอุทยานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว และได้สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สบอ.1) ปราจีนบุรี เร่งติดตามอาการของช้างป่าตัวนี้อย่างใกล้ชิด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สบอ.1ปราจีนบุรี ) ได้รายงานความคืบหน้าว่า น.สพ.นราธิป วรวัฒนธรรม สัตวแพทย์ประจำส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สบอ.1 (ปราจีนบุรี) ได้เข้าติดตามอาการของ “พลายด้วน”

และได้วินิจฉัยเบื้องต้นว่า บริเวณรูทวารของช้างป่าอาจเป็นฝี มีอาการบวมแดง และคาดว่าน่าจะเป็นแผลใต้รูทวาร ซึ่งฝีได้แตกออกแล้ว และสิ่งที่เห็นว่าไหลออกมานั้นไม่ใช่ขยะพลาสติกอย่างที่เข้าใจผิดกันไปก่อนหน้านี้ แต่อาจเป็นเศษหนองที่เกิดจากการอักเสบจากผลการวินิจฉัยดังกล่าว

สัตวแพทย์จึงได้จัดเตรียมแผนการรักษาเพื่อบรรเทาอาการและฟื้นฟูสุขภาพของ “พลายด้วน” โดยมีการให้ยาลดอักเสบ จำนวน 20 เม็ดต่อวัน ให้กินติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน ให้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) จำนวน 40 เม็ดต่อวัน ให้กินติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน

ทั้งนี้ ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่ด่านหมูสีให้ติดตามอาการของ “พลายด้วน” อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน และเน้นย้ำข้อควรปฏิบัติในการให้ยา โดยจำกัดจำนวนผู้ที่เข้าไปให้ยาให้น้อยที่สุด และขอความร่วมมือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องงดเข้าใกล้

เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างเกิดความหวาดระแวงและปฏิเสธการรับยา รวมถึงให้รายงานอาการของช้างป่าให้สัตวแพทย์ทราบโดยตรงแบบวันต่อวัน เพื่อประเมินผลการรักษาและปรับแผนการดูแลได้อย่างทันท่วงทีเบื้องต้น แผนการรักษาด้วยยาจะดำเนินไปเป็นเวลา 7 วัน หากอาการของช้างป่าไม่ดีขึ้นตามที่คาดไว้ อาจมีการพิจารณาเพิ่มปริมาณยา หรือวางแผนการเข้าทำการรักษาในรูปแบบอื่นต่อไป

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอให้ประชาชนคลายความกังวลใจและมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังดำเนินการดูแลและรักษา “พลายด้วน” อย่างเต็มที่และใกล้ชิด เพื่อให้ช้างป่าตัวนี้กลับมามีสุขภาพแข็งแรงโดยเร็วที่สุด และจะมีการรายงานความคืบหน้าให้สาธารณชนทราบเป็นระยะ

โดย… มานิตย์ สนับบุญ  / ปราจีนบุรี ###

“หนึ่งเดียวในโลก…ยักษ์คุอำนาจเจริญ”กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมท่องเที่ยวคึกคัก

อำนาจเจริญ เตรียมจัดใหญ่! งานประเพณีแห่ยักษ์คุ “หนึ่งเดียวในโลก…ยักษ์คุอำนาจเจริญ” ประจำปี 2569 ชวนสัมผัสตำนาน 6 – 8 มีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ที่ศาลาจตุรมุข เทศบาลตำบลชานุมาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการจัดแถลงข่าวโครงการส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว “งานประเพณีแห่ยักษ์คุจังหวัดอำนาจเจริญ หนึ่งเดียวในโลก…ยักษ์คุอำนาจเจริญ” ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยประกาศความพร้อมในการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด

นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในฐานะประธานการแถลงข่าว เปิดเผยว่า งานประเพณีแห่ยักษ์คุถือเป็นประเพณีสำคัญที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวในโลก และเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดอำนาจเจริญ ปีนี้จังหวัดได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งด้านสถานที่ ความปลอดภัย และกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ด้านนายอนุชา ปะทิรัมย์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 มีนาคม 2569 ตลอด 3 วันเต็ม โดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างความประทับใจ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดอำนาจเจริญอย่างใกล้ชิด

ขณะที่นายธวัชชัย ตระการกสิกิจ นายอำเภอชานุมาน เน้นย้ำถึงไฮไลท์สำคัญ คือ ขบวนแห่ยักษ์คุสุดยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งเป็นหัวใจของงาน พร้อมพลังความร่วมมือของชาวอำเภอชานุมานที่พร้อมใจกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

ด้านศิลปวัฒนธรรม นายวิสูตร ดวงสิมา วัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ เปิดเผยว่า ได้จัดเตรียมการแสดงแสง สี เสียง และการแสดงบนเวที ชุด “มนต์เสน่ห์ชานุมาน ฮอยตำนานยักษ์คุ” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตำนานยักษ์คุและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจแก่ผู้ชม

ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก นายชัยยงค์ ผ่องใส พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน และสินค้าทั่วไป เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ ชิม และสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างแท้จริง

สำหรับกิจกรรมภายในงานตลอด 3 วัน ประกอบด้วย
– กิจกรรมปั่นจักรยานชมเมือง “เล่าเรื่องชานุมาน” ครั้งที่ 13
– การแข่งขันตกปลาพื้นถิ่น
– การแข่งขันฟุตบอล 7 คน
– ชมขบวนแห่ยักษ์คุสุดอลังการ
– พิธีเปิดงานสุดยิ่งใหญ่
– การแสดงแสง สี เสียง ชุด “มนต์เสน่ห์ชานุมาน ฮอยตำนานยักษ์คุ”– การประกวดร้องเพลง และการประกวดธิดาชานุมาน
– การแสดงจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ชมฟรีตลอดงาน
– กิจกรรม “ช้อป ชม ชิม แชะ” สินค้า OTOP และของดีจากชุมชน
– จุดแลนด์มาร์คและมุมถ่ายภาพภายในงาน

จังหวัดอำนาจเจริญ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ สืบสานตำนาน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีแห่ยักษ์คุ “หนึ่งเดียวในโลก…ยักษ์คุอำนาจเจริญ” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 6 – 8 มีนาคม 2569 ณ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

แล้วพบกันที่ชานุมาน ร่วมกันสืบสานตำนานยักษ์คุให้ก้องไกลสู่สายตาชาวโลก

ภาพข่าว/ทิพกร   หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

“โมโตจีพี 2026” ได้ฤกษ์เปิดเทอมใหม่อย่างเป็นทางการที่ บุรีรัมย์

มาร์ค มาร์เกซ ยอดนักบิดสแปนิชแชมป์โลก 7 สมัย ควงคู่ อเล็กซ์ มาร์เกซ รองแชมป์โลก และ มาร์โก เบซเซ็คคี หนึ่งในตัวเต็งแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เปิดฉากศึกมอเตอร์สปอร์ตสองล้อเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง “โมโตจีพี 2026” ที่เข้าสู่โปรแกรม “พรีเรซ” ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ พร้อมการถ่ายภาพแห่งประวัติศาสตร์บันทึกทำเนียบนักบิดทุกรุ่น ก่อนดวลเดือดในรายการ “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” สุดสัปดาห์นี้

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2026 เตรียมเปิดฉากสนามแรกประเดิมฤดูกาลใหม่ในศึก “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายใต้การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

ล่าสุด ได้เข้าสู่โปรแกรม “พรีเรซ” ก่อนเข้าสู่การแข่งขันสนามแรก พร้อมกับการถ่ายภาพหมู่นักแข่งในแต่ละรุ่น นำโดย โมโตจีพี, โมโตทู และ โมโตทรี ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณการเปิดฤดูกาลใหม่อย่างแท้จริง รวมถึง โมโตโฟร์ เอเชีย คัพ ที่จะเปิดฉากสนามแรกในเมืองไทยด้วย

ความน่าตื่นเต้นของฤดูกาล 2026 คือการเป็นปีสุดท้ายที่จะใช้เครื่องยนต์ 1,000 ซีซี ซึ่งแต่ละทีมถือว่าเดินทางมาถึงจุดสูงสุดของการพัฒนารถแข่งในยุคปัจจุบัน ก่อนจะก้าวเข้าสู่กฎใหม่ภายใต้เครื่องยนต์ 850 ซีซี ในปี 2027

ขณะเดียวกัน ชาวไทยจะถือเป็นแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาติแรก ที่ได้ชมการดวลกันของรถแข่งใหม่เอี่ยมจากทุกค่ายในสนามแรกของฤดูกาล ซึ่งเปรียบเสมือนการ “คิกออฟ” ฤดูกาลใหม่ ที่ยังไม่มีใครรู้ว่านักบิดคนใดจะอยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบ

โดยในวันนี้ฝ่ายจัดการแข่งขันได้เปิดให้แฟนๆ จำนวนมาก เข้าสู่แกรนด์สแตนด์เพื่อสัมผัสบรรยากาศสดๆ ในสนามอย่างคับคั่ง ซึ่งนักแข่งทุกคนทั้งแจกลายเซ็นและถ่ายภาพร่วมกับแฟนๆ ด้วยรอยยิ้ม โดยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแฟนสองล้อชาวไทยน่ารักไม่แพ้ชาติไหนในโลก

ขณะที่งานแถลงข่าวในช่วงเย็น เป็นการสัมภาษณ์นักบิดตัวเต็งที่มีลุ้นแชมป์โลกในปีนี้ นำโดย มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลกพรีเมียร์คลาส 7 สมัยชาวสแปนิชจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม, อเล็กซ์ มาร์เกซ รองแชมป์โลกชาวสแปนิชจาก เกรซินี เรซซิ่ง รวมถึง มาร์โก เบซเซ็คคี นักบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง เจ้าของอันดับ 3 ของโลกในปีที่ผ่านมา และเป็นนักแข่งที่ทำเวลาเร็วที่สุดจากการทดสอบ “พรี-ซีซั่นเทสต์” ครั้งสุดท้ายเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

มาร์ค มาร์เกซ กล่าวว่า “ตอนนี้ผมรู้สึกดี มีพละกำลังมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ท้องเสียไป 2-3 วันในการทดสอบ โดยในวันสุดท้ายของการเทสต์ผมเริ่มรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ กับรถแข่ง นั่นทำให้เรามีความมั่นใจสำหรับฤดูกาลใหม่ แต่ก็ต้องดูว่ารถแข่งของเราอยู่ในระดับไหน จริงอยู่ที่ว่าเรารู้สึกดีขึ้น แต่ระดับของนักแข่งคนอื่นๆ ก็จะสูงขึ้นเช่นกัน”

เมื่อถามถึงคู่แข่งอย่าง อเล็กซ์ มาร์เกซ, มาร์โก เบซเซ็คคี และทีมเมทของเขาอย่าง ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า ที่ทำผลงานในการทดสอบได้ดี

มาร์เกซ อธิบายว่า “การลุ้นแชมป์โลกจะยากมากขึ้นในแต่ละปี โดยการทดสอบ พรี-ซีซั่น พวกเขาเร็วมาก มีนักแข่งที่เร็วกว่าผม 2-3 คน ผมต้องบอกว่า ผมใกล้เคียงพวกเขามากกว่า เราต้องมาดูกันเพราะการลุ้นแชมป์โลกยาวนานถึง 22 สนาม เพียงแค่สนามแรกไม่อาจบอกได้ว่าคุณจะคว้าแชมป์โลกหรือเสียแชมป์โลก แต่เราจะได้เห็นทิศทางต่างๆ ของฤดูกาลว่าจะออกมาแบบไหนในสนามต่อๆ ไป”

อเล็กซ์ มาร์เกซ เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่การทดสอบที่ เซปังฯ มาสู่ บุรีรัมย์ เราทำงานกันได้ดี และทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะพร้อมสำหรับสนามแรกที่ บุรีรัมย์ ดูเหมือนว่าปีนี้เราจะพร้อมมากกว่าเดิมหากเทียบกับปีที่ผ่านมา เราจะไม่เปลี่ยนความคิดในการทำงาน ซึ่งจะเน้นแบบเรซต่อเรซเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรอบคอบ”

มาร์โก เบซเซ็คคี กล่าวว่า “สิ่งที่ยากที่สุดของเราในช่วงพรี-ซีซั่นเทสต์คือ การทดลองชิ้นส่วนจำนวนมากที่ เซปังฯ ก่อนที่เราจะทำผลงานได้ดีใน บุรีรัมย์ เทสต์ แน่นอนว่าเราหวังที่จะสู้ในกลุ่มหน้า แต่เป้าหมายของผมในตอนนี้ คือเริ่มต้นฤดูกาลให้ดีกว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา หวังว่า ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ จะเป็นสุดสัปดาห์ที่ดีของเรา”

สำหรับผู้ชนะในศึก พีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ในปีที่ผ่านมาได้แก่ มาร์ค มาร์เกซ ซึ่งท้ายที่สุดเขาคว้าแชมป์โลกในปี 2025 มาครองได้สำเร็จ ขณะที่สถิติเวลาต่อรอบของ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ทำไว้โดย บันยาญ่า ในปี 2024 ด้วยเวลา 1 นาที 28.700 วินาที

ทั้งนี้ ศึก พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026 จะเข้าสู่โปรแกรมการซ้อมในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนจะจับเวลารอบควอลิฟายและแข่งขัน “สปรินต์เรซ” ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคมนี้ ถ่ายทอดสดทาง True4U ช่อง 24 และ แอพพลิเคชั่น ทรูวิชั่นส์นาว ช่อง SPOTV (689)

ตำรวจชัยภูมิปูพรมทลายเหมืองบิทคอยน์เถื่อน 3 จุด ยึดเครื่องกว่า 40 ตัว เสียหายหลายสิบล้าน

ชัยภูมิ – ตำรวจชัยภูมิสนธิเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชัยภูมิปูพรมทลายเหมืองบิทคอยน์เถื่อน 3 จุด ยึดเครื่องกว่า 40 ตัว คาดมูลค่าความเสียหายจากการใช้ไฟฟ้าประมาณ 12 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ต.สุจริต ปาณเล็ก ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ มอบหมายให้ พ.ต.อ.อานุภาพ ผิวอ่อน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชัยภูมิ และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชัยภูมิ ลงพื้นที่ตรวจสอบและเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด ในพื้นที่อำเภอเมือง หลังตรวจพบการใช้กระแสไฟฟ้าสูงผิดปกติ

จุดแรก บริเวณถนนนนทนาคร เป็นอาคารให้เช่าซึ่งมีผู้เช่าใช้พื้นที่นานกว่า 6 เดือน จากการขอหมายค้นและเข้าตรวจสอบ พบเครื่องขุดบิทคอยน์จำนวน 15 เครื่อง เปิดใช้งานต่อเนื่อง คาดมูลค่าความเสียหายจากการใช้ไฟฟ้าประมาณ 12 ล้านบาท

จุดที่สอง บริเวณปากทางเข้าองค์การบริหารส่วนตำบลนาฝาย เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นอาคารชั้น 2 พบเครื่องขุดบิทคอยน์อีก 15 เครื่อง โดยมีข้อมูลว่าผู้เช่าใช้พื้นที่มานานกว่า 3 ปี เบื้องต้นประเมินความเสียหายหลายสิบล้านบาท

จุดที่สาม อาคารพาณิชย์หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ พบเครื่องขุดบิทคอยน์จำนวน 18 เครื่อง ผู้เช่าใช้พื้นที่ประมาณ 4–5 เดือน ตรวจสอบค่าไฟฟ้าพบยอดใช้ไฟสูงกว่า 800,000 บาท

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หลังจากนี้จะตรวจสอบบุคคลผู้เช่าพื้นที่ทั้ง 3 จุด พร้อมขยายผลหาผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากรูปแบบการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและการดัดแปลงสายไฟมีลักษณะชำนาญเฉพาะทาง เบื้องต้นเตรียมดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์กระแสไฟฟ้า และความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร หากพบการนำเข้าอุปกรณ์โดยหลีกเลี่ยงขั้นตอนทางกฎหมาย

ทั้งนี้ คดีอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

มัฆวาน  วรรณกุล  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

มูลนิธิอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันดามันวางทุ่นผูกเรืออนุรักษ์ปะการังอ่าวมาหยา

มูลนิธิอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน จับมือ ๑๐ เครือข่ายวางทุนผูกเรืออ่าวมาหยา ฟื้นฟูอ่าวมาหยา–หมู่เกาะพีพี ด้าน อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี ระบุ การทิ้งสมอเรือเป็นการทำลายปะการังอย่างรุนแรง ต้องใช้เวลาฟื้นตัว 25-30 ปี

รวมใจรักษ์ทะเลอันดามัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว Save Maya, Save Pakarang

อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ร่วมกับ มูลนิธิอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน และภาคีเครือข่าย ร่วมทำกิจกรรมโครงการ “รวมใจรักษ์ทะเลอันดามัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว Save Maya, Save Pakarang” ณ บริเวณลานกิจกรรมหาดนพรัตน์ธารา โดยได้รับเกียรติจาก นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดโครงการ นายสำราญ สินธ์ทอง เลขาธิการมูลนิธิอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน กล่าวรายงาน และนายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน

ภายในงานจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้ง

เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมี นายจรัล ด้วงแป้น ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 นางสายสนิท พงศ์สุวรรณ เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ดร. จตุรงค์คงแก้วรองคณบดีเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมมหาลัยสงขลานคริ

นทร์วิทยาเขตภูเก็ต เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม

-กิจกรรมฐานการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ทะเล เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและเยาวชน 

-การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเป็นการสนองพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลไทย ให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่จังหวัดกระบี่

ในการนี้ นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม อย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

จากนั้นคณะผู้เข้าร่วมได้เดินทางไปยัง อ่าวมาหยา เพื่อร่วมกันดำเนินกิจกรรม
– ปลูกต้นไม้ฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง
-วางทุ่นเพื่อจัดระเบียบการท่องเที่ยวทางทะเล และลดผลกระทบต่อแนวปะการัง

ที่บริเวณ อ่าวมาหยา เกาะพีพีเล อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ นายสำราญ สินธ์ทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกรรมาธิการอนุกรรมาธิการ ทรัพยากรธรรมชาติทางบกวุฒิสภา เลขามูลนิธิอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน ได้ร่วมกับ ผู้อำนวยการดับเพลิงและกู้ภัย ท่าอากาศยานภูเก็ต

สำนักปฎิบัติการความยั่งยืนทางทะเล เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ผู้อำนวยการ ศรชล.จังหวัดกระบี่ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี และเครือข่าย วางทุนผูกเรือบริเวณหน้าอ่าวมาหยา ภายใต้กิจกรรม “รวมใจภักดิ์รักษ์ทะเลอันดามัน” เพื่อให้เรือที่นำนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมหาดมาหยาได้ผูกเรือกับทุน โดยไม่ทิ้งสมอเรือ เป็นการฟื้นฟูและรักษาปะการังใต้น้ำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน ถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และแนวทางของจังหวัดกระบี่ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ ท่องเที่ยวยั่งยืน ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ด้าน นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า การทิ้งสมอแทนการใช้ทุ่นผูกเรือ จะส่งผลทำให้ปะการังเสียหายอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง เพราะปะการังที่ตายไปจะกลับมาฟื้นฟูตัวให้แข็งแรงตามธรรมชาติ อาจใช้เวลา 25-30 ปี หากปะการังหายไปจะทำให้ทะเลเสียสมดุล สัตว์ทะเลหลายชนิดจะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพราะปะการังเป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และแหล่งอนุบาลสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล

#รวมใจรักษ์ทะเลอันดามัน #SaveMayaSavePakarang #อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี #Krabi #ทะเลไทยยั่งยืน
#สำงานอนุรักษ์ทะเลไทย
#ส่องธรรมชาติอันดามัน
#ซีพีร้อยเรียงความดี
# ศรชล ภาค3
#เพื่อทะเลไทยยั่งยืน #ซีพีอาสา

กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดตัวโครงการ “KTAXA Hearts and Health Park”ยกระดับพื้นที่สวนสาธารณะหลัก 3 แห่งกลางกรุงเทพมหานคร ส่งเสริมคนไทยสุภาพดีอย่างยั่งยืน ตอกย้ำผู้นำประกันชีวิตและสุขภาพ

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ในฐานะบริษัทประกันชีวิตและสุขภาพ ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน หรือ Green Insurer เปิดตัวโครงการ KTAXA Hearts and Health Park  เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการส่งเสริมสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สวนลุมพินี สวนวชิรเบญจทัศ และสวนเบญจกิตติ เพื่อยกระดับพื้นที่ออกกำลังกายและนันทนาการให้ครบครัน และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกวัย

คุณณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ KTAXA Hearts & Health Park เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่น และความตั้งใจของกรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต ในฐานะที่เป็นผู้นำได้ประกันชีวิต และสุขภาพ รวมถึงผู้นำด้าน Green Insurer หรือ บริษัทฯ ประกันชีวิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ต้องการเห็นคนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี เพราะการดูแลสุขภาพไม่ควรเริ่มต้นเฉพาะเมื่อเกิดความเสี่ยง แต่ควรเริ่มตั้งแต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพกายและใจที่ดีในทุก ๆ วัน โดยบทบาทของ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เราไม่ได้เพียงแค่การให้ความคุ้มครองด้านชีวิต และสุขภาพ แต่ยังมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสนับสนุนให้คนในสังคมมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อมั่นว่า เมื่อพื้นที่สุขภาพเข้าถึงได้ง่าย การออกกำลังกายจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และนำไปสู่สังคมที่มีสุขภาพดี แข็งแรง และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

โครงการ KTAXA Hearts & Health Park ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพลังความร่วมมือระหว่างกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต และกรุงเทพมหานคร ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง โดยกรุงเทพมหานครมีนโยบายสำคัญ ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายในเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงกิจกรรมทางกายได้อย่างทั่วถึง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพใจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน”

คุณบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เล็งเห็นความสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน เพราะเมื่อคุณเจ็บป่วย จะส่งผลไปยังสุขภาพใจด้วย นอกจากนั้นเมื่อต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษา ก็ย่อมส่งผลต่อสุขภาพทางการเงิน ดังนั้นการรักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินสามารถทำได้ง่าย โดยเริ่มจากตัวเราเอง ภายใต้แนวคิด Know You Can เราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพในการดูแลตัวเอง เพียงแค่ต้องมีพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเริ่มต้นอย่างเหมาะสม โครงการนี้จึงเป็นการสร้าง “พื้นที่สุขภาพ” ที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง และสามารถเริ่มต้นดูแลสุขภาพได้ด้วยตัวเอง

โดยบริษัทฯ ได้ปรับปรุง สนามฟุตซอลกลาง ณ สวนวชิรเบญจทัศ สร้างสนามมวย ณ สวนเบญจกิติ และ ลานสุขภาพ ณ สวนลุมพินี รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมนันทนาการ อาทิ เรือเป็ด เสื้อชูชีพ และร่มสนาม ที่จะกระจายไปยังสวนสาธารณะต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้สำหรับกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เราเล็งเห็นว่าการลงทุนในคุณภาพชีวิตของสังคม สอดคล้องกับบทบาทของบริษัทประกันชีวิต ที่ต้องการอยู่เคียงข้างผู้คน ไม่ใช่แค่ในวันที่ต้องการความคุ้มครอง แต่ในทุกช่วงของการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายสูงสุดของบริษัทฯ ที่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกัน ตลอดไป โดยบริษัทฯ มุ่งหวังว่า KTAXA Hearts & Health Park จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้คน และในสังคมโดยรวม

นอกจากนี้ ภายใต้โครงการ KTAXA Hearts and Health Park ทางบริษัทฯ ได้มอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชน โดยเป้าหมายของบริษัทฯ คือทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าถึงง่าย และเหมาะกับทุกช่วงวัย อีกทั้งทางบริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมคาราวานตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ภายในสวน เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถตรวจสุขภาพพื้นฐานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลในเครือข่าย ควบคู่ไปกับการรับคำแนะนำด้านการดูแลตนเอง โดยกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ในการดูแลผู้คนอย่างรอบด้านครบทุกมิติ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีในระยะยาว”

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯสามารถติดตามได้ที่ โทร 1159 หรือ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers หรือ www.krungthai-axa.co.th

.