กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วยบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด จัดแถลงข่าว เปิดตัวรายการพิเศษ “เสน่ห์ไทย”

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วยบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด จัดแถลงข่าว เปิดตัวรายการพิเศษ “เสน่ห์ไทย”

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมด้วยบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิตอล มีเดีย จำกัด จัดแถลงข่าว เปิดตัวรายการพิเศษ “เสน่ห์ไทย”
“Thailand Soft Power พลังแห่งการสร้างสรรค์ เสน่ห์ไทย ครองใจโลก”
มีสื่อมวลชน และข้าราชการพร้อมทั้งแขกผู้มีเกียรติให้ความสนใจร่วมงานจำนวนมาก
โดย รายการ “เสน่ห์ไทย” จะเริ่มออกอากาศ
ใน วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566 นี้ เป็นตอนแรก ทางช่อง JKN 18 และ ทาง YouTube

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566 ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ร้อยโท ดร. ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ รองผู้จัดการ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเปิดงาน “เสน่ห์ไทย” ครองใจโลก
จากนั้น ดร. เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ขึ้นกล่าว Special Talk ในหัวข้อ Thailand Soft Power พลังแห่งการสร้างสรรค์ เสน่ห์ไทยครองใจโลก
และหลังจากนั้น 3 พิธีกรอารมณ์ดี ชื่อดัง
กนก รัตน์วงศ์สกุล ธีระ ธัญไพบูลย์ และ สันติสุข มะโรงศรีได้ร่วมกันกล่าวถึง เสน่ห์เมืองไทย ในรูปแบบรายการวาไรตี้ เพื่อ ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ทั่วประเทศไทย เป็นการเปิดมุมมองเสน่ห์เมืองไทย 6 เรื่องราว 6 ตอนพิเศษ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการรับรู้ในการสร้างมูลค่าเชิงวัฒนธรรมเกี่ยวกับ Soft Power ของเมืองไทย

ภายใต้แนวความคิด Thailand Soft Power เสน่ห์ไทยครองใจโลก ซึ่งมี 6 ตอนโดย
ตอนที่ 1 ทุเรียนเสน่ห์ผลไม้ไทย ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566
เป็นตอนแรก

ตอนที่ 2 นวดแผนไทย เสน่ห์แพทย์ทางเลือก ออกอากาศวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2566

ตอนที่ 3 Street Food เสน่ห์ครัวไทย ครองใจโลก
ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2566

ตอนที่ 4 ฟ้าทะลายโจร เสน่ห์สมุนไพรไทย ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2566

ตอนที่ 5 เรือนไทย เสน่ห์ไทยสถาปัตย์ ออกอากาศ วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2566

ตอนที่ 6 ถนนคนเดิน เสน่ห์ชุมชนวิถีไทย ออกอากาศ
วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2566

ซึ่งในงานแถลงข่าวครั้งนี้ได้มีการนำ ผลไม้ไทย แปรรูป อาทิเช่น ทุเรียนอบ, ลาบทุเรียน, ช็อกโกแลตทุเรียน, ทุเรียนสด, ทุเรียนเสียบไม้แช่แข็ง, ฯลฯ เพื่อให้เห็น ถึงการประยุกต์ ผลิตภัณฑ์ ทุเรียน ในรูปแบบใหม่ๆ โดยผู้ที่มาร่วมงานและสื่อมวลชนได้ร่วมชิม “ทุเรียน ราชาผลไม้ของไทย”ด้วยความอร่อย และชื่นชม ในไอเดียใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ สู่ระดับสากลอย่างน่าทึ่ง ด้านเสน่ห์ครัวไทย ก็มีการนำขนมไทย ของหวานนานาชนิด ที่พิถีพิถันในขั้นตอนการทำมีภาพลักษณ์และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อร่อยแบบไทยไทย พร้อมทั้งมีน้ำสมุนไพร มากคุณประโยชน์ อาทิเช่นน้ำอัญชันมะนาว, น้ำใบบัวบก, น้ำตะไคร้, มาให้ชมและลิ้มลองได้สดชื่นฯ กันอย่างทั่วถึง

ส่วนประเภทอาหารที่ขึ้นชื่อของบ้านเรา ที่คนทั่วโลก
รู้จักในนาม “สตรีทฟู้ด”
ก็นำมาโชว์และให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ชิม โดยยก ร้าน ก่วงเฮง ร้านข้าวมันไก่ชื่อดัง
ที่มีทั้ง ข้าวมันไก่ (น้ำจิ้มรสเด็ด) และ กระเพาะปลา มาเสิร์ฟความอิ่มอร่อยกันถึงที่

นอกจากนี้ยังมีซุ้มเสน่ห์แพทย์ทางเลือก โดยเป็นการสาธิตและนวดกันจริงๆ
จาก โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพน
ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ผ่อนคลายและสัมผัสถึงมรดก วัฒนธรรมทางภูมิปัญญา
ของไทย ที่ทรงคุณค่าและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ชาวต่างชาติล้วนพูดถึง และมาเมืองไทยเพื่อมา นวดแผนไทย เพื่อการ ผ่อนคลาย และบำบัด อาการต่างๆ อย่าง ขึ้นชื่อ ซึ่งเป็นเสน่ห์ไทย ที่โด่งดังไปทั่วโลก

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยของเรา มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย ที่หลากหลายและเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า เสน่ห์ไทยจึงเป็น Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดึงดูดเงินตรา ต่างชาติ เข้ามายังประเทศไทยของเรา
สินค้าและ การบริการในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในทุกมิติทางวัฒนธรรม เสน่ห์ไทย จึงพร้อมแล้วที่จะพาทุกท่าน
ไปพบกับเสน่ห์แบบไทยๆที่ยิ่งดูแล้วจะยิ่งหลงรักเมืองไทยของเรามากกว่าเดิม
และจะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
ของคนไทยทุกคนมากขึ้น ทั้งยังส่งผลไปยังแนว ความคิด ของคนรุ่นหลังให้ร่วมกันสานต่อสิ่งดีๆ ที่มีประโยชน์เหล่านี้ และร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย ของเราทุกคน ให้ยังคงรุ่มรวยทางวัฒนธรรม และทรงอิทธิพลของโลก ได้ในอนาคต

ชยุต เมธาวิชิตชัย ประธาน ชมรม ผู้สื่อข่าวฯ โทรศัพท์ 061-9191-789 หนึ่งในผู้นำคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมงานในครั้งนี้ กล่าวว่า
สำหรับรายการ “เสน่ห์ไทย”
ทั้ง 6 ตอนพิเศษนี้
ออกอากาศทาง
ช่อง JKN 18
ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.55น.ถึง 11.45 น.ติดต่อกัน 6 ตอน
เริ่มตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2566 นี้
โดยทุกท่านสามารถ รับชมย้อนหลังผ่านช่องทาง YouTube
ที่มี subtitle 2 ภาษา
ไทย จีน รวมทั้ง 6 ตอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ได้ที่ ประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจ
คุณ นันทพร 089-891-4891
ID Line : nannypemango

ADVERTISEMENT

นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ พร้อมคณะ ร่วมพิธีรดน้ำ ศพ คุณมานพ คำหอม ตำนานช่างภาพ แห่งช่อง 7 สี

นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ พร้อมคณะ ร่วมพิธีรดน้ำ ศพ คุณมานพ คำหอม ตำนานช่างภาพ แห่งช่อง 7 สี

นายสุรชัย วิเศษโสภา นายกสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนฯ พร้อมคณะ ร่วมพิธีรดน้ำ ศพ คุณมานพ คำหอม ตำนานช่างภาพ แห่งช่อง 7 สี โดยมี ป๋าอาทร จุลโรบล ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัทกรังด์ปรีซ์ International ร่วมในงานด้วย ณ ศาลา 6 วัดไผ่ตัน สะพานควาย พหลโยธิน

ADVERTISEMENT

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ เปิดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 5/2566

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ เปิดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 5/2566

วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566 เวลา 14.00 น.  ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ชั้น 2 อาคารชาตรีโสภณพนิช เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

นายนคร วีระประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญคณะกรรมการบริหารสมาคมร่วมประชุมครั้งที่ 5/2566 โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล อุปนายกบริหาร และเลขาธิการ, นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ อุปนายกและประธานฝ่ายวิชาการ-สารสนเทศ, นายสันติ ชูขวัญทอง อุปนายกฝ่ายหารายได้, นางวันทนา วิริยะกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ, นายอนันต์ นิลมานนท์ นายทะเบียน, 

นายสมบัติ สวางควัฒน์ บรรณารักษ์, นายนำชัยชนะ ดีวิปฏิคมและสมาชิกสัมพันธ์, นายพิพัฒน์ นวสวัสดิ์ รองประธานวิเทศสัมพันธ์, น.ส.ปิยสุดา จันทรสุข ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์, นายภักดี วีระรัตน์ รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์, นายภากร ยังแจ่ม รองเลขาธิการ และได้เชิญนายโกวิฐ วัฒนกุล นักแสดงอาวุโส ร่วมเป็นคณะทำงานจัดงานใหญ่ของสมาคมฯ ปลายปีนี้

โดยมีวาระการประชุมดังนี้ วาระที่ 1 ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ,วาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 4/2566, วาระที่ 3 เรื่องสืบเนื่อง, วาระที่ 4 เรื่องเพื่อพิจารณา และวาระที่ 5 เรื่องอื่นๆ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0TMjSmVJWXF4r8KqtftNz4wg1mfPu4tcMhjDhsHEn9ssDmVHkv98opsZwgSdEJ39Ll&id=100063579673616&mibextid=Nif5oz

ADVERTISEMENT

“โทนี่ จา” Global Ambassador ของคนไทย ประกาศสร้างวัตถุมงคล “พรพระพรหม168”

“โทนี่ จา” Global Ambassador ของคนไทย ประกาศสร้างวัตถุมงคล “พรพระพรหม168”

พร้อมผลักดันเป็นซอฟท์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทย ให้ดังไกลไปทั่วโลก

“โทนี่ จา” หรือ “จาพนม ยีรัมย์” นักแสดงบู๊ชาวไทยที่ก้าวไกลโด่งดังระดับฮอลลีวู๊ด และกำลังมีผลงานระดับโลกเรี่องใหม่ ในภาพยนตร์ Expendables4 โคตรคนทีมมหากาฬ 4 ที่ทำเงินทั่วโลกไปมากถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยใช้ทุนสร้างกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย “โทนี่ จา” หรือ “จา พนม” ร่วมแสดงนำ ประชันบทบาทกับ เจสัน สเตแธม

และคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าตั้งแต่ พ.ศ.2546 เมื่อภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ประกาศศักดากับแฟนหนังทั่วโลก ชื่อของ โทนี่ จา หรือ จาพนม ยีรัมย์ กลายเป็นชื่อของ ราชานักบู๊ ที่ถือคติ แสดงจริง ไม่ใช้สตันแมน และไม่ใช้เทคนิคพิเศษ ทำให้ชื่อของ โทนี่ จา จากประเทศไทย เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก กระทั่ง จาพนม ยีรัมย์ กลายเป็นบุคคลที่คนไทยทั้งประเทศต่างพร้อมใจกันยกให้เขาเป็น Global Ambassador ตัวจริงของประเทศไทย ประกาศศักดาด้วยการนำศาสตร์มวยไทย ใส่คิวบู๊ที่ได้รับการฝึกฝนจากครูบาอาจารย์แบบทุ่มเท ทุ่มสุดตัว จนสร้างความทึ่งให้กับคนทั่วโลกในภาพยนตร์ทุกๆ เรื่องที่เขาแสดง นำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทยทั้งประเทศ

ล่าสุด..นับเป็นข่าวดีของคนไทย เมื่อ จาพนม นักแสดงระดับฮอลลีวู๊ด กลับไม่ลืมประเทศไทยบ้านเกิด จึงกลับมาในบทบาทใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในฐานะ ประธานการจัดสร้างวัตถุมงคล รุ่น “พรพระพรหม168” เพื่อผลักดันให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก โดยตั้งใจจะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน และสมทบทุนในการพัฒนา วัดนิเวศน์วัฒนาราม บ้านโคกสูง ต.บักได จ.สุรินทร์ ที่ขาดการพัฒนา ไม่มีพระอุโบสถที่ใช้ประกอบกิจกรรมทางศาสนา รวมถึงตั้งมั่นฟื้นฟูวิถีชีวิตในชุมชนบ้านเกิด ผลักดันให้สุรินทร์เป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเต็มกำลัง

“พรพระพรหม168” วัตถุมงคลที่ จาพนม ยีรัมย์ เป็นประธานในการจัดสร้างเป็นครั้งแรก เป็นผลงานพุทธศิลป์ที่งดงามด้วยท่วงท่าการร่ายรำ “ท่าปฐมเทพพนมพรหมสี่หน้า” ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์ รวมถึงวิชามวยไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ที่ทำให้ จาพนม ยีรัมย์ นำคุณธรรมประจำใจ ที่ว่าด้วยเรื่องของพรหมวิหาร 4 การประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตาและ อุเบกขา ทำให้เกิดเป็นวัตถุมงคลอันงดงามและล้ำค่าขึ้นมา พร้อมมุ่งมั่นในการสร้างวัตถุมงคลนี้ เพื่อต้องการเผยแพร่ วัฒนธรรม พุทธศิลป์ของไทยไปทั่วโลก มุ่งหวังสร้างเป็นซอฟท์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก

โดย จาพนม ยีรัมย์ กล่าวว่า “การที่ผมได้กลับมาทำงานครั้งนี้เป็นบทบาทใหม่ของผมมันเริ่มมาจากความชอบพระเครื่อง เครื่องรางของขลังเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เวลาเราไปต่างประเทศผมมักจะนำวัตถุมงคลจากประเทศไทยไปมอบให้เพื่อนๆนักแสดงหลายๆคนอย่าง วิน ดีเซล หรือเพื่อนๆ นักแสดงทั้งจากจีน ไต้หวัน เขา

ชอบกันมากๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจ ที่คิดจะสร้างวัตถุมงคลที่เป็นตัวแทนความศรัทธาของตนเองไปเผยแพร่ทั่วทุกมุมโลก เป็นการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม ในด้านพุทธศิลป์ของไทยให้ไปทั่วโลก ส่วนสำคัญที่ทำให้ผมระลึกถึงอยู่เสมอ นั่นคือเราอยู่ในสายงานอาชีพนักบู๊ ดังนั้นท่าปฐมเทพพนมพรหมสี่หน้า และวิชามวยไทย กระบี่กระบอง จะเป็นส่วนหนึ่งในงานของเรามาตลอด หลายครั้งในชีวิตของผม เวลาประสบปัญหาชีวิต บางครั้งที่ทำให้ขาดกำลังใจ ก็จะ ทำสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ นอบน้อมนึกถึงท้าวมหาพรหม ก็จะทำให้ได้รับแรงบันดาลใจรวมถึงพลังใจในการกลับเข้ามาสู้ใหม่ ทำให้เราก้าวข้ามปัญหา อุปสรรคขวากหนามได้ในทุกๆครั้ง และยังได้รับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตมากมาย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผม จึงต้องการเผยแพร่บารมีของท้าวมหาพรหมให้ถึงทุกๆคน

นอกจากนี้ในหนังที่เราเล่น ซึ่งจะเป็นหนังแอ็คชั่น ทำให้เราต้องใช้จิตวิญญาณอย่างมาก สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเราได้คือคำสอนของครูบาอาจารย์ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบิดา มารดา การที่ผมมาสร้างวัตถุมงคลนี้ ถือเป็นเหรียญแรกที่ผมทำ จะมีด้านพุทธศิลป์คือความสวยงาม ด้านพุทธคุณคือ ผมได้รวบรวมมวลสารจากทั่วทุกสารทิศที่ผมได้ไปกราบไหว้ครูบาอาจารย์มา ทั่วทุกภาคของประเทศไทย พร้อมทั้งได้รวมมวลสารเป็นพระผงจากหลากหลายสถานที่ ที่เรามาทำตรงนี้ก็เพื่อนำรายได้ไปบูรณะและพัฒนาวัดเพื่อให้เป็นสาธารณะ เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่จะดึงคนจากทั่วโลกและคนไทยให้มาเที่ยวที่นี่ และการสร้าง“พรพระพรหม168” ผมได้พี่ อุ๊ กรุงสยาม (คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์) ที่ได้รับการยอมรับจากวงการพระเครื่อง ที่มีประสบการณ์ในการนำความเจริญเข้าไปพัฒนาพื้นที่ด้วยการสร้างแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวจากการก่อสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ในหลายๆพื้นที่ เพื่อให้คนไทยได้ไปสักการะบูชา เป็นการดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว เพื่อนำไปพัฒนาวัด พัฒนาชุมชน เป็นการรวมพลังที่จะช่วยส่งเสริม และสร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ๆให้แก่คนในชุมชนที่ยังขาดแคลนมากๆ ผมถือว่าการที่เราสร้าง วัตถุมงคล “พรพระพรหม168” ครั้งนี้ นอกจากเรานำรายได้มาพัฒนาบ้านเกิดแล้ว ยังถือเป็นซอฟท์เพาเวอร์ทางวัฒนธรรมด้านพุทธศิลป์ให้ประเทศไทย ด้วยนะครับ” จาพนม กล่าว
การจัดสร้างวัตถุมงคลชุด “พรพระพรหม168” ในครั้งนี้ประกอบไปด้วย เหรียญโลหะ เหรียญหยก รูปหล่อลอยองค์ รูปลอยองค์เนื้อหยก พระผง วอลเปเปอร์ ผ้ายันต์ แผ่นทอง สติ๊กเกอร์ การ์ดสวดมนต์ โดยมีแนวคิด คือ พุทธศิลป์ ต้องสวยงามมีความหมายทางพุทธธรรม พิธีกรรมพุทธมนต์ต้องเข้มขลัง ก่อให้เกิดพุทธคุณเพื่อเป็นมงคลแก่ผู้ครอบครอง ด้วยมหามวลสาร 168 ชนิด ที่ทำการรวบรวมจากเกจิอาจารย์ และผู้มอบมวลสารมากมาย จึงทำให้เกิดพิธีมหาพุทธาภิเษกสุดยอดแห่งความมงคลในครั้งนี้ โดยโครงการจัดสร้างวัตถุมงคลชุด “พรพระพรหม168” ได้มีการจัดพิธีมหาพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยพิธีปลุกเสกจากเกจิอาจารย์ชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย 168 รูป ณ ปะรัมพิธี วัดขนอน ตำบลหนองน้ำส้ม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง เฟซบุ๊กเพจ pronphraphrom168 (พรพระพรหม168) หรือทาง อินสตาแกรม pronphraphrom168 เว็บไซต์ http://www.pronphraphrom168.com เว็บไซต์สำหรับสั่งซื้อ และประมูลสินค้า https://www.pronphraphrom168.shop Line OA : @phrom168

ขอขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์
อุมา จงสิริวิทยา (น้อง) โทร.081-899-5395
สุรีรัตน์ ปานพรม (รัตน์) โทร.085-058-9777
วรเชษฐ์ ถมมา (หว่าหวา) โทร.062-3368252

ADVERTISEMENT

ททท. จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง

ททท. จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง

(Tourism Management Program for Executives: TME) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2566
บ่ายวันนี้ (27 กันยายน 2566) ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียดรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Tourism
Management Program for Executives: TME) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2566 ณ พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน (Jim
Thompson Heritage Quarter ชั้น 2 ห้อง The Moonlight Hall)ในงานมีนส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าฯ ททท.นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดและนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หลักสูตร

การบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหลักสูตรที่ประศาสน์วิทยาการ องค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้กับผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจโรงแรม สมาคมการท่องเที่ยว และสื่อมวลชน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดการท่องเที่ยวสมัยใหม่ การสำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรฯ
นี้ นับว่าเป็นเกียรติและมีความสำคัญยิ่ง และหวังว่าผู้อบรมทุกท่านจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศระดับสากล อันจะช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต่อไปในอนาคตหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 4 นี้ ดำเนินการภายใต้ความต้องการของตลาด
โดยแบ่งหลักสูตรการฝึกอบรมออกเป็น 3 บทเรียน คือ ประกอบด้วย 3 ชุดวิชา ได้แก่ ชุดวิชาที่ 1: TECHNOLOGY (Harnessing Technology for Sustainable Tourism Management in Digital Age) ค้นพบเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล ชุดวิชาที่ 2 : MANAGEMENT (Developing Professional
Leadership & Management Skills for Sustainable Tourism Industry) พัฒนาศักยภาพการเป็นผู้นำและนักบริหารการ

ท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนงสู่ความยั่งยืน ชุดวิซาที่ 3: ExPERIENCE (Create Meaningful Travel Experiences through Innovation for Sustainable Tourism) ออกแบบและพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่
หลากหลายสู่ความก้าวหน้าที่ทันสมัยและยั่งยืน อีกทั้งยังมีการศึกษาดูงานนอกสถานที่ จำนวน 3 ครั้ง ประกอบด้วย สาธารณรัฐเกาหลี จังหวัดระยอง และจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ผู้เข้ารับการอบรมยังได้สัมผัสประสบการณ์จริงจากการ ลงพื้นที่เยี่ยมชมหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สามพราน, ทรู ดิจิทัล พาร์ค, และเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนในกรุงเทพมหานคร อีกทั้ง ผู้
อบรมยังได้มีโอกาสนำเสนอแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจากเนื้อหาและองค์ความรู้ที่ได้อบรมมาตลอดทั้งหลักสูตร โดย แผน
ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของผู้อบรมจะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ททท. ต่อไปด้วย

ADVERTISEMENT

ผู้แทน ผบ.ทบ. หารือทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เสริมสร้างความร่วมมือด้านการแพทย์

ผู้แทน ผบ.ทบ. หารือทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เสริมสร้างความร่วมมือด้านการแพทย์ทางทวิภาคี ระหว่างไทยและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๖ ณ กองบัญชาการกรมแพทย์ทหารบก พลตรี เกษม ภิญโญชนม์ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก รักษาราชการแทนเจ้ากรมแพทย์ทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ นายซัยยิด เรซา โนบัคตี (Mr.Seyed Reza Nobakhti) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือด้านการแพทย์ โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในมิติด้านการแพทย์

ADVERTISEMENT

“ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง” ก้าวสู้ศึกวงการกีฬา “ท้าแข้งไก่ชน” หวังผงาดคว้าแชมป์เวทีเงินล้าน

“ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง” ก้าวสู้ศึกวงการกีฬา “ท้าแข้งไก่ชน” หวังผงาดคว้าแชมป์เวทีเงินล้าน

ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง” ขุนศอกอำมหิตนักชกจ้าวสังเวียน ก้าวสู้ศึกวงการกีฬา “ท้าแข้งไก่ชน” หวังผงาดคว้าแชมป์เวทีเงินล้าน

ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง หรือชื่อจริง ศักดา เนียมหอม หนุ่มเมืองสองแคว จังหวัดพิษณุโลก จ้าวสังเวียนกำปั้นเหล็ก เจ้าของฉายา “ขุนศอกอำมหิต” และ “จอมศอกโกอินเตอร์” กวาดชัยชนะมาแล้วหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น สนามมวยเวทีลุมพินี, สนามมวยราชดำเนิน, สภามวยไทยโลก, องค์กรมวยไทยโลก, ดับเบิลยูบีซี เอเชียซิลเวอร์ และไทยไฟต์ ด้วยความชอบต่อยมวยตั้งแต่เด็ก คุณพ่อเล็งเห็นแววจึงพาไทรโยค ไปเปรียบมวยตั้งแต่อยู่ ป.5 ในเวลานั้นอายุได้11ปี เป็นวันที่ตื่นเต้นที่สุด ณ วัดพระขาวไทยสิทธิ เป็นเวทีแรก ด้วยชัยชนะ จึงได้พ่อเป็นครู คนแรก ที่ช่วยฝึกสอนนับแต่นั้นมา ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักมวย จวบจนถึงปัจจุบัน

กว่า 30 ปี เรื่องราวในชีวิตนักมวยอาชีพของ”ไทรโยก” มีทั้งชนะ-แพ้-ถูกน็อค ต้องแลกมา ด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตา หลายไฟต์ มรสุมชีวิต ที่โดนดูถูก ซ้ำเติม เอาเปรียบ …? แต่ยังคงเดินหน้าไม่ย่อท้อในการฝึกมวย ! เดินหน้า “คว้าชัย” ในเวทีใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาหลายไฟต์ ทำให้เป็นที่ประจักษ์พูดถึง ชื่อ “ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง” เป็นนักมวยอาชีพที่ยืนหยัดในเส้นทางอย่างมั่งคง ไม่หวั่นเกรง ต่อสิ่งใดๆ
เพราะเชื่อหมั่นในการ “ทำความดี”

เริ่มเข้าสู่เส้นทาง… ?
ที่ชอบ เริ่มศึกษา ในวงการ “ท้าแข้งไก่ชน” หาสั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้ พันธ์ไก่ชนและพัฒนา ก้าวเป็นเจ้าของ “.ซุ้ม” จนในวงการรู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อซุ้ม “ศ. ไทรโยค” และ “เก้ากำไลเงิน” การันตีความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัลมาประดับซุ้มจากเจ้ายอดฝีมือไก่ชน ของต้นเองได้ฉายา มีตัว “เจ้าไฟช็อต” และ “เจ้าแข้งเงินด่วน”
เป็นตัวเก่งของ”ซุ้ม” เลยทีเดียว
นักชก! ชอบกีฬา”ไก่ชน” เป็นหัวใจ ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง เล่าถึงที่มาในการเปิดซุ้มว่า “ยังคงเดินสายชกมวยอยู่เช่นเดิม และกำลังจะมีไฟต์สำคัญขึ้นชกอีกในเร็วๆ นี้ แต่ด้วยความชื่นชอบในกีฬาชนไก่ตัวเองและภรรยา! มาเลือกทำเป็นอาชีพ เปิดเป็น”ซุ้ม” เพื่อที่สำหรับ เลี้ยง,พัฒนา,ผลิตไก่ชนพันธ์ดีไว้ในการ “แข่งขัน” นาม “ศ. ไทรโยค” และ “เก้ากำไลเงิน” ซึ่งเป็นชื่อซุ้มของตัวเองและภรรยา พร้อม “ตั้งเป้า” นำไก่ขึ้นชน ให้เป็น ไฟต์เงินล้าน ในเวทีใหญ่ๆ สักครั้ง หนึ่ง กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น!
มาพูดถึง.. การคัด สายพันธุ์ไก่ชน “ชั้นดี” นั้นทำอย่างไร คือต้องให้มีความพร้อม อึด แข็งแรง เพราะในเวที “ไก่เก่งเราไม่กลัว เรากลัวความแข็ง” และด้วยสายพันธุ์ไก่ชนจะมีช่วงอายุในการแข่งขัน โดยช่วงดูแววจะเริ่มแข่งที่อายุ 6 เดือนเป็นต้นไป เพื่อให้ไก่ชนได้เก็บประสบการณ์ รวมทั้งยังมีช่วงผลัดขน ซึ่งเป็นช่วงพักของไก่ ซึ่งเราต้องดูแลใส่ใจบำรุงเป็นอย่างดี เพื่อให้ไก่ชนในซุ้มเติบโตแข็งแรงพร้อมสู้ศึก ..!
มาดู ปัจจุบันเรามีพระเอกประจำซุ้ม อย่างเช่น “เจ้าแดงอวตาร”, “มาสแตง”, “เจ้าไฟช็อต” ให้แฟนๆ ได้ติดตามผลงาน ท้าแข้งบนสังเวียน”ไก่ชน” ต่อไป

นอกจากการเปิดตัวซุ้ม “ศ. ไทรโยค” แล้ว ยังเป็นการร่วมมือกันในวงการกีฬาชนไก่ ระหว่างนักมวย ไทรโยค พุ่มพันธ์ม่วง และคุณ โอลาย ผู้ชำนาญการพระเครื่องและเซียนกีฬาชนไก่ ในฐานะโปรโมเตอร์ให้กับซุ้ม ศ.ไทรโยค พร้อมเข้ามาช่วยในเรื่องการคัดสรรไก่ชนพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ เป็นทีมดูแลการแข่งขันในทุกเวที ให้การก้าวเดินในวงการกีฬาชนไก่ของ “ศ. ไทรโยค” นั้นผงาดสู่เวทีกีฬา”ชนไก่เงินล้าน” ให้ได้ตามเป้าหมายไม่แพ้เส้นทางนักมวยในเวทีโลก ! วรรณวณิช สุดาพรสีห์รัด รายงาน กิตติพงศ์ รังสรรค์ปรีชา ภาพ

https://www.facebook.com/profile.php?id=100063457514902&mibextid=ZbWKwL

ADVERTISEMENT

รฟฟท.รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2566

รฟฟท.รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2566

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้รับมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2566 จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้ารับมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประเภทรัฐวิสาหกิจ ระดับ “ดี” ประจําปี 2566 (Human Rights Awards 2023) จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2566 โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ตอกย้ำความเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมควบคู่กับการให้บริการเดินรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล โดยยึดมั่นในการนำหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนมากำหนดเป็นกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 ให้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยการนำหลักสิทธิมนุษยชนมาประยุกต์ใช้และสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ดูแลและพัฒนาพนักงานให้มีความตระหนักและบูรณาการประเด็นสิทธิมนุษยชนในกระบวนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งได้แก่ ผู้โดยสาร ชุมชน คู่ค้า และกลุ่มเปราะบาง อันจะส่งผลให้สามารถเข้าถึงการให้บริการขององค์กรได้อย่างปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่เป้าหมายความสำเร็จอย่างยั่งยืน 

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ www.srtet.co.th

และสามารถติดตามข่าวสารของบริษัทฯ ได้ทั้งช่องทาง Facebook , Twitter , Instagram Youtube , Tiktok ในชื่อ “RED Line SRTET”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ADVERTISEMENT

กลุ่มผู้พิการ ยื่น 3 ข้อเรียกร้องแก้ปัญหาสลาก ฟังคำตอบ 25กย.นี้

กลุ่มผู้พิการ ยื่น 3 ข้อเรียกร้องแก้ปัญหาสลาก ฟังคำตอบ 25กย.นี้

แนวร่วมองค์กรพิทักษ์สิทธิ์ผู้ค้าสลากใบ ยื่น 3ข้อเรียกร้อง ถึงนายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล ขู่ยกระดับชุมนุม รอฟังคำตอบ 25 ก.ย. นี้

วันนี้ ( 21 ก.ย.66) ที่ กระทรวงการคลัง กลุ่มผู้พิการ ในนามของ แนวร่วมองค์กรพิทักษ์สิทธิ์ผู้ค้าสลากใบ กว่า 100 คน เดินทางมา เพื่อยื่นหนังสือ ถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล

นายสายยนต์ โอษฐ์งาม ประธานแนวร่วมองค์กรพิทักษ์สิทธิ์ผู้ค้าสลากใบ กล่าวว่า ข้อเรียกร้อง ที่จะยื่นให้รัฐบาล แก้ไขปัญหา มี 3 ข้อ เรียกร้อง คือ
1.ขอความเป็นธรรมคืนโควต้า ที่ถูกตัดสิทธิ์ก่อนหน้านี้ โดยไม่เป็นธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้โควต้าของผู้พิการจะได้คนละ 10 เล่ม แต่โดนตัดไปบางคน เหลือ 3-5 เล่ม
2.แนวร่วมองค์กรพิทักษ์สิทธิ์ผู้ค้าสลากใบ ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มสลากดิจิทัล ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชนอย่างร้ายแรง และมีผลกระทบกับผู้ค้าสลาก
และ 3.ขอให้สำนักงานสลาก เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบอาชีพค้าสลาก ได้มีโควตา

นายสายยนต์ ประธานแนวร่วมองค์กรพิทักษ์สิทธิ์ผู้ค้าสลากใบ ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรี ว่า ท่านนายกฯ มาจากประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง ท่านเคยพูดไว้ว่าจะให้ความเสมอภาคกับประชาชนทุกคนเพราะฉะนั้นวันนี้อยากฝากว่า อย่างไรก็แล้วแต่เบื้องต้นอยากให้ดูแลผู้ประกอบอาชีพการค้าสลากด้วยการขอให้โควต้าของพวกเรากลับคืนมาและระบบดิจิทัลอยากจะให้อยู่แค่นี้ไม่อยากให้เพิ่มมากไปกว่านี้หรือถ้าเพิ่มมากกว่านี้ แต่ขออย่ารวมชุดมากไปกว่า 5 ใบ

พร้อมย้ำว่า พวกเราไม่มีเจตนาที่จะขายสลากกินแบ่งรัฐบาล เกินราคา 80 บาท แต่ว่าเหตุการณ์บังคับเพราะเรามีสลากน้อยก็ต้องไปซื้อจากพ่อค้าคนกลางมาขายหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่ายี่ปั๊ว ซาปั๊ว ทำให้ค้องจายเกินราคา

อย่างไรก็ตาม การยื่นหนังสือ ในวันนี้ ของกลุ่มแนวร่วมองค์กรพิทักษ์ศิษย์ผู้ค้าสลากใบ จะมาฟังคำตอบ เรื่องการแก้ปัญหาสลาก อีกครั้งในวันที่ 25 กันยายน นี้ ที่กระทรวงการคลัง หากยังไม่ได้คำตอบ ก็จะปักหลักชุมนุมใหญ่ อยู่ยาว จนกว่าจะได้รับคำตอบในการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล สำหรับผู้พิการ

ขณะที่นายอำนวย กลิ่นอยู่ ประธานสมาพันธ์คนพิการผู้ค้าสลากประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสลากฯ เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ที่ผ่านมาคนพิการและผู้ด้วยโอกาส เคยได้รับโควตาสลากคนละ 10 เล่ม ต่อมาในรัฐบาลที่ผ่านมา มีการปรับลดจำนวนโควตา สลากฯลง และยังมีการนำสลากฯใบ ไปจำหน่ายในระบบดิจิทัล ทำให้จำนวนสลากฯไม่เพียงพอ
นอกจากนี้การรวมชุดสลากฯ ทำให้เกิดการกระจุกตัวของรางวัล และถือว่าเป็นการมอมเมาประชาชน ขณะที่สำนักงานสลากฯมีกฎระเบียบ ไม่ให้มีการรวมชุด แต่กลับพบว่าการจำหน่ายสลากฯในระบบดิจิทัล มีการรวมชุดได้ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ค้าสลากใบ

จึงฝากถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำกับดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้เข้ามาแก้ปัญหาที่กล่าวมานี้ และขอให้เห็นใจผู้พิการ ที่ยึดอาชีพค้าสลากฯเป็นอาชีพหลัก ไม่ใช่เป็นอาชีพเสริม และขอให้มีการเพิ่มสลากฯให้เพียงพอต่อความต้องการ “นายอำนวย “ กล่าวทิ้งท้าย

ADVERTISEMENT

โลตัส และ Pet Us สนับสนุนมูลนิธิ Soi Dog ในโครงการ “ปันอิ่ม เติมยิ้ม ให้น้อง 4 ขา”

โลตัส และ Pet Us สนับสนุนมูลนิธิ Soi Dog ในโครงการ “ปันอิ่ม เติมยิ้ม ให้น้อง 4 ขา”

ช่วยสุนัขและแมวไร้บ้าน ส่งมอบอาหารเม็ดคุณภาพดี พร้อมชวนประชาชนร่วมปันน้ำใจ

โลตัส จับมือกับ Pet Us (เพ็ทอัส) ธุรกิจเพื่อสัตว์เลี้ยงครบวงจรโดยโลตัส สนับสนุน มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog) จ.ภูเก็ต จัดโครงการ “ปันอิ่ม เติมยิ้ม ให้น้อง 4 ขา” ช่วยเหลือสุนัขและแมวจร โดยร่วมกับคู่ค้าพันธมิตรแบรนด์ดัง สนับสนุนอาหารเม็ดคุณภาพดีและทรายแมว ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและส่งต่อการดูแลให้สุนัขและแมวในมูลนิธิฯ พร้อมเชิญชวนประชาชนมาปันความอิ่มให้น้องสี่ขา โดยสามารถร่วมบริจาคอาหารเม็ดสำหรับสุนัขและแมวได้ที่โลตัส สาขานำร่องในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ โลตัส สาขาภูเก็ต สาขาถลาง และสาขาฉลอง และยังสามารถบริจาคได้ที่ร้าน Pet Us ที่โลตัส ถลาง ได้อีกด้วย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

นางสาวโชติมา ลาภเวโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกสินค้าอาหารสัตว์ โลตัส และผู้อำนวยการร้านเพ็ทอัส กล่าวว่า “โลตัสและ Pet Us มุ่งมั่นส่งมอบสินค้าคุณภาพสูงในราคาคุ้มค่า และเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งดีดีเพื่อชุมชน ในบทบาทห้างค้าปลีกที่เป็นศูนย์กลางและเข้าถึงชุมชน เราพร้อมเคียงข้างคนในชุมชนโดยรอบสาขา และให้การสนับสนุนเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยจากความตั้งใจของการเปิดธุรกิจร้าน Pet Us คือการเป็นเดสทิเนชั่นของคนรักสัตว์เลี้ยงที่มีสินค้าครบครัน และสร้างคอมมูนิตี้ที่ดีของครอบครัวก๊วนสี่ขา ซึ่งนอกจากการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อลูกค้าครอบครัวสัตว์เลี้ยงแล้ว การแบ่งปันสิ่งดี ๆ สู่สุนัขและแมวจรในชุมชนก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราสามารถช่วยสร้างคอมมูนิตี้ที่ดีขึ้นได้ โดยในพื้นที่ภูเก็ตมีมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือสุนัขและแมวจรในพื้นที่เกาะภูเก็ตที่ไร้คนสนใจให้ได้รับการดูแลรักษา โลตัสและ Pet Us จึงต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือนี้ จึงจัดโครงการ “ปันอิ่ม เติมยิ้ม ให้น้อง 4 ขา” นำร่องในพื้นที่จ.ภูเก็ต โดยมอบอาหารเม็ดคุณภาพดี นำอาหารสุนัขและแมวแบรนด์โลตัส และร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าแบรนด์อาหารสัตว์ ได้แก่ สมาร์ทฮาร์ท, มีโอ, มีโอ ดีไลท์, ไอเลิฟ สมาร์ทฮาร์ท และยังมีทรายแมวแบรนด์พาวเวอร์แคทและแบรนด์โอโซน มอบให้มูลนิธิฯ เพื่อนำไปดูแลสุนัขและแมวจร ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่จ.ภูเก็ต มาร่วมแบ่งปันอาหารเม็ดสำหรับสุนัขและแมวจร โดยสามารถบริจาคอาหารเม็ดได้ที่ร้าน Pet Us และโลตัส สาขานำร่องในจ.ภูเก็ต”

นางสาวลูอิส โรส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย กล่าวว่า “มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย จ.ภูเก็ต ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2546 เพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาสุนัขและแมวจรจัดในประเทศไทยอย่างยั่งยืนโดยส่งเสริมให้สัตว์และมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนอย่างเป็นสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยุติความทุกข์ทรมานของสัตว์จรจัดผ่านโครงการทำหมัน ฉีดวัคซีน เพื่อควบคุมประชากรและลดการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า และยุติการทารุณกรรมต่อสัตว์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมูลนิธิฯ ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยการบริจาคจากผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของสัตว์จรจัด โครงการของโลตัสและเพ็ทอัสช่วยสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิฯ เป็นอย่างมาก ในการอนุเคราะห์มอบอาหารเม็ดคุณภาพดีและผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสุนัขและแมวจรในความดูแลของมูลนิธิฯ อีกทั้งช่วยสร้างการรับรู้ให้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการช่วยเหลือสัตว์จรจัด เนื่องจากโลตัสเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น มูลนิธิฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โลตัสและเพ็ทอัสจัดโครงการนี้ และขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมบริจาคอาหารสัตว์เพื่อเป็นการมอบโอกาสใหม่ในชีวิตให้แก่สัตว์ยากไร้อีกจำนวนมากผ่านโลตัสและเพ็ทอัส

ADVERTISEMENT