“อุ๊งอิ๊งค์”เยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งที่ 43 ลุ้นพักโทษ 11 พ.ค.นี้ ส่งสัญญาณ”น่าจะวางมือแล้ว”

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี นับเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 43 ภายหลังนายทักษิณถูกคุมขังมาแล้ว 5 เดือน 17 วัน

บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกจับตาอย่างหนัก เนื่องจากใกล้ถึงเส้นตายสำคัญของกระบวนการพักการลงโทษ

เปิดเงื่อนไขพักโทษ 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ

ก่อนหน้านี้ กรมราชทัณฑ์ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า นายทักษิณจะมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการพักการลงโทษ เมื่อรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ และจะได้รับสิทธิพักโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของโทษจำคุก 1 ปี ทั้งนี้ ต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ

ตามไทม์ไลน์ที่ระบุ นายทักษิณจะเข้าเกณฑ์พักการลงโทษในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และหากกระบวนการแล้วเสร็จ อาจได้รับการปล่อยตัวพักการลงโทษในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

“ยังไม่ได้เตรียมอะไร” แต่ส่งสัญญาณวางมือ

ภายหลังเข้าเยี่ยม น.ส.แพทองธารเปิดเผยเพียงสั้น ๆ ว่า ยังไม่ได้มีการเตรียมการใดเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย การพูดคุยภายในเรือนจำเป็นเรื่องทั่วไป รวมถึงการพูดคุยเรื่องคลิปท่องเที่ยวที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ทำให้หลายฝ่ายสะดุด คือคำถามว่า หากได้รับการพักโทษและพ้นจากเรือนจำแล้ว นายทักษิณจะวางมือทางการเมืองหรือไม่ น.ส.แพทองธารตอบว่า “เข้าไปอยู่ 6 เดือนแล้ว น่าจะวางมือแล้ว ไม่มีไม่วางมือหรอกค่ะ”

ถ้อยคำสั้น ๆ แต่หนักแน่น กลายเป็นประเด็นทันที เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของนายทักษิณยังคงเป็นแรงสั่นสะเทือนในสมการอำนาจ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ

เกมการเมืองหลัง 11 พฤษภาคม

แม้ขั้นตอนพักโทษยังต้องผ่านด่านพิจารณาอย่างเป็นทางการ แต่การนับถอยหลังสู่วันที่ 10–11 พฤษภาคม 2569 ทำให้สมรภูมิการเมืองเริ่มเคลื่อนไหวล่วงหน้า

คำประกาศ “น่าจะวางมือแล้ว” จะเป็นเพียงถ้อยคำปลอบประโลมสถานการณ์ หรือคือจุดเปลี่ยนจริงของบทบาททางการเมืองชายผู้เป็นศูนย์กลางความขัดแย้งยาวนานกว่าสองทศวรรษ

คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่แค่ในกำแพงเรือนจำ แต่อยู่ที่วันพ้นกำหนด และก้าวแรกหลังประตูเหล็กเปิดออก

สตม.ลุยกวาดล้างจีนเทา จับ 2 ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงรัฐบาาลจีนหนีกบดานไทย

ตามที่ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ทุกหน่วยใน สตม. เพิ่มความเข้ม X-ray พื้นที่คนต่างชาติที่อาจแฝงตัวหลบหนีคดีจากต่างประเทศ หรือเข้ามาก่อเหตุความไม่สงบเรียบร้อยในไทย ภายใต้แนวคิด “Turn Back Crimes” โดยให้มีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงระหว่างประเทศภายในประเทศ และระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และเป็นการขับเคลื่อน เพิ่มความเข้มข้นในการปฎิบัติการห้วงระดมกวาดล้างคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่ากำหนด (Overstay)

รายที่ 1 นางสาวฉาง ลี่  อายุ 42 ปี สัญชาติจีน  

ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม./กรรมการและเลขานุการ ศปชก.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม.

ตามที่ ผบก.สส.สตม. ได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาสำคัญของทางการจีน รายนางสาวฉาง ลี่  อายุ 42 ปี สัญชาติจีน หนังสือเดินทางประเทศจีน กระทำความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามที่ สอท. สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ขอความร่วมมือมา กก.1 บก.สส.สตม. ได้สืบสวน ทราบว่า นางสาวฉางลี่  เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อ 7 ธ.ค.68 เข้าพักอาศัยที่ หมู่บ้าน ม.8 ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ จึงไปตรวจสอบ

ต่อมาพบบุคคลลักษณะตำหนิรูปพรรณตรงกับ นางสาวฉาง ลี่  ซึ่งตรงกับบุคคลซึ่งถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรดังกล่าวข้างต้น เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้นางสาวฉาง ลี่  ทราบและได้เชิญตัวมาที่ ตม.จว.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายที่ 2 นายหวู เว่ย สัญชาติจีน

ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม./กรรมการและเลขานุการ ศปชก.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม. และ ว่าที่ พ.ต.อ.นพรัตน์ จงเชิดชูตระกูล ผกก.4 บก.สส.สตม.

ตามที่ สอท.จีน แจ้ง กรณีแจ้งข้อมูลบุคคลสัญชาติจีน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน กระทำความผิดฐานฉ้อโกงรัฐบาล และทางการจีนได้ยกเลิกหนังสือเดินทางแล้ว นายหวู เว่ย อายุ 41 ปี ถือหนังสือเดินทางจีน  และเมื่อวันที่ 23 ก.พ.69 ผบก.สส.สตม. ได้อนุมัติให้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวรายดังกล่าว  ตาม มาตรา 12(7) ประกอบ มาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 นั้น  

จากการสืบสวนร่วมกับ กก.สายตรวจ บก.ปพ. ทราบว่า นายหวู เว่ย พักอาศัยอยู่ที่คอนโด ย่านอโศก-รัชดา แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ และสายข่าวแจ้งว่านายหวู เว่ย กำลังเดินทางด้วยสายการบิน ซึ่งเดินทางจากสนามบินภูเก็ตมายังสนามบินดอนเมืองในวันที่ 25 ก.พ.69 กก.4 บก.สส.สตม. จึงร่วมกับ กก.สายตรวจ บก.ปพ. เฝ้าสังเกตการณ์จนพบตัวผู้ต้องหา จึงได้ร่วมกันควบคุมผู้ต้องหานำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. ดำเนินการต่อไป

“ลูกเต๋า” ศุภชัย นพขำ หนึ่งเดียว พท.ฝ่ากระแสคว้าชัย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รายงานตัวสภาฯ

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 หลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเมื่อวานนี้ 396 คน โดยวันนี้ ณ ห้อง 201ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ นายศุภชัย นพขำ  หรือ “ลูกเต๋า”สส.เขต 2 ปทุมธานีธานี พรรคเพื่อไทย เดินทางมารับหนังสือรับรองด้วยตัวเองจากนั้นเดินทางต่อไปเพื่อรายงานตัว สส.ชุดที่ 27 ที่อาคารรัฐสภา 

วันนี้เรามาทำความรู้จัก นักการเมืองหนุ่มวิสัยทัศน์ดี โปรไฟล์แน่น บุคลิกมุ่งมั่น หลักแหลม มีไหวพริบแห่งเมืองปทุมธานี สังกัดพรรคเพื่อไทย “นายศุภชัย นพขำ” (ลูกเต๋า) เกิดเมื่อวันที่  7 พฤศจิกายน 2529 ปัจจุบันอายุ 40 ปี จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ (บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์) และระดับปริญญาโท (รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยปทุมธานี

เส้นทางทางการเมือง จาก สส.แล้ว ยังเป็น อดีตผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย)และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย(นายภูมิธรรม เวชยชัย)เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ นายสายัณ นพขำ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี มีพี่ชาย 1 คน  คือนายปัญญา นพขำ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง  นายศุภชัย เป็นนักการเมืองเลือดใหม่ไฟแรงเป็นดาวรุ่งจากพรรคเพื่อไทย ที่ครั้งนี้ฝ่ากระแสพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็น สส.หนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทยในเขตภาคกลางตอนล่าง รวมทั้ง กรุงเทพฯ และปริมณฑล 

นายศุภชัย นพขำ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นเส้นทางการเมือง คือตนเองเติบโตมาจากครอบครัวนักการเมือง จึงมีความผูกพันกับชาวบ้านตั้งแต่เด็กๆ พออายุ 25 ปีอายุครบในการสมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนก็ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีในการลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรก เป็นสมาชิกครบวาระ1 สมัยก็ผันตัวมาสู้ศึกสนามเลือกตั้งใหญ่คือการสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทยก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 2 ในการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งแรกเช่นเดียวกัน

แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโมฆะ ในวันที่ 21 มี.ค.2557 ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในขณะนั้นจะทำการรัฐประหาร ภายใต้ชื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ต่อมาปี 2562  ศุภชัย นพขำ ก็ผงาดกลับมาเป็น สส.ปทุมธานีเขต 2 อีกสมัย จากนั้นปี 2566 ด้วยกระแสะพิธาฟีเวอร์ ก็พลาดท่าเสียแชมป์ให้กับพรรคก้าวไกล(ในขณะนั้น) มาเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ ศุภชัย ก็ฝ่าด่านที่หินที่สุดเข้ามาเป็น สส.หนึ่งเดียวในนามพรรคเพื่อไทยของจังหวัดปทุมธานีได้

ศุภชัย เปิดใจว่า ที่ผ่านมาตนเองได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด จิตใจเราเรานึกเสมอว่าเราเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่  พี่น้องประชาชนมีปัญหาเดือดร้อน อย่างไร เราต้องไปช่วยประสานงานแก้ไข แล้วก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด เราอยากพัฒนาให้เมืองปทุมธานีของเราเจริญ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน การเป็น สส.สามารถนำปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนเข้าไปในสภา เพื่อขอการช่วยเหลือมันเป็นผลประโยชน์ของประชาชน รวมถึงเอกสิทธิ์ที่เข้าถึงหน่วยงานของรัฐโดยตรง มันเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ที่จะกระทำได้เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแท้จริง

ที่ผ่านมาตนเองผลักดันให้ประชาชนตื่นตัวเรื่องการเมืองยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยคือพรรคเศรษฐกิจ “เพื่อไทย ทำได้” ทำให้ประเทศเดินหน้าได้ในภาพใหญ่ โดยตนเองจะเดินหน้าผลักดัน นโยบายต่างๆของพรรคเพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญ เรื่องการกีฬาเรื่องสุขภาพ  เพราะตนเองเคยเป็นคณะกรรมาธิการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร ตนเองอยากเห็นจังหวัดปทุมธานี เป็นเมืองกีฬา มีสถานที่ออกกำลังกายใหญ่ๆครบวงจรให้ประชาชนได้มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี เป็นศูนย์กีฬาครบวงจรที่ทันสมัยของจังหวัดปทุมธานี หลายจังหวัดเขามีแล้วแต่ปทุมธานีเรายังไม่มี

จังหวัดปทุมธานี เป็นจังหวัดที่มีครบทุกมิติ เป็นจังหวัดอุตสาหกรรม มีตลาดค้า ปลีก-ส่งที่ใหญ่ มีพื้นที่เกษตรกรรม มีวัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่ เรามีความพร้อม ตนเองพร้อมที่จะประสานงานหางบกลางลงมาพัฒนาให้มันดียิ่งขึ้น เอามาใช้ตามความต้องการของประชาน พรรคเพื่อไทย มีนโยบาย สร้างเขตธุรกิจใหม่ เราจะต้องผลักดันให้จังหวัดปทุมธานี เป็นเขตธุรกิจใหม่ที่ใกล้เมืองหลวง ด้วยความพร้อมในหลายๆด้าน เรามี 13 มหาวิทยาลัยในพื้นที่  พื้นที่เราใกล้สนามบินดอนเมือง และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพื่อขับเคลื่อน Start-ups และ SMEs สู่การสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ประชาชน เพราะจังหวัดปทุมธานี

พร้อมพรั่งด้วยทุกปัจจัยที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนอีกทั้งประชากรในจังหวัดปทุมธานีจะมีทางเลือกในการทำงานที่ใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น จะไม่กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป นอกจากนี้ธุรกิจห้างร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ล้วนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ของคนที่หลั่งไหลเข้ามา คนปทุมธานีก็จะได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้า

ตนเองมีความมุ่งมั่นที่จะรับใช้ประชาชนทุกๆคนอย่างแท้จริง ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชน มันก็เหมือนปัญหาของตนเอง แล้วตนเองจะนำปัญหาต่างๆ เข้าไปแก้ไขเพื่อให้ประชาชนชาวปทุมธานีมีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น

.

อันซีนนครพนม! จามจุรียักษ์วัดจอมศรีงามสะกดตาเชื่อพญานาคปกปัก

ที่บ้านนามะเขือ อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม ใต้ร่มเงาอันกว้างใหญ่ของ “ต้นจามจุรียักษ์” อายุกว่า 300 ปี ภายใน วัดจอมศรี กำลังกลายเป็นอันซีนแลนด์มาร์กที่ผู้คนกล่าวขาน จากต้นไม้ใหญ่ธรรมดา สู่สัญลักษณ์ศรัทธาที่เชื่อมโยงธรรมชาติ ตำนาน และความเชื่อเรื่องพญานาคเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

จามจุรียักษ์ต้นนี้มีความสูงราว 10 เมตร วัดรอบลำต้นได้ประมาณ 7–8 เมตร กิ่งก้านนับร้อยกิ่งแผ่ขยายยาว 20–30 เมตร ปกคลุมทั่วบริเวณวัด เสมือนร่มธรรมชาติขนาดมหึมา โอบล้อมศาสนสถานทั้งผืนดินไว้ใต้เงาเดียวกัน ความพิเศษอยู่ที่กิ่งก้านซึ่งปกคลุมด้วยเฟิร์นและพืชอิงอาศัย สร้างภาพงดงามราวงานศิลป์ที่ธรรมชาติบรรจงแต่งแต้ม

ในฤดูฝน เรือนยอดจะเขียวชอุ่ม สดชื่นไปด้วยชีวิต ขณะที่ฤดูแล้งกิ่งก้านเปลือยใบ เผยโครงสร้างสีน้ำตาลเข้มชัดเจน ราวแกลเลอรีกลางแจ้งที่เปลี่ยนฉากตามฤดูกาล สร้างเสน่ห์แตกต่างในทุกช่วงเวลา จนหน่วยงานด้านวัฒนธรรมและป่าไม้เข้ามาสำรวจ จัดลำดับให้เป็นต้นไม้ใหญ่อันดับที่ 49 ของประเทศ และติดอันดับความงดงามระดับแนวหน้าของไทย

นอกจากความยิ่งใหญ่ทางกายภาพ จามจุรียักษ์ยังถูกเล่าขานในฐานะสถานที่สถิตขององค์พญานาคและรุกขเทวดาผู้ปกปักรักษา ชาวบ้านจึงยกให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน และเป็นหมุดหมายของสายมูที่เดินทางมากราบไหว้ไม่ขาดสาย

บริเวณโคนต้น ทางวัดได้ประดิษฐานพระนาคปรกให้ประชาชนสักการะ ขณะที่อุโบสถหลังใหม่ของวัด ซึ่งสร้างแล้วเสร็จจากแรงศรัทธาของผู้มีจิตบุญ โดดเด่นด้วยศิลปะล้านช้าง สีขาวบริสุทธิ์ทั้งหลัง ประดับประติมากรรมพญานาคคู่สีขาวบริเวณบันไดทางขึ้น และองค์ท้าวเวสสุวรรณให้สาธุชนกราบไหว้ขอพร เสริมให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งขลังและงดงาม

วันนี้ วัดจอมศรีไม่ได้เป็นเพียงวัดโบราณในชนบท แต่กำลังกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายศรัทธาแห่งใหม่ของนครพนม ที่ผู้คนแวะเวียนมาทั้งเพื่อชื่นชมความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และร่วมทำบุญพัฒนาวัดตามกำลังศรัทธา

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์และบำรุงวัดได้โดยตรงที่วัดจอมศรี หรือติดต่อสอบถามที่หมายเลข 089-687-6352 รวมถึงร่วมบริจาคผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชีวัดจอมศรี เลขที่ 677-9-99157-0

ใต้เงาจามจุรีที่ยืนหยัดมากว่าสามศตวรรษ ไม่เพียงรากไม้ที่หยั่งลึกลงผืนดิน หากแต่ยังมีรากศรัทธาที่หยั่งลึกลงในหัวใจผู้คน และยังคงเติบโตต่อไป…พร้อมตำนานที่ไม่มีวันเลือนหาย

ข่าว/ภาพ : พัฒนพงษ์ ศรีเพียชัย ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

กนอ. ยกระดับ 30 โรงงานเครือข่ายฯ มุ่งสู่ความยั่งยืนด้วยแนวทางลดก๊าซเรือนกระจก หนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ปี 2050

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ชูความสำเร็จโครงการยกระดับโรงงานเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2561- 2567 มีโรงงานเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแล้ว 217 โรงงาน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 3.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เผยความสำเร็จปี 2568 ดำเนินงานตามเป้าหมาย มีโรงงานเข้าร่วม 30 แห่ง เตรียมพร้อมรับมาตรฐาน CFO/Green Industry และ Eco Factory พร้อมกางแผน 152 มาตรการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสร้างอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นางบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการ กนอ. (พัฒนาที่ยั่งยืน) เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเผยแพร่ผลการดำเนินงานและมอบเกียรติบัตรแก่ “โรงงานเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน ของ กนอ.” ในโครงการยกระดับโรงงานเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ 2568 เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร  โดยระบุว่า ในบริบทโลกปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างก้าวกระโดด กนอ. เล็งเห็นว่าการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตนั้นต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม

โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่มาตรฐานต่าง ๆ ด้านความยั่งยืน เพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคต เช่น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน (SDGs I.E.) และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)

จากการดำเนินโครงการฯ ในปีงบประมาณ 2568 กนอ. ได้เข้าไปส่งเสริมและสร้างความพร้อมให้กับโรงงานเครือข่ายรวม 30 แห่ง ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับมาตรฐานสำคัญ ประกอบด้วย 

⦁การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ผ่านการเตรียมความพร้อม 22 แห่ง โดยในจำนวนนี้ได้รับการทวนสอบแล้วถึง 12 แห่ง 

⦁อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 และ 5 (Green Industry) ผ่านการเตรียมความพร้อม 5 แห่ง 

⦁โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) ผ่านการเตรียมความพร้อม 3 แห่ง

ในด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พบว่า โรงงานที่เข้าร่วมโครงการมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 1.32 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีสัดส่วนหลักมาจากภาคพลังงานร้อยละ 59.52 (0.79 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ตามด้วยภาคอื่นๆ ร้อยละ 38.76 ภาคของเสียร้อยละ 1.05 และภาคกระบวนการอุตสาหกรรม (IPPU) ร้อยละ 0.67 ทั้งนี้ กนอ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำข้อเสนอมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 152 มาตรการ ซึ่งหากโรงงานดำเนินการตามแผนจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 0.06 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า กนอ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้และแนวทางที่ได้รับจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นายวัฒนา เจนการ ผู้เชี่ยวชาญด้านก๊าซเรือนกระจก และนายสุรชัย ลีวัฒนานุกุล ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะช่วยให้ผู้ประกอบการนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเครือข่ายโรงงานที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลกอย่างมีประสิทธิภาพ และในปีงบประมาณ 2569 กนอ. ตั้งเป้ายกระดับโรงงานภายใต้โครงการดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 25 แห่ง

“การดำเนินโครงการยกระดับโรงงานเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยก้าวข้ามผ่านความท้าทายจากกฎระเบียบและมาตรการกีดกันทางการค้าระดับโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย กนอ. ยืนยันที่จะทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ เคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่เป้าหมายความยั่งยืน (SDGs I.E.) พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 อย่างมั่นคงต่อไป”ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

สมาคมการค้ายาสูบไทย ขอบคุณ ‘อนุทิน’ รุกหนักปราบบุหรี่เถื่อนจี้ ปปง.ขยายผลอายัดทรัพย์ พร้อมร้อง DE ขยี้แพลตฟอร์มออนไลน์ พยุงลมหายใจร้านโชห่วย

กรุงเทพฯ – สมาคมการค้ายาสูบไทย ออกแถลงการณ์สนับสนุนนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังสั่งกรมการปกครองปราบปรามบุหรี่เถื่อนเชิงรุก บุกจับกุมโกดังบุหรี่เถื่อนกลางเมืองหาดใหญ่ ยึดบุหรี่เถื่อนได้กว่า 20 ล้านมวน ชี้เป้าปี 2569 รัฐต้องกล้าขยี้แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมเรียกร้องให้ ปปง.ยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงิน เชื่อช่วยลดอิทธิพลมืดและแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการสมาคมการค้ายาสูบไทย ขอบคุณปฏิบัติการ “สิงห์ตะปบเหยื่อ” ของกรมการปกครองจากการสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่บุกจับกุมโกดังบุหรี่เถื่อนกลางเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายค้าบุหรี่เถื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ โดยสามารถยืดบุหรี่เถื่อนได้กว่า 2,000 ลัง คิดเป็น 20 ล้านมวน และจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 14 ราย รถของกลาง 11 คัน นับเป็นการทลายเครือข่ายบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ที่สุดของภาคใต้ สะท้อนให้เห็นความเอาจริงในการปราบปรามของเถื่อน การทุจริต คอรัปชั่นของรัฐบาล

นางสาวธัญญศรัณ กล่าวเพิ่มเติมถึงรายงานผลสำรวจอัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายล่าสุดของไตรมาสที่ 4 ปี 2568 พบว่าสัดส่วนการบริโภคบุหรี่เถื่อนลดลงเล็กน้อย จากประมาณ 28% เหลือราว 25% ซึ่งเป็นการลดลงเพียงเล็กน้อยแม้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเช่น กรมการปกครอง ตำรวจสอบสวนกลาง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากรจะมีการจับกุมที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ทำให้บุหรี่เถื่อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“แม้ตัวเลขการบริโภคบุหรี่เถื่อนจะลดลง แต่ก็ถือว่ายังคงเป็นปัญหาใหญ่ เพราะ 1 ใน 4 ของตลาดยาสูบไทยกลายเป็นพื้นที่ของบุหรี่เถื่อน ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้บอกชัดเจนว่าจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าตามชายแดนทางบกและทะเล สืบสวนขยายผล รวมทั้งขอเรียกร้องให้ ปปง. เข้ามาดำเนินคดีฟอกเงินและอายัดทรัพย์ของผู้กระทำผิดด้วย หากทุกฝ่ายเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อเนื่อง ก็เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาบุหรี่เถื่อนลดลงได้เรื่อยๆ อย่างแน่นอน” 

นางสาวธัญญศรัณกล่าวเสริมว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนไม่เพียงแต่ทำให้รายได้ภาษีรัฐหายไป แต่ยังส่งผลกระทบกับร้านค้าโชห่วยที่ขายบุหรี่ถูกกฎหมายประมาณ 5 แสนราย ที่ไม่ควรต้องทำมาค้าขายแข่งกับผู้กระทำผิดที่ขายบุหรี่อย่างอิสระบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อของออนไลน์ส่งตรงถึงบ้าน

“สมาคมฯ ยังมีความกังวลถึงการจำหน่ายบุหรี่เถื่อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทาง Facebook ที่ยังคงเป็นช่องทางหลักในการกระจายบุหรี่เถื่อน เราต้องหยุดมองว่าแพลตฟอร์มเป็นแค่ตัวกลาง รัฐควรพิจารณาข้อบังคับให้แพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบ หากปล่อยปะละเลย แพลตฟอร์มต้องถูกปรับในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด ไม่ใช่แค่ลบโพสต์แล้วจบไปซึ่งกระทรวง DE ต้องจริงจังในเรื่องนี้” 

“สมาคมการค้ายาสูบไทย ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า การปราบปรามบุหรี่เถื่อนไม่ควรเป็นแค่ภารกิจตรวจจับ แต่ต้องเป็นภารกิจ “ตัดวงจรธุรกิจมืด” อย่างครบวงจร ทั้งการสกัดการกระจายสินค้าทางแพลตฟอร์มออนไลน์ การสืบสวนขยายผลไปถึงนายทุนเบื้องหลัง รวมไปถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน” นางสาวธัญญศรัณกล่าวสรุป

หลอนตั้งแต่พรมแดง! BeOnCloud จัดกาลา “ราคี (THE STAIN)” กระแสแรงก่อนเข้าฉายจริง 26 กุมภาพันธ์นี้

ค่ำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Paragon Hall กลายเป็นค่ำคืนของการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ “ราคี (THE STAIN)” อย่างเต็มรูปแบบ! การปรากฏตัวบนพรมแดงของทีมนักแสดงนำ อิงฟ้า วราหะ, อาโป ณัฐวิญญ์, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, ฟรีน สโรชา, แจ๊ส ผดุง และ ฮาย อาภาพร พร้อมนักแสดงอีกหลายท่าน มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน ท่ามกลางสื่อมวลชนและแฟน ๆ ที่เดินทางมาให้กำลังใจกันแน่นฮอลล์ตั้งแต่ช่วงบ่าย

บรรยากาศเริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงเปิดลงทะเบียน แขก สื่อ และแฟน ๆ ทยอยเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่สีสันของงานจะชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ #ผีมาลี ปรากฏตัวออกมาเดิน Troop รอบบริเวณงาน เติมความหลอนตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่พิธีการหลัก สร้างความตื่นเต้นให้ทั้งผู้ร่วมงานและผู้ที่เดินผ่านไปมา หลายคนร่วมถ่ายภาพและโพสต์ลงโซเชียลทันที ส่งให้แฮชแท็ก #ราคีGALA #ผีมาลี #ราคีTHESTAIN ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ก่อนงานเริ่มอย่างเป็นทางการ พร้อมพุ่งขึ้นติดเทรนด์อันดับ 1 บนแพลตฟอร์ม X ในประเทศไทย และถูกพูดถึงอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ Malaysia, Peru, Brazil, Singapore, Vietnam และ Philippines เป็นต้น

พรมแดงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาสื่อและแฟน ๆ ที่รอเก็บภาพกันแน่นพื้นที่ ทีมนักแสดงจากภาพยนตร์ “ราคี (THE STAIN)” นำโดย อิงฟ้า วราหะ, อาโป ณัฐวิญญ์, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, ฟรีน สโรชา, แจ๊ส ผดุง และ ฮาย อาภาพร พร้อมนักแสดงจากภาพยนตร์อีกหลายท่าน ทยอยเดินพรมแดงสร้างสีสันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีนักแสดงจาก BeOnCloud นำโดย มาย ภาคภูมิ, ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส, สน ยุกต์, ยูโร ยศวรรธน์, โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์, จ๊อบ ยศธร, ปีเตอร์ เดรี่ย์ และ ฟูไอซ์ ธนวัตร รวมถึง คิวพี ณสิริ และ สีน้ำ รักษ์ภู มาร่วมงานอย่างพร้อมหน้า พร้อมกันนั้น ยังมีนักแสดงจากค่ายต่าง ๆ อาทิ DoMunDi, FRT Entertainment, Bibbidii Entertainment, Mojo Muse Management และ Star Hunter รวมถึงเหล่าอินฟลูเอนเซอร์อีกมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดี ทำให้ช่วงพรมแดงครั้งนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก

ในช่วงแถลงข่าว ได้เชิญผู้กำกับทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ ปอนด์ กฤษดา, หนิง พันพัสสา และ พิง ลำพระเพลิง ขึ้นเวทีพร้อมนักแสดงนำ อิงฟ้า วราหะ, อาโป ณัฐวิญญ์, เจษ เจษฎ์พิพัฒ และ ฟรีน สโรชา เพื่อพูดถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ ที่มาของชื่อ “ราคี” และแนวคิดในการพัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้ พร้อมย้ำความตั้งใจให้ “ราคี” เป็นหนังครบรส ทั้งบทเข้มข้น ดราม่าชัด จังหวะตลกลงตัว งานภาพ โปรดักชัน แสง สี เสียงที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด รวมถึงเพลงประกอบ “แมงมุมลายตัวนั้น” เวอร์ชันใหม่ที่ขับร้องโดย อิงฟ้า วราหะ ซึ่งกำลังถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในโซเชียลขณะนี้ ช่วงท้ายเวที ผู้กำกับและนักแสดงได้ฝากภาพยนตร์ถึงแฟน ๆ ชาวไทย ชวนทุกคนมาชมในโรงภาพยนตร์และร่วมสนับสนุนหนังไทยไปด้วยกัน ก่อนที่ทีมนักแสดงจะแยกย้ายเข้าสู่โรงต่าง ๆ ภายในพารากอน ซีนีเพล็กซ์ เพื่อรับชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ร่วมกับแขกผู้มีเกียรติและแฟน ๆ เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่เห็นชัดคือ งานกาล่าพรีเมียร์ภาพยนตร์ “ราคี (THE STAIN)” ครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่การชมรอบแรกร่วมกันในโรงภาพยนตร์เท่านั้น แต่ต่อเนื่องด้วย After Party จัดเต็ม ณ Paragon Hall ที่ยกระดับบรรยากาศให้สนุกสุด ๆ กับโชว์จัดเต็มทั้งเวที แสง สี เสียง จาก ฮาย อาภาพร และ DJ STAYGOLD ที่พาคนทั้งฮอลล์สนุกกันแบบไม่มีพัก

ความคึกคักในงานถูกส่งต่อไปบนโซเชียลมีเดียแทบจะทันที ทั้งภาพ คลิป และโมเมนต์จากเวที After Party ถูกแชร์ต่อในวงกว้าง จำนวนโพสต์ การพูดถึง และคอมเมนต์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ “ราคี (THE STAIN)” ถูกพูดถึงในฐานะภาพยนตร์ที่เปิดตัวด้วยอีเวนต์ใหญ่เต็มรูปแบบ สร้างความคาดหวังก่อนเข้าฉายจริง

หลังคืนกาล่าพรีเมียร์ผ่านไป กระแสยังคงต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด ภาพและวิดีโอจากงานยังถูกแชร์และพูดถึงบนโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกัน สื่อ เพจภาพยนตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิในวงการที่ได้ชมรอบพิเศษ ต่างทยอยออกมารีวิวและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก ถ่ายทอดความรู้สึกหลังชมภาพยนตร์แบบสด ๆ ทำให้บทสนทนาเกี่ยวกับ “ราคี (THE STAIN)” ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องก่อนถึงวันเข้าฉายจริง

พิสูจน์ทุกกระแสของ “ราคี” ด้วยตัวคุณเอง
26 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

.

ปลากะพงขาว นักล่าแห่งสายน้ำ สร้างสมดุลนิเวศ

“ปลากะพงขาว” (Asian Sea Bass) ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบอาหารยอดนิยมบนโต๊ะอาหารเท่านั้น แต่ในมิติทางนิเวศวิทยามันคือ “นักล่าระดับบน” (Top Predator) ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตที่แหล่งน้ำไทยกำลังเผชิญกับการรุกรานของเอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species)

ปลากะพงขาว มีลักษณะทางกายภาพที่เอื้อต่อการเป็นผู้ควบคุมสมดุล ด้วยลำตัวที่เพรียวยาวและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ทำให้สามารถพุ่งฉีดตัวจู่โจมเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีปากที่กว้างและขากรรไกรที่ยืดหยุ่น สามารถกลืนกินเหยื่อที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของลำตัวได้อย่างง่ายดาย คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือความสามารถในการปรับตัวแบบ Euryhaline หรือการดำรงชีวิตได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ทำให้ปลากะพงขาวสามารถทำหน้าที่เป็น “เทศบาลทางน้ำ” ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปากแม่น้ำไปจนถึงลำคลองลึก

ใช้ธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ

การแพร่กระจายของ ปลาหมอคางดำ (Blackchin Tilapia) เกิดขึ้นจากที่มันมีความทนทานสูงและขยายพันธุ์รวดเร็ว เข้าไปแย่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำพื้นเมือง แนวคิดธรรมชาติควบคุมธรรมชาติถูกนำมาใช้ โดยเลือก “ปลากะพงขาว” เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญเชิงกลยุทธ์ในหลายพื้นที่ ยกตัวอย่าง เช่น การส่งเสริมการเลี้ยงปลากะพงขาว

จากข้อมูลล่าสุด จังหวัดสมุทรสาครโดยสำนักงานประมงจังหวัด ได้ขับเคลื่อนมาตรการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม ณ ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมืองสมุทรสาคร โดยใช้กลไกการบูรณาการระหว่าง ภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ด้วยการส่งมอบพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน 10,000 ตัว ให้แก่เกษตรกร นำไปเลี้ยงในบ่อที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ปลากะพงขาวจะกินลูกปลาหมอคางดำเป็นอาหาร ช่วยตัดวงจรการขยายพันธุ์ของเอเลี่ยนสปีชีส์อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้สารเคมีหรือการจับด้วยเครื่องมือประมงเพียงอย่างเดียว ขณะที่ประมงจังหวัดจะสนับสนุนด้านวิชาการ การบริหารจัดการฟาร์ม และการป้องกันโรค เพื่อให้ปลากะพงขาวสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งนักล่าและสัตว์น้ำเศรษฐกิจในคราวเดียว

คุณค่าทางเศรษฐกิจ 

การใช้ปลากะพงขาวแก้ปัญหานิเวศ ยังได้ผลลัพธ์ในแง่เศรษฐกิจด้วย เพราะเป็นสัตว์น้ำมูลค่าสูง มีตลาดรองรับ มีความต้องการบริโภคสูง และเมื่อระบบนิเวศกลับมาสมดุล เกษตรกรกลับมาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อื่นๆ เช่น กุ้งหรือปลาพื้นบ้านได้ตามปกติ ก็เกิดเป็นความมั่นคงทางอาหาร เรียกได้ว่า ปลากะพงเป็นตัวช่วยเปลี่ยนจากพื้นที่ระบาดของปลาต่างถิ่นให้กลายเป็นแหล่งผลิตโปรตีนคุณภาพสูง ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง 

การส่งเสริมการเลี้ยงปลากะพงขาวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการประมง แต่มันคือ “การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์” ที่ใช้ความเก่งกาจตามธรรมชาติของสัตว์ท้องถิ่นมาสยบปัญหาการรุกรานของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ความสำเร็จในพื้นที่สมุทรสาครเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หากเราเข้าใจสายใยอาหารและส่งเสริมอย่างถูกจุด นำธรรมชาติจัดการธรรมชาติ ที่สุดแล้ว ความอุดมสมบูรณ์จะสามารถกลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

TEA กางโรดแมปไมซ์ไทยปี 2569–2570 ตั้งเป้า TMX 2026 ดึงผู้ร่วมงานทะลุ 4,000 ราย

สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA เผยยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า(ไมซ์)ไทยในปี 2569 – 2570 มุ่งสร้างระบบนิเวศด้วยนวัตกรรม (Innovation) และความยั่งยืน (Sustainability) ขานรับความสำเร็จจากงาน TMX ครั้งล่าสุดที่ได้รับความเชื่อมั่นอย่างท่วมท้น ประกาศความพร้อมจัดงาน Thailand MICE X-Change 2026 (TMX 2026) ที่จะจัดขึ้นวันที่ 29-30 เมษายน 2569 ณ ห้องบอลรูม 1 – 3 ชั้น 1  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางอีเวนต์ระดับโลก

นายลอย จุน ฮาว นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA และผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันงาน Thailand MICE X-Change 2026 (TMX 2026) จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเป็นที่ยอมรับในฐานะงานแสดงสินค้าและการประชุมที่มีบทบาทในการผลักดันให้องค์กรภาคธุรกิจนำการจัดงาน งานประชุมและอีเวนต์ไปใช้กับองค์กรโดยกำหนดแผนให้อยู่ในกลยุทธ์ทางการตลาดและการสร้างแบรนด์ขององค์กร ขณะเดียวกันงาน TMX ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในมิติของนวัตกรรมและความยั่งยืน

TMX ทำหน้าที่เป็นเวทีพบปะประจำปีที่ให้ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการจัดงาน การประชุมและอีเวนต์ได้มาพบปะกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้สร้างเครือข่ายและพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านงานสัมมนาที่นำเสนอประเด็นเชิงลึก แนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นรวมไปถึงแนวทางปฎิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

นายลอย จุน ฮาว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลอดการจัดงานสองครั้งที่ผ่านมา TMX ได้ต้อนรับผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 5,000 ราย และเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจกว่า 360 การประชุม สำหรับการจัดงานในปีนี้ เราคาดว่าจะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างประเทศไทยและเครือข่ายอุตสาหกรรมไมซ์นานาชาติให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ในปีนี้ TMX 2026 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 4,000 ราย ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมและความยั่งยืน: ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยก้าวหน้าและเป็นเลิศ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอุตสาหกรรมในการรับมือกับความท้าทายสำคัญ พร้อมผลักดันเป้าหมายด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

อุตสาหกรรมของเรายังคงยึดมั่นต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ควบคู่กับกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล TMX ตอกย้ำให้เห็นว่า ธุรกิจด้านการจัดงาน การประชุมและอีเวนต์ หรืออุตสาหกรรมไมซ์ยังคงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการตลาดแบบพบปะกันโดยตรงที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับภาคธุรกิจ”

ดร. ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวเสริมในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ว่า “งานแสดงสินค้าไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงบูท แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังของโลกธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การพบหน้า การได้เห็นและสัมผัสสินค้า รวมถึงการเจรจาทางธุรกิจ ยังคงเป็นมิติสำคัญที่ไม่สามารถทดแทนได้ งานแสดงสินค้าจึงเป็นพื้นที่แห่งความเชื่อมั่นที่นำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม 

Thailand MICE X-Change (TMX) จึงไม่ได้เป็นเพียงอีเวนต์ แต่เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยอย่างครบวงจร พร้อมส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจใช้ “งานแสดงสินค้า” เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบการนำเสนอ ไปจนถึงการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

ลอย จุน ฮาว นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA 

TMX มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์ม One Stop Service ของประเทศไทย ที่รวบรวมองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ให้บริการจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทยสู่การแข่งขันระดับสากล พร้อมเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทานให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นระบบ พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนและผลักดันอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ”

ด้านนางดวงรัตน์ อุดมสมพร Vice President – Exhibition Organizer บริษัท เอ็น.ซี.ซี แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมการแสดงสินค้าในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดงาน แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการเชื่อมโยงซัพพลายเชน นักลงทุน และผู้มีอำนาจตัดสินใจในหลากหลายอุตสาหกรรม ในยุคที่ AI และ Big Data มีบทบาทมากขึ้น ผู้จัดงานต้องพัฒนาไปสู่การเป็น Smart Platform ใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้งานแสดงสินค้ายังคงมีความสำคัญและไม่สามารถทดแทนได้ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ คือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการพบปะและเจรจาแบบ face-to-face การได้เห็นสินค้าและเทคโนโลยีสาธิตจริงช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถืออย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน งานแสดงสินค้ายังเป็นศูนย์กลางของ community ในแต่ละอุตสาหกรรม เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทั้งองค์กรและเศรษฐกิจประเทศ”

ขณะที่นางสาวนวพร สันติวัฒนา รองผู้อำนวยการสายงานธุรกิจอาหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง กล่าวในฐานะผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเวทีแสดงสินค้าอย่างต่อเนื่องว่า “งานแสดงสินค้าไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางการตลาด หากแต่เป็นกลไกสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระดับสากล การเข้าร่วมอย่างต่อเนื่องเปิดโอกาสสู่ตลาดใหม่ สร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก และตอกย้ำจุดยืนของเราในฐานะแบรนด์ที่พร้อมแข่งขันในเวทีนานาชาติ สำหรับองค์กร งานแสดงสินค้าไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตและการเติบโตอย่างยั่งยืน”

ดร. ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ

ในงาน Thailand MICE X-Change 2026 (TMX 2026) ปีนี้รวบรวมผู้ให้บริการด้านการจัดงานครบวงจรกว่า 100 แบรนด์จากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่พร้อมมานำเสนอโซลูชันในการพัฒนาการจัดงานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่จัดงาน ผู้ให้บริการด้านออกแบบ และก่อสร้างคูหา/ส่วนตกแต่ง ผู้ผลิตวัสดุโครงสร้าง และของตกแต่ง ผู้ให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ ผู้บริหารการจัดงานต่างๆ (PCO, PEO) ผู้บริหารจุดหมายปลายทาง (DMC)  ผู้ให้บริการด้านการตลาด ผู้ให้บริการโซลูชัน และเทคโนโลยี ผู้ให้บริการระบบแสง เสียง ภาพ เวที และอุปกรณ์ให้เช่า ผู้ให้เช่าเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ให้เช่าที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายของพรีเมียม/ของขวัญสำหรับองค์กร, ผู้ให้บริการงานพิมพ์และวัสดุสิ้นเปลือง รวมไปถึงโรงแรมและที่พักเพื่อการจัดประชุม และงานอีเวนต์ต่างๆ อีกมากมาย

นอกจากงานแสดงสินค้าแล้ว ภายใน Thailand MICE X-Change 2026 (TMX 2026) ยังมี “เวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ” หรือ “X-Change Square” ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศกว่า 25 ราย มาร่วมแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติ ในหัวข้อสำคัญหลากหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานแสดงสินค้าและอีเวนต์อย่างครบถ้วนกว่า 15 หัวข้อ ตลอดทั้ง 2 วันจัดงานฯ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับทั้งข้อมูลเชิงกลยุทธ์ แนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง และมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาสถานที่จัดงาน การวางแผนโครงการ/โปรเจกต์ การนำ AI มาใช้ในการทำการตลาด การเพิ่มยอดขายและการบริหารจัดการโลจิสติกส์ รวมถึงแนวทางความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไมซ์และเทคนิคการออกแบบบูธให้โดดเด่น ซึ่งทั้งหมดออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการและผู้จัดงานสามารถนำความรู้ไปปรับใช้จริงให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงานและพัฒนาธุรกิจของตนเองได้อย่างยั่งยืน

และภายในงานฯ ยังจัดให้มีเวทีเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ที่ช่วยเชื่อมโยงและสร้างธุรกิจให้กับผู้แสดงในงาน TMX2026 ต่างๆ กับกลุ่มผู้ซื้อที่เข้าชมงานที่มีความสนใจจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้ออกงานแสดงสินค้าในประเทศต่างๆ เจ้าของธุรกิจ ฝ่ายการตลาดและฝ่ายบุคคลที่มีความต้องการจัดงาน หรือจะเป็นผู้จัดงานที่กำลังมองหาโซลูชันใหม่ๆ เพื่อช่วยพัฒนาการจัดงานให้ดีขึ้น โดยงานนี้ยังคงมุ่งเป้าในการสนับสนุนการต่อยอดความร่วมมือ สร้างโอกาสใหม่ และขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมในเวทีเดียว

“ในช่วงปี 2569–2570 เราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมไมซ์ไทยจะก้าวจากบทบาทผู้รับจัดงาน ไปสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในระดับภูมิภาค โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และมาตรการความยั่งยืนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่างยั่งยืน” นายลอย จุน ฮาว กล่าวสรุป

ดวงรัตน์ อุดมสมพร Vice President – Exhibition Organizer บริษัท เอ็น.ซี.ซี ฯ

นอกจากนี้งาน Thailand MICE X-Change 2026 (TMX 2026) มุ่งมั่นสนับสนุนแนวคิดการจัดงานอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อโลก ภายในงานได้มีการนำแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนมาใช้ อาทิ 

⦁ส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เนื่องจากสถานที่จัดงานสามารถเข้าถึงได้สะดวกด้วย MRT และ BTS ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการเดินทาง

⦁ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) โดยรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานนำกระบอกน้ำส่วนตัว และจัดเตรียมจุดเติมน้ำภายในงาน

⦁ระบบลงทะเบียนออนไลน์ (Paperless Registration) เพื่อลดการใช้กระดาษ และเพิ่มความสะดวกในการเข้าร่วมงาน

⦁สนับสนุนแนวคิด Green & Responsible Events ผ่านผู้แสดงสินค้าและโซลูชันที่ช่วยยกระดับการจัดงานอย่างยั่งยืน

⦁ลดของเสียจากการจัดงาน ด้วยการส่งเสริมสื่อดิจิทัล และการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

TMX 2026 เชื่อมั่นว่า “งานอีเวนต์ที่ดี ไม่เพียงสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” เราจึงมุ่งผลักดันให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์งานแสดงสินค้าและการประชุมในอนาคต

งาน Thailand MICE X-Change 2026 (TMX 2026) ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำอาทิ บริษัท ดีเอสวี คอนแทรค โลจิสติกส์ จำกัด สนับสนุนการจัดงานในฐานะ Exclusive Lanyard Sponsor, Shanghai New International Expo Center สนับสนุนการจัดงานในฐานะ Business Lounge Sponsor, Resorts World Sentosa สนับสนุนการจัดงานในฐานะ  Goodie Bag Sponsor และ บริษัท อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนการจัดงานในฐานะ X-Change Square Stage Sponsor

นวพร สันติวัฒนา รองผู้อำนวยการสายงานธุรกิจอาหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง

Thailand MICE X-Change 2026 (TMX 2026)  งานแสดงสินค้าและสัมมนาเพื่อธุรกิจการจัดงาน การประชุมและอีเวนต์ พร้อมเปิดเวทีเชื่อมต่อโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า และไมซ์ไทย ขอเชิญผู้ออกงานแสดงสินค้าทั่วไป ผู้ประกอบการ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบุคคล นักลงทุน และผู้สนใจ ร่วมอัปเดตเทรนด์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดเครือข่ายธุรกิจระดับสากล ระหว่างวันที่ 29–30 เมษายน 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ ห้องบอลรูม 1 – 3 ชั้น 1  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) มาร่วมค้นพบโซลูชัน นวัตกรรม และแนวคิดที่จะยกระดับไมซ์ไทยสู่อนาคต ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tmxexpo.com หรือลงทะเบียนเข้าชมงานฟรีได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/TMX21  

ดวลปืนกลางถนนท่าวังผา! ชายคลั่งยิงใส่ตำรวจ 4 นัด ก่อนถูกวิสามัญดับ

น่าน – คาดปมแค้นฝังใจหลังถูกจับส่งบำบัดหลายครั้ง..ชายวัย 36 ปี พ่อของลูกวัยขวบเศษ-เคยได้รับใบประกาศยกย่องระดับจังหวัด เสพยา-ดื่มเหล้าแล้วคลั่ง ห้อยกระสุนคาดเอวบึ่ง จยย.ตามหา ตร.ในหมู่บ้าน พอ เจ้าหน้าที่พยายามเข้าระงับเหตุกลับยิงใส่ 4 นัดซ้อน จนต้องยิงตอบโต้รอบแรกกระสุนโดนคนซ้อนท้าย เจ้าตัวยังหนี-ยิงตำรวจซ้ำ ก่อนโดนวิสามัญดับคาถนนท่าวังผากลางดึก

เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569  พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน   ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุกลางถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 4022 พื้นที่บ้านฮวก หมู่ 4 ตำบลแสนทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรท่าวังผา วิสามัญชายวัย 36 ปี หลังใช้อาวุธปืนยิงใส่ตำรวจระหว่างหลบหนี

โดยผู้เสียชีวิตคือ นายภัทรกร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ก่อนเกิดเหตุมีอาการคลุ้มคลั่ง คาดว่าเสพยาบ้าและดื่มสุรา ตั้งวงดื่มกับเพื่อนรุ่นพี่วัย 63 ปี ภายในหมู่บ้าน จากนั้นก่อเหตุเอะอะโวยวาย ก่อนขับรถจักรยานยนต์ตระเวนตามหาเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งซึ่งมีบ้านพักอยู่ในหมู่บ้าน แต่ไม่พบตัว

ระหว่างทางได้ข่มขู่ภรรยาของตำรวจรายดังกล่าว โดยนำลูกกระสุนออกจากกระเป๋าคาดเอว ถามว่าจะ “เอาเม็ดไหน” สร้างความหวาดผวาให้ชาวบ้านอย่างมาก จนมีการแจ้งตำรวจเข้าระงับเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัว ชายรายดังกล่าวกลับเร่งเครื่องหลบหนี มุ่งหน้าไปทางบ้านนาหนุน ซึ่งเป็นเขตชุมชนขนาดใหญ่ ระหว่างทางรถจักรยานยนต์ล้ม เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ แต่ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงใส่ตำรวจ 4 นัด กระสุนถูกหม้อน้ำและกระจกรถสายตรวจ

ตำรวจจึงยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว กระสุนถูกเพื่อนที่ซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บ 1 นัด แต่ผู้ก่อเหตุยังลุกขึ้นขับรถหนีต่อ และยิงใส่รถที่ขับสวนมา รวมถึงรถตำรวจที่เข้ามาสนับสนุนกำลัง

กระทั่งเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงตอบโต้ 2 นัด กระสุนถูกผู้ก่อเหตุจนรถล้มลงกลางถนน เจ้าตัวยังพยายามบรรจุกระสุนเพื่อยิงต่อสู้ ก่อนล้มฟุบจมกองเลือด เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมาตรวจสอบในกระเป๋าคาดเอวพบปลอกกระสุน ซองบรรจุยาบ้า อุปกรณ์เสพ แต่ไม่พบยาเสพติด คาดว่าเสพจนหมดก่อนเกิดเหตุ

ด้าน พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเคยเป็นคนดี มีครอบครัวอบอุ่น เป็นพ่อของลูกวัยขวบเศษ และเคยได้รับใบประกาศยกย่องจากจังหวัดน่าน แต่ภายหลังเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ถูกส่งบำบัดที่โรงพยาบาลน่าน 3 ครั้ง และถูกควบคุมสงบสติอารมณ์หลายครั้ง

ก่อนหน้านี้เคยมีพฤติกรรมคลุ้มคลั่ง อ้างตนเป็นทหารของพระเจ้าตาก ถือมีดรำดาบกลางหมู่บ้าน และถูกนำตัวส่งบำบัด คาดว่าอาจเกิดความฝังใจกับเจ้าหน้าที่ จนนำไปสู่เหตุรุนแรงในครั้งนี้  เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินการตามขั้นตอนตรวจสอบการใช้อาวุธปืนตามระเบียบ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

.