ดีพร้อม เดินเกมอินโนเวชันอินดัสตรี ผนึกบิ๊กเอกชน ดันสตาร์ทอัพคอนเน็คปี 4

ดีพร้อม เดินเกมอินโนเวชันอินดัสตรี ผนึกบิ๊กเอกชน ดันสตาร์ทอัพคอนเน็คปี 4
สร้างนวัตกรรมร่วม เสิร์ฟดีมานด์อุตสาหกรรมยุคใหม่ คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ลบ.

Light bulb with drawing graph

กรุงเทพฯ XX เมษายน 2566 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ขับเคลื่อนนโยบายการยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ผนึกความร่วมมือภาคเอกชนรายใหญ่ อาทิ ซีพีเอฟ ปตท. ไทยคม และอินโนบิก ดันสตาร์ทอัพดีพเทค ปั้นนวัตกรรมร่วม (Co-Creation) ตอบโจทย์ความต้องการภาคเอกชน ส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจ ขยายผลสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ตั้งเป้าส่งเสริมสตาร์ทอัพ 25 กิจการ คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาท
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่นั้น ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องมีการยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลได้กำชับทุกฝ่ายให้เร่งดำเนินการ เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และเป็นหนึ่งในพันธกิจที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญ ภายใต้การนำของ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเข้าสู่วิถีใหม่ โดยให้ความสำคัญในการยกระดับทุกองค์ประกอบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งและกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วย ‘หัว’ และ ‘ใจ’ โดยเฉพาะเน้นการปรับเปลี่ยนธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ รวมถึงการส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยี
การผลิตสมัยใหม่ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจในอนาคตต่อไป
นายใบน้อย กล่าวต่อว่า จากนโยบายดังกล่าว ในปี 2566 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม
ได้มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับธุรกิจภาคอุตสาหกรรม
ให้เติบโตด้วยกระบวนการทางธุรกิจที่เข้มข้น ผ่านนโยบาย “ดีพร้อมโต โตได้ โตไว โตไกล โตให้ยั่งยืน”โดยหนึ่งในนั้น คือ โตได้ (Start) ที่เน้นการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือสตาร์ทอัพ (Startup) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการดึงจุดเด่นด้านศักยภาพ การใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์จนเกิดเป็นนวัตกรรมที่สามารถสนับสนุนและแก้ปัญหาให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงมาต่อยอดพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้น โดยที่ผ่านมา ดีพร้อม (DIPROM) ได้ติดอาวุธเพิ่มเติมทักษะการประกอบการ เพื่อให้เกิดโมเดลธุรกิจที่พร้อมต่อยอดกิจการและการเชื่อมโยงไปยังแหล่งเงินทุนคุณภาพ (CVC) สำหรับผู้ประกอบการในระยะเติบโต ผ่านกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น

หรือดีพร้อม สตาร์ทอัพ คอนเน็ค (DIPROM Startup Connect) ซึ่งปีนี้ ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจเริ่มต้น โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงเป็นเวทีให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเริ่มต้นได้นำเสนอนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและสนองความต้องการของตลาด ตลอดจนการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและส่งเสริมให้ธุรกิจขยายตลาดไปในต่างประเทศได้
โดยในปี 2566 นี้ กลุ่มเป้าหมายหลักของ ดีพร้อม สตาร์ทอัพ คอนเน็ค ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเชิงลึก หรือดีพเทค หรือเทคโนโลยีทั่วไปที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์ครบวงจร วัสดุชีวภาพ และพลังงาน โดยมีจุดเด่นที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมร่วม หรือ Co-Creation ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรเอกชนรายใหญ่ในการทดลองใช้นวัตกรรม หรือโซลูชั่นส์ในตลาดจริง (Proof of Concept : POC) ถือเป็นมิติใหม่ของการสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ให้พันธมิตรเอกชน หรือลูกค้ารายใหญ่

เข้ามามีส่วนร่วมสร้างและพัฒนาสินค้า หรือบริการของสตาร์ทอัพให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่สอดคล้องกับ
ความต้องการของภาคเอกชนและตอบโจทย์ความต้องการมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการสร้างโอกาสในการขยายตลาดร่วมกันในอนาคตต่อไป โดยมีบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อปีที่แล้วเข้าร่วมต่อยอดกิจกรรมในปีนี้ จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทไทยคม จํากัด (มหาชน) และบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรเอกชนยักษ์ใหญ่รายใหม่ เข้าร่วมเพิ่มเติมอีก จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท แมกซ์ เวนเจอร์ส จำกัด บริษัท บางกอกอินดัสเทรียล แก๊ส จำกัด และบริษัท ฮอนด้าเทรดดิ้ง เอเชีย จำกัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาท และสามารถเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ 25 กิจการ ไปยังแหล่งเงินทุนคุณภาพ (Corporate venture capital : CVC)ในลำดับถัดไป ทั้งนี้ ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้รับการคัดเลือก จำนวน 17 บริษัทเพื่อนำเสนอโมเดลธุรกิจ โดยเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจร่วมลงทุนกว่า 176 ล้านบาท และเกิดการขยายฐานลูกค้าและสร้างนวัตกรรมร่วม หรือ Co-Creation กว่า 76.5 ล้านบาท นายใบน้อย กล่าวทิ้งท้าย

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0 2430 6865-66 ต่อ 1033 / เผยแพร่

ADVERTISEMENT

Wilsonart ประกาศความพร้อมขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของตลาด ในอุตสาหกรรมวัสดุปิดผิวลามิเนต

Wilsonart ประกาศความพร้อมขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของตลาด ในอุตสาหกรรมวัสดุปิดผิวลามิเนต

Wilsonart ประกาศความพร้อมขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของตลาด ในอุตสาหกรรมวัสดุปิดผิวลามิเนต
ที่ผสานเทคโนโลยีจากสองวัฒนธรรมเพื่อคนเอเชีย ในงานสถาปนิก’66

บริษัท “Wilsonart” วิลสันอาร์ท (ประเทศไทย) ผู้นำด้านวัสดุปิดผิวลามิเนต (Decorative surface) ภายใต้บริษัทจากสหรัฐอเมริกาที่มีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่ปี 2499 และในปี 2541 ได้ก่อตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานผลิตใหญ่ที่ตอบสนองความต้องการในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงทวีปออสเตรเลีย เราเป็นผู้นำด้านลามิเนต วัสดุปิดผิว ทั้งด้านงานตกแต่งภายใน, งาน architecture, งานเฟอร์นิเจอร์ ด้วยการพัฒนาลามิเนตอยู่ตลอดเวลา ลามิเนต Wilsonart จึงตอบสนองการออกแบบได้ดียิ่งขึ้น ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการใช้งานที่หลากหลาย
เมื่อปลายปี 2562 บริษัท Aica Kogyo ผู้นำด้านเทคโนโลยีทางด้านเคมีวัสดุงานก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างตกแต่งภายในจากประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ามาร่วมมือกับ บริษัท Wilsonart ในการทำตลาดในภูมิภาคเอเชีย
ทำให้เราเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ใหม่
CERARL ผลิตภัณฑ์ที่มีความพิเศษ ป้องกันการลามไฟ และ มีออกแบบลวดลายที่มีความสวยงามใกล้เคียงกับวัสดุธรรมชาติ เหมาะกับการตกแต่งภายในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานผนังในที่พักอาศัย ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือแม้แต่งานห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่นมาตลอดระยะเวลาหลายปี ด้วยเหตุผลด้านความสวยงาม, น้ำหนักเบา และการติดตั้งที่ง่าย ที่มาพร้อมกับความทนทาน เหมาะสำหรับงานโครงการใหม่และงาน Renovate ในทุกรูปแบบ
Virutect ลามิเนตชนิดยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส จาก Biotechnology และ Celsus ลามิเนตกันรอยนิ้วมือ เทคโนโลยีจาก Aica ประเทศญี่ปุ่น ที่ออกมาใหม่เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้และการออกแบบในช่วง Pandemic
ผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล โรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็ก รวมถึงที่พักอาศัยทั่วไป เนื่องจากผู้คนใช้ชีวิตอยู่บ้านกันมากขึ้น นวัตกรรมดังกล่าว ทาง Wilsonart มั่นใจว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เกิดคุณภาพและความปลอดภัยในการอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น
5 กลยุทธ์ที่สำคัญของการก้าวขึ้นสู่เบอร์หนึ่งของตลาด ได้ถูกสรุปไว้อย่างน่าสนใจโดย
คุณอดิศักดิ์ เธียไพรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิลสันอาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าว ณ วันแถลงข่าวว่า

  • ยึดมั่นในมาตรฐานระดับสากล (Global Standard Quality)
  • การออกแบบที่ตอบโจทย์ลวดลายและพื้นผิวที่หลากหลาย (Design Variety)
  • การออกแบบที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า (Customization “Design for you” & “Design by you”)
  • การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมมาใช้บนพื้นผิวเพื่อตอบสนองความต้องการในรูปแบบต่างๆ (Total Solution for Surfaces)
  • เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางชีวภาพและเคมีเพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม (Sustainability) กลยุทธ์ดังกล่าวมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคอนเซ็ปต์สำหรับการจัดแสดงนวัตกรรมภายในงานสถาปนิก’66 โดยเดินหน้าในปี 2023 ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า “Wilsonart Infinity Connex” ที่ให้ความหมายถึงการออกแบบโดยเชื่อมต่อนวัตกรรมกับพื้นผิว ความกลมกลืนของธรรมชาติกับพื้นผิวสัมผัส และความยั่งยืน ผ่านแนวคิด Biophilic Design ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ใน Space ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์มาแรง ณ ขณะนี้
    • ​WILSONART & AICA BE CONNEX AS GLOBAL LEADER
  • CONNEX SURFACE IN TECHNOLOGY LEAD AND FUTURE INNOVATION TRENDS
  • CONNEX TO PEOPLE & BETTER LIVING
  • CONNEX TO THE NATURE AND SUSTANABILITY
    Wilsonart & AICA เป็นผู้ผลิตที่อยู่เบื้องหลังทางด้านวัสดุปิดผิว ที่อยู่ทุกที่ในตลาด ทั้งอสังหาริมทรัพย์หรือที่อยู่อาศัยรวมไปถึงโครงการต่าง ๆ ซึ่งทุกคนอาจจะเคยได้สัมผัสสินค้า Wilsonart&AICA รอบตัวคุณมาแล้ว และบริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความใส่ใจลูกค้าอย่างดีที่สุด…… คุณอดิศักดิ์ กล่าว
    นอกจากนี้ ทาง Wilsonart & AICA ยังคงมีการจัดแสดงบูธ และให้ความรู้แก่ผู้บริโภคและผู้สนใจ รวมถึงนักออกแบบ โดยจัดให้มีการเสวนา ในหัวข้อ SURFACE DESIGN LOOK & TALK Innovative & Sustainable Solutions for Better Living “โลกเปลี่ยนไปเยอะกับสิ่งสัมผัสที่เปลี่ยนไป อยากรู้ไหมนักออกแบบคิดอย่างไร?

โดยวันที่ 28 เมษายน 2566 นี้ ที่ บูธเลขที่ F110 Wilsonart & AICA โดยจะพบกับวิทยากรรับเชิญทั้งสามท่าน คุณกฤต อภิบาลปฐมรัฐ – Managing Director & Chief Architect / ARiA Design Architects Co., Ltd, ผศ.เสก สวัสดี – รองคณบดีและประธานหลักสูตรสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , คุณพลัช ไพนุพงศ์ – ผู้ก่อตั้ง บริษัท That’s Ith Interior ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/R1aChfRFzoBDYSLHA รับจำนวนจำกัด และยังพบกับกิจกรรม ที่บูธ ในแคมเปญ เล่นเกม ถ่ายภาพโฟโต้บูธ ร่วมกับ พริตตี้ และ ติดแฮชแท็ก #wilsonartthailand ท่านใดมียอดกดไลค์สูงสุดทางทีมงานจะติดต่อไปเพื่อมอบของที่ระลึกให้ท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจ https://www.facebook.com/wilsonartthailand และยังสามารถเยี่ยมชมงาน ได้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 นี้

ADVERTISEMENT

รวมพล คนบันเทิง เมษาฯ สามัคคี เพื่อนพ้อง น้องพี่

รวมพล คนบันเทิง เมษาฯ สามัคคี เพื่อนพ้อง น้องพี่

สังสรรค์บันเทิง หมึก มายา สื่อมวลชนอาวุโส, ซ่าส์ หมาว้อ ศิลปินพันหน้า และเพื่อนมิตร สื่อมวลชน นัดสังสรรค์ เฮฮาปาร์ตี้ กับ “ทอนส์ 79” ที่ร้าน รวมเพื่อนเฮ้าส์ นาคนิวาส 53 บรรยากาศชื่นมื่น เมื่อวันก่อน

ADVERTISEMENT

เตรียมช้อป โปร 5.5 กับ “บุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น”

เตรียมช้อป โปร 5.5 กับ “บุฟเฟต์นานาชาติมื้อเย็น”

โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ จัดขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะกับบุฟเฟต์ดินเนอร์ ที่รวมซีฟู้ดและซูชิพรีเมียมไว้กับอาหารนานาชาติให้คุณทานได้ไม่อั้นสำหรับมื้อเย็น เมนูเด็ดที่ไม่ควรพลาดคือ ขาปูอลาสก้า หอยปีกนก ข้าวหน้าเป๋าฮื้อซอสมันปูญี่ปุ่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิว แซลมอนและกุ้งดองซีอิ๊วเกาหลี และ เทปปันยากิกุ้งแม่น้ำ ที่ห้องดิเอมเมอรัลด์ ค็อฟฟี่ช็อพ ราคาท่านละ 1,299 บาท (จากปกติ 1,700 บาท) ลดเหลือเพียง 890 บาทเท่านั้น
เพียงวันเดียวเท่านั้น คือวันที่ 5 พฤษภาคม แต่สามารถนำบัตรบุฟเฟต์มาใช้บริการได้ถึง 4 มิถุนายน 2566
บุฟเฟต์มื้อเย็นเปิดบริการเวลา 18.00 – 22.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8429-30 หรือ ไลน์ @theemeraldhotel และ www.facebook.com/theemeraldhotel

ADVERTISEMENT

“ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” – ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นำทัพพบปะตัวแทนกลุ่มเปราะบาง และผู้สูงอายุที่ศูนย์พัฒนา

“ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” – ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นำทัพพบปะตัวแทนกลุ่มเปราะบาง และผู้สูงอายุที่ศูนย์พัฒนา

คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหนองแขม ผลักดันเรื่องสุขภาพ เชื่อมโยงอินเตอร์เนทฟรีล้านจุดเพื่อความปลอดภัยของผู้สูงวัย

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน 2566
นำทัพโดย “ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ประธานคณะทำงานนโยบายกทม.ร่วมด้วย “ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่พบปะตัวแทนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มผู้สูงอายุที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหนองแขม เพื่อสอบถามถึงปัญหาและผลกระทบของกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ที่กำลังประสบ รวมทั้งนำเสนอหนทางแก้ไขเพื่อสร้างสังคมผู้สูงอายุแบบมีคุณภาพให้กับคนไทยในวงกว้าง ต่อไป พร้อมขอเสียงสนับสนุนให้ น.ส.วณิชชา ม่วงศิริ เบอร์ 9 ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ได้ทำงานเพื่อชาวบางบอน -หนองแขม -จอมทอง

“ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” ได้กล่าวว่า “งานด้านผู้สูงอายุเป็นความถนัดของพรรคประชาธิปัตย์เพราะว่าเราทำมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเรื่องการให้เบี้ยยังชีพมาตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลนายชวนและพัฒนาต่อเนื่องมาทุกยุคสมัยจนบัดนี้ เราต้องการ ส.ส. คุณภาพในพื้นที่เพื่อมาช่วยทำงานผลักดันทั้งภาคปฏิบัติและในส่วนของภาคนิติบัญญัติหรือทางกฎหมายต่างๆในสภาด้วยนอกจากนั้นในส่วนของการเป็นรัฐบาลก็ตามเราก็มุ่งสู่เป้าหมายในการดูแลประชาชนผู้สูงอายุให้ได้ดังที่ปฏิบัติมาและดีกว่าเดิมทั่วประเทศ” ดร.คุณหญิงกัลยากล่าว

นอกจากนั้น ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้นำเสนอ และพูดคุยประเด็นที่ พรรคประชาธิปัตย์มี “นโยบาย “ตรวจสุขภาพ ฟรี รักษา ฟรี โดยบัตรประชาชนใบ เดียว” เป็นมาตรการเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการ รักษาพยาบาล ซึ่งประกอบด้วย มาตรการเชิงป้องกัน คือการตรวจ สุขภาพฟรี และมาตรการรักษา คือ การรักษาโรคภายหลังตรวจเจอ ซึ่งเผยว่าในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ริเริ่มนโยบาย “บัตรประชาชนใบ เดียวรักษาฟรี” ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 48 ล้านคน โดยไม่ จำเป็นต้องเสียเงิน 30 บาทอีกต่อไป ดังนั้น นโยบาย “ตรวจสุขภาพ ฟรี รักษา ฟรี บัตรประชาชน ใบเดียว” จึงเป็นการต่อยอด และพัฒนานโยบายเดิมที่ประสบ ความสำเร็จในอดีตต่อไป ภายใต้หลักคิด การพัฒนาระบบสาธารณสุขที่มี คุณภาพ เท่าเทียม ทั่วถึง และมุ่งขยายสิทธิการรักษาฟรีให้ครอบคลุม ประชาชน โดยเฉพาะ กลุ่มเปราะปรางในสังคม

ดร.เอ้ กล่าวต่อไปว่า “นอกจากนี้ คนกรุงเทพรวมถึงกลุ่มเปราะบาง และผู้สูงอายุ ต้องการความปลอดภัยในชีวิตทั้งในเรื่องสุขภาพและทรัพย์สินไม่แพ้ช่วงวัยอื่น ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น จะไม่สามารถหาหลักฐานย้อนใดมาประกอบได้ ปัจจุบันจึงจำเป็นมากสำหรับการมี “อินเทอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด ทั่วประเทศ” มี CCTV ตามจุดต่างๆจะได้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตฟรีนี้ เข้าถึงได้ สามารถตรวจสอบได้ตลอด24ชม. นโยบาย “อินเทอร์เน็ตฟรี 1ล้านจุด ทั่วประเทศ “ ให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเริ่มทำเรื่องนี้เสียที”

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
อุมา จงสิริวิทยา 0818995395
ประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจ

ADVERTISEMENT

(S)(U)(R)(I)(N) เมืองเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยววิถีสุรินทร์ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

🐘(S)(U)(R)(I)(N) เมืองเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยววิถีสุรินทร์ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี🌾🥬

 ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ เยี่ยมเยียนและให้กำลังครัวเรือนยากจนที่เข้าอบรมโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดสุรินทร์ กิจกรรมปฏิบัติการแก้จนคนสุรินทร์
วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน 2566 เวลา 08.30 น.ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา”

  นางจิรภา เชื้อดวงผุย พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ มอบหมายให้นางชุติมา บุญประเสริฐสิทธิ์

ผู้อำนวยการกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน และนักวิชาการกลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดสุรินทร์ กิจกรรมปฏิบัติการแก้จนคนสุรินทร์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตครัวเรือนยากจนเป้าหมายด้านการประกอบอาชีพ กลุ่มเป้าหมายเป็นครัวเรือนยากจนจากระบบข้อมูล TPMAP มิติรายได้ ที่พัฒนาได้ และครัวเรือนยากจนที่ตกเกณฑ์ตัวชี้วัดด้านรายได้ (ข้อ 22) จากข้อมูล จปฐ. ปี 2565 ที่พัฒนาได้ จำนวน 1,580 ครัวเรือน จำนวน 32 รุ่นๆ ละ 2 วัน โดยในวันนี้ได้ดำเนินการฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมายครัวเรือนยากจน จำนวน 5 รุ่น 5 อำเภอ รวม 250 ครัวเรือน ดังนี้
รุ่นที่ 1 ครัวเรือนยากจนเป้าหมายจากอำเภอเมืองสุรินทร์ จำนวน 50 ครัวเรือน ดำเนินการ ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา” นางพวงทอง ชินนาค หมู่ที่ 6 ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
รุ่นที่ 2 ครัวเรือนยากจนเป้าหมายจากอำเภอสังขะ จำนวน 50 ครัวเรือน ดำเนินการ ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา” นายประณต สิงสุวรรณ หมู่ที่ 11 ตำบลสะกาด อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
รุ่นที่ 3 ครัวเรือนยากจนเป้าหมายจากอำเภอกาบเชิง จำนวน 50 คน ดำเนินการ ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา” นายพรชัย จงกฎ หมู่ที่ 8 ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
รุ่นที่ 4 ครัวเรือนยากจนเป้าหมายจากอำเภอโนนนารายณ์ จำนวน 50 คน ดำเนินการ ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา” นางพวงทอง ชินนาค หมู่ที่ 2 ตำบลคำผง อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์
รุ่นที่ 5 ครัวเรือนยากจนเป้าหมายจากอำเภอลำดวน จำนวน 50 คน ดำเนินการ ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา” นายสุชาติ ทุนทอง หมู่ที่ 1 ตำบลลำดวน อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์

ซึ่งรายละเอียดกิจกรรมในวันแรกนี้ เป็นการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดสุรินทร์ และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตครัวเรือนเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพการประกอบอาชีพครัวเรือน, การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน (ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้), การส่งเสริมการออมและการจัดทำบัญชีครัวเรือน, การสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินงานครัวเรือนต้นแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงรูปแบบ “โคก หนอง นา”, และในวันที่สองของการฝึกอบรมจะเป็นการฝึกสาธิต/ปฏิบัติอาชีพตามทางเลือก เพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายได้รับการพัฒนาและมีทักษะในการประกอบอาชีพ, ได้เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและนำมาปรับ/ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ รวมท้งเพื่อให้ครัวเรือนเป้าหมายมีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น

   จากนั้น เวลา 13.00 น. นางสงวน มะเสนา ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนางจิรภา เชื้อดวงผุย พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ ได้พบปะเยี่ยมเยียนให้กำลังใจครัวเรือนยากจนเป้าหมายที่เข้ารับการฝึกอบรมโครงการดังกล่าว พร้อมมอบแนวทางในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เป็นวิถีชีวิต เริ่มต้นที่ตัวเอง ด้วยการลงมือทำลงมือปฏิบัติ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ส่วนเหลือนำมาแบ่งปัน หลังจากนั้นค่อยจำหน่าย รวมทั้งให้มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อให้ทราบถึงสถานะการเงินของครอบครัว สามารถนำไปวางแผนในการดำเนินชีวิต การดำเนินกิจกรรมลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ซึ่งครัวเรือนเป้าหมายผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้จากปราชญ์ วิทยากรที่เจ้าของแปลงศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นา ที่ทำเป็นต้นแบบและครัวเรือนสามาถนำกลับไปทำตามกำลังความสามารถของตนเอง ทั้งนี้ได้เน้นย้ำให้พัฒนาการอำเภอ พร้อมด้วยทีมงานส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตให้มีทุกหมู่บ้าน เพื่อที่ทุกคนจะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดทางสายกลาง หลักการพึ่งตนเอง 
      หลังจากนั้น ติดตามการดำเนินงานพื้นที่ โคกหนองนา แปลงนางพวงทอง ชินนาค หมู่ที่ 6 ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งใช้เป็นสถานที่ในการอบรมครัวเรือนยากจนดังกล่าวด้วย

130ปีกระทรวงมหาดไทย_บำบัดทุกข์บำรุงสุข #กรมการพัฒนาชุมชน #CDD #60ปีกรมการพัฒนาชุมชน #กองประชาสัมพันธ์กรมการพัฒนาชุมชน #Changeforgood #จังหวัดสุรินทร์ #PRsurin #สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุรินทร์ #CDDsurin #surincitytalk #สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์

เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง Change for Good
ภาพ/ข่าว : ทีมประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุรินทร์
 หมายเหตุ:ทั้งนี้ภาพถ่ายของบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในภาพข่าวได้รับอนุญาตจากบุคคลดังกล่าวให้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ได้

ADVERTISEMENT

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 สะท้อนความเชื่อมั่นการให้บริการ และมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทำการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูล และเข้าถึงความต้องการของผู้ใช้บริการ สำหรับนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกสถานี โดยได้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเชิงสำรวจ มาเป็นผู้ออกแบบและลงพื้นที่สำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการในครั้งนี้

โดยผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.48 , ด้านความปลอดภัย 4.43 , ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.30 , ด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูล 4.38 , ด้านคุณภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีและภายในขบวนรถ 4.40 และด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.25 ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นอย่างมาก

การที่ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆ อยู่ในระดับพึงพอใจมากนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมากยิ่งขึ้น และในปัจจุบันยังมีจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯ ได้ดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับการให้บริการ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะมาตรฐานการให้บริการที่บริษัทฯ ยึดถือปฏิบัติมาตลอด จากการผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ขอบเขตการปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ความปลอดภัย และวิศวกรรมซ่อมบำรุง จากหน่วยรับรอง Bureau Veritas (BV) ซึ่งบริษัทฯ ขอให้คำมั่นว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยสูงสุด เมื่อใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ADVERTISEMENT

โตโยต้า เดินหน้าต่อกิจกรรม T-SI The Wisdom Workshop รู้ครบ… จบทุกปัญหาธุรกิจ ครั้งที่ 3

โตโยต้า เดินหน้าต่อกิจกรรม T-SI The Wisdom Workshop รู้ครบ… จบทุกปัญหาธุรกิจ ครั้งที่ 3

โตโยต้า เดินหน้าต่อกิจกรรม T-SI The Wisdom Workshop รู้ครบ… จบทุกปัญหาธุรกิจ ครั้งที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี มุ่งเน้นปณิธาน “ส่งต่อความรู้สู่ความยั่งยืน”

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัด “กิจกรรม TSI-The Wisdom Workshop รู้ครบ… จบทุกปัญหาธุรกิจ” ครั้งที่ 3 “ตอนยอดขายร่วง ต้นทุนจม” ณ กลุ่มตัดเย็บเสื้อโปโล ฮาร์ท โอทอป จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2566

โดยที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมไปแล้ว 2 ครั้ง ที่จังหวัดสระบุรี และขอนแก่น ซึ่งได้รับการตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี จากกลุ่มประชาชนผู้ทำธุรกิจ SME ในท้องถิ่น เข้ารับฟังแนวทางการเรียนรู้ของระบบการผลิตแบบโตโยต้า (TPS) และหลักการไคเซ็น เพื่อนำไปเป็นแนวทางสำหรับประยุกต์แก้ไขปัญหา ปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สู่การทำธุรกิจแบบมืออาชีพ ลดต้นทุน ลดความสูญเสีย และเพิ่มกำไรอย่างต่อเนื่อง

คุณสานิต ชุนชี ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการผลิตแบบโตโยต้า กล่าวว่า แนวคิด “ไคเซ็น” เป็นแนวคิดสำคัญที่โตโยต้า ตั้งใจถ่ายทอดสู่ชุมชน คำว่า “ไคเซ็น” มาจากภาษาญี่ปุ่น 改善 ซึ่งแปลว่า “การปรับปรุง โดยคำนี้มาจากคำว่า 改 – Kai ที่แปลว่า “การเปลี่ยนแปลง” และ 善 – Zen ที่แปลว่า “ดี” แนวคิด Kaizen จึงหมายถึงหลักในการปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เมื่อผสานกับหัวใจการผลิตของโตโยต้าคือ ส่งมอบของที่ใช่ ด้วยปริมาณที่ใช่ ในเวลาที่ต้องการ ควบคุมต้นทุนคุณภาพให้เหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่ความพึงพอใจของลูกค้า รายได้มั่นคงของพนักงาน และผลประกอบการที่ยั่งยืน

และสำหรับครั้งที่ 3 ณ กลุ่มตัดเย็บเสื้อโปโล ฮาร์ท โอทอป จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการวิเคราะห์ถึงปัญหาของธุรกิจก่อนเข้าร่วมโครงการ โดยคุณภูริตา จงไมตรีพร ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท ฮาร์ท สปอร์ตแวร์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาที่ผ่านมาของการผลิต เกิดจากการ คิดเอง กะเอง เนื่องจากไม่รู้สถานการณ์จริงของธุรกิจ อาทิ เช่น

  • สีไหนลูกค้าสั่งเยอะ, สีไหนกำลังมาแรง = น่าจะขายดี สั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่ม
  • ขนาด, ไซส์ใด มีปริมาณน้อยลง = น่าจะขายดี สั่งผลิตเพิ่ม
  • สต็อกไว้ทุกสี ทุกไซส์ = เผื่อลูกค้าต้องการแบบไหนจะได้มีให้หมด

ซึ่งผลที่ได้จากการคิดเอง กะเอง ได้แก่

  • เกิดสต็อกสะสม 29,000 ตัว/เดือน
  • ต้นทุนจมกว่า 3.7 ล้านบาท/ปี
  • สต็อกค้างทิ้งไว้นาน ชำรุดเสียหายจนขายไม่ได้
  • สต็อกเยอะเกินความจำเป็น กินพื้นที่จัดเก็บ 100%

หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมกับทางโตโยต้า กลุ่มตัดเย็บเสื้อโปโล ฮาร์ท โอทอป จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการประยุกต์แก้ไขปัญหา และปรับปรุงโดยเริ่มจากการ ขจัดปัญหาแบบไม่ต้องเดา แค่เก็บ “ข้อมูล/สถิติ” ด้วยการ

  • ทำรายงานความเคลื่อนไหวของสต็อก ควบคุมการทำงานและสินค้าเข้า-ออก
  • ใช้สต็อกการ์ดที่ระบุข้อมูล เช่น รุ่น สี และขนาดเสื้อ เป็นตัวกำหนดจำนวนสินค้าที่ต้องมีและผลิต

นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม คือ

  • รู้ข้อมูลยอดขายแต่ละวัน สีไหนขายดี แบบไหนขายได้
  • รู้สต็อกปัจจุบันมีเท่าไร ควรลดหรือสต็อกอะไรเพิ่ม
  • ลดสินค้าค้างสต็อกเหลือ 7,615 ตัว/เดือน
  • ลดเงินจมเหลือ 1 ล้านบาท/ปี
  • ลดพื้นที่การจัดเก็บสต็อกลง 70% “จากการประยุกต์แนวทางการทำงาน มีการใช้เครื่องตรวจตำหนิของผ้า ทำให้ย่นระยะเวลา การทำงาน เพิ่มเวลาการผลิต ลดของเสีย ทำให้ส่งสินค้าได้ทันระยะเวลา อีกทั้งปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบของสินค้า ตามความต้องการของลูกค้า ด้วยนวัตกรรมที่ทำให้มีรูปแบบของดีไซน์ทันสมัย โดดเด่น และตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น” คุณภูริตา กล่าว ทางด้าน คุณบรรยง ชาญพิพัฒนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้าน Lean & Six Sigma ได้ให้ความรู้เรื่องการจัดการระบบเพื่อกำจัดส่วนเกิน (ความสูญเปล่า) และทำความเข้าใจว่าการตรวจสอบสินค้า สร้างความสูญเปล่าได้อย่างไร เพื่อลดค้นทุนหลักในกระบวนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ในกิจกรรมการอบรม ทางโตโยต้ายังต่อยอดและส่งต่อความรู้สู่ความยั่งยืน ให้กับธุรกิจชุมชนในพื้นที่ และทั่วประเทศ ด้วยการจัดสัมมนาแบบไฮบริด (เรียนผ่านออนไลน์ด้วยระบบ Zoom และเข้าร่วมสัมมนาที่ศูนย์การเรียนรู้ โตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์) ที่เหลืออีกจำนวน 3 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 4: วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2566 ณ องค์อร เฟอร์นิเจอร์ จังหวัดเชียงราย
ตอนงานซ้อน เงินจม ตัวการใหญ่ฉุดธุรกิจ เรียนรู้การจัดการทางการเงิน เพื่อสภาพคล่องที่ดี
ครั้งที่ 5: วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2566 ณ บริษัท 42 เนเจอรัลรับเบอร์ จำกัด จังหวัดสงขลา
ตอนจบปัญหาสินค้าดี แต่ไม่มีตลาด เรียนรู้เทคนิคการเพิ่มช่องทางการขาย ให้ธุรกิจขนาดเล็ก
ครั้งที่ 6: วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2566 ณ บริษัท บริบูรณ์ คราฟท์ จำกัด จังหวัดชลบุรี
ตอนต้นทุนสูง กำลังผลิตต่ำ เรียนรู้กลยุทธ์การสร้าง Productivity สำหรับ SME

อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรม TSI-The Wisdom Workshop รู้ครบ… จบทุกปัญหาธุรกิจ เป็นการต่อยอดจากส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินงานภายใต้พันธกิจใหม่ของบริษัทฯ ในโอกาสการดำเนินงานในประเทศไทยครบรอบ 60 ปีที่ผ่านมา นอกจากได้เปิด “ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ครอบคลุมพื้นที่ครบทั้ง 6 ภูมิภาคทั่วประเทศแล้ว ยังมุ่งมั่นส่งต่อความรู้ให้แก่สังคมไทย เพื่อขับเคลื่อนความสุขสู่ผู้คนและส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนของสังคมภายใต้ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยโตโยต้ามุ่งหวังให้ศูนย์การเรียนรู้ฯ ทั้ง 6 แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนในประเทศไทย ผ่านการถ่ายทอดแนวความรู้ในการปรับปรุงธุรกิจ ส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มธุรกิจชุมชนทั่วประเทศสามารถนำไปต่อยอดในการขับเคลื่อนธุรกิจของตนเองและสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
ข้อมูลข่าวสารผ่านทาง T-SI Facebook Fan Page : www.facebook.com/toyotasocialinnovation
สมัครกิจกรรมสัมมนาผ่านทาง T-SI Website : https://toyotatsi.com/course

ADVERTISEMENT

เศรณีคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านทรีทเม้นท์ดูแลผิว เปิดบริการ 2 สาขา

เศรณีคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านทรีทเม้นท์ดูแลผิว เปิดบริการ 2 สาขา

เศรณีคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านทรีทเม้นท์ดูแลผิว เปิดบริการ 2 สาขา

ผ่านพ้นไปแล้วกับเทศกาลสงกรานต์ ปีนี้นับเป็นปีแรกเลยตั้งแต่โควิดที่พวกเราได้เล่นน้ำกันอย่างเต็มที่ สนุกสนาน ท้าแดดท้าลมกันอย่างจุใจ

ตอนสนุก ตอนเล่นน้ำ แดดเผาเราไม่กลัว เล่นลืมผิวคล้ำดำแดดกันเลยทีเดียว
ตอนนี้ถึงเวลากลับมาดูแลผิวกันแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทรีทเม้นท์ดูแลผิวหน้าช่วยหน้าขาวใส บรรเทาผิวไหม้เกรียมจากแดด หรือจะดริปวิตามินผิวขาว เร่งผลัดผิวดำแห้งกร้าน เศรณีคลินิกก็มีพร้อมสำหรับดูแลทุกท่านทั้ง 2 สาขาเลยค่ะ

แอบกระซิบมีโปรโมชั่นราคาพิเศษให้ด้วยนะคะ

เศรณีคลินิกลาดพร้าว101 – เฟิร์น
787/101 แฮปปี้โฮม ซอยลาดพร้าว101 ถนนลาดพร้าว
แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กทม 10310
โทร 0814381195

ADVERTISEMENT

งานจบโครงการ เอซีมิลาน อะคาเดมี่ จูเนียร์แค้มป์ ประเทศไทย 2566/กรุงเทพฯ

งานจบโครงการ เอซีมิลาน อะคาเดมี่ จูเนียร์แค้มป์ ประเทศไทย 2566/กรุงเทพฯ

     จบโครงการ ผ่านพ้น ไปด้วยดี สำหรับ โครงการ  A.C Milan  Academy Junior Camp ประเทศไทย ที่ กรุงเทพฯ โดยจัดขึ้น ณ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์  สนามเป้า ซึ่ง การกีฬาแห่งประเทศไทย  

ร่วมกับ ภาคเอกชน โดย สปอร์ตติจูด ไทยแลนด์ และ บริษัท วีเวิล์ด ออร์กาไนเซอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เซกาเฟรโด้ ประเทศไทย และบริษัท วีพีพี ดับเบิ้ลยู ผู้จำหน่าย รถมอเตอร์ไซค์ เวสป้า ร่วมกันจัดงาน เอซีมิลาน อะคาเดมี่ จูเนียร์ แค้มป์ ประเทศไทย จัดขึ้นในกรุงเทพฯ Presented by Segafredo Zanetti Thailand ในแบบ จัดเต็มแบบฟูลแค้มป์ เป็นระยะ เวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 27 – 31 มีนาคม 2566 โดยมีการฝึกให้เยาวชนของเราทั้งเช้าบ่าย โดยโค้ชที่บินตรงมาจาก เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี จำนวน 5 คน ที่จะฝึกทักษะฟุตบอล ให้กับเยาวชนไทยของเราในการจัดงานในครั้งนี้ โดยมี คุณศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีเปิด โครงการ เอซีมิลาน

อคาเดมี่ จูเนียร์ แค้มป์ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ และ เหล่าบรรดา. นักฟุตบอลเซเลบ ตัวน้อย อาทิ น้องแพนเตอร์ และน้องพูม่า คอร์ป ไดเรนดัล บุตรชาย คุณปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล- คุณพลอย พลอยพรรณ ทวีรัตน์ , น้องวอร์มอัพ บุตรชาย อดีตกัปตันทีมชาติไทย คุณภาณุพงษ์- คุณณิชานันท์ วงศ์ษา , น้องโอเชี่ยน บุตรชาย คุณน้ำ รพีภัทร์-คุณชนิศา เอกพันธ์กุล, น้อง ภูมิ บุตรชาย คุณบ๊วย เชษฐวุฒิ วัชรคุณ- คุณ ตุ๊ก ชนกวนันท์ รักชีพ ได้ตบเท้า เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

ทั้งนี้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่เข้าร่วมแค้มป์ในคร้งนี้ ต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกซ้อมกับ ผู้สอนจากสโมสร. เอซีมิลาน ประเทศอิตาลี และได้พบปะเพื่อนใหม่ร่วมแค้มป์ เพิ่มอีก 100 คน อีกทั้งนักกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่เข้าร่วมแค้มป์ในครั้งนี้ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ โดยกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ให้การสนับสนุนโครงการ เอซี มิลาน อะคาเดมี่ จูเนียร์ แค้มป์ ประเทศไทย นำแค้มป์ฟุตบอล เยาวชน ทดลองฝึกขี่ม้าเบื้องต้นเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับเยาชนนักกีฬาในครั้งนี้ อีกทั้ง ยังได้เข้าเยี่ยมชม สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก,ททบ.5 โดย เข้าพบ พลเอกวิสันติ สระศรีดา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5)ได้เลี้ยงต้อนรับคณะเอซีมิลาน อะคาเดมี่ จูเนียร์ แค้มป์ ประเทศไทย และเยี่ยมชมการทำงานของทาง สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 ในโอกาสนี้

โครงการ “เอซี มิลาน อะคาเดมี่ จูเนียร์ แคมป์” ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาฟุตบอลเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพ ทักษะต่างๆ ในการเล่นกีฬาฟุตบอลและสามารถต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพในระดับนานาชาติต่อไปได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมกีฬาให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชน อีกทั้ง การจัดโครงการนี้ในประเทศไทย ยังจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ไทย และได้เผยแพร่ไปสู่สายตาประชาชนในประเทศอิตาลี รวมถึง. แฟนคลับของสโมสร หรือแฟนฟุตบอลทั่วโลก ได้เห็นถึงความพร้อมด้านกีฬา อาทิ สนามฟุตบอลและ สิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับเยาวชน และครอบครัวที่เหมาะกับกิจกรรมกีฬาที่มีมาตราฐานในระดับสากล และ ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ให้กับประเทศไทยไปสู่สายตาประชาชนทั่วโลก
ทางคณะผู้จัด โครงการ เอซี มิลาน อะคาเดมี่ จูเนียร์ แคมป์ ประเทศไทย ขอขอบคุณผู้สนับสนุนใจดีทุกท่านที่ให้การสนับสนุนที่ดีเสมอมาตลอดจบโครงการที่กรุงเทพฯในครั้งนี้ เพื่อพัฒนากีฬาฟุตบอลไทย ต่อยอด ไปสู่ฟุตบอลโลกในอนาคต

ADVERTISEMENT