สมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความยินดีกับบัณฑิตจบใหม่ จัดซุ้มเก๋ ๆ ให้ถ่ายรูปเก็บภาพความทรงจำดี ๆ

สมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความยินดีกับบัณฑิตจบใหม่ จัดซุ้มเก๋ ๆ ให้ถ่ายรูปเก็บภาพความทรงจำดี ๆ

มหาวิทยาลัยรามคำแหง จะจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร รุ่นที่ 47 ในวันที่ 22-24 ก.พ.2566 โดยมีพิธีซ้อมใหญ่วันที่ 15-17 ก.พ. และเช่นเดียวกับทุกปีที่ทางสมาคมนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง นำโดย นายคณิต วัลยะเพ็ชร์ นายกสมาคมฯ และ พล.ต.ต.นิพนธ์ ภู่พันธ์ศรี อดีตนายกสมาคมฯ (นายกผู้ก่อตั้งสมาคมฯ) พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมต้อนรับและแสดงความยินดีกับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ โดยทำซุ้มเก๋ ๆ หลายซุ้ม ให้บัณฑิตได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก เก็บภาพความทรงจำดี ๆ พร้อมบริการน้ำดื่มสิงห์ฟรี

ซึ่งการจัดกิจกรรมนี้ ทางสมาคมฯ ได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยได้รับการชื่นชมจากทางมหาวิทยาลัยและบัณฑิตที่มาร่วมถ่ายรูปทั้งในวันซ้อมใหญ่และวันรับจริง

สำหรับวันซ้อมรับปริญญาปีนี้ มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตและบุตรชายที่สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย

ทั้งนี้ นายคณิต วัลยะเพ็ชร์ นายกสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเชิญชวนบัณฑิตใหม่มาร่วมถ่ายรูปกับซุ้มเก๋ ๆ แบบต่าง ๆ ที่จัดไว้ที่อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างวันที่ 22-24 ก.พ.2566 โดยสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยินดีต้อนรับบัณฑิตทุกคณะพร้อมคณาญาติ

ADVERTISEMENT

รองผู้ว่าฯสุพรรณบุรี นำทีม พช. น้อมสำนึกสืบสานพระปณิธาน “พระองค์หญิง” เผยแพร่ความงดงามหัตถศิลป์ไทย

รองผู้ว่าฯสุพรรณบุรี นำทีม พช. น้อมสำนึกสืบสานพระปณิธาน “พระองค์หญิง” เผยแพร่ความงดงามหัตถศิลป์ไทย

รองผู้ว่าฯสุพรรณบุรี นำทีม พช. น้อมสำนึกสืบสานพระปณิธาน “พระองค์หญิง” เผยแพร่ความงดงามหัตถศิลป์ไทย ภูมิปัญญาผ้าด้นมือ อู่ทอง บ้านดอนยายเหม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี มอบหมายให้ นายวัชรเดช เกียรติชานน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย นางสาวสิริกร นิลกำแหง พัฒนาการจังหวัดสุพรรณบุรี ลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการ ผ้าไทยใส่สนุก โดยการเผยแพร่การประชาสัมพันธ์ศิลปหัตถกรรมผ้าด้นมือ เพื่อ“สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” โดยมี นายกองตรีโกวิทย์ อุบลรัตน์ นายอำเภออู่ทอง นางทองคำ เพ็ชรปานกัน พัฒนาการอำเภออู่ทอง คุณณภารดี วงศ์ศรีจันทร์ ครูช่างศิลป์หัตถกรรม มูลนิธิศิลปาชีพฯ พร้อมด้วยนายกิตติศักดิ์ พูลนุช เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงาน ภาคีเครือข่ายและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมฯ ณ กลุ่มหัตถกรรมผ้าด้นมือ บ้านดอนยายเหม หมู่ที่ 3 ตำบลกระจัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

นายวัชรเดช เกียรติชานน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า นับเป็นความโชคดีของประชาชนคนไทยทุกคน ในตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมาเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรื้อฟื้นผ้าไทยที่หายไปจากแผ่นดินไทยให้กลับคืนสู่ชีวิตของคนไทยและสังคมไทย ด้วยเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านทำให้เราได้รู้จักผ้าไทยถึงทุกวันนี้ และนับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น และเพื่อทำให้ผ้าไทยไม่สูญหาย ให้เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเป็นชาติ เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมความเป็นไทย

ในการนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้นำทีมภาคีเครือข่ายภาคสื่อมวลชนลงพื้นที่ถ่ายทำการประชาสัมพันธ์ กลุ่มหัตถกรรมผ้าด้นมือ บ้านดอนยายเหม อำเภออู่ทอง โดยจัดทำวิดีทัศน์ศิลปหัตถกรรมผ้าด้นมือ เพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าด้นมือที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมกล่าวชื่นชมและให้กำลังใจกลุ่มหัตถกรรมผ้าด้นมือ บ้านดอนยายเหมที่ร่วมกันอนุรักษ์งานหัตถศิลป์อันงดงามรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนให้คงอยู่เคียงคู่กับคนอำเภออู่ทอง รวมทั้งกล่าวขอบคุณภาคีเครือข่ายภาคสื่อมวลชนและภาคีเครือข่ายต่างๆ ที่ร่วมกันสืบสานพระปณิธานเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ โดยร่วมกันอนุรักษ์ผ้าถิ่นไทยให้ดำรงไว้ในแผ่นดิน

ด้าน คุณณภารดี วงศ์ศรีจันทร์ ครูช่างศิลป์หัตถกรรม มูลนิธิศิลปาชีพฯ กล่าวว่า ศิลปหัตถกรรมผ้าด้นมือ เริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี2532 จนถึงปัจจุบันโดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์หมอน ผ้าคลุมเตียง ที่นอนสำหรับเด็ก เสื้อผ้า เป็นต้น โดยได้รับเทคนิคการใช้อุปกรณ์เสริมที่ประยุกต์ใช้ในงานด้นมือจากชาวต่างชาติ โดยการออกแบบและผลิตตามความต้องการของลูกค้าในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นผลิตภัณฑ์ผ้าด้นมือจะส่งออกต่างประเทศ 100 % จนกระทั่งปี 2544 ได้เริ่มนำผลิตภัณฑ์ผ้าด้นมือมาวางขายในประเทศและรับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยผลิตภัณฑ์ผ้าด้นมือถือเป็นสื่อของความรัก เพราะทำจากใจใส่ความรักและความอดทนเป็นงานที่ใช้ความประณีตสูง จึงทำให้มีเสน่ห์ในตัวเอง ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพพัฒนาเป็นสินค้าโอทอป ระดับ 5 ดาว และส่งเสริมปลูกฝังการเรียนรู้งานผ้าด้นมือตั้งแต่วัยเด็ก และกลุ่มเยาวชน ภายในชุมชนเพื่อเป็นงานอดิเรกสร้างรายได้ให้ครอบครัวและเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าด้นมือที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในอำเภออู่ทองแห่งนี้ นอกจากนี้ ชุมชนยังมีโปรแกรมท่องเที่ยวชุมชน โดยมีกิจกรรมฝึกทักษะผ้าด้นมือ การพิมพ์ผ้า มีการล่องเรือไหว้พระ ปั่นจักรยาน ชิมอาหารพื้นถิ่น บ้านพักโฮมสเตย์ สำหรับบริการนักท่องเที่ยว อีกด้วย

นางสาวสิริกร นิลกำแหง พัฒนาการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี ขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทุกท่านร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยเพื่อเป็นการอนุรักษ์ผ้าไทย จนเกิดกระแสความสนใจและความนิยมชมชอบ ก่อเกิดปริมาณความต้องการผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นภาคการผลิต ได้แก่ กลุ่มอาชีพช่างทอผ้า ต่างๆ ได้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่เพิ่มพูน ครอบครัวและลูกหลานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสมาคมแม่บ้านมหาดไทย โดยจังหวัดสุพรรณบุรีและสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ร่วมกันขับเคลื่อนงานเพื่อ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” โดยจังหวัดสุพรรณบุรี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและมีความมุ่งมั่นในการสนองพระราชดำริ “ผ้าไทยใส่สนุก” และประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย ซึ่งได้ดำเนินการมาขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นจังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ด้วยการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ผ้าไทย ของกลุ่มหัตถกรรมผ้าด้นมือ อู่ทอง บ้านดอนยายเหม จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าถิ่นไทย หัตถกรรมไทย และสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชน

Changeforgood

60ปีกรมการพัฒนาชุมชน

สร้างสรรค์ชุมชนสร้างคนสร้างชาติ

WorldSoilDay

GlobalSoilPartnership

UNFAO#SEPtoSDGs

SDGforAll

130ปีกระทรวงมหาดไทย_บำบัดทุกข์บำรุงสุข

ภาพ/ข่าว: นายกิตติศักดิ์ พูลนุช รายงาน

ADVERTISEMENT

ดนตรีในสวน…เพลงแห่งความรัก ปิดฉากสุดประทับใจ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พร้อมมอบความสุขในโอกาสต่อไป

ดนตรีในสวน…เพลงแห่งความรัก ปิดฉากสุดประทับใจ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พร้อมมอบความสุขในโอกาสต่อไป
   ภาพบรรยากาศ การแสดงดนตรีในสวน ครั้งสุดท้าย สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ขอขอบคุณทุกท่าน ทั้งมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กรุงเทพมหานคร และบริษัท โอเชี่ยน มีเดีย จำกัด รวมถึงผู้ชมทุกท่าน สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนเช่นเดียวกันนี้ในโอกาสต่อไป

ดนตรีในสวน…เพลงแห่งความรัก 
ณ สวนหลวงพระราม 8 บางยี่ขัน บางพลัด กทม.
ในวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 17.00-19.00 น.
บรรเลงโดย วงดุริยางค์กรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Orchestra)
อำนวยเพลง โดย อ.สรพจน์ วรแสง

เพลงแขกเชิญเจ้า เพลงความรัก พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพลงตาแสนกลม โดยท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ เพลงสิ้นรักสิ้นสุข โดยหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ เพลงนกขมิ้น และบทเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน โลกนี้คือละคร ลานรักลั่นทม น้ำลงเดือนยี่ น้ำลงนกร้อง มนต์เมืองเหนือ กลิ่นโคลนสาบควาย มะนาวไม่มีน้ำ น้ำค้างเดือนหก มนต์รักเมืองเหนือ แม่ค้าตาคม ฝนซาเมืองเหนื
ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินสีน้ำ

ADVERTISEMENT

บาร์บีคิวพลาซ่า x ปันโปร เล่นใหญ่ จัดหนักกว่าเดิม ส่งชุด “GON PUNPRO โค้ดคุ้ม เก็บโค้ด ไว้ลดคุ้ม” (โคตรคุ้ม)

บาร์บีคิวพลาซ่า x ปันโปร เล่นใหญ่ จัดหนักกว่าเดิม ส่งชุด “GON PUNPRO โค้ดคุ้ม เก็บโค้ด ไว้ลดคุ้ม” (โคตรคุ้ม)

กับบทพิสูจน์ยอดขายจากออนไลน์ที่ดีเกินคาดและลูกเล่นใหม่กับการตลาดแบบ Location Based Marketing

(กรุงเทพฯ, 15 กุมภาพันธ์ 2566) : จากกระแสตอบรับทั้งครั้งแรกและครั้งที่สองที่ดีเกินคาด บาร์บีคิวพลาซ่า แบรนด์ปิ้งย่างในตำนาน และ ปันโปร สื่อแพลตฟอร์มโปรโมชั่น จึงกลับมาผนึกกำลังเล่นใหญ่จัดหนักกว่าเดิมอีกครั้ง ตอกย้ำความสำเร็จ ของการดึงกลุ่มเป้าหมายจากออนไลน์ให้ไปใช้บริการ พร้อมตกแต่งกระจกบริเวณหน้าบาร์บีคิวพลาซ่า สาขาเซ็นทรัลพระราม 9 ให้โดดเด่น คล้ายคูปองส่วนลดขนาดใหญ่ และเพิ่มลูกเล่นใหม่ Location Based Marketing ผ่าน Line Beacon
จัดหนักแคมเปญโปรโมชั่นแบบจุใจ จัดเต็ม 3 เดือน ด้วยการเปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “GON PUNPRO โค้ดคุ้ม เก็บโค้ด ไว้ลดคุ้ม” เซ็ตอาหารที่เอาใจทั้งสายหมู และ สายเนื้อ จัดเต็มถึง 6 ถาดแบบจุกๆ ในราคาเพียง 449.- สำหรับชุดหมู (จากปกติ 693.-) และราคา 499.- สำหรับชุดเนื้อ (จากปกติ 708.-) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ที่ชื่นชอบความคุ้มค่า คุ้มราคา และยังเพิ่มเติมเอาใจสายคนชอบทานเนื้อ ให้อิ่มคุ้มไปด้วย ซึ่งกับการกลับมาคอลแลปส์กันในครั้งนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้งของความร่วมมือระหว่าง สื่อแพลตฟอร์มโปรโมชั่นกับแบรนด์ร้านอาหาร ที่นำเอาความต้องการของผู้บริโภคมาพัฒนาเป็นชุดอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด พร้อมลิ้มลองความอร่อย สุดคุ้ม กับ “GON PUNPRO โค้ดคุ้ม เก็บโค้ด ไว้ลดคุ้ม” ได้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. – 30 เม.ย. 2566 ที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าทุกสาขา

คุณรัฐ ตระกูลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า
“จากบทพิสูจน์ในแคมเปญที่ผ่าน ๆมา ที่ร่วมทำกับปันโปร เราได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ยอดขายทะลุเป้ากว่า 158% ทั้งยังสามารถเพิ่มช่องทางการขายที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ รวมถึงขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น ในการจัดโปรโมชั่นพิเศษ “GON PUNPRO โค้ดคุ้ม เก็บโค้ด ไว้ลดคุ้ม” ครั้งนี้ เรายังใช้แนวคิด Customer Centric ที่เป็นกลยุทธ์หลักของบาร์บีคิวพลาซ่าเช่นเดิม โดยนำเอา Consumer Insight ของเมนูยอดนิยมมาใช้ในการพัฒนาโปรโมชั่นให้ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมทั้งมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ให้เป็นมื้อที่มีความสุขและดีที่สุดสำหรับลูกค้า ซึ่งเราได้ปรับเมนูอาหารให้ตอบโจทย์ทั้งสายคนชอบทานหมู และทานเนื้อ ในชื่อชุด “โค้ดหมู” และ “โค้ดเนื้อ” พร้อมส่วนลดกว่า 35% มาให้แบบจัดเต็ม”

คุณวริศา ศรีเจริญ ผู้บริหารฝ่ายสร้างและพัฒนาโอกาสทางธุรกิจ บริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด กล่าวว่า“ในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปันโปรได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากการทำโปรเจกต์ Tag Team หรือการคอลแลปส์ร่วมกับแบรนด์ต่างๆ โดยในปีนี้ เรามีโจทย์ในการเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น ด้วยการติดอาวุธใหม่ๆในการทำการตลาดและการใช้สื่อที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการขยาย Category หมวดหมู่ของกลุ่มสินค้าหรือบริการที่ต้องการคอลแลปส์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสนุก ความคุ้มค่า ในรูปแบบใหม่และครอบคลุมมากกว่าเดิม ทำให้มีความแข็งแรงทั้งในแง่ของแบรนด์และการนำเสนอข้อมูลโปรโมชั่นต่าง ๆ การกลับมาผนึกกำลังกับ บาร์บีคิวพลาซ่า ในครั้งนี้ จากผลตอบรับในแคมเปญที่ผ่านมา เราได้วิเคราะห์สัดส่วนของการไปใช้บริการจากข้อมูลในระบบ พบว่าเราสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายจาก Online ไปใช้บริการได้ถึง 85% เมื่อเทียบกับกลุ่มเป้าหมายที่เห็นสื่อที่บริเวณหน้าร้าน โดยเราได้ดึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่ Member ของแบรนด์ไปใช้บริการถึง 31% ซึ่งเป็นผลตอบรับที่ดีมากในมุมของแบรนด์ โดยมีการนำ Database ฐานข้อมูลต่างๆ ทั้งในแง่ของ Engagement และ Insight รูปแบบของโปรโมชั่นที่ทุกคนชื่นชอบ รวมถึงประสบการณ์ในการทำ Content มากว่า 8 ปีที่เรามี มาช่วยในการนำเสนอและออกแบบโปรโมชั่นหรือแคมเปญที่มี ให้สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหรือผู้บริโภคได้อย่างสูงสุด ในครั้งนี้ มีการนำเทคโนโลยี Beacon หรือการทำการตลาดแบบ Location Based Marketing ผ่าน Line มาทดสอบเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ ซึ่งสามารถที่จะยิง Notification หากลุ่มลูกค้าที่เดินผ่านจุดส่งสัญญาณได้ในรัศมี 25 เมตร และยังสามารถทำ Retargeting หากลุ่มลูกค้าที่ได้รับการแจ้งเตือนโปรโมชั่นได้อีกด้วย และเป็นกลยุทธ์ที่ปันโปรจะนำมาใช้ร่วมกับแคมเปญและโปรเจกต์ต่างๆ ที่จะสามารถช่วยเติมเต็มในทุกๆด้านของการทำการตลาดโดยใช้สื่อและเทคโนโลยีต่างๆให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด”
จากข้อมูลดังกล่าวจึงนำมาสู่การผนึกกำลังร่วมมือกับทางบาร์บีคิวพลาซ่า แบรนด์ปิ้งย่างในตำนานอีกครั้ง และร่วมกันพัฒนาเป็นชุดอาหารพิเศษ ออกมาเป็นชุด “GON PUNPRO โค้ดคุ้ม เก็บโค้ด ไว้ลดคุ้ม” ที่เชื่อว่าจะตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด พร้อมทำราคาให้เข้าถึงได้ง่าย คุ้มค่า คุ้มราคา สำหรับทุกคนจริงๆ โดยลูกค้าสามารถรับสิทธิ์คูปอง ง่ายๆ ผ่านทางแอปพลิเคชัน ปันโปร หรือคลิก ชุดโค้ดหมู : https://bit.ly/40sISqc / ชุดโค้ดเนื้อ : http://bit.ly/3HtdQFX ใช้ได้ที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าทุกสาขา ทั่วประเทศ

ADVERTISEMENT

มูลนิธิศุภนิมิตฯ จับมือ ทีดีซีเอ็กซ์ ประเทศไทย ( TDCX Thailand) แปลงโฉมห้องสมุดโรงเรียนในชนบทเป็นระบบดิจิทัล

มูลนิธิศุภนิมิตฯ จับมือ ทีดีซีเอ็กซ์ ประเทศไทย ( TDCX Thailand) แปลงโฉมห้องสมุดโรงเรียนในชนบทเป็นระบบดิจิทัล

การระบาดของโควิด19 ทำให้เด็กนักเรียนต้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ แต่จากการสำรวจของ กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า มีปัญหาหลักอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน คือ ประการแรกเด็กขาดอุปกรณ์ ประการที่สองเรื่องความไม่พร้อมของคน คือ ทั้งเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง ส่วนประการที่สาม เป็นเรื่องของงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ ดังนั้น มูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงได้ร่วมมือกับ ทีดีซีเอ็กซ์ ประเทศไทย ในนาม มูลนิธิทีดีซีเอ็กซ์ ริเริ่มโครงการนำร่อง “Digitizing Library Program in Rural School” ซึ่งเป็นโครงการที่ให้เด็กนักเรียนได้สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ด้วยการจัดหาทุนสำหรับแปลงโฉมห้องสมุดโรงเรียนในพื้นที่ชนบทให้เป็นห้องสมุดระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ด้านดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น
คุณชัยทัศ จุลการ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีดีซีเอ็กซ์ ประเทศไทย กล่าวว่า การร่วมมือกับ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ในครั้งนี้ มูลนิธิทีดีซีเอ็กซ์ ได้สนับสนุนทุนเพื่อแปลงโฉมห้องสมุดโรงเรียนในพื้นที่ชนบทของจังหวัดอุดรธานี ที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ให้เป็นระบบดิจิทัลเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบดิจิทัล โดยห้องสมุดของโรงเรียนจะถูกติดตั้งอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป และซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษา ให้เด็กสามารถเข้าร่วมในโปรแกรมอีเลิร์นนิ่งต่าง ๆ ได้ เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งถือเป็นโครงการแรกของ มูลนิธิทีดีซีเอ็กซ์ ในประเทศไทย หลังจากได้ก่อตั้งในเดือนตุลาคมเมื่อปีที่ผ่านมา สำหรับแผนในลำดับต่อไป คือส่งเสริมและให้การสนับสนุนการศึกษาของไทยในภาพรวม โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาด้านดิจิทัล เป็นหลัก

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกล ให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อให้เด็กนักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตอย่างไร้ข้อจำกัด โดยเริ่มที่ โรงเรียนภูพานวิทยา จังหวัดอุดรธานี เป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กในชนบท ครัวเรือนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมขนาดเล็ก มีนักเรียนจำนวน 196 คน อาจารย์ 21 คน และมีประชากรในพื้นที่ 1,850 คน โรงเรียนมีห้องสมุดพร้อมหนังสืออ่านเล่นจำนวนน้อยซึ่งส่วนใหญ่เก่าและไม่ได้รับการปรับปรุง ห้องสมุดไม่มีคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถค้นหาข้อมูลดิจิทัลและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โต๊ะและเก้าอี้ในห้องสมุดไม่ได้มาตรฐานตามหลักสรีรศาสตร์ อัตราการเข้าเรียนของนักเรียนต่ำ เนื่องจากโรงเรียนไม่สามารถจัดหาห้องสมุดที่มีสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยได้ การร่วมมือกับทีดีซีเอ็กซ์ ประเทศไทย ในครั้งนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการแก้ไขข้อจำกัดทั้งหมดดังกล่าว
คุณอัญชลี ศิริพานิชวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการเงินและบัญชี ทีดีซีเอ็กซ์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะที่ ทีดีซีเอ็กซ์ เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เราเชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น การเริ่มต้นโครงการห้องสมุดดิจิทัลนี้ มูลนิธิทีดีซีเอ็กซ์ จะให้งบประมาณสนับสนุนโครงการนำร่องใน 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเน้นในการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลโดยเฉพาะ สำหรับ โรงเรียนภูพาน จังหวัดอุดรธานี มูลนิธิทีดีซีเอ็กซ์ ได้มอบเงินทุนจำนวน 15,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี การเชื่อมต่อ อุปกรณ์ไอที และทักษะที่จำเป็นในโลกดิจิทัล เพื่อให้เด็กนักเรียนในต่างจังหวัด ได้มีศักยภาพด้านดิจิทัลเทียบเท่ากับเด็กในเมือง

เกี่ยวกับ มูลนิธิศุภนิมิตฯ
มูลนิธิฯ มีความมุ่งมั่นดำเนินพันธกิจเพื่อความหวัง ความสุข และความยุติธรรมของเด็กทุกคน เปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กเปราะบางยากไร้สู่ความอยู่ดีมีสุข ทั้งด้านสุขภาพ อนามัย ความปลอดภัยในชีวิต ส่งเสริมการศึกษาเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้ พัฒนาครอบครัวและชุมชนของเด็กเปราะบางให้มีความมั่นคงด้านอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน ครอบครัว ชุมชน อาสาสมัคร และระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่เด็ก รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มแรงงานต่างชาติให้สามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ และสิทธิด้านต่างๆ ทั้งหมดคือการแก้ไขรากของปัญหา เป็นการดำเนินงานเพื่อเสริมพลัง สร้างความเข้มแข็ง ส่งเสริมให้เด็ก ครอบครัว ชุมชน และกลุ่มเปราะบางได้รับโอกาสและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เกี่ยวกับ มูลนิธิทีดีซีเอ็กซ์
การจัดตั้ง มูลนิธิทีดีซีเอ็กซ์ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ทีดีซีเอ็กซ์ ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ด้วยการให้อำนาจแก่ผู้คน ยกระดับชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิจะช่วยปรับปรุงพันธกิจความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีอยู่แล้วของ ทีดีซีเอ็กซ์ และให้ความสำคัญกับการผลักดันผลกระทบทางสังคมสำหรับชุมชนที่ด้อยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเชื่อมความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล
สอบถามข้อมูลข่าวประชาสัมพันธ์ ติดต่อ คุณวิภาวี ริ้วสุวรรณ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 08-1494-5498

ADVERTISEMENT

สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาจัดแสดงคอนเสิร์ตครบรอบ 100 ปีวันประสูติ สมเด็จกรมหลวงฯ

สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาจัดแสดงคอนเสิร์ตครบรอบ 100 ปีวันประสูติ สมเด็จกรมหลวงฯ

สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาจัดแสดงคอนเสิร์ตครบรอบ 100 ปีวันประสูติ สมเด็จกรมหลวงฯ“A Centenary Celebration of HRH Princess Galyani Vadhana” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในการแสดงคอนเสิร์ต เนื่องในวโรกาสการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี พระประสูติกาล วันที่ 6 พฤษภาคม 2566 และทรงได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือยูเนสโก (UNESCO) ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และโครงการแสงรุ้งมิจางหาย แสงฉายนิรันดร วงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
ได้จัดการแสดงเป็นฤดูกาลที่ 10 ซึ่งเป็นฤดูกาลแห่งการแสดงเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน โดยการจัดแสดงคอนเสิร์ต “A Centenary Celebration of HRH Princess Galyani Vadhana” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00 น. ภายใต้การอำนวยเพลงของ วาทยกรสวีเดน นิกลาส วิลเลน (Maestro Niklas Willén) บรรเลงบทเพลงโดย วงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา (Princess Galyani Vadhana Institute of Music Youth Orchestra -PYO)
การแสดงครั้งนี้มีความพิเศษสำหรับการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ โดยมีการประพันธ์บทเพลงขึ้นใหม่จากบทพระราชนิพนธ์ “สมเด็จกรมหลวงนราธิวาส” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่กล่าวถึงพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในฐานะครู นักวิทยาศาสตร์ พอสว. ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี นำไปสู่แรงบันดาลใจ 6 องก์ ของศิลปินนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินแห่งชาติ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโณทัย นิติพน ศิลปินศิลปาธร รองอธิการบดีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา อาจารย์ดำริห์ บรรณวิทยกิจ อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ ดร.ฌอง ดาวิด คายูเล่ย์ อาจารย์ประจำสำนัก วิชาดุริยางคศาสตร์ นายธรณ์ ทักษิณวราจาร และนายอภูดม เกษมสถิตสถาพร นักศึกษาสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา บรรเลงโดยวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาได้จัดงานแถลงข่าว ณ ห้องสังคีตวัฒนา อาคารอำนวยการ ในการแสดงคอนเสิร์ต “A Centenary Celebration of HRH Princess Galyani Vadhana” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00 น. โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูวิทย์ ยุระยง อธิการบดีเป็นประธานในการงาน ดำเนินรายการ โดยอาจารย์ ดร.ศุภพร สุวรรณภักดี ร่วมด้วย วาทยกรสวีเดน นิกลาส วิลเลน (Maestro Niklas Willén) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโณทัย นิติพน รองอธิการบดี และเป็น 1 ในผู้ประพันธ์เพลงในการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ อาจารย์สิริวิชญ์ คงบันดาลสุข ซึ่งมาเล่าถึงความเป็นมาของวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

ผู้ที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ www.reservation.pgvim.ac.th ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 หรือผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 02-447-8597 ต่อ 1130

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชนนาถ มีนะนันทน์ รองอธิการบดีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
หมายเลขโทรศัพท์ 02-447-8597 ต่อ 1130 Email: chonnanart.m@pgvim.ac.th และ siriwan.k@pgvim.ac.th

ADVERTISEMENT

ประธานชมรมช่างภาพการเมือง มอบกระเช้าน้ำผลไม้แด่ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอบคุณในการสนับสนุนการจัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา

ประธานชมรมช่างภาพการเมือง มอบกระเช้าน้ำผลไม้แด่ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอบคุณในโอกาสที่ให้การสนับสนุนในการจัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา

ข่าวประชาสัมพันธ์ชมรมช่างภาพการเมือง 13 ก.พ. 66 เวลา 11.15 น. ณ ห้องทำงานรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายชัยยศ ศิริสวัสดิ์ ประธานชมรมช่างภาพการเมือง มอบกระเช้าน้ำผลไม้แด่ นายสาธิต ประเสริฐศักดิ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแสดงความขอบคุณในโอกาสที่ได้ให้การสนับสนุนสถานที่ในการจัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา สมาชิกชมรมฯ ครั้งที่ 13 ณ ห้องประชุม ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เมื่อวานนี้ (12 ก.พ. 66)
จากนั้น เวลา 11.40 น. ณ ห้องทำงานรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 8 อาคารรัฐสภา นายชัยยศ ศิริสวัสดิ์ ประธานชมรมช่างภาพการเมือง มอบกระเช้าน้ำผลไม้แด่ น.ส.โสมอุษา บูรณะเหตุ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแสดงความขอบคุณในโอกาสที่ได้ให้การสนับสนุนอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ เครื่องเสียง และเจ้าหน้าที่ ในการจัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา สมาชิกชมรมฯ ดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบตัวแทน นำกระเช้าน้ำผลไม้ มอบแด่ นายอรุณ ลายผ่องแผ้ว ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย นางฑิฆัมพร กาญจโนภาส ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ นางฐิติรัตน์ สมศิริวัฒนา ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานสื่อมวลชน และนางหนึ่งฤทัย ฉัตรโท ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานสารนิเทศ สำนักประชาสัมพันธ์ เพื่อแสดงความขอบคุณด้วย

ADVERTISEMENT

พิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา สมาชิกชมรมช่างภาพการเมือง ครั้งที่ 13

พิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา สมาชิกชมรมช่างภาพการเมือง ครั้งที่ 13

12 ก.พ. 66 เวลา 09.00 น. ณ ห้องสัมมนา B1 – 2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตร – ธิดา สมาชิกชมรมช่างภาพการเมือง ครั้งที่ 13 โดยมี นายชัยยศ ศิริสวัสดิ์ ประธานชมรมช่างภาพการเมือง กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน ทั้งนี้ นายเมฆินทร์ เอิ่ยมสะอาด คณะทำงาน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ดร.วิชัย ปิยวรรณวงศ์ ที่ปรึกษาประจำคณะ กมธ.ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และ น.ส.อวิกา แจ้งเจนกิจ ผู้แทนนายเฉลิม อยู่วิทยา ร่วมมอบทุนฯ

ADVERTISEMENT

ความท้าทายธุรกิจออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ ใช้แพลตฟอร์มเดียวปั้นธุรกิจสู่ยอดขายร้อยล้าน

ความท้าทายธุรกิจออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ ใช้แพลตฟอร์มเดียวปั้นธุรกิจสู่ยอดขายร้อยล้าน

ธุรกิจออนไลน์ ถือเป็นเทรนด์ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่ทำให้เกิดนักธุรกิจอายุน้อยร้อยล้านเป็นจำนวนมาก แต่ความสำเร็จเหล่านั้นก็มีเบื้องหลังและที่มาที่ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากตัวสินค้าและแบรนด์ที่ถูกคิดและสร้างสรรค์ขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมแล้ว ยังมีทีมสนับสนุนการทำตลาดในช่องทางออนไลน์ที่มีความเชี่ยวชาญในแพลตฟอร์มต่าง ๆ และแม้จะใช้เพียงแพลตฟอร์มเดียว ก็สามารถปั้นยอดขายแบรนด์สู่หลักร้อยล้านพันล้านได้ไม่ยาก
นิค – พงษ์ชัยวัฒน์ สอนสุภาพ” CEO หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงของ นิคเอ็นเตอร์ไพร์ส บริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าในช่องทางออนไลน์ กล่าวถึงแนวคิดและความท้าทายในการทำตลาดออนไลน์ปัจจุบันว่า ไม่ใช่เป็นเพียงการสร้างยอดขาย แต่จะต้องมีความยั่งยืนของธุรกิจและแบรนด์ด้วย ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจออนไลน์นั้นก็คือ ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในแพลตฟอร์มที่เลือกใช้ในการทำตลาด
“เราเข้าใจในเรื่องการทำตลาดเฟซบุ๊ก เราจึงใช้เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มหลักในการสื่อสารการตลาดเชิงรุกของเรา จากจุดเริ่มต้นที่เราทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ก็มาต่อยอดสู่การทำตลาดออนไลน์ให้กับสินค้าแบรนด์อื่น ๆ ด้วยอีกกว่า 10 แบรนด์ในปัจจุบัน โดยเราจะเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ และเข้าไปดูแลเรื่องช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ ซึ่งสินค้าแต่ละผลิตภัณฑ์นั้นจะมี life time value อยู่ สิ่งที่เราทำก็คือ การคัดเลือกสินค้าและนำมาทำการตลาดโดยใช้เครื่องมือและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อผลักดันให้สินค้าของแบรนด์นั้น ๆ ไปถึงผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง”
แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการใช้งานแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก แต่ในการขายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มที่คนคุ้นเคยและใช้กันเป็นประจำอยู่ทุกวันนี้ ยังมีเคล็ดลับ เครื่องมือ และเทคนิคอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อจะได้เลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการทำตลาดออนไลน์อย่างแท้จริง ซึ่งคนส่วนใหญ่…ยังไม่เข้าใจเทคนิคนี้ และนี่คือช่องว่าง หรือโอกาสที่ทำให้นิคเอ็นเตอร์ไพร์สสามารถแทรกเข้ามาสู่การตลาดของธุรกิจออนไลน์ และเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ยืนเด่นอยู่ใน section นี้
“แบรนด์ใหญ่ ๆ จะมีทีมนักการตลาดของตัวเองที่ทำงานในส่วนของการแบรนดิ้ง เราจึงไม่ต้องไปใช้เวลาในการทำงานในส่วนนั้น แต่เราไปทำงานเป็นอีกช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับแบรนด์ มีหน้าที่ไปสร้างยอดขายให้เติบโตด้วยเครื่องมือบนแพลตฟอร์มที่เราเชี่ยวชาญ คือเฟซบุ๊ก ซึ่งสามารถสร้างยอดขายให้กับแบรนด์ได้สูงนับร้อยล้านบาท”
แม้การขายของออนไลน์จะเป็นธุรกิจที่ใครก็ทำได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จสร้างยอดขายหลักร้อยล้านได้ โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มที่ลงไปเล่นอย่างเฟซบุ๊กนั้น มักจะมีการปรับอัลกอริทึมใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานอยู่เรื่อย ๆ เช่น จากเดิมที่หน้าฟีดจะเน้นการมองเห็นโพสต์จากบัญชีที่มีการติดตามเป็นหลัก ก็เปลี่ยนเป็นการแสดงผลโพสต์ที่ได้รับการแนะนำมากขึ้น โดยไม่สนใจว่าจะมาจากที่ไหน ซึ่งทำให้การขายออนไลน์บนเฟซบุ๊ก จำเป็นจะต้องรู้เทคนิคและใช้ความเข้าใจในเครื่องมือต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจที่ขายออนไลน์กำลังเจออยู่นั่นเอง

“เอไอของเฟซบุ๊กมีความฉลาด เก่งมาก การที่ปรับการมองเห็นลดลงก็เพื่อไม่ให้คนอึดอัดในการรับสื่อ แต่เฟซบุ๊กมีความสามารถในการส่งมอบสื่อที่น้อยลงนั้นไปหากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถ้าเราเข้าใจการทำงานของแพลตฟอร์ม เราก็รู้วิธีการบริหารจัดการได้ ทำให้การใช้งบประมาณ หรือคิดไอเดียการตลาด หรือการทำคอนเทนท์ที่จะสื่อสารออกไป เกิดผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น และตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเช่นกัน”
ปัจจุบันยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำตลาดอยู่อีกมากมาย แต่สิ่งที่ “นิค” กำลังจะบอกกับเราทุกคนก็คือ การที่เขาเลือกทำตลาดในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเขามี “วิสัยทัศน์” และ “เลือก” ในสิ่งที่เหมาะสมกับธุรกิจของเขา และกลุ่มลูกค้าของเขาจริง ๆ
“เพราะสินค้าที่เราทำตลาดให้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสุขภาพ ซึ่งต้องการความน่าเชื่อถือสูง สินค้ามีราคาสูง มีคุณภาพสูง การที่เราเลือกช่องทางการตลาดบนแพลตฟอร์มนี้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าเราอยู่ตรงนี้ ส่วนแพลตฟอร์มอื่นจะเป็นการใช้เพื่อสร้างการรับรู้มากกว่า ซึ่งก็อาจจะมีบ้างแต่น้อย เพราะเรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ของลูกค้าเราไม่ได้อยู่บนแพลตฟอร์มนั้น”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของคนรุ่นใหม่เติบโตอย่างรวดเร็ว นั่นคือ การมีที่ปรึกษาธุรกิจคอยชี้แนะ และเติมเต็มองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งนิคเอ็นเตอร์ไพร์สเองก็ได้รับการแนะนำจากที่ปรึกษาที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้าง Brand และ Personnel brand ให้กับหลายองค์กร การมีที่ปรึกษาธุรกิจทำให้มุมมองและเป้าหมายธุรกิจของ “นิค” มีความชัดเจนขึ้น ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าการมีที่ปรึกษาธุรกิจ และที่ปรึกษาในการสร้างแบรนด์นั้น ช่วยทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปอย่างชัดเจนมากขึ้น
“การมีคนคอยแนะนำแนวทางทำให้มันเดินหน้าได้เร็วขึ้น และไม่หลงทิศหลงทาง เพราะเรายังถือว่าเป็นวัยรุ่นที่มาเริ่มทำธุรกิจ ประสบการณ์ของเราอาจจะยังไม่มากพอ ไม่ลึกพอ เราจึงต้องการที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์มากกว่า มาช่วยแก้ปัญหาและแนะนำแนวทาง เพื่อทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้เร็วมากขึ้น มันเป็นเหมือนการตีตั๋วทางลัด ซึ่งเป้าหมายในอนาคต ผมต้องการเป็นแบรนด์บริษัทจำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่อยู่ในใจของลูกค้าเป็นอันดับต้น ๆ และในอีก 10 ปีข้างหน้าเราจะก้าวไปสู่การเป็นบริษัทมหาชน เป็นการวางไทม์ไลน์ 10 ปี ที่ทำให้เราต้องทุ่มเทกับมันจริง ๆ ซึ่งหากเราไม่วางเป้าหมายไว้แบบนี้ เราก็จะไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้เลย เราคงเป็นแค่คนขายสินค้าออนไลน์ทั่วไป การวางเป้าหมายให้มันใหญ่ ทำให้เราต้องคิด วางแผน และลงมือทำอย่างจริงจัง และเรารู้ว่าเราจะไปถึงเป้าหมายแน่ แต่ในระหว่างทางเราก็ต้องมีที่ปรึกษา มีคนพาไป ควบคู่ไปกับทักษะความสามารถของเราเองด้วย”

การทำธุรกิจออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จหลักร้อยล้านในยุคต่อไป อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคน ๆ เดียว แต่หากมีที่ปรึกษา พันธมิตร หรือพาร์ทเนอร์ เข้ามาสนับสนุน รวมถึงตัวผู้ประกอบการเองก็ต้องทำตัวให้เป็นน้ำครึ่งแก้ว ที่พร้อมจะเปิดใจเรียนรู้ และเติมแนวคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ ก็จะสามารถสร้างสรรค์ หรือพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจตัวเองให้สอดคล้อง หรือทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้
“ตอนเป็นวัยรุ่นเริ่มทำธุรกิจ เป้าหมายของเราคือยอดขาย เรามองแค่รายได้ มองแค่มิติเดียว แต่การตั้งเป้าหมายไกล ๆ 5 ปี 10 ปี เราไม่ได้คิดถึง แต่พอได้เรียนรู้การทำตลาด มีที่ปรึกษาธุรกิจ เราก็เข้าใจมากขึ้นว่าการทำตลาดออนไลน์มันไม่ใช่แค่การสร้างยอดขาย แต่มันคือการส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้กับผู้คน และไม่ใช่แค่สินค้าขายดี แต่ต้องมีภาพลักษณ์ และความรู้สึกดี ๆ ที่ทำให้ลูกค้าอยากจะเลือกเราเป็นเบอร์หนึ่งในใจของเขาด้วย มันจะทำให้เกิดความยั่งยืน และมีการเติบโตไปเรื่อย ๆ”

ADVERTISEMENT

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดตัวแคมเปญ “HERO” ช่วยเหลือเด็กยากไร้ให้มีอนาคตที่สดใส

“ฮีโร่” ในสายตาของคุณเป็นอย่างไร? หลายคนอาจคิดว่า ผู้ที่จะสามารถต่อสู้เพื่อช่วยเหลือหรือสร้างความแตกต่างที่ดีขึ้นให้กับชีวิตของผู้อื่น จะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ต้องเท่ห์ ต้องเก่ง เพียบพร้อม กล้าหาญ และเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จชีวิต แต่ฮีโร่สำหรับเด็กยากไร้นั้น พวกเขาต้องการเพียงแค่ใครสักคนที่ จะยื่นมือเข้ามาช่วยมอบโอกาส ความหวังและกำลังใจ ที่จะทำให้พวกเขาข้ามผ่านชีวิตที่ยากไร้ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า
มูลนิธิศุภนิมิตฯ เปิดตัวแคมเปญ “HERO คุณก็เป็นฮีโร่ได้” แคมเปญที่จะเชิญชวนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม เพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้ ให้พวกเขาได้มีความหวัง และมีอนาคตที่ดีขึ้น เด็กยากไร้จำนวนมากที่ยังขาดโอกาสและรอคอยผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา เพราะเราเชื่อว่าใคร ๆ ก็เป็นฮีโร่ได้ “คุณ” ก็เป็น “ฮีโร่” ได้
“ตอนผมเป็นเด็ก ผมเคยได้รับความสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงทักษะด้านภาษาอังกฤษ ฮีโร่ของผม ก็คือ ผู้อุปการะ ที่เป็นเหมือนผู้หยิบยื่นโอกาส ให้ผมได้มีแนวทางในการพัฒนาทักษะความรู้ เหมือนเปิดโลกทัศน์ให้ได้เรียนรู้มากขึ้น เนื่องจากเราเคยอยู่ในชุมชนที่ไม่ได้เห็นความสำคัญการศึกษา และเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างขาดแคลนโอกาส รวมทั้งทุนทรัพย์ จากการเป็นเด็กอุปการะของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในวันนั้น ที่ทำให้ผมได้รู้ว่ามีโลกอีกด้านที่ยังมีโอกาสและสิ่งที่ดีคอยให้เราให้เลือกเดินทางได้ จนวันนี้ผมมีหน้าที่การงานที่ดี มีชีวิตที่ดี และพร้อมที่จะส่งความช่วยเหลือไปยังผู้อื่นต่อไปได้” คุณศรณ์อาณกร (ฌอน) Operations Manager, อดีตเด็กในโครงการอุปการะของมูลนิธิศุภนิมิตฯ กล่าว
ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ จัดทำแคมเปญนี้ขึ้นมา เพื่อบอกกับสังคมว่า ไม่ใช่เรื่องยากที่ใครสักคนจะกลายมาเป็น ฮีโร่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เป็นแบบอย่าง เพื่อช่วยเหลือให้เด็กยากไร้ที่มีอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า สำหรับเด็ก ๆ ฮีโร่ของพวกเขา คือ ผู้ที่จะคอยเป็นแบบอย่างให้พวกเขา คอยสนับสนุน และเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของประเทศและมีความสุขได้ สำหรับเด็กในพื้นที่ดำเนินงานของศุภนิมิตฯ เป็นเด็กที่ขาดโอกาสในชีวิต เนื่องจากความยากจนทำให้พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษา รวมถึงขาดการพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นสำหรับอนาคต การอุปการะเด็ก จะเป็นการช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดเหล่านั้นให้กับพวกเขาเหล่าให้เติบโตมาอย่างมีศักยภาพและมีชิวิตที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา อาหารที่พอเพียงในแต่ละวัน ชุมชนที่พวกเขาอยู่มีน้ำสะอาดใช้ และมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า ปัจจุบันมีเด็กไทยมากกว่า 2,000,000 คน มีความเสี่ยงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะ ‘ความยากจน’ การเก็บข้อมูลพบว่าครอบครัวที่ยากจนที่สุดของเด็กมีรายได้ 462 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 15 บาทต่อวัน ส่วนรายได้เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 2,093 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 69 บาทต่อวันเท่านั้น ความยากจนที่เกิดขึ้นนี้ทำให้จำนวนเด็กเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษากำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยตอนนี้มีมากถึง 430,000 คน (อายุระหว่าง 6-14 ปี หรือระดับ ป.1-ม.3) และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
“ในปี 2022 ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ช่วยเหลือและสร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กเปราะบางยากไร้กว่า 160,000 คน ผ่านการดำเนินงานหลากหลายโครงการในพื้นที่ชุมชนของมูลนิธิฯ รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มเยาวชนกว่า 35,000 คน ให้ได้รับการพัฒนาผ่านกิจกรรมการพัฒนาเยาวชนที่มุ่งเน้นส่งเสริมทักษะชีวิต ความเป็นผู้นำ การพัฒนาอาชีพ และการสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ นอกจากนี้ เด็กเล็กอายุระหว่าง 0-6 ปี อีกกว่า 15,000 คน ยังได้รับการเสริมสร้างพัฒนาการผ่านกิจกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยอีกด้วย” ดร.สราวุธ กล่าว
ดร.สราวุธ ยังได้เสริมอีกว่า “และในปีนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยเหลือและสร้างผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับเด็กยากไร้ได้มากขึ้น เราขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็น ฮีโร่ กับเรา มาร่วมสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กยากไร้ เพียงการรับอุปการะเด็ก 1 คน หรือบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้กับมูลนิธิฯ ท่านก็สามารถกลายเป็น ฮีโร่ ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้”

เสียงจากผู้ให้ หนึ่งในฮีโร่ของเด็ก ๆ

“ผมเริ่มอุปการะเด็กกับศุภนิมิตฯ ด้วยความเชื่อที่ว่าการอุปการะเด็ก จะสามารถทำให้ชีวิตของเด็กคนนึงหรือหลาย ๆ คน เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ส่วนตัวผมได้มีโอกาสเดินทางไปกับศุภนิมิตฯ และได้เห็นชีวิตของเด็กและครอบครัวในชุมชนหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผมได้เห็นถึงชีวิตที่ลำบากและต้องดิ้นร้นในการในชีวิตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ้านที่อยู่อาศัย สภาพอาหารการกินในแต่ละวัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ผมสะท้อนได้ว่าเราเองนั้นโชคดีกว่าพวกเขาแค่ไหน และทำให้ผมมีความรู้สึกที่อยากจะช่วยเหลือพวกเขาให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก”

“สำหรับผม ฮีโร่ ก็คือ คุณพ่อคุณแม่ ที่ปูทางให้ผมมีชีวิตที่ดีมาจนถึงทุกวันนี้ และท่านเป็นแบบอย่างให้ผมได้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นในสังคม จนวันนึงที่ผมได้เริ่มอุปการะเด็กเพราะต้องการช่วยเหลือสังคมและเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนให้ดีขึ้น ผมคิดว่าทุกคนก็สามารถเป็นฮีโร่ได้ เพียงแค่เรามีจิตใจที่พร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเด็กหรือคนในสังคม แม้เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินมากมายหรือเป็นสิ่งของล้ำค่า อย่างน้อย ๆ สามารถช่วยให้เขาได้มีชีวิตดีขึ้นได้ ถึงแม้จะไม่มาก แต่เงินทุกบาททุกสตางค์มันสามารถทำให้เกิดเรื่องดี ๆ ได้หลายอย่างสำหรับเด็กหรือคนที่ยากลำบาก ก็อยากจะเชิญชวนทุกท่านลองพิจารณาดู หากสามารถช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านี้ได้ มาร่วมเป็นฮีโร่ เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาให้ดีขึ้นได้” คุณธำรง มหาดำรงค์กุล (คุณหลวง), ผู้อุปการะของมูลนิธิศุภนิมิตฯ มากว่า 15 ปี กล่าว

ท่านสามารถร่วมเป็นหนึ่งในฮีโร่กับเรา เพื่อมอบอนาคตให้กับเด็กยากไร้ ได้มีชิวิตที่ดีขึ้น
ด้วยการอุปการะเด็ก คลิ๊ก https://bit.ly/3HmeB3z
มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังมีความมุ่งมั่นดำเนินพันธกิจเพื่อความหวัง ความสุข และความยุติธรรมของเด็กทุกคน เปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กเปราะบางยากไร้สู่ความอยู่ดีมีสุข ทั้งด้านสุขภาพ อนามัย ความปลอดภัยในชีวิต ส่งเสริมการศึกษาเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้ พัฒนาครอบครัวและชุมชนของเด็กเปราะบางให้มีความมั่นคงด้านอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน ครอบครัว ชุมชน อาสาสมัคร และระดมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการร่วมสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่เด็ก รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มแรงงานต่างชาติให้สามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ และสิทธิด้านต่างๆ ทั้งหมดคือการแก้ไขรากของปัญหา เป็นการดำเนินงานเพื่อเสริมพลัง สร้างความเข้มแข็ง ส่งเสริมให้เด็ก ครอบครัว ชุมชน และกลุ่มเปราะบางได้รับโอกาสและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สามารถดูรายละเอียดแคมเปญเพิ่มเติมได้ที่ https://www.worldvision.or.th/
สอบถามข้อมูลข่าวประชาสัมพันธ์ ติดต่อ คุณวิภาวี ริ้วสุวรรณ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 08-1494-5498

ADVERTISEMENT