“อาฒยา” นำสาวไทยลุยต่อล่าแชมป์ “เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ” ที่สิงคโปร์

“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟมือหนึ่งของโลก ลุยต่อล่าแชมป์เอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ ที่ประเทศสิงคโปร์ สัปดาห์นี้ หลังเพิ่งคว้าแชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ที่ประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมด้วย “เม” เอรียา จุฑานุกาล, “พราว” ชเนตตี วรรณแสน และ “เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ ประชันกับยอดโปรสาวระดับโลกอีกมากมาย รวมทั้ง ลิเดีย โค แชมป์เมื่อปีที่แล้ว

แอลพีจีเอจัดการแข่งขันกอล์ฟอาชีพสตรีรายการเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปียนชิพ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น “เมเจอร์แห่งเอเชีย” ชิงเงินรางวัลรวมเพิ่มขึ้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 93 ล้านบาท ที่เซนโตซา กอล์ฟ คลับ (ตันจง คอร์ส) ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นรายการที่สามในโปรแกรมแอลพีจีเอ ทัวร์ ฤดูกาลนี้ สัปดาห์นี้มีนักกอล์ฟไทยเข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล, “เม” เอรียา จุฑานุกาล, “พราว” ชเนตตี วรรณแสน และ “เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ ซึ่งต่างมีดีกรีแชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์ รวมกัน 24 รายการ และพร้อมสร้างผลงานให้ดีที่สุด

“จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือหนึ่งของโลก จะลงเล่นรายการนี้เป็นครั้งที่ 5 โดยสถิติที่ผ่านมา จบใน 10 อันดับแรกทุกครั้ง ได้แก่ อันดับ 8 ร่วม เมื่อปี 2018 ในฐานะนักกอล์ฟสมัครเล่น, อันดับ 4 ร่วม ปี 2022, อันดับ 10 ปี 2023 และอันดับ 2 ร่วม เมื่อปีที่แล้ว ส่วนผลงานในทัวร์ฤดูกาลนี้ ลงเล่นทั้งสองรายการ โดยรายการแรกจบอันดับ 7 ร่วม รายการทัวร์นาเมนต์ ออฟ แชมเปียนส์ เปิดฤดูกาล และคว้าแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นับเป็นแชมป์อาชีพรายการที่ 8 ในแอลพีจีเอ ทัวร์

“เม” เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือหนึ่งของโลก แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 12 รายการ รวมทั้งสองแชมป์เมเจอร์ จะลงเล่นเป็นครั้งที่ 11 โดยสถิติที่ผ่านมา จบอันดับ 38 ปี 2025, อันดับ 22 ร่วม ปี 2024, อันดับ 14 ร่วม ปี 2023, อันดับ 17 ร่วม ปี 2022, อันดับ 24 ร่วม ปี 2021, อันดับ 8 ร่วม ปี 2019, อันดับ 16 ร่วม ปี 2018, อันดับ 2 ปี 2017, อันดับ 4 ร่วม ปี 2016 และอันดับ 4 ปี 2013 ขณะที่ผลงานปีนี้เพิ่งจบอันดับ 8 ร่วม ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“พราว” ชเนตตี วรรณแสน แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 2 รายการ จะลงเล่นเป็นครั้งที่ 3 หลังจบอันดับ 45 ร่วม เมื่อปีที่แล้ว และอันดับ 29 ร่วม ปี 2024 ส่วนผลงานปีนี้ลงเล่น 2 รายการแรก จบอันดับ 17 ร่วม ทัวร์นาเมนต์ ออฟ แชมเปียนส์ และอันดับ 18 ร่วม ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์

ด้าน “เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 2 รายการ จะลงเล่นเป็นครั้งที่ 5 หลังจบอันดับ 17 ร่วม ปี 2022, อันดับ 56 ร่วม ปี 2023, อันดับ 13 ร่วม ปี 2024 และอันดับ 14 ร่วม เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ผลงานปีนี้ลงเล่นไปแล้ว 1 รายการ จบอันดับ 18 ร่วม ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่ ลิเดีย โค โปรสาวชาวนิวซีแลนด์ สมาชิกฮอลล์ ออฟ เฟม และแชมป์อาชีพแอลพีจีเอ 23 รายการ กลับมาป้องกันแชมป์ และพยายามคว้าแชมป์สมัยที่สองติดต่อกัน หากทำได้จะกลายเป็นนักกอล์ฟคนที่สองที่ป้องกันแชมป์สำเร็จ ต่อจาก โค จิน-ยอง จากเกาหลีใต้ ซึ่งเคยทำได้ในปี 2022 และ 2023 โดยผลงานปีนี้ของเธอ ลงเล่น 2 รายการแรก จบอันดับ 4 รายการทัวร์นาเมนต์ ออฟ แชมเปียนส์ และอันดับ 5 ร่วม ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์

กลุ่มนักกอล์ฟดีกรีแชมป์เมเจอร์คนอื่น ๆ ประกอบด้วย อี มินจี, เกรซ คิม และ ฮันนาห์ กรีน  (แชมป์ปี 2024) จากออสเตรเลีย มิยู ยามาชิตะ, มาโอะ ไซโกะ, อายากะ ฟุรุเอะและ ยูกะ ซาโสะ จากญี่ปุ่น, เซลีน บูติเยร์ จากฝรั่งเศส,บรู๊ค เอ็ม เฮนเดอร์สัน จากแคนาดา, คิม ฮโย-จู (แชมป์ปี 2021), คิม เซ-ยอง,คิม อา-ริม, โค จิน-ยอง (แชมป์สองสมัย ปี 2022 และ 2023), เจนนิเฟอร์ คัพโช, ลีเลีย หวู, อัลลิเซน คอร์พุซ สามโปรสาวชาวอเมริกันร่วมล่าแชมป์รายการนี้ด้วย

เครดิตภาพ: LPGA/Getty Images

มหกรรม”เทศกาลข้าวโพดหวาน-ของดีศรีรัตนะ”ส่งเสริมเกษตรกรสร้างผลผลิต

นายอำเภอศรีรัตนะ เตรียมพร้อมจัดใหญ่งานมหกรรม “เทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 4-10 มีนาคม 2569 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีรัตนะ  

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดชุมชนบ้านสระเยาว์ ปุ่น กล้วย ตำบลสระเยาว์  อำเภอศรีรัตนะ  จังหวัดศรีสะเกษ นายสุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ ได้เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ ประจำปี 2569 โดยมีนายกฤติเดช  ดารารัตน์  ปลัดอาวุโสอำเภอศรีรัตนะ นำข้าราชการ  ผู้บริหาร อปท.  ผู้บริหารสถานศึกษา  สื่อ มวชนจังหวัดศรีสะเกษและเกษตรกรผู้ปลุกข้าวโพดหวานในพื้นที่อำเภอศรีรัตนะ  จังหวัดศรีสะเกษ   ร่วมรับฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 4-10 มีนาคม 2569 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีรัตนะ

ภายในงานมีการจัดกิจกรรม ประกอบด้วยการประกวดผลผลิตทางการเกษตร  การประกวดด้านปศุสัตว์  การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ผลไม้ ข้าวโพดหวาน และผลผลิตทางการเกษตร  การประกวดธิดาข้าวโพดหวาน  การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง การประกวดนางฟ้าจำแลง การแข่งขันส้มตำลีลา และกิจกรรมรำวงย้อนยุค และหมู่บ้านย้อนยุค  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร มีความสนใจในการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด  ส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างผลผลิต

สุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ

กฤติเดช ดารารัตน์ ปลัดอาวุโสอำเภอศรีรัตนะ

โดยอาศัยตลาดนำการผลิต กระตุ้นให้เกิดการผลิต การตลาดหมุนเวียนอย่างครบวงจร ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ปรากฏแก่สายตา และความรับรู้ของมหาชน เป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ให้มีศักยภาพมากขึ้น  เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นต่อไป

นายสุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ กล่าวว่า อำเภอศรีรัตนะ มี 7 ตำบล 90 หมู่บ้าน 4 องค์กรปกรปกครองส่วนท้องถิ่น มีพื้นที่ทั้งหมด 144,439 ไร่  มีพื้นที่การเกษตร 130,343 ไร่ พื้นที่อื่นๆ 13,007 ไร่ และอำเภอศรีรัตนะเป็นหนึ่งในกลุ่มอำเภอที่มีศักยภาพ การผลิตข้าว พืชสวน พืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดหวาน เป็นพืชที่สำคัญและคิดเป็นมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรรวมของอำเภอศรีรัตนะประมาณกว่า 60,000,000 บาท

โดยมีผลผลิตออกสู่ตลาดดลอดปี สร้างเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอศรีรัตนะเป็นอย่างดี  อำเภอศรีรัตนะ จึงได้จัดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะประจำปี  2569  ในระหว่างวันที่ 4-10 มีนาคม 2569  นี้

ขอเชิญชวนประชาชนแต่งกายชุดพื้นถิ่นมาเที่ยวงาน โดยเน้นใส่เสื้อไหม เสื้อผ้าฝ้าย สวมผ้าถุง นุ่งโสร่ง เพื่อเป็นการอนุรักษ์การแต่งกายให้เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของจังหวัดศรีสะเกษ  จึงขอเชิญชวนข้าราชการ  พ่อค้าและประชาชนทั่วไป  เที่ยวชมงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ ประจำปี 2569

และเชิญขวนประชาชนได้แต่งกายชุดพื้นถิ่นมาเที่ยวงานโดยเน้น “ใส่เสื้อไหม เสื้อฝ่าย สวมผ้าถุง นุ่งโสร่ง” เพื่อเป็นการอนุรักษ์การแต่งกายให้เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นสืบไป

เสนาะ วรรักษ์/ภาพ
บุญทัน ธุศรีวรรณ/ข่าว

.

DSI ปูพรมตรวจค้นโกดังและร้านจำหน่ายเสื้อผ้าละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วกรุง-ปทุมธานี ยึดของกลางกว่า 2.1 หมื่นชิ้น

DSI ตรวจค้นโกดังและร้านจำหน่ายเสื้อผ้าละเมิดเครื่องหมายการค้ารายใหญ่ทั่วกรุงเทพมหานครและปทุมธานี ยึดสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้ากว่า 21,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 8.4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พันตำรวจตรี ยุทธนา  แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้ ร้อยตำรวจเอก พลสัณห์ เทิดสงวน ผู้อำนวยการกองคดีทรัพย์สินทางปัญญา พันตำรวจโทยุทธนา ตั้งกอบลาภ รองผู้อำนวยการกองคดีทรัพย์สินทางปัญญา และนายศักดา พิพัฒน์ธรรมกุล ผู้อำนวยการส่วนคดีทรัพย์สินทางปัญญา 3

พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองคดีทรัพย์สินทางปัญญาและกองปฏิบัติการพิเศษ ร่วมกันนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำนวน 8 หมาย เข้าทำการตรวจค้นโกดังและร้านจำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าต้องสงสัยรวม 8 แห่ง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ได้แก่ สถานที่เก็บสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่ถนนพหลโยธิน 64 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร และร้านจำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า ณ ศูนย์การค้าต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครในเขตจตุจักร เขตราชเทวี เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร อำเภอเมืองและอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยมีตัวแทนของผู้เสียหายเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

 ผลการตรวจค้น พบสินค้าประเภทเสื้อผ้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ เช่น เครื่องหมายการค้าของลาคอสท์ (LACOSTE) คริสเตียน ดิออร์ (CHRISTIAN DIOR) ไนกี้ (NIKE) อาดิดาส (ADIDAS) กุชชี่ (GUCCI) ชาแนล (CHANEL) หลุยส์ วิตตอง (LOUIS VUITTON) อันเดอร์ อาร์เมอร์ (UNDER ARMOUR) บาเลนเซียกา (BALENCIAGA) พูม่า (PUMA) โครมฮาร์ท (CHROME HEARTS) เบอเบอรี่ (BURBERRY) โปโล (POLO) และเดอะ นอร์ธ เฟส (THE NORTH FACE) เป็นต้น จำนวนประมาณ 21,000 ชิ้น มูลค่าความเสียหายประมาณ 8.4 ล้านบาท ซึ่งมีลักษณะเป็นสถานที่เก็บสินค้าและผู้จำหน่ายรายใหญ่

โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองซึ่งมีไว้เป็นความผิดอันมีมูลค่าราคาตามท้องตลาดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือมีมูลค่าความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป อันอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้ยึดสินค้าดังกล่าวและนำส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกองคดีทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตรวจสอบและเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

ทลายแก๊งแสบหลอกนักเรียนร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี”แลกลงทะเบียนซิมผีส่ง SCAMMER

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ,พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น/จับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 , 4 และ 5 กองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วย กองกำกับการ 12 กองบังคับการตำรวจน้ำ กองบัญชาการตำรวจ สอบสวนกลาง

ปฏิบัติการตรวจค้น 8 เป้าหมาย (พื้นที่จังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่, สมุทรปราการ, ประจวบคีรีขันธ์) และ จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ รวม 3 คน ประกอบด้วย
1.นายปรัชญาฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฝางที่ 14/2569
2.น.ส.จิราภรณ์ฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฝางที่ 15/2569
3.น.ส.เบญจมาศฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฝางที่ 16/2569

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา เพื่อให้มีการซื้อ หรือขายหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ , ร่วมกันเป็นผู้เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อนำไปใช้หรือใช้บุคคลอื่นใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กระทำโดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ     ด้วยกฎหมาย”


พร้อมตรวจยึดของกลาง รวม 4 รายการ
1. ซิมโทรศัพท์มือถือ รวม 2,160 ซิม
2. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง
3. เอกสารเกี่ยวกับสัญญาคู่ค้าตัวแทนจำหน่าย จำนวน 1 ฉบับ
4. อุปกรณ์และเอกสารการโฆษณาขายซิม จำนวน 10 ชุด
 
วันเวลาและสถานที่ตรวจค้น/จับกุม วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่จังหวัดเชียงราย , เชียงใหม่ , สมุทรปราการ  และประจวบคีรีขันธ์

พฤติการณ์ สืบเนื่องด้วยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568  ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ได้ตรวจพบการรับแจ้งการหลอกลวงฉ้อโกงออนไลน์ ในต้นเดือนธันวาคม 2568  ผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ จำนวน 8 เคสไอดี หมายเลขโทรศัพท์คนร้าย จำนวน 7 หมายเลข ที่มีความผิดปกติเป็นพิเศษ โดยตรวจพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน คือหมายเลขโทรศัพท์ของคนร้าย ถูกลงทะเบียนผู้ใช้งาน ด้วยเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จึงได้สั่งการให้ กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ทำการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเหตุใดจึงมีเด็กและเยาวชนเป็นผู้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ให้กับคนร้าย นำไปใช้หลอกลวงลักษณะฉ้อโกงออนไลน์ (SCAMMER)

จากการตรวจสอบพบว่า มีกลุ่มบุคคลอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัทเครือข่ายบริษัทมือถือรายใหญ่ เข้ามาขอความร่วมมือจากโรงเรียนใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ้างว่าจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสแกมเมอร์ และแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีเพื่อการศึกษา และมีการสแกนบัตรประชาชนและใบหน้าเด็กนักเรียน คนละหลายครั้ง โดยในเคสไอดี จำนวน 8 เคสไอดี ซึ่งมีเบอร์โทรศัพท์คนร้ายที่ใช้ก่อเหตุ จำนวน 7 หมายเลข ตรวจพบภาพการลงทะเบียนเป็นของเด็กนักเรียนชาย อายุ 9, 14,    15 ปี ใส่ชุดนักเรียน ถ่ายในโรงเรียน จำนวน 3 หมายเลข , พบภาพของเด็กนักเรียนหญิง อายุ 8, 13, 14,    15 ปี ใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียน จำนวน 4 หมายเลข และพบว่าเบอร์ที่ลงทะเบียนของเด็กนักเรียนหญิง อายุ 14 ปี ถูกนำไปก่อเหตุถึง 2 เคสไอดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 แสนบาท

และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่สอบถามเด็กนักเรียนที่ถูกใช้ภาพใบหน้าและข้อมูลบัตรประชาชนไปลงทะเบียน เด็กนักเรียนทุกคนแจ้งว่า ไม่เคยลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว จึงเชื่อว่ากลุ่มคนดังกล่าว ได้นำข้อมูลของเด็กนักเรียนไปลงทะเบียนซิม แล้วนำไปจำหน่ายต่อให้กลุ่มฉ้อโกงออนไลน์ (SCAMMER) คนร้ายเลือกใช้พื้นที่ก่อเหตุ เป็นโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน ห่างไกล บนภูเขาสูง การคมนาคมลำบาก ใช้เวลาในการเข้าถึงค่อนข้างนาน เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง และ อาศัยความเป็นเด็กที่อ่อนประสบการณ์ อยากได้ของแจกฟรี ซึ่งง่ายต่อการหลอกเอาข้อมูล เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ป. ได้ตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว น่าเชื่อว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง จึงให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการออกหมายจับบุคคลคนที่เกี่ยวข้อง

จนกระทั่งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กก.4 บก.ป. นำโดย พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. และ พ.ต.ท.เจษฎา แก้วจาเครือ รอง ผกก.4 บก.ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 , กก.4 , กก.5 บก.ป. และ บก.รน. ได้เปิดปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” เข้าตรวจค้นสถานที่รวม 8 จุด ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่,  จ.เชียงราย , จ.สมุทรปราการ และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถตรวจยึดซิมการ์ดโทรศัพท์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก พร้อมทั้งได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดฝาง จำนวน 3 ราย ได้แก่  น.ส.จิราภรณ์ อายุ 36 ปี จับกุมได้ที่บ้านเช่าใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่, น.ส.เบญจมาศ อายุ 29 ปี จับกุมได้ที่บ้านพัก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ และนายปรัชญา  อายุ 36 ปี พนักงานขายบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง ถูกจับที่บ้านพัก อ.เมือง จ.เชียงราย ในความผิดตาม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มาตรา 11 และ 11/2  ความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อหรือขายหมายเลขโทรศัพท์

สำหรับการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ ,ร่วมกันเป็นผู้เก็บรวบรวมครอบครองหรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อนำไปใช้หรือให้บุคคลอื่นใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกระทำโดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” ระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 2 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 แสนบาท ถึง 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาตามหมายจับและของกลางที่ตรวจค้นได้นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป.ดำเนินคดีตามกฎหมาย

หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง เด็กนักเรียนที่มีชื่อเป็นผู้ลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ จะกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีคอลเซ็นเตอร์โดยไม่รู้ตัว หรือจะถูกออกหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศให้ไปชี้แจง หากไม่ไปอาจจะถูกออกหมายจับได้

หากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ไม่เร่งระงับการใช้งานของหมายเลขโทรศัพท์ ก็จะมีเคสไอดีใหม่ เกิดขึ้นมา และหมายเลขดังกล่าวก็จะตกเป็นเครื่องมือให้เครือข่าย scammer ใช้ก่อเหตุเรื่อยไป
 
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เตือนภัย  ปัจจุบันการเปิดซิมการ์ดมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนทำให้กลุ่มมิจฉาชีพบางกลุ่ม ได้ใช้วิธีการแอบแฝง อ้างมาจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ หรือ “แจกซิมหรืออินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา” ในกลุ่มนักเรียน หรือเด็กเล็ก และเก็บข้อมูลส่วนบุคคล  ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญไปสู่การเข้าถึงธุรกรรมต่างๆ ในปัจจุบัน โรงเรียนหรือสถานศึกษาควรตรวจสอบ เพิ่มความเข้มงวด และกำกับดูอย่างใกล้ชิด ในกรณีจัดกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กและเยาวชนให้แก่ผู้ประกอบการที่มาจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลเป็นเอกสารหรือการกรอกข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่ว่าผู้ขอรับข้อมูลจะอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบริษัทเอกชน ก็ขอให้ตรวจสอบโดยละเอียดถี่ถ้วนทุกครั้ง

ทั้งนี้ บุคคลที่เก็บรวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อนำไปใช้ หรือให้บุคคลอื่นใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เข่าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย

ปล้นกลางกรุง! 2 โจรแสบขี่จยย.ประกบตุ๊กๆกระชากทรัพย์หญิงสาวฮ่องกง

ปล้นกลางกรุง! 2 โจรแสบ ขี่จยย.ประกบรถตุ๊กๆ กระชากทรัพย์สินหญิงสาาวชาวฮ่องกง ก่อนซิ่งรถหลบหนี ผู้เสียหายรุดเข้าแจ้งความ ตำรวจเร่งเปิดกล้องวงจรปิดมาลงโทษ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01.47 น. ผู้สื่อข่าวได้รายงาน ว่า สน.ปทุมวันได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุผ่านฟ้า ตำรวจ 191เกิดเหตุวิ่งราวทรัพย์ โดยคนร้ายชาย 2 คน รูปร่างท้วม สวมเสื้อสีแดงและผู้ซ้อนท้ายเสื้อสีขาว ทั้ง 2 คน ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ไม่ทราบรายละเอียด ไม่ติดทะเบียน ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ผู้เสียหายเป็นหญิงชาวจีน ได้ทรัพย์สินเป็นกระเป๋าสะพาย 1 ใบ ภายในมีกระเป๋าสตางค์ และหนังสือเดินทาง

เหตุเกิด บริเวณฝั่งตรงข้ามสนามกีฬาศุภชลาสัย ถนนพระราม 1 ในพื้นที่เขตปทุมวัน หลังก่อเหตุคนร้ายขับรถหลบหนีมุ่งหน้าไปทางแยกปทุมวัน

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงาน คืบหน้า ว่าผู้เสียหายเป็นหญิงชาวฮ่องกงรายดังกล่าว ได้เล่าว่า ขณะเกิดเหตุนั่งอยู่บนสามล้อเครื่อง คนร้ายชาย 2 คนขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยายนต์ดังกล่าว ขี่เข้ามาใกล้แล้วกระชากกระเป๋าไป  ขณะนั้นผู้เสียหายพยายามรั้งกระเป๋าแล้ว

แต่ไม่เป็นผล ทำให้ได้รับบาดเจ็บเล็กฉีก ทรัพย์สินภายในกระเป๋าสะพาย มีทรัพยสินเป็นหนังสือเดินทาง เงินสดจำนวนประมาณ 1 หมื่นบาท ทางจนท.ตำรวจ สน.ปทุมวัน จึงได้รับแจ้งความ และสั่งการให้จนท.ฝ่ายสืบสวนเร่งไล่กล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

.

สองกระทิงเพศผู้เปิดศึกชิงจ้าวป่าเขาใหญ่ ตัวพ่ายเขาหักล้มเหลือแต่ซาก

ปราจีนบุรี –เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พบซากกระทิงป่าเขาใหญ่เพศผู้ พิกัดวังน้ำเขียว  คาดเปิดศึกสายเลือดสู้กันเองจนเขาหัก!! เร่งตรวจสอบหาสาเหตุเพิ่ม

เมื่อเวลา 16.45 น.วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) ได้รับรายงานเหตุสะเทือนใจคนรักสัตว์ป่า หลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  เข้าตรวจสอบพื้นที่แนวรอยต่อสวนลำไยชาวบ้าน พบกระทิงเพศผู้ตาย สันนิษฐานเบื้องต้นเปิดศึกต่อสู้กันเองอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. ของวันนี้ (25 ก.พ. 69) นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้รับรายงานจาก นางสาวสุรีรัตน์ สุขลาภ หัวหน้าเขตการจัดการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 2 ว่ามีผู้พบซากกระทิงป่าบริเวณสวนลำไยของชาวบ้าน ซึ่งอยู่ติดกับวัดป่ารัตนวัน บ้านคลองปลากั้ง หมู่ 16 ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) ได้สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้ำเขียว, ฝ่ายปกครองอำเภอวังน้ำเขียว และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณพิกัด 47 P 0795420 UTM 1589802 พบร่างกระทิงเพศผู้ขนาดใหญ่ นอนตายอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ สภาพศพเริ่มแข็งตัว

นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระบุว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยละเอียด พบหลักฐานสำคัญคือ “เขากระทิง” ที่หักตกอยู่ใกล้กับซาก และมีร่องรอยเท้ากระทิงจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วบริเวณสวนลำไย บ่งบอกถึงร่องรอยการปะทะกันอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ คาดว่าเป็นการต่อสู้กันเองระหว่างกระทิงเพื่อแย่งชิงอาณาเขตหรือความเป็นจ่าฝูง จนเป็นเหตุให้กระทิงตัวดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลง

ด้าน นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผอ.สบอ.1 (ปราจีนบุรี) กล่าวว่า ได้รับรายงานและกำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการตามระเบียบ โดยได้ประสานสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) ให้รีบเดินทางมายังพื้นที่เพื่อทำการชันสูตรซากอย่างละเอียดในวันนี้(25 ก.พ.) เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงว่าเกิดจากบาดแผลจากการต่อสู้เพียงอย่างเดียว หรือมีปัจจัยอื่นแทรกซ้อนหรือไม่ และจะรายงานผลให้ทราบต่อไป.

โดย…มานิตย์ สนับบุญ   /  ปราจีนบุรี ###

.

คลิปว่อนโซเชียล!ขับรถบรรทุกหมูขวางรถกู้ชีพรพ.รีบไปรับผู้ป่วยแถมโวยวายท้าทายกฏหมาย

ปราจีนบุรี – กร่นด่ากระหึ่มโซเชียล!โชเฟอร์ขับรถบรรทุกหมูเมากร่างก่อกวนรถกู้ชีพรพ.ขณะวิ่งรีบไปรับผู้ป่วยแถมโวยวายเจ้าหน้าที่และท้าทายอำนาจกฎหมาย 
 
เมื่อเวลา 13.05 น.วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี เพจโดยผู้ใช้ชื่อภานุวัฒน์ พันธ์สาย โพสต์คลิปภาพเหตุการณ์จำนวน 2 คลิป  ขณะรถบรรทุกหมูกำลังโต้เถียงกับรถกู้ชีพของโรงพยาบาลกบินทร์บุรี มีผู้กดไลค์-แสดงความเห็นและแชร์ต่อจำนวนมาก พร้อมระบุข้อความว่า…  

…  อยู่ที่ สี่แยก สามทหาร กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี  … เมื่อเวลา 00.01น. รถกู้ชีพโรงพยาบาลกบินทร์บุรี  ได้ออกรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน อยู่ในอาการซึม  

ขณะที่รถกู้ชีพกำลังเดินทางจะไปรับผู้ป่วย ได้มีรถบรรทุกมาก่อกวนสร้างความวุ่นวาย และ  มีการโวยวายเจ้าหน้าที่และท้าทายอำนาจกฏหมาย ชายคนขับรถบรรทุกคล้ายกับคนที่อยู่ในอาการมึนเมาสุรา

 ทะเบียนรถบรรทุก 67-2059 กรุงเทพฯ (ป้ายเหลือง) เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะอาจจะทำให้การเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยล่าช้า ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้วยครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ สี่เเยกสามทหาร อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี…

ผู้สื่อจ่าวได้ลงพื้นที่ ไปสอบถามที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี   พบนายวินัย มีอาสา พนักงานขับรถโรงพยาบาลกบินทร์บุรีกล่าวว่า   

ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ขับรถกู้ชีพของโรงพยาบาล  จากโรงพยาบาลฯกำลังวิ่งไปรับคนป่วยบ้านบ่อทองหลังรับแจ้ง วิ่งตามถนนสายสุวินทวงศ์ (กบินทร์บุรี – นาดี) หรือ สาย 304  ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  ขณะนั้นได้มีรถบรรทุกคันดังกล่าวขับแช่ฝั่งขวาไม่หลีกให้รถพยาบาลตลอด จนขับรถมาถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงสามทหาร

ฝ่ายคนขับรถคันดังกล่าวเปิดกระจกออกมาพูดท้าทายต่างๆนานา ซึ่งตนเองกับพนักงานที่อยู่ในรถก็พูดคุยกันชายคนดังกล่าวอย่างสุภาพ แต่คนขับรถบรรทุกคันดังกล่าวแสดงอาการไม่พอใจตามในคลิป 

อยากฝากถึงคนขับรถคันดังกล่าวขอให้เข้าใจคนขับขี่และรวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯเรายึดถือคนป่วยเป็นหลัก เพราะเขารอความช่วยเหลือจากเรา

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ /  ปราจีนบุรี ###

พืชเศรษฐกิจสงขลา “มะพร้าวน้ำหอม”ผลผลิตล้นตลาดฉุดราคาตกต่ำจี้รัฐกู้วิกฤต

“คาบสมุทรสทิงพระ” เมืองมะพร้าวน้ำหอมสงขลา-ภาคใต้ มะพร้าวล้นตลาดราคาเหลือ 2 บาท / กก. จาก 18 – 25 บาท / ลูก ทำหนังสือถึงรัฐบาลจี้แก้วิกฤตมะพร้าวมน้ำหอมตกต่ำและยกเป็น “พืชเศรษฐกิจแห่งชาติ”เนื่องจาก มะพร้าวน้ำหอมสงขลา ผลผลิต 100 ล้านลูก / ปี เงินหมุนสะพัด 500 – 600 ล้านบาท / ปี …

นายสิริวัฒน์ โหรารัตน์ ประธานกรรมการเครือข่ายภาคประชาสังคมสงขลามหานครมะพร้าวน้ำหอม จ.สงขลา เปิดเผยว่า จ.สงขลา เป็นแหล่งปลูกต้นมะพร้าวน้ำหอมอันดับต้น ๆ ภาคใต้ ปัจจุบันประมาณ 1 ล้านต้น 13,000 ไร่ มีในคาบสมุทรสทิงพระ อ.ระโนด อ.สิงหนคร อ.สทิงพระ อ.กระสินธุ์ นอกนั้นมีประชากรมะพร้าวน้ำหอมแฝงที่ปลูกเป็นวัฒนธรรมประจำถิ่นตามหัวไร่ปลายนา ริมบ้าน รายละ 4-5 ต้น และ 9-10 ต้น  ในระยะ 3-5 ปี และยังมีดินแปลงที่หันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพื่อป้องกันเรื่องภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า

มะพร้าวน้ำหอมได้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของ จ.สงขลา แต่ยังไม่ปรากฏข้อมูลออกสู่สาธารณะ โดยผลิตภาพรวมมะพร้าวน้ำหอม จ.สงขลา ประมาณ 100 ล้านผล / ปี มีเงินสะพัดถึง 500 – 600 ล้านบาท / ปี

นายสิริวัฒน์  กล่าวอีกว่า  ได้ทำหนังสือเสนอไปยังรัฐบาลแล้ว ให้เป็นวาระพืชเศรษฐกิจแห่งชาติ อีกทั้งจะต้องออกมาตรการเร่งด่วนโดยออกฎหมายรับรองประกาศโดยมีกฎหมายคุ้มครอง กำกับ ดูแลที่ครบจรให้เหมือนกับกับยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว  มันสำปะหลัง  และอ้อย รัฐบาลจะต้องประกันราคา มีมาตรการควบคุมกำกับดู

ส่วนสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอม นายสิริวัฒน์ กล่าวถึงราคาว่า ได้ตกต่ำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนถึงขณะนี้ว่า  ราคาในสวน 2 บาท / ลูก จากเดิม 10-12 บาท / ลูก และบางช่วง 4-5 บาท  8-9 บาท  แต่มะพร้าวราคาจะสูงกว่า 20 บาท / ลูก ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งตอนนั้นน้ำหอมจะฤดูขาดคอ

ปัจจัยที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมราคาตก เพราะเกิดล้นสต๊อกล้นโกดัง ผลผลิตค้างตามต้น ออเดอร์จากซัพพลายเออร์ก็ปริมาณน้อยมาก ปัจจัยสำคัญมีส่วนมากเพราะโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอม จากการเป็นฝ่ายรับซื้อจากเกษตรกรสวนมะพร้าวได้เป็นผู้ลงทุนปลูกมะพร้าวเองจากการเช่าดิน เช่าซื้อสวน และเป็นเจ้าของสวนแปลงขนาดใหญ่ ดำเนินการกิจการครบวงจร

“ซัพพลายเอร์ ผู้ผลิตประกอบการโรงงานแปรรูปมะพร้าวน้ำหอม จึงไม่ต้องรับซื้อจากผู้ประกอบการค้าส่งมะพร้าว และเกษตรกร  ส่งผลให้มะพร้าวของเกษตรกรค้างคาต้น ผลผลิตของล้งค้างสต๊อกส่งผลราคาตกต่ำในที่สุด”

นายสิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า มะพร้าวน้ำหอมที่ส่งออกรายใหญ่ คือประเทศจีน  สหรัฐ และจนถึงกลุ่มประเทศอาหรับตะวันออกกลาง

ผู้ประอบการธุรกิจสินค้าการเกษตรรายใหญ่ อ.ระโนด จ.สงขลา กล่าวเพิ่มเติมว่า คาบสมุทรสทิงพระ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 4 อำเภอ สทิงพระ สิงหนคร กระแสสินธุ์ และ อ.ระโนด เป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมรายใหญ่ อันดับ 1 ของภาคใต้ อันดับ 4 ของประเทศ

คาบสมุทรสทิงพระเริ่มต้นปลูกมะพร้าวน้ำหอมเมื่อ 30 ปีที่ผ่าน ทำนำพันธ์มะพร้าวน้ำหอมมาลงพื้นที่ประมาณ  30,000 – 40,000 ลูก เนื่องจากคาบสมุทรสทิงพระ เป็นพื้นที่เหมาะสม เพราะดินทำนา และเหนียวเป็นแหล่งนำกร่อยบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา รอยต่อ 3 จังหวัดระหว่าง จ.สงขลา พัทลุง และ จ.ศรีธรรมราช  ปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้คุณภาพมาก

มะพร้าวน้ำหอม จะผลิตส่งโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปที่ส่วนกลางโดยโรงงาน ผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศ เช่น สหรัฐ จีน และยังส่งออกตลาดรายใหญ่ของภาคใต้คือทางอันดามันแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก และเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรป สหรัฐ จีน  ฯลฯ

“มะพร้าว ในช่วงไฮต์ซีซั่นจะส่งตลาดท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน เช่น จ.ภูเก็ต กระบี่ พังงา พอสิ้นช่วงไฮต์ซีชั่น จะหันไปส่งยังแหล่งท่องเที่ยวเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และตลาดในภาคใต้ และที่สำคัญส่งออกไปยังโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำ ส่วนมะพร้าวน้ำราคาได้ทยอยตกต่ำจนเหลือ 2 บาท / ลูก บางโอกาส เริ่มมาตั้งแต่ปี 2568  ตลอดทั้งปี  มาจนถึงขณะนี้ ปัจจัยสำคัญเนื่องจากตลาดมะพร้าวน้ำหอมถูกควบคุมครบวงจรจากบางกลุ่มเครือข่ายบริษัท ทั้งมีการเช่าพื้นที่ปลูก รับซื้อแปรรูปผลิตและทำตลาดส่งออกต่างประเทศ

นายวิทยา แซ่ลิ่ม มัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา และผู้ก่อตั้งสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา เล่าว่า มะพร้าวน้ำหอมเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมาก ปกติที่หาดใหญ่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่นักท่องเที่ยวทุกคนต่างบริโภคมะพร้าวน้ำหอมไทยมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวราคาถึง 30 บาท / ลูก โดยราคาค่าส่งประมาณ 20 บาท / ลูกตอนสถานการณ์ปกติ

“แต่ตอนนี้ราคาที่หน้าสวนที่ตนไปเยี่ยมหน้าสวนที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ราคา ที่ 2 บาท / ลูก และตอนที่ศูนย์มะพร้าวหาดใหญ่ราคาที่ 10 บาท / ลูก แต่ราคาปลีกตลาดนักท่องเที่ยวประมาณ 30 บาท /  ลูก ตอนนี้มะพร้าวน้ำหอมไม่มีผู้บริโภค เพราะไม่มีนักท่องเที่ยว จึงส่งผลดีมานด์ซัพพลาย”

.

‘พลังชาวโคราช–CPF’ รวมใจส่งต่อพลังแห่งการให้ สมทบทุนมูลนิธิ 100 ปี รพ.มหาราชนครราชสีมา

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เดินหน้าส่งต่อพลังแห่งการให้ ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสังคมไทย ผ่านกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำมอบให้แก่ มูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาล ทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 กุมภาพันธ์ เวลา 06.00–16.00 น. ณ อาคารศูนย์อาหารสวัสดิการ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เพื่อเสริมศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ร่วมเปิดกิจกรรม สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันดูแลสุขภาพของประชาชน

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน กล่าวว่า โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมามีภารกิจดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก โดยมีผู้ป่วยนอกกว่า 5,000 รายต่อวัน และผู้ป่วยในเฉลี่ยกว่า 1,500 รายต่อวัน ทำให้การสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมศักยภาพระบบสาธารณสุข และช่วยให้โรงพยาบาลสามารถจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นกลไกสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกิจกรรมครั้งนี้ของ CPF ช่วยสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิ 100 ปี โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย และเป็นการคืนประโยชน์กลับสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม” รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังขยายกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม ณ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ สีลม รวมทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดตลอดทั้งปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมอิ่มบุญ อิ่มใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังแห่งการให้ผ่านโรงพยาบาลและองค์กรสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือสังคมไปด้วยกัน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา CPF เดินหน้าสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโรงพยาบาลในหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ แผ่นดินไหว ทั้งการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การฟื้นฟูสถานพยาบาล รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สะท้อนบทบาทขององค์กรที่พร้อมเคียงข้างสังคมไทย และเชื่อมั่นใน “พลังของการแบ่งปัน” เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

.

อุตฯท่องเที่ยวไทยคืนชีพ!สื่อนอกเผยคนจีนทะลักมาเยือน หลังเกิดความขัดแย้งกับญี่ปุ่น

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักหลังนี้นักท่องเที่ยวชาวจีนทะลักเข้าไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของนักเดินทาง นับเป็นรายสัปดาห์ เน้นย้ำว่าตลาดการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของประเทศแห่งนี้ คืนชีพกลับมาแล้ว

ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวของไทย ระบุว่าสั ดส่วนของนักเดินทางขาเข้าจากจีน ในช่วงระหว่างสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ครอบคลุมถึงช่วงพีคสุดของฤดกาลเดินทางช่วงตรุษจีน แตะระดับ 23% ใกล้เคียงกับระดับที่พบเห็นในช่วงก่อนหน้าเกิดโรคระบาดใหญ่โควิด-19 และเพิ่มขึ้นจากช่วงเริ่มต้นปี 9%

แม้นักเดินทางขาเข้ารายสัปดาห์จากจีน ลดลงเล็กน้อย แต่ประเทศแห่งนี้ยังคงแหล่งที่มาของนักเดินทางรายใหญ่ที่สุดของไทย เป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน โดยจำนวนยังมากกว่านักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเป็นอย่างมาก แม้ มาเลเซีย เป็นแหล่งที่มาของนักเดินทางขาเข้าไทยมากที่สุดในปีที่แล้ว

การฟื้นตัวดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับไทย เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจ ไทยอยู่บนเส้นทางของการต้อนรับนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปี ในช่วงก่อนเผชิญโควิด-19 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถกู้คืนกระแสดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ บางส่วนสืบเนื่องจากการจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าจากจีนที่ชะลอตัวกว่าปกติ

เหตุลักพาตัวนักแสดงชาวจีนรายหนึ่งในไทยเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว ขัดขวางนักท่องเที่ยวบางส่วนจากการเดินทางมายังไทย ซึ่งเผชิญการแข่งขันอันเข้มข้นอยู่ก่อนแล้ว จากจุดหมายปลายทางอื่นๆ อย่างเช่น เวียดนาม และ เกาหลีใต้

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเร็วๆนี้ ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางในระดับภูมิภาคอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ จีน ออกประกาศเตือนพลเมือง ให้งดเดินทางเยือนญี่ปุ่น สืบเนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยย่างรุนแรง ระหว่างเทศกาลตรุษจีน ท่ามกลางศึกวิวาทะระหว่าง 2 ชาติ

บลูมเบิร์กระบุว่าดูเหมือนไทยจะได้อานิสงส์จากความขัดแย้งดังกล่าว ได้ประโยชน์จากทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปของอุปสงค์การเดินทาง อย่างไรก็ตามแม้นักเดินทางขาเข้าจากจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่นักท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวมยังคงลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 5%

ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 22 กุมภาพันธ์ ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.9 ล้านคน โดยที่ชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนราว 16% จากทั้งหมด ตามมาด้วย มาเลเซีย, รัสเซีย, อินเดีย และเกาหลีใต้