ปรากฎการณ์ AI เกษตรกรอุทัยธานีใช้คัดถั่วแระญี่ปุ่นคลดค่าใช้จ่าย เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้

เกษตรกรหมู่ 8 บ้านล่องตะเคียนเตี้ย ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ยกระดับการปลูกถั่วเหลืองฝักสด (ถั่วแระญี่ปุ่น) ขึ้นแท่นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่หลังฤดูทำนา ชูจุดเด่นใช้น้ำน้อย-กำไรสูงแตะหมื่นบาทต่อไร่ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ช่วยคัดแยกคุณภาพฝักถั่วลดแรงงาน แทนช่วงขาดแคลนแรงงานคน และเพิ่มความรวดเร็วและรักษามาตรฐานส่งออกได้อย่างแม่นยำ

ชาวเกษตรกร ผู้ปลูกถั่วเหลืองฝักสด เผยว่า ปีนี้ปลูกจำนวน 26 ไร่ ในพื้นที่นาข้าวเดิม โดยยกร่องใช้น้ำบาดาล เริ่มปลูกช่วงปลายฝนต้นหนาว ยอมรับว่า การปลูกถั่วเหลือฝักสด ทำรายได้ดีกว่าการทำนา ถือว่าคุ้มค่าและได้เงินหมุนเร็วกว่า แต่ต้องปลูกให้เหมาะสมกับช่วงเวลาเหมาะสมกับฤดูกาล

ทั้งนี้ ทางบริษัททำสัญญาซื้อขาย ถั่วแระญี่ปุ่น ล่วงหน้าในราคาประกันกิโลกรัมละ 19 บาท พื้นที่ปลูกกระจายใน อ.หนองฉาง และ อ.ลานสัก ผลผลิตส่วนใหญ่ผู้ส่งออกจะรับซื้อเพื่อส่งขายต่างประเทศ ดังนั้นผลผลิตต้องมีคุณภาพสูง ปัญหาจะพบมากในกระบวนการคัดแยกหลังเก็บเกี่ยวคือสิ่งเจือปนหลังการเก็บเกี่ยวด้วยแรงงานคน ที่ไม่แน่นอน ปัจจุบันทางกลุ่มฯได้ประยุกต์นำเครื่อง AI มาใช้คัดแยกสิ่งเจือปน ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและความผิดพลาดล่าช้าในการคัดแยก เนื่องจากหลังเก็บเกี่ยวกระบวนการคัดแยกต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อส่งมอบผลผลิตที่มีคุณภาพ โดย AI สามารถคัดแยกสิ่งเจือปนออกจากผลผลิตได้อย่างแม่นยำ

โดยนวัตกรรม AI สามารถจดจำและคัดแยกฝักที่มีตำหนิ สิ่งเจือปนที่ไม่ต้องการได้แม่นยำกว่าสายตาคนและรวดเร็ว ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบก่อนส่งมอบผู้รับซื้อหรือเข้าโรงงาน

.

ปลุกกระบี่–พังงาเขย่าตลาดเกาหลี 1.5 ล้านคนดันบินตรง–ปาล์มน้ำมันสู่บิวตี้โลก

บรรยากาศที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ในโอกาสเดินทางเยือนพื้นที่ภายใต้โครงการ “Sawasdee Thailand Fanclub Program” ระหว่างวันที่ 22–26 กุมภาพันธ์ ครอบคลุมจังหวัดกระบี่และพังงา

การพบกันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการ หากแต่คือ “สัญญาณรุก” ของไทยในตลาดเกาหลีใต้ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง ท่ามกลางตัวเลขนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางเข้าไทยแตะระดับประมาณ 1.5 ล้านคนต่อปี เสน่ห์ของทะเลอันดามัน อาหาร และวัฒนธรรมไทย ยังคงสะกดใจนักเดินทางแดนโสมได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระบี่และพังงาที่กลายเป็นหมุดหมายยอดนิยม

นายธานี เปิดเผยว่า ภารกิจครั้งนี้มุ่งกระชับความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน “เมืองรองภาคใต้ยังมีศักยภาพอีกมาก เราต้องทำให้ชาวเกาหลีใต้เห็นและอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง”

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการดึงพลังสื่อใหม่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์และสื่อมวลชนเกาหลี 9 ราย ลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์จริง ก่อนถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้ติดตามนับล้าน หวังกระตุ้นกระแสท่องเที่ยวเมืองรองให้แรงยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการท่องเที่ยว เวทีหารือยังขยายไปสู่การค้าในภาพใหญ่ ไทยและเกาหลีใต้อยู่ระหว่างเจรจาจัดทำ “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม” หรือ CEPA (Thailand–Korea Comprehensive Economic Partnership Agreement) ซึ่งถูกจับตาว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าไทย โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ประมง อาหารทะเลแช่แข็ง และผลไม้เมืองร้อน

สำหรับภาคใต้ โอกาสใหม่กำลังรออยู่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้แปรรูปของกระบี่–พังงา มีศักยภาพขยายตลาดส่งออก หาก CEPA บรรลุผล นี่อาจเป็น “ประตูทอง” ของผู้ประกอบการท้องถิ่น

ยิ่งไปกว่านั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ เตรียมเชิญผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม Ignite Thailand–Korea Business Forum 2026 ที่กรุงโซลและนครปูซาน รวมถึงงาน Next Rise Seoul เพื่อเปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพจากกระบี่และพังงา ให้ได้เรียนรู้เทคโนโลยีเกาหลีใต้ ทั้งดิจิทัลไฟแนนซ์ พลังงานสะอาด และไบโอแมสที่ใช้เศษวัสดุเกษตร เช่น ไม้ยางพารา กะลามะพร้าว และทะลายปาล์ม สร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง

อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ภาคธุรกิจกระบี่หยิบยก คือการผลักดัน “ปาล์มน้ำมันกระบี่” สู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางเกาหลีใต้ ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก หากสำเร็จจะเป็นการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นสู่ห่วงโซ่มูลค่าสากล

ขณะเดียวกัน เสียงเรียกร้องเรื่อง “เที่ยวบินตรง” จากเกาหลีใต้มายังกระบี่โดยไม่ต้องต่อเครื่อง ถูกยกเป็นวาระเร่งด่วน เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล แสดงความพร้อมสนับสนุนและผลักดันในทุกมิติ

การเยือนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพถ่ายจับมือ แต่คือก้าวเดินของภาคใต้สู่เวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อท่องเที่ยว การค้า และนวัตกรรมถูกเชื่อมร้อยเข้าด้วยกัน กระบี่และพังงาอาจไม่ได้เป็นแค่ “เมืองท่องเที่ยว” อีกต่อไป หากแต่กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางโอกาสใหม่ของไทยในสายตาโลก

อีสานร้อนจัด!คลังอาวุธ ตชด.21 บึ้มวอด EOD ลุยคลียร์พื้นที่ปลอดภัย

สรุปเหตุ “คลังอาวุธ ตชด.21 ระเบิด” ผบ.มทบ.25 คาดอาจจะเกิดจาก “สภาพอากาศร้อน” ล่าสุดชุด EOD เตรียมตรวจสอบจุดเกิดเหตุวันนี้ หลังควบคุมเพลิงหมดแล้ว เพื่อเก็บกู้ระเบิด-เคลียร์พื้นที่ปลอดภัย

จากกรณีเมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณคลังอาวุธ ภายในกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 (ค่ายสุรินทร์ภักดี) จ.สุรินทร์ ส่งผลให้คลังเก็บอาวุธได้รับความเสียหายจำนวนมาก เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุเกิดจากความร้อนสะสมภายในคลัง 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นคลังเก็บกระสุนแห่งที่ 1 ทำให้เกิดแรงระเบิดเป็นระยะ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ได้นำส่งรักษาตัวที่ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อาการปลอดภัยแล้ว

ต่อมา เวลา 21.15 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย พลตรีไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ร่วมประชุมติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยจังหวัดได้ระดมรถดับเพลิงจำนวน 10 คัน กระจายกำลังดูแลพื้นที่ชุมชนโดยรอบ และจัดเตรียมรถดับเพลิงอีก 6 คัน ประจำการภายในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเฝ้าระวังตลอดทั้งคืน พร้อมบินโดรนตรวจสอบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุคลังแสงระเบิด พร้อมระดมรถดับเพลิงฉีดน้ำเพื่อควบคุมความร้อนบริเวณโดยรอบ แต่ยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่โดยละเอียดในช่วงเวลากลางคืนได้ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากการประทุของวัตถุระเบิด และไม่มีแสงสว่างเพียงพอ

ต่อมา เวลา 23.30 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้คลังอาวุธ ตชด.21 สุรินทร์ ได้ทั้งหมดแล้ว

ส่วนสาเหตุในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ พล.ต.ไชยนคร กิจคณะ ผบ.มทบ.25  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูแล้วน่าจะเกิดจากสภาพอากาศร้อน วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนมาก สอบถามเจ้าหน้าที่ แจ้งว่ามีการเปิดประตูคลังเพื่อระบายความร้อน แต่ไม่สามารถเอาอยู่เนื่องจากกระสุนเป็นวัตถุระเบิด ซึ่งคลังต้องมีการระบายอุณหภูมิ 

สำหรับมาตรการดูแลคลังอาวุธในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ พล.ต.ไชยนคร กล่าวว่า การจัดการดูแลคลังอาวุธ ระเบียบการรักษาคลังอาวุธ มีระเบียบในการดูแล มีสปริงเกอร์น้ำเพื่อป้องกันความร้อน มีการระบายคลัง และติดมิเตอร์ ในการวัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 40 องศา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวันที่ 25 ก.พ. 69 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ (PRsurin) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  เช้านี้ (25 ก.พ 69) ชุด EOD เป็นทีมแรกที่จะเข้าตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุคลังอาวุธของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 (ตชด.21) ระเบิดเมื่อคืนนี้ เพื่อเก็บกู้ระเบิดและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัย 

ซึ่งคาดว่าอาจจะมีวัตถุระเบิดตกค้างเป็นอันตราย จากนั้นทีมตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ทหารและหน่วยงานความมั่นคง จะร่วมเข้าตรวจทราบข้อเท็จจริงของสาเหตุและความเสียหายบริเวณพื้นที่เพลิงไหม้โรงเก็บคลังอาวุธอย่างละเอียด ตามแผนปฏิบัติการฯ ต่อไป

สบอ.9 รุดช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านขุนหาญเหยื่อกระทิงป่าไล่ขวิดเจ็บสาหัส

สบอ.9 เตรียมพร้อมช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านตามระเบียบฯ หลังเกิดอุบัติเหตุกระทิงพลัดหลงวิ่งชนบาดเจ็บ สั่งระดมโดรนความร้อนเปิดปฏิบัติการบินผลักดันคืนป่าคืนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานมาจากชายแดนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) เปิดเผยถึงสถานการณ์กรณีพบกระทิงป่าพลัดหลงออกมานอกเขตพื้นที่อนุรักษ์จนตกใจวิ่งชนราษฎรในพื้นที่อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ จนได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้ทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 ได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและผลักดัน

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรายงานครั้งแรกเมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.00 น. จากนายพิพัฒน์ พลอินทร์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ว่าพบกระทิงเพศผู้จำนวน 1 ตัว พลัดหลงออกมาจากเขตป่าอนุรักษ์บริเวณบ้านกระโดน ตำบลโพธิ์กระสัง จึงได้เร่งสั่งการให้ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าประสานกำลังเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ เข้าติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนผู้นำชุมชนในพื้นที่ทันที

ต่อมาเวลา 14.30 น. ได้รับรายงานว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นบริเวณบ้านกันทรอมใต้ เนื่องจากกระทิงมีอาการตื่นตกใจจากการพลัดหลงและได้วิ่งไปชนนางเรือน ราษฎรในพื้นที่จนได้รับบาดเจ็บ มิใช่พฤติกรรมจงใจเข้าทำร้าย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวผู้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลขุนหาญ เพื่อเข้ารักษาตัวที่ห้องฉุกเฉินทันที

ในการนี้ตนได้มอบหมายให้นายเตชินท์ เชื้อลี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เป็นผู้แทนเดินทางเข้าเยี่ยมติดตามอาการเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบต่อไป

สำหรับการวางแผนผลักดันคืนสู่ป่านั้น นายพิชัย ระบุว่า เมื่อเวลา 18.20 น. ได้มีการประชุมร่วมกับปลัดอาวุโสอำเภอขุนหาญ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า (สบอ.9) และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด โดยมีมติให้เน้นการปฏิบัติงานในช่วงเวลากลางคืนเป็นหลัก เนื่องจากในช่วงกลางวันมีประชาชนปฏิบัติงานในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงมีการสัญจรของยานพาหนะบนถนนหนทาง ซึ่งอาจทำให้กระทิงเกิดความตื่นตระหนกซ้ำและวิ่งไปชนประชาชนหรือยานพาหนะจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงได้ทำการประชาสัมพันธ์แจ้งราษฎรในพื้นที่ งดออกจากบ้านหรือเข้าพื้นที่การเกษตรชั่วคราวในช่วงเวลานี้ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างสะดวก

โดยในคืนนี้ จะมีการใช้เทคโนโลยีโดรนติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อน (Infrared) จำนวน 2 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน มาใช้ในการระบุพิกัดตำแหน่งของกระทิงในที่มืดและแปลงผลเป็นภาพความร้อน เพื่อสนับสนุนชุดปฏิบัติการภาคพื้นดิน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา 7 นาย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก 6 นาย และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในการติดตามและผลักดันให้กลับคืนสู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ นอกจากนี้ ยังได้ประสานขอความอนุเคราะห์สัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 เข้ามาร่วมตรวจสอบและดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ป่าในภารกิจนี้ด้วย

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นกระทิงป่าในบริเวณรอยต่อตำบลกันทรอม หรือพื้นที่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรักและห้วยศาลา ขอความร่วมมือห้ามขับไล่หรือต้อนสัตว์ป่าด้วยตนเอง เนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน แต่ให้รีบแจ้งนายเตชินท์ เชื้อลี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา โทร 081-062-4349 หรือแจ้งผ่านเพจเฟซบุ๊กเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลาได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

กระทิงเปลี่ยวพลัดหลงหนีเตลิดไล่ขวิดชาวบ้านเมืองขุนหาญเจ็บสาหัส

กระทิงเปลี่ยวที่พลัดหลงหนีเตลิดขวิดชาวบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกหามส่งโรงพยาบาล นายอำเภอขุนหาญห่วงใยชาวบ้าน พาคณะเข้าเยียมให้กำลังใจทันที

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. นายศดิศ ณิชกุล นายอำเภอขุนหาญ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามอาการ และให้กำลังใจ ประชาชน ราย นางเรือน เรืองคำ ราษฎรบ้านกันทรอมใต้ หมู่ที่ 4 อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้รับบาดเจ็บจากกระทิงป่าพลัดหลงไล่ขวิด ได้รับบาดเจ็บขณะนี้เข้ารักษาตัว ณ โรงพยาบาลขุนหาญ  อำเภอขุนหาญ  จังหวัดศรีสะเกษ

จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามอาการ แพทย์ผู้รักษาอาการรายงานเคสถูกกระทิงป่าชน ดังนี้
         
มีอาการปวดจุกที่ลิ้นปี่ ปวดหลังและปวดสะโพกทั้ง 2 ข้าง รู้สึกตัวดี ระดับความดันโลหิต การหายใจ และชีพจรปกติ ระบบประสาทอยู่ในเกณฑ์ปกติ กดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง(L-S shine) พบบาดแผลฉีกขาดง่ามนิ้วมือ แผลถลอกบริเวณแขน จ้ำเขียวฟกช้ำบริเวณสะโพกด้านซ้าย และบริเวณก้นกบ

ตรวจทางห้องปฏิบัติการความเข้มข้นเลือด Hct 35%  เอ็กชเรย์ปอด : ไม่พบกระดูกซี่โครงหัก ไม่พบมีลม เลือด! น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด

เอ็กชเรย์ กระดูกสันหลังและสะโพก : พบกระดูกเชิงกรานบริเวณด้านหน้าข้างซ้ายแตกหัก(กระดูกหัวหน่าว) ตรวจอวัลตราชาวน์ช่องท้องแบบจำเพาะในผู้ป่วยอุบัติเหตุ [FAST): ไม่พบของเหลวหรือเลือดออกในช่องท้อง

เบื้องต้น ส่งข้อมูลปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกวางแผนการรักษาโดยเบื้องต้นไม่ต้องผ่าตัดให้สังเกตอาการในโรงพยาบาลและเฝ้าระวังภาวะเลือดออกภายในจากภาวะกระดูกสะโพกแตกหักและนำไปสู่ภาวะช็อคจาการสูญเสียเลือดให้ยาบรรเทาปวด นัดติดตามพบแพทย์เฉพาะทาง 1 สัปดาห์ 2 มีนาคม 2569 และตรวจเอล็กเรย์กระดูกสะโพกซ้ำอีก

โดยมี นางสาวมณฑิรา สายวิเศษ ท้องถิ่นอำเภอขุนหาญ แพทย์หญิงรัชฎาพร รุญเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขุนหาญ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขุนหาญ ร่วมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจโดยพร้อมเพรียงกัน ณ อาคาร 3 หอผู้ป่วยหญิง โรงพยาบาลขุนหาญ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

Meridian Cruise 2 เปิดประสบการณ์ดินเนอร์หรู ล่องเจ้าพระยา บุฟเฟ่ต์นานาชาติซีฟู้ดไม่อั้น พร้อมดนตรีสดยามค่ำคืน

Meridian Cruise 2 ณ ไอคอนสยาม ชวนเปิดประสบการณ์ดินเนอร์สุดหรูบนเรือสำราญระดับพรีเมียม ที่ผสมผสานความอร่อยของอาหารนานาชาติเข้ากับบรรยากาศโรแมนติกของแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ทั้งคู่รัก ครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือผู้ที่มองหามื้ออาหารพิเศษในโอกาสสำคัญ

ลูกค้าจะได้อิ่มอร่อยกับ บุฟเฟ่ต์นานาชาติแบบไม่อั้น คัดสรรเมนูคุณภาพหลากหลายสไตล์ ไฮไลต์อยู่ที่ซีฟู้ดสดใหม่ ทั้ง กุ้งแม่น้ำเผาตัวโต หอยแมลงภู่ชิลีอบเนยกระเทียม แซลม่อนซาชิมิ รวมถึงเมนูอาหารไทยและนานาชาติอีกมากมาย ปรุงสด เสิร์ฟร้อน ตลอดช่วงเวลาการล่องเรือ

ระหว่างดื่มด่ำกับรสชาติอาหาร ยังสามารถเพลิดเพลินกับ วิวทิวทัศน์ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืน ชมแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ ที่ส่องแสงระยิบระยับ สร้างบรรยากาศโรแมนติก อบอุ่น และน่าประทับใจ พร้อมชมโชว์พิเศษและฟังดนตรีสดไพเราะ ที่ขับกล่อมตลอดการล่องเรือ เพิ่มอรรถรสให้ค่ำคืนพิเศษสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Meridian Cruise 2 ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการในเดือนเกิด รับ เค้กวันเกิดฟรี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและสร้างความทรงจำดี ๆ บนเรือดินเนอร์สุดหรู ท่ามกลางบรรยากาศสายน้ำและเสียงเพลง

Meridian Cruise 2   จึงไม่ใช่เพียงแค่การรับประทานอาหาร แต่คือประสบการณ์การพักผ่อนและการเฉลิมฉลองที่ครบครัน เหมาะสำหรับทุกโอกาสพิเศษ บนเส้นทางล่องเรือแห่งความสุขใจกลางกรุงเทพมหานคร

ลูกค้าสามารถเลือกรอบล่องเรือได้ 2 ช่วงเวลา ได้แก่
รอบพระอาทิตย์ตกดิน เวลา 16.30 – 18.30 น.
• ราคาผู้ใหญ่ 599 บาท / เด็ก 500 บาท
• ฟรี! น้ำอัดลมไม่อั้นตลอดเส้นทาง

รอบดินเนอร์สุดหรู เวลา 19.45 – 21.45 น.
• ราคาผู้ใหญ่ 899 บาท / เด็ก 750 บาท
• ฟรี! น้ำอัดลมไม่อั้นตลอดเส้นทาง
• โปรโมชั่นพิเศษ มา 4 ท่าน จ่ายเพียง 3 ท่าน
• สำรองที่นั่งด่วน ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

ขึ้นเรือที่ท่าเรือของ ICONSIAM

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่งได้ที่ :
โทร. 091 599 5553
Facebook: meridiancruise2
IG: meridiancruise2
Line@: @meridiancruise2
Line official : https://lin.ee/q20vQeV
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :-
https://meridiancruise2.com/

#MeridianCruise2 #dinnercruise #DinnercruiseBangkok #bestfood #bestdinnercruise #mustdoinbangkok
 #iconsiam #theFloatingHappiness

สตม.ขยายผลบุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเช่าบ้านหรูย่านสายไหม

หลังจากเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2569 กก.สืบสวน บก.ตม.3 ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี  ได้ทำการควบคุมตัวคนต่างด้าวสัญชาติจีน จำนวน 6 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน กระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 นั้น จึงได้ควมคุมตัวเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมาวันนี้ (24 ก.พ.69) พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 นำทีมปฏิบัติการฯ โดยมี พ.ต.ท.ปิติพัฒน์ ศรีธนาอภินันท์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.จตุรโชค เพชรคง สว.กก.สส บก.ตม.3 และชุดสืบสวน ทำการสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง หลังได้รับทราบเบาะแสข้อมูลจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่ามีกลุ่มเครือข่ายคนต่างต้าวสัญชาติจีนที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวข้างต้นและเป็นบุคคลตามหมายจับสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มาพักอาศัยภายในหมู่บ้านหรูย่านสายไหม กรุงเทพมหานคร

จึงได้ทำการตรวจสอบข้อมูลที่พัก ไม่พบการแจ้งที่พักของคนต่างด้าว ส่อถึงเจตนาการหลบเลี่ยงและไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รับทราบ อันเป็นการปกปิด ซ่อนเร้น วัตถุประสงค์แห่งการเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร เชื่อได้ว่ามีการลักลอบกระทำผิดกฎหมายอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จึงได้วางแผนเข้าสืบสวนเฝ้าสังเกตุการณ์ และพบว่ามีบุคคลสัญชาติจีนเข้าออกเป็นจำนวนมากจริง และได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเข้าตรวจสอบบ้านหลังนั้น 

ผลการตรวจสอบพบว่า

1. MR.SHIBIAO (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี สัญชาติ จีน ผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีนและหลบหนีอยู่ในประเทศไทย โดยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย ถูกออกหมายจับโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเมืองอู๋จื่อซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน อันมีพฤติการณ์เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตาม ม.12(7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

2. MR.SHIMING (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี สัญชาติจีน ขณะตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกจับกำลังนั่งประจำโต๊ะทำงานพร้อมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ LENOVO รุ่น AIR-14ARE 2020 สีดำ ภายหลังเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการซักถามผ่านล่าม ได้ข้อมูลว่า MR.SHIMING ทำงานในลักษณะเป็นพนักงานดูแลและจัดการระบบการของเว็บไซต์ u9mdb1.bn6868.top/pc/#/ac/acl ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยได้รับรายได้จากการทำงานเป็นร้อยละ 40 ของยอดรายรับทั้งหมดของเว็บไซต์ในหนึ่งเดือน หรือประมาณ 100,000 บาทไทย

3. MR.ZHIQIANG (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน ขณะตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกจับกำลังนั่งประจำโต๊ะทำงานพร้อมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ ACER รุ่น NITRO LITE6 สีขาว ภายหลังเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการซักถามผ่านล่าม ได้ข้อมูลว่า MR.ZHIQIANG ทำงานลักษณะเป็นพนักงานบันทึกข้อมูลรายรับรายจ่ายของการรับแลกเงินสกุลต่างๆ ให้กับ MR.SHIMING ซึ่งเป็นนายจ้างของตน โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาทไทย และจะได้รับเงินค่าจ้างพิเศษอีกครั้งละ 500 บาทไทย เมื่อมีการวิ่งไปแลกเงินให้กับนายจ้าง

4. MR.XIAOHUAI (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี สัญชาติจีน ขณะตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกจับทำงานร่วมกันกับผู้ถูกจับที่ 2 กำลังนั่งประจำโต๊ะทำงานพร้อมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ HUAWEI สีเทา จำนวน 1 เครื่อง ภายหลังเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการซักถามผ่านล่าม ได้ข้อมูลว่า MR.XIAOHUAI ทำงานลักษณะเป็นพนักงานบันทึกข้อมูลรายรับรายจ่ายของการรับแลกเงินสกุลต่างๆ ให้กับ MR.SHIMING ซึ่งเป็นนายจ้างของตน โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาทไทย และจะได้รับเงินค่าจ้างพิเศษอีกครั้งละ 500 บาทไทย เมื่อมีการวิ่งไปแลกเงินให้กับนายจ้าง

โดยได้สั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราว (VISA) ผู้ต้องหาคนที่ 1 และได้นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักตัวไว้รอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป 

ส่วนผู้ถูกจับที่ 2-4 เจ้าหน้าที่ ตม. แจ้งข้อกล่าวหา ว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้ (ม.8 พ.ร.ก.การบริหารการจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560)” พร้อมนำตัวผู้ถูกจับที่ 1-3 ส่งพนักงานสอบสวน สน.สายไหม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ไทยขึ้นแท่นฮับผลิต PCB อันดับ 1 อาเซียน รับคลื่นลงทุน 2 แสนล้าน

อุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board – PCB) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในโลก AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนภาพรวมการลงทุนของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ระหว่างปี 2565 – มิถุนายน 2568 ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท จาก 180 โครงการ ผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิต PCB อันดับหนึ่งของอาเซียน และมุ่งสู่ Top 5 ของโลก และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ การผลิต PCB, Hard Disk Drive, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยังมีการมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 382 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.8 แสนล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ความโดดเด่นของไทยมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานที่มั่นคงและเพียงพอ รวมถึงเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อภูมิภาคได้อย่างคล่องตัว ทั้งท่าเรือ สนามบิน และโครงข่ายถนนที่เข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและตลาดผู้บริโภคได้สะดวก อีกทั้งแรงงานไทยยังมีทักษะและการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ได้ดี ทำให้รองรับการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทานครบวงจร รองรับอุตสาหกรรม PCB ได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบสำคัญ กระบวนการผลิต พร้อมเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ AI ศูนย์ข้อมูล และอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศโดยได้รับแรงสนับสนุนจาก BOI ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมสูงสุดไม่เกิน 13 ปี ตลอดจนสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและอำนวยความสะดวกในการลงทุน พร้อมความได้เปรียบด้านทำเลเชิงกลยุทธ์  เชื่อมต่อการค้าเสรีกับตลาดสำคัญทั่วโลก ทั้งยุโรป จีน และอาเซียน ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่ครบวงจรและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง

สวนอุตสาหกรรม 304 เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ PCB เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญ ดังนั้นจึงออกแบบมาโดยให้ความสำคัญกับการใช้สาธารณูปโภคทั้งน้ำและไฟฟ้าปริมาณมากอย่างต่อเนื่องในกระบวนการผลิต จากโรงไฟฟ้าภายในโครงการมากกว่า 10 แห่ง กำลังการผลิตรวม 893 เมกะวัตต์ และน้ำอุตสาหกรรมที่มีกำลังผลิตรวม 344,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จากอ่างเก็บน้ำของโครงการ ความจุกว่า 40 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ ทำให้ในปัจจุบันสวนอุตสาหกรรม 304 เป็นหนึ่งในคลัสเตอร์หลักของ PCB ที่มีผู้ผลิตและซัพพลายเชนลงทุนแล้วกว่า 14 บริษัท ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

นอกจากความพร้อมด้านน้ำและไฟฟ้าแล้ว สวนอุตสาหกรรม 304 ยังมีระบบสนับสนุนที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์การดำเนินงานของโรงงาน PCB ทั้งในปัจจุบันและการขยายธุรกิจในอนาคต ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน การดำเนินงาน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่

 ·  พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ รองรับการขยายการลงทุนครบทั้งผู้ผลิตหลัก และเครือข่ายผู้จัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน

·   ระบบบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน รองรับการบำบัดน้ำได้ถึง 175,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ทั้งยังพร้อมรองรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีจุดแข็งด้านพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานจากพลังงานแสงอาทิตย์และชีวมวล รวมกว่า 555 เมกะวัตต์ ที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร เพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ควบคู่กับการบริการแบบครบวงจร พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI ไปจนสามารถก่อตั้งโรงงานได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานและการลงทุนอย่างมั่นใจในระยะยาว

ไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด PCB ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำเลยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม และที่สำคัญคือมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโต พื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมอย่างสวนอุตสาหกรรม 304 พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นฮับ PCB ระดับโลกอย่างยั่งยืน

เกษตรกรตรังโค่นต้นปาล์มปลูกกะหล่ำปลีพืชเมืองหนาวได้ผลดีไม่พอขาย

ตรัง-เกษตรกรชาวนาโต๊ะหมิง ปลูกกะหล่ำปลี พืชเมืองหนาวได้ผลดีไม่พอขายตรุษจีน ปลอดสาร หัวโต น้ำหนักดี  ปีหน้าวางแผนใหม่เตรียมปลูกเต็มพื้นที่ประมาณ 3,000 ต้น และเพิ่มเติมจะปลูกกะหล่ำดอกด้วย  
   
ที่ศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นาอารยเกษตร หรือ สวนเจ้าจอม หมู่ที่ 6 ตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง นายสุเทพ พลฤทธิ์   และนางเมตตา  พลฤทธิ์  สองสามีภรรยาที่ยึดอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน มาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี2564 โดยโค่นต้นปาล์มน้ำมันทิ้งประมาณ 5 ไร่  ปรับพื้นที่เป็นโคก หนอง นา อารยเกษตร จำนวน 3 ไร่ ในการปลูกพืชผักหลายชนิด มีการขุดสระน้ำ เลี้ยงปลา และทำเป็นคลองไส้ไก่ ดึงน้ำไปใช้หมุนเวียนในพื้นที่

 ตลอดระยะเวลา 5 ปีนั้น สามารถเก็บผลผลิตขายได้อย่างต่อเนื่อง  มีการปลูกพืช 5 ระดับ ต้นไม้สูง (ไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้พะยูง ไม้มะค่า ไม้ยาง)   ไม้กลาง ( ผลไม้ )  ไม้เตี้ย ( พืชผักสวนครัว)  ไม้เรี่ยดิน ( สัปปะรด ผักขูด ข่า ตะไคร้  และไม้ใต้ดิน ( กินหัว )  ล่าสุด ได้หันมาทดลองปลูกกะกล่ำปลี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาวต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 โดยปีแรก พ.ศ.2567 ปลูกประมาณ 100 ต้น ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ต้นเจริญเติบโตดี ให้น้ำหนักดี ต่อมาในปี 2568  เมื่อเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายน 2568 ก็เริ่มปลูกเป็นปีที่ 2 รวมประมาณ 350 ต้น ทั้งปลูกลงดินและปลูกในกระถาง   ซึ่งกำลังให้ผลผลิตอยู่ในขณะนี้ 

ปรากฏว่ามีลูกค้าสั่งจองข้ามปีมาตั้งแต่เริ่มต้นเพาะเมล็ด และปลูก จะสามารถตัดขายได้ทั้งหมดในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ และไม่เพียงพออีกเช่นกัน เพราะปลูกแบบปลอดภัยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ใช้ปุ๋ยเคมีในระยะเริ่มต้นปลูกเท่านั้น หลังจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยคอก มูลวัว มูลหมู มูลไก่ และแกลบผสมกัน  หมั่นดูแลต้นกำจัดหนอนและแมลง  ในการตัดขายจะไม่ตัดถึงโคนต้น แต่จะเว้นโคนต้นมาถึงก้านใบ เพื่อให้สามารถแตกเป็นต้นแขนงไว้ขายต่อเป็นรอบที่ 2 ต่อจากหัว ทำให้ต้นกะหล่ำปลี 1 ต้น มีรายได้ 2 รอบคือ ขายหัว และขายแขนง ส่วนใบล่างสามารถโยนลงสระเลี้ยงปลาต่อไป

ทั้งนี้ ทั้ง นายสุเทพ และนางเมตตา พลฤทธิ์  สองสามีภรรยา กล่าวว่า เริ่มทดลองปลูกกะหล่ำปลี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว เข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว  ปีแรกปลูกประมาณ 100  ต้น ไม่พอขาย  ปีนี้จึงปลูกเพิ่มประมาณ 305 ต้น โดยวางแผนการปลูกเมื่อเข้าสู่หน้าหนาวของภาคใต้ คือ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าได้ผลดีใช้เวลาสั้นประมาณ 2 เดือนเศษ ก็สามารถเก็บผลผลิตได้  น้ำหนักดี  หัวใหญ่สุดประมาณกว่า  2 กก. แต่ส่วนใหญ่ตัดตั้งแต่หัวประมาณ 1 -1.5 กก. เพราะลูกค้าจองคิว ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่จะจองหมด ราคาขายเป็นกก.ๆละ 40 บาท เท่ากับปีที่แล้ว เพราะลูกค้าก็เป็นชาวบ้านในพื้นที่ และญาติพี่น้อง 

หากขายเป็นหัวไม่ต้องชั่งหัวละ 50 บาท และจะตัดเว้นโคนต้นนับตั้งแต่ถึงก้านใบปล่อยไว้อีกประมาณ 10-20 วัน ก็สามารถเก็บเป็นยอดแขนงขายได้ราคากก.ละ 70 บาท โดยปีหน้าวางแผนไว้ว่าจะปลูกให้เต็มพื้นที่ตามเส้นทางคลองไส้ไก่คงได้ประมาณ 3,000 ต้น และจะปลูกกะหล่ำดอกด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อปลูกกะหล่ำปลีได้ผล กะหล่ำดอกก็จะต้องได้ผล เพราะเป็นพืชเมืองหนาวเหมือนกัน

นอกจากนั้นยังมีการแบ่งพื้นที่ทดลองปลูกต้นหอม ผักชีไว้ด้วย ซึ่งหากได้ผลดีก็จะปลูกเช่นกัน เชื่อมั่นว่าพื้นที่ภาคใต้ก็สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ เพียงแต่ต้องวางแผนจัดวางระบบน้ำให้ดี   ลูกค้ามั่นใจ เพราะสามารถมาดูที่แปลงได้ว่าปลูกแบบปลอดภัยไร้สารเคมีใดๆ

ตำรวจบุกรวบอดีตช่างเช่าห้องพื้นที่สระแก้วติดตั้ง SIM BOX ป้อนแก๊งคอลเซ็นเตอร์เขมร

ตำรวจสอบสวนกลางสนธิกำลังบุก รวบอดีตช่างเน็ต ลอบติดตั้ง SIM BOX พื้นที่ จ.สระแก้ว ส่งสัญญาณป้อนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกัมพูชา

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดปฏิบัติการ “ตัดสายลวง” เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาลอบติดตั้งอุปกรณ์ Sim Box ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหลอกลวงประชาชน

เจ้าหน้าที่ทำการจับกุม นายสันติโชคฯ อายุ 33 ปี (อดีตช่างติดตั้งอินเทอร์เน็ต) ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1007/2569 ลงวันที่ 20 ก.พ. 2569 ในข้อหา “ร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต”
ของกลางที่ตรวจยึดได้ เครื่อง Sim Box (ชนิด 32 ช่องสัญญาณ) รวม 12 เครื่อง , เราเตอร์ Wi-Fi 9 เครื่อง , อุปกรณ์สำรองไฟ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อีกหลายรายการ

จากสถิติตั้งแต่ต้นปี 2569 พบความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 630 คดี มูลค่าความเสียหายเกือบ 120 ล้านบาท โดยคนร้ายมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือค่ายมือถือ หลอกว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญาและให้โอนเงินมาตรวจสอบ

จากการสืบสวนพบว่าคนร้ายใช้เครื่อง Sim Box (GSM Gateway) เพื่อแปลงสัญญาณโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถโทรออกหาเหยื่อได้ครั้งละมากๆ และปกปิดร่องรอยได้ง่าย โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 3 จุดหลักในพื้นที่ จ.สระแก้ว ได้แก่ 1.ต.คลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น ห้องเช่าที่ล็อกกุญแจไว้แต่ไม่มีผู้อาศัย (พบ Sim Box 8 เครื่อง) 2.อ.อรัญประเทศ บ้านพักของผู้ต้องหา (พบ Sim Box 1 เครื่อง) 3.ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร อาคารพาณิชย์ (พบ Sim Box 3 เครื่อง)

นายสันติโชค ยอมรับว่า ตนเองมีความรู้ด้านการติดตั้งอินเทอร์เน็ต ได้รับการว่าจ้างจากชายชาวจีนให้จัดหาบ้านเช่าและติดตั้งอุปกรณ์ Sim Box พร้อมระบบอินเทอร์เน็ต โดยได้รับค่าจ้าง 2,000 บาท ต่อเครื่อง โดยพบข้อมูลน่าตกใจว่า เพียงแค่ Sim Box 2 เครื่อง สามารถโทรออกหาเหยื่อได้มากกว่า 56,000 สาย ภายในเวลาเพียง 6 วัน (13-19 ก.พ. 69)

.