นครเชียงใหม่เมืองสวยไร้สาย” กฟภ.นำร่องใช้หม้อแปลงซับเมอร์สนำสายไฟลงดินทั้งระบบ

นครเชียงใหม่เมืองสวยไร้สาย”
กฟภ.นำร่องใช้หม้อแปลงซับเมอร์สนำสายไฟลงดินทั้งระบบ

กฟภ.นำร่อง ใช้หม้อแปลงอัจฉริยะซับเมอร์ส นำสายไฟลงดินทั้งระบบถนนช้างม่อย ตลาดวโรรส นครเชียงใหม่ ตามโครงการ “นครเชียงใหม่เมืองสวยไร้สาย” เพิ่มพื้นที่ทางเท้าให้พี่น้องประชาชนสร้างความมั่นคงปลอดภัย เพิ่มทัศนียภาพสวยงาม ส่งเสริมการค้าขาย ปรับทัศนียภาพส่งเสริมเป็น Smart City
​ตามวิสัยทัศน์วิสัยทัศน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่สร้างสรรค์องค์กรให้มีความทันสมัย เป็นองค์กรชั้นนำในระดับภูมิภาค มุ่งมั่นการให้บริการพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างครบวงจร ที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคมอย่างยั่งยืน มีนโยบายผลักดันเมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองสวยไร้สาย นำสายไฟฟ้าและหม้อแปลงซับเมอร์สลงดินในถนนสายสำคัญๆ เพื่อปรับปรุงทัศนียภาพ สร้างความมั่นคงในการจ่ายกระแสไฟฟ้าที่มีความเสถียร เพื่อรองรับการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เดินทางเข้าสู่นครเชียงใหม่ ที่ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวต้นๆ ของโลก

จากนโยบายดังกล่าวของ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม สร้างความพึงพอใจให้แก่พี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ ในการนำสายไฟฟ้าลงดินทั้งระบบ เพื่อการจัดระเบียบสายไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สร้างทัศนียภาพที่สวยงามให้กับถนนสายสำคัญๆ ในนครเชียงใหม่ เพื่อรองรับการเป็นนครไร้สายแห่งภูมิภาคอาเซียน สร้างความสำคัญทางเศรษฐกิจการค้า สร้างภูมิทัศน์ให้สถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล “นครเชียงใหม่เมืองไร้สาย” ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมภูมิทัศน์ให้เชียงใหม่ดูสวยงามไร้เสา ไร้สาย ไร้หม้อแปลง ที่บดบังทัศนียภาพแล้ว ยังทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงด้านอัคคีภัย ไม่เสี่ยงเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจากสัตว์ อุบัติเหตุบนถนนจากการสัญจรของประชาชน อุบัติเหตุกิ่งไม้หักใส่ ทำให้เสาไฟ สายไฟได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มพื้นที่ทางเท้า เพื่อให้การจัดระเบียบมีความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบทั้งระบบ เป็น Smart City ในภูมิภาคอาเซียน
นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ (ฝายพัฒนาผลิตภัณฑ์กับนวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้ว่า กฟภ. ต้องการให้เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวไร้สายไฟฟ้า นำสายไฟฟ้าและหม้อแปลงลงดินครบวงจรทั้งระบบแห่งแรกของประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ยินดีอย่างมากสำหรับพี่น้องชาวเชียงใหม่ ซึ่งในขณะเดียวกัน บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตหม้อแปลงอัจฉริยะซับเมอร์ส มีความพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของทาง กฟภ. อย่างเต็มที่ ด้วยการสนับสนุนสินค้าหม้อแปลงดังกล่าว เพื่อนำสายไฟลงดินทั้งระบบ ทั้งสายไฟและหม้อแปลง ซึ่งจะทำให้นครเชียงใหม่มีภาพลักษณ์ที่สายงามไร้สาย และสร้างความสมบูรณ์ให้กับระบบไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”
จากนโยบายดังกล่าวของ กฟภ. บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ สินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย สนับสนุนให้เปล่าหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายชนิดจมน้ำ หรือหม้อแปลงอัจฉริยะ Submersible transformer นวัตกรรมใหม่ พร้อมทั้งระบบตรวจสอบและบำรุงรักษาแบบ IOT ที่เป็นสินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย ขนาด 250 KVA. 22 KV. 416/240 V. บริจาคหม้อแปลงชนิดนี้ให้กับ กฟภ.ทำการติดตั้งกับระบบไฟฟ้า ในการนำสายไฟลงดินทั้งระบบ ที่ถนนช้างม่อย ตลาดวโรรส หรือกาดหลวง เพื่อปรับทัศนียภาพใจกลางเมืองเชียงใหม่ให้ดูสวยงาม และฟื้นฟูแหล่งการค้า สถานที่ท่องเที่ยว ให้มีความสวยงามยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อสังคม และประชาชนในอนาคต ช่วยส่งเสริมการเป็น Smart City ที่สมบูรณ์ สร้างภูมิทันน์สวยงาม, ส่งเสริมการปลูกป่าในเมือง ร่วมทั้งสร้างความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว ประชาชน
การนำสายไฟฟ้า และหม้อแปลงลงดินในเมืองขนาดใหญ่ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำสายไฟฟ้าและหม้อแปลงซับเมอร์สลงดินในพื้นที่ใจกลางเมืองนครเชียงใหม่ เนื่องจากทำให้บ้านเมืองมีระเบียบ มีความปลอดภัยและทัศนียภาพที่สวยงาม อันจะส่งผลให้การท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศพลิกฟื้นกลับมา หลังต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด19
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้มอบหม้อแปลงไฟฟ้า Submersible transformer ให้กับสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ เพื่อปรับทัศนียภาพ “สยามสแควร์ ใหม่ ให้เป็นแหล่งซ็อปปิ้งไร้สายไฟใจกลางกรุงเทพฯ แห่งแรก ภายใต้นโยบายของรัฐบาล ที่ต้องให้กรุงเทพฯ เป็นเมือง “Smart City” อย่างสมบูรณ์

“ชัยวุฒิ” รับหนังสือร้องเรียนจากหมอโอ๊ค สมิทธิ์ ถูกสวมรอยโปรไฟล์ปลอมบัญชีโซเชียล

“ชัยวุฒิ” รับหนังสือร้องเรียนจากหมอโอ๊ค สมิทธิ์ ถูกสวมรอยโปรไฟล์ปลอมบัญชีโซเชียล

“ชัยวุฒิ” รมว.ดีอีเอส รับหนังสือร้องเรียนจาก หมอโอ๊ค สมิทธิ์ คนดังรายล่าสุดที่ถูกมิจฉาชีพนำรูปภาพและโปรไฟล์ ไปสวมรอยสร้างบัญชีโซเชียลปลอม ใช้แอบอ้างหลอกลวงแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศ เร่งประสานตำรวจรวบรวมหลักฐาน เล็งใช้ 3 กฎหมายลงดาบ ทั้งพ.ร.บ.คอมพ์ฯ กม.อาญา และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันนี้ (9 มี.ค.65) นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล (หมอโอ๊ค สมิทธิ์) เดินทางเข้ามายื่นหนังสือร้องเรียน กรณีถูกผู้อื่นนำรูปภาพและโปรไฟล์ในโซเชียล ไปสวมรอยสร้างบัญชีโซเชียลปลอม แอบอ้างและหลอกลวงแฟนคลับ และผู้ติดตามให้หลงเชื่อ บางรายถูกหลอกจนสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง มีผู้ได้รับความเสียหายทั้งในไทยและต่างประเทศ

ปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี โดยบางบัญชีปลอมมีการปิดไปแล้ว สำหรับพฤติกรรมมิจฉาชีพดังกล่าว เป็นความผิดตามกฎหมาย ทั้งในส่วนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์

โดย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ระบุว่า ผู้ใดกระทําความผิดโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ มาตรา 16 ก็ได้กำหนดโทษสำหรับการนำรูปผู้อื่นหรือโปรไฟล์ใช้แอบอ้าง สวมรอยเป็นบุคคลอื่นไว้ว่า “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏ เป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยมาตรา 341 กำหนดไว้ว่า “ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“ในกรณีนี้ ยังมีการนำภาพ เสียง วิดีโอ ของหมอโอ๊ค ไปใช้ในบัญชีโซเชียลปลอมนั้นด้วย ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ โทษปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท อีกทั้งยังเป็นการนำไปใช้โดยมีเจตนาเพื่อการค้าอีกด้วย ยิ่งผิดขึ้นอีก โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน – 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายชัยวุฒิกล่าว

นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล (หมอโอ๊ค สมิทธิ์) กล่าวว่า พบการแอบอ้างในลักษณะหลอกลวง (Scammer) โดยมีการนำภาพ มีการแต่งเรื่อง นำภาพปกไปทำการหลอกลวง สร้างบัญชีโซเชียลปลอมหลอกลวงผู้เสียหายหลากหลาย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และล่าสุดขยายไปถึงอเมริกาใต้ โดยมักเจาะกลุ่มผู้หญิงสูงอายุ หลอกลวงโดยมีเป้าหมายเพื่อความสัมพันธ์ และเรียกร้องเงินทอง มีการขอให้โอนเงินผ่านบัญชีต่างๆ

“ผมได้รับข้อมูลนี้ผ่านช่องทางส่วนตัวของผม โดยมีผู้เสียหายติดต่อเข้ามาสอบถามว่าเป็นตัวเราจริงหรือไม่ หรือลักษณะว่ามีการโอนเงินไปแล้ว ขอเงินคืนได้หรือไม่ หลายท่านมาด้วยความเดือดร้อนใจ เพราะจำนวนเงินค่อนข้างเยอะ และผู้เสียหายที่อยู่ต่างประเทศ ก็สอบถามด้วยว่าในประเทศไทยมีการจัดการอย่างไรบ้างกับปัญหานี้” นพ.สมิทธิ์กล่าว

ทั้งนี้ ในฐานะที่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายในลักษณะนี้ เพราะถูกนำไปแอบอ้างตัวตน จึงอยากช่วยเหลือผู้เสียหาย และรับผิดชอบในแง่มุมการให้ข้อมูลการเข้าถึงช่องทางร้องเรียนของผู้สียหาย รวมทั้งอยากให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีผู้เสียหายได้รับข้อมูลช่องทางช่วยเหลือนี้ ซึ่งมิจฉาชีพมักเห็นช่องโหว่ เช่น ความอับอาย ความไม่รู้ จึงสบโอกาส ดังนั้น ปัจจุบันมีการแจ้งความออนไลน์ ให้สามารถเอาผิดมิจฉาชีพพวกนี้ได้ จึงอยากให้ผู้เสียหายใช้ช่องทางนี้แจ้งความดำเนินคดีเรียกร้องความยุติธรรม

พ.ต.อ. ทำนุรัฐ คงมั่น รอง ผบ.สอท. 1 กล่าวว่า ทุกส่วนกำลังดำเนินการเร่งรัดแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและคดีทางเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งช่วง 2 ปีนี้พบมีสูงมากโดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ และการแฮกระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งในกรณีของ นพ.สมิทธิ์ ตรวจสอบแล้ว มีการกระทำผิดเกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ถูกแอบอ้างตัวตนนำไปโพสต์โซเชียล ในทางกฎหมายจึงถือเป็นผู้เสียหาย สามารถไปแจ้งความได้ และล่าสุด สตช. ได้เปิดศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีผู้เสียหายแจ้งความเข้ามาบ้างแล้ว ซึ่งมองว่าน่าจะเป็นช่องทางหนึ่งในการแก้ปัญหาด้านนี้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ขณะที่ รมว.ดีอีเอส กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางป้องกันการถูกแอบอ้างสวมรอยบนโซเชียล อยากแนะนำให้คนดังหรือดารา เข้าไปทำการยืนยันตัวตนผ่านระบบยืนยันบัญชี (Verified Badge) ซึ่งทั้งในแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น เฟซบุ๊ก ไอจี มีให้บริการอยู่ ให้ยืนยันผ่านระบบนี้ จากนั้นจะมีเครื่องหมายถูกสีฟ้า verify บัญชีโซเชียลนั้นๆ ว่าเป็นตัวตนจริง ขณะที่ ในส่วนของประชาชน หากไม่เห็นเครื่องหมายยืนยันบัญชีดังกล่าว ในเพจหรือไอจีใคร ก็อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน

นอกจากนี้ หากพบว่ามีบัญชีปลอม ให้มีการ Report เพื่อให้แพลตฟอร์มนั้นๆ ทำการพิจารณาปิด หรือแจ้งมาที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 หรือสายด่วน 1441 ของตำรวจไซเบอร์ หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี www.thaipoliceonline.com

พานาโซนิคเปิดตัวโปรเจคเตอร์ความสว่างสูง 50K

พานาโซนิคเปิดตัวโปรเจคเตอร์ความสว่างสูง 50K
จัด Projection Mapping โชว์ชุดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ

พานาโซนิคจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ความสว่างสูงถึง 50,000 ลูเมนครั้งแรกในประเทศไทย “Panasonic Projector 50K The Illumination of Life” รุกตลาดโปรเจคเตอร์รุ่นใหญ่ พร้อมประกาศศักยภาพความละเอียดระดับ Real 4K จัด Projection Mapping ณ อาคารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หวังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างแลนด์มาร์คใหม่ๆ ดึงลูกค้ากลุ่มองค์กรเน้นการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีโปรเจคเจอร์เพื่อรองรับธุรกิจด้านความบันเทิง และส่งเสริมการสื่อสารองค์กร

มร.ฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้ พานาโซนิคพร้อมขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีระดับสูง

เน้นตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของผู้บริโภคและตอบสนองทุกความต้องการทั้งในองค์กรธุรกิจและภาครัฐ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ที่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับการทำคอนเทนต์ในรูปแบบที่หลากหลายและต้องการความตื่นตา เพราะฉะนั้นโปรเจคเตอร์ควรมีศักยภาพมากพอ เพื่อที่จะรองรับความครีเอทีฟเหล่านั้นได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และที่สำคัญในการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการนำเสนอศักยภาพเทคโนโลยีของโปรเจคเตอร์พานาโซนิคแล้ว ยังถือเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้ตื่นตาตื่นใจ พร้อมกับผ่อนคลายไปกับความสวยงามของศิลปะที่เราได้ตั้งใจนำมาถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงถึง 50,000 ลูเมน เป็นครั้งแรกใจกลางเมืองกรุงเทพฯ”

มร.ฮิซาคาสึ มาเอดะ ผู้อำนวยการส่วนการขายและการตลาด ผลิตภัณฑ์ซิสเต็มส์ โซลูชั่น บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงของพานาโซนิคยังคงเป็นผู้นำในตลาดพรีเมี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2564 สำหรับประเทศไทย ผลิตภัณฑ์กลุ่มโปรเจคเตอร์พานาโซนิคมีการเติบโตถึง 16 % จากปีที่แล้ว และในกลุ่มความสว่างสูงมีส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 60 % ซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ในไทย จะเห็นได้ว่าพานาโซนิคคือผู้นำด้านโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงโดยแท้จริง เราจึงมุ่งมั่นที่จะทำตลาดในกลุ่มโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงอย่างต่อเนื่อง และมีแผนที่จะผลักดันโปรเจคเตอร์ใหม่ที่ให้ความสว่างสูงถึง 50,000 ลูเมน รุ่น PT-RQ50K นี้ ด้วยการทำการตลาดควบคู่ไปกับตัวแทนจำหน่ายที่มีศักยภาพทั้งในเรื่องของการออกแบบคอนเทนต์ต่างๆ เพื่อนำเสนอศักยภาพของโปรเจคเตอร์ของเราไปสู่สายตากลุ่มลูกค้าทั่วไป ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดในปี 2565 นี้ ยังคงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจด้านความบันเทิง กลุ่มให้เช่า และงานอีเว้นท์ต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชนต่างๆ เพื่อสามารถนำมาใช้ในงานใหญ่ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการ Mapping บนอาคารเพื่อนำเสนอคอนเทนต์หรือส่งเสริมการสื่อสารองค์กร การแสดงโชว์ แสง สี เสียง ตลอดจนเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างสีสันให้กับสถานที่ต่างๆ สามารถเป็นตัวช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดได้”

ซึ่งการจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ Panasonic Projector 50K The Illumination of Life นี้นอกจากจะเป็นโชว์ศักยภาพโปรเจคเตอร์ใหม่ที่ให้ความสว่างสูงถึง 50,000 ลูเมน ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี 3 Chip DLP ให้ความคมชัดสูงถึงระดับ Real 4K ได้รับมาตรฐานระดับโลก ว่าแสดงสีสันได้ถูกต้องสมจริง ใช้งานได้ยาวนานถึง 20,000 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเปลี่ยนหลอดภาพด้วยแหล่งกำเนิดแสง laser light source สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ เพื่อรองรับระยะฉายที่หลากหลายแล้ว ยังได้มีการโชว์เทคโนโลยีการ Blending ที่สมบูรณ์แบบที่สุดด้วยโปรเจคเตอร์รุ่น PT-RZ34K ที่ให้ความละเอียดสูงถึง 30,000 ลูเมนถึง 2 ตัว ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ โดยอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ ในชื่อชุดการแสดง ‘Journey of Panasonic illumination Show’ นำเสนอเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความตั้งใจและความมุ่งมั่นในให้การเดินทางของพานาโซนิค ที่สามารถฝ่าฟันทุก สถานการณ์ทั้งดีและร้ายมาได้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 104 ปี ทั้งยังมีการแสดง Performance Arts จากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพมาร่วมสร้างสีสันด้วย

“สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในการจัดงานในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ให้เราได้โชว์การฉายโปรเจคเตอร์ไปบนผนังของตึก และมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่ได้จัดการแสดงอันสวยงามมาร่วมนำเสนอในงานนี้ เพื่อเป็นการให้คำมั่นว่า ‘พานาโซนิค’ พร้อมอยู่เคียงข้าง และส่งมอบเทคโนโลยีสร้างความสุขให้กับคนไทยเสมอมา เพราะ ประเทศไทย คือบ้านหลังที่สองของเรา”

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมชมการแสดงประสิทธิภาพอันไร้ขีดจำกัดของโปรเจคเตอร์พานาโซนิค ผ่านการแสดง Projection Mapping “Journey of Panasonic Illumination Show” สะท้อนแนวคิด A Better Life, A Better World ของพานาโซนิค ด้วยโปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างถึง 50,000 ลูเมน ความละเอียด Real 4K เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 8 -13 มีนาคม 2565 เวลา 19.00 ถึง 21.00 น. ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชั้น 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ

วศิน วรรณพฤกษ์ เข้ารับรางวัล”หงส์ทอง” คนไทยตัวอย่าง ครั้งที่ 9 ประจำปี 2565

วศิน วรรณพฤกษ์ เข้ารับรางวัล”หงส์ทอง” คนไทยตัวอย่าง ครั้งที่ 9 ประจำปี 2565

วศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดงถูกเสนอชื่อและได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลคนไทยตัวอย่าง สาขาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ในโครงการกิจกรรมรณรงค์การทำความดี ต้นแบบคนดี ภายใต้แนวคิดสืบสานพระราชปณิธานทำหน้าที่ด้วยความสุจริตใจ รับผิดชอบ ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน

คนทำดีต้นแบบสังคมแห่งปี 2565 นี้จัดโดยสมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (สว.นท)โดยมี ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ อดีตองคมนตรี เป็นประธานที่ปรึกษาอำนวยการโครงการ

พลตรี ม.ร.ว.วัยวัฒน์ จักรพันธุ์ เป็นประธานมอบรางวัล “คนไทยตัวอย่าง” รางวัลแห่งเกียรติยศ “หงส์ทอง” ครั้งที่ 9 ใน โครงการกิจกรรมรณรงค์การทำความดี คนทำดีต้นแบบสังคมแห่งปี 2565 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต วันที่ 6 มีนาคม 2565

โครงการกิจกรรมรณรงค์การทำความดี “ต้นแบบคนดี ใต้ร่มพระบารมีพ่อของแผ่นดิน คนทำดีต้นแบบสังคมแห่งปี” จัดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 9 เพื่อส่งเสริมการทำความดีที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ เป็นรางวัลที่มอบแก่บุคคลที่เป็นแบบอย่างที่ดีอย่างเต็มภาคภูมิ มีความประพฤติปฏิบัติชอบตามวัฒนธรรมอันดีงาม สร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้แก่สังคม สมควรได้รับการยกย่องและเป็นกำลังใจในการทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ! บ.แบ็คอัพ (ประเทศไทย)

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ! บ.แบ็คอัพ (ประเทศไทย) จัดเต็มผลิต ภัณฑ์ คุณภาพ ข้าวและปุ๋ยตราร่มโพธิ์

คุณนาฏศิลป์ เรืองแสน ประธานกรรมการบริหาร บริษัทแบ๊คอัพ(ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต ข้าวและปุ๋ยตราร่มโพธิ์ แถลงข่าว โครงการข้าวเพื่อเยาวชน ซึ่งเป็นการสืบสานปณิธานของท่านประธานฯ โดยการนำหลักธรรมะ “ทานัง ปรนัง สุขัง” การให้เป็นสุขอย่างยิ่ง โดยมี พ.ท.ดร.บรรเจิด วรวิชรญ์ รองประธานกรรมการฯ ดร.อธิพัทร วิชัยผิน รองประธานกรรมการฯร่วมงาน ทั้งนี้ เปิดตัวผู้บริหารเครือข่ายผู้ซื้อระดับภาค ระดับเขต ระดับจังหวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถาบันครอบครัว“กินอิ่ม นอนอุ่น มั่นคง ปลอดภัย” ภายใต้หลักการ 3 ดี คือ สุขภาพดี รายได้ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่โรงแรม Valadecia ซอยสำเพ็ง 2 ซอย 3 แขวงบางแค เขตบางแข กรุงเทพมหานคร

สถานีตำรวจภูธรลำลูกกาบูรณะใหม่ครบรอบ 19 ปี

งานทำบุญ ครบรอบ 19 ปี ที่สถานีตำรวจภูธรลำลูกกา ซี่งเดิมเป็นอาคารไม้ และมาบูรณะใหม่

ได้ฤกษ์ทำบุญพร้อมจัดเลี้ยงต้อนรับ พ.ต.อ.วิวัฒน์ อัศวะวิบูลย์ มาเป็นผู้กำกับการสถานีด้วย เพื่อเป็นสิริมงคลและได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่ตำรวจที่เสียชีวิตในการปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่อีกด้วย โดยมีนายชยทัต ยิ้มละมัยและกิตติพันธ์ ขันติศีลชัย นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัลพร้อมด้วย นส.วรรัฎฐ์ อยู่เกตุ กรรมการสมาคม ที่ สถานีตำรวจภูธรลำลูกกา เมื่อวันก่อน

เทศบาลตำบลสันทรายงาน เปิดโลกเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานยกเป็นต้นแบบ พลังงานของชุมชน

เทศบาลตำบลสันทรายงาน เปิดโลกเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานยกเป็นต้นแบบ พลังงานของชุมชน ในโครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยโดยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า แก้ปัญหาขยะล้นในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง มีแผนเปิดโรงงานขยะแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า9.9 เมกกะวัตต์ มูลค่า2,000ล้านบาท ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการรัฐ25ปี จ่ายการลงทุนเต็มร้อยเปอร์เซ็น แจงจากสำรวจความติดเห็นชาวบ้านในพื้นที่ 7 หมู่บ้านเห็นด้วยด้วยคะแนน85.4 % ประเมินผลประโยชน์ได้รับมีมากต่อต่อวิถีชีวิตทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ
ทำไมต้องมีโรงงานเผาขยะแปรรูปเป็นพลังไฟฟ้า

นายประสิทธิ์ พิลาวุฒิ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสันทรายงาม อ.เทิง จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาขยะมีการขยายตัวต่อเนื่องเทศบาลสันทรายงามมีโครงการการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนโครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า ดำเนินการเป็นศูนย์บริหารจัดการขยะแบบครบวงจรโดยใช้เทคโนโลยีกำจัดแบบเผาตรงที่ถูกลักษณะ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับปริมาณขยะสูงสุด500-700 ตันต่อวัน ไม่มีขยะมูลฝอยตกค้าง แก้ปัญหาขยะมูลฝอยในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลิตกระแสไฟฟ้า 9.9 เมกกะวัตต์และจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 8 เมกกะวัตต์ โดยเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ลงทุนให้100% มูลค่ากว่า2,000ล้านบาท เป็นโรงงานเผาแบบปิดไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์กรส่วนท้องถิ่นนำเข้ากำจัด ใช้ขยะในชุมชนเป็นเชื้อเพลิง และสามารถนำขยะเก่าฝังกลบ ขยะขององค์การบริหารต่างๆเสริมได้
​พื้นที่ของโรงงาน 30ไร่ เป็นบ่อน้ำ 25 ไร่ พื้นที่สีเขียว 10 ไร่ และที่พักคนงานถนน อีก 15 ไร่
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นการมีโรงงานเผาขยะ
​โครงการนี้ติดตั้งระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่ได้มาตรฐาน ทันสมัย ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะชุมชน เพิ่มการจ้างงานในชุมชนสร้างรายได้ รองรับการเจริญเติบเติบโตของจังหวัดเชียงรายในอนาคต สำหรับโครงการนี้จะมีการคัดเลือกและมอบหมายให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการในรูปแบบ BOO (Build, Own and Operate) โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง 100% เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของภาพรัฐ สัญญาเอกชนดำเนินการ 25 ปี เริ่มโครงการตั้งแต่มกราคม 2565-มกราคม 2590

ข้อดีของโครงการที่ประชาชนได้รับ
​นายประสิทธิกล่าวว่า ข้อดีของโครงการ
1 ได้ใช้ระบบบริหารจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจร โดยไม่ต้องลงทุน เป็นระยะเวลา 25 ปี
2 ชุมชนสันทรายงามเป็นพื้นที่สะอาด ไม่มีขยะตกค้าง ไม่มีการเผาขยะ ไม่มีกองขยะ ไม่มีการแอบทิ้งขยะ
3 ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนช่วยจังหวัดเชียงราย ในการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะของจังหวัดเชียงราย
4 เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ เกิดการหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจในพื้นที่
5 เทศบาล เก็บภาษีท้องถิ่น ภาษีที่ดิน ภาษี VAT ได้เพิ่มมากขึ้น สามารถนำมาพัฒนา ใช้ในตำบลสันทรายงาม
6 มีกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ในตำบลสันทรายงาม ชุมชมสามารถนำเงินกองทุนมาใช้พัฒนาพื้นที่ได้
7 ศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชน โดยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ในการบริหารจัดการ
ขยะแบบครบวงจร มีหน่วยงานต่างๆ มาศึกษา เรียนรู้ ดูงาน เยี่ยมชม สร้างชื่อเสียงให้กับตำบลสันทรายงาม
8 สร้างโอกาส สร้างความเสมอภาค ในการศึกษาให้กับคนสันทรายงาม เพิ่มมากขึ้น ในการเรียนรู้ มีสถานที่
ฝึกงาน ระบบบริหารจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจร ซึ่งเป็นเทรนด์ ใหม่ในการจัดการของเสีย ไม่ให้เสียของ
9 ขี้เถ้าหนักของโรงไฟฟ้าขยะ สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของปูนซิเมนต์ ในการทำอิฐบล็อก, ทำถนนได้
โรงงานเผาขยะกับการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
​อย่างไรก็ตามได้มีผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เพราะเกรงว่า โรงงานเผาขยะแปรรูปมาเป็นพลังงานไฟฟ้านั่นจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตประชนในชุมชนนั่น

“ เราได้มีมาตราการป้องกันผลกระทบต่อคนในพื้นที่ และ ประชาชนทั่วไป เป็นไปอย่างเข้มงวด มีการรายงานผลการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมระหว่างการก่อสร้างตามที่กำหนดในกฏหมายที่เกี่ยวข้องให้ชุมชนได้รับทราบ”นายประสิทธิ์ล่าว
​ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีของโรงงานเผาขยะนั่น มีความทันสมัยควบคุมผลที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทำงานระบบเผาขยะ เป็นระบบปิดป้องกันกลิ่น ระบบเผาสองห้องลดการเกิดมลพิษอากาศ นำความร้อนจากการเผาขยะมาผลิตไอน้ำ นำไอน้ำร้อนมาหมุนกังหันไอน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้า จะมีระบบติดตามตรวจสอบมลพิษอากาศอย่างต่อเนื่อง บ่อพักขยะจะต้องอยู่ในอาคารปิดและมีระบบดูดอากาศเสียเข้าห้องเผาไหม้เพื่อทำลายความเป็นพิษในอากาศ
​สำหรับการขนถ่ายขยะไปโรงเผาผลิตไฟฟ้า รถขนถ่ายขยะปิดคลุมผ้ามิดชิด มีระบบกักเก็บน้ำขยะป้องกันการตกเรี่ยราด รถขนขยะจะมีการชั่งน้ำหนักก่อนเข้าโรงงาน และจะฉีดล้างรถก่อนออกจากโรงงาน ด้านระบบการเผาขยะ
ชาวบ้านกว่า80%เห็นด้วยได้ทั้งกำจัดขยะมีพลังงานไฟฟ้าสู่ชุมชน
อย่างไรก็ตามสำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการในขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 ข้อ 9 (1) การสำรวจความคิดเห็นโดยการ (ก) การสัมภาษณ์รายบุคคล และ (ง) การสนทนากลุ่มย่อย ผลการรับฟังประชาชนในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่บ้านสันทรายมูล บ้านใหม่สันทราย หมู่7 บ้านขวาหมู่ 2 บ้านสันทรายงามหมู่2 บ้านสันทรายทองหมู่ 6 บ้านหนองบัวหมู่5 บ้านหนองสามัคคี หมู่4
จากการสำรวจรับฟังความคิดเห็น สรุปความคิดเห็นประชาชนเห็นด้วยมีประโยชน์ต่อชุมชน และให้สร้างโรงเผาขยะแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ด้วยคะแนน85.4%

ขั้นตอนลำดับต่อไป คือการสรุปผลความคิดเห็นของประชาชน และจัดทำรายงานสรุปผลการศึกษาวิเคราะห์ต่อไป
ส่วนกรณีมีผู้มาคัดค้านต่อต้านโครงการเพราะหวั่นว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ทางคณะกรรมการโครงการจะมีการจัดกลุ่มเสวนา เชิญแกนนำกลุ่มผู้ต่อต้านเพื่อมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะ โดยจะจัดเสวนาร่วมกันในเร็วๆนี้

NUSA เปิดตัว “Miracle Cannabis Land” ดินแดนแห่งพืชมหัศจรรย์ เดินหน้ากลยุทธ์ธุรกิจใหม่เพื่อพลิกโฉม เลเจนด์ สยาม พัทยา

26 กุมภาพันธ์ 2565 – พัทยา จ.ชลบุรี บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) จับมือ บริษัท CSR ทุ่ม 1,700 ล้าน ร่วมพัฒนา เลเจนด์ สยาม พลิกกลยุทธ์ ปั้นโมเดลธุรกิจใหม่ Medical Technology ปรับโฉม Legend siam สู่การเป็นเมืองมหัศจรรย์กัญชา “Miracle Cannabis Land” ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเป็น Cannabis Destination ทั้งด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ทางเลือก เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากปลูก สู่การสกัด และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ กัญชง กัญชา ของโลก “Cannabis Museum” ควบคู่ไปกับการเป็นศูนย์วิจัยนำ “กัญชา กัญชง” เพื่อเป็นองค์ความรู้สู่การพัฒนาทุกรูปแบบ รวมทั้งจะเป็นศูนย์กลางในการติดต่อ-จำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาไทยสู่ตลาดโลก

Miracle Cannabis Land มหัศจรรย์เมืองกัญชา เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ณุศา-CSR บริษัทในเครือของ บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการโดย บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด การปรับโฉม เลเจนด์ สยาม พัทยา จากแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งแรกในประเทศไทย ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ ‘Medical Technology’ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและบริการทางการแพทย์ครบวงจร ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจกัญชงครบวงจร ตอกย้ำความพร้อมลงทุนธุรกิจกัญชงครบวงจรด้วยการสร้างโรงสกัดสาร CBD
การปรับโฉม เลเจนด์ สยาม (Legend siam) สู่การเป็น “Miracle Cannabis Land” มหัศจรรย์เมืองกัญชา นับจากวันนี้สถานที่แห่งนี้จะเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ “กัญชา” พืชวิเศษจากสวรรค์ ในรูปแบบของการท่องเที่ยวที่สร้างประสบการณ์เหนือจินตนาการให้กับผู้ที่มาเยือน โดยภายในจะแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้
Cannabis Land

เมืองมหัศจรรย์ ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกัญชา และสมุนไพร ของ Siam Bio Innovation คลินิกกัญชาและแพทย์ทางเลือก ตลอดจนสถานที่ซึ่งตอบโจทย์ Life Style เช่น Cannabis Treatment และ Cannabis Café
Learning Center
ศูนย์การเรียนรู้ แปลงเพาะชำกัญชง กัญชา รวมถึงพิพิธภัณฑ์กัญชา โดยมีไฮไลท์คือห้อง “ไอรมดมควัน” ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑ์กัญชาแห่งแรกของประเทศไทย และจะเป็นที่ตั้งของสถาบันกัญชาศาสตร์ ตลอดจนเป็นแหล่งการเรียนรู้เกี่ยวกับกัญชา
Legend Siam
ปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของ เลเจนด์สยาม ที่พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ในส่วนของ Legend Siam เรามีสวนสนุกเชิงวัฒนธรรม, ตลาด 100 ปี , พื้นที่จัดกิจกรรมอีเวนท์ และ Boutique Resort

คุณศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) และ กรรมการบริหาร บริษัท เวิล์ด เมดิคอล อัลไลแอนซ์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า
“ณุศาศิริ ของเรา

ได้ก้าวไปสู่ความเป็นสากล ทั้งในด้านอสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว และด้านสุขภาพ ฯลฯ โดยการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลก ในการดูแลและบริหารการจัดการต่างๆ จากประวัติอันยาวนาน ที่ ณุศาศิริ เราเติบโตคู่กับคนไทย ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านทุกสถานการณ์ จนก้าวสู่ความสำเร็จ และเข้าสู่ปีที่ 25 อย่างมั่นคง เราจึงอยากจะสร้างแบรนด์ ณุศาศิริ ให้ก้าวไปในทิศทางใหม่อย่างยิ่งใหญ่ในโอกาสฉลองปีที่ 25 ของเราอีกครั้ง โดย NUSA ได้ปรับโครงสร้างสู่ ธุรกิจเวลเนส (Wellness) ธุรกิจด้านเกษตรกรรม (Agriculture) และธุรกิจด้าน “เทค” (Tech) ซึ่งครั้งนี้ ณุศาศิริ จับมือกับบริษัท CSR พันธมิตรจากประเทศจีน ปรับโฉม เลเจนด์สยาม สู่การเป็น Miracle Cannabis Land มหัศจรรย์เมืองกัญชา เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ณุศา-CSR บริษัทในเครือของ บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) และดำเนินการโดยบริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัทรุกตลาดปั้นโมเดลธุรกิจใหม่ Medical Technology ตั้งศูนย์วิจัยนำ “กัญชา กัญชง” เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดโลกซึ่งเรามีแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม ทั้งการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทุกหมวด ที่มีสารสกัดจากกัญชง กัญชา และพืชสมุนไพรไทย ผ่านทุกช่องทาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ผ่านมาเราได้เตรียมความพร้อม โดยปรับพื้นที่ในโครงการของ ณุศาศิริ ที่ Legend Siam Pattaya จากเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมปรับให้เป็นแหล่งปลูกกัญชา กัญชง เราขอใบอนุญาตปลูกพืชกัญชงบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ในเชิงงานศึกษาวิจัย และอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตโรงสกัดสาร CBD สารสำคัญจากพืชกัญชง โดยเราตั้งใจสร้าง “Cannabis Museum” เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้กัญชา กัญชง ของโลก
นอกจากนี้ เรากำลังพัฒนาความรู้และงานวิจัยในเรื่อง กัญชง กัญชา เพื่อสุขภาพและการแพทย์ ผลักดัน พัฒนา และต่อยอดธุรกิจด้านสุขภาพและการแพทย์ ของเวิล์ดเมดิคอล (WMA) รุกธุรกิจด้านสุขภาพ และการแพทย์ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดแพลตฟอร์มเพื่อสุขภาพและการแพทย์ ชื่อ หมอฮัลโหล (Morhello) และยังมี โรงพยาบาลพานาซี (Panacee Hospital) ที่เป็นโรงพยาบาล เฉพาะทางที่ให้บริการทางการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือกแบบองค์รวม เพื่อตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็น Medical HUB ของโลก และ

ก้าวสู่การเป็นผู้นำไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างยิ่งใหญ่ต่อไป” คุณศิริญา กล่าว
ผู้สนใจสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวและเปิดประสบการณ์ท่องโลกมหัศจรรย์กัญชา กัญชง ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.033 073 333 หรือติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมต่าง ๆ ของ เลเจ้นด์ สยาม ได้ที่ FB Fanpage: Legend Siam

พช.แถลงข่าวจัด OTOP SHOPING WEEK ช่วยผู้ประกอบการOTOP ดันเศรษฐกิจชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงาน OTOP ภูมิภาค 5 จังหวัด ช่วยผู้ประกาอบการ OTOP 1-5 ดาว 1500 ราย ภายใต้แนวคิด OTOP SHOPING WEEK : สุขทวีคูณ เพิ่มพูนเศรษฐกิจ ชีวิตดี HAPPY ทั่วภูมิภาค หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 100 ล้านบาท

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในงานแถลงข่าว OTOP ภูมิภาค OTOP SHOPING WEEK : สุขทวีคูณ เพิ่มพูนเศรษฐกิจ ชีวิตดี HAPPY ทั่วภูมิภาค ณ ห้องประชุม 3003 กรมการพัฒนาชุมชน
นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมาย จากกระทรวงมหาดไทย ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อเผยแพร่และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาสินค้า OTOP ที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้มีการเสริมองค์ความรู้และนวัตกรรม เพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนส่งเสริมช่องทางการตลาด และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก การจัดงาน OTOP ภูมิภาค จึงเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการและสืบสานการ ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน จากผลตอบรับของการจัดงาน OTOP ภูมิภาค ที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชนสามารถช่วยเหลือ และสนับสนุนให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP มีช่องทางการจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างรายได้ ให้กับครัวเรือน และคนในชุมชนส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และสำหรับการจัดงานในครั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชนคาดหวังว่า จะสามารถสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึง 100 ล้านบาท

โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยได้มีการรวบรวมผู้ประกอบการ OTOP ในระดับ 1 – 5 ดาว จากทั้ง 5 ประเภทผลิตภัณฑ์ ได้แก่ อาหาร, เครื่องดื่ม, ผ้า เครื่องแต่งกาย, ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร รวมไปถึงอาหารชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด กว่า 300 ร้านค้า มาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP ภูมิภาค โดยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้แนวคิด OTOP SHOPING WEEK : สุขทวีคูณ เพิ่มพูนเศรษฐกิจ ชีวิตดี HAPPY ทั่วภูมิภาค โมีการจัดงานทั้งสิ้น 5 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 7 – 13 มีนาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี จังหวัดสงขลา
ครั้งที่ 2 จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 21 – 27 เมษายน 2565 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลาง (หลังเก่า) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
ครั้งที่ 3 จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 6 พฤษภาคม 2565 ณ ลานจอดรถหน้าศาลพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก
ครั้งที่ 4 จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 23 – 29 มิถุนายน 2565 ณ บริเวณลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยสิริจิตอุทยาน อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร
ครั้งที่ 5 จังหวัดพังงา บริเวณหาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา (จะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้งภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 คลี่คลาย)
ภายในงานมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างสีสันให้กับงานในทุกวัน อาทิ กบ ทรงสิทธิ์, หญิง ธิติกานต์, อิส อิสรพงศ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมชิงรางวัลในทุก ๆ วัน มูลค่ามากกว่า 20,000 บาท เพียงซื้อสินค้าภายในงาน 500 บาท และยังมีสิทธิ์ลุ้นรับ ทองคำมูลค่ากวา 30,000 บาท ในวันสุดท้ายของการจัดงาน

กรมการพัฒนาชุมชน มีความตระหนักเป็นอย่างยิ่งสำหรับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด – 19 ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดงานทุกคน ต้องผ่านการฉีดวัคซีนมาแล้วอย่างน้อย 2 เข็ม และแสดงผลการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ภายในเกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเข้าร่วมงาน โดยต้องเป็นผลที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานสาธารณสุขเท่านั้น และนอกจากนี้จะมีการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ทุก 3 วันของการจัดงานโดยเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขของจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน และขอความร่วมมือทุกท่านปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) อย่างเคร่งครัด และสำหรับผู้ที่เข้าเยี่ยมชมงานเราจะมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิ และจุดบริการแอลกอฮอล์ลไว้ให้ภายในงานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าเยี่ยมชมงานว่าการจัดงานของเรา มีมาตรการป้องกันโรคโควิด – 19 ที่รัดกุมและปลอดภัยแน่นอน

โอกาสนี้ อยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กว่า 1,500 รายที่จะขนทัพผลิตภัณฑ์คุณภาพ และอาหารอร่อยมาให้เลือกช้อป เลือกชิม ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้กับการจัดงานในครั้งนี้ ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมส่ง และเป็นกำลังใจให้ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปพร้อมกัน โดยการร่วมอุดหนุนสินค้าในงาน OTOP ภูมิภาค ที่จะจัดขึ้นทั้ง 5 ครั้งในเร็ว ๆ นี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกล่าวทิ้งท้าย

มาลง สาวงามสมุทรสงคราม ยืน 1 การประกวด Miss Tourism World Thailand 2021 (MTW)
ลั่นกลองรอบตัดสิน เฟ้นหาสาวสวยยุคดิจิทัล

มาลง สาวงามสมุทรสงคราม ยืน 1 การประกวด Miss Tourism World Thailand 2021 (MTW)
ลั่นกลองรอบตัดสิน เฟ้นหาสาวสวยยุคดิจิทัล( Digital economy และ social media economy)
สวย เก่ง ทันสมัย เพื่อต่อยอด สร้างสรรค์ การใช้สื่อดิจิตอล ในฐานะทูตการท่องเที่ยวทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ

บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักการประกวด Miss Tourism World Thailand 2021 (MTW) ซึ่งเป็นการประกวดที่เชื่อในศักยภาพของความสวยที่เป็นได้มากกว่าความงามแค่ภายนอก ความงามที่ทรงคุณค่า คือความงามที่สามารถสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้กับ ชุมชน,จังหวัด และประเทศได้ MTW จึงตามหาผู้หญิงยุคใหม่ ที่มีความเข้าใจในเรื่องของ Digital economy และ social media economy ซึ่ง concept นี้ได้สอดรับกับนโยบายการเพิ่มศักยภาพทางดิจิตอลเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ การประกวดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นเพื่อตามหาสาวงาม เก่ง มากความสามารถ มาเป็นทูตการท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดของประเทศ ต่อยอดการสร้างสรรค์การใช้สื่อดิจิตอลรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้สามารถแนะนำการท่องเที่ยว กีฬา และสร้างยอดขายให้กับสินค้าในแต่ละจังหวัดได้

การประกวด Miss Tourism World Thailand 2021 ในปีที่ 2 นี้ รอบตัดสิน มีขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา 19.00-21.00 น. ณ เลเจนด์ สยามพัทยา โดยผู้ถือลิขสิทธิ์ Miss Tourism World Thailand และเอเชีย คือคุณ เบญจา กัลยาวินัย และ คุณธวัช อุยสุย กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็มทีดับบลิว (เอเชีย) จำกัด ที่จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 5 ซึ่งในปีนี้ได้ บริษัทณุศาศิริฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักการประกวด เป็นเวทีที่สร้างความต่าง ฉีกกรอบเดิมๆของการประกวดนางงามจนหมดสิ้น ด้วยรูปแบบการประกวด การนำเสนอความสามารถของเหล่าสาวงาม ไม่ได้เน้นเพียงความสวยงามแค่รูปร่าง หน้าตา หากแต่เฟ้นหาผู้หญิงยุคใหม่ ที่มีความเข้าใจในเรื่องของ Digital economy และ social media economy เพื่อสอดรับกับนโยบายการเพิ่มศักยภาพทางดิจิตอลเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และมาเป็นทูตการท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้ชุมชนของตนเอง พร้อมกันนี้ยังมีแพลตฟอร์ม SAFE T TRAVEL (ONE STOP SERVICE TRAVEL PLATFORM) แพลตฟอร์มบริการด้านการท่องเที่ยว (จองครบครบในที่เดียว) ที่มารวมพลังช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยหลังวิกฤติโควิด
โดยรอบชิงชนะเลิศนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายวงการร่วมมาเป็นคณะกรรมการตัดสิน อาทิ คุณศิริญา เทพเจริญ รองประธานกรรมการบริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริฯ, 1 .คุณเบญจา กัลยาวินัย ผู้ถือลิขสิทธิ์ Miss Tourism World Thailand และเอเชีย, คุณธวัช อุยสุยกรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็มทีดับบลิว (เอเชีย) จำกัด, คุณโอม อัชชา ,คุณ ฟ้าใส ปวีณสุดา ,คุณ ออร์แกน ราศี ,คุณม้า อรนภา กฤษฏี ,คุณ นรินทร ณ บางช้าง(ผู้จัดการทั่วไป เลเจนด์สยาม พัทยา), คุณนุ่น ดารัณ ฐิตะกวิน และพิธีกรดำเนินการประกวดโดย ลิซ่า อลิซเบธ แซ๊ดเลอร์ และกีรติ ศุภดิเรกกุล

Miss Tourism World Thailand 2021 (MTW) ประจำปีเพื่อเป็นทูตการท่องเที่ยวของประเทศคือ MT 22 น.ส พัชมน นวกิจธนาคา สาวสวยจากสมุทรสงคราม ผู้เดินตามความฝันของตัวเองสำเร็จ

งานประกวดที่เต็มไปด้วยความคึกคักท่ามกลางบรรยากาศยิ่งใหญ่ของเลเจนด์สยาม พัทยา แหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของภาคตะวันออก ด้วยเวทีแสงสีเสียง ตระการตา จากสาวงามผู้ผ่านเข้ารอบจากทั่วประเทศ 49 คน คัดเลือกรอบแรกลงเหลือเพียง 25 คนเข้าประกวดรอบชุดว่ายน้ำ และคัดเข้ารอบเพียง 10 คน เพื่อนำเสนอความสวยงามในชุดที่ผลิตจากกัญชา จนถึงคัดรอบสุดท้ายเหลือเพียง 5 คน ซึ่งได้แก่สาวงามจาก จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง และ กรุงเทพมหานคร จนในที่สุดก็ได้สาวงามที่ชนะเลิศ Miss Tourism World Thailand 2021 (MTW) ประจำปีเพื่อเป็นทูตการท่องเที่ยวของประเทศคือ MT 22 น.ส พัชมน นวกิจธนาคา สาวสวยจากสมุทรสงคราม ผู้เดินตามความฝันของตัวเองสำเร็จในครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์การเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ ทำให้มีจุดผิดพลาดน้อยที่สุด ทั้งนี้เจ้าตัวยังได้เปิดใจว่า เธอเองทำการบ้านอย่างหนักกว่าจะมาถึงวันนี้ การเป็นสาวยุคใหม่ที่ต้องทันต่อสถานะการณ์โลกยุคดิจิทัล การนำระบบดิจิทัลมาพัฒนา ทั้งในชีวิตส่วนตัวและสังคม ต้องเดินไปควบคู่กัน ทำให้เธอได้มาครองมงกุฎชนะเลิศในวันนี้ พร้อมสายสะพาย และเงินรางวัล 5 แสนบาท ส่วนผู้ครองรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ MT 01 น.ส.ณัฐธิดา พวงเกษม จังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้รับสายสะพาย และเงินรางวัล 1 แสนบาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ MT 73 น.ส.มณีรัตน์ พิชัยรัตน์ จังหวัดตรัง ได้รับสายสะพาย และเงินรางวัล 1 แสนบาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ MT 67 น.ส. ภัทรพร เกตุแก้ว จังหวัดภูเก็ต ได้รับสายสะพาย และเงินรางวัล 1 แสนบาท และรองชนะเลิศอันดับ 4 ได้แก่ MT 72 น.ส.อัสนาวีย์ มูหะหมัด จังหวัดสตูล ได้รับสายสะพาย และเงินรางวัล 1 แสนบาทด้วยเช่นกัน