ตำรวจบุกรวบอดีตช่างเช่าห้องพื้นที่สระแก้วติดตั้ง SIM BOX ป้อนแก๊งคอลเซ็นเตอร์เขมร

ตำรวจสอบสวนกลางสนธิกำลังบุก รวบอดีตช่างเน็ต ลอบติดตั้ง SIM BOX พื้นที่ จ.สระแก้ว ส่งสัญญาณป้อนเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกัมพูชา

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดปฏิบัติการ “ตัดสายลวง” เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาลอบติดตั้งอุปกรณ์ Sim Box ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหลอกลวงประชาชน

เจ้าหน้าที่ทำการจับกุม นายสันติโชคฯ อายุ 33 ปี (อดีตช่างติดตั้งอินเทอร์เน็ต) ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1007/2569 ลงวันที่ 20 ก.พ. 2569 ในข้อหา “ร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต”
ของกลางที่ตรวจยึดได้ เครื่อง Sim Box (ชนิด 32 ช่องสัญญาณ) รวม 12 เครื่อง , เราเตอร์ Wi-Fi 9 เครื่อง , อุปกรณ์สำรองไฟ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อีกหลายรายการ

จากสถิติตั้งแต่ต้นปี 2569 พบความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 630 คดี มูลค่าความเสียหายเกือบ 120 ล้านบาท โดยคนร้ายมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือค่ายมือถือ หลอกว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญาและให้โอนเงินมาตรวจสอบ

จากการสืบสวนพบว่าคนร้ายใช้เครื่อง Sim Box (GSM Gateway) เพื่อแปลงสัญญาณโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถโทรออกหาเหยื่อได้ครั้งละมากๆ และปกปิดร่องรอยได้ง่าย โดยเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 3 จุดหลักในพื้นที่ จ.สระแก้ว ได้แก่ 1.ต.คลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น ห้องเช่าที่ล็อกกุญแจไว้แต่ไม่มีผู้อาศัย (พบ Sim Box 8 เครื่อง) 2.อ.อรัญประเทศ บ้านพักของผู้ต้องหา (พบ Sim Box 1 เครื่อง) 3.ต.วัฒนานคร อ.วัฒนานคร อาคารพาณิชย์ (พบ Sim Box 3 เครื่อง)

นายสันติโชค ยอมรับว่า ตนเองมีความรู้ด้านการติดตั้งอินเทอร์เน็ต ได้รับการว่าจ้างจากชายชาวจีนให้จัดหาบ้านเช่าและติดตั้งอุปกรณ์ Sim Box พร้อมระบบอินเทอร์เน็ต โดยได้รับค่าจ้าง 2,000 บาท ต่อเครื่อง โดยพบข้อมูลน่าตกใจว่า เพียงแค่ Sim Box 2 เครื่อง สามารถโทรออกหาเหยื่อได้มากกว่า 56,000 สาย ภายในเวลาเพียง 6 วัน (13-19 ก.พ. 69)

.

อัญเชิญองค์พระประธาน-บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานที่ธุดงคสถานอำนาจเจริญ

อำนาจเจริญประกอบพิธีอัญเชิญองค์พระประธาน และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำไปประดิษฐานที่ธุดงคสถานอำอำนาจเจริญ

ที่บริเวณพุทธอุทยานพระมงคลมิ่งเมือง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ พระครูสิริสีลวัตร เจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ องค์ประธานฝ่ายคณะสงฆ์ นายไพฑูรย์ พรหมสอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ประธานฝ่ายฆราวาส นำคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ร่วมกันประกอบพิธีอัญเชิญองค์พระประธานและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นการถาวรไว้ที่ธุดงคสถานอำนาจเจริญ บ้านทุ่งสว่าง ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เสมือนจำลองเหตุการณ์ในสมัยเมื่อครั้งพุทธกาล ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนำพระสงฆ์จาริกจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง เพื่อประกาศธรรม

โดยทรงสร้างศรัทธาให้เกิดแก่หมู่เหล่าประชาชนที่ได้พบเห็น / เพื่อความเป็นสิริมงคล และฟื้นฟูจิตใจพุทธศาสนิกชน ให้ได้ทัสนานุตริยะ (ทัดสะนานุดตะริยะ) กล่าวคือ มีความเห็นอันประเสริฐอันเกิดจากการที่คณะสงฆ์เดินธรรมยาตรา อันเชิญองค์พระประธานด้วยความสงบเสงี่ยม เรียบร้อยงดงาม จะยังความศรัทธาให้เกิดความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาสืบไป / เพื่อประดิษฐานองค์พระประธานเป็นการถาวรไว้ที่อาคารพระมงคลเทพมุนี ธุดงคสถานอำนาจเจริญ ไว้เป็นที่เคารพสักการะบูชา และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ตลอดทั้งสาธุชนชาวพุทธ เพื่อการเจริญสมาธิปฏิบัติธรรมตามโอกาสอันควร

ในงานพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ได้มีพระคุณเจ้า เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ พระสังฆาธิการจากวัดต่างๆ ในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียงที่ได้เมตตามาเป็นเนื้อนาบุญจำนวนมากว่า 600 รูป และมีญาติโยมสาธุชนชาวพุทธมาร่วมงานกว่า 1,000 คน นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐ และเอกชนเป็นจำนวนมาก ที่ต่างก็พร้อมใจกันเฉลิมฉลองอัญเชิญองค์พระประธานจากพุทธอุทยานพระมงคลมิ่งเมืองผ่านใจกลางเมืองอำนาจเจริญ เพื่อให้ประชาชนได้เคารพสักการะ ไปสิ้นสุดที่วัดสำราญนิเวศ พระอารามหลวงก่อนอันเชิญไปประดิษฐานที่ธุดงคสถานอำนาจเจริญต่อไป

ภาพข่าว/ทิพกร หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ

กองทัพเม็กซิโกส่งทหารหมื่นนายสยบแก๊งค้ายาจราจลหลังเด็ดหัว “แอล แมนโช”

กองทัพเม็กซิโกเผยยอดผู้เสียชีวิตรวมทุกฝ่าย จากปฏิบัติการนองเลือดเพื่อจับกุม “เอล เมนโช” อดีตตำรวจที่ผันตัวเป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติดพุ่งเป็นอย่างน้อย 50 ราย ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังตึงเครียด ด้านกองทัพเร่งระดมกำลังทหารมากกว่า 10,000 นาย เข้าคุมเข้มพื้นที่

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่า นายโอมาร์ การ์เซีย ฮาร์ฟุช รมว.ความมั่นคงเม็กซิโก แถลงเกี่ยวกับปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคงนำโดยกองทัพได้วิสามัญนายเนเมซิโอ โอเซเกรา หรือ “เอล เมนโช” หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดฮาลิสโกรุ่นใหม่ ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเสียชีวิตอย่างน้อย 25 นาย ในปฏิบัติการครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังมีผู้คุมเรือนจำ เจ้าหน้าที่อัยการรัฐ และผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งฮาลิสโกรุ่นใหม่อีกอย่างน้อย 30 ราย ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในระหว่างปฏิบัติการจับกุมเอล เมนโช ซึ่งเป็นอดีตตำรวจ วัย 59 ปี และรัฐบาลสหรัฐตั้งรางวัลนำจับ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 464.85 ล้านบาท) มีสมาชิกแก๊งฮาลิสโกรุ่นใหม่เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย และทหารได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 นาย

หลังเกิดเหตุ กองทัพเดินหน้าเสริมกำลังทหารในรัฐฮาลิสโกอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเพิ่มไปอีก 2,500 นาย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพิ่มจำนวนกำลังทหารในพื้นที่เป็นอย่างน้อย 10,000 นายแล้ว เพื่อระงับเหตุปะทะรุนแรงที่ปะทุขึ้นหลังการเสียชีวิตของเอล เมนโช  ทำให้สมาชิกแก๊งฮาลิสโกและเครือข่ายก่อเหตุรุนแรงไปทั่วทุกพื้นที่ ทั้งในรัฐฮาลิสโกและรัฐใกล้เคียง

สำหรับ เอล เมนโช ถือเป็น “เจ้าพ่อค้ายาเสพติดรุ่นสุดท้าย” ต่อจากสองผู้นำแก๊งซินาโลอา คือ นายวาคีน “เอล ชาโป” กุซมัน และนายอิสมาเอล “เอล มาโย” ซัมบาดา ซึ่งการที่บรรดาแก๊งขนาดใหญ่ขาด “ผู้สืบทอดอำนาจโดยตรง” อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศภายใน และเปิดประตูสู่การจัดระเบียบองค์กรใหม่ผ่านความรุนแรงที่นองเลือดยิ่งขึ้นภายในแต่ละแก๊งเอง

เตือนระวังภัย!กระทิงเขาพนมดงรักพลัดหลงฝูงวิ่งพร่านทำคนชายแดนภูสิงห์แตกตื่นทั้งหมู่บ้าน

กระทิงหนี! ออกมาวิ่งให้ชาวบ้านพบเห็นตื่นตระหนกตามแนวชายแดนด้านอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะเดียวกันหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลาออกประกาศ ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่การเกษตรเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานมาจากชายแดนว่า นายเตชินท์ เชื้อลีหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ได้ออกประกาศ ทางสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นหอกระจายข่าวสื่อออนไลน์ต่างๆ มีข้อความดังนี้ “ด้วยมีกระทิงออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เทือกเขาพนมดงรัก” ระหว่างรอยต่อ ขสป.พนมดงรัก กับ ขสป.ห้วยศาลา จ.ศรีสะเกษ ประชาชนในพื้นที่โปรดระมัดระวัง

นอกจากนี้ขอความร่วมมือชาวบ้าน ต.กันทรอม ชุมชนบริเวณกันทรอมใต้ – เขื่อนตาจู งดเข้าพื้นที่การเกษตร  เพื่อความปลอดภัย ผู้ใดพบเห็นสามารถแจ้ง นายเตชินท์ เชื้อลี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา โทร 0810624349 หรือแจ้งผ่าน เพจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ห้วยศาลา ได้เลยครับ

ย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้ไม่มีประชาชนพบเห็นกระทิงวิ่งอย่างรวดเร็วหลายสถานที่ ไม่ว่าจะบนเขื่อนห้วยตาจู และเข้าไปหลบอยู่ในป่าริมห้วยตาจู ซึ่งประชดชนที่พบเห็นไม่กล้าเข้าไปใกล้เพราะเกรงจะถูกกระทิงขวิดได้รับอันตราย

การที่กระทิงวิ่งออกมาให้ประชาชนพบเห็นที่สวนยางพาราและสถานที่ต่างๆทางสันนิษฐานกันไปต่างๆนานาว่ากระทิงนั้นหนีไฟมาจากฝั่งกัมพูชาที่จุดไฟเผาป่าจึงหนีมายังฝั่งประเทศไทย เส้นขาวนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด ว่าข้อคิดจริงเป็นอย่างไร

ต้องรอการหาหลักฐานและพิสูจน์เสียก่อนจึงจะทราบว่าเป็นกระทิงไทยหรือกระทิงเขมร

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ปคบ.บุกรวบหนุ่มรัสเซีย-สาวไทยตระเวนกดเงินทั่วพัทยาให้แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

บก.ปคบ.บุกรวบหนุ่มสัญชาติรัสเซียพร้อมแฟนสาวไทย เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์รายใหญ่ในพื้นที่พัทยา พบพฤติการณ์ตระเวนกดเงินสดจากบัญชีม้า สะเทือนภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว เงินหมุนเวียนสะพัดหลักล้าน

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการ บก.ปคบ. นำโดย พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. และ พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ. สนธิกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

1.นาย SERGEI KHABAROV อายุ 35 ปี สัญชาติรัสเซีย (จับกุมได้ที่คอนโดมิเนียมหรูย่านซอยบุญย์กัญจนา 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง)
2.นางสาวศศิวิมล (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี (จับกุมได้ที่บริเวณหน้าร้านนวดเพื่อสุขภาพ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ) พร้อมของกลางที่ตรวจยึดได้ บัตร ATM จำนวน 9 ใบ , โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง , คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง

เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นาย SERGEI และนางสาวศศิวิมล มีพฤติการณ์ร่วมกันนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงประชาชน กลุ่มผู้ต้องหาจะทำหน้าที่จัดการเรื่องการเงิน โดยเฉพาะการใช้บัตร ATM จาก “บัญชีม้า” ตระเวนกดเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงเหยื่อในพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อส่งต่อให้หัวหน้าขบวนการ ป้องกันการอายัดเงินในระบบธนาคาร แจ้งข้อหา”ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า)”

ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองรายยังคงให้การ ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากเส้นทางการเงินและข้อมูลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองขาม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลถึงตัวการใหญ่ต่อไป

พ่วง 18 ล้อพุ่งทะลุตึก 4 ชั้นร้านส้มตำพังยับเจ็บ 2 คาดคนขับหลับใน

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ร.ต.อ.สิทธาวัชร์ ชวกรเธียรรัตน์ สว.(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรบางละมุง รับแจ้งเหตุรถพ่วง 18 ล้อพุ่งชนอาคารพาณิชย์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนคู่ขนานทางหลวงหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) บ้านนาวัง หลักกิโลเมตรที่ 112+600-700 หมู่ 4 ต.ตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น จำนวน 7 คูหา สภาพด้านหน้าพังยับเยิน เสาปูนคานกลางแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด กลางซากกำแพงถล่มพบรถพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ทะเบียน 75-6354 ชลบุรี ส่วนหัวรถพุ่งทะลุกำแพงเข้าไปภายในตัวอาคาร สภาพพังเสียหายหนัก เศษอิฐปูนและกระจกแตกกระจายทั่วบริเวณ

แรงอัดจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ยังกวาดเอาทรัพย์สินภายในอาคารเสียหาย ทั้งรถจักรยานยนต์และรถเก๋งที่จอดอยู่ถูกกำแพงถล่มทับพังยับ ขณะที่ร้านส้มตำและร้านไก่ย่างวิเชียรบุรีซึ่งตั้งอยู่ด้านข้าง ถูกแรงกระแทกจนข้าวของอุปกรณ์ค้าขายกระจัดกระจาย เตาย่างไก่และโต๊ะเก้าอี้เสียหายเกือบทั้งหมด

เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ถูกนำส่ง โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ก่อนหน้านี้ ทราบชื่อคือ นายจิตร์ติ หงษ์ดี อายุ 45 ปี คนขับรถพ่วง และ น.ส.เล็ก พานกลาง อายุ 53 ปี แม่ค้าส้มตำ ทั้งสองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและอยู่ในอาการปลอดภัย

นายวิทยา ใจเที่ยง อายุ 58 ปี เจ้าของร้านไก่ย่างวิเชียรบุรี เล่าว่า ขณะกำลังก่อเตาย่างไก่เตรียมเปิดร้าน จู่ ๆ ได้ยินเสียงดังสนั่นก่อนรถพ่วงจะพุ่งเข้าชนอาคารอย่างจัง ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ภรรยาของตนที่ยืนเตรียมวัตถุดิบอยู่ถูกแรงกระแทกจนล้มลงกองกับพื้น ท่ามกลางความโกลาหลของผู้คนในละแวกนั้น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบว่าโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก เสาปูนและคานกลางมีรอยร้าวหลายจุด หวั่นเสี่ยงทรุดตัว จึงเร่งกันพื้นที่เป็นเขตอันตราย พร้อมอพยพผู้พักอาศัยออกจากอาคารชั่วคราว เพื่อรอวิศวกรจากจังหวัดชลบุรีเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านพนักงานสอบสวนเปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าคนขับอาจเกิดอาการหลับในจนรถเสียหลักพุ่งชนอาคาร อย่างไรก็ตาม จะเรียกตัวคนขับเข้าสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมตรวจสอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและสภาพรถ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก และกลายเป็นอีกอุทาหรณ์เตือนใจถึงอันตรายจากการขับขี่รถบรรทุกขนาดใหญ่บนเส้นทางสายหลัก ที่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียได้ทุกเมื่อ หากประมาทเพียงเสี้ยววินาทีเดียว

จนท.เร่งสกัดไฟป่าแม่สอด 2 จุดเพลิงลุกลามเสียหาย 45 ไร่ปมลักลอบเผาป่า

นายอำเภอแม่สอดเผยพบจุดความร้อน (HOTSPOT)  จากดาวเทียม SUOMI NPP ระบบ VIIRS  จำนวน 2 จุด ในพื้นที่ ต.ด่านเเม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก

ภายใต้การอำนวยการของ นายกันต์พงษ์ พิพัฒมนตรีกุล “นายอำเภอนพ”  นายอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก /ผู้บัญชาการศูนย์ฯ ได้มอบหมายให้กลุ่งงานความมั่นคง ประสานการปฏิบัติร่วมกับ ศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่ 8 (ตากสินมหาราช) ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดความร้อน (HOTSPOT) ตามข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตาก ซึ่งตรวจพบจากดาวเทียม SUOMI NPP ระบบ VIIRS  จำนวน 2 จุด ในพื้นที่ ต.ด่านเเม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก  ประกอบด้วย

จุดที่ 1 พื้นที่รับผิดชอบ ป่าอนุรักษ์ การใช้ที่ดิน พื้นที่ป่า พิกัด UTM_ZONE 47 UTM EAST 491792 UTM NORTH 1853489 

จุดที่ 2 พื้นที่รับผิดชอบ ป่าอนุรักษ์ การใช้ที่ดิน ข้าวโพดเเละไร่หมุนเวียน  พิกัด UTM_ZONE 47 UTM EAST 491751 UTM NORTH 1853563.

ซึ่งจากการปฏิบัติตรวจสอบจุดความร้อน HOTSPOT จุดความร้อนทั้ง 2 จุด เป็นพื้นที่เดียวกัน ตั้งอยู่บริเวณบ้านห้วยปลาหลด หมู่ที่ 8 ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด  พบว่าเพลิงกำลังลุกลามเป็นบริเวณกว้างเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันมิให้เพลิงลุกลามขยายวงกว้าง เพิ่มเติม ทั้งนี้ พื้นที่ได้รับความเสียหายจากการเผาไหม้รวมประมาณ 45 ไร่ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากการจุดไฟเพื่อ ลักลอบเผาป่า สภาพป่าเป็นป่าสน

ห้ามพลาดชม! 3 มี.ค. หัวค่ำวันมาฆบูชา เกิด “จันทรุปราคาเต็มดวง”

1080×1350

งานประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) แจ้งว่า   วันที่ 3 มีนาคม 2569 ตรงกับวันมาฆบูชา จะเกิดปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” เวลาประมาณ 15:44 – 21:23 น. (ตามเวลาประเทศไทย ณ กรุงเทพมหานคร) ในไทย

เริ่มสังเกตได้ด้วยตาเปล่าตั้งแต่ดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:23 น. เป็นต้นไป ตรงช่วงคราสเต็มดวงพอดี ดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏเป็นสีแดงอิฐ จนถึงเวลาประมาณ 19:02 น. นาน 39 นาที หลังจากนั้นก็ยังติดตามชมได้จนสิ้นสุดปรากฏการณ์

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า วันที่ 3 มีนาคม 2569 จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา ตั้งแต่เวลาประมาณ 15:44 – 21:23 น. (ตามเวลาประเทศไทย ณ กรุงเทพมหานคร) โดยดวงจันทร์จะเริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกเวลา 15:44 น. และเคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 16:50 น. 

จนกระทั่งเข้าสู่ ช่วง “จันทรุปราคาเต็มดวง” เวลา 18:04 – 19:02 น. จากนั้นเริ่มเห็นดวงจันทร์ปรากฏเว้าแหว่งบางส่วนและค่อย ๆ ออกจากเงามืดของโลก และสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ในเวลา 20:17 น. และพ้นจากเงามัวของโลก จนสิ้นสุดปรากฏการณ์เวลา 21:23 น.

สำหรับประเทศไทย ในวันดังกล่าวดวงจันทร์จะโผล่พ้นขอบฟ้า ทางทิศตะวันออกเวลาประมาณ 18:23 น. ซึ่งตรงกับช่วงที่กำลังเกิดคราสเต็มดวงพอดี จะเห็นดวงจันทร์เต็มดวงปรากฏสีแดงอิฐ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทย (เวลาอาจต่างกันตามพื้นที่) ระยะเวลาที่สามารถสังเกตการณ์ได้รวม 39 นาที นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังสามารถสังเกตได้หลายพื้นที่ทั่วโลก ได้แก่ ตะวันออกของทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดีย ขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้

ปรากฏการณ์จันทรุปราคา เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ เกิดขึ้นเฉพาะในวันดวงจันทร์เต็มดวง หรือช่วงข้างขึ้น 14 – 15 ค่ำ ขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกที่ทอดไปในอวกาศ ผู้สังเกตบนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งไปเรื่อย ๆ จนดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดทั้งดวง และเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลก คนไทยสมัยโบราณเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ราหูอมจันทร์”

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก แต่เนื่องด้วยมีระนาบวงโคจรเอียงทำมุมประมาณ 5 องศา กับระนาบวงโคจรของโลก ส่งผลให้ดวงจันทร์ไม่ได้โคจรผ่านเข้าไปอยู่ในเงาของโลกทุก ๆ เดือน แต่จะเปลี่ยนไปในตำแหน่งที่ “สูงกว่า” หรือ “ต่ำกว่า” เงาของโลก ทั้งนี้ ปรากฏการณ์จันทรุปราคาจะเกิดขึ้นอย่างน้อยเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี แต่การมองเห็นปรากฏการณ์จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ และสามารถคำนวณวันและเวลา รวมถึงพื้นที่การเกิดปรากฏการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ   

สดร. เปิด 5 จุดสังเกตการณ์หลัก เชิญชวนประชาชนชมปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ในวันมาฆบูชา และชมวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจคืนวันที่ 3 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 18:00 – 22:00 น. ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา และสงขลา เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือชมถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ทางเพจเฟซบุ๊ก และยูทูบ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

โดย…มานิตย์ สนับบุญ   /ปราจีนบุรี ###

สบอ. 9 ยกระดับเฝ้าระวัง-ผลักดันกระทิงหลงป่ากลับคืนสู่ถิ่นเก่า

ปราจีนบุรี-สบอ. 9 เตรียมพร้อมช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านตามระเบียบฯ หลังเกิดอุบัติเหตุกระทิงพลัดหลงวิ่งชนบาดเจ็บ สั่งระดมโดรนความร้อนเปิดปฏิบัติการบินผลักดันคืนป่า

ฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแจ้งว่า นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) เปิดเผยถึงสถานการณ์กรณีพบกระทิงป่าพลัดหลงออกมานอกเขตพื้นที่อนุรักษ์จนตกใจวิ่งชนราษฎรในพื้นที่อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ จนได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้ทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 ได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและผลักดัน

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรายงานครั้งแรกเมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.00 น. จากนายพิพัฒน์ พลอินทร์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรักว่าพบกระทิงเพศผู้จำนวน 1 ตัว พลัดหลงออกมาจากเขตป่าอนุรักษ์บริเวณบ้านกระโดน ตำบลโพธิ์กระสัง จึงได้เร่งสั่งการให้ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าประสานกำลังเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ เข้าติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนผู้นำชุมชนในพื้นที่ทันที

ต่อมาเวลา 14.30 น. ได้รับรายงานว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นบริเวณบ้านกันทรอมใต้ เนื่องจากกระทิงมีอาการตื่นตกใจจากการพลัดหลงและได้วิ่งไปชนนางเรือน ราษฎรในพื้นที่จนได้รับบาดเจ็บ มิใช่พฤติกรรมจงใจเข้าทำร้าย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวผู้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลขุนหาญเพื่อเข้ารักษาตัวที่ห้องฉุกเฉินทันที 

ในการนี้ตนได้มอบหมายให้นายเตชินท์ เชื้อลี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เป็นผู้แทนเดินทางเข้าเยี่ยมติดตามอาการเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบต่อไป

สำหรับการวางแผนผลักดันคืนสู่ป่านั้น นายพิชัย ระบุว่า เมื่อเวลา 18.20 น. ได้มีการประชุมร่วมกับปลัดอาวุโสอำเภอขุนหาญ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า (สบอ.9) และ หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด โดยมีมติให้ เน้นการปฏิบัติงานในช่วงเวลากลางคืนเป็นหลัก

เนื่องจากในช่วงกลางวันมีประชาชนปฏิบัติงานในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงมีการสัญจรของยานพาหนะบนถนนหนทาง ซึ่งอาจทำให้กระทิงเกิดความตื่นตระหนกซ้ำและวิ่งไปชนประชาชนหรือยานพาหนะจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงได้ทำการประชาสัมพันธ์แจ้งราษฎรในพื้นที่งดออกจากบ้านหรือเข้าพื้นที่การเกษตรชั่วคราวในช่วงเวลานี้ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างสะดวก

โดยในคืนนี้ จะมีการใช้เทคโนโลยี โดรนติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อน (Infrared) จำนวน 2 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน มาใช้ในการระบุพิกัดตำแหน่งของกระทิงในที่มืดและแปลงผลเป็นภาพความร้อน เพื่อสนับสนุนชุดปฏิบัติการภาคพื้นดิน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา 7 นาย เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก 6 นาย และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในการติดตามและผลักดันให้กลับคืนสู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ นอกจากนี้ยังได้ประสานขอความอนุเคราะห์สัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 เข้ามาร่วมตรวจสอบและดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ป่าในภารกิจนี้ด้วย

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นกระทิงป่าในบริเวณรอยต่อตำบลกันทรอม หรือพื้นที่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรักและห้วยศาลา ขอความร่วมมือห้ามขับไล่หรือต้อนสัตว์ป่าด้วยตนเองเนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน แต่ให้รีบแจ้งนายเตชินท์ เชื้อลี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา โทร 081-062-4349 หรือแจ้งผ่านเพจเฟซบุ๊กเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โดย… มานิตย์ สนับบุญ   /ปราจีนบุรี ###

ททท.เจาะนทท.ต่างชาติ ดันไทยเป็น Workation Hub สร้างรายได้กว่า 300 ล้านบาท

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ Fastwork แพลตฟอร์มสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มคนทำงาน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Workation Paradise Throughout Thailand Season 4 โดยมี นายกิตติพงษ์  ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย Mr. CK Cheong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ฟาสต์เวิร์ค เทคโนโลยีส์ จำกัด (Fastwork Technologies) และ Mr. Ryota Omi ยูทูบเบอร์ชาวญี่ปุ่นซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทย ให้เกียรติเข้าร่วมงาน โครงการ Workation Paradise Throughout Thailand Season 4  โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ Digital Nomad สร้างกระแสและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในรูปแบบ Workation อย่างต่อเนื่อง

นายกิตติพงษ์  ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. กล่าวว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวในรูปแบบ Workation มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการปรับรูปแบบการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ Work-life Balance ให้ความยืดหยุ่นด้านเวลา รวมถึงสถานที่ที่ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องทำงานโดย ททท. คาดว่าโครงการฯ จะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากกว่า 300 ล้านบาท และผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Workation Hub ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ททท. จึงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Workation Paradise Throughout Thailand ต่อเนื่องมาในปีที่ 4 เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวในวันธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่าง Digital Nomad และ Expat ในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว หรือ Long Stay ซึ่งโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี (Year-Round Destination) แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการให้ยกระดับสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภสพ

พร้อมสำหรับการให้บริการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวแบบ Workation ในประเทศไทยมากขึ้น เพิ่มวันพำนักและการใช้จ่ายของนักเดินทาง โดย ททท. คาดว่าโครงการฯ จะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากกว่า 300 ล้านบาท และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Workation Hub ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

Mr. CK Cheong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ฟาสต์เวิร์ค เทคโนโลยีส์ จำกัด (Fastwork Technologies) กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา Fastwork ได้ร่วมกับ ททท. ภายใต้โครงการ Workation Paradise Throughout Thailand ผ่านกิจกรรม 100 เดียวเที่ยวได้งาน ซึ่งได้รับความสนใจและได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยวคนทำงานบนแพลตฟอร์ม Fastwork และในปีนี้ Fastwork ได้ร่วมมือกับ ททท. อีกครั้งในการจัดกิจกรรมดังกล่าว

โดยเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ทำให้เกิดการ Workation ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่เน้นการทำงานนอกสถานที่มากกว่าการทำงานในที่เดิม ตอบโจทย์พฤติกรรม Work-life Balance ที่ให้ความสมดุลระหว่างการทำงานและการท่องเที่ยว เพื่อการสร้างงานที่มีประสิทธิภาพควบคู่กับการผ่อนคลายผ่านการท่องเที่ยวทึ่หลากหลายในรูปแบบจำเพาะตามไลฟ์สไตล์

สำหรับโครงการ Workation Paradise Throughout Thailand Season 4 มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย สำหรับ 2 กลุ่มเป้าหมาย โดยกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ได้แก่ กิจกรรม Top 10 Best Workation in Thailand ครั้งแรกในการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวคนทำงาน ได้ร่วมโหวตสถานประกอบการและสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านหัวข้อ “สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไป Workation มากที่สุด” และสถานประกอบการที่น่าไป Workation มากที่สุด โดยสามารถร่วมกิจกรรมได้ผ่านเว็บไซต์ของโครงการ www.tourismthailand.org/workationthailand 

และร่วมสนุกบน Social Media ผ่านแฮชแท็ก #BestWorkationThailand และ#WorkationThailand เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษเป็น Voucher ด้านการท่องเที่ยวมูลค่ารวมถึง 200,000 บาท นอกจากนี้ยังร่วมกับ Fastwork เดินหน้า กิจกรรม 100 เดียวเที่ยวได้งาน เพื่อจำหน่าย voucher ท่องเที่ยวในราคา 100 บาท รวบรวมดีลสุดพิเศษในรูปแบบ Voucher ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่การท่องเที่ยวจากสถานประกอบการชั้นนำ รวมมูลค่ากว่า 2,000,000 บาท อาทิ ประเภทโรงแรมที่พัก และประเภทโฮมสเตย์และชุมชนท่องเที่ยว

 อาทิ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านเกาะโหลน จังหวัดภูเก็ต, วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตาก และโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถซื้อ Voucher ด้านการท่องเที่ยวได้ในราคา 100 บาท เท่านั้น โดยจะจัดรอบกิจกรรมทั้งหมด 2 รอบ ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของ Fastwork       และครั้งต่อไปในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 บนเว็บไซต์ของโครงการ www.tourismthailand.org/workationthailand

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถเข้าร่วม กิจกรรม Workation Paradise in Thailand  ด้วยการแชร์ประสบการณ์การ Workation ในประเทศไทย ผ่านการจัดทำ Video Content และโพสต์ลงบน Social Media ของตนเอง พร้อมติดแฮชแท็ก #ชื่อ สถานประกอบการ พร้อมกันกับแฮชแท็ก #WorkationParadiseinThailand และ #WorkationThailand ร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริปกับโครงการฯ ซึ่งเป็น Workation Trip จำนวน 3 วัน 2 คืน ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษและส่วนลดมากมายบนเว็บไซต์ ครอบคลุมประเภทการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหารและ co-working space ชุมชนและกิจกรรม ตลอดจนกีฬาและสุขภาพ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถสามารถกดรับสิทธิ์นำไปใช้ที่สถานประกอบการได้ทันที 

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/workationthailand หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @workationthailand