องค์การสวนสัตว์ฯ เตรียมปล่อยนกกระเรียนรอบที่ 11 คืนสู่ธรรมชาติ

ดีเดย์ 13 กุมภา ต้อนรับวันแห่งความรัก

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อสส.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เตรียมปล่อย นกกระเรียนพันธุ์ไทย รอบที่ 11 กลับคืนสู่ธรรมชาติ ถือฤกษ์ดีเดย์ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ต้อนรับวันแห่งความรัก
(18 ม.ค. 2565) นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนการเตรียมปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ในปี 2565 ภายในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ ภายหลังจากที่ องค์การสวนสัตว์ฯ ประสบความสำเร็จในการ เพาะขยายพันธุ์และปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติมาตั้งแต่ปี 2554 จนปัจจุบันนกกระเรียนพันธุ์ไทยสามารถมีชีวิตรอดอยู่ในธรรมชาติได้แล้วจำนวน 133 ตัว
สำหรับนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จะทำการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในปี 2565 นี้ เป็นการปล่อยรอบที่ 11 มีจำนวน 12 ตัว (เพศผู้ 8 ตัว และ เพศเมีย 4 ตัว) โดยสาเหตุที่เลือกปล่อยในห้วงวันแห่งความรัก เนื่องจากเป็นนก ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของรักแท้ เป็นนกที่จับคู่แบบผัวเดียว เมียเดียวตลอดชีวิต โดยการปล่อยครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ อาทิ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน ชลประทานจังหวัดบุรีรัมย์ บริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดการบุรีรัมย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ โรงแรม กรีน โฮเต็ล The 8 hostel สภาอุตสาหกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ หอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ และ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีของความสำเร็จบนความยั่งยืนที่เกิดขึ้น ทำให้องค์การสวนสัตว์ฯ ได้จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิตของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยมี บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนการก่อสร้าง และถือเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งเดียวที่มีความสำคัญและโดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับวิถีชุมชน และองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศ.

“อลงกรณ์”เผยจีนเปิด4ด่านนำเข้าผลไม้ไทยแล้วหลังลงพื้นที่เชียงราย

ข่าวดี ส่งออกผลไม้ไทย !!
เตรียมความพร้อมล่วงหน้ารับมือการส่งออกผลไม้ฤดูการผลิตปี2565
ชี้ปี2564ส่งออกผลไม้ไปจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เตรียมประชุมความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรไทย-จีนปลายเดือนนี้หวังปี65ส่งออกมากขึ้นหากปัญหาด่านคลี่คลาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการและบริหารการจัดการผลไม้ (Fruit Board) มีความเป็นห่วงสถานการณ์ปัญหาด่านจีนและได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่คลายปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย จึงได้มอบหมายให้ ตนในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ ลงพื้นที่ภาคเหนือ3จังหวัด ได้แก่เชียงใหม่ ลำพูนและเชียงรายระหว่างวันที่ 11-15ม.ค.โดยประชุมเตรียมความพร้อมในการการบริหารจัดการผลไม้ของภาคเหนือ ฤดูการผลิตปี 2565และตรวจเยี่ยมด่านเชียงแสนซึ่งเป็นด่านนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรทางลำน้ำโขงรวมทั้งการเพิ่มความเข้มข้นสำหรับมาตรการSPSและโควิดฟรี(Covid Free)โดยเฉพาะการประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านด่านบ่อเตนและด่านโมฮ่านเพื่อเตรียมรับมือฤดูการผลิตผลไม้ปี2565ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนมีนาคมนี้
นายอลงกรณ์กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์ล่าสุดเมื่อวานนี้ จีนได้เปิด 4 ด่านหลักทั้งหมดแล้ว ได้แก่

1.ด่านโม่ฮาน บนเส้นทางR2A(เชียงของ-บ่อเตน-โมฮ่าน)เปิดให้บริการทุกวันโดยกำหนดเปิดด่านตั้งแต่เวลา07.30-16.30สำหรับรถขนส่งผลไม้และ16.30-20.00สำหรับรถเปล่าถือเป็นความก้าวหน้าในความร่วมมือระหว่างไทย-สปป.ลาวและจีนซึ่งตนได้ประชุมและตรวจความพร้อมที่ด่านเชียงของ ปรากฎว่ามีรถบรรทุกผลไม้ห้องเย็นเข้าออกที่ด่านเชียงของคึกคักมากขึ้นหลังจากด่านโมฮ่านเปิดโดยไม่จำกัดจำนวนรถ โดยเป็นรถบรรทุกส่งออกจากไทยมากกว่ารถที่นำเข้าสินค้าจากจีนเข้าไทยซึ่งตนได้กำชับให้มีการพ่นฆ่าเชื้อทั้งรถขาเข้าและขาออกตามมาตรการCovid freeและSPS
2.ด่านโหย่วอี้กวน เปิดให้บริการปกติ แต่ยังจำกัดรถบรรทุกสินค้าเข้าด่านไม่เกิน100คันเนื่องจากมาตรการโควิดที่เข้มงวดซึ่งทางการไทยและเวียดนามได้ประสานงานกับจีนเพื่อให้เพิ่มปริมาณการปล่อยรถสินค้า ซึ่งได้ให้ฑูตเกษตรของเราในปักกิ่งและกวางโจวเสนอจีนให้ใช้ในแนวทางเดียวกับด่านโมฮ่าน
3.ด่านรถไฟผิงเสียง เปิดนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารที่ขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็น (รวมผลไม้ไทย) ระหว่างวันที่ 4 – 17 มกราคม 2565 (ตามมาตรการ เปิด 14 วัน ปิด 14 วัน)
4.ด่านตงซิง กลับมาเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 หลังจากปิดด่านเนื่องจากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเมืองตงซิง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้ไปตรวจเยี่ยมล้งใหญ่เป็นบริษัทไทยกำลังขึ้นตู้คอนเทนเนอร์เป็นทุเรียนทวาย(นอกฤดู)จากชุมพรและภาคใต้แจ้งว่าส่งออกไปที่ด่านตงชิง

นายอลงกรณ์ยังเปิดเผยด้วยว่าได้เสนอรายงานเบื้องต้นต่อ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานฟรุ้ทบอร์ดและนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ โดยปลายเดือนนี้ทางการไทยและจีนได้หารือก่อนหน้านี้จนได้ข้อสรุปในการที่กระทรวงเกษตรฯ.ของไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงเกษตรของจีนและเดือนหน้าจะมีการประชุมว่าด้วยมาตรการSPSระหว่าง2ประเทศ
นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า การขนส่งผลไม้ทางเรือจากแหลมฉบับมีแนวโน้มดีขึ้นเช่นกันมีสายการเดินเรือเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นหลายสายเช่น Evergreen หยังหมิง KMTC Cosco Wan Hai TSL CNC CK และมีการประกาศค่าระวางล่าสุดตั้งแต่วันที่9มกราคมที่ผ่านมาลดค่าระวางจาก6พันดอลลาร์สหรัฐต่อตู้เป็นเหลือ4,800เหรียญนับเป็นสัญญาณที่ดีตั้งแต่ต้นปี
ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานฟรุ้ทบอร์ดและนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ประสานความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดปัญหาด่านติดขัดรุนแรงในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมที่ผ่านมาจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น และขอความร่วมมือผู้ประกอบการส่งออกให้ยึดแนวปฏิบัติการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัดหากด่านจีนตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในตู้สินค้าปิดด่านทันที
ปี2564แม้จะเผชิญปัญหาด่านติดจัดและตู้ขนส่งสินค้าขาดแคลนรวมทั้งค่าระวางเรือขึ้นสูงมากแต่เราสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพียง11เดือนปี2564มีมูลค่ากว่า1.5แสนล้านบาทและครองส่วนแบ่งในตลาดจีนเป็นอันดับหนึ่งมีมาร์เก็ตแชร์ถึง45%จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการขยายการส่งออกผลไม้ให้เพิ่มขึ้นจากปี2564”นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

Soft Opening สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล

หลังจากระดมสรรพกำลัง จากมวลหมู่สมาชิกช่างภาพมืออาชีพ มาร่วมขับเคลื่อนภารกิจกันในรูปของ“ชมรมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล” อยู่ระยะหนี่ง ถึงเวลาที่ “สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล” เปิดตัวสู่สาธารณะ เพื่อผลักดันภารกิจให้มวลเหล่าช่างภาพสื่อมวลชนร่วมอุดมการณ์ ในการตอบแทนสังคมทุกรูปแบบในช่วงต่อไป

งาน Soft Opening เปิดตัวของสมาคมฯ ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากพลตำรวจตรี อธิศวิส กมลรัตน์ ผู้บังคับการกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง
กิตติพันธ์ ขันติศีลชัย นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล กล่าวถึงการเปิดตัวของสมาคมในครั้งนี้ว่า คณะกรรมการบริหารของสมาคม มีความปรารถนาที่จะทำงานตามปณิธานที่วางไว้ว่า จะสร้างสรรค์สวัสดิการคืนกลับสู่สมาชิกสมาคมฯ และตอบแทนสังคมด้วยกิจกรรมด้านต่าง ๆ

พร้อมกันนี้ทางสมาคมฯ ได้จัดงาน “รื่นเริงสุขสันต์ รับขวัญปีใหม่” ให้กับหมู่มวลสมาชิก และตัวแทนประชาสัมพันธ์ บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ที่ให้การสนับหนุนมาโดยตลอด
งานเปิดตัว “สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล” ครั้งนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2565 ณ ร้านโก๋พลัส ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด

พลิกโฉมภาคเกษตรครั้งใหญ่ !!!อุตสาหกรรมเกษตรสู่หมุดหมายเกษตรมูลค่าสูง

กรกอ.มีมติสนับสนุนโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรโมเดลใหม่ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน
มอบ”อลงกรณ์”นำทีมตั้งเป้ายกระดับรายได้เกษตรกรพร้อมเห็นชอบโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร9กลุ่มจังหวัดแรกหวังสร้างฐาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กร.กอ.) เปิดเผยวันนี้(15ม.ค.)ภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/ 2565 ผ่านการประชุมทางไกล zoom cloud meeting โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิชัย ไตรสุรัตน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทั้ง5ภาค นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยมี นายวินิต อิทธิสุข รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และนายพงศ์ไท ไทโยธิน
ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการ
โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า กรกอ.มีมติสนับสนุนโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรโมเดลใหม่โดยภาคเอกชนและให้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการมีเป้าหมายประกันราคาสินค้าเกษตรสำหรับภาคอุตสาหกรรมเกษตรอาหารเพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้แนวคิดความเป็นหุ้นส่วนระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่และจะเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของภาคเกษตรของเรา ภายใต้5ยุทธศาสตร์ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ.โดยการสนับสนุนของรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีพาณิชย์
“ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมกุ้งตลอดห่วงโซ่ธุรกิจร่วมกับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งและกรมประมงโดยกระทรวงเกษตรฯ.เริ่มทดลองโครงการประกันราคากุ้งเฟสแรกตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และขณะนี้กำลังขยายผลโครงการไปกลุ่มผลไม้เศรษฐกิจภายใต้ฟรุ้ทบอร์ด ในอดีตที่ผ่านมาภาครัฐใช้เงินงบประมาณอุดหนุนสินค้าเกษตรกว่าแสนล้านต่อปีขณะที่ผลิตภาพการผลิตภาคเกษตรยังเป็นปัญหาเช่นเดียวกับราคาสินค้าเกษตรก็ไม่มีความแน่นอน การเอาเปรียบทางการค้ากับเกษตรกรยังมีอยู่ ถ้าโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรโดยภาคเอกชนสำเร็จ ต่อไปภาครัฐจะได้ใช้งบประมาณไปทุ่มเทกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเมดอินไทนแลนด์ การพัฒนาผลิตภาพ(Productivity)ทั้งระบบ การพัฒนาการศึกษาด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม การเพิ่มทักษะ(Reskill&Upskill)บุคคลากรภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการภาคเกษตรกร และการโปรโมทสินค้าเกษตรอาหารของไทยในต่างประเทศ
โครงการนี้ไม่ง่ายเลยแต่มีความเป็นไปได้ขึ้นกับความร่วมมือแบบหุ้นส่วนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและความกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ เราต้องช่วยกันปลดกระดุมแล้วกลัดใหม่ สร้างคานงัดใหม่ๆในการอัพเกรดประเทศไทยของเรา”นายอลงกรณ์กล่าว

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร9กลุ่มจังหวัดแรกหวังสร้างฐานอุตสาหกรรมเกษตรสู่หมุดหมายเกษตรมูลค่าสูงและ12อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่(S-Curve)
รวมทั้งรับทราบวาระต่างๆเช่น (1) บันทึกความร่วมมือการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรด้วยการผลิตไฟฟ้าและพลังความร้อนจากพืชพลังงานเพื่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564 (2) ผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระดับภาค (กร.กอ.ระดับภาค)

(2.1) ความก้าวหน้าภายใต้คณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรรมแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออก ได้เสนอกรอบแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารภาคตะวันออก ปี 2566 -2570 มีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตการเกษตรและเชื่อมโยงตลาดในระดับภาคตะวันออกฝให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายตลาดนำการผลิต (2.2) ผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรรมแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกษตรที่สำคัญตามศักยภาพแบบครบวงจร ในพื้นที่ 5 กลุ่มจังหวัด ซึ่งได้กำหนดสินค้าแบ่งออกเป็น (1) สินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ผัก โค และแพะ และ (2) สินค้ากลุ่มใหม่ อาทิ แมลงเศรษฐกิจ (จิ้งหรีด) สมุนไพร กัญชาและใบกระท่อม
ที่ประชุมได้พิจารณา “แนวทางการดำเนินการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของกลุ่มจังหวัดนำร่อง” และมีมติ ดังนี้ (1) เห็นชอบให้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อหารือแนวทางการจัดทำมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ของกลุ่มจังหวัดที่มีความพร้อม 9 กลุ่มจังหวัด (2) มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ระดับภาค และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปรับปรุงและเพิ่มเติมรายละเอียดแนวทางการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของกลุ่มจังหวัดที่มีความพร้อมบางส่วน และกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมให้มีสอดคล้องกันในแนวทางการส่งเสริม

สำหรับการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร นั้นที่ประชุม
กรกอ.มีมติมอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน โดยองค์ประกอบคณะอนุฯ ได้แก่ นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทั้ง5ภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้) ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่งและฝ่ายเลขานุการ กร.กอ. ดำเนินการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ.ตามมติที่ประชุมโดยเร็ว.

ภาครัฐ-เอกชน ร่วมมือพัฒนาคลองไร่อ้อยตามโครงการ “คลองสวย น้ำใสใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 ม.ค.65 นายชวลิต คำสอน รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคลองสวย น้ำใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งทาง บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับ บริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด และเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์ จัดโครงการนี้ขึ้น โดยมีนาย สมรัก ลิขิตเจริญพันธ์ ผู้จัดการบริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) นาย บุญชัย ก่อเกียรติพิทักษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) นางสาว อังคณา สถิตเสถียร ผู้จัดการแผนกบุคคลและธุรการ บริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด และนาย เสริมศักดิ์ อยู่เป็นสุข ผู้จัดการแผนกความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม บริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด ให้การต้อนรับ

สำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงสภาพแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำสาธารณะโดยเฉพาะคลองไร่อ้อย หมู่ที่ 1 ต.ปากคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกฤดูกาลและไม่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำจำพวกขยะ สิ่งปฏิกูล รวมทั้งวัชพืชต่างๆ นอกจากนั้นเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนในชุมชนในการร่วมกันอนุรักษ์บำรุงรักษาใช้ประโยชน์ และปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อให้การจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้รับการป้องกันดูแลและแก้ไขให้เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมรัก ลิขิตเจริญพันธ์ ผู้จัดการบริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโครงการคลองสวย น้ำใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จัดขึ้นเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาขยะและวัชพืชที่มีอยู่เป็นจำนวนมากจนทำให้ชุมชนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำลำคลองได้ อีกทั้งทำให้สูญเสียความสวยงามของทัศนียภาพตามลำน้ำ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดจนคูคลองบางสายเกิดการตื้นเขิน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชนอีกด้วย ซึ่งในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้มีการสำรวจพื้นที่ที่จะดำเนินการพร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์และคนงานในการดำเนินงานให้ลุล่วงไปด้วยดีเพื่อประโยชณ์ของชุมชนริมฝั่งคลองตลอดแนวสำหรับโครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์และบริษัทไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด ด้วย

ดินหน้า“5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย”ปี2565

“อลงกรณ์”ลุยภาคเหนือ ตั้งบอร์ดลำไยผนึกเกษตรกร-เอกชนเดินหน้าโครงการประกันราคาลำไยรูปแบบใหม่พร้อมมอบศูนย์AICเชียงใหม่และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือพัฒนาเพิ่มมูลค่าครบวงจร ปักหมุดลำพูนเมืองหลวงลำไย เร่งปฏิรูปผลไม้ไทยเชื่อมแผน13 ขับเคลื่อนสู่ “เกษตรมูลค่าสูง”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดลำพูน เพื่อติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ผู้บริหาร ข้าราชการ และหน่วยงานภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ
ในการนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมภาคีเครือข่ายเกษตรกรภาครัฐและเอกชน เพื่อการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูและประชุมทางไกลตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้(Fruit Board)โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตร ระดับจังหวัด (คพจ.) จังหวัดลำพูน และผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตร ระดับจังหวัด (คพจ.) จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนหอการค้าจังหวัด ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมการส่งเสริมค้าระหว่างประเทศ นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานและ นายอมรพันธุ์ พูลสวัสดิ์ เลขานุการ คณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยภาคเหนือ (กร.กอ.ภาคเหนือ) และหัวหน้าหน่วยราชการ และหน่วยงานภาคเอกชนด้านการขนส่ง ตัวแทนผู้ประกอบการ(ล้ง)ในจังหวัดลำพูน ตัวแทนเกษตรกรแปลงใหญ่และศพก. และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยมี นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการ

ที่ประชุมได้รับทราบ (1) รายงานการคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตภาคเหนือ ปี 2565 (2) รายงานผลการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ ปี 2564 และปัญหาอุปสรรค และที่ประชุมได้ร่วมหารือพิจารณาในแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ ระดับพื้นที่ (AREA BASED)

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า กล่าวว่า ภายใต้โมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตและ “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการผลไม้ในสภาวะวิกฤติโควิด-19 โดยเน้นร่วมบูรณาการทุกภาคส่วน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยืดอายุผลผลิต และแปรรูปยกระดับสู่อุตสาหกรรมเกษตรอาหารเพิ่มมูลค่ารายได้ให้มากขึ้น ซึ่งในปี 2565 และปีต่อๆ ไปได้วางเป้าหมายพลิกโฉมภาคเกษตรไทยมุ่งเน้นการทำเกษตรมูลค่าสูง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566 -2570) ในมิติภาคการผลิตและบริการเป้าหมายหมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตร และเกษตรมูลค่าสูง มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานของภาคเกษตร และการสนับสนุนบทบาทของผู้ประกอบการเกษตร โดยมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือศูนย์AICภาคเหนือและอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือเร่งวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมทั้งการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลไม้
นายอลงกรณ์กล่าวว่าจังหวัดลำพูนเป็นศูนย์กลางลำไยภาคเหนือและเป็นเมืองหลวงลำไยโลก มีพื้นที่ปลูกลำไยกว่า 250,000 ไร่ เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน จากสถานการณ์การผลิต ปี 2560 – 2564 เนื้อที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1,451,714 ไร่ ในปี 2560 เป็น 1,655,036 ไร่ ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.13 ต่อปี ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1,200,804 ตัน ในปี 2560 เป็น 1,437,740 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.12 ต่อปี และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 827 กิโลกรัมในปี 2560 เป็น 869 กิโลกรัม ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.004 ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมสนับสนุนของรัฐบาล อย่างไรก็ตามเรายังเผชิญปัญหาราคาลำไยตกต่ำในบางปีบางฤดูเป็นปัญหาซ้ำซากตลอดมาจึงให้ดำเนินการโครงการประกันราคาลำไยขั้นต่ำบนความร่วมมือระหว่างภาคเกษตรกรและภาคเอกชนโดยการสนับสนุนของภาครัฐเป็นโมเดลใหม่เพื่อให้ทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วนกัน(Partnership model)แบบwin-winทุกฝ่ายเช่นที่กำลังดำเนินการกับอุตสาหกรรมกุ้งโดยบอร์ดกุ้งซึ่งภาคเอกชนตกลงกับเกษตรกรในการประกันราคาขั้นต่ำ โดยจะมีการประชุมภายใน2สัปดาห์หากเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายต่อไปจะขยายผลกับทุกกลุ่มสินค้าเกษตรต่อไป

นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไยในพื้นทีภาคเหนืออย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมการรองรับผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดล่วงหน้าตามแนวทางการบริหารจัดหารผลผลิตลำไยปี 2565 เช่น โครงการกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิต จังหวัดลำพูนโดย คพจ. ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อเตรียมการรองรับการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคาผลผลิตตกต่ำ เป้าหมาย การสนับสนุนค่าบริหารจัดการกระจายผลผลิตลำไยออกนอกแหล่งผลิต การรับซื้อในราคานำตลาดตลอดจนแนวทางการบริการจัดการ ตั้งแต่ต้นทาง คือ เน้นตลาดนำการผลิต การลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานเพิ่มผลิตภาพการผลิต การทำลำไยนอกฤดูการสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนายกระดับมาตรฐานเน้นการใช้เทคโนโลยีแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้หลากหลายตามความต้องการของตลาด การซื้อขายล่วงหน้าระบบPre-order การบริการจัดการระบบขนส่งและเพิ่มระบบ Cold Chain Logistics พร้อมทั้งการขยายช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ออฟไลน์ ทั้งในและต่างประเทศ การสร้างระบบ Traceability และ QR code เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพสินค้า ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรเพื่อให้ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งหมดนี้จะเป็นก้าวสำคัญให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่มิติใหม่ โดยใช้โมเดล Fair Trade ลำไย การค้าที่เป็นธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างยั่งยืนโดยบูรณาการทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่นสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ร้านค้า โรงงานแปรรูป ล้ง และผู้ส่งออก
นอกจากนี้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)ได้แต่งตั้งคณะทำงานกลุ่มสินค้าลำไย(ลำไยบอร์ด) เพื่อดูแลลำไยเป็นการเฉพาะอีกด้วย.

ค่าย “สร้างหนัง โปรดักชั่น” ปรับตัวตามสถานการณ์โควิด-19 ระลอก5 พร้อมเดินหน้าบวงสรวงหนังใหม่

“GHOST’S NEWS ผีฮา คนเฮ” หนังผีขนลุกขนชันแบบฮา ๆ ปนน้ำตาความรักแบบหวานอมเปรี้ยว

ปรับตัว และกลยุทธ์ต่าง ๆ สำหรับรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 5 กันครั้งใหญ่ กับค่ายหนังน้องใหม่ไฟแรง อย่างค่าย “สร้างหนัง โปรดักชั่น (SANGNANG PRODUCTION)” พร้อมประเดิมกลยุทธ์ใหม่นี้ ด้วยการเดินหน้าจัดงานบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดของค่าย อย่างเรื่อง “GHOST’S NEWS (โกสต์ นิวส์) ผีฮา คนเฮ” หนังผีขนลุกขนชันแบบฮา ๆ ปนน้ำตาความรักแบบเปรี้ยวอมหวาน ผลงานกำกับโดย ไวท์ – ถิรวัฒน์ ผดุงการ ซึ่งทั้งนี้ภายในพิธี ยังได้รับเกียรติจาก คุณกิตตินันท์ กล่องแก้ว และ คุณอัมพรรัตน์ แก้วสิน สองผู้อำนวยการสร้างของค่ายสร้างหนัง โปรดักชั่น รวมไปถึงทัพนักแสดงในเรื่องทั้งหมด อาทิ ภณ ณวัสน์ (รับบทเมฆา พระเอก) , แซ็ค ชุมแพ (รับบทเบิร์ต ผีที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวต่าง ๆ) , ขวัญข้าว นภัสนันท์ (รับบทข้าวหอม นางเอกวัยรุ่นหน้าใหม่ใสปิ๊ง) , โตโต้ ธนเดช (Golden Song) , โน้ต เชิญยิ้ม , เน็ค นฤพล , มินตรา อินทิรา , โจอี้ เชิญยิ้ม , สุเทพ สีใส , โกวิท วัฒนกุล , น้าพวง เชิญยิ้ม , ยาว ลูกหยี , อรชร เชิญยิ้ม และศิลปินตลกชื่อดังคนอื่น ๆ อีกมากมาย มาร่วมกันเจิมฤกษ์รับพรมงคลในพิธีบวงสรวงเปิดกล้องในครั้งนี้ ณ บริษัท สร้างหนัง โปรดักชั่น จำกัด ย่านคลอง 5 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อช่วงเช้า วันก่อน…

บรรยากาศอันเป็นมงคลในพิธี เริ่มด้วยขั้นตอนการลงทะเบียน และการตรวจ ATK ที่หน้างานทุกคนเป็นอันดับแรก ซึ่งได้กำหนดให้ต้องตรวจทุกกรณี ไม่มียกเว้น (ซึ่งถือเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ โอมิครอน) การตั้งจุดบริการเจลล้างมือ และแอลกอฮอล์สำหรับพ่นฆ่าเชื้อบริเวณต่าง ๆ อย่างกระจายทั่วงาน พร้อมด้วยการจัดพื้นที่ให้มีการเว้นระยะห่าง รวมไปถึงวิธีการสัมภาษณ์ที่ต้องรักษาระยะด้วยเช่นกัน การงดเสิร์ฟอาหารเครื่องดื่มในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ โดยเปลี่ยนเป็นการรับเซ็ตอาหารเครื่องดื่มในรูปแบบ BOX SET ของใครของมัน โดยที่เหล่านักแสดง แขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชนที่มาร่วมงาน ต่างก็ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามข้อกำหนดกันอย่างเต็มใจ

สำหรับภาพยนตร์ “GHOST’S NEWS ผีฮา คนเฮ” พร้อมเดินหน้าถ่ายทำกันเต็มอัตรา และกำหนดไว้ว่า…จะได้รับชมพร้อมกันในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ภายในปี 2565 นี้แน่นอน

PR TEAM
หว่าหวา PR 062 – 336-8252
น้อง อุมา 081-899-5395

เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ฯ ร่วมรับมือสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 5

เป็นตัวแทนนำเข้า ATK : ALPINE Antigen Self Test Kit ตรวจจับเชื้อไวรัสได้หลากสายพันธุ์!!

​บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นางศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกที่ 5 จับมือ บริษัทเอเชีย เอฟเอ็มซีจี ผู้จดทะเบียนนำเข้า ATK ALPINE แต่งตั้งให้เวิลด์ เมดิคอลฯ เป็นตัวแทนจำหน่าย ATK : ALPINE Antigen Self Test Kit ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น พร้อมประกาศมั่นใจ ALPINE เป็น ATK คุณภาพมาตรฐานโลกจากผลทดลองใน Lab ต่างประเทศ สามารถตรวจจับเชื้อไวรัสที่พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลกระลอกใหม่ เรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจและทั่วโลกจับตามองและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด! องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกมาประกาศจับตาไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ B.1.1.529 หรือชื่อว่า “โอมิครอน” ซึ่งเป็นเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่มีลักษณะของการกลายพันธุ์ที่มีโปรตีนหนาม (spike protein) มากถึง 32 ตำแหน่ง มากกว่าสายพันธุ์เดลตาถึง 2 เท่า แพร่เชื้อได้เร็วกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ และหลบหลีกวัคซีนได้มากขึ้น สร้างแรงกระเพื่อมครั้งรุนแรงอีกครั้งให้กับคนทั้งโลก การแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วทวีคูณเช่นนี้ ทำให้การตอบรับชุดตรวจ ATK ชนิด Home use ที่สามารถตรวจจับเชื้อไวรัสได้หลากสายพันธุ์เพื่อนำมาใช้คัดกรองด้วยตนเองของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงมีหลายกระแสเกี่ยวกับ ชุดตรวจ ATK ที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปว่า ไม่สามารถตรวจหาเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนนี้ได้ เพราะเชื้อไวรัสได้กลายพันธุ์ไปสู่อีกระดับชั้นไปแล้ว

นางศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะตัวแทนนำเข้าชุดตรวจ แอลพาย ไบโอเมดิคอล กล่าวว่า

“จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้นำเข้า ชุดตรวจ ATK แอลพาย ไบโอเมดิคอล (ALPINE BIOMEDICALS COVID-19 ANTIGEN RAPID TEST) ที่มีผลการทดสอบจาก LAB ของโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศว่าชุดตรวจ ATK แอลพาย ไบโอเมดิคอล มี mainstream ประสิทธิภาพในการตรวจ neucleoprotein ที่เป็น key mutant strains ของเชื้อที่กลายพันธุ์ใหม่ๆได้จริง

ซึ่ง บริษัท เวิลด์ เมดิคอลฯ ได้รับความเชื่อมั่นจากบริษัทเอเชีย เอฟเอ็มซีจี ที่เป็นคนจดทะเบียนนำเข้า ATK ALPINE  แต่งตั้งให้เราเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ได้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายชุดตรวจ ATK  “แอลพาย ไบโอเมดิคอล” ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเซียแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น  และเพื่อเป็นการช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคธุรกิจ และประชาชนไทยให้เข้าถึงชุดตรวจ ATK ได้ง่ายแต่ได้คุณภาพระดับ

มาตรฐานโลก อีกทั้ง ATK ตัวนี้สามารถใช้ตรวจหาเชื้อโควิด ได้ทั้งทางโพรงจมูก และสามารถเก็บเชื้อจากบริเวณกระพุ้งแก้ม ซึ่งในส่วนกระพุ้งแก้มเรากำลังยื่นเพิ่มเพื่อขอจด อย.ในส่วนนี้อยู่ ATK ตัวนี้จึงสามารถใช้ได้ง่ายทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ เพราะเหตุนี้ทางเราจึงจำหน่ายในราคาสุดพิเศษเพียงชุดละ 49 บาท (1 กล่อง บรรจุ 25 ชุด 1,225บาท) ทั้งนี้ ATK “แอลพาย ไบโอเมดิคอล” ยังใบรับรองการประเมินเทคโนโลยี T6400437 (แบบ HOME USE) /ใบรับรองการประเมินเทคโนโลยี T6400457 (แบบ PROFESSIONAL USE) /ใบอนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ฆพ 1992 / 2564 อีกด้วย”

ประชาชนที่สนใจ สามารถสั่งซื้อชุดตรวจ ATK “แอลพาย ไบโอเมดิคอล” ได้แล้ววันนี้ ที่ www.morhello.com หรือ ทางไลน์ @Morhello Official

ขอบคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์
อุมา จงสิริวิทยา (น้อง) โทร 081-899-5395
สุรีรัตน์ ปานพรม (รัตน์) โทร.085-058-9777

กระทรวงเกษตรฯ.เคลียร์ทุกประเด็นโรค ASFในสุกร แจงสาเหตุหมูแพง ยืนยันป้องกันโรคตั้งแต่ปี2561 ไม่ปกปิดไม่ละเลย

เผยช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรแล้วกว่า3พันราย ผนึกทุกภาคีเครือข่ายร่วมควบคุมโรคให้สงบและขอคืนสภาพปลอดโรคโดยเร็ว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ว่า ตามที่ประเทศไทยได้มีการตรวจพบเชื้อโรค ASF ในสุกรจากการเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวสัมผัส (surface swab) ที่โรงฆ่าแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม ตรวจโดยห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์เพื่อยืนยันผล ตนได้มีความห่วงใยต่อเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น และสั่งการด่วนให้กรมปศุสัตว์รีบดำเนินการทันที ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เร่งดำเนินการเพื่อหารือและทำความเข้าใจร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมโรคให้สงบโดยเร็ว ได้ประชุมคณะทำงานด้านวิชาการในการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรค ASF ในสุกรและแถลงต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 ซึ่งจะประกาศเขตโรคระบาดและมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดที่พบโรค และรายงานแจ้งไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ต่อไป โดยการดำเนินการต่างๆ จะคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติอย่างรอบคอบ เพื่อลดความเสียหายและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรและเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด วอนเกษตรกรอย่าตระหนก โรค ASF เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ย้ำไม่ระบาดติดต่อสู่คน
กรมปศุสัตว์ย้ำ ไม่เคยปกปิดโรค ASF ในสุกร ได้ดำเนินการเพื่อเฝ้าระวังป้องกันโรคมาตั้งแต่ปี 2561 ที่พบการระบาดเกิดโรค ASF ในสุกรครั้งแรกในประเทศจีน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมรับมือต่อโรคมาโดยตลอด
โดยสั่งการในปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค การซ้อมแผนเตรียมความพร้อมรับมือ จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค ASF ในสุกร (contingency plan) และแนวทางเวชปฏิบัติของโรค ASF ในสุกร (Clinical Practice Guideline) และได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์ การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจเข้มนักท่องเที่ยวและเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันโรคเข้าประเทศ เพิ่มมาตรการเข้มงวดในการส่งออก ลดความเสี่ยงจาการส่งออกสุกร โดยห้ามรถขนส่งสุกรมีชีวิตเข้าไปส่งสุกรในประเทศที่มีการระบาด ให้ใช้รถขนถ่ายข้ามแดนในการส่งสุกรไปยังประเทศปลายทางแทน และต้องมีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

เผยช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรแล้วกว่า3พันราย ผนึกทุกภาคีเครือข่ายร่วมควบคุมโรคให้สงบและขอคืนสภาพปลอดโรคโดยเร็ว

การบูรณาการความร่วมมือร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ในการจัดประชุมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม) ในการป้องกันโรค การทำงานบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ในการจัดตั้งโรงพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทั้งหมด 5 จุด ที่ด่านกักกันสัตว์เชียงราย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร และสระแก้ว การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ โดยได้จัดทำเป็นภาษาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาลาว ภาษาพม่า ภาษาเขมร เป็นต้น
การสุ่มเก็บตัวอย่างและส่งวิเคราะห์ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติเพื่อเฝ้าระวังโรค ซึ่งผลวิเคราะห์จากการเก็บตัวอย่างตอนนั้นเป็นลบต่อโรค ASF ในสุกรทั้งหมด แต่ให้ผลบวกต่อโรคชนิดอื่นๆ เช่น โรคกลุ่มอาการระบบสืบพันธุ์และทางเดินหายใจในสุกร (PRRS) โรคท้องร่วงระบาดในสุกร (PED) โรคอหิวาต์สุกร (CSF) และโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เป็นต้น
สำหรับ ประเด็นเงินชดเชย เนื่องจากโรคนี้ไม่มีวัคซีนและยารักษาจำเพาะ หากพบการระบาดของโรคในประเทศแล้วจะกำจัดโรคได้ยากก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคมาโดยตลอด ซึ่งหนึ่งในมาตรการที่ดำเนินการคือการลดความเสี่ยงโดยการทำลายสุกรที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อป้องกันการเกิดโรค อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 พร้อมชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อป้องกันโรค ที่ผ่านมาได้ดำเนินการขออนุมัติจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยได้ดำเนินการชดเชยค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายมาแล้วจำนวน 3 ครั้ง รวมเกษตรกรทั้งสิ้น 3,239 ราย สุกรจำนวน 112,752 ตัว เป็นเงิน 470,426,009 บาท
และในปี 2565 กรมปศุสัตว์ได้ขออนุมัติงบประมาณในส่วนดังกล่าวแก่เกษตรกรจำนวน 4,941 ราย สุกรจำนวน 159,453 ตัว เป็นเงิน 574,111,262.5 บาท เพื่อเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติแล้ว จะเร่งเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเร็วต่อไป

กรณี ปัญหาราคาเนื้อสุกรแพง มาจากหลายปัจจัย สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาเนื้อสุกรปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี 2564 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เนื่องจากปริมาณสุกรมีชีวิตที่ถูกแปรสภาพเป็นเนื้อสุกรลดลง ประกอบกับภาวะต้นทุนการผลิตสุกรขุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการจัดทำระบบป้องกันภัยทางชีวภาพของฟาร์มสุกร และต้นทุนด้านการขนส่งที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ผลผลิตสุกรลดลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพในฟาร์มสุกรของไทยเพิ่มขึ้น ในรอบปี 2564 พบการระบาดของโรคกลุ่มอาการระบบสืบพันธุ์และทางเดินหายใจในสุกร (PRRS) โรคท้องร่วงระบาดในสุกร (PED) โรคอหิวาต์สุกร (CSF) เกษตรกรต้องลดความหนาแน่นของสุกรในฟาร์ม และเลิกเลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ โดยได้มีมาตรการให้การแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว โดยมาตรการระยะเร่งด่วนกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้ประกาศห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตไปนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 เดือน (6 มกราคม-5 เมษายน 2565) ช่วยเหลือราคาอาหารสัตว์ จัดสินเชื่อพิเศษ เพื่อให้เกษตรกรได้กลับมาเลี้ยงใหม่ ตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมสอดคล้องต้นทุนที่เกิดขึ้น และเร่งสำรวจภาพรวมการผลิตสุกรเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและมาตรการ พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน มาตรการระยะสั้น มีการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

ขยายกำลังการผลิตแม่สุกร เร่งศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาด สำหรับมาตรการระยะยาวคือ การผลักดันยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด (Good Farming Management : GFM) ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มมีระบบการป้องกันโรคและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค และจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก ธ.ก.ส. โครงการสานฝันสร้างอาชีพ โดยคาดว่าสถานการณ์ราคาสุกรจะเข้าสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยเป็น
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการทำงานเชิงรุกป้องกันโรคในระยะยาว กรมปศุสัตว์ได้มีคำสั่งกรมปศุสัตว์ แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยโรค ASF ในสุกร ประกอบด้วย หน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และอาจารย์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิจัยการป้องกันและควบคุมโรค ASF ในสุกรในอนาคต ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาและพัฒนาวัคซีนโรค ASF ในสุกรโดยเร็วและมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด และพิจารณาเรื่องการศึกษาและวิจัยโรค ASF ในสุกรอีกด้วย ซึ่งวัคซีนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมโรคเท่านั้น แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรค การป้องกันโรคโดยการเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้นภายในฟาร์มเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สำหรับกรณี การขอคืนสถานภาพปลอดโรค ASF ในสุกรตามที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ได้กำหนดใน Terrestrial Animal Health Code (CHAPTER 15.1. INFECTION WITH AFRICAN SWINE FEVER VIRUS) สามารถขอคืนได้ในรูปแบบ country free, zone free หรือ compartment free โดยต้องทำตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของ OIE โดยต้องมีการเฝ้าระวังโรคเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีสุกรป่วยที่ติดเชื้อไวรัส ASF ในสุกรในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สิกับมีการการทนค้าสุกรที่ถูกนำเข้ามาเป็นไปตามข้อกำหนดของ OIE ต้องมีหลักฐานแสดงว่าไม่มีการปรากฏของเห็บ (Ornithodoros ticks) เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ มีหลักฐานการฆ่าเชื้อเกิดขึ้นในโรงเรือนที่ติดเชื้อหลังสุดท้ายและร่วมำลายสุกร และใช้สุกรสำหรับการเฝ้าระวังโรค (sentinel pigs) ในโรงเรือน โดยผลที่ได้ต้องเป็นลบต่อเชื้อ ASF ในสุกร
ท้ายสุดนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรในการดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์โดยเคร่งครัด เพื่อควบคุมโรคให้สงบได้โดยเร็ว หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัย หรือพบสุกรป่วยตายผิดปกติ หรือสัตว์ป่วยตายผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์

เขาค้อรุ่ง ! วช.ดันวิจัยสู่ SMEs ผุดผลิตภัณฑ์จากขิง บุกตลาดสุขภาพ

วช. ลงพื้นที่ บจก.สุธัมบดี อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สนับสนุนนักวิจัย มทร.ล้านนา พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์จากขิง เป็นของดีเมืองเพชรบูรณ์ ตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ และผู้บริโภคทั่วไป พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ กระตุ้นเกษตรกรรมในพื้นที่

วันนี้ (11 มกราคม 2565) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House ลงพื้นที่ บริษัท สุธัมบดี จำกัด อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ สนับสนุนงานวิจัย ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 2 โครงการ เพื่อนำองค์ความรู้งานวิจัยมายกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นให้เติบโตในเชิงอุตสาหกรรม เกิดผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค อันเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าทางการเกษตรของ อ.เขาค้อ ให้เกิดความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ในพื้นที่

ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House วช. กล่าวว่า ผลงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนจาก วช.,สวทช.และ สกสว. ล้วนมีการนำไปต่อยอดแล้วในระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับและเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการ (SMEs) เกิดผลพวงหลายอย่าง อาทิ ด้านการจัดการปัญหาและเพิ่มมูลค่าผลิตผลทางการเกษตรที่พ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวหรือมีราคาต่ำ โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสปาร์คกิ้งจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการผลิตเอง ด้านสาธารณสุขในการลดหรือชะลอปัญหาการเกิดโรคต่าง ๆ จากการบริโภคอาหาร เป็นต้น จึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่งานวิจัยได้มีส่วนช่วยต่อการพัฒนา

นายยงชาติ ชมดี ผู้บริหารบริษัท สุธัมบดี จำกัด ภายใต้แบรนด์ เขาค้อเฮอร์เบอรี Khaokhoherbary เปิดเผยว่า บริษัทฯใช้แนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมองหาผลิตผลใกล้ตัวในท้องถิ่นมาแปรรูปสร้างมูลค่าโดยเล็งเห็นว่า “ขิง”ซึ่งเป็นของดีในอำเภอเขาค้อ ยังไม่มีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในรูปแบบใหม่อย่างจริงจัง จึงได้ร่วมมือกับนักวิจัย 2 ท่าน เพื่อพัฒนาเครื่องดื่มสุขภาพชนิดสปาร์คกิ้งจากขิงออร์แกนิคด้วยเทคนิคการสกัดและการหมัก และผลิตภัณฑ์สเปรดช็อกโกแลตรสขิงลดไขมัน ซึ่งทางบริษัทมีความทักษะความรู้ด้านโรงงานผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ มาตรฐาน GMP อยู่แล้ว เมื่อได้องค์ความรู้ทางการวิจัยมาช่วยสนับสนุน เชื่อว่าจะสามารถขยายไปถึงการส่งออก อัพเกรดสินค้าให้มีความพรีเมียม สามารถผลักดันเป็นสินค้าทางเลือกสู่มือผู้บริโภคได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งช่วยชูโรงเป็นของฝากส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ส่วนหนึ่ง

ด้าน ผศ.ดร.นิอร โฉมศรี จากสถาบันเทคโนโลยีเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เจ้าของโครงการการพัฒนาเครื่องดื่มสุขภาพชนิดสปาร์คกิ้งจากขิงออร์แกนิคด้วยเทคนิคการสกัดและการหมัก เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการผลิตเครื่องดื่มประเภทนี้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งใช้การอัด Co2 เข้าไป แต่เครื่องดื่มที่ทีมวิจัยพัฒนาสูตรให้ผู้ประกอบการจะใช้กระบวนการหมักยีสต์(จุลินทรีย์ที่ดี)กับขิง น้ำเปล่าและน้ำตาล เป็นเวลา 15 ชั่วโมง ในอุณหภูมิปกติ จนเกิดฟองแก๊สโดยธรรมชาติ มีกลิ่มหอม รสสัมผัสนุ่มละมุน ให้ความสดชื่นและดื่มง่ายมากกว่าเครื่องดื่มจากขิงประเภทอื่น ๆ อย่างชัดเจน ขณะนี้ได้ทดลองบรรจุแบบขวดพาสเจอร์ไรซ์ ให้สามารถเก็บได้อุณหภูมิปกติ พร้อมศึกษาอายุการเก็บรักษาและคุณค่าทางอาหาร ซึ่งขิงมีสรรพคุณช่วยขับลม บรรเทาอาการวิงเวียน อยู่แล้วจากการอ้างอิงของงานวิจัยต่าง ๆ โดยจะสนับสนุนการควบคุมการผลิตของ SMEs ให้มีคุณภาพสม่ำเสมอในทุก ๆ ล็อต

นอกจากนี้ ผศ.เฉลิมพล ถนอมวงค์ จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก เจ้าของโครงการ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์สเปรดช็อกโกแลตรสขิงลดไขมัน” เล่าว่า วิถีชีวิตของคนไทยที่เร่งรีบ และกระแสความนิยมทานขนมปังคู่กับผลิตภัณฑ์ประเภทสเปรดแบบชาวตะวันตกในท้องตลาดทั่วไป ประกอบด้วยไขมันและน้ำตาลสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังคงสนใจบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าเดิม สามารถรับประทานได้อย่างสบายใจ ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นักวิจัยและบริษัท สุธัมบดี จำกัด จึงพัฒนาสูตรอาหารสเปรดช็อกโกแลตไขมันต่ำโดยเสริมขิงผง และข้าวหอมมะลิแดงเข้าไป เบื้องต้นสามารถลดองค์ประกอบของไขมันลงไปได้ร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับสเปรดช็อกโกแลตอื่น ๆในท้องตลาด ได้กลิ่นและรสชาติจากขิงที่ลงตัว วิธีการผลิตคล้ายกับการผลิตแยมผลไม้ทั่ว ๆ ไป แต่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า สามารถรับประทานได้ทุกช่วงวัย ในขั้นต่อไปจะทดสอบสูตรให้ถูกใจผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อที่ SMEsจะได้ผลิตให้ได้มาตรฐานต่อไป

สำหรับทั้ง 2 โครงการที่ วช.ได้ลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้โครงการการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง (ระยะที่ ๓) โดยความร่วมมือของ วช. , สวทช. , สกสว. และผู้ประกอบการ SMEs บจก. สุธัมบดี ร่วมกันสนับสนุนและบริหารทุนวิจัย